Feeds:
Posts
Comments

Archive for May, 2013

20130526-225134.jpg

ท่านอิบนุล ก็อยยิม เราะหิมะฮุลลอฮฺกล่าวไว้ว่า “เมื่อเด็กเพิ่งเริ่มจะหัดพูด พ่อแม่ควรสอนเขาให้พูดว่า ‘ไม่มีพระเจ้าอื่นใด เว้นแต่อัลลอฮฺ และมุหัมมัดคือศาสนทูตของพระองค์’

เด็กควรได้ยินสิ่งที่เกี่ยวกับอัลลอฮฺ ผู้ทรงสูงส่ง ความเป็นหนึ่งเดียวของพระองค์ ความมีอำนาจเบ็ดเสร็จของพระองค์ และคุณสมบัติของพระองค์ก่อนเป็นอันดับแรก

ดังนั้นชื่อที่ดีที่สุดในพระเนตรของอัลลอฮฺคือ อับดุลลอฮฺ และอับดุรเราะหฺมาน

เมื่อเด็กเริ่มที่จะเข้าใจถึงความหมายของสิ่งต่างๆ เขาก็จะเข้าใจว่าเขาเป็นบ่าวคนหนึ่งของอัลลอฮฺ และอัลลอฮฺคือนาย พระผู้เป็นเจ้าของเขา”

ท่านอิบนุอุมัรกล่าวว่า “อย่ายกไม้เรียวขึ้นมา (ข่มขู่) ครอบครัวของท่าน แต่จงทำให้พวกเขาเกรงกลัวต่ออัลลอฮฺ”

ไม้เรียว หรือการลงโทษด้วยความรุนแรงย่อมไม่สามารถยับยั้งเด็กหรือผู้ใหญ่ให้ออกห่างจากความชั่วร้ายด้วยความเต็มใจได้อย่างถาวร

แต่ความเกรงกลัวต่ออัลลอฮฺต่างหากที่จะช่วยยับยั้งพวกเขาจากการเข้าใกล้ความชั่วร้ายด้วยความบริสุทธิ์ใจ เพราะพวกเขารู้ว่าพระองค์ทรงเห็นทุกสิ่งที่พวกเขากระทำ

Read Full Post »

คนส่วนใหญ่อยากรู้ปัญหา ไฟในบ้านของครอบครัวอื่น แต่มันก็ไม่ดีหรอกนะคะที่เราจะเอาปัญหาของเรามานำเสนอในที่สาธารณะ แม้จะได้รับการสนับสนุนจากคนมากมายเพียงใดก็ตาม .. มันไม่ดีเลยที่จะด่าว่า ประนามคู่ครองของตัวเองผ่านสื่อ (ยิ่งในกรณีที่สุดท้ายแล้วเจ้าตัวทราบดีว่า พร้อมที่จะอดทนต่อบททดสอบนั้น) เพราะเมื่อวันที่คนสองคนดีกัน สถานการณ์ดีขึ้นแล้ว.. คนที่เสียใจที่สุด คือตัวเราเอง เพราะนอกจากเราจะทำลายตัวเอง เรายังทำลายคนที่เราบอกว่ารักมากมายอีกด้วย อะไรที่มันออกมาแล้ว เก็บเอาไปซ่อนไว้ที่เดิมก็ไม่มิดแล้ว อีกทั้งยังอาจทำให้ปัญหาบานปลายอีก เมื่ออีกฝ่ายรู้ว่าความผิดพลาดที่เขาเคยกระทำถูกเปิดเผย

ระวังๆ ให้มากมากนะคะ เพราะบางครั้ง คนที่มองเราและคู่ครองของเราติดลบแล้ว มันยากที่จะทำให้เขามองเราในแง่บวกอีกครั้ง แม้เราจะพยายามแก้ตัว หาเหตุผลมาอธิบายเท่าไรก็ตาม

ขออัลลอฮฺทรงปกป้องคุ้มครองเราจากการกระทำเหล่านี้ด้วยเถิด

นำเสนอสิ่งดีดีดีกว่านะคะ ^^ เอาแต่พองามไม่มากไปเพื่อให้คนอิจฉา แต่เพื่อให้คนนำไปปฏิบัติตามค่ะ

-บินติ อัลอิสลาม-

Read Full Post »

ส่วนตัวเชื่อว่า หากเราอยากให้ลูกเรารักอัลกุรอาน อยู่กับศาสนา เราควรเปิดอัลกุรอานให้เขาฟังบ่อยๆ ตลอดเวลาเลยก็ยังได้ หรืออาจจะสลับกับการฟังบรรยายศาสนา เพื่อที่ว่าการฟังอัลกุรอาน และการฟังบรรยายศาสนา การเรียนรู้ศาสนา จะเป็นสิ่งที่เขารัก เมื่อเขาเติบโตขึ้น

ลองนึกถึงเราผู้ใหญ่ หลายคน ที่ยังชอบฟังเพลง ชอบดูละคร เลิกยาก นั่นน่าจะเป็นเพราะว่าเราเติบโตมากับมัน

ดังนั้น หากเราไม่อยากให้ลูกเป็นเหมือนเรา เราต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตัวเองกันนะคะ ใช้โอกาสการเป็นพ่อแม่นี้ในการเปลี่ยนแปลงตัวเองเลย ก่อนที่มันจะสายเกินไปทั้งกับตัวของเราและลูกของเรา

การที่จะเป็นพ่อแม่ที่ดีได้นั้น ไม่ใช่แค่เพียงการเสียสละแรงกายเพื่อเลี้ยงดูเขา แต่เรายังต้องเสียสละความเป็นตัวตนของเราเพื่ออบรมสั่งสอนเขาอีกด้วย ยับยั้งการแสดงพฤติกรรม การกระทำที่ไม่ดีของเราไว้ เพราะเราต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้ลูกของเรา เราจะเห็นแก่ตัวอีกต่อไปไม่ได้อีกแล้ว

แบบอย่างที่ดี.. มันมากกว่าคำสอนจริงๆ ค่ะ..
เราต้องเริ่มจากตัวเรา…

เตือนตัวเองก่อนเลยค่ะ
-บินติ อัลอิสลาม-

Read Full Post »

20130526-224555.jpg

ชื่นชมลูก และหยุดดูถูกลูกของคุณ
~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~
โดยมุฟตี อิสมาอีล เมง

หากว่าเราพูดจาดูถูก ดูแคลนลูกๆ ของเราบ่อยๆ ไม่วันใดก็วันหนึ่งพวกเขาก็เริ่มเชื่อในสิ่งที่เราพูดออกไปเกี่ยวกับตัวของพวกเขา ซึ่งการกระทำดังกล่าวของผู้เป็นพ่อแม่ หรือผู้ปกครองย่อมส่งผลให้เด็กมี ‘ความเคารพต่อตัวเองต่ำ’ ‘ความผิดปกติทางจิตใจ’ หรือ เกิด ‘ความซับซ้อนทางจิตใจ’ จากนั้นสิ่งที่จะเกิดขึ้น คือพวกเขาจะหาทางออกให้กับตัวเองด้วยการแสดงพฤติกรรมและมีอุปนิสัยที่ขาดความรับผิดชอบ

อย่างไรก็ตาม หากว่าเราพูดชื่นชมลูกๆ ของเราอยู่อย่างสม่ำเสมอ บอกให้พวกเขารับรู้ว่า พวกเขามีความสำคัญกับเรามากเพียงใด เรารักพวกเขามากเพียงใด พวกเขาน่ารัก และมีความพิเศษมากเพียงใด เราภูมิใจในตัวของพวกเขามากเพียงใด การกระทำนี้จะส่งผลให้ ‘ความเคารพต่อตัวเองของพวกเขาเพิ่มขึ้น’ ‘ระดับความเชื่อมั่นในตัวเองก็จะสูงมากขึ้น’ พวกเขาจะสามารถมุ่งความสนใจไปกับการบรรลุเป้าหมายของพวกเขาได้ดียิ่งขึ้น และมีความเป็นไปได้มากว่าพวกเขาจะปลอดภัยจากอันตราย และปลอดภัยจากการมีพฤติกรรมและอุปนิสัยที่ขาดความรับผิดชอบอีกด้วย

นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราจึงต้องเปลี่ยนแปลงวิธีการสื่อสารกับพวกเขาด้วยการใช้ข้อความที่แสดงออกถึงความรัก ความห่วงใยต่อพวกเขาอยู่เป็นประจำและสม่ำเสมอ และที่สำคัญเราต้องไม่ลืมที่จะปฏิบัติต่อลูกๆ ทุกๆ คนของเราอย่างเท่าเทียม

แปล บินติ อัลอิสลาม

Read Full Post »

เลี้ยงลูกอย่างไรให้มีคุณสมบัติของผู้นำ
*************************
จากการบรรยายของ มุฟตีอิสมาอีล เมงกฺ

20130526-224154.jpg

พูดจากับลูกด้วยการให้เกียรติและมีความสุภาพ
~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~
ในฐานะพ่อแม่ผู้ปกครองเราควรใช้ถ้อยคำที่แสดงออกถึงการให้เกียรติและมีความสุภาพกับลูก เมื่อใดก็ตามที่เราพูดกับพวกเขา การกล่าวว่า ญะซากั้ลลอฮุ ค็อยร็อนจ้ะ, ขอบใจจ้ะ, ช่วยทำให้แม่ด้วยนะจ้ะ เป็นต้น ยกตัวอย่างหากเราต้องการน้ำดื่ม เราก็ควรบอกกับลูกของเราว่า “ลูกจ๋า ช่วยเอาน้ำมาให้แม่หน่อยนะจ๊ะ” หลายครั้งที่พวกเราหลายคนใช้วิธีการตะโกน แผดเสียง “มัรยัม เอาน้ำมาให้แม่เดี๋ยวนี้เลย!!” ซึ่งเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นภายในบ้านของมุสลิม

หากแต่ว่า เราควรใช้ถ้อยคำที่ดี ใช้ภาษาที่ถูกต้อง ชัดเจน ไม่ใช้คำสแลง คำหยาบคายกับลูก แล้วคุณจะพบว่าลูกของคุณพูดจาสุภาพ มีมารยาท จนคุณรู้สึกภูมิใจในตัวพวกเขาเลยหละ

เพราะลูกๆ จะเลียนแบบการพูดของผู้เป็นพ่อแม่ ดังนั้นเมื่อคุณพูดคุยกับลูก คุณต้องพูดจาสุภาพกับพวกเขา แล้วพวกเขาก็จะพูดจาสุภาพกับคนอ่ืน และไม่พูดจาหยาบคายกับพวกเขา แล้วพวกเขาจะไม่หยาบคายกับผู้อื่น แต่หากว่า ในกรณีที่ลูกของคุณพูดจาหยาบคาย คุณอาจต้องลงโทษพวกเขา โดยให้การลงโทษนั้นอยู่ในขอบเขต ให้มันเป็นเรื่องระหว่างคุณกับเขาเพียงลำพังเท่านั้น อย่าลงโทษลูกคุณต่อหน้าคนอื่น หรือต่อหน้าเด็กคนอื่นๆ อีกทั้งการจัดการปัญหากับเขาเพียงลำพัง จะทำให้เขาเกิดความรู้สึกเคารพคุณมากยิ่งขึ้น เพราะคุณไม่ได้สร้างความอับอายให้เขาต่อหน้าญาติพี่น้องหรือเพื่อนๆ

และนี่คือคำสอนของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ท่านเป็นผู้ที่พูดจาชัดถ้อยชัดคำ ท่านใช้ภาษาที่ชัดเจน อีกทั้งท่านยังเคยเตือนไว้า่า “อย่าใช้คำหยาบคาย (สแลง) เพราะมันจะลดเกียรติของท่านลง”

ขออัลลอฮฺทรงทำให้เราเป็นผู้ที่มีลิ้นที่สะอาดบริสุทธิ์ (พ้นจากการพูดจาไม่ดี) และทำให้เราพูดจาด้วยถ้อยคำง่ายๆ ที่สามารถทำให้คนอื่นเกิดความเข้าใจด้วยเถิด

จากการบรรยายของ :: มุฟตีอิสมาอีล เมงกฺ
เรียบเรียง สรุป :: بنت الاسلام

Read Full Post »

เลี้ยงลูกอย่างไรให้มีคุณสมบัติของผู้นำ
*************************
จากการบรรยายของ มุฟตีอิสมาอีล เมงกฺ

20130526-223919.jpg

อย่าทำให้ลูกของคุณรู้สึกว่า ‘ไร้ค่า ไร้ความหมาย’
~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~
อย่าทำให้ลูกของคุณรู้สึกว่า ‘เขาไร้คุณค่า ไร้ความหมาย’ นอกจากคำพูดที่สามารถทำให้ลูกของคุณรู้สึกไร้ค่าแล้ว การกระทำการปฏิบัติตัวของคุณต่อลูกๆ ก็สามารถทำให้พวกเขารู้สึกไร้ค่าได้เช่นกัน เช่นการแสดงความรัก ความสนใจต่อลูกอีกคนหนึ่งมากกว่าลูกอีกคนหนึ่ง เด็กจะเกิดความรู้สึกว่าพี่น้องคนใดคนหนึ่งของเขามีสิทธิพิเศษมากกว่าเขา ทั้งนี้เป็นเพราะการปฏิบัติของพ่อแม่กับลูกๆ ที่ปราศจากความเท่าเทียม อย่างไรก็ตามท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมได้เน้นย้ำเรื่องของการปฏิบัติต่อลูกทุกคนอย่างเท่าเทียมเอาไว้ ในหะดีษบทหนึ่ง ความว่า

ท่านอะมีรฺ รายงานว่า ฉันได้ยินท่านอัน นุอฺมาน บิน บะชีรฺ (ขณะที่ท่าน) อยู่บนมิมบัรฺ กล่าวว่า “บิดาของฉันได้ให้ของขวัญชิ้นหนึ่งแก่ฉัน หากแต่นางอัมเราะอฺ บินติ เราะวะฮา (มารดาของฉัน) พูดขึ้นมาว่านางจะไม่ยอมรับมัน (ต่อการกระทำดังกล่าว) เว้นเสียแต่ว่าบิดาของฉันได้ให้ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมเป็นพยานต่อการกระทำนั้น

ดังนั้นบิดาของฉันจึงไปพบท่านเราะสูลและกล่าวต่อท่านว่า “โอ้ เราะสูลุลลอฮฺ ฉันได้ให้ของขวัญชิ้นหนึ่งต่อบุตรชายของฉันจากนางอัมเราะอฺ บินติ เราะวะฮา หากแต่นางได้ให้ฉันมาขอให้ท่านเป็นพยานต่อการกระทำนี้”

ท่านเราะสูลจึงถามเขาว่า “ท่านได้ให้ (สิ่งเดียวกันนี้) ต่อบุตรชายของท่านทุกๆ คนหรือไม่”

บิดาของฉันได้ตอบปฏิเสธ

ท่านเราะสูลจึงกล่าวแก่เขาว่า “จงยำเกรงต่ออัลลอฮฺเถิด และจงยุติธรรมต่อบุตรของท่าน”

ดังนั้นเมื่อบิดาของฉันกลับมา ท่านได้เอาของขวัญนั้นคืนกลับไป”

(หะดีษ บุคอรียฺ)

ดังนั้นผู้เป็นพ่อแม่ควรปฏิบัติต่อลูกๆ ทุกคนอย่างเท่าเทียม แม้ว่าลูกบางคนอาจจะเกเรยากที่จะควบคุม แต่นั่นมันก็เป็นหน้าที่และความท้าทายของผู้เป็นพ่อและแม่ที่จะต้องสร้างคุณสมบัติแห่งความดีงามให้กับลูกที่เกเรคนนั้นให้ได้ อีกทั้งการให้ความสำคัญกับลูกบางคนมากไป อาจทำให้ความเกเรของลูกอีกคนหนึ่งอยู่ในระดับขั้นที่สามารถทำให้พ่อแม่เกิดความเครียดได้

ดังนั้น อย่าทำให้ลูกรู้สึก ‘ไม่มีค่า ไม่มีความหมาย’ และแท้จริงแล้ว อัลลอฮฺทรงเตือนเราทุกคนไม่ให้มีความรู้สึกสิ้นหวัง หรือไร้ค่า

۞ قل يا عبادي الذين أسرفوا على أنفسهم لا تقنطوا من رحمة الله ۚ إن الله يغفر الذنوب جميعا ۚ إنه هو الغفور الرحيم
จงกล่าวเถิดมุหัมมัด ปวงบ่าวของข้าเอ๋ย! บรรดาผู้ละเมิดต่อตัวของพวกเขาเอง พวกท่านอย่าได้หมดหวังต่อพระเมตตาของอัลลอฮฺ แท้จริงอัลลอฮฺนั้นทรงอภัยความผิดทั้งหลายทั้งมวล แท้จริงพระองค์นั้นเป็นผู้ทรงอภัย ผู้ทรงเมตตาเสมอ [อัลกุรอาน 39:53]

อายะฮฺนี้มีความหมายที่ดีมาก ถือเป็นการช่วยเหลือเราไม่ให้เกิดความรู้สึกไร้คุณค่า และให้เรามีความหวังอยู่เสมอ

บรรดาอุลามะฮฺต่างให้ความเห็นว่า ‘คนที่รู้สึกว่าอัลลอฮฺนั้นมิทรงเมตตา หรือผู้ที่ทำความผิดแล้วเกิดความรู้สึกว่าเขาจะไม่ได้รับการอภัยโทษจากอัลลอฮฺ’ คนประเภทนี้ถือว่าติดอยู่ในกับดักการล่อลวงของชัยฏอน

ดังนั้น หากว่านี่ (ความรู้สึกมีค่า มีความหวัง) คือคุณสมบัติหนึ่งที่อัลลอฮฺทรงใส่เข้าไปในหัวใจเรา ที่ทำให้เรารู้สึกว่า เราอยู่ภายใต้ความเมตตาของอัลลอฮฺ และความเมตตาของพระองค์ไม่ได้อยู่ไกลเกินกว่าที่เราจะเอื้อมถึง ดังนั้นเราก็ควรสร้างคุณสมบัตินี้ให้เกิดขึ้นในหัวใจของลูกๆ ของเราด้วยเช่นกัน ทำให้เขารู้สึกว่าเขาเองอยู่ภายใต้ความเมตตาของอัลลอฮฺทั้งในโลกนี้และโลกหน้า

จากการบรรยายของ :: มุฟตีอิสมาอีล เมงกฺ
เรียบเรียง สรุป :: بنت الاسلام

Read Full Post »

ผมอยากพบแฟนของผม..
———–
ถ่ายทอดโดยชัยคฺมุหัมมัด อาริฟียฺ

สองปีก่อน ผม (ชัยคฺอะรีฟียฺ) ได้เดินทางไปยังประเทศแคนาดาและพักอยู่ที่นั่นเป็นช่วงระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งระหว่างที่ผมอยู่ที่นั่น ผมได้พบกับพี่ชายชาวอาหรับท่านหนึ่ง เขาเป็นนายแพทย์ จบการศึกษาปริญญาโทที่นั่นแต่เขาเป็นอาหรับมุสลิม ด้วยเหตุนี้ผมจึงถามเขาเกี่ยวกับงานที่เขาทำที่นั่นว่าเป็นอย่างไร

เขาบอกผมว่าเขาเคยพบเจอกับเหตุการณ์ประหลาดมากมาย ผมถามเขาว่าประหลาดแบบไหน เขาเล่าให้ผมฟังว่าเขาเคยทำงานเป็นนายแพทย์ฝึกหัดอยู่ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง และเช้าตรู่วันหนึ่งเขาเข้าไปในห้องไอซียู (หน่วยรักษาพยาบาลผู้ป่วยขั้นวิกฤต) เขาเริ่มงานประจำวันของเขาด้วยการเข้าไปตรวจดูอาการของคนไข้แต่ละคน และตรวจดูเวชระเบียนคนไข้ (ประวัติการรักษาและอาการของผู้ป่วย) ตามปกติ จากนั้นเมื่อเขาเดินไปหยุดที่เตียงของคนไข้ผู้ชายวัย 21 ปีที่ชื่อมุหัมมัดกำลังนอนอยู่ เขาจึงเข้าไปตรวจสอบประวัติการรักษาของคนไข้ และพบว่าเด็กหนุ่มติดเชื้อเอดส์ และสาเหตุที่เขาต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลนั่นเป็นเพราะว่า เขามีอาการทรมานกับโรคทางทรวงอก เพราะอย่างที่พวกคุณทราบดีว่า ผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอดส์จะไม่มีภูมิต้านทานต่อโรคใดๆ เพราะโรคดังกล่าวจะทำลายระบบภูมิคุ้มกันไปจนหมด จากนั้นนายแพทย์หนุ่มจึงเข้าไปพูดคุยกับผู้ป่วย ซึ่งขณะนั้นผู้ป่วยไม่มีสติและร้องครวญครางอันเนื่องมาจากอาการเจ็บปวด นายแพทย์จึงเรียกชื่อของเขาและกล่าวทักทาย หากแต่เด็กหนุ่มได้แต่อ้าปากค้าง นายแพทย์เรียกเขาอีกครั้งแต่เด็กหนุ่มไม่มีสติเลย ด้วยเหตุนี้เขาจึงโทรหาครอบครัวของคนไข้เพื่อสอบถามเกี่ยวกับเขา

แม่ของคนไข้รับโทรศัพท์ นายแพทย์แนะนำตัวกับเธอ จากนั้นเขาจึงแจ้งเธอให้ทราบถึงอาการของลูกชายของเธอว่า เขากำลังทรมานจากอาการป่วยและขอให้เธอเข้ามาที่โรงพยาบาล แต่เธอบอกว่าเธอกำลังยุ่งมากและจะเข้าไปหลังเลิกงาน แต่นายแพทย์ขอร้องให้เธอเข้ามาโดยทันที

ขณะที่เขากำลังพูดคุยกับแม่ของคนไข้ เสียงร้องเตือนจากอุปกรณ์ที่ติดตัวคนไข้ได้ดังขึ้น นายแพทย์จึงแจ้งกับแม่ของผู้ป่วยว่าหากเธอเข้ามาหลังเลิกงาน มันอาจจะสายเกินไป จากนั้นเขาจึงวางสายโทรศัพท์และรีบไปที่เตียงคนไข้ ‘ชีพจร การหายใจ และความดันโลหิตของคนไข้’ ลดลง เด็กหนุ่มกำลังจะจากโลกนี้ไป ไม่นานนักแม่ของคนไข้ก็มาถึงที่โรงพยาบาล นายแพทย์จึงถามผู้เป็นแม่ว่าลูกชายของเธอชื่ออะไร เธอตอบ “มุหัมมัด” และถามถึงอายุของคนไข้ เธอตอบว่า “21” จากนั้นเขาจึงถามเธอว่าลูกชายของเธอเคยละหมาดหรือไม่ หากแต่เธอตอบปฏิเสธ และบอกว่าลูกชายของเธอตั้งใจว่าจะไปทำฮัจญ์และขออภัยโทษ กลับเนื้อกลับตัวตอนแก่ ซึ่งความคิดเช่นนี้เป็นสิ่งที่ชัยฏอนใช้ล่อลวงคนมาหลายคนแล้ว ‘มัน’ เชิญชวนให้พวกเขาทำในสิ่งที่พวกเขาต้องการทำ แล้วค่อยสำนึกผิดภายหลัง สิ่งเดียวกันนี้ได้เกิดขึ้นกับเด็กหนุ่มคนนั้น อย่างไรก็ตาม นายแพทย์ถามเธอต่อไปว่าลูกชายของเธอรู้อายะฮฺใดอายะฮฺหนึ่งในอัลกุรอานหรือไม่ แต่ผู้เป็นแม่ ตอบมาว่า “เขาคงไม่รู้หรอก”

จากนั้นเสียงร้องเตือนจากอุปกรณ์ที่ติดตัวคนไข้ก็ส่งเสียงดังมากขึ้น พวกเขาจึงรีบรุดไปที่เตียงของผู้ป่วย ขณะนั้นคนไข้กำลังเผชิญกับความทุกข์ทรมานจากอาการเจ็บปวดที่รุนแรง พวกเขาต่างเรียกชื่อของเขาอีกครั้ง และนายแพทย์หนุ่มได้ขอให้เขากล่าว “ลาอิลาฮะ อิลลัลลอฮฺ (ไม่มีพระเจ้าอื่นใด นอกจากอัลลอฮฺ)” แต่คนไข้ได้แต่ร้องครวญคราง นายแพทย์จึงกล่าวถ้อยคำชะฮาดะฮฺอีกครั้งเป็นการกระตุ้นให้คนไข้กล่าวตาม นายแพทย์หนุ่มเริ่มร้องไห้ออกมาขณะที่เขาพยายามทำให้คนไข้กล่าวชะฮาดะฮฺ แต่ดูเหมือนว่าไม่มีหนทางใดที่จะช่วยเหลือเขาได้อีก และเครื่องมือทางการแพทย์ใดๆ ที่มีอยู่ก็ไม่สามารถยื้อชีวิตของเขาไว้ได้ และมันเป็นเวลาที่เขาควรต้องกล่าวชะฮาดะฮฺ นายแพทย์ยังคงกล่าวถ้อยคำชะฮาดะฮฺซ้ำๆ ต่อไป เขาพยายามทุกวิธีทางที่จะทำให้คนไข้กล่าวมันออกมา แต่คนไข้กลับส่งเสียงออกมาแต่เพียงว่า ‘อ่าาา’ จากนั้นเขาก็หยุดครวญครางและดูเหมือนว่าเขากำลังจะพูดอะไรสักอย่าง นายแพทย์คิดว่าเขาคงจะกล่าวชะฮาดะฮฺออกมาในท้ายที่สุด หากแต่เขากล่าวออกมาว่า “ผมอยากพบแฟนของผม” “ผมเพียงแค่อยากได้แฟนของผม” จากนั้นเขาก็เอ่ยถึงชื่อหญิงสาวที่เขาเคยมีความสัมพันธ์ที่หะรอมด้วยออกมา

นายแพทย์บอกกับผม (ชัยคฺอะรีฟียฺ) ว่าเขาถึงกับร้องไห้ และพยายามทำให้คนไข้กล่าวปฏิญานความศรัทธา “ลาอิลาฮะ อิลลัลลอฮฺ” ออกมาอย่างไม่ย่อท้อ แต่เด็กหนุ่มกลับพูดออกมาว่า “ผมอยากพบแฟนของผม” แม่ของเขาได้แต่ร้องไห้และพยาบาลต่างก็งุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น

ท้ายที่สุด ความดันของเขาก็หยุดลง ชีพจรของเขาก็หยุดเต้น และอุปกรณ์ทางการแพทย์ก็หยุดทำงาน แม่ของเขาร้องไห้ นายแพทย์เองก็รู้สึกสะเทือนใจ พยาบาลต่างก็ตื่นตระหนกกับสิ่งที่เห็น เด็กหนุ่มเสียชีวิตลงแล้ว ทั้งความเยาว์และสิ่งใดก็ตามที่เขาครอบครองไม่สามารถให้คุณประโยชน์ใดแก่เขาได้ ความสุขบนโลกดุนยาและเงินทองไม่สามารถช่วยเขาไว้ได้ เขาไม่ได้เอาอะไรติดตัวไปยังอาคิเราะฮฺ ถึงตอนนั้นเขาคงจะรู้ตัวว่า เขาไม่ควรใช้ชีวิตของเขาไปโดยเปล่าประโยชน์

แหล่งที่มา บทความ “Aaah Aaah Aaah My Girlfriend”-
A Story By Sheikh Muhammad Al Arifi
แปล بنت الاسلام

20130524-133634.jpg

Read Full Post »

20130518-112356 PM.jpg

จิตใจที่แคบจะพูดคุยเกี่ยวกับผู้คน ขณะที่จิตใจที่กว้างขวางจะพูดคุยเกี่ยวกับความคิด แผนการ

ครูผู้สอนที่ประสบความสำเร็จจะไม่เสียเวลาไปกับการฟาดฟันครูผู้สอนท่านอื่นๆ หากแต่เขาจะยุ่งอยู่ (ครุ่นคิด) กับตัวเองว่าเขาจะทำประโยชน์ให้มากกว่าเดิมอย่างไร

คนที่เฉลียวฉลาดย่อมสามารถสร้างความแตกต่างให้เกิดขึ้นได้อย่างง่ายดาย

{มุฟตีเมงกฺ}

Read Full Post »

20130514-223553.jpg

สหายเด็กของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสััลลัม ตอนที่ 3:1
~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~
จากบรรยายของ:
ดร. ฮิชาม อัลอะวะดียฺ หัวข้อ Children around the Prophet
ถอดความ เรียบเรียงโดย: بنت الاسلام

เมื่อพูดถึงบรรดาเศาะหาบะฮฺ เราต่างทราบกันดีว่าพวกท่านเหล่านั้นเป็นคนดีมีคุณธรรมยิ่ง หากแต่ว่าพวกท่านหลายคนเช่น ท่านอนัส อิบนุ มาลิก ท่านอับดุลลอฮฺ อิบนุ อุมัรฺ ท่านอัลหะซัน และท่านอัลหุซัยนฺ หลานของท่านนบี ไม่ได้อยู่ดีดีก็สามารถเป็นคนดีได้ตอนที่พวกท่านเป็นผู้ใหญ่กันแล้ว

“ความดี และคุณธรรม” ที่มีในตัวของพวกท่านนั้นเกิดจากการที่พวกท่านได้รับการอบรมสั่งสอนและปลูกฝังมาตั้งแต่เมื่อครั้งที่พวกท่านยังเป็นเด็ก พวกท่านได้รับการขัดเกลามาตั้งแต่ยังอยู่ในวัยเยาว์

และในการที่จะขัดเกลาคนคนหนึ่งให้ดีได้นั้น ควรเริ่มตั้งแต่เมื่อพวกเขายังอยู่ในวัยเด็ก และยิ่งหากว่าเราขัดเกลาพวกเขาในวัยที่เด็กมากเท่าไหร่ ‘ความดีที่จะคงอยู่ในตัวของพวกเขา’ ก็จะยิ่งมั่นคง และเข้มแข็งยาวนานมากขึ้นเท่านั้น

ก่อนที่ท่านนบีศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมจะเริ่มเข้าสู่กระบวนการขัดเกลาเด็กๆ สิ่งแรกที่ท่านนบีทำ คือการสร้าง “รากฐานแห่งคุณสมบัติที่ดีงาม” ให้กับเด็ก ซึ่งมันไม่ได้เกิดขึ้นได้โดยทันทีทันใด หากแต่มันต้องใช้เวลา ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป และมีความนุ่มนวล

“ความเชื่อมั่น ไว้วางใจ” คือคุณสมบัติแรกที่ท่านนบีศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมได้บ่มเพาะไว้ในตัวเด็ก ท่านต้องการสร้างความสัมพันธ์แห่งรัก และความไว้วางใจให้เกิดขึ้นระหว่างตัวของท่าน และเด็กๆ ก่อน เพราะโดยธรรมชาติแล้วเด็กๆ ไม่ได้ต้องการ “คำสั่ง” “คำชี้แนะ” ใดๆ แน่นอนว่าพวกเขาคงจะไม่มานั่งซาบซึ้งกับการตั้งวงคุยเรื่องศาสนา เรื่องฟิกฮฺ ตัฟซีรฺ เพราะพวกเขายังเป็นเด็ก พวกเขาต้องการเล่น ต้องการหัวเราะ ต้องการความสนุกสนาน

ดังนั้นก่อนที่ท่านนบีจะพูดอบรม ตักเตือนพวกเขาเกี่ยวกับสวรรค์ นรก วันกิยามะฮฺ ดุนยา หรือความสำคัญของการละหมาด หรือการสวมฮิญาบ หรือการอ่านอัลกุรอาน ท่านนบีได้ใช้ความพยายามอย่างมาก และสละเวลามากมายของท่านไปกับการทำให้พวกเขา ‘รัก’ ท่านก่อน

ซึ่งการกระทำที่ปราศจากคำพูดทั้งหลายที่ท่านนบีได้ปฏิบัติกับเด็กๆ ได้ทำให้เป้าหมายดังกล่าวของท่านบรรลุผลสำเร็จในที่สุด และหากคุณในฐานะผู้ปกครองสามารถที่จะทำให้ลูกๆ ของคุณรู้สึกรักและเชื่อใจคุณได้อย่างสนิทใจ แน่นอนว่าการที่จะอบรมพวกเขาในขั้นตอนต่อไปย่อมง่ายดายมากขึ้นสำหรับคุณ

การลูบหัว การบีบนวด การจับตัวเด็กด้วยความอ่อนโยน และบอกให้เด็กละหมาด หรือการบอกลูกว่า ‘พ่อ/แม่รักลูกนะ ลูกลองละหมาดตะฮัจญุดด้วยดีไหม’ ซึ่งในกรณีนี้ “การแสดงความรัก” และ “การอบรมสั่งสอน” สองสิ่งนี้ได้ถูกนำมาใช้ควบคู่กัน แต่หากว่าคุณต้องการจะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งก่อน สิ่งนั้นควรจะเป็น “การสร้างความรัก”

พ่อแม่ควรสร้าง “ความสัมพันธ์แห่งรักที่มีพื้นฐานจากความเชื่อมั่นไว้วางใจ” ให้เกิดขึ้นระหว่างลูกๆ และตัวของพวกเขา คุณควรทำตัวเป็นเพื่อนกับลูกๆ ของคุณ ดังนั้นมันจึงเป็นการดีกว่าหากพ่อแม่ยังอยู่ในวัยที่ยังเด็ก แต่จริงๆ แล้วหากแม้ว่าคุณจะอายุ 50 แล้วลูกของคุณจะอายุ 20 ก็ตาม มันไม่ได้เป็นปัญหาแต่อย่างใด ในกรณีที่ว่าคุณปฏิบัติตัวตามแบบอย่างของท่านนบี นั่นคือคุณเล่นกับพวกเขา สนุกสนานกับพวกเขา

เช่นแบบอย่างของท่านอุมัร อิบนุ อัลค็อฏฏ็อบ ครั้งเมื่อท่านเข้ารับอิสลามเป็นมุสลิม ลูกชายของท่าน อับดุลลอฮฺ อิบนุ อุมัรฺก็ได้เปลี่ยนมาเป็นมุสลิมด้วย พวกท่านทั้งสองจึงเปรียบเสมือนเพื่อนกัน เราจะพบได้จากหลักฐานการรายงานหะดีษมากมายที่ท่านอุมัรฺจะกล่าวถึงท่านอิบนุ อุมัรฺ และท่านอิบนุ อุมัรฺจะกล่าวถึงท่านอุมัรฺ บิดาของท่าน

เช่นเดียวกันกับท่านญะฟา อบี ฏอลิบ ซึ่งเป็นญาติของท่านนบี ลูกชายของท่าน คืออับดุลลอฮฺ อิบนุ ญะฟา ที่ทั้งสองมีอายุห่างกันเพียง 11 ปี ดังนั้นมันจึงไม่มีช่องว่างระหว่างวัยระหว่างท่านและลูกชายของท่าน

อย่างไรก็ตามช่องว่างระหว่างวัยนี้ เกิดจากการที่พวกเรา ผู้ปกครอง พ่อแม่ไม่เรียนรู้ที่จะสัมผัส ทำความรู้จักกับลูกๆ ในวัยของพวกเขา หรือพยายามทำความเข้าใจกับค่านิยมความเชื่อของพวกเขา เช่นว่าพวกเขาฟังอะไร พูดคุยอะไรกัน ส่งข้อความแบบไหนหากัน เป็นต้น ยกตัวอย่าง คนเป็นพ่อย่อมสามารถที่จะเรียนรู้การใช้อินเตอร์เน็ต เปิดบัญชีอีเมล (หรือเฟสบุค โซเชียลเน็ตเวิร์คอะไรก็ตามแต่ ::เพิ่มเติมโดยผู้แปล) ไม่ว่าเขาจะมีอายุเท่าไรก็ตาม ทั้งนี้เพื่อใช้สื่อสารกับลูก ศึกษาทำความรู้จักพฤติกรรมในวัยของพวกเขา ดังนั้น เรื่องของช่องว่างระหว่างวัยนั้นเป็นสิ่งที่พวกเราสร้างกันขึ้นมาเอง

เรามาดูกันว่าท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมได้สร้าง “พื้นฐานทางอารมณ์แห่งความรู้สึกรักใคร่อันลึกซึ้ง” ให้เกิดขึ้นในจิตใจของเด็กๆ และกลายเป็นคุณสมบัติหนึ่งในตัวของพวกเขาได้อย่างไร
~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~
ประการแรกคือ ท่านนบีได้ใช้ “ความเมตตา” (เราะมะฮฺ) ซึ่งหมายรวมถึงบุคลิกภาพของท่าน ใบหน้าของท่าน การยิ้มของท่าน การใช้วิธีการสัมผัสกับเด็กๆ ที่เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่แค่ในบางช่วงเวลา หรือเฉพาะในช่วงเวลาที่มีความสุขเท่านั้น หากแต่ท่านยึดถือเอาสิ่งเหล่านี้เป็นหลักปฏิบัติในการดำเนินชีวิต แม้แต่ในช่วงเวลาที่ในหัวใจของท่านกำลังเป็นทุกข์ โกรธ หรือกังวลใจเกี่ยวกับสงคราม เศร้าเสียใจการที่บรรดาเศาะหาบะฮฺถูกฆ่า หรือลูกของท่านที่เสียชีวิตไปก็ตาม ท่านก็จะยังคงยิ้มในยามที่พบเจอ และมีปฏิสัมพันธ์กับเด็กๆ เสมอ

ท่านอนัส อิบนุ มาลิกเคยกล่าวว่า “ไม่มีผู้ใดที่มีความเมตตาเทียบเท่าท่านนบี”

ยกตัวอย่างจากหะดีษบทหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องของอบูอุมัยรฺ น้องชายท่านอนัส อิบนุ มาลิก “อบู อุมัยรฺ” มีนกตัวเล็กตัวหนึ่งที่เขามักจะเล่นกับมัน วันหนึ่งท่านนบีศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมสังเกตเห็นว่า อบูอุมัยรฺ ดูซึมเศร้าไป ท่านจึงถามว่า “ทำไมฉันถึงเห็นอบู อุมัยรฺ ซึมเศร้าเช่นนี้หละ” เศาะหาบะฮฺท่านหนึ่งจึงบอกกับท่านว่า “โอ้ท่านเราะสูล นกนุฆ็อยรฺ (นกชนิดหนึ่ง เป็นนกตัวเล็ก เหมือนกับนกกระจอก:: ผู้เขียน) ที่เขามักจะเล่นกับมันได้ตายไปแล้ว” ท่านนบีจึงถามเด็กชายวัยที่เพิ่งหย่านม (2-4 ขวบ) ด้วยความอ่อนโยนว่า “โอ้ อบู อุมัยรฺ เกิดอะไรขึ้นกับ “นุฆ็อยรฺ” หรือ”

บทเรียนจากหะดีษข้างต้นนี้ คือ
– ท่านนบีสังเกตเห็นว่า อบูอุมัยรกำลังมีอาการซึมเศร้า และท่านก็สอบถามว่า “ทำไมฉันถึงเห็นอบู อุมัยรฺ ซึมเศร้าเช่นนี้หละ?” นี่แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของท่าน เพราะในความเป็นจริงแล้ว ตัวท่านเองย่อมมีเรื่องอื่นๆ ต้องให้คิดให้เครียดมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสงคราม เรื่องภรรยาของท่าน แต่ท่านกลับให้ความสนใจต่ออาการซึมเศร้าของเด็กน้อยคนหนึ่ง

– ท่านนบีถามเด็กน้อยว่า “โอ้ อบู อุมัยรฺ เกิดอะไรขึ้นกับ “นุฆ็อยรฺ” หรือ?” ทั้งที่ท่านก็ทราบดีว่านกของอบู อุมัยรฺตายไปแล้ว ท่านสามารถบอกกับเด็กได้ว่า ‘อินนา ลิลลา วะอินนาอิลัยฮิรอญิอูน อัลลอฮฺทรงกำหนดการตายของมันไว้แล้ว” แน่นอนว่าการพูดแบบนั้นเป็นความจริง เป็นสัจธรรม แต่สำหรับเด็กแล้วมันไม่ได้ง่ายแบบนั้น เด็กต้องการการปลอบโยน ต้องการใครสักคนที่เห็นใจ พูดคุยกับเขาในเรื่องที่เขากำลังคิดถึงอยู่ มันจึงมีคำพูดที่ว่าการพูดถึงคนตายในทางที่ดีนั้นเป็นเรื่องที่ควรทำ ดังนั้น ขออย่าได้คิดว่าการพูดถึงคนที่ตายไปแล้วนั้นอาจจะสร้างความเสียใจหรือเป็นการตอกย้ำผู้ฟังเสมอไป เพราะจริงๆ แล้วมนุษย์ส่วนใหญ่ชอบที่จะนึกถึง หรือพูดถึง หรือรับฟังเรื่องราวของคนที่เขารัก แม้ว่าคนคนนั้นจะเสียชีวิตไปแล้วก็ตาม ดังนั้นแน่นอนว่าเด็กๆ ย่อมมีความรู้สึกเดียวกัน และอาจจะมากกว่านั้น

– การที่ท่านนบีถามเด็กเกี่ยวกับนกของเขา มันไม่ใช่ว่าท่านมีความสนใจต่อนกตัวนั้น ท่านไม่ได้ถามเพราะต้องการคำตอบ หากแต่เป็นการถามเพื่อให้เด็กรู้ว่า เขายังมีคนที่ห่วงใยและใส่ใจอยู่ มันจึงจำเป็นที่ผู้เป็นพ่อแม่ควรถามไถ่ความเป็นไปของลูก แม้ว่าพวกเขาอาจจะรู้คำตอบอยู่แล้วก็ตาม และควรทำสม่ำเสมอ ไม่ใช่เพียงแค่ครั้งสองครั้ง เพราะเด็กจะจดจำไปตลอดว่าคุณเคยถามไถ่เขา ห่วงใย ใส่ใจเขา

– ท่านนบีเรียกเด็กด้วย กุนยาฮฺ (ฉายา ชื่อเล่น) ว่า ‘อบู อุมัยรฺ’ ทั้งที่จริงๆ แล้ว เด็กไม่ได้เป็นพ่อของใคร หากแต่ท่านนบีเรียกเพื่อเป็นการให้เกียรติ และทำให้เด็กรู้สึกดี

– มันเป็นที่อนุมัติ ในการที่จะถามคำถามที่เรารู้คำตอบอยู่แล้ว

– ท่านนบีต้องการให้เด็กรู้ว่า มันไม่เป็นไรที่จะเกิดความรู้สึกเศร้า เสียใจ กับการตายของนก มันไม่เป็นไร ในการที่จะร้องไห้
……………
ยังไม่จบนะคะ โปรดติดตามภาค /ตอนต่อไป ค่ะ อินชาอัลลอฮฺ

Read Full Post »

พวกเราส่วนมาก ชอบใช้คำพูดแรงๆ ศัพท์แรงๆ เวลาตักเตือนคนอื่น หรือบอกความต้องการของตัวเองกับคนอื่นโดยไม่รักษาน้ำใจของเขา ต้องการสื่อเพียงสิ่งที่ตัวเองคิด แต่ไม่กลั่นกรองถ้อยคำของตัวเองให้ดีก่อน ซึ่งโดยส่วนใหญ่ข้อความที่ถูกนำเสนอไปมักจะถูกต่อต้าน (ในใจคนโดนเตือน) มากกว่าที่จะน้อมรับคำตักเตือนของเรา หรืออาจได้รับการสนับสนุนจากคนบางกลุ่มอันเนื่องมาจากความรู้สึกสะใจกับข้อความแรงๆ ของเราเท่านั้น

เราหลายคนที่ใช้คำพูด หรือถ้อยคำแรงๆ ส่วนใหญ่แล้ว มักจะเป็นคนที่อ่อนไหวกับคำพูดคนอื่นเหมือนกัน แต่อย่างไรเสียเวลาที่เราต้องการสื่อความคิด เรากลับไม่เอาใจเขามาใส่ใจเราบ้างเลย เหมือนกับว่า ฉันตำหนิเธอได้ แต่เธอตำหนิฉันไม่ได้ แบบนี้มันออกจะไม่ยุติธรรม

ดังนั้นส่วนตัว คิดว่าหากเราเป็นคนที่อ่อนไหวกับคำพูดคนอื่น เรายิ่งต้องระวังคำพูดของเราเองให้มากๆ

คือหากเราอยากให้คนอื่นรักษาน้ำใจเรา ให้เกียรติเรา เราก็ต้องหยิบยื่นสิ่งนั้นให้เขาก่อน

—-
โดยส่วนตัว ตอนทำงานเป็นคนใช้คำพูดแบบไม่คิด สักแต่พูดสิ่งที่ต้องการ ไม่สนใจว่ามันทำร้ายคนอื่นหรือไม่ จนน้องคนหนึ่งในที่ทำงานตักเตือนอ้อมๆ โดยที่เธอบอกว่า เวลาเธอจะส่งข้อความอะไรไป เธอมักจะลองคิดก่อนว่า หากเธอเป็นคนรับข้อความนั้น เธอจะรู้สึกอย่างไร .. ด้วยเหตุนี้เธอจึงระวังมากในการส่งข้อความ อีเมลหาคนอื่น .. ด้วยคำบอกเล่าของเธอทำให้พยายามปรับปรุงตัวเองในเรื่องนี้ และยังคงต้องปรับปรุงต่อไป เพราะนิสัยเดิมมันก็ยังมีอยู่

อีกทั้งพอได้อ่านหนังสือ Enjoy your life, ideal muslimah มันทำให้ความคิดเปลี่ยนไปมาก อัลฮัมดุลิลลาฮฺ ขอแนะนำให้อ่านค่ะ

Enjoy your life ภาษาไทยรู้สึกจะชื่อ เทคนิคพิชิตใจ แต่ไม่ทั้งเล่ม .. หรือจะอ่านออนไลน์บทความแปลบางส่วนดาวน์โหลดจากที่นี่ได้ค่ะ https://anabintalislam.wordpress.com/2013/02/14/เพื่อชีวิตที่เป็นสุข/

بنت الاسلام

Read Full Post »

Older Posts »

%d bloggers like this: