Feeds:
Posts
Comments

Archive for April, 2013

20130424-104608.jpg

—–
หลังจากที่ฟังมุฟตี อิสมาอีล ชี้แจงเรื่องที่ผู้ต้องสงสัยคดีวางระเบิดที่บอสตัน retweet ข้อความของท่านใน twitter จนเป็นข่าว ต้องขอบคุณ CNN ที่เสนอเรื่องราวของท่าน เพราะมันทำคนเข้ามาอ่านข้อความ บทความของท่านมากขึ้น รวมไปถึงคนที่ไม่ใช่มุสลิมด้วย และหลายคนก็ได้พบกับความสวยงามที่ท่านนำเสนอ เข้าใจความเป็นอิสลามมากขึ้น อีกท้ังยังให้การสนับสนุนท่าน

มุฟตีบอกว่ามีคนบอกให้ท่านลบข้อความนั้น เพื่อที่ท่านจะได้ไม่ถูกพาดพิง แต่ท่านไม่ลบ ท่านคิดได้ว่า หากท่านลบไป คงไม่มีใครเข้ามาสนใจอ่านข้อความของท่าน และรับรู้ถึงสิ่งที่ท่านพยายามนำเสนอมาโดยตลอด ซึ่งเต็มไปด้วยข้อความที่มุ่งสร้างสันติสุข

เรื่องที่เกิดขึ้นทำให้รู้ว่า… ไม่ว่าจะมีคนเกลียดศาสนานี้จากการนำเสนอของสื่อมากเท่าไร แต่ในอีกมุมนึง ก็ยังมีคนเปิดใจอีกมากมายที่ท้ายที่สุดก็ตกหลุมรักมัน แผนการของอัลลอฮฺงดงามยิ่ง

หมายเหตุ::ข้อความที่ถูก retweet นั้นคือ

Attitude can take away your beauty no matter how good looking you are or it could enhance your beauty, making you adorable.

“ทัศนคติ” สามารถลบเลือน “ความสวยงามของคุณ” ออกไปได้ ไม่ว่าคุณจะหน้าตาดีเพียงใดก็ตามหรือ “มัน (ทัศนคติ)” อาจยกระดับ “ความสวยงามของคุณ” ให้สูงขึ้น และทำให้คุณเป็นคนน่า “รัก” ได้เช่นกัน
******************
เพจเฟสบุคของท่าน https://www.facebook.com/muftimenk
Twitter ของท่าน https://twitter.com/muftimenk
บทความบางส่วนของท่านที่แปลไทยไว้ https://anabintalislam.wordpress.com/category/มุฟตีอิสมาอีล-เมงกฺ/

Advertisements

Read Full Post »

20130423-035923.jpg

“ผู้รู้แห่งพระคัมภีร์ของอัลลอฮฺ”
,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,,

เรื่องราวต่อไปนี้เป็นเรื่องของผู้ชายคนหนึ่งที่ไม่ได้มีชีวิตหรูหราสุขสบายแต่อย่างใด เขามักประสบกับปัญหาด้านการเงินอยู่ตลอด หากทว่ารายได้ใดๆ ก็ตามที่เขาหามาได้ เขาจะมอบมันให้แก่พ่อของเขา โดยที่เขาจะวางเงินค่าจ้างจากการทำงานที่เขาได้มาไว้บนโต๊ะ เพราะเขาเกรงว่ามันอาจจะเป็นการไม่ให้เกียรติผู้เป็นพ่อ หากว่าเขาจะยื่นเงินนั้นให้แก่พ่อด้วยมือ และเขาก็ไม่อยากจะให้มือของเขาอยู่เหนือมือของพ่อ

เมื่อใดก็ตามที่เขาวางเงินค่าจ้างที่เขาได้มาไว้ให้พ่อของเขาบนโต๊ะ พ่อของเขามักจะวิงวอนขอต่ออัลลอฮฺด้วยดุอาอฺบทนี้เสมอ

“โอ้ พระผู้เป็นเจ้าแห่งสากลโลกและทุกสรรพสิ่งที่อยู่ในนี้ ขอพระองค์โปรดทำให้ลูกชายของข้าพระองค์มีความเข้าใจในอัลกุรอานและโปรดทำให้เขาเป็น “ผู้รู้แห่งพระคัมภีร์ของพระองค์” ด้วยเทอญ”

ลูกชาย ที่ขณะนั้นอยู่ในวัยประมาณยี่สิบปี วันหนึ่งขณะที่เขากำลังเดินทางจากที่ทำงานเพื่อกลับบ้าน เขาได้พบกับผู้ร้ศาสนาท่านหนึ่งที่อาศัยอยู่ในเมืองเดียวกันโดยบังเอิญ ซึ่งผู้คนในเมืองต่างมักจะเข้าไปขอคำปรึกษาจากผู้รู้ท่านนี้ในเรื่องที่เกี่ยวกับศาสนาอยู่เสมอ

อย่างไรก็ตามผู้รู้ท่านนั้นได้ถามเด็กหนุ่มว่าเขาทำงานอะไรอยู่ เขาตอบว่าตัวเขาทำงานที่ได้รายได้ไม่มากนักและมีชีวิตที่ค่อนข้างจะยากจน จากนั้นผู้รู้จึงถามเขาว่าเขาสามารถที่จะสละเวลาสักหนึ่งวันต่อสัปดาห์เพื่อไปศึกษาหาความรู้กับท่านจะได้หรือไม่ เด็กหนุ่มตอบว่า “ได้ครับ ผมทำได้ ผมจะหาเวลาไปเรียนกับท่านหนึ่งวันต่อสัปดาห์ และผมขอบอกตามตรงนะครับว่าผมมั่นใจเหลือเกินว่าผมจะได้รับความสงบสุขทางจิตใจจากการศึกษาหาความรู้นี้”

จากนั้นเด็กหนุ่มจึงเริ่มไปหาผู้รู้คนดังกล่าวหนึ่งวันต่อสัปดาห์ และเขาก็ได้รับสิ่งที่ดีเป็นประโยชน์มากมายจากความรู้ที่ได้มา ผ่านไปช่วงเวลาหนึ่งเด็กหนุ่มได้กลายเป็นลูกศิษย์ที่มีความเฉลียวฉลาดและมีความขยันหมั่นเพียรมากคนหนึ่ง เขาใช้เวลาศึกษาหาความรู้เป็นระยะเวลาที่ยาวนาน ซึ่งเขามักจะใช้เวลาส่วนใหญ่ไปกับการอ่าน และเขาก็มีความสนใจต่อคัมภีร์อัลกุรอานเป็นพิเศษ เขาพากเพียรศึกษาหาความรู้ จนกระทั่งเขาได้รับวุฒิปริญญาตรี และหลังจากนั้นเขาก็ได้รับวุฒิปริญญาโท ด้วยเพราะดุอาอฺของพ่อที่ได้รับการตอบรับจากอัลลอฮฺ

จากนั้นเขาก็เข้าศึกษาต่อด้วยความหวังที่จะได้รับปริญญาเอก และเริ่มคิดเกี่ยวกับหัวข้อสำหรับการทำวิทยานิพนธ์ของเขา และเขาก็นึกถึงดุอาอที่พ่อของเขาเคยขอให้อัลลอฮฺทรงทำให้เขาเป็นผู้รู้ด้านคัมภีร์อัลกุรอาน ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจเลือก “การตีความถ้อยคำในพระคัมภีร์อัลกุรอาน” เป็นหัวข้อวิทยานิพนธ์ของเขา

และท้ายที่สุด วันนั้นก็มาถึง..เมื่อเขานำเสนอวิทยานิพนธ์ต่อคณะกรรมการผู้ตัดสินคัดเลือกวิทยานิพนธ์ของมหาวิทยาลัย เด็กหนุ่มกำลังจะได้รับการตอบแทนจากการศึกษาเล่าเรียนอย่างหนักของเขา วันนั้นเขาเดินทางไปถึงหอประชุมแต่เช้า เพื่อนๆ และผู้ร่วมงานต่างก็อยู่ที่นั่น และขณะที่คณะกรรมการผู้ตัดสินเดินเข้ามาในหอประชุม เขาก็รู้สึกปลาบปลื้มและดีใจที่เห็นว่าหนึ่งในบรรดาคณะกรรมการนั้นมี “คนคนหนึ่งที่คอยให้การสนับสนุนเขาในเรื่องของการศึกษามาโดยตลอด” ร่วมอยู่ด้วย และนั่นก็คือ “ครูคนแรกของเขา หรือผู้รู้ที่ขอให้เขาไปเรียนกับท่าน” นั่นเอง

ถึงตอนนี้คณะกรรมการนั่งลงบนเก้าอี้ครบหมดทุกท่านแล้วโดยใช้เวลาปรึกษาหารือกันเป็นระยะเวลานานพอสมควร จากนั้นผู้รู้ที่เคยสอนเขาก็ลุกขึ้นจากวงสนทนาของบรรดาคณะกรรมการและพูดว่า ‘อะไรนะ’ และเข้ามาจับมือของนักเรียนคนเก่งของท่าน และบอกแก่ผู้เข้าร่วมที่อยู่ในหอประชุมว่า “นักศึกษาคนนี้ทำวิทยานิพนธ์ในหัวข้อเกี่ยวกับคัมภีร์อัลกุรอานด้วยความพากเพียรอุตสาหะอย่างหนัก ผมจึงขอมอบปริญญาดุษฎีบัณทิตให้นักศึกษาคนนี้โดยที่ไม่ต้องตรวจสอบวิทยานิพนธ์โดยละเอียดเลย และพวกเราทุกคนก็ควรที่จะให้การยกย่องนักศึกษาคนนี้”

เมื่อเด็กหนุ่มได้ยินผลการตัดสินจากปากของอดีตคุณครูของเขา เขาถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ มันเป็นน้ำตาแห่งความสุข น้ำตาแห่งการขอบคุณ และการจำนนต่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา มันไม่ใช่เพราะวุฒิปริญญาที่เขาได้รับ แต่มันเป็นเพราะผลจากดุอาอฺของผู้เป็นพ่อของเขา

อดีตครูมองไปที่นักเรียนของเขา ที่ดวงตาทั้งสองข้างของเขาเต็มไปด้วยน้ำตา ท่านจึงถามผู้รู้หนุ่มคนใหม่ว่า “เราให้เกียรติและการตอบรับต่อเธอแล้ว แล้วนี่มันใช่เวลาที่ต้องมาร้องไห้หรือ พ่อหนุ่ม”

ผู้รู้หนุ่มคนใหม่จึงตอบว่า เขาเพียงแค่นึกถึงดุอาอฺที่พ่อขอเขาเฝ้าวิงวอนขอให้แก่เขามาโดยตลอด ซึ่งดุอาอฺบทนั้นก็คือ “โอ้ พระผู้เป็นเจ้าแห่งสากลโลกและทุกสรรพสิ่งที่อยู่ในนี้ ขอพระองค์โปรดทำให้ลูกชายของข้าพระองค์มีความเข้าใจในอัลกุรอานและโปรดทำให้เขาเป็น “ผู้รู้แห่งพระคัมภีร์ของพระองค์” ด้วยเทอญ”

จากนั้นชายหนุ่มก็ได้กล่าวสรรเสริญอัลลอฮฺที่พระองค์ประทานสถานะที่สูงส่งนี้ให้แก่เขา ด้วยเพราะความรู้ด้านอัลกุรอานของเขา
==========================
เรื่องราวนี้ถูกถ่ายทอดจากการบรรยายของชัยคฺมุหัมมัด ชันกิติ
แหล่งที่มา หนังสือ Loving our parents
แปล بنت الاسلام

Read Full Post »

20130423-034553.jpg

    สหายเด็กของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสััลลัม ตอนที่ 2
    ~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~
    จากบรรยายของ: ดร. ฮิชาม อัลอะวะดียฺ หัวข้อ Children around the Prophet
    ถอดความ เรียบเรียงโดย: بنت الاسلام

    “อุปนิสัยของนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสััลลัม”

    ท่านนบีมักจะยิ้มแย้มเสมอ เวลาที่ท่านพูดคุยกับใคร ท่านจะมองตาของผู้พูด ที่สำคัญที่สุด ท่านเป็นผู้ที่มีความเมตตา ท่านไม่ประนามใครให้เสียหน้า ท่านไม่ตะคอกใส่ใคร ท่านไม่ทำร้ายร่างกายใคร ท่านไม่มีผู้คุ้มกัน ใครได้อยู่ใกล้ชิดท่านจะรู้สึกปลอดภัย ดังนั้นเด็กๆ ย่อมรู้สึกปลอดภัยเมื่อได้อยู่ใกล้ชิดท่าน

    ครั้งหนึ่ง “ท่านหญิงอาอิชะฮฺ เราะฏิยัลลอฮุ อันฮา” ถามท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสััลลัมว่า “ช่วงเวลาใดที่เป็นช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตของท่านคะ ใช่วันแห่งสงครามอุฮุดหรือไม่?” (ที่ท่านหญิงอาอิชะฮฺเข้าใจว่าเป็นช่วงเวลาแห่งสงครามอุฮุดนั้นเป็นเพราะเธอรับรู้ถึงเหตุการณ์นั้นด้วย หากแต่เธอไม่ทราบถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในมักกะฮฺ เพราะขณะนั้นเธอยังเป็นเด็กอยู่)

    ท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม จึงตอบเธอว่า “ไม่ใช่ที่มาดีนะฮฺหรอก อาอิชะฮฺ หากแต่เป็นช่วงเวลาที่ฉันอยู่ที่มักกะฮฺ เมื่อฉันเข้าไปในอัฏฏออีฟ เพื่อเลือกหาสถานที่ในการอพยพ ก่อนที่จะอพยพมาอยู่ที่มาดีนะฮฺ ตอนนั้นฉันถูกผู้คนขว้างปาก้อนหินใส่ พวกเขาต่างปฏิเสธที่จะยอมรับฉัน (ในฐานะศาสนทูต) จนกระทั่งที่เท้าของฉันมีเลือดไหลออกมาเต็มไปหมด”

    อย่างไรก็ตาม จากเหตุการณ์ดังกล่าว ได้มีมลาอิกะฮฺแห่งหุบเขามาพบท่านนบี ขณะที่ท่านพักอยู่ระหว่างภูเขาลูกใหญ่ทั้งสองลูก และมลาอิกะฮฺได้กล่าวต่อท่านว่า “ข้าได้รับคำบัญชาจากอัลลอฮฺให้มาพบท่าน เพื่อสอบถามท่านว่า ท่านต้องการสิ่งใดหรือไม่ ท่านต้องการให้ข้าทำลายล้างพวกเขาเหล่านั้นโดยการบดขยี้พวกเขาด้วยภูเขาท่ั้งสองลูกนี้หรือไม่” ซึ่งมลาอิกะฮฺสอบถามท่านด้วยน้ำเสียงที่โกรธเคือง (ต่อผู้คนเหล่านั้น) แต่ด้วยความเมตตาของท่านนบี ท่านได้ตอบไปว่า “ไม่ ฉันไม่ต้องการเช่นนั้น”

    เหตุผลที่ท่านนบีตอบปฏิเสธคำเสนอของมลาอิกะฮฺ อันเนื่องมาจากความเมตตาของท่าน ท่านให้อภัยพวกเขาเหล่านั้น และที่สำคัญ ‘ท่านต้องการปกป้องเด็กๆ เยาวชนรุ่นหลังที่เกิดจากผู้คนเหล่านั้น เพราะอาจเป็นไปได้ว่าเด็กเหล่านั้นอาจกลายเป็นมุสลิมสักวัน และเปลี่ยนแปลงอัฏฏออีฟให้เป็นดินแดนแห่งอิสลาม’ ท่านมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล ท่านไม่ได้ยึดเอาความเจ็บปวด หรือ เกียรติของท่านเป็นหลัก และการที่จะทำเช่นท่านได้นั้น ต้องอาศัย ‘ความเมตตา ความอดทน และวิสัยทัศน์’ อย่างมาก

    หากเป็นเราหละ หากเราเจอสถานการณ์เช่นนี้ เราจะทำอย่างไร เราจะฆ่าพวกเขาเป็นการตอบแทน หรือเราจะเปลี่ยนแปลงจิตใจพวกเขา?

    แล้วคุณรู้มั้ยว่า สิ่งใดที่เป็นที่รักยิ่งของท่านนบี.. สิ่งนั้นคือ ‘การละหมาด’
    แต่สิ่งที่ท่านปรารถนามากกว่านั้น คือการที่ไม่ต้องเห็นเด็กๆ ร้องไห้ ด้วยเหตุนี้ ท่านจึงย่นระยะเวลาละหมาดให้สั้นลง ท่านต้องการให้เด็กหยุดร้อง และคลายความกังวลของผู้เป็นแม่ที่กำลังละหมาด เมื่อลูกของเธอร้องไห้

    ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสััลลัมมีวิธีการรับมือกับเด็กแต่ละคนแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับวัยของพวกเขา

    ครั้งหนึ่ง ก่อนที่จะเกิดสงครามบะดัรฺ บรรดาเศาะหาบะฮฺต้องการรู้จำนวนไพร่พลของมุชริก ดังนั้นพวกเขาจึงได้ลักพาตัวเด็กเลี้ยงแกะคนหนึ่งที่คอยดูแลเรื่องอาหารการกินให้กับกองทัพมุชริกมาเพื่อสอบถาม โดยที่พวกเขาได้ขึ้นเสียงกับเด็กว่า “พวกเขามีกันทั้งหมดกี่คน!!?? ‘พวกเขามีกันทั้งหมดกี่คน!!??” “มี 100 คน 1,000 คน!!??” อีกทั้งยังตีเด็ก จนเด็กแผดเสียงร้องออกมาด้วยความกลัวว่า “ฉันไม่รู้!!” ฉันไม่รู้!! เมื่อท่านนบีเห็นเหตุการณ์เช่นนั้น ท่านจึงเข้ามาหยุดพวกเขา และถามเศาะหาบะฮฺว่า พวกเขาต้องการอะไรจากเด็ก พวกเขาจึงบอกท่านว่า พวกเขาเพียงต้องการทราบจำนวนของไพร่พลมุชริก ท่านนบีจึงบอกพวกเขาว่าท่านจะสอบถามเด็กเอง ท่านนบีจึงถามเด็กว่า “เธอรู้หรือไม่ว่ามีอูฐในกองทัพท้ังหมดกี่ตัว?” เด็กตอบท่านโดยทันทีว่า “มีประมาณ 9-10 ตัวครับ” ท่านนบีจึงบอกกับเศาะหาบะฮฺว่า “พวกเขามีจำนวนประมาณ 900-1,000 คน เพราะ คน 100 คน จะใช้อูฐ 1 ตัว”

    ท่านนบีได้รับคำตอบด้วยการใช้คำถามที่ต่างไปจากบรรดาเศาะหาบะฮฺ โดยท่านเลลือกใช้คำถามให้เหมาะสมกับผู้ถูกถาม ท่านถามถึง “อูฐ” เพราะมีจำนวนน้อยและง่ายต่อการนับ

    ดังนั้นหากเราต้องการทราบคำตอบบางอย่างจากเด็ก เราควรถามด้วยคำถามที่เหมาะสม

    Read Full Post »

    20130418-205421.jpg

    สหายเด็กของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสััลลัม ตอนที่ 1
    ~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~
    จากบรรยายของ: ดร. ฮิชาม อัลอะวะดียฺ หัวข้อ Children around the Prophet
    ถอดความ เรียบเรียงโดย: بنت الاسلام

    บุคลิกภาพของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสััลลัมที่น่าประทับใจต่อเด็ก

    กล่าวถึง “ใบหน้าของท่านนบี” ในมุมมองของเด็ก

    สำหรับเด็กๆ นั้น ใบหน้าของท่านนบี ทำให้เกิดความสบายใจเมื่อได้มอง ชึ่งไม่ได้เกี่ยวกับความหล่อ ไม่หล่อ หน้าตาดีหรือไม่ดี หากแต่เป็นใบหน้าของท่านเป็นใบหน้าที่แสดงออกถึงความอ่อนโยน จากการรายงานหะดีษโดยท่านอัลบะเราะฮฺ อิบนุ อะซีซว่า เมื่อมีคนเข้าไปพบท่าน และถามท่านว่า “ใบหน้าของท่านนบีคมเหมือนดาบหรือไม่?” ท่านตอบว่า “ไม่ หากทว่าใบหน้าของท่านนบีเสมือนกับดวงจันทร์”

    ชาวยิวคนหนึ่ง อับดุลลอฮฺ อิบนุ สลาม กล่าวว่า “เมื่อฉันมองหน้าของนบีมุหัมมัด ฉันรู้สึกได้ทันที ในฐานะของผู้มีปัญญาที่ได้พบเห็นใบหน้าของผู้คนมากมาย ว่า นี่ไม่ใช่ใบหน้าของผู้ร้าย ไม่ใช่ใบหน้าของฆาตกร”

    ไม่ใช่ใบหน้าของคนที่ทำร้ายเด็ก ใบหน้าของท่านนบีเป็นใบหน้าของคนที่น่ามีความเชื่อถือ ใบหน้าของคนที่ไม่โกหก

    “ผมของท่าน” เป็นสีดำ สวยงาม และสะอาด แม้ว่าท่านจะอายุ 60 แล้ว หากแต่มีผมหงอกสัก 20 เส้นได้ อันเนื่องมากจากความชรา ไม่ได้เกิดจากความเครียดแต่อย่างใด ชึ่งคุณลักษณะของท่านนั้นไม่ได้ดูแก่ชรา สำหรับเด็ก ทำให้เด็กกล้าเข้าหา เล่นด้วย และให้เกียรติท่าน

    “ดวงตาของท่าน” สีดำและขาวตัดกันชัดเจน ไม่มีรอยแดง ตากว้างโต

    “รอยยิ้มของท่าน” เศาะหาบะฮฺท่านหนึ่งกล่าวว่า “ฉันไม่เคยพบท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสััลลัมโดยที่ใบหน้าของท่านปราศจากรอยยิ้มเลย” เว้นแต่ตอนที่ท่านกล่าวคุฏบะฮฺ หรืออยู่ในสงคราม หรือเมื่อท่านกำลังรับวะฮียฺจากอัลลอฮฺ นอกจากนั้น ท่านก็จะยิ้มเสมอ

    เด็กคนหนึ่ง ท่านอับดุลลอฮฺ บิน ฮะริษ เล่าว่า “เมื่อใดก็ตามที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสััลลัมพบฉัน ท่านมักจะยิ้มให้ฉันเสมอ”

    และหากเราได้พบกับท่านนบี เราจะไม่หลงรักท่านเลยหรือ?

    แม้แต่ท่านอนัส อิบนุ มาลิก ที่เคยรับใช้ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสััลลัมเป็นระยะเวลา 10 ปี ตั้งแต่เมื่อครั้งยังเป็นเด็ก กล่าวว่า “ตั้งแต่ท่านนบี เสียชีวิตลง ไม่มีวันไหนที่ฉันไม่เห็นท่านในฝัน และไม่มีครั้งไหนที่ฉันไม่ร้องไห้ เมื่อนึกถึงใบหน้าของท่าน”

    นี่แสดงให้เห็นว่าบุคลิกของท่านมีอิทธิพลต่อเด็กมากเพียงใด

    “ปากของท่าน” ค่อนข้างกว้าง ดังนั้นเวลาที่ท่านพูด ก็จะมองเห็นได้ชัด แม้แต่คนหูหนวกก็สามารถอ่านปากท่านได้

    ท่านไม่มีกลิ่นปาก ฟันของท่านไม่เหลือง และสะอาดสะอาด เพราะท่านมีมิสวากติดตัวตลอด และฟันของท่านก็ไม่ผุ เหงือกสุขภาพดี ชึ่งมีผลต่อเด็กเมื่อพบเห็น เพราะเด็กมักจะชอบมองดูเวลาคนพูด

    “การพูดของท่าน” เสียงของท่าน ชัดถ้อย ชัดคำ ท่านไม่ไอขณะพูด น้ำเสียงของท่านไม่เบา ไม่ดังไป เป็นเสียงระดับเดียวกันกับผู้ที่ท่านพูดคุยด้วย การพูดของท่านต่อผู้คนนั้นขึ้นอยู่กับวัย กับเพศ กับลักษณะนิสัย กับพื้นฐานของคนที่ท่านได้พูดคุยด้วย ดังนั้นเราจึงเห็นได้ว่าการตอบคำถาม การให้คำแนะนำของท่านต่อบรรดาเศาะฮาบะฮฺแต่ละคนนั้นมีรูปแบบแตกต่างกันไป เหมาะสมกับบุคลิกของแต่ละคน

    ท่านหญิงอาอิชะฮฺกล่าวว่า “ผู้ใดที่ฟังท่านนบีพูด จะจดจำสิ่งที่ท่านพูดได้ เพราะท่านจะพูดช้า” ช้าในที่นี้ไม่ได้หมายถึง การพูดที่ทำให้เกิดความเบื่อหน่าย หากแต่ทำให้ผู้ฟังสามารถซึมซับในสิ่งที่ท่านพูดได้

    และท่านอนัส อิบนุ มาลิก กล่าวว่า “บางครั้งท่านนบีจะกล่าวย้ำถึง 3 ครั้ง”

    ซึ่งเป็นไปได้ว่าการที่ท่านพูดซ้ำนั้นเพื่อให้เด็กๆ ที่ฟังท่านได้จดจำสิ่งที่ท่านพูด

    ความงดงามอีกอย่างคือ ท่านนบีจะใช้การสัมผัสกับผู้คน (แต่ไม่ใช่สตรีอื่นที่ไม่ใช่มะหรอม) ไม่ว่าจะเป็นการสัมผัสมือ สัมผัสแก้มของเด็ก ศีรษะของเด็ก

    ท่านอนัส อิบนุ มาลิกเล่าว่า “ฉันไม่เคยสัมผัสสิ่งใดที่นุ่มมากไปกว่ามือของท่านนบี”

    และท่านอนัสยังกล่าวด้วยว่า “ไม่มีกลิ่นใดหอมมากไปกว่ากลิ่นเหงื่อของท่านนบี”

    อาจจะดูเป็นคำบอกเล่าที่ดูเกินจริง แต่ท่านอนัส ไม่ใช่ผู้ที่โกหก

    Read Full Post »

    20130417-051816.jpg

    แหล่งที่มา Quick Tips for Discussions and Disagreements
    http://forum.netmuslims.com/showthread.php?905-Quick-Tips-for-Discussions-and-Disagreements
    แปลเรียบเรียง بنت الاٍسلام

    – เริ่มต้น (การพูดคุย) ด้วยเจตนาที่จะร่วมกันแก้ไขปัญหา หากทั้งสามีและภรรยาต่างมีเจตนาเดียวกันและวางแผนที่จะทำการปรึกษาหารือร่วมกัน มันย่อมมีแนวโน้มว่าการพูดคุยนั้นจะนำไปสู่การแก้ปัญหาที่ประสบความสำเร็จ
    – พึงตระหนักว่า “การทะเลาะเบาะแว้ง” เกิดจาก “คนสองคน” ดังนั้นหากหนึ่งในสองคนนั้นเลือกที่จะไม่ทำการโต้เถียง มันย่อมไม่มี “การทะเลาะเบาะแว้ง” เกิดขึ้น
    – ทั้งสามี และภรรยา ไม่ควรที่จะมีความโกรธเคืองพร้อมกัน หากใครคนใดคนหนึ่งเกิดความขุ่นเคือง มันย่อมเป็นการดีกว่าหากอีกคนหนึ่งจะเป็นผู้ที่นิ่งเฉยและคุมสติของตัวเองไว้
    – อย่าตะโกน (ตะคอก) ใส่กัน เว้นเสียแต่ว่าบ้านของคุณเกิดไฟไหม้ แน่นอนว่า “การเกิดไฟไหม้” ย่อมไม่ได้เกิดขึ้นอยู่บ่อยๆ ดังนั้น “การตะโกน (ตะคอก) ใส่กัน” ก็ควรเกิดขึ้นในอัตราเดียวกันกับการเกิดไฟไหม้
    – อย่าเข้านอนขณะที่ “การถกเถียงของคุณทั้งสองยังไม่ยุติ” นี่เป็นสิ่งที่เลวร้ายที่สุดที่สามารถเกิดขึ้นได้ในชีวิตการแต่งงานและคุณควรที่จะหลีกเลี่ยงมันให้มากที่สุด เท่าที่จะทำได้ “การถกเถียงที่ยังไม่ยุติ” ย่อมทำให้ “ความรู้สึกเจ็บปวด” และ “ความคิดต่างๆ” ยังคงวนเวียนอยู่ และโดยส่วนใหญ่แล้ว “สิ่งนี้” เป็นสิ่งที่ทำให้ปัญหามีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น
    – หากสามี/ภรรยาของคุณอยากจะเอาชนะ (ในการโต้แย้ง) คุณควรปล่อยให้เขาเป็นผู้ชนะเสีย อย่าให้ความสำคัญกับการเป็นผู้ชนะ เพราะสิ่งนี้เป็น “เหตุผลหลัก” ที่ทำให้การเจรจามีแนวโน้มว่าจะรุนแรงมากขึ้น

    Read Full Post »

    20130408-154223.jpg

    เวลาอีหม่านอ่อน.. ชีวิต จิตใจเป็นทุกข์ สับสนวุ่นวาย ไร้สาระเกิน.. ‘การเข้าหาอัลกุรอานพร้อมทั้งขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮฺด้วยความเชื่อมั่น’ จะทำให้อีหม่านของเรากลับมาได้เร็วขึ้น อาจจะไม่ได้อยู่ในระดับที่สูงปรี้ด แต่ก็ดีกว่าเดิมมากมาย

    “การเข้าหากุรอาน” มีหลายทางนะคะ สำหรับคนที่อ่านอาหรับไม่ค่อยได้ ไม่ค่อยคล่อง ให้ใช้วิธีอ่านคำแปล หรือเปิดอัลกุรอานฟัง (แม้จะไม่เข้าใจ) เลือกนักกอรียฺที่ชื่นชอบตามอารมณ์ จะทำให้รู้สึกสบายใจขึ้น .. ส่วนตัวยอมรับว่าเสียงของนักกอรียฺมีผลทางอารมณ์นิดนึง .. อาจเพราะแปลไม่ออกก็ได้มั้งคะ ส่วนตัวเวลาปกติจะชอบฟังท่านหุษัยฟียฺ ท่านกอมดียฺ แต่เวลาอารมณ์มั่นคงหน่อยจะชอบฟังท่านบาซัฏ เวลาอารมณ์ร้อนๆ ฟังท่านอะฟาซีย์ และท่านหุซัยฟียฺจะเย็นลง ..

    แรกๆ ตอนเริ่มต้น ใจอาจจะไม่ค่อยนิ่ง (ชัยฏอนอาจล่อลวง) ต้องอดทนๆ ต่อสู้กับมัน กับใจตัวเอง ทำไปสักพัก อินชาอัลลอฮฺจะดีขึ้น สงบขึ้น สบายใจขึ้น และติดใจ.. ก็ลองดูนะคะ อยากแบ่งปัน จึงมาบอกค่ะ

    “ไม่มีถ้อยคำใดที่จะงดงามยิ่งกว่าถ้อยคำของอัลลอฮฺ”

    อัลลอฮฺตรัสว่า “โอ้มนุษย์เอ๋ย! แท้จริงข้อตักเตือน (อัลกุรอาน) จากพระเจ้าของพวกท่าน ได้มายังพวกท่านแล้ว และ (มัน) เป็นการบำบัดสิ่งที่มีอยู่ในทรวงอก และเป็นการชี้แนะทาง และเป็นความเมตตาแก่บรรดาผู้ศรัทธา” (ซูเราะฮฺยูนุส 57)

    สามารถดาวน์โหลดไฟล์อัลกุรอานได้จากเวป http://www.assabile.com/

    ฟังออนไลน์ได้จากเวป
    http://equranplayer.com/

    อ่านได้ที่ http://www.quran.com แต่แนะให้อ่านจากคัมภีร์แปลจะดีกว่าค่ะ เพราะคำแปลในเวปหรือในแอพริเคชั่นทางมือถือยังมีคำผิดและข้อความขาดหายอยู่บ้าง และไม่มีเชิงอรรถอธิบายเพิ่มเติม เหมือนในคัมภีร์แปล สามารถโหลดไฟล์ได้ที่ http://d1.islamhouse.com/data/th/ih_books/single/th_Holy_Quran_and_the_translation_of_the_Meaning_of_the_Thai_language.pdf

    بنت الاسلام

    Read Full Post »

    20130408-153841.jpg

    ขอดุอาอฺให้ญาติพี่น้องเพื่อนฝูงที่ไม่ใช่มุสลิมได้หรือไม่
    ——————————————————
    การขอดุอาอฺต่ออัลลอฮฺให้พระองค์อภัยโทษต่อความผิดบาปของ “คนที่ไม่ใช่มุสลิม” นั้นเป็นสิ่งที่หะรอม

    และการขอดุอาอฺให้กับ “กาเฟรฺ” และ “ผู้ที่ “อิสลามของเขา” มีความน่าเคลือบแคลงสงสัย” หรือแม้แต่พ่อแม่ (ที่เป็นกาเฟรฺ) ในเรื่องของโลกหน้า ก็เป็นสิ่งที่หะรอม

    แต่การขอดุอาอฺให้เขาได้รับการเยียวยาจากความเจ็บป่วย เช่นนี้เป็นสิ่งที่อนุมัติให้กระทำได้หากมันสอดคล้องกับจุดประสงค์ เช่นว่า หากเรามีความหวังว่า “เขา” จะเข้ารับอิสลามเป็นมุสลิมและหัวใจของเขาจะอ่อนโยนขึ้น เป็นต้น ซึ่งมีการรายงานไว้ในหะดีษของเศาะฮาบียฺที่อ่านรุกยะฮฺให้กับหัวหน้าชนเผ่าคนหนึ่งที่ถูกแมลงป่องกัด

    แน่นอนว่า มันเป็นสิ่งที่อนุมัติให้กระทำได้ในการที่คุณจะไปเยี่ยมเยียนเขาขณะที่เขาป่วย เพราะเวลาที่คนคนหนึ่งกำลังเจ็บป่วย หัวใจของเขาจะอ่อนโยนขึ้นและค่อนข้างที่จะน้อมรับสัจธรรมได้มากกว่า (ช่วงเวลาปกติ) ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมเคยมีเด็กรับใช้ชาวยิวคนหนึ่งที่ให้การปรนนิบัติรับใช้ท่าน ซึ่งเขาเกิดป่วยขึ้นมา ดังนั้นท่านเราะสูลจึงเข้าไปเยี่ยมเขา โดยที่ท่านนั่งอยู่ใกล้ๆ ศีรษะของเขาและกล่าวต่อเขาว่า “จงเปลี่ยนมาเป็นมุสลิมเสีย” เขาจึงมองหน้าบิดาของเขาที่อยู่ตรงนั้นด้วยเช่นกัน จากนั้นบิดาของเขาก็บอกต่อเขาว่า “จงเชื่อฟังอบูล กอซิม (ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม) เถอะ” ด้วยเหตุนี้เขาจึงเข้ารับอิสลาม และท่านเราะสูลก็ออกไปจากที่นั้นพร้อมกับกล่าวว่า “การสรรเสริญเป็นของอัลลอฮฺผู้ซึ่งทรงปกป้องเขาไว้จากไฟนรก” (รายงานโดยบุคอรียฺ 1356)

    แหล่งที่มา แปลส่วนหนึ่งจาก http://islamqa.info/en/ref/47322

    Read Full Post »

    Older Posts »