Feeds:
Posts
Comments

Archive for March, 2012

“ความชั่วที่ท่านทำ ย่อมคงอยู่กับท่าน และความดีที่ท่านทำ ย่อมย้อนกลับมาหาท่าน”

Imageหญิงวัยกลางคนนางหนึ่งจะทำการอบโรตีไว้ให้สมาชิกในครอบครัวของเธอ และเธอก็มักจะทำเพิ่มไว้จำนวนหนึ่งเผื่อคนยากจนที่เดินผ่านมาจะสามารถนำไปรับประทานได้ เธอมักจะนำโรตีที่ทำเผื่อไว้ไปวางที่ขอบหน้าต่างของบ้าน เพราะเมื่อใครก็ตามที่เดินผ่านมา จะสามารถหยิบไปได้  ทุกๆ วัน จะมีชายหลังค่อมคนหนึ่งเดินผ่านมาที่บ้านของเธอและหยิบโรตีไปทุกๆ ครั้ง และแทนที่เขาจะแสดงความขอบคุณ เขากลับกล่าวถ้อยคำหนึ่ง ขณะที่เขาเดินจากไปว่า “ความชั่วที่ท่านทำ ย่อมคงอยู่กับท่าน และความดีที่ท่านทำ ย่อมย้อนกลับมาหาท่าน” และมันก็เป็นเช่นนี้มาเสมอ ทุกๆ วันชายหลังค่อมจะมาที่บ้านของเธอและหยิบโรตีไป พร้อมกับพูดคำว่า “ความชั่วที่ท่านทำ ย่อมคงอยู่กับท่าน และความดีที่ท่านทำ ย่อมย้อนกลับมาหาท่าน” หญิงวัยกลางคนเริ่มเกิดความรู้สึกขุ่นเคืองกับสิ่งที่ชายหลังค่อมพูด เธอจึงพูดกับตัวเองว่า “ไม่มีแม้แต่การกล่าวคำขอบคุณเลยสักนิด”

ทุกๆ วัน ชายหลังค่อมจะกล่าวถ้อยคำนี้ เขาหมายความว่าอย่างไรกัน .. วันหนึ่ง เธอเกิดความรู้สึกขุ่นเคืองเป็นอย่างมาก เธอจึงตัดสินใจที่จะจัดการกับเขา “ฉันจะต้องกำจัดชายหลังค่อมคนนี้ไปให้ได้” เธอกล่าว และจากนั้นเธอลงมือจะทำอะไรน่ะหรือ? เธอใส่ยาพิษเข้าไปในโรตีที่เธอเตรียมไว้สำหรับเขา ขณะที่เธอกำลังจะวางโรตีลงบนขอบหน้าต่าง เหมือนที่เธอเคยทำ  มือของเธอกลับสั่นเทา “นี่ฉันกำลังทำอะไรอยู่หรือนี่” เธอถามตัวเอง ทันใดนั้น เธอจึงโยนแผ่นโรตีนั้นเข้าไปในกองไฟ และเตรียมโรตีแผ่นใหม่อีกแผ่น และวางมันไว้ที่ขอบหน้าต่าง และเช่นเคยชายหลังค่อมกลับเข้ามา และหยิบแผ่นโรตีไป พร้อมกับกล่าวถ้อยคำเดิม “ความชั่วที่ท่านทำ ย่อมคงอยู่กับท่าน และความดีที่ท่านทำ ย่อมย้อนกลับมาหาท่าน” จากนั้นชายหลังค่อมก็เดินจากไปอย่างมีความสุข โดยที่เขาไม่ได้รับรู้ถึง “ความขุ่นเคืองที่อยู่ในหัวใจ” ของหญิงวัยกลางคนเลย

ทุกๆ วัน ขณะที่เธอวางโรตีไว้บนขอบหน้าต่าง เธอก็มักจะทำการวิงวอนขอดุอาอฺให้กับลูกชายของเธอที่เดินทางจากบ้านไปไกลเพื่อแสวงหาโชค หลายเดือนผ่านไป เธอไม่ได้รับข่าวคราวจากเขา เธอจึงได้แต่ขอดุอาอฺให้เขากลับมาบ้านด้วยความปลอดภัย และเย็นวันนั้นเอง มีเสียงเคาะประตูดังขึ้น เมื่อเธอเปิดประตู เธอต้องประหลาดใจเมื่อได้พบกับลูกชายของเธอยืนอยู่ตรงประตูนั้น เขาดูผอมและซูบเซียว เสื้อผ้าที่เขาสวมใส่นั้นชำรุดและขาดรุ่งริ่ง เขากำลังหิวโหยอย่างมาก และร่างกายก็อ่อนแอ เมื่อลูกชายได้พบกับแม่ของเขา เขาได้เล่าให้เธอฟังว่า “แม่ครับ มันเป็นเรื่องมหัศจรรย์มากที่ผมได้มายืนอยู่ตรงนี้ ขณะที่อยู่ระหว่างการเดินทาง  ผมอดอยากจนผมล้มป่วยลง ผมคงจะตายแน่ๆ หากแต่ว่ามีชายหลังค่อมคนหนึ่งเดินผ่านมา ผมขออาหารจากเขา และเขาก็เมตตาให้โรตีทั้งแผ่นกับผม ตอนที่เขายื่นมันให้ผม เขาบอกกับผมว่า “นี่คืออาหารที่ฉันกินทุกวัน แต่วันนี้ฉันจะให้เธอ เพราะความต้องการของเธอมันมากกว่าความต้องการของฉัน” ขณะที่ผู้เป็นแม่ได้ยินสิ่งที่ลูกชายเล่า ใบหน้าของเธอกลับซีดลง

เธอเอนตัวพิงที่ประตู เธอนึกถึงโรตีใส่ยาพิษที่เธอทำในเช้าวันนั้น หากว่าเธอไม่ได้เอามันไปเผาไฟ คนที่จะกินโรตีแผ่นนั้นก็คงจะเป็นลูกชายของเธอเอง และเขาก็คงต้องตายด้วยน้ำมือเธอ และช่วงเวลานั้นเอง ที่เธอได้ตระหนักถึงถ้อยคำสำคัญ

“ความชั่วที่ท่านทำ ย่อมคงอยู่กับท่าน และความดีที่ท่านทำ ย่อมย้อนกลับเข้ามาหาท่าน”

บทเรียนจากเรื่องนี้คือ … จงทำความดีเถิด และจงอย่าหยุดทำมัน แม้ว่าคุณจะไม่ได้รับคำขอบคุณก็ตาม เพราะแท้จริงแล้วอัลลอฮฺทรงมองเห็นการงานของคุณ

แหล่งที่มา https://www.facebook.com/photo.php?fbid=256469457779226&set=a.104270372999136.7324.103266689766171&type=1&ref=nf
แปล
 بنت الاٍسلام

Read Full Post »

กฎเกณฑ์ของการเทเครื่องดื่มทิ้งลงท่อระบายน้ำ หรือทิ้งไปกับขยะอื่น
แหล่งที่มา
What is the ruling on pouring tea and coffee down the drain?
If milk has gone off, is it permissible to throw it out with the trash?.
http://www.islam-qa.com/en/pda/ref/138341

ถอดความ نت الاٍسلام

Imageคำถาม

อะไรคือกฎเกณฑ์ของการเทเครื่องดื่ม (ชา กาแฟ) ทิ้งลงท่อระบายน้ำ และหากว่านมหมดอายุ มีการอนุมัติให้ทิ้งลงไปกับขยะอื่นๆ หรือไม่

คำตอบ

การสรรเสริญเป็นของอัลลอฮฺ

ไม่เป็นการอนุมัติ ในการที่จะทิ้ง “อาหารหรือเครื่องดื่มที่ยังสามารถนำมาบริโภค” ลงไปท่อระบายน้ำ หรือทิ้งลงไปพร้อมกับขยะอื่นๆ

ในฟัตวา อัลลัจญนะฮฺ อัด-ดาอิมมะฮฺ, (22/341) มีการกล่าวไว้ว่า “อาหารเหลือ” ควรได้รับการถนอม หรือเก็บไว้สำหรับโอกาสหน้า (มื้อต่อไป) หรือบริจาคให้กับผู้ที่ต้องการ และหากว่าไม่มีผู้ที่ต้องการ ก็ควรนำอาหารนั้นไปให้สัตว์ ถึงแม้ว่ามันจะแห้งกรอบแล้วก็ตาม (สำหรับผู้ที่สามารถกระทำได้)”

ชัยคฺ อิบนุ บาซ (เราะหิมะฮุลลอฮฺ) กล่าวว่า

“สำหรับขนมปัง เนื้อสัตว์ หรืออาหารประเภทอื่นๆ นั้น ไม่เป็นการอนุมัติให้ทิ้งอาหารเหล่านั้นลงในถังขยะ หากแต่ควรเก็บหรือถนอมอาหารนั้นไว้ เพื่อมอบให้กับผู้ที่ต้องการ หรือเก็บไว้ในสถานที่ที่สามารถมองเห็นได้ง่าย ด้วยเพราะว่าอาจมีคนที่ต้องการอาหารเหลือเหล่านั้นนำไปให้สัตว์เลี้ยงของเขา หรือเพื่อที่ว่าสัตว์บางชนิด หรือนกจะสามารถเข้ามากินได้

อย่างไรก็ตาม ไม่เป็นที่อนุมัติให้ทิ้งอาหารเหลือลงในถังขยะ หรือทิ้งในสถานที่สกปรก หรือบนท้องถนน เพราะนั่นถือว่าเป็นการปฏิบัติมิชอบกับอาหารนั้นๆ อีกทั้งการทิ้งอาหารไว้ตามท้องถนน คือการทำไม่ดี (ไม่ให้เกียรติ) กับอาหารเหล่านั้น และอาจสร้างความรำคาญใจต่อผู้ที่พบเห็นตามท้องถนน”

จากฟัตวา อิสลามิยยะฮฺ 3/633

ชัยคฺเศาะลิฮฺ อัล เฟาซัน (เราะหิมะฮุลลอฮฺ) กล่าวว่า “ไม่เป็นการอนุมัติในการที่จะทิ้งอาหารในสถานที่ที่สกปรก หรือสถานที่ที่ไม่บริสุทธิ์ มีมลทิน เช่นห้องน้ำ เพราะมันเป็นสถานที่ที่ทิ้งของเสีย อีกทั้งยังเป็นการปฏิบัติมิชอบต่อ “การอำนวยพรของอัลลอฮฺ” อีกทั้งยังเป็น (การแสดงออกถึง) การไม่รู้คุณต่ออัลลอฮฺอีกด้วย

ศาสนทูต ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม เคยพบเม็ดอินทผลัมบนถนน และท่านกล่าวว่า “หากฉันไม่เกรงว่า อินธผลัมเม็ดนี้ จะเป็นส่วนหนึ่งของซะกาต ฉันก็คงจะทานมันแล้ว” (รายงานโดย อัลบุคอรียฺ ในศอเฮี้ยฮฺของท่าน) อีกทั้งท่านเราะสูล ได้เคยสั่งใช้ให้ผู้ที่ทานอาหารนั้น เลียนิ้วมือ (หลังทานอาหาร) ก่อนที่จะล้างมือหรือเช็ดมือของเขาด้วยผ้าเช็ดมือ และท่านยังชี้แนะด้วยว่า หากมีเศษอาหารตกลง ก็ควรจะเก็บมันขึ้นมา และหากมีฝุ่นดินติดอยู่ ก็ให้ขจัด (ฝุ่นดิน) ออกเสีย จากนั้นก็จงทานมัน

หะดีษดังกล่าวได้บ่งบอกให้เราได้เห็นว่า มันไม่เป็นการอนุมัติที่จะทิ้งอาหารใดๆ ก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นอินผลัม หรือสิ่งอื่นๆ ที่สามารถทานได้ ลงในสถานที่ที่สกปรก ไม่บริสุทธิ์ แท้จริงแล้ว “การอำนวยพรของอัลลอฮฺ” ควรได้รับเกียรติ (การเคารพ) และรักษาไว้  ด้วยเพราะมันเป็นส่วนหนึ่งของการสำนึกต่อบุญคุณของพระองค์ อีกทั้ง”การอำนวยพรดังกล่าว” อาจจะไปถึงผู้ที่ต้องการอาหารนั้นและเขาก็ทานมัน ดังนั้นการทิ้งอาหารลงในถังขยะจึงไม่เป็นที่อนุญาต

สำหรับอาหารที่เน่าเสีย หรือเครื่องดื่ม (หมดอายุ) ที่ไม่สามารถนำมาบริโภคได้แล้วนั้น ไม่ว่าจะเป็นชาหรือกาแฟที่เหลือในถ้วยก็ตาม ก็ไม่ถือว่าเป็นความผิดใดหากจะเทมันทิ้งลงพร้อมกับขยะอื่นหรือท่อระบายน้ำ

ชัยคฺ บิน อุษัยมีน (เราะหิมะฮุลลอฮฺ) เคยถูกถามว่า “อะไรคือกฎเกณฑ์สำหรับนักศึกษาในการทิ้งอาหารหรือเครื่องดื่มลงในถังขยะ”

ท่านตอบว่า “สำหรับสิ่งที่ไม่สามารถนำมาบริโภคได้นั้น เช่นเปลือกส้ม เปลือกแอปเปิ้ล หรือเปลือกกล้วย หรืออะไรก็ตามที่มีลักษณะดังกล่าว ก็ไม่ถือว่าเป็นความผิดใดๆ ที่จะนำมันไปทิ้ง เพราะมันไม่มีคุณค่าใดในตัวของมันเอง

แต่สำหรับสิ่งที่สามารถนำมาบริโภคได้ เช่นขนมปังเหลือ เครื่องปรุงอาหาร หรือสิ่งใดก็ตามที่สามารถนำมาทานได้ ก็ไม่ควรที่จะนำมันไปทิ้งในสถานที่ที่สกปรก ไม่บริสุทธิ์ และหากว่ามีความจำเป็นต้องทิ้งลงถังขยะ ก็ควรที่จะทำการแยกถุงออกต่างหาก เพื่อที่คนทำความสะอาด (หรือคนเก็บขยะ) จะสามารถทราบได้ว่าสิ่งที่อยู่ในถุงนั้นเป็นสิ่งที่ควรระวัง “

ฟัตวา นูรฺ อะลา อัลดารฺบ 6/205

แท้จริงแล้วอัลลอฮฺทรงรู้ดียิ่ง
Islam Q&A

Read Full Post »

“เรื่องจริงเตือนใจ สำหรับบรรดามุสลิมผู้ถือศีลอด”
Source
http://www.facebook.com/notes/strangers/have-you-ever-wondered-what-its-like-to-be-starving-to-death/414758986246
ถอดความ : 
بنت الإسلام

“ชาวบ้านอัฟกันอดยากจนต้องกินหญ้า”

ชายอัฟกานิสถานต้องประทังชีวิตด้วยการกินขนมปังที่ทำจากหญ้าบดละเอียด

“ชาวอัฟกันจำนวนหมื่นคนต้องประสบกับความอดยากและประทังชีวิตด้วยการกินหญ้า” เจ้าหน้าที่ที่ให้ความช่วยเหลือกล่าว

“ข้าวต้มผสมหญ้า”

“บอน นาแวช” (Bonavash) หมู่บ้านหนึ่งในเขตอับดุลลอฮฺ เจน ของอัฟกานิสถาน อาหารที่พอจะหาได้ในหมู่บ้านคือ ขนมปังที่ทำจากหญ้าบดและข้าวบาเลย์หรือข้าวต้มผสมหญ้า

เกือบทุกคนในหมู่บ้านดังกล่าวต้องทนทุกข์ทรมานจากอาการท้องร่วงหรือไออย่างหนัก ตามที่นักข่าวที่เข้าไปเยี่ยมหมู่บ้านนี้ได้รายงาน

สตรีคนหนึ่งออกพร้อมกับลูกของเธอที่มีอาการท้องป่องเนื่องจากความอดอยากในหมู่บ้านบอนนาแวซซึ่งอยู่ทางเหนือของอัฟกานิสถาน

ความต้องการอาหารอย่างเร่งด่วนถูกส่งมาอย่างล่าช้า

“เรากำลังรอความตาย หากอาหารยังมาไม่ถึง หากสถานการณ์ไม่เปลี่ยนไป เราก็คงจะต้องกินสิ่งนี้ (หญ้า) จนกระทั่งเราตายไป” ฆอลัม ลอซา ชายวัย 42 ปีกล่าว เขามีอาการไออย่างหนัก และอาการปวดท้องพร้อมทั้งมีเลือดออกในลำไส้ (Bleeding bowels)

“ชาวชาดกินใบหญ้า และอาหารสัตว์ประทังชีวิต”

หมายเหตุ “ประเทศชาด” เป็นประเทศที่ไม่มีทางออกสู่ทะเลในแอฟริกากลาง มีอาณาเขตทางเหนือจดประเทศลิเบีย ทางตะวันออกจดประเทศซูดาน ทางใต้จดสาธารณรัฐแอฟริกากลาง ทางตะวันตกเฉียงใต้จดประเทศแคเมอรูนและประเทศไนจีเรีย และทางตะวันตกจดประเทศไนเจอร์ เนื่องจากมีระยะไกลจากทะเลและมีภูมิอากาศเป็นแบบทะเลทรายเป็นส่วนใหญ่ ประเทศจึงได้ชื่อว่าเป็น “หัวใจตายของแอฟริกา” (อ้างอิง http://th.wikipedia.org/wiki/ประเทศชาด)

เนคาเรมบายา คัมนโด (Nekarambaya Kamndo) ใช้มือของเขาวัดปริมาณน้ำฝน และอธิบายถึงปริมาณน้ำฝนที่ควรจะตกลงมาในแต่ละปีโดยปกติ

“มันควรจะมีปริมาณ 10 มิลลิเมตร ในนั้น” กล่าวโดยหัวหน้าวิศวกรของเมืองอัม ดัม ในเขตทรายผุพังทางตะวันออกของประเทศชาด “แต่ปีที่แล้วมีปริมาณน้ำฝนเพียงแค่ 369 มิลลิเมตร จากฝนที่ตกลงมาใน 17 วัน”

ในปี 2000 มีปริมาณน้ำฝน 596 มิลลิเมตร จากฝนที่ตกลงมา 40 วัน “ผลที่ได้รับคือความเสียหายอย่างรุนแรง คนจำนวน 2 ล้านคนต้องทนอยู่อย่างหิวโหยในช่วงเดือนมิถุนายน” OXFAM รายงานจากคำกล่าวของผู้เชียวชาญ ประเทศชาดต้องประสบกับภัยแล้งที่เลวร้ายที่สุดใน 50 ปี

โดย ปกติแล้วพื้นในแต่ละ 1 เฮกตาร์ (พื้นที่ 10000 ตารางเมตร) ในเมืองอัม ดัม จะให้จำนวนผลผลิตข้าวเดือยประมาณ 600 กิโลกรัม และข้าวฟ่างประมาณ 500 กิโลกรัมในช่วงเวลาการเก็บเกี่ยวในเดือนกันยายน “แต่ปีนี้ ไม่มีผลผลิตออกมาเลย ไม่มีเลยแม้แต่นิด” คัมนโด กล่าว “ทุกๆ อย่างได้รับความเสียหาย” คนต่างเริ่มกินใบไม้และสิ่งที่อยู่รอบๆ หมู่บ้าน รวมไปถึงอาหารสัตว์เพื่อประทังชีวิต

ชาวกาซานประทังชีวิตด้วยการกินหญ้าและยาแก้ปวด

หนังสือ พิมพ์ “The Sunday Time” ของลอนดอน รายงานว่า หลังจากมีการสงบศึกชั่วคราวระหว่างอิสลาเอลและฮามาส สถานการณ์ในเมืองกาซากลับแย่ลง พวกเขารายงานว่า บางครอบครัวยากจนมากและพวกเขาต้องประทังชีวิตด้วยการกินหญ้า

“เราได้กินอาหารเพียง 1 มื้อ วันนี้” อบู อัมรออฺ วัย 43 ปี กล่าว พร้อมทั้งนำใบไม้ของพืชที่ปลูกตามท้องถนนของกาซาขึ้นมาให้ดู และกล่าวว่า “ทุกวัน ฉันตื่นขึ้นมา และมองหาเศษไม้ หรือพลาสติกเพื่อนำมาเผาเป็นเชื้อเพลิง และฉันก็ออกขอทาน แต่เวลาที่ฉันไม่ได้กลับมาอะไรเลย พวกเราก็กินหญ้าพวกนี้กัน”

อบู อัมรออฺและและสามีที่ตกงานของเธอมีลูกสาว 7 คนและลูกชายอีก 1 คน บ้านช่องลมเล็กๆ ของพวกเขาไม่มีเฟอร์นิเจอร์อะไรเหลืออยู่ เพราะพวกเขาเพิ่งจะนำตู้ใบสุดท้ายมาเผาเพื่อผิงไฟคลายหนาว

“ฉัน จำไม่ได้ว่าผลไม้เป็นยังไง” รอบับวัย 12 ปี กล่าว เธอจะออกจากบ้านไปกับแม่ในตอนเช้าตรู่เพื่อคุ้ยหาอาหารตามกองขยะ เธอแต่งกายด้วยเสื้อวอร์มและกางเกงยีนที่มีรูขาด และเดินเท้าเปล่า

สำนักข่าว AP รายงานว่า จำนวนชาวกาซาที่ต้องอาศัยยาแก้ปวดเพื่อหนีปัญหาของพวกเขากำลังเพิ่มขึ้น อย่างน่าเศร้าใจ

“หลังจากการปฏิวัติ ผมรู้สึกกลัวกับสิ่งที่เราต้องเผชิญ” เขากล่าว “มันไม่เหลือความหวัง และคุณก็ต้องหาอะไรเพื่อดับความกลัวของคุณ ผมลองมันครั้งหนึ่ง และมันก็ได้ผล และตอนนี้ผมก็ยังกินมันอยู่”

“ชาวไฮติประทังชีวิตด้วยการกินดิน”

มันเป็นช่วงเวลาอาหารกลางวัน ในย่านแออัดที่แย่ที่สุดแห่งหนึ่งในเฮติ และชาร์ลีน ดูมัส กำลังกินดินโคลน

ด้วย เพราะค่าอาหารที่สูงขึ้น ชาวไฮติที่ยากจนอย่างมากจึงไม่สามารถที่จะซื้อแม้แต่อาหารสักหนึ่งจานได้ บางคนก็ต้องหาวิธีใดวิธีหนึ่งเพื่อเติมเต็มท้องที่ว่างเปล่าของพวกเขา

ชาร์ลีน วัย 16 ปี พร้อมกับลูกชายวัย 1 เดือน ก็ต้องเผชิญความอดอยากดั้งเดิมที่ชาวเฮติต่างต้องประสบ

คุกกี้ที่ทำจากดินแห้งสีเหลืองจากที่ราบสูงส่วนกลางของประเทศ

“โคลน” ถือเป็นสิ่งที่มีค่ามากสำหรับสตรีมีครรภ์และเด็กๆ ที่นั่น เพราะมีสารลดกรดและเป็นแหล่งแคลเซียม แต่ในสถานที่เช่น Cité Soleil ย่านแออัดแถวชายฝั่งที่ชาร์ลีนอาศัยอยู่ในบ้านที่มีเพียงสองห้อง และต้องแบ่งกันอยู่ พร้อมกับลูกของเธอ พี่น้องของเธอ 5 คน และ ผู้ปกครองตกงาน 2 คู่ คุกกี้ที่ทำจากดิน เกลือ และผักกลายเป็นอาหารประจำวันของพวกเขา

“ตั้งแต่แม่ฉันไม่ได้ทำอาหาร ฉันก็ต้องกินดินพวกนี้สามมื้อต่อวัน” ชา ร์ลีนกล่าว ขณะที่ลูกของเธอชื่อ “วู้ดสัน” กำลัง นอนอยู่ระหว่างตักของเธอ ร่างกายของเขาดูผอมกว่าเด็กแรกเกิดโดยทั่วไป (ที่มีน้ำหนัก 3 ปอนด์ 3 ออนซ์ หรือ 2.7 กิโลกรัม 85 กรัม)

ลอง ถามตัวเราเองดูสิ เมื่อไหร่ที่เป็นครั้งสุดท้ายที่เรากล่าวขอบคุณผู้ทรงสร้าง ผู้ประทานสิ่งต่างๆ ผู้ทรงช่วยเหลือเรา ประทานแก่ซึ่งอาหารรสชาติดีๆ และสิ่งต่างๆ ที่เพียบพร้อม (สมุนไพรเครื่องเทศและส่วนประกอบอาหารมากมายเพื่อเพิ่มรสชาติ) เพื่อที่เราจะเติมเต็มมันลงใส่ท้องของเราทุกคืนโดยปราศจากความละอายใจ ??

Read Full Post »

แหล่งที่มา บทความ I Didn’t Expect the Reply to Come So Quick!
http://alsiratalmustaqeem.wordpress.com/2011/08/22/i-didnt-expect-the-reply-to-come-so-quick/
แปล
بنت الإسلام

Image

ชัยคฺคอลิด อัลวุหัยบียฺ เล่าว่า

เรื่องราวต่อไปนี้มีบทเรียนที่เราควรศึกษา มันเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับผมโดยตรง และไม่ใช่เรื่องที่ถูกบอกเล่ามาอีกทีแต่อย่างใด

ผมกำลังจะถ่ายทอดเรื่องที่เกิดขึ้นกับผมให้กับพวกท่านทั้งหลายได้อ่าน เผื่อว่าบางทีผู้อ่านจะได้รับประโยชน์จากมัน หรือมันอาจทำให้กับคนที่กำลังท้อแท้ ได้มีความหวังขึ้นในหัวใจของเขา หรือเรื่องราวต่อไปนี้อาจเป็นอุทาหรณ์ให้กับบรรดาผู้มีจิตใจร้อนรน และหยุดการวิงวอนขอ (ดุอาอฺ) จากพระผู้เป็นเจ้าของเขา

ในวันพุธที่  22 รอบีอุษษานี 1423 ตามปฏิทินฮิจเราะฮฺ

ระหว่าง เวลาละหมาดดุฮฺริ ในมัสญิดหะรอม ณ เมืองมักกะฮฺ ขณะที่ผมกำลังยืนอยู่ใกล้ๆ กับห้องของมุอฺซิน (ผู้ทำการอะซาน) มุสลิมีนท่านหนึ่งได้ส่งสัญญาณให้ผมเข้าไปปิดช่องว่างในแถวละหมาดถัดจากเขา หลังจากที่ได้มีการอิกอมะฮฺแล้ว ผมจึงเดินเข้าไปในแถวดังกล่าว

หลัง จากที่พวกเราทำการละหมาดเสร็จสิ้นแล้ว ผมขยับตัวถอยหลังลงไปเล็กน้อย จากนั้นก็นั่งลงโดยเอาขาทั้งสองข้างไขว้กันไว้ เพื่อจะได้รู้สึกสบายขึ้นขณะทำการตัสบีส (สดุดีและสรรเสริญอัลลออฺ) ซึ่งระหว่างนั้นผมได้มองไปยังชายคนหนึ่งที่อยู่ข้างๆ ผม ร่างกายของเขาดูซูบเซียวและอ่อนแรง เหมือนคนยากจนคนหนึ่งในมัสญิดอันศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ เขามีลักษณะท่าทางของคนที่มีความสุขุมและความอ่อนน้อมถ่อมตน เขาวางมือทั้งสองข้างของเขาไว้บนต้นขาขณะที่เขาวิงวอนขอต่ออัลลอฮฺด้วยความ นอบน้อม ขณะเดียวกันนั้นผมได้ล้วงมือของผมเข้าไปในกระเป๋าเพื่อหยิบเงินที่ผมแบ่งแยก เอาไว้ เป็นสัดส่วน ซึ่งมีทั้ง 1 ริยาล 5   ริยาล 10 ริยาล และผมก็หยิบเอาเงิน 5 ริยาลออกมาโดยซ่อนมันไว้ในฝ่ามือของผม จากนั้นผมก็เข้าไปหาเขา และยื่นแขนของผมออกไปเพื่อจับมือเขา เราจับมือกันและเขาคงรู้สึกได้ถึงเงินที่อยู่ในฝ่ามือของผม แล้วเขาก็รีบดึงมือของเขาออกไปโดยที่เขาไม่ได้เอาเงินในมือผมออกไปด้วย หรือแม้แต่จะรู้ว่าเงินในมือของผมนั้นมีจำนวนเท่าไหร่ หากแต่เขาพูดออกมาว่า “ขออัลลอฮฺประทานรางวัลการตอบแทนอันใหญ่หลวงแก่ท่านด้วยเถิด”

ผมจึงถามเขาว่า “พี่ชายจะไม่รับเงินนี้หรือ”

เขาไม่ได้ตอบคำถามผม ผมจึงรู้สึกว่าเขาคงจะเกรงใจ  ซึ่งนั่นคงเป็นเหตุผลที่เขาไม่รับมันเอาไว้ ผมจึงนำเงินล้วงคืนกลับไปในกระเป๋า จากนั้นผมก็ลุกขึ้นถอยหลังไปอีกเล็กน้อย เพื่อละหมาดสุนนะฮฺ และผมก็สังเกตเห็นว่าชายคนดังเดิมยังคงหันมามองที่ผมครั้งแล้ว ครั้งเล่า เสมือนว่าเขากำลังรอคอยให้ผมละหมาดเสร็จ

เมื่อผมเสร็จสิ้นการละหมาดแล้ว  เขาก็เข้ามาข้างๆ ผม และทักทายผม จากนั้นก็ถามผมว่า “พี่ชายตั้งใจที่จะให้ผมเท่าไหร่หรือครับ”

ผมตอบว่า “ผมเสนอเงินนั้นให้พี่ชายแล้ว แต่พี่ชายปฏิเสธที่จะรับมัน แล้วมันสำคัญด้วยหรือว่าผมตั้งใจจะให้พี่ชายจำนวนหนึ่งริยาล หรือหนึ่งร้อยริยาล” 

เขายังคงถามต่อว่า “ด้วยอัลลอฮฺ พี่ชายตั้งใจจะให้ผมเท่าไหร่หรือ”

ผมจึงบอกกับเขาว่า “ด้วยอัลลอฮฺ โปรดอย่าถามผมเลย เรื่องระหว่างผมกับพี่ชายได้ยุติลงแล้ว 

จากนั้นเขาจึงบอกกับผมว่า “ผมเพิ่งจะทำการวิงวอนขอปัจจัยเป็นเงินจำนวน 5 ริยาลต่ออัลลอฮฺ เนื่องด้วยเพราะความจำเป็น ผมจึงอยากรู้ว่าพี่ชายตั้งใจที่จะให้เงินผมเท่าไหร่ “

ผมจึงตอบเขาว่า “ด้วยอัลลอฮฺ ไม่มีพระเจ้าอื่นใดคู่ควรแก่การสักการะนอกเหนือจากพระองค์ ผมตั้งใจจะให้พี่ชาย 5 ริยาล”  

จากนั้นชายคนดังกล่าวก็เริ่มร้องไห้ออกมา

ผมถามเขาว่า “พี่ชายต้องการมากกว่านี้หรือ”

เขาตอบว่า “ไม่ครับ”

จากนั้นเขาจึงกล่าวว่า “ซุบฮานั้ลลอฮฺ พี่ชายได้ยื่นเงินใส่ไว้ในมือผม ขณะที่ผมยังคงวิงวอนขอมันต่ออัลลอฮฺอยู่”

ผมถามเขาว่า “แล้วทำไม พี่ชายจึงดึงมือออกโดยไม่รับมันเอาไว้หละ”

เขาตอบ “ผมไม่ได้คาดหวังว่า “การตอบรับของอัลลอฮฺ” จะรวดเร็วขนาดนั้น” 

ผมตอบว่า “ซุบฮานั้ลลอฮฺ แท้จริงแล้ว อัลลอฮฺคือผู้ทรงได้ยินในทุกสิ่ง ทรงอยู่ใกล้ชิดกับผู้ที่วิงวอนขอต่อพระองค์ และทรงตอบรับการวิงวอนของพวกเขา พระองค์มิได้ทรงลงมายังพี่ชายเพื่อประทานสิ่งที่พี่ชายวิงวอนขอด้วยพระองค์ เอง หากแต่แท้จริงแล้วพระองค์ทรงให้ความช่วยเหลือพี่ชายผ่านหนึ่งในบรรดาปวงบ่าว ของพระองค์โดยให้เขาเติมเต็มความต้องการของพี่ชาย” 

จากนั้นผมจึงมอบเงินจำนวน 5 ริยาลให้เขาอีกครั้ง และเขาก็รับมันไว้ โดยปฏิเสธที่จะรับมากกว่านั้น แท้จริงแล้วการสรรเสริญเป็นของอัลลอฮฺ พระผู้ทรงยิ่งใหญ่ ผู้ซึ่งตรัสว่า “และเมื่อปวงบ่วงของข้าถามเจ้า (โอ้ มุหัมมัด) เกี่ยวกับข้า เช่นนั้น (จงตอบแก่พวกเขาว่า) แท้จริงข้านั้นอยู่ใกล้ ข้าจะตอบรับการวิงวอนขอของผู้วิงวอนขอเมื่อเขาร้องเรียกหาข้า” (อัลบะเกาะเราะฮฺ 2:186)

Read Full Post »

สตรีที่ฉันปรารถนาอยู่ ณ ที่ใดกัน

Image

คอลิด บิน ซ็อฟวาน ได้เห็นคนกลุ่มหนึ่งในมัสญิดแห่งเมืองบัศเราะฮฺ และเขาได้ถามขึ้นมาว่า “นี่มันคือการรวมตัวเพื่ออะไรกัน” มีคนตอบเขาว่า “มีสตรีนางหนึ่งที่แจ้งแก่บรรดาบุรุษเกี่ยวกับบรรดาสตรีที่พร้อมเพื่อการแต่งงาน (สตรีที่เป็นโสด) ครับ”

จากนั้นคอลิดจึงเดินไปหาสตรีนางนั้นและกล่าวแก่นางว่า “ฉันต้องการแต่งงานกับสตรีนางหนึ่ง”

สตรีนางนั้นจึงกล่าวว่า “จงบรรยายคุณลักษณะของนางแก่ฉันเถอะ (ว่าท่านปรารถนาสตรีที่มีคุณสมบัติเช่นไร)”

เขาตอบว่า “ฉันปรารถนาให้นางนั้นเป็นสตรีพรหมจรรย์ ที่มีความฉลาดเฉลียวเสมือนสตรีที่แต่งงานแล้ว หรือสตรีที่ผ่านการแต่งงานมาแล้วหากแต่บริสุทธิ์ไร้เดียงสาเสมือนสตรีพรหมจรรย์ นางควรเป็นที่รักเมื่อนางอยู่ใกล้ฉัน แจ่มจรัสเมื่อนางอยู่ห่างไกลฉัน นางควรเคยดำเนินชีวิตอย่างหรูหรา จากนั้นนางก็ได้ประสบกับความทุกข์เนื่องด้วยความยากจน เพื่อที่นางจะมีมารยาทของผู้ที่ร่ำรวยและขณะเดียวกันนางก็มีคุณสมบัติแห่งความถ่อมตนของผู้ที่ยากจน เมื่อเราทั้งสองครอบครองซึ่งทรัพย์สิน เราควรเป็นเช่นผู้คนแห่งดุนยานี้ และเมื่อเราทั้งสองกลายเป็นผู้ยากจน เราควรเป็นเช่นผู้คนแห่งอาคิเราะหฺ”

นางกล่าวว่า “ฉันรู้จักสตรีเฉกเช่นที่ท่านได้กล่าวไว้”

เขาจึงถามนางว่า “นางอยู่ ณ ที่ใดกัน”

นางตอบว่า “นางอยู่บนสวนสวรรค์ เช่นนั้นจงเพียรพยายามอย่างหนักเพื่อให้ได้นางมาเถิด”

แหล่งที่มา หนังสือ Gems and Jewels บท She is in paradise
แปล
بنت الإسلام

Read Full Post »

“การงานเล็กๆที่ประสบความสำเร็จ” ย่อมดีกว่า “การงานใหญ่ที่เป็นได้เพียงแค่ “แผน”
แหล่งที่มา
บทความ “Small Deeds Done are Better Than Great Deeds Planned”  http://successmuslim.com/2009/05/25/small-deeds-done-are-better-than-great-deeds-planned/
ถอดความ
ت الاٍسلام

Image

เราอาจจะเห็นว่าบรรดาผู้บริหารในบริษัทใหญ่ๆ หรือเจ้าของธุรกิจต่างๆ เดินทางไปรอบโลกเพื่อทำการขยายกิจการของเขา อีกทั้งยังมีผู้ริเริ่มสิ่งใหม่ๆ หลายคนที่สามารถประสบความสำเร็จจาก “การริเริ่มสิ่งที่ไม่น่าเป็นไปได้”  ซึ่งคนเหล่านี้คือ “ผู้ที่ตัดสินใจที่จะพูดด้วย “การกระทำ” และมิใช่เพียงแค่ “การกล่าวคำพูด” พวกเขาทราบดีว่า “การงานเล็กๆ ที่ประสบความสำเร็จ” ย่อมดีกว่า “การงานใหญ่” ที่เป็นได้เพียงแค่ “แผนการ”

พวกเขาจุดประกายสิ่งใหม่ๆ ในหัวสมองเพื่อริเริ่มกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้เกิดผลสำเร็จ และพวกเขาไม่รอให้ใครมากระตุ้นให้ต้องเริ่มกระทำสิ่งนั้น พวกเขาเชื่อว่า “ผลลัพธ์” วัดจากการ “กระทำที่สมบูรณ์แบบ” ไม่ใช่ “ถ้อยคำสวยงามที่ถูกกล่าวขึ้น”

เรามุสลิมทุกคนต่างต้องการที่จะทำงานเผยแพร่ศาสนา (ดะอฺวะฮฺ) และพวกเราต่างก็มีแผนการใหญ่ แต่หลายๆ ครั้ง “แผนการ” ก็ยังคงเป็นเพียง “แผนการ” อยู่เช่นเดิม

คุณลองนึกถึง “บรรดาผู้คนที่ประสบความสำเร็จ” คุณจะพบว่า พวกเขามีคุณสมบัติที่โดดเด่นเหมือนกันคือ พวกเขาต้องการทำงานให้ออกมาดี มากกว่าที่จะพูดเกี่ยวกับสิ่งที่เขาทำ และผมก็ได้เห็นว่ามันเกิด “ผลสะท้อนกลับที่ดี” จากการมีคุณสมบัติดังกล่าวของบรรดาผู้คนที่ประสบความสำเร็จที่ผมเคยได้อ่าน และผมก็เชื่อมั่นว่า ผู้อ่านต้องมีความคิดเช่นเดียวกันกับผม

เมื่อไม่นานมานี้ ผมได้อ่านหนังสือชื่อ “Unstoppable” (ไม่มีวันหยุดยั้ง) โดยซินเทีย เคอร์เซย์ ซึ่งเป็นหนังสือที่รวบรวมเรื่องราวสั้นๆ ของคน 45 คนที่เดินหน้าเพื่อบรรลุความต้องการของเขา โดยไม่คำนึงถึงความยากลำบากหรืออุปสรรคที่พวกเขาต้องเผชิญ หนึ่งในคุณสมบัติที่โดดเด่นมากที่พวกเขาได้แสดงออกมาให้เห็นคือ “คนเหล่านี้คือผู้ที่พูดด้วย “การกระทำ” ไมใช่ การพูดด้วย “ถ้อยคำ”            

ลองพิจารณากันดูนะครับว่า พวกเรากี่คนมีอุปนิสัยที่ชอบพูดว่า “ฉันจะทำสิ่งนั้น” “ฉันจะทำสิ่งนี้” หากแต่ท้ายที่สุดก็จบลงด้วยการ “ไม่ทำอะไรเลย” เราทุกคนต่างย่อมมีความคิดและความฝัน หากแต่มีพวกเรากี่คนที่ทำให้ “ความคิด และความฝัน” กลายเป็นความจริงได้  “ความคิด” มาแล้วก็จากไป แต่เราก็ยังคงอยู่เหมือนเดิม หนึ่งความคิดหรือล้านความคิดที่ไม่เคยถูกนำมาปฏิบัติ ก็มีค่าเพียงแค่ศูนย์ หากแต่เราก็ยังคงพูดโอ้อวดเกินความจริง

เมื่อเราอธิบายสิ่งที่เรากำลังทำ เราก็พูดถึงมันเหมือนกับว่าเรากำลังทำงานใหญ่มากๆ งานหนึ่ง และสุดท้ายก็จบลงด้วยคำพูดที่ว่า “ฉันกำลังทำสิ่งนี้อยู่” “ฉันกำลังทำสิ่งนั้นอยู่” “ฉันทำสิ่งนั้นเรียบร้อยแล้ว” “ฉันทำสิ่งนี้เรียบร้อยแล้ว” แต่รายการที่ต้องทำก็ยังคงมีต่อไปไม่สิ้นสุด  “ความเป็นจริงก็คือ เราอาจจะยังไม่ได้เริ่มภารกิจใดเลยก็เป็นได้”  ทั้งนี้มีหลายสาเหตุว่าเหตุใด “การกระทำของเรา” และ “คำพูดของเรา” จึงไม่สอดคล้องกัน และสิ่งที่จะกล่าวต่อไปนี้เป็นเพียงบางสาเหตุของความล้มเหลว

1. ความปรารถนาที่จะได้รับการชื่นชม ยกย่อง สรรเสริญ

เราต่างชอบเวลาที่มีใครสักคนชื่นชมเรา หากมีใครสักคนพูดสิ่งที่ดีเกี่ยวกับเรา เราย่อมรู้สึกดี มีความสุข และนี่ก็คือ “ความจริง” ที่เราไม่อาจปฏิเสธได้

แต่เมื่อเรามีความปรารถนาที่จะได้รับการชื่นชมมากขึ้น  เราก็พยายามจะบอกทุกคนให้ทราบว่า เรากำลังจะทำสิ่งนั้น สิ่งนี้อยู่ แต่ด้วยเพราะเราไม่มี “แรงบันดาลใจ หรือแรงกระตุ้น” ที่มากพอที่จะเริ่มทำมัน ดังนั้น “คำกล่าวเหล่านั้น” ก็ไม่เคยถูกนำมาสู่ “การปฏิบัติ”

2. การผลัดวันประกันพรุ่งและความเกียจคร้าน

บางครั้ง เรามีความปรารถนาที่จะกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แต่เราก็ผัดผ่อนมันออกไป — ตอนเช้าเราวางแผนว่าเราจะทำสิ่งนั้นในตอนกลางวัน แต่เมื่อถึงตอนกลางวัน เราก็ตัดสินใจที่จะทำมันในตอนเย็น และเมื่อตอนเย็นมาถึง เราก็มีงานอย่างอื่นเข้ามามากมาย จนทำให้เราตัดสินใจที่จะทำมันในวันรุ่งขึ้น

และวันรุ่งขึ้นนั้นมักจะไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น แล้วเหตุใดเราจึงต้องรอให้วันพรุ่งนี้มาถึง เมื่อเราสามารถทำให้มันเสร็จในวันนี้ได้?

3. ความอ่อนแอทางจิตใจ

เราอาจมีความปรารถนาที่จะทำหลายสิ่งหลายอย่าง แต่ “แรงกระตุ้นในตัวเรา” นั้นยังไม่เข้มแข็งพอที่จะทำให้มันเกิดขึ้นได้ เมื่อเราพูดเกี่ยวกับสิ่งที่จะทำ เรามักจะมีความรู้สึกปรารถนาอย่างแรงกล้า แต่สุดท้าย เราก็สูญเสีย “ความรู้สึกนั้น” เมื่อมันถึงเวลาที่จะต้องเริ่มภารกิจ

4. การกล่าวตอบรับ (ได้) เมื่อคุณควรกล่าวปฏิเสธ (ไม่)

เราอาจจะมีงานบนหน้าตักของเรามากพอแล้ว และเราก็ทราบดีว่าเราไม่มีเวลาพอที่จะทำมากสิ่งอื่นใดไปมากกว่านี้ แต่เมื่อเราถูกขอให้ช่วยเหลือ หรืออาสาสมัครให้ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เราก็มักจะตอบรับไป และนี่เป็นการเพิ่มงานที่ต้องทำให้กับตัวเองมากขึ้น และท้ายที่สุดเราก็จบลงด้วยการที่เราไม่สามารถทำงานหลักของเราให้สำเร็จได้เลย

บนโลกที่คำพูดมักถูกกล่าวขึ้นมาแบบส่งเดชนั้น มันน่าจะดูมีเหตุผลมากกว่าที่เราจะทุ่มเทพลังกายพลังใจของเราไปสู่ “การกระทำ” มากกว่า “การให้คำสัญญา”

ผู้ริ่เริ่มที่แท้จริงนั้นย่อมไม่พูดเกี่ยวกับสิ่งที่เขากำลังจะทำ หากแต่พวกเขาจะเริ่มปฏิบัติการและทำมันเลย เพราะพวกเขาทราบดีกว่า ““การงานเล็กๆที่ประสบความสำเร็จ” ย่อมดีกว่า “การงานใหญ่ที่เป็นได้เพียงแค่ “แผน”

เช่นนั้นแล้ว เรามาเป็น “ผู้ปฏิบัติที่แท้จริง” กันดีกว่า ..

Read Full Post »

จงใคร่ครวญ..ตัวเราเองเถิด..‏

จงทำให้ตัวของท่านนั้นยุ่งอยู่กับการใคร่ครวญถึงความผิดของตัวเอง
เพื่อที่ท่านจะไม่เหลือเวลาไปกับการใคร่ครวญถึงความผิดของผู้อื่น
จงเสียใจต่อเวลาทั้งหมดที่ท่านใช้ไปในอดีต อื่นจาก..การแสวงหาอาคิเราะฮฺ
จงหลั่งน้ำตาอยู่เป็นนิตย์ต่อความผิดที่ท่านเคยกระทำในอดีต
เผื่อว่าบางทีท่านจะได้รับความปลอดภัยจากความผิดเหล่านั้น

ท่านสุฟยาน อัษเษารียฺ
แปล نت الاٍسلام

Read Full Post »

Older Posts »

%d bloggers like this: