Feeds:
Posts
Comments

Archive for December, 2012

Image

http://blog.iloveallaah.com/2012/04/it-happened-last-friday/
เขียนโดย อัสมา บินตฺ ชามีม แปลเรียบเรียง بنت الاسلام

คุฏบะฮฺได้เริ่มขึ้นแล้ว เธอรู้ดีว่าเธอมาสาย แต่เธอก็ยังอยากที่จะเข้าร่วมละหมาดญุมอะฮฺอยู่ดี เธอรีบอุ้มลูกน้อยของเธอและเข้าไปในมัสญิดด้วยความกังวล เธอมองดูทางซ้าย และทางขวา อย่างไรก็ตาม นี่เป็นครั้งแรกที่เธอได้มาที่นี่ เธอเพิ่งย้ายมาอยู่ย่านนี้ และเธอก็ยังไม่รู้จักใครสักคน

ขณะที่เธอนั่งลงในห้องละหมาดของสตรี เธอได้วางลูกน้อยไว้บนตัก หัวใจของเธอเต้นรัวดังอยู่ในอก เธอรู้สึกได้ถึงสายตาที่จ้องมองมายังเธอด้วยความประหลาดใจ แต่เธอก็ได้แต่ก้มลงมองที่พื้น เพราะเธอรู้สึกประหม่าเกินกว่าที่จะสบสายตากับพวกเขา เธอพยายามที่จะมุ่งความสนใจไปยังสิ่งที่อิหม่ามกำลังบรรยายเพียงอย่างเดียว

แต่ดูเหมือนว่าลูกน้อยของเธอก็เกิดความประหม่าด้วยเช่นกัน ลูกของเธอไม่รู้จักสถานที่ใหม่แห่งนี้ รวมไปถึงคนหน้าตาใหม่ๆ และสายตาที่เต็มไปด้วยความสงสัย จริงๆ แล้วลูกของเธอก็ไม่เคยไปที่มัสญิดไหนมาก่อนเลย

เธอรู้ดีว่าลูกน้อยของเธอคงจะรู้สึกไม่ค่อยดีกับสถานที่ใหม่แห่งนี้ แต่เธอก็คิดว่าเธอคงจะจัดการได้ จริงๆ แล้ว ตลอดทั้งชีวิตของเธอ เธอเองก็ไม่ใช่คนที่เคร่งครัดอะไรมากนัก แต่ตอนนี้เธอกลายเป็น “คุณแม่” แล้ว เธอเริ่มรู้สึกถึงความสำคัญของการเลี้ยงดูลูกในแบบอิสลาม เธอตั้งใจว่าเธอจะอบรมสั่งสอนลูกของเธอเกี่ยวกับ “ศาสนานี้ทั้งหมด” ตั้งแต่เริ่มต้น แต่อันดับแรกนั้นเธอจำต้องเริ่มจากตัวของเธอเองก่อน เธอต้องการที่จะเรียนรู้ด้วยเช่นกัน ด้วยเหตุนี้เธอจึงตระหนักว่า “สถานที่ที่ดีที่สุด ในการเริ่มต้นที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับอิสลาม” คือมัสญิด และนี่คือครั้งแรกที่เธอได้เข้ามา

ขณะเดียวกันนั้น ลูกน้อยของเธอดูมีท่าทางที่เหน็ดเหนื่อย และเธอเริ่มเห็นแล้วว่าเขาเริ่มร้องครางออกมาเบาๆ แต่เธอก็ยังหวังว่าเธอจะสามารถปลอบให้เขาหยุดร้องได้นานพอจนเสร็จสิ้นการละหมาด อย่างไรก็ตาม เธอเริ่มรู้สึกเสียขวัญ เพราะเมื่ออิหม่ามทำการคุฏบะฮฺเสร็จ และกล่าวว่า “อัลลอฮุ อักบัรฺ” ลูกน้อยของเธอก็เริ่มร้องไห้ออกมา ตอนแรกเสียงร้องก็ยังเบาอยู่ แต่จากนั้นเขาก็เริ่มร้องดังมากขึ้น และเธอก็ไม่ได้เตรียมตัวรับมือกับ “เสียงที่ดังจนแสบแก้วหู และเสียงที่ดังครวญครางที่ตามมา” ไว้ก่อนหน้านี้

“แว้ !!!”

“โอ้ อัลลอฮฺ ทำไมลูกถึงร้องเสียงดังอย่างนี้ เราจะทำยังไงดี เราต้องทำยังไง” เธอคิดในใจ พร้อมกับความกังวล

เธอไม่ต้องการที่จะทิ้งการละหมาดกลางคัน เธอพยายามที่จะอุ้มลูกน้อยขึ้นมา แต่เขาก็ดิ้นไปมาไม่ยอมหยุด เขาร้องงอแงเสียงดัง แต่เธอก็ทำอะไรได้ไม่มากนักในเวลานั้น

“จะยังไงก็เถอะ ลูกเราก็เป็นแค่เด็ก เราเชื่อว่าคนอื่นๆ ต้องเข้าใจแน่ๆ” เธอปลอบใจตัวเองในใจ

เธอได้แต่หวังว่าการละหมาดจะเสร็จสิ้นโดยเร็ว เพื่อที่เธอจะปลอบลูกน้อยของเธอให้สงบลง แต่ก่อนที่อิหม่านจะกล่าว “สลาม” (ท้ายละหมาด) จบ ผู้คนต่างก็กระโจนเข้ามาหาเธอ

“ทำไมไม่ทำให้ลูกเงียบ!!” พวกเขาต่างร้องตะโกนใส่เธอ “เธอไม่เห็นหรืองัยว่าพวกเราละหมาดกันอยู่!!??”

แล้วจะมาที่มัสญิดทำไม!!” มีใครบางคนกล่าวพึมพรำออกมา

“เออ แต่ว่า เออ หนูขอโทษค่ะ” เธอพูดออกมาเบาๆ พร้อมกับก้มศีรษะลง ลดสายตาลงต่ำ เธอพยายามกลั้นน้ำตาของเธอ ที่ท้ายที่สุดแล้วมันก็ไหลเอ่อล้นออกมาจากดวงตาทั้งสองข้างของเธอ ขณะเดียวกันเธอก็พยายามที่จะกลืนสิ่งที่จุกอยู่ที่คอลงไป

เธอคิดว่าสถานที่นี้คือ “มัสญิด” สถานที่ที่เธอและลูกน้อยน่าจะได้รับการต้อนรับ สถานที่ที่เธอต้องการจะมา เพื่อเรียนรู้อิสลามและเพื่อสอนมันให้กับลูกของเธอ ทำไมพวกเขาถึงใจร้ายกับเธอขนาดนั้น ทำไมพวกเขาถึงไม่ตระหนักว่า มันไม่ใช่ความผิดของเธอที่ลูกน้อยของเธอร้องไห้ .. เธอไม่ได้พูดตอบโต้อะไรกับพวกเขาหลังจากนั้น เธอได้แต่รีบเก็บของของเธอและอุ้มลูกน้อยออกไปจากมัสญิดอย่างรวดเร็ว  โดยไม่ย้อนหันกลับไปมองอีก

เอาหละ ตอนนี้เรามาย้อนกลับไปยังเหตุการณ์หนึ่ง เมื่อ 1400 ปีที่แล้ว ในช่วงเวลาที่ดีงามยิ่งกว่า และในสถานที่ที่ดีงามยิ่งกว่า ในอีกมัสญิดหนึ่ง ที่ชาวเบดูอินคนหนึ่งได้เข้าไปยังมัสญิดแห่งนั้น และปัสสาวะภายในนั้น  

ขณะนั้นบรรดาเศาะฮาบะฮฺต่างต้องการที่จะเข้าไปหยุดเขา หากแต่คุณทราบหรือไม่ว่า ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้มีปฏิกิริยาต่อเหตุการณ์ดังกล่าวเช่นไร ท่านตะคอกใส่เขาหรือไม่ ท่านไล่เขาออกจากมัสญิดหรือไม่ … “เปล่าเลย”

หากทว่า ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม เรียกชาวเบดูอินผู้นั้นให้มาหาท่านด้วยความอ่อนโยน และชี้แจงให้เขาเข้าใจว่ามัสญิดไม่ใช่สถานที่สำหรับการถ่ายทุกข์ หากแต่เป็นสถานที่แห่งการรำลึกถึงอัลลอฮฺ การละหมาด และการอ่านอัลกุรอาน และจากนั้นท่านเราะสูลได้ขอให้คนใดคนหนึ่งไปราดน้ำทำความสะอาดตรงจุดที่ชาวเบดูอินได้ปัสสาวะไว้ (มุสลิม)

และคุณทราบหรือไม่ว่า ท่านเราะสูลได้บอกอะไรต่อบรรดาเศาะฮาบะฮฺเหล่านั้น ท่านบอกกับพวกเขาว่า “พวกท่านถูกส่งมาเพื่อทำให้สิ่งต่างๆ นั้นง่ายดาย ไม่ใช่เพื่อทำให้สิ่งต่างๆ นั้นยากลำบาก (แก่ผู้คน)” (บุคอรียฺ)

ซึ่งหะดีษข้างต้นทำให้เราได้เห็นถึง “แบบอย่างที่ดีงามยิ่ง” ที่เราควรนำมาปฏิบัติ แต่มันก็แสดงให้เห็นถึง “ข้อปฏิบัติแห่งอิสลาม” อย่างชัดเจนว่า ในสังคมของเรา เมื่อมีเหตุการณ์ที่ไม่น่าพึงพอใจใดๆ เกิดขึ้นก็ตาม เราควรที่จะสงบสติอารมณ์และอดทนอดกลั้น เราควรหาวิธีการแก้ไขปัญหา ไม่ใช่แค่คิดหาหนทางที่จะลงโทษผู้ที่สร้างปัญหานั้น

เราควรหาหนทางหรือวิธีการที่จะช่วยคลี่คลายปัญหาให้เบาบางลง ไม่ใช่ทำให้ปัญหาแย่ลงไปกว่าเดิม

ความอดทนอดกลั้นของเราอยู่ที่ไหน ความรู้สึกเห็นอกเห็นใจและความเมตตาอยู่ที่ไหน เมื่อไรและที่ไหนที่เราจะแสดงมันออกมา ถ้าไม่ใช่ในมัสญิด แล้วสถานที่อื่นๆ หละ ?

ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “ผู้ใดก็ตามที่ไม่แสดงความเมตตาต่อผู้คน ย่อมไม่ได้รับความเมตตา” (บุคอรียฺ)

พี่น้องเหล่านั้นลืมช่วงเวลาที่พวกเขามีลูกน้อย และลูกน้อยของพวกเขาก็เคยร้องไห้เสียงดังมาก่อนหรืออย่างไร?

ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม เข้าใจถึงความทุกข์ที่คนเป็นแม่ต้องประสบในช่วงเวลาเช่นนั้นเป็นอย่างดี นี่คือเหตุผลว่า เหตุใดท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม จึงกล่าวว่า

“ขณะที่ฉันเข้าไปทำการละหมาด ฉันตั้งใจว่าจะยืดเวลาละหมาดให้ยาวขึ้น แต่เมื่อฉันได้ยินเสียงร้องไห้ของเด็ก ฉันจึงร่นระยะเวลาการละหมาดให้สั้นลง เพราะฉันทราบถึง “ความทุกข์ใจ” ของผู้เป็นแม่ ขณะที่ลูกของนางร้องไห้” (บุคอรียฺ)

และเราไม่ควรที่จะให้การต้อนรับ “ผู้ที่เข้ามาใหม่” และทำให้พวกเขารู้สึกดีและได้รับการต้อนรับหรือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับผู้ที่เพิ่งจะกลับเข้ามาสู่ “หนทางแห่งอิสลาม” อีกครั้ง “การมีเมตตาและความอดทน ไม่ใช่หลักพื้นฐานแห่งศาสนาของพวกเรา หรือเป็นสิ่งสำคัญแห่งการดะอฺวะฮฺของพวกเราหรือ ?

ดังที่อัลลอฮฺตรัสไว้ต่อท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมว่า “ด้วยความเมตตาของอัลลอฮฺ เจ้า (มุหัมมัด) จึงมีความสุภาพอ่อนโยนต่อผู้คน หากเจ้าแข็งกร้าวและหยาบกระด้าง  พวกเขาย่อมแตกแยกออกไปล้อมรอบเจ้า” (ซูเราะฮฺอลิ อิมรอน 159)

เช่นนั้นแล้ว เราไม่ควรที่จะแสดงความสุภาพอ่อนโยนต่อกันหรือ?

และท่านเราะสูล ไม่ได้บอกกับเราหรือว่า “บุคคลที่ชั่วร้ายในพระเนตรของอัลลอฮฺคือผู้ที่ปราศจากซึ่งความสุภาพอ่อนโยน และผู้คนหน่ายหนีจากการคบหากับเขา เนื่องมาจากมารยาทที่เลวทรามของเขา” (บุคอรียฺ)

Advertisements

Read Full Post »

Image

http://www.ummah.com/forum/archive/index.php/t-295422.html?s=160cc15ec49512993526b2071845322b
เขียนโดย “Sr.Silent Ink” แปลเรียบเรียง بنت الاسلام

ฉันไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นบอกเล่าเรื่องราวของฉันอย่างไร เรื่องราวของฉันคงไม่ได้แตกต่างจากเรื่องราวของพี่น้องมุสลิมะฮฺท่านอื่นมากนัก

เรื่องราวของฉันมันเต็มไปด้วยความรู้สึกและการต่อสู้ดิ้นรน แต่มันก็คงเพียงพอที่ฉันจะเขียนเพื่อบอกเล่าเรื่องราวนี้

อินชาอัลลอฮฺ สิ่งที่ฉันปรารถนาที่จะได้รับจากการเขียนเรื่องราวต่อไปนี้ คือการสร้างความพึงพอพระทัยต่ออัลลอฮฺ ฉันต้องการที่จะเปิดเผยเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้กับพี่น้องมุสลิมะฮฺส่วนใหญ่ได้รับทราบ

ฉันถือศีลอดในเดือนรอมฏอนปีแล้วปีเล่า และฉันก็ได้พลาดการถือศีลอดอยู่บางวันอันเนื่องมาจากเหตุผลบางประการ (ประจำเดือน) มีหลายคนในพวกเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่สาวและน้องสาวมุสลิมะฮฺที่ประสบกับปัญหานี้ ที่พวกเธอต้องพลาดการถือศีลอดในบางวัน เนื่องมาจากการมีประจำเดือน และไม่ได้ทำอะไรเกี่ยวกับมันหลังจากนั้น

ท่านหญิงอาอิชะฮฺ เราะฏิยัลลอฮุ อันฮา กล่าวว่า “เราได้รับคำสั่งใช้ให้ทำการชดเชยวันที่เราไม่ได้ถือศีลอด หากทว่าเราไม่จำต้องชดเชยการละหมาด (ทดแทนช่วงเวลาที่มีประจำเดือน)” (เห็นพ้องต้องกัน)

ฉันเอง ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ฉันก็มี “วันถือศีลอดที่ฉันไม่ได้ทำการชดเชย” เหลืออยู่หลายวัน

เมื่อฉันได้เข้าเรียนที่วิทยาลัย MSA อัลลอฮฺได้ทรงเพิ่มพูนอีหม่านให้กับฉันและทรงนำทางฉันไปสู่กับคบหากับเพื่อนที่ดี ฉันจำได้ว่า ฉันมักจะได้ยินอยู่เสมอว่า “การพลาดการถือศีลอดในช่วงเดือนรอมฏอนด้วยเหตุผลที่ได้รับการอนุมัติ เช่นการมีประจำเดือน นั้นจำต้องได้รับการชดเชย”  และนั่นมันเป็นสิ่งที่ฉันยังคงติดค้างอัลลอฮฺอยู่ และมันก็เป็นหน้าที่ความรับผิดชอบที่ฉันจำต้องบรรลุให้สำเร็จ

สิ่งที่ทำให้ฉันหวาดกลัวเกี่ยวกับ “วันถือศีลอดที่เหลือของฉัน” คือ “ความตาย” ฉันรู้ และฉันก็คิดว่า แท้จริงแล้ว “ความตาย” เป็นสิ่งที่เราต่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  เราทุกคนต่างต้องตายไม่วันใดก็วันหนึ่ง และหากว่าฉันต้องจากโลกดุนยานี้ไปในวันพรุ่งนี้เพื่อพบกับพระเจ้าของฉัน และฉันยังไม่ได้ชดเชยวันถือศีลอดที่เหลือของฉันหละ .. ความรู้สึกนี้ได้สร้างความหวาดกลัวต่อฉันมาก

อัลลอฮฺตรัสไว้ในอัลกุรอานว่า “จงปฏิบัติหน้าที่ความรับผิดชอบของเจ้าต่อพระเจ้าของเจ้า และจงยำเกรงต่อพระองค์เท่าที่เจ้ามีความสามารถ” (อัลกุรอาน 64.16)

ฉันนั่งลงและบอกกับตัวเองว่า ฉันจะถือศีลอด และชดเชยทุกๆ อย่างที่ฉันพลาดไป นั่นคือตอนที่ฉันพยายามคิดคำนวณว่าฉันพลาดการถือศีลอดไปทั้งหมดแล้วกี่วัน และจำนวนวันที่เหลือทั้งหมดคือ 45 วัน

ฉันบอกกับตัวเองว่า ฉันจะถือศีลอดในวันที่ชั่วโมงเรียนหรือชั่วโมงการทำงานของฉันไม่ยาวนานมากนัก และฉันก็จะถือศีลอดทุกๆ วันจันทร์และวันพฤหัสบดี เพราะมันคือสุนนะฮฺ ฉันตั้งเจตนาที่จะชดเชย “วันถือศีลอดฟัรดูที่ฉันได้พลาดไป” ในวันเหล่านั้น

จาก นั้นฉันก็ตระหนักได้ว่า ฉันยังสามารถที่จะถือศีลอดเพื่อชดเชยในวันสุดสัปดาห์ได้อีกด้วย ดังนั้นฉันจึงเริ่มถือศีลอดในวันศุกร์ วันเสาร์ และวันอาทิตย์ด้วย ฉันจดบันทึกวันถือศีลของฉันด้วยการขีดกากบาทด้วยปากกาสีดำเส้นใหญ่ไว้ที่ ปฏิทินของฉัน ไม่นานนักฉันก็ถือศีลอดได้ครบตลอดทั้งสัปดาห์และมันก็มีรอยขีดกากบาทเต็มไป หมดที่ปฏิทินของฉัน

มีหลายครั้งที่ฉันถือศีลอดและยังคงอยู่ในห้องเรียน ขณะที่เข้าเวลามัฆริบ ดังนั้นฉันก็จะละศีลอดในห้องเรียนด้วยน้ำและอินทผลัม จากนั้นฉันก็จะเดินออกจากห้องเรียน เพื่อไปอาบน้ำละหมาด และละหมาดตรงทางเดินบันได .. ฉันจะยอมละทิ้งการละหมาดเพื่อเข้าเรียนหรือไม่นะหรือ?.. ไม่มีทาง.. ฉันในฐานะของมนุษย์คนหนึ่ง ที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อเคารพสักการะพระผู้เป็นเจ้าของฉัน ฉันรู้ดีว่าเป้าหมายแห่งชีวิตฉันคืออะไร

หลังจากที่ละหมาดเสร็จสิ้นแล้ว ฉันก็จะกลับเข้าไปในห้องเรียน อาจารย์ผู้สอนมักจะมองมาที่ฉันเสมอแต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไร ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่ฉันขอบคุณต่ออัลลอฮฺ อาจารย์มักจะมองขึ้นมาเวลาที่ฉันลุกขึ้นจากที่นั่งและเวลาที่ฉันเดินกลับเข้าห้องมาเสมอ และเขาก็จะยิ้มให้ฉันโดยเป็นที่รู้กัน

ช่วงเวลาที่ฉันกำลังชดเชยการถือศีลอดอยู่นั้น ฉันก็คิดได้ว่า ฉันควรที่จะนับดูว่าฉันยังเหลืออีกกี่วันที่ฉันจะต้องชดเชย แต่สรุปว่าฉันทำการศีลอดล่วงไปแล้วเป็นเวลาทั้งหมด 60 วัน ซุบฮานั้ลลอฮฺ

วันเวลาช่างผ่านไปอย่างรวดเร็ว และฉันก็ลืมนับวันเสียด้วย

ฉัน มองดูปฏิทินที่เต็มไปด้วยขีดกากบาทของฉัน และฉันก็รู้ว่ามันลำบากเพียงใดในการที่จะทำหน้าที่ในหนทางของพระองค์ และมันลำบากเพียงใดในการที่จะสร้างความพึงพอพระทัยต่อพระเจ้าของฉัน และฉันจะไม่ฉวยโอกาสที่มีอยู่เพื่อรักษาหน้าที่ฟัรดุของฉันต่อพระเจ้าของฉัน ได้อย่างไร

ผู้คนมักจะถามฉันเสมอว่า “เธอทำได้ยังไงกัน” ใบหน้าของพวกเขาจะเต็มไปด้วยความงุนงง ขณะที่ฉันมองดูพวกเขาด้วยหัวใจที่เป็นสุขและขอบคุณต่ออัลลอฮฺ

ฉันคิดว่ามันเกิดขึ้นได้เพราะ “การมีความตั้งใจจริงที่จะเชื่อฟังต่ออัลลอฮฺ” ความตั้งใจอย่างแน่วแน่ที่จะสร้างความพึงพอพระทัยต่อพระองค์ และบรรลุความสำเร็จในการปฏิบัติหน้าที่ในโลกดุนยานี้ก่อนที่ฉันจะพบกับพระองค์ ฉันจะไม่หันหลังให้กับวันถือศีลอดที่ฉันยังไม่ได้ชดเชยอีกต่อไปแล้ว

ฉันมีคำแนะนำอะไรต่อพี่น้องมุสลิมหรือไม่นะหรือ? .. ฉันแค่อยากแนะนำว่า..พี่น้องควรทำการสำนึกผิด กลับเนื้อกลับตัวต่ออัลลอฮฺสำหรับความล่าช้าในการชดเชยวันถือศีลอดที่พลาดไป และตั้งเจตนาที่จะชดเชยวันถือศีลอดเหล่านั้น จากนั้นก็พยายามอย่างสุดความสามารถในการบรรลุเป้าหมายนั้นให้สมบูรณ์ อินชาอัลลอฮฺ

อัลลอฮุ อักบัรฺ มันยากที่จะจินตนาการหรือคิดได้ว่า…อัลลอฮฺทรงให้ทางนำแก่ฉันเช่นไร ฉันจึงสามารถชดเชยวันถือศีลอดที่ฉันพลาดไปได้ทั้งหมด  อัลฮัมดุลิลลาฮฺ

ฉัน มองย้อนกลับไปในช่วงเวลานั้นและฉันก็จำได้ทุกๆ ชั่วขณะ ฉันจำได้ว่าฉันตื่นขึ้นมาเพื่อทานซูโฮรฺในตอนเช้า ขณะที่ท้องฟ้ายังคงมืดมิดและการต้องกินกล้วยหรือน้ำเปล่าเพื่อที่ฉันจะ สามารถถือศีลอดในวันนั้นๆ ได้ ในช่วงเวลานั้นทุกๆ คนในบ้านต่างยังคงหลับใหลอยู่ แต่สำหรับฉัน ฉันต้องตื่นขึ้นมา และพยายามอย่างสุดความสามารถในการที่จะปฏิบัติหน้าที่ของฉันต่อพระเจ้าของ ฉัน

ที่วิทยาลัยและที่ทำงาน ผู้คนมักจะทานอาหารต่อหน้าฉันเสมอ ซึ่งมันก็เป็นการยากสำหรับฉันในบางครั้ง พวกเขามักจะชวนฉันให้ร่วมทานอาหารด้วย แต่ฉันก็จะปฏิเสธกลับไปอย่างสุภาพ ตอนอยู่ที่ทำงาน เมื่อพวกเขาทราบว่าฉันกำลังถือศีลอดอยู่ พวกเขาก็จะแซวฉันและพูดว่า “ทุกๆ ครั้งที่ฉันเห็นคุณ คุณก็มักจะถือศีลอดอยู่เสมอเลยนะ”

อัลฮัมดุลิลลาฮฺ การสรรเสริญเป็นของอัลลอฮฺ

ท่านเราะสูล  ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “ผู้ใดก็ตามที่ถือศีลอดหนึ่งวันเพื่ออัลลอฮฺ อัลลอฮฺจะทรงปกป้องใบหน้าของเขาให้ห่างไกลจากไฟนรกเป็นระยะเวลา 70 ปี” (อันนะซาอียฺ 2247)

พี่น้องทราบหรือไม่คะว่า มีอะไรเกิดขึ้นภายหลังจาก “ปฏิบัติการณ์..การชดเชยวันถือศีลอดของฉัน”   “การถือศีลอด” ได้กลายเป็น “การอิบาดะฮฺอีกอย่างหนึ่งของฉัน” ไปเสียแล้ว ปัจจุบันนี้ ฉันพยายามถือศีลอดทุกๆ วันจันทร์และวันพฤหัสบดี มากไปกว่านั้น ฉันยังถือศีลอดในวันที่ 13 14 15 ของเดือนจันทรคติ (เดือนอิสลาม) อีกด้วย

ดังนั้น หากพี่น้องยังคงมี “วันถือศีลอดฟัรฺดูที่ต้องชดเชยเหลืออยู่” ขอพี่น้องอย่าได้ล่าช้าในการที่จะชดเชยวันเหล่านั้น พึงระลึกไว้ว่า ความตายนั้นใกล้เข้ามาทุกเมื่อ และมันย่อมไม่มีโอกาสเป็นครั้งที่สอง เมื่อความตายได้มาประสบกับท่านแล้ว

ขณะที่เรายังคงมีเวลาอยู่ เราควรทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถในการที่จะเชื่อฟังและทำการอิบาดะฮฺต่ออัลลอฮฺ ด้วยการปฏิบัติตามอัลกุรอานและสุนนะฮฺในชีวิตนี้

“พระผู้ทรงให้มีซึ่งความตาย และการมีชีวิต เพื่อพระองค์อาจทดสอบสูเจ้า ว่าผู้ใดในหมู่ของสูเจ้าที่การงานของเขานั้นดียิ่ง” (อัลกุรอาน 67.2)

———————————————————-

 

Read Full Post »

Image

เรื่องต่อไปนี้เป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นจริงที่ประเทศอียิปต์ (ซึ่งได้รับการบอกเล่าโดยชัยคฺวาฮีด อับดุลสลาม บาลียฺ จากการบรรยายของท่าน)

ชายหนุ่มคนหนึ่งโบกเรียกรถแท๊กซี่ เพื่อพาแม่ที่กำลังป่วยของเขาไปที่โรงพยาบาล จากนั้นพวกเขาทั้งสองก็ขึ้นไปในรถ และคนขับก็ขับรถพาพวกเขามุ่งหน้าไปยังโรงพยาบาล อย่างไรก็ตาม ระหว่างทางนั้น ผู้เป็นลูกชายขอให้คนขับแท๊กซี่หยุดรถก่อน เพื่อที่เขาจะได้ลงไปซื้อยาเพื่อมาบรรเทาอาการป่วยของแม่ (ก่อนที่จะไปถึงโรงพยาบาล)

ขณะที่ผู้เป็นลูกชายออกไปซื้อยา อาการของผู้เป็นแม่กลับทรุดลงอย่างรวดเร็ว และซุบฮานั้ลลอฮฺ คนขับแท๊กซี่ได้สังเกตเห็นว่าเธอใกล้จะเสียชีวิตแล้ว เขาจึงรีบรุด (ลงจากรถ) เพื่อไปนั่งอยู่ข้างๆ เธอ และบอกให้เธอกล่าว “ชะฮาดะฮฺ” ดังเช่นที่ในหะดีษบทหนึ่งกล่าวไว้ว่า “ผู้ใดก็ตาม ที่ถ้อยคำสุดท้ายของเขาคือ “ลาอิลาฮะ อิลลัลลอฮฺ (ไม่มีพระเจ้าอื่นใด นอกจากอัลลอฮฺ) จะได้เข้าสู่สวนสวรรค์” (รายงานโดยอบูดาวูด) ผู้เป็นแม่มองคนขับแท๊กซี่ด้วยความเข้าใจ และท้ายที่สุดเธอก็ได้กล่าวถ้อยคำแห่งความศรัทธาออกมา ก่อนลมหายใจสุดท้ายของเธอ

เมื่อผู้เป็นลูกชายกลับมาที่รถ คนขับแท๊กซี่ได้แจ้งให้เขาทราบเกี่ยวกับการเสียชีวิตของแม่ของเขา จากนั้นผู้เป็นลูกชายกลับแสดงอาการร้อนรนออกมา หลังจากที่คนขับแท๊กซี่ปลอบโยนเขาว่า “อย่ากังวลไปเลย ผมได้ช่วยให้เธอกล่าว “ชะฮาดะฮฺ” และเธอก็กล่าวมันออกมาอย่างชัดถ้อยชัดคำ” 

หากแต่ผู้เป็นลูกชายกล่าวอุทานออกมาว่า “อะไรนะ! ทำไมคุณถึงทำแบบนั้น คุณไม่รู้หรือไงว่า พวกเราเป็นคริสเตียน?!!”

ซุบฮานั้ลลอฮฺ นี่คือ “ความมหัศจรรย์แห่งกอฏัรฺ (การกำหนด) ของอัลลอฮฺ” คุณไม่มีทางรู้ได้ว่าชีวิตคุณจะเดินไปทางไหน และถ้อยคำสุดท้าย หรือการงานสุดท้ายของคุณคืออะไร นี่คือเรื่องราวของผู้เป็นแม่ชาวคริสเตียนที่กำลังประสบกับความตาย หากทว่าอัลลอฮฺทรงปกป้องคุ้มครองเธอไว้ในเวลาที่เหมาะสม ขออัลลอฮฺโปรดประทานจุดจดที่ดีงามแก่เราทั้งหลายด้วยเถิด อามีน

แหล่งที่มาhttp://fajr.wordpress.com/2011/12/14/wonders-of-qadr/
ถอดความ بنت الإسلام

Read Full Post »

20121230-012131 AM.jpg

Read Full Post »

เด็กหนุ่มคนหนึ่งกำลังจะเรียนจบจากวิทยาลัย มันเป็นระยะเวลาหลายเดือนแล้วที่เขาชื่นชอบรถสปอร์ตคันหนึ่งที่ถูกจอดโชว์ที่โชว์รูมของตัวแทนจำหน่ายหนึ่ง และเขารู้ดีว่าพ่อของเขาสามารถที่จะซื้อรถคันนี้ให้เขาได้ เขาจึงบอกให้พ่อของเขาทราบว่า “รถคันนั้นคือสิ่งที่เขาต้องการมากที่สุด”

เมื่อวันจบการศึกษาของเขามาถึง เด็กหนุ่มเฝ้าตั้งตารอดูว่าผู้เป็นพ่อได้ซื้อรถให้เขาหรือยัง และในที่สุด เช้าวันการจบการศึกษา พ่อของเขาได้เรียกเขาเข้าไปในห้องส่วนตัว พ่อบอกเขาว่าพ่อภูมิใจมากแค่ไหนที่มีลูกชายที่แสนดีแบบเขา และบอกเขาด้วยว่าพ่อรักเขามากเพียงใด จากนั้นพ่อของเขาก็ยื่นกล่องของขวัญที่ถูกห่อไว้อย่างดีให้แก่ลูกชาย ด้วยความสงสัย พร้อมด้วยความผิดหวัง ลูกชายได้เปิดกล่องของขวัญนั้นและได้เห็น “อัลกุรอานถูกห่อด้วยปกหนัง พร้อมกับชื่อของเขาที่ถูกสลักด้วยสีทองบนปก” ด้วยความขุ่นเคือง เขาได้ขึ้นเสียงกับพ่อของเขาว่า “พ่อมีเงินตั้งมากมาย แต่พ่อให้ “คัมภีร์อัลกุรอาน” กับผมเนี่ยะนะ” จากนั้นเขาก็ออกจากบ้านไปด้วยความโกรธ พร้อมกับทิ้งอัลกุรอานไว้ที่นั่น

หลายปีผ่านไป เด็กหนุ่มได้กลายเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก เขามีบ้านที่สวยพร้อมกับครอบครัวที่อบอุ่น หากแต่เขาก็เริ่มตระหนักว่าพ่อของเขาเริ่มแก่ตัวลงทุกวัน เขาจึงเกิดความคิดว่า เขาควรจะกลับไปเยี่ยมพ่อของเขา เพราะเขาไม่ได้พบพ่อของเขาตั้งแต่วันจบการศึกษาวันนั้นอีกเลย และก่อนที่เขาจะได้เตรียมตัวเพื่อเดินทางไปพบกับพ่อ เขาก็ได้รับข้อความแจ้งว่าพ่อของเขาได้เสียชีวิตแล้ว และมีความประสงค์ที่จะมอบทรัพย์สินทั้งหมดให้กับลูกชาย

เขาจึงต้องรีบกลับไปที่บ้านของเขา และจัดการเรื่องต่างๆ โดยทันที ทันทีที่เขาเดินทางไปถึงบ้านของพ่อ ความโศกเศร้าเสียใจก็เอ่อล้นเต็มอยู่ในหัวใจของเขา เขาเริ่มค้นหาเอกสารสำคัญต่างๆ ของพ่อ และเขาก็ได้พบกับ “อัลกุรอานที่ยังแลดูใหม่” ที่เขาได้ทิ้งมันไว้ที่นั่นเมื่อหลายปีก่อน เขาค่อยๆ เปิดอัลกุรอานพร้อมทั้งน้ำตา และขณะที่เขาเปิดมัน กุญแจรถก็หล่นลงมาจากด้านหลังของอัลกุรอาน มันมีแถบป้ายพร้อมชื่อของตัวแทนจำหน่าย ซึ่งเป็นตัวแทนจำหน่ายเดียวกันที่ขายรถสปอร์ตที่เขาเคยอยากได้ บนแถบป้ายนั้นมีวันที่ที่เขาจบการศึกษาระบุไว้ พร้อมกับข้อความที่ว่า “จ่ายหมดแล้ว”

บทเรียนจากเรื่องราวนี้:: กี่ครั้งแล้วที่เราพลาดโอกาสในการที่จะได้รับการอำนวยพรของอัลลอฮฺ และการตอบรับของพระองค์จากการวิงวอนขอของเรา เพียงเพราะว่ามันไม่ได้เกิดขึ้นในแบบที่เราคาดหวัง?
***********************************************
แหล่งที่มา เพจ Muslim Speakers
แปลเรียบเรียง بنت الاسلام

Image

Read Full Post »

ชัยคฺอัซซิม อัลฮากีม::

ความสุข เสียงหัวเราะ และความเบิกบานใจนั้นมาจาก “อัลลอฮฺ (พระผู้เป็นเจ้า)” ในอัลกุรอานกล่าวไว้ว่า “และพระองค์คือผู้ที่ทำให้ผู้คนหัวเราะและร้องไห้” (อัลกุรอาน 53.43)

อีกทั้งพระองค์ยังทรงประทานทรัพย์สินแก่พวกเรา “พระองค์ผู้ทรงประทานทรัพย์สินและความร่ำรวย” (อัลกุรอาน 53.48)

และสุขภาพที่เราต่างละเลย ไม่มีใครดูแลมันนอกจากพระองค์ “และในยามที่ฉันป่วย พระองค์คือผู้ทรงเยียวยาฉันให้หายป่วย” (อัลกุรอาน 26.80)

เมื่อเป็นเช่นนี้ เหตุใดผู้คนจึงไม่รักพระองค์ หากพวกเขาได้รู้จักพระองค์ พวกเขาย่อมรักพระองค์ด้วยทุกๆ ส่วนในร่างกายของพวกเขา

จงรักอัลลอฮฺและเชื่อมั่นในพระองค์ และคุณจะได้ลิ้มรสชาติความสุขในชีวิตนี้และชีวิตในโลกหน้า

บรรดาผู้ปฏิเสธช่างน่าสงสารเสียเหลือเกิน.. เพราะพวกเขาจากโลกนี้ไป และไม่ได้ลิ้มรสความหอมหวานของมัน ซึ่งนั่นคือ “การรักอัลลอฮฺ”

Read Full Post »

หายนะของ “ความทะนงตน”
เขียนโดย ชารีฟะฮ คารโล
แปลเรียบเรียง بنت الاسلام

43-important-hadith-about-women-in-islam

สตรีมุสลิมะฮฺกลุ่มหนึ่งเดินเข้าไปในมัสญิด พวกเธอเหล่านั้นมีความงดงามตามแบบฉบับของสตรีมุสลิม การแต่งกายของพวกเธอแลดูเรียบร้อย พวกเธอต่างปกปิดร่างกายมิดชิดด้วยญิลบาบ หรืออะบายา และมีบางคนที่ปิดหน้า สวมถุงมือ พวกเธอถือเป็นภาพลักษณ์ที่สมบูรณ์แบบแห่งอิสลาม

และเวลาที่พวกเธอทำการละหมาด พวกเธอต่างทำด้วยความอ่อนน้อมและสวยงาม อีกทั้งพวกเธอยังอ่านอัลกุรอานด้วยความไพเราะ

ในขณะที่พวกเธอกำลังจะเดินทางกลับจากมัสญิด มุสลิมะฮฺคนหนึ่งในกลุ่มได้มองเห็นผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังทำการละหมาดอยู่ภายในมัสญิด และเธอก็คิดในใจว่า “ไม่สมควรที่ใครจะเรียกผู้หญิงคนนี้ว่า “มุสลิม” เลย เพราะเธอไม่เคยแม้แต่จะสวมใส่ฮิญาบ เว้นแต่เวลาที่เธอมามัสญิดเท่านั้น”

“เธอ” ที่กำลังคิดเช่นนั้นกำลังทำร้ายตัวเธอเอง — แน่นอนว่า อิสลามคือการแสดงออกด้วยภาพลักษณ์ภายนอก และนี่ถือเป็นเหตุผลและเป็นส่วนที่มีความสำคัญมากในศาสนาอิสลาม หากทว่า “จิตใจ” “พฤติกรรม” รวมทั้ง ”จิตวิญญาณ” ก็เป็นส่วนสำคัญเช่นกัน

“เธอ” อาจไม่ได้ทำการนินทาหรือใส่ร้ายสตรีที่ไม่เป็นมูฮาญิบะฮฺ (ผู้ที่สวมฮิญาบ) ท่านนั้น ด้วยเพราะว่าเธอไม่ได้กล่าวอะไรออกมาทางวาจา หากแต่เธอได้กระทำบางอย่างที่มีความร้ายแรงและเลวร้ายยิ่งกว่านั้น นั่นคือ “ความหลงตัวเอง และความทะนงตน” ที่เกิดขึ้นภายในตัวเธอ

เธอยอมปล่อยให้การกระทำเช่นนั้นเกิดขึ้นกับเธอเพื่อที่ว่ามันจะทำให้เธอรู้สึกว่าเธอนั้นมีความเหนือกว่า ดีกว่า และมีความปลอดภัย (จากไฟนรก) มากกว่า หากแต่ว่า ไม่มีใครสามารถรับรองสิ่งเหล่านี้ให้กับเธอได้เลย

เราทุกคนต่างทำทุกอย่างให้ดีที่สุดเพื่อสร้างความพึงพอพระทัยต่ออัลลอฮฺตะอาลา แต่เราต่างก็ต้องพึ่งพาและหวังในความเมตตาของพระองค์เช่นกัน

อีกทั้งเราไม่สามารถที่จะตัดสินได้ว่าใครจะได้รับความปลอดภัยจากไฟนรก เราไม่สามารถรู้ได้ว่าอัลลอฮฺทรงประสงค์สิ่งใด

เช่นนั้นแล้ว..การดูถูกเหยียดหยาม “ผู้ที่ไม่ได้ปฏิบัติเช่นเดียวกันกับเรา” ถือว่าเป็น “ความหลงตัวเอง” และเราจำต้องหลีกเลี่ยงจากการกระทำเช่นนี้

หะดีษบทหนึ่งรายงานโดยท่านอับดุลลอฮฺ อิบนุ มัสอูด – ศาสนทูตมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “ผู้ใดที่หัวใจของเขานั้นมี ‘ความทะนงตน’ เท่ากับเมล็ดมัสตาด จะไม่ได้เข้าสู่สวนสวรรค์” จากนั้นได้มีชายคนหนึ่ง (ที่อยู่บริเวณนั้น) กล่าวขึ้นมาว่า “แท้จริงแล้ว ผู้ที่รักในเสื้อผ้าของเขาก็ไม่น่าจะถือว่าเป็นผู้ทะนงตน และผู้ที่รักรองเท้าของเขาก็ไม่น่าจะถือว่าเป็นเช่นนั้นเหมือนกัน” ศาสนทูตจึงกล่าวต่อว่า “แท้จริงแล้ว อัลลอฮฺนั้นมีความสวยงาม และพระองค์ทรงรักความสวยงาม หากแต่ ‘ความทะนงตน’ นั้นคือการปฏิเสธความจริง และการสบประมาทผู้อื่น” (เศาะเหียะฮฺ มุสลิม เล่มที่ 1 ลำดับที่ 0164)

ในหมู่เศาะฮาบะฮฺบางคนเคยมีความกลัวอย่างมากว่าพวกเขานั้นจะทำความดีไม่มากพอ บางครั้งพวกเขาก็เป็นลมล้มพับไป ในขณะที่พวกเขาทำการละหมาดยามค่ำคืนและในวันเวลาที่ถือศีลอดอุทิศตนต่ออัลลอฮฺ ด้วยเพราะว่าพวกเขานั้นมีความเกรงกลัวต่ออัลลอฮฺอย่างมาก

แล้ว “เรา” เป็นใครกัน ถึงเชื่อว่าชีวิตเรานั้นได้รับการรับรอง!!

หะดีษก่อนหน้านี้ เราะสูลุลลอฮฺได้ตักเตือนเราไว้อย่างชัดเจนว่า เราไม่มีสิทธิที่จะดูถูกดูหมิ่นกัน ไม่ว่าจะด้วยกรณีใดก็ตาม แม้ว่าในความเป็นจริงพวกเขาจะเป็นคนบาป เราก็ไม่มีสิทธิที่จะตัดสินใคร

ลองดูตัวอย่างของชายคนหนึ่งที่ได้รับการลงโทษ ซึ่งชายคนนี้ได้สารภาพความผิดและถูกขว้างด้วยก้อนหินจนสิ้นชีวิต

“….ขณะนั้นศาสนทูตได้ยินเศาะฮาบะฮฺท่านหนึ่งกำลังพูดคุยกับใครคนหนึ่งว่า “ดูชายคนนี้สิ ความผิดของเขาได้รับการปกปิดโดยอัลลอฮฺ แต่ใครเหล่าจะปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านพ้นไปได้ ด้วยเหตุนี้ เขาถึงถูกขว้างด้วยก้อนหินเหมือนกับสุนัขตัวหนึ่ง” (เมื่อได้ยินเช่นนั้น) ศาสนทูตก็ไม่ได้กล่าวสิ่งใดต่อพวกเขา ท่านเดินต่อไป จนกระทั่งท่านได้เดินมาถึงสถานที่ที่มี ซากศพของลาและขาของมันชี้ขึ้นฟ้า แล้วท่านจึงกล่าวขึ้นว่า “ท่านพวกนั้นอยู่ที่ใด” พวกเขากล่าวขึ้นว่า “พวกเราอยู่ที่นี่แล้ว” ศาสนทูตมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม จึงกล่าวว่า “จงก้มลงไปและกินซากศพของลาตัวนี้เสีย” พวกเขาตอบว่า “โอ้ ท่านศาสนทูต ใครจะไปกินสิ่งนี้ได้เล่า” ท่านตอบว่า “ความอัปยศที่ท่านเพิ่งจะแสดงแก่พี่น้องของท่านนั้นร้ายแรงยิ่งกว่าการกินบางส่วนของซากศพนี้เสียอีก ขอสาบานต่อผู้ที่ชีวิตของมุหัมมัด อยู่ในอุ้งพระหัตถ์ของพระองค์ พระองค์ทรงอยู่ท่ามกลางแม่น้ำหลายสายบนสวนสวรรค์และกระโดดลงไปในน้ำนั้น” (สุนัน อาบูดาวูด เล่มที่ 38 ลำดับที่ 4414)

ดูจากตัวอย่างนี้ ชายท่านนั้นได้กระทำบาปใหญ่ และเขาก็ได้สารภาพผิด อีกทั้งการสำนึกผิดของเขานั้นมีความบริสุทธิ์จริงใจ เราจึงไม่ควรทำการตัดสินผู้อื่น หากเราพบว่าเขาได้กระทำบาป เพราะการตัดสินนั้นเป็นอำนาจของอัลลอฮฺเพียงพระองค์เดียว — “มนุษย์เช่นเรานั้น” สามารถทำการลงโทษต่อเขาตามที่อัลลอฮฺกำหนดไว้เท่านั้น และการที่เขาจะได้รับการอภัยโทษหรือไม่ถือเป็นอำนาจหน้าที่ของอัลลอฮฺแต่เพียงพระองค์เดียวที่จะตัดสิน

– เราไม่มีสิทธิที่จะตัดสินผู้อื่น และเราไม่อาจรับรู้ได้ถึงสิ่งที่อยู่ในจิตใจของพวกเขา หากแต่เราสามารถที่จะพูดคุยกับผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามหลักการที่ศาสนากำหนด เช่นการสวมฮิญาบ การไว้เครา หรือการหลีกเลี่ยงการฟังเพลง ดนตรี หรือเรื่องอื่นๆ ที่ผิดหลักการศาสนา

ทั้งนี้เราไม่ควรที่จะเชื่อว่า “เรานั้นดีกว่าพี่น้องของเรา” ด้วยเพราะว่าเราไม่อาจรู้ได้ว่าเขากำลังอยู่ในสถานการณ์ใด หรือเขามีอะไรอยู่ในใจของเขา หรือแม้แต่โชคชะตาของเขานั้นจะเป็นอย่างไร เพราะนี่เป็นอำนาจของอัลลอฮฺ

ลองดูจากตัวอย่างของโสเภณีคนหนึ่ง หากเราพบเห็นเธอบนท้องถนน เราจะมีความคิดต่อเธอเช่นไร? แม้ว่าเธอจะเป็นโสเภณี เธออาจได้รับสวนสวรรค์เป็นรางวัลการตอบแทนสำหรับการกระทำความดีงามเพียงเล็กน้อยของเธอก็เป็นได้

หะดีษบทหนึ่งรายงานโดยท่านอบู ฮูรอยเราะฮฺ ศาสนทูตมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมกล่าวว่า “โสเภณีนางหนึ่งได้รับการอภัยโทษจากอัลลอฮฺ ด้วยเพราะว่า เธอเดินผ่านสุนัขตัวหนึ่งที่กำลังหายใจหอบและใกล้จะตายอันเนื่องมาจากความกระหายน้ำ จากนั้นนางจึงถอดรองเท้าของนางและผูกมันไว้กับผ้าคลุมหัวของนาง และนางได้ใช้รองเท้านั้นตักน้ำให้แก่มัน ด้วยเหตุนี้อัลลอฮฺจึงทรงให้การอภัยโทษต่อบาปของนาง” (เศาะเหียะฮฺ บุคอรีย์ บทที่ 4 เล่มที่ 54 ลำดับที่ 538)

เราคงไม่มีทางที่จะรู้สึกเป็นสุขได้เพราะบาปของคนที่เป็นโสเภณี หากแต่เราต้องให้การสั่งสอน ตักเตือนเธอ หรือลงโทษเธอ (ตามหลักการที่อัลลอฮฺทรงกำหนด) เราไม่ควรที่จะต่อว่าเธอ หรือมั่นใจว่าเรานั้นดีกว่าเธอหลายเท่า อีกทั้ง เราควรที่จะใช้เวลาทำความรู้จักเป็นเพื่อนกับผู้ที่เราพบว่าเขากำลังยุ่งเกี่ยวกับบาป (หากว่าเราสามารถทำได้) เพราะบางทีคนเหล่านั้นอาจจะขาดซึ่งความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับหลักการศาสนา เราจึงควรพยายามที่จะตักเตือน ให้ความรู้ที่ถูกต้องแก่พวกเขา เพราะบางทีเราอาจจะได้บางสิ่งบางอย่างจากความพยายามนี้ และอาจจะเป็นไปได้ว่าคนเหล่านั้นจะนำมาซึ่งความดีงามแก่เรา

ฉัน (ผู้เขียน) ขอเพิ่มเติมบางอย่างที่ฉันได้ประสบ ฉันค่อนข้างที่จะแปลกใจอย่างมากเมื่อได้พบว่าพี่น้องมุสลิมนั้นดูถูกผู้อื่นด้วยสาเหตุของ “ชนชั้น” “เชื้อชาติ” หรือด้วยเพราะว่าเขาเหล่านั้นมีฐานะที่ยากจน หรือแม้แต่ด้วยสาเหตุที่ว่าพวกเขานั้นมีฐานะร่ำรวย — ฉันได้พบเจอสตรีมุสลิมะฮฺอาหรับที่ดูถูกและสบประมาทสตรีชาวอเมริกันที่เพิ่งเข้ารับอิสลาม ด้วยเหตุเพราะว่าพวกเธอไม่ใช่สาวบริสุทธิ์ก่อนที่จะเข้ารับอิสลาม แต่กระนั้นสตรีเหล่านี้ต่างมีความศรัทธาที่เข้มแข็ง มากกว่าบรรดาสตรีอาหรับที่สบประมาทพวกเธอเสียอีก

นอกจากกรณีนี้ ฉันยังได้พบกับชาวปากีสถานบางคนที่ดูถูกมุสลิม..ด้วยเพราะว่าเขาเป็นคนผิวดำ หากแต่เขาเป็นผู้ที่มีความยำเกรงต่ออัลลอฮฺมากกว่าชาวปากีสถานที่ดูถูกเขาเสียอีก – อีกทั้ง ฉันได้พบเห็นมุสลิมชาวอเมริกันที่ด่าทอชาวอาหรับและชาวปากีสถานที่มีฐานะร่ำรวยอย่างเสียหายด้วยเพราะว่าพวกเขาไม่เคยเห็นคนร่ำรวยเหล่านั้นทำการบริจาคต่อผู้ยากไร้ แต่กระนั้นก็ไม่มีใครที่จะรู้ได้ว่าพวกคนรวยเหล่านั้นได้กระทำความดีอันใดที่ปกปิดเป็นความลับบ้าง

ด้วยเหตุนี้ เราจึงจำเป็นต้องหยุดการมีความคิดที่ว่าตัวเองเป็นคนที่ดีอยู่คนเดียว

“เรา” ในฐานะ “มุสลิม” ต่างหาหนทางที่จะทำให้พวกเราหันห่างออกจากกัน ทั้งๆ ที่เราควรจะหาหนทางที่จะช่วยเหลือซึ่งกันและกัน อัลลอฮฺตรัสว่า

“….และพวกจงช่วยเหลือกันในสิ่งที่เป็นคุณธรรม และความยำเกรง และจงอย่าช่วยกันในสิ่งที่เป็นบาป และเป็นศัตรูกัน พึงกลัวเกรงอัลลอฮฺเถิด แท้จริงอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงรุนแรงในการลงโทษ” (อัลกุรอาน 5:2) **คัดลอกจากอัลกุรอานแปลไทย

เมื่อเราหยาบคายต่อกัน ดูถูกกันและกัน นั่นอาจหมายถึง เรากำลังผลักดันความอ่อนแอของเราให้เข้าสู่การกระทำบาปมากขึ้น ลองตระหนักถึงสิ่งนี้ให้ดี

เราจะยอมรับคำแนะนำตักเตือนจากผู้ที่สบประมาท หรือด่าทอเราหรือไม่? แน่นอนว่า “ไม่” ด้วยเหตุนี้ เราต่างต้องรู้สึกเคารพและมีความชอบในตัวของผู้ที่เราจะรับคำแนะนำตักเตือนจากเขาใช่หรือไม่ ดังนั้นไม่ว่าการกระทำของมุสลิมคนหนึ่งคนใดจะดูเลวร้ายสำหรับเรา

เราจำต้องลบความคิดที่ว่า “เรานั้นมีดีกว่าเขาและมีสิทธิ์ที่จะด่าทอ ต่อว่าหรือแม้แต่ดูถูกเขา” ลองดูตัวอย่างของศาสนทูตมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมผู้มีความเมตตาของเรา

หะดีษบทหนึ่งรายงานโดยท่านอนัส บิน มาลิก “ชาวเบดูอินคนหนึ่งได้เข้ามาภายในมัสญิดและได้ปัสสาวะตรงมุมหนึ่งของมัสญิกด จากนั้นผู้คนต่างตะโกนต่อว่าเขา แต่ศาสนทูตได้ห้ามปรามพวกเขาและรอจนกระทั่งชาวเบดูอินคนดังกล่าวปัสสาวะจนเสร็จ

จากนั้นศาสนทูตมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมได้สั่งให้พวกเขาสาดน้ำชำระล้างบริเวณดังกล่าว และพวกเขาก็ทำตามคำสั่งของท่าน” เศาะเหียะ บุคอรี บทที่ 1 เล่มที่ 4 ลำดับที่ 221)

การที่บรรดามุสลิมตะโกนต่อว่าชาวเบดูอินเช่นนั้นถือว่าเป็นการกระทำที่ผิด ในขณะที่ศาสนทูตมุหัมมัด ผู้มีความเมตตา และความเฉลียวฉลาดทราบดีว่าการกระทำของพวกเขานั้นไม่ใช่วิธีการที่ดีที่จะสามารถอบรมสั่งสอนชายคนนั้นได้

อดีตอาจารย์คนหนึ่งของฉัน (ผู้เขียน) ท่านค็อซซัน อัล บะเราะเกาะวียฺ (Ghassan Al Baraqawi) เคยบอกกับฉันว่า “การสอน ไม่ใช่การเทศนาต่อผู้คนเหมือนกับการให้คำอธิบาย และไม่ใช่การตรวจสอบเปรียบเทียบ” นี่เป็นคำคมยิ่งนัก

ดังนั้น เราจำต้องตระหนักให้ดีเกี่ยวกับสิ่งที่เราคิดและพูด เพื่อที่เราจะได้ช่วยเหลือซึ่งกันและกันอย่างแท้จริง ไม่ใช่การทำร้ายกัน

ไม่มีใครในหมู่พวกเราที่จะเป็นผู้ที่มีความสมบูรณ์แบบที่สุด และไม่มีใครในหมู่พวกเราที่จะสามารถรับรองได้ว่า “เขา” หรือ “เธอ” จะได้เข้าสู่ญันนะฮฺโดยปราศจากบททดสอบหรือการลงโทษ เราจะต้องไม่ช่วงชิงบทบาทอำนาจหน้าที่ของอัลลอฮฺด้วยการตัดสินกันและกัน

ความทะนงตน เป็นสิ่งที่อันตราย เราต้องหลีกเลี่ยงความรู้สึกทะนงตน หลงตัวเอง แม้ว่าความรู้สึกดังกล่าวจะเกี่ยวข้องกับเรื่องของศาสนาก็ตาม เรามาดูตัวอย่างความรอบคอบ ระมัดระวังของศาสนทูตมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม

หะดีษรายงานโดยท่านอับดุลลอฮฺ บิน อุมัร ศาสนทูตมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมกล่าวว่า “ในวันแห่งการตัดสิน อัลลอฮฺจะไม่ทอดพระเนตรผู้ที่ดึงเชือก (ไว้ข้างหลัง) ด้วยความความทะนงตน”

ท่านอบูบักรกล่าวว่า “เชือกของฉันข้างหนึ่งหย่อนลง เว้นเสียแต่ว่าฉันจะระมัดระวังมันอย่างดี”

ศาสนทูตมุหัมมัดจึงกล่าวว่า “แต่ท่านไม่ได้กระทำเช่นนั้นด้วยความทะนงตน” (เศาะเหียะฮฺบุคอรียฺ บทที่ 5 เล่มที่ 57 ลำดับที่ 17)

“ความทะนงตนและความหลงตัวเอง” เป็นเครื่องมือของชัยฏอน เมื่อมันได้รับพระบัญชาให้ก้มคำนับต่อนบีอาดัมและมันได้ตอบปฏิเสธที่จะไม่ทำตาม
อัลลอฮฺตรัสว่า “และเราได้กล่าวแก่มลาอิกะฮฺว่า “จงคำนับอาดัม” มลาอิกะฮ์ทั้งหมดได้ก้มคำนับ นอกจากอิบลีสที่ปฏิเสธไม่ยอมทำ มันยโสโอหังและเป็นผู้ปฏิเสธ” (อัลกุรอาน 2:34) **คัดลอกจากอัลกุรอานแปลไทย

หากท่านพบว่ามีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นกับท่าน จงตระหนักให้ดีถึงการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ด้วยตัวเอง ดูจากตัวอย่างของชัยฏอนและการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ให้ตัวมันเอง เมื่ออัลลอฮฺทรงสอบถามมันเกี่ยวกับเหตุผลที่มันปฏิเสธการคำนับต่ออาดัม

“อะไรที่ขัดขวางเจ้ามิให้เจ้าสูญูด ขณะที่ข้าได้ใช้เจ้า มันกล่าวว่า ข้าพระองค์ดีกว่าเขา โดยที่พระองค์ทรงบังเกิดข้าพระองค์จากไฟ และได้บังเกิดเขาจากดิน พระองค์ตรัสว่า จงลงจากสวนนั้นไปเสีย ไม่สมควรแก่เจ้าที่จะทำโอหังในนั้น จงออกไปให้พ้นแท้จริงเจ้านั้นอยู่ในหมู่ผู้ต่ำต้อย” (อัลกุรอาน 7:12-13) **คัดลอกจากอัลกุรอานแปลไทย

เราอย่าปล่อยให้ตัวเรานตกอยู่ในกับดักอันชั่วร้ายของชัยฏอน

เราอย่าปล่อยให้ตัวเราเองคิดว่า “เราดีกว่า” ด้วยเพราะว่าบาปของการมีความทะนงตนนั้นเป็นบาปที่หนักยิ่ง

อัลลอฮฺตรัสว่า “และเมื่อได้มีการกล่าวแก่พวกเขาว่า จงเกรงกลัว (การลงโทษของ) อัลลอฮฺ ความผยองก็เกาะกุมเขาและชักนำให้เขาทำบาป สำหรับคนพวกนี้ นรกคือที่ๆ เหมาะสมสำหรับพวกเขา และมันเป็นที่พำนักอันแสนชั่วร้าย” (อัลกุรอาน 2:206) **คัดลอกจากอัลกุรอานแปลไทย

ดังนั้น พี่น้องมุสลิมทั้งหลาย หากท่านพบว่าใครคนใดคนหนึ่งกำลังทำสิ่งที่ผิด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของรูปลักษณ์ภายนอก หรือการกระทำใดๆ ก็ตาม จงตระหนักให้ดีก่อนที่ท่านจะมีความคิดที่ว่า “ท่านนั้นดีกว่า (พวกเขา)”

และหากท่านสามารถทำได้ ก็ให้เดินเข้าไปหาผู้ที่กระทำความผิดผู้นั้นด้วยความอ่อนโยนและด้วยอัธยาศัยที่ดี อย่าคิดถึงสิ่งที่เลวร้ายกับเขา ให้นึกถึงข้ออ้างสัก 70 ข้ออ้างถึงสาเหตุของการกระทำผิดของเขา และพยายามให้ความช่วยเหลือแก่เขา ทำให้เขามีความเข้าใจถึงความเลวร้ายของการกระทำดังกล่าว และอย่าคาดหวังการเปลี่ยนแปลงจากเขา เพียงแต่ให้คำแนะนำตักเตือน และมอบหมายต่ออัลลอฮฺ – ทั้งนี้ เขาอาจจะมีความขุ่นเคืองและพยายามที่จะหาเรื่องทะเลาะกับท่าน หากว่าเป็นเช่นนั้น ท่านก็อย่าตกลงไปในกับดักของชัยฏอน แต่จงให้หลักฐานจากอัลกุรอานและสุนนะฮฺที่น่าเชื่อถือแก่เขาเพียงเท่านั้น ถึงเวลานั้นก็ให้เป็นการตัดสินใจของเขาที่จะ “ยอมรับ” หรือ “ปฏิเสธ” คำตักเตือนของท่าน และถือว่าท่านได้ทำหน้าที่ของท่านเสร็จสิ้นแล้ว — แต่ท่านก็อย่าปล่อยให้เขาคิดว่าท่านนั้นดีกว่าเขา

อีกทั้งหากท่านได้พบเห็นใครคนใดคนหนึ่งที่มาจากพื้นฐานหรือวัฒนธรรมที่ต่างกันจากท่าน ก็จงอย่าตัดสินพวกเขาโดยใช้ความเชื่อส่วนตัวของท่านเป็นมาตรฐานการตัดสินเกี่ยวกับกลุ่มคนกลุ่มนั้น แต่ให้ดูเป็นรายบุคคล จงพูดคุยกับเขา เพราะอาจเป็นไปได้ว่าพวกเขาเหล่านั้นจะให้คำแนะนำอะไรบางอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อตัวท่าน และขณะเดียวกัน ในการที่ท่านแต่งกายแสดงออกถึงความเป็น “อิสลาม” ได้ดีกว่าเขา ก็อาจเป็นไปได้ว่าเขานั้นมีมารยาทในแบบอิสลามที่ดีกว่าท่านก็เป็นได้

ขอให้ท่านอย่าคิดเอาเองว่าการที่ท่านนั้นดูเป็น “มุสลิม” มากกว่าจะทำให้ท่านเป็นมุสลิมที่ดีกว่า

ความทะนงตนและความยโสที่ท่านรู้สึก อาจจะเป็นตัวที่สร้างความหายนะแก่ท่านได้

จงยำเกรงต่ออัลลอฮฺ พี่น้องทั้งหลาย จงยำเกรงต่อพระองค์ และให้ความยุติธรรมแก่พี่น้องของท่าน อย่างที่ฉัน (ผู้เขียน) ได้กล่าวบ่อยครั้งมาก่อนหน้าที่ว่า “ที่สุดของความชั่วร้ายและความเลวทรามในหมู่พวกเรานั้นดีกว่า ที่สุดของความดีงามของกาเฟรฺ” และมันเป็นหน้าที่ของเราที่จะให้คำแนะนำตักเตือนซึ่งกันและกันเพื่อที่จะดึงพวกเราออกจากความมืดมนและความโสมมแห่งบาป มาสู่แสงสว่างและความบริสุทธิ์แห่งการเชื่อฟังอัลลอฮฺตะอาลา

ยา อัลลอฮฺ ขอพระองค์ทรงทำให้เรามีความรักต่อกัน
ยา อัลลอฮฺ ขอพระองค์ทรงทำให้เราช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
ยา อัลลอฮฺ ขอพระองค์ทรงปกป้องเราจากการทำร้ายกันและกัน
ยา อัลลอฮฺ ขอพระองค์ทรงทำให้เราเป็นพี่น้องต่อกัน
ทรงทำให้เราเป็นดังหนึ่งร่างกาย และหนึ่งจิตใจ อามีน

แหล่งที่แปล A Matter of Pride Written by Shariffa Carlo http://www.idealmuslimah.com

แปล 25 ตุลาคม 2551
แก้ไขเรียบเรียงใหม่ 28 ธันวาคม 2555

 

Read Full Post »

Older Posts »

%d bloggers like this: