Feeds:
Posts
Comments

Archive for May, 2012

ท่านอับดุลลอฮฺ อิบนุ มัสอูด กล่าวว่า “ฉันไม่พึงปรารถนาที่จะพบเห็นบุรุษที่เกียจคร้าน ทำตัวไม่เป็นประโยชน์ ที่ไม่แม้แต่จะทำงานเพื่อการดำรงชีวิตของตัวเขา หรือเพื่ออาคิเราะฮฺของเขา ผู้ที่การละหมาดของเขาไม่ได้ช่วยทำให้เขากระทำในสิ่งที่ถูกต้อง หรือแม้แต่จะยับยั้งเขาจากการกระทำสิ่งทีเป็นบาป ซึ่งการกระทำเช่นนี้มีเพียงแต่จะทำให้เขาห่างไกลจากอัลลอฮฺออกไปมากขึ้น” (Al-Fawaid)

Advertisements

Read Full Post »

เราส่วนใหญ๋มักจะเชื่อในข่าวลือต่างๆ (ที่ได้รับทราบมา) เกี่ยวกับผู้อื่น และท้ายที่สุดเราก็กลายเป็นผู้ทำหน้าที่เผยแพร่ข่าวสารที่ได้รับมาเสียเอง รวมไปถึงการแต่งเติมสีสันให้กับเรื่องราวนั้นๆ เพื่อทำให้ดูน่าสนใจมากขึ้น เป็นที่ยอมรับมากขึ้น และดูน่าบอกเล่าต่อไปมากยิ่งขึ้น โดยมิได้ตระหนักคิดใคร่ครวญถึงผลที่จะตามมา จนถึง “ขั้น” ที่ว่าเราเกิดความรู้สึกสนุก เพลิดเพลินกับมันและมีความชื่นชอบต่อตัวของบุคคลที่แบ่งปันเรื่องเล่าข่าวลือเหล่านั้น ทั้งนี้เป็นเพราะว่ามันช่วยฆ่าเวลาและทำให้เราได้มีหัวข้อพูดคุยในแต่ละวัน โดยที่เราไม่ได้ตระหนักเลยว่าการกระทำดังกล่าวนั้นเป็น “บาปใหญ่” ในการที่จะเชื่อเรื่องราวต่างๆ โดยปราศจากการตรวจสอบและการพิสูจน์ข้อมูลอย่างถูกต้องให้ดีเสียก่อน

ปัจจุบันนี้ เราสามารถเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่เกิดขึ้นภายในโลกได้อย่างง่ายดาย โดยผ่านเครื่องมือสื่อสารขนาดเล็กที่เราถืออยู่ในมืออยู่ตลอดทั้งวัน หากทว่าเรากลับไม่เลือกที่จะใช้  “เครื่องมือสื่อสารนี้” เพื่อการโทรตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลข่าวสารที่ได้รับมา อีกทั้ง แม้ว่าบางครั้งเราอาจได้มีโอกาสพูดคุยกับเจ้าของเรื่อง (ข่าวลือ) แล้ว หากแต่เรากลับเพิกเฉยต่อข้อมูลที่ได้รับมาจากเขา เสมือนว่ามันเป็นข้อมูลเท็จโดยที่เราไม่ได้ใช้หลักฐานที่น่ายอมรับใดๆ ในการตัดสินเลย

ดังนั้น จงอย่าตัดสินโดยปราศจากการให้ทุกๆ ฝ่ายได้มีส่วนร่วมในการรับรู้ข้อมูลทั้งหมด

พึงระลึกไว้ว่า เราจำต้องออกห่างให้ไกลจาก”สิ่งที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรา” ยิ่งเรื่องราวดูน่าสนใจมากเท่าไหร่ มันยิ่งอาจเป็นสาเหตุที่ก่อให้เกิดความหายนะแก่เเรามากเท่านั้น ทั้งนี้อันเนื่องมาจากการอธรรมกับผู้บริสุทธิ์และเผยแพร่เรื่องราวเกี่ยวกับบรรดาสหายของพระผู้ทรงอภิบาล (ออกไปให้ผู้อื่นได้รับทราบ) และเราอาจจะไม่รู้ตัวเลยว่าเหตุใดเราจึงประสบกับความทุกข์ทรมาน (จากการทำบาปนั้น) อีกทั้งการกระทำดังกล่าวยังถือได้ว่า เราปฏิเสธ “ผลบุญ ความดีงาม” ที่เราอาจได้รับจากบรรดาผู้ที่เราได้ทำการเผยแพร่เรื่องราวของเขาออกไปและเชื่อเรื่องเล่าข่าวลือเหล่านั้นก็เป็นได้  ซึ่งนี่คือสัญญาณแห่งการปฏิเสธอย่างหนึ่ง

ขออัลลอฮฺทรงปกป้องเราโปรดอภัยโทษแก่ความผิดพลาดทั้งหลายของเรา และทรงทำให้เราพึงระวังกับสิ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรา รวมไปถึงข่าวลือต่างๆ และอันตรายของมันให้มากยิ่งขึ้นด้วยเถิด

ถ่ายทอดโดย มุฟตี อิสมาอีล เมงกฺ Mufti Ismail Menk
แปลและเรียบเรียง بنت الاٍسلام

Image

Read Full Post »

พึงระวัง หัวใจที่แข็งกระด้าง..

Age wrinkles the body, but disobeying Allah wrinkles the soul.
อายุทำให้ร่างกายเสื่อมโทรมลง แต่การฝ่าฝืนอัลลอฮฺทำให้จิตวิญญานเสื่อมโทรมลงได้เช่นกัน

The hardest heart is the heart that is distant from Allah.
หัวใจที่แข็งกระด้าง คือหัวใจที่ห่างไกลจากอัลลอฮฺ

When the body is sick, food and water has no taste. Likewise, when the heart is hard, reminders don’t have an effect.
เมื่อร่างกายเจ็บป่วย อาหารและน้ำก็ไร้ซึ่งรสชาติ เช่นเดียวกัน เมื่อหัวใจแข็งกระด้าง ข้อเตือนใจใดๆ ก็ไร้ผล

Source: page ‘the real beauty of Muslimah
แปลเรียบเรียง بنت الاٍسلام

Read Full Post »

พวกเรามุสลิม..บางคน อาจจะเคยพูดว่า

“ฉัน/ผมหยุดฟังเพลงไม่ได้หรอก
“ฉัน/ผมหยุดดูหนังดูละครไม่ได้หรอก”
“ฉัน/ผมรู้ว่าการมีแฟนมันหะรอม แต่ฉัน/ผมไม่สามารถเลิกกับแฟนได้”
“ความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อนระหว่างผู้ชาย/ผู้หญิงที่มีจะยุติลงได้ ต่อเมื่อฉัน/ผมหาสามี/ภรรยาได้เท่านั้นแหละ”
“ฉันจะสวมฮิญาบตอนที่ฉันแก่กว่านี้”

เพราะอะไรมันถึงเป็นการยากสำหรับพวกเราในการที่จะละทิ้งสิ่งที่หะรอมแห่งดุนยานี้?

เราลองมาดูคำตอบของ “เด็กหนุ่มชาวดัตซ์ที่เข้ารับอิสลามเมื่อ 5 ปีที่แล้ว” เมื่อเขาถูกถามเกี่ยวกับชีวิตก่อนหน้านี้ในฐานะของคนที่ไม่ใช่มุสลิม ว่าเขาตอบคำถามนั้นว่าอย่างไร..

ชัยค์มุหัมมัด อะรีฟียฺถามเขาว่า “”คุณสามารถลืมชีวิตก่อนหน้านี้ของคุณง่ายๆ อย่างนั้นได้อย่างไร” “คุณเคยถูกห้อมล้อมด้วยผู้หญิงมากมายในทุกๆ ที่ แล้วคุณลืมชีวิตที่เต็มไปด้วยเซ็กส์ เสียงเพลง ไวน์ และความบันเทิงที่หะรอมต่างๆ ได้อย่างไร”

เขาตอบว่า “อัลลอฮฺ (ซุบฮานะฮูวะตะอาลา) ได้ทรงขจัดมันออกไปจากหัวใจของผม ขณะที่ผมกล่าว “ชะฮาดะฮฺ แห่งเตาฮีต” และกลายมาเป็นมุสลิมครับ”

ช่วงเวลาที่เขาได้กลายมาเป็นมุสลิม เขารู้ดีว่า “สิ่งอันเป็นที่รัก 2 สิ่งนั้นไม่สามารถอยู่ร่วมกันได้ในหัวใจของผู้ศรัทธา ซึ่งนั่นคือ “ความรักต่ออัลลอฮฺ” และ “ความรักต่อสิ่งที่หะรอม”

อินชาอัลลอฮฺ พวกเรามุสลิมย่อมตระหนักถึงข้อเท็จจริงนี้ด้วยเช่นกัน

แหล่งที่มา: The Real Beauty of a Muslimah
แปลเรียบเรียง بنت الاٍسلام

Image

Read Full Post »

โดยชัยคฺ วาลีด อับดุลฮากีม

หลายคนต้องประสบกับความทุกข์ทรมานในชีวิต ด้วยเพราะว่าพวกเขาไม่รู้วิธีการที่จะกล่าว “ปฏิเสธ” อย่างสุภาพ เมื่อมีใครสักคนมาร้องขอบางสิ่งบางอย่าง หรือร้องขอให้พวกเขากระทำบางสิ่งบางอย่างให้ ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นคือ พวกเขาจำต้องยอมทำในสิ่งที่พวกเขาไม่ได้อยากจะทำเลย หรือจำต้องจัดการโดยดีด้วยเพราะความกลัวว่าจะทำให้คนรอบข้างเขาโกรธเคือง หรือไม่พอใจ

พึงจำไว้ว่า หากคุณเรียนรู้ที่จะปฏิเสธคำร้องขออย่างสุภาพ โดยปราศจากซึ่ง “การโกหก” “การปิดบังซ่อนเร้น” จากผู้คน คุณย่อมจะเริ่มรู้สึกว่าคุณสามารถจัดการควบคุมการดำเนินชีวิตของคุณได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งมันจะทำให้คุณเป็นคนที่ “มีความสุขมากขึ้น” ในระยะยาว อินชาอัลลอฮฺ

อย่างไรก็ตาม มันก็ยังมีข้อยกเว้น เกี่ยวกับการ “เชื่อฟังบิดามารดา และสามี” เพราะว่ามันคือสิ่งจำเป็นตามหลักการศาสนาอิสลาม ที่คุณไม่สามารถกล่าวปฏิเสธได้ เว้นเสียแต่ว่า พวกเขาขอร้องให้คุณกระทำบางสิ่งบางอย่างที่ “หะรอม” อย่างไรก็ตาม มันก็ไม่ได้หมายความว่า คุณจำต้องยินยอมหรือตอบรับการร้องขอทั้งหมดโดยทันทีเสมอไป คุณสามารถที่หว่านล้อมหรือโน้มน้าวใจพวกเขา (ด้วยการให้เหตุผล) อย่างสุภาพว่าเหตุใดคุณถึงทำไม่ได้ หรือทำไมคุณไม่ต้องการจะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ตราบที่มันจะไม่สร้างความโกรธเคืองให้กับพวกเขา

หากคุณไม่สามารถทำได้ และรู้สึกว่ามันจะมีผลกระทบกับชีวิตของคุณ คุณก็อาจจะหาใครสักคนที่พวกเขาเคารพนับถือและขอให้เขาช่วยเป็นคนกลางคอยไกล่เกลี่ยให้ แน่นอนว่าสิ่งที่ผม (ชัยคฺวาลีด) กล่าวมานี้เป็นเพียงแค่กฏเกณฑ์โดยทั่วไป เพราะผมไม่สามารถที่จะกล่าวถึงทุกๆ สถานการณ์หรือทุกๆ ข้อยกเว้นได้หมด แต่โดยทั่วไปแล้วนั้น (หวังว่าคุณทั้งหลาย) จะพยายามทำความเข้าใจในแนวคิดโดยรวมและปฏิบัติตาม อินชาอัลลอฮฺ

ถอดความ เรียบเรียง بنت الاٍسلام

Image

Read Full Post »

Image

ถอดความและเรียบเรียงถ้อยคำจากการบรรยาย ของชัยคฺอัลอะริฟียฺ

ชัยคฺอัลอะริฟียฺ กล่าวว่า “จงอย่าดูถูกการงานใดก็ตาม”

“เมื่อสองวันที่แล้ว ผมได้ทำการบรรยาย แต่ผมลืมหัวข้อบรรยายไปแล้ว อย่างไรก็ตาม ผมค้นหาข้อมูลทางอินเตอร์เน็ต ผมเข้าไปที่กูเกิ้ล และพิมพ์ “หัวข้อ” (ที่ผมต้องการจะค้นหา) จากนั้นมันก็เชื่อมต่อไป ยังกระดานเสวนาหนึ่ง ซึ่งกระดานเสวนานั้นก็มีคนที่เข้าเยี่ยมชมเพียงแต่ 1-2 ต่อวันเท่านั้น หรืออาจจะมีเพียงแต่ 1 คนต่อสัปดาห์ (หรืออาจจะเรียกได้ว่า) “กระดานเสวนาร้างนั่นเอง!!”

อย่างไรก็ตาม มันก็เชื่อมต่อไปยังหัวข้อ (ที่ผมต้องการค้นหา) กูเกิ้ลได้เชื่อมผมไปยังหัวข้อดังกล่าวในกระดานเสวนานั้น

หัวข้อดังกล่าวถูกบันทึกไว้ในปี 2000 และเลขที่คนเข้าเยี่ยมชมกระดานเสวนาของผมนั้นคือ เลขที่ 4 ลองคิดดูสิ ว่าภายใน 8-9 ปีที่ผ่านมา ผมคือคนที่ 4 ที่อ่านหัวข้อนั้น

แต่ผมก็ได้ประโยชน์จากมัน และผมก็ดึงเอาข้อความจากกระดานเสวนานั้น และนำไปใช้ในการบรรยายของผม
และคนคนนั้น (ที่นำเสนอข้อมูลดังกล่าว) ย่อมได้รับรางวัลการตอบแทน (อินชาอัลลอฮฺ) โดยที่เขาไม่รู้ตัว

ผมแน่ใจว่า ภายหลังจากหนึ่งหรือสองเดือนผ่านไป เมื่อเขา (ผู้นำเสนอข้อมูล) พบว่ามีเพียงแค่ 2 คนที่อ่านสิ่งที่เขาได้โพสต์ไว้ คงจะพูดออกมากว่า
“พี่ชายของฉัน หัวข้อนี้ใช้ไม่ได้เลย”

หากทว่าอัลลอฮฺทรงรู้ หากเจตนาของคุณดี มันย่อมมีใครสักคนที่เข้าไปอ่าน (สิ่งที่คุณนำเสนอ) และได้ประโยชน์จากมัน

ดังนั้นจงอย่าดูถูกการงานใดๆ ก็ตาม

“ดังนั้น ผู้ใดก็ตามที่กระทำสิ่งที่ดีงาม ขณะที่เขาเป็นผู้ศรัทธา ความเพียรพยายามของเขาย่อมมิถูกปฏิเสธ แท้จริงแล้ว เรา (อัลลอฮฺ) บันทึกมันไว้แก่เขา (ในบัญชีการงานของเขา)” อัลอันบิยะอฺ 94

(ข้อความที่แปล ได้ถูกเรียบเรียง และปรับถ้อยคำให้เข้าใจง่ายขึ้น ดังนั้น มันก็จะไม่เป๊ะๆ อะนะคะ)

Read Full Post »

 แหล่งที่มา http://islamqa.com/en/ref/12544/marry%20a%20second%20wife
ฟัตวาตอบโดย
ชัยคฺมุหัมมัด เศาะลิฮฺ อัลมุนัจญิด ถอดความ เรียบเรียงถ้อยคำ بنت الاٍسلام

Imageคำถาม ผมอยากทราบว่ามี “หะดีษ” หรือ “ทัศนะ” จากกฏเกณฑ์แห่งอิสลามที่ระบุเกี่ยวกับสถานการณ์ต่อไปนี้หรือไม่

คือหากว่าสตรีคนหนึ่งแต่งงานกับผู้ชายคนหนึ่ง และผู้ชายคนนี้ต้องการที่จะแต่งงานกับสตรีอีกคน โดยไม่ให้เธอรับรู้เกี่ยวกับการแต่งงานนี้ จะสามารถกระทำได้หรือไม่

คำตอบ การสรรเสริญเป็นของอัลลอฮฺ

การยินยอมของภรรยานั้นไม่ใช่เงื่อนไขในการแต่งงานกับภรรยามากกว่าหนึ่งคน และมันไม่ใช่หลักการศาสนาสำหรับผู้เป็นสามีในการที่จะต้องได้รับความยินยอมจากภรรยาคนแรก หากเขาต้องการจะแต่งงานภรรยาคนที่สอง หากแต่ว่า มันเป็นมรรยาทที่ดีงามและเป็นการปฏิบัติที่แสดงออกถึงความเมตตาในการที่จะพูดคุย (เปิดการสนทนา) เกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วยวิธีการที่จะช่วยลดความเจ็บปวดของสตรีซึ่งโดยธรรมชาติแล้วเธอย่อมรู้สึกเจ็บปวดเมื่อต้องประสบกับกรณีเช่นนี้   ไม่ว่าจะด้วยการมอบรอยยิ้มให้กับเธอ ทักทายเธอด้วยความอบอุ่นอ่อนโยน พูดจาดีดีกับเธอ และใช้จ่ายทรัพย์สินให้เธอแก่ตามความสามารถของเขา เพื่อที่จะให้เธอยินยอม (ฟัตวา อิสลามิยะฮฺ 3/204)

หากว่าสามีแต่งงานกับภรรยาคนที่สอง เขาจำต้องปฏิบัติต่อภรรยาทั้งสองของเขาอย่างเท่าเทียมกันเท่าที่เขามีความสามารถ หากว่าเขาไม่ปฏิบัติต่อเธอทั้งสองคนอย่างเท่าเทียม นั่นหมายความว่าเขาได้ทำให้ตัวเขานั้นเข้าใกล้กับ “คำเตือนหนึ่งของท่านเราะสูล”  ที่ท่านอบู ฮุร็อยเราะฮฺได้รายงานจากคำกล่าวของท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ว่า “ผู้ใดก็ตามที่มีภรรยาสองคน และเขาเอนเอียง (ลำเอียง) ไปยังคนใดคนหนึ่งในพวกนางมากกว่าอีกคนหนึ่ง (เขา) จะปรากฏในวันแห่งการฟื้นคืนชีพในสภาพที่ร่างกายครึ่งหนึ่งของเขานั้นบิดเบี้ยว (เอียง)” (รายงานโดย อันนิซาอียฺ อุชร็อต อันนิซาอฺ 3881 จัดเป็นหะดีษเศาะเหียฮฺโดยอัลอัลบานี ในเศาะเหียฮฺ สุนัน อันนะซาอียฺ เลขที่ 3682)

เมื่ออัลลอฮฺทรงอนุมัติให้เราแต่งงานกับสตรีมากกว่าหนึ่งคน พระองค์ได้ตรัสไว้ด้วยว่า (มีความหมายว่า)

“แต่หากว่าสูเจ้าเกรงกลัวว่าสูเจ้าไม่สามารถที่จะปฏิบัติ (ต่อพวกนาง) ด้วยความยุติธรรม ดังนั้นจงมีเพียงหนึ่ง หรือ (ทาสหญิง) ที่มือขวาของสูเจ้าครอบครอง และนั่นเป็นสิ่งที่ใกล้ยิ่งกว่าในการที่จะยับยั้งตัวของสูเจ้าจากการทำในสิ่งที่ปราศจากซึ่งความยุติธรรม” (อันนิซาอฺ 4.3)

ดังนั้น อัลลอฮฺได้ทรงสั่งใช้ให้ “บุรุษ” ควรจำกัด (ยับยั้ง) ตัวของเขาเองให้มีภรรยาเพียงหนึ่งคน หากเขารู้ว่าเขาไม่สามารถที่จะมีความยุติธรรมได้ และอัลลอฮฺคือผู้ทรงอำนาจยิ่ง

(ดูฟัตวา มะนารฺ อัลอิสลาม 2/570)

ชัยคฺมุหัมมัด เศาะลิฮฺ อัลมุนัจญิด

Read Full Post »

Older Posts »

%d bloggers like this: