Feeds:
Posts
Comments

Archive for May, 2013

20130518-112356 PM.jpg

จิตใจที่แคบจะพูดคุยเกี่ยวกับผู้คน ขณะที่จิตใจที่กว้างขวางจะพูดคุยเกี่ยวกับความคิด แผนการ

ครูผู้สอนที่ประสบความสำเร็จจะไม่เสียเวลาไปกับการฟาดฟันครูผู้สอนท่านอื่นๆ หากแต่เขาจะยุ่งอยู่ (ครุ่นคิด) กับตัวเองว่าเขาจะทำประโยชน์ให้มากกว่าเดิมอย่างไร

คนที่เฉลียวฉลาดย่อมสามารถสร้างความแตกต่างให้เกิดขึ้นได้อย่างง่ายดาย

{มุฟตีเมงกฺ}

Read Full Post »

20130514-223553.jpg

สหายเด็กของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสััลลัม ตอนที่ 3:1
~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~
จากบรรยายของ:
ดร. ฮิชาม อัลอะวะดียฺ หัวข้อ Children around the Prophet
ถอดความ เรียบเรียงโดย: بنت الاسلام

เมื่อพูดถึงบรรดาเศาะหาบะฮฺ เราต่างทราบกันดีว่าพวกท่านเหล่านั้นเป็นคนดีมีคุณธรรมยิ่ง หากแต่ว่าพวกท่านหลายคนเช่น ท่านอนัส อิบนุ มาลิก ท่านอับดุลลอฮฺ อิบนุ อุมัรฺ ท่านอัลหะซัน และท่านอัลหุซัยนฺ หลานของท่านนบี ไม่ได้อยู่ดีดีก็สามารถเป็นคนดีได้ตอนที่พวกท่านเป็นผู้ใหญ่กันแล้ว

“ความดี และคุณธรรม” ที่มีในตัวของพวกท่านนั้นเกิดจากการที่พวกท่านได้รับการอบรมสั่งสอนและปลูกฝังมาตั้งแต่เมื่อครั้งที่พวกท่านยังเป็นเด็ก พวกท่านได้รับการขัดเกลามาตั้งแต่ยังอยู่ในวัยเยาว์

และในการที่จะขัดเกลาคนคนหนึ่งให้ดีได้นั้น ควรเริ่มตั้งแต่เมื่อพวกเขายังอยู่ในวัยเด็ก และยิ่งหากว่าเราขัดเกลาพวกเขาในวัยที่เด็กมากเท่าไหร่ ‘ความดีที่จะคงอยู่ในตัวของพวกเขา’ ก็จะยิ่งมั่นคง และเข้มแข็งยาวนานมากขึ้นเท่านั้น

ก่อนที่ท่านนบีศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมจะเริ่มเข้าสู่กระบวนการขัดเกลาเด็กๆ สิ่งแรกที่ท่านนบีทำ คือการสร้าง “รากฐานแห่งคุณสมบัติที่ดีงาม” ให้กับเด็ก ซึ่งมันไม่ได้เกิดขึ้นได้โดยทันทีทันใด หากแต่มันต้องใช้เวลา ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป และมีความนุ่มนวล

“ความเชื่อมั่น ไว้วางใจ” คือคุณสมบัติแรกที่ท่านนบีศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมได้บ่มเพาะไว้ในตัวเด็ก ท่านต้องการสร้างความสัมพันธ์แห่งรัก และความไว้วางใจให้เกิดขึ้นระหว่างตัวของท่าน และเด็กๆ ก่อน เพราะโดยธรรมชาติแล้วเด็กๆ ไม่ได้ต้องการ “คำสั่ง” “คำชี้แนะ” ใดๆ แน่นอนว่าพวกเขาคงจะไม่มานั่งซาบซึ้งกับการตั้งวงคุยเรื่องศาสนา เรื่องฟิกฮฺ ตัฟซีรฺ เพราะพวกเขายังเป็นเด็ก พวกเขาต้องการเล่น ต้องการหัวเราะ ต้องการความสนุกสนาน

ดังนั้นก่อนที่ท่านนบีจะพูดอบรม ตักเตือนพวกเขาเกี่ยวกับสวรรค์ นรก วันกิยามะฮฺ ดุนยา หรือความสำคัญของการละหมาด หรือการสวมฮิญาบ หรือการอ่านอัลกุรอาน ท่านนบีได้ใช้ความพยายามอย่างมาก และสละเวลามากมายของท่านไปกับการทำให้พวกเขา ‘รัก’ ท่านก่อน

ซึ่งการกระทำที่ปราศจากคำพูดทั้งหลายที่ท่านนบีได้ปฏิบัติกับเด็กๆ ได้ทำให้เป้าหมายดังกล่าวของท่านบรรลุผลสำเร็จในที่สุด และหากคุณในฐานะผู้ปกครองสามารถที่จะทำให้ลูกๆ ของคุณรู้สึกรักและเชื่อใจคุณได้อย่างสนิทใจ แน่นอนว่าการที่จะอบรมพวกเขาในขั้นตอนต่อไปย่อมง่ายดายมากขึ้นสำหรับคุณ

การลูบหัว การบีบนวด การจับตัวเด็กด้วยความอ่อนโยน และบอกให้เด็กละหมาด หรือการบอกลูกว่า ‘พ่อ/แม่รักลูกนะ ลูกลองละหมาดตะฮัจญุดด้วยดีไหม’ ซึ่งในกรณีนี้ “การแสดงความรัก” และ “การอบรมสั่งสอน” สองสิ่งนี้ได้ถูกนำมาใช้ควบคู่กัน แต่หากว่าคุณต้องการจะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งก่อน สิ่งนั้นควรจะเป็น “การสร้างความรัก”

พ่อแม่ควรสร้าง “ความสัมพันธ์แห่งรักที่มีพื้นฐานจากความเชื่อมั่นไว้วางใจ” ให้เกิดขึ้นระหว่างลูกๆ และตัวของพวกเขา คุณควรทำตัวเป็นเพื่อนกับลูกๆ ของคุณ ดังนั้นมันจึงเป็นการดีกว่าหากพ่อแม่ยังอยู่ในวัยที่ยังเด็ก แต่จริงๆ แล้วหากแม้ว่าคุณจะอายุ 50 แล้วลูกของคุณจะอายุ 20 ก็ตาม มันไม่ได้เป็นปัญหาแต่อย่างใด ในกรณีที่ว่าคุณปฏิบัติตัวตามแบบอย่างของท่านนบี นั่นคือคุณเล่นกับพวกเขา สนุกสนานกับพวกเขา

เช่นแบบอย่างของท่านอุมัร อิบนุ อัลค็อฏฏ็อบ ครั้งเมื่อท่านเข้ารับอิสลามเป็นมุสลิม ลูกชายของท่าน อับดุลลอฮฺ อิบนุ อุมัรฺก็ได้เปลี่ยนมาเป็นมุสลิมด้วย พวกท่านทั้งสองจึงเปรียบเสมือนเพื่อนกัน เราจะพบได้จากหลักฐานการรายงานหะดีษมากมายที่ท่านอุมัรฺจะกล่าวถึงท่านอิบนุ อุมัรฺ และท่านอิบนุ อุมัรฺจะกล่าวถึงท่านอุมัรฺ บิดาของท่าน

เช่นเดียวกันกับท่านญะฟา อบี ฏอลิบ ซึ่งเป็นญาติของท่านนบี ลูกชายของท่าน คืออับดุลลอฮฺ อิบนุ ญะฟา ที่ทั้งสองมีอายุห่างกันเพียง 11 ปี ดังนั้นมันจึงไม่มีช่องว่างระหว่างวัยระหว่างท่านและลูกชายของท่าน

อย่างไรก็ตามช่องว่างระหว่างวัยนี้ เกิดจากการที่พวกเรา ผู้ปกครอง พ่อแม่ไม่เรียนรู้ที่จะสัมผัส ทำความรู้จักกับลูกๆ ในวัยของพวกเขา หรือพยายามทำความเข้าใจกับค่านิยมความเชื่อของพวกเขา เช่นว่าพวกเขาฟังอะไร พูดคุยอะไรกัน ส่งข้อความแบบไหนหากัน เป็นต้น ยกตัวอย่าง คนเป็นพ่อย่อมสามารถที่จะเรียนรู้การใช้อินเตอร์เน็ต เปิดบัญชีอีเมล (หรือเฟสบุค โซเชียลเน็ตเวิร์คอะไรก็ตามแต่ ::เพิ่มเติมโดยผู้แปล) ไม่ว่าเขาจะมีอายุเท่าไรก็ตาม ทั้งนี้เพื่อใช้สื่อสารกับลูก ศึกษาทำความรู้จักพฤติกรรมในวัยของพวกเขา ดังนั้น เรื่องของช่องว่างระหว่างวัยนั้นเป็นสิ่งที่พวกเราสร้างกันขึ้นมาเอง

เรามาดูกันว่าท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมได้สร้าง “พื้นฐานทางอารมณ์แห่งความรู้สึกรักใคร่อันลึกซึ้ง” ให้เกิดขึ้นในจิตใจของเด็กๆ และกลายเป็นคุณสมบัติหนึ่งในตัวของพวกเขาได้อย่างไร
~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~
ประการแรกคือ ท่านนบีได้ใช้ “ความเมตตา” (เราะมะฮฺ) ซึ่งหมายรวมถึงบุคลิกภาพของท่าน ใบหน้าของท่าน การยิ้มของท่าน การใช้วิธีการสัมผัสกับเด็กๆ ที่เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่แค่ในบางช่วงเวลา หรือเฉพาะในช่วงเวลาที่มีความสุขเท่านั้น หากแต่ท่านยึดถือเอาสิ่งเหล่านี้เป็นหลักปฏิบัติในการดำเนินชีวิต แม้แต่ในช่วงเวลาที่ในหัวใจของท่านกำลังเป็นทุกข์ โกรธ หรือกังวลใจเกี่ยวกับสงคราม เศร้าเสียใจการที่บรรดาเศาะหาบะฮฺถูกฆ่า หรือลูกของท่านที่เสียชีวิตไปก็ตาม ท่านก็จะยังคงยิ้มในยามที่พบเจอ และมีปฏิสัมพันธ์กับเด็กๆ เสมอ

ท่านอนัส อิบนุ มาลิกเคยกล่าวว่า “ไม่มีผู้ใดที่มีความเมตตาเทียบเท่าท่านนบี”

ยกตัวอย่างจากหะดีษบทหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องของอบูอุมัยรฺ น้องชายท่านอนัส อิบนุ มาลิก “อบู อุมัยรฺ” มีนกตัวเล็กตัวหนึ่งที่เขามักจะเล่นกับมัน วันหนึ่งท่านนบีศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมสังเกตเห็นว่า อบูอุมัยรฺ ดูซึมเศร้าไป ท่านจึงถามว่า “ทำไมฉันถึงเห็นอบู อุมัยรฺ ซึมเศร้าเช่นนี้หละ” เศาะหาบะฮฺท่านหนึ่งจึงบอกกับท่านว่า “โอ้ท่านเราะสูล นกนุฆ็อยรฺ (นกชนิดหนึ่ง เป็นนกตัวเล็ก เหมือนกับนกกระจอก:: ผู้เขียน) ที่เขามักจะเล่นกับมันได้ตายไปแล้ว” ท่านนบีจึงถามเด็กชายวัยที่เพิ่งหย่านม (2-4 ขวบ) ด้วยความอ่อนโยนว่า “โอ้ อบู อุมัยรฺ เกิดอะไรขึ้นกับ “นุฆ็อยรฺ” หรือ”

บทเรียนจากหะดีษข้างต้นนี้ คือ
– ท่านนบีสังเกตเห็นว่า อบูอุมัยรกำลังมีอาการซึมเศร้า และท่านก็สอบถามว่า “ทำไมฉันถึงเห็นอบู อุมัยรฺ ซึมเศร้าเช่นนี้หละ?” นี่แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของท่าน เพราะในความเป็นจริงแล้ว ตัวท่านเองย่อมมีเรื่องอื่นๆ ต้องให้คิดให้เครียดมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสงคราม เรื่องภรรยาของท่าน แต่ท่านกลับให้ความสนใจต่ออาการซึมเศร้าของเด็กน้อยคนหนึ่ง

– ท่านนบีถามเด็กน้อยว่า “โอ้ อบู อุมัยรฺ เกิดอะไรขึ้นกับ “นุฆ็อยรฺ” หรือ?” ทั้งที่ท่านก็ทราบดีว่านกของอบู อุมัยรฺตายไปแล้ว ท่านสามารถบอกกับเด็กได้ว่า ‘อินนา ลิลลา วะอินนาอิลัยฮิรอญิอูน อัลลอฮฺทรงกำหนดการตายของมันไว้แล้ว” แน่นอนว่าการพูดแบบนั้นเป็นความจริง เป็นสัจธรรม แต่สำหรับเด็กแล้วมันไม่ได้ง่ายแบบนั้น เด็กต้องการการปลอบโยน ต้องการใครสักคนที่เห็นใจ พูดคุยกับเขาในเรื่องที่เขากำลังคิดถึงอยู่ มันจึงมีคำพูดที่ว่าการพูดถึงคนตายในทางที่ดีนั้นเป็นเรื่องที่ควรทำ ดังนั้น ขออย่าได้คิดว่าการพูดถึงคนที่ตายไปแล้วนั้นอาจจะสร้างความเสียใจหรือเป็นการตอกย้ำผู้ฟังเสมอไป เพราะจริงๆ แล้วมนุษย์ส่วนใหญ่ชอบที่จะนึกถึง หรือพูดถึง หรือรับฟังเรื่องราวของคนที่เขารัก แม้ว่าคนคนนั้นจะเสียชีวิตไปแล้วก็ตาม ดังนั้นแน่นอนว่าเด็กๆ ย่อมมีความรู้สึกเดียวกัน และอาจจะมากกว่านั้น

– การที่ท่านนบีถามเด็กเกี่ยวกับนกของเขา มันไม่ใช่ว่าท่านมีความสนใจต่อนกตัวนั้น ท่านไม่ได้ถามเพราะต้องการคำตอบ หากแต่เป็นการถามเพื่อให้เด็กรู้ว่า เขายังมีคนที่ห่วงใยและใส่ใจอยู่ มันจึงจำเป็นที่ผู้เป็นพ่อแม่ควรถามไถ่ความเป็นไปของลูก แม้ว่าพวกเขาอาจจะรู้คำตอบอยู่แล้วก็ตาม และควรทำสม่ำเสมอ ไม่ใช่เพียงแค่ครั้งสองครั้ง เพราะเด็กจะจดจำไปตลอดว่าคุณเคยถามไถ่เขา ห่วงใย ใส่ใจเขา

– ท่านนบีเรียกเด็กด้วย กุนยาฮฺ (ฉายา ชื่อเล่น) ว่า ‘อบู อุมัยรฺ’ ทั้งที่จริงๆ แล้ว เด็กไม่ได้เป็นพ่อของใคร หากแต่ท่านนบีเรียกเพื่อเป็นการให้เกียรติ และทำให้เด็กรู้สึกดี

– มันเป็นที่อนุมัติ ในการที่จะถามคำถามที่เรารู้คำตอบอยู่แล้ว

– ท่านนบีต้องการให้เด็กรู้ว่า มันไม่เป็นไรที่จะเกิดความรู้สึกเศร้า เสียใจ กับการตายของนก มันไม่เป็นไร ในการที่จะร้องไห้
……………
ยังไม่จบนะคะ โปรดติดตามภาค /ตอนต่อไป ค่ะ อินชาอัลลอฮฺ

Read Full Post »

พวกเราส่วนมาก ชอบใช้คำพูดแรงๆ ศัพท์แรงๆ เวลาตักเตือนคนอื่น หรือบอกความต้องการของตัวเองกับคนอื่นโดยไม่รักษาน้ำใจของเขา ต้องการสื่อเพียงสิ่งที่ตัวเองคิด แต่ไม่กลั่นกรองถ้อยคำของตัวเองให้ดีก่อน ซึ่งโดยส่วนใหญ่ข้อความที่ถูกนำเสนอไปมักจะถูกต่อต้าน (ในใจคนโดนเตือน) มากกว่าที่จะน้อมรับคำตักเตือนของเรา หรืออาจได้รับการสนับสนุนจากคนบางกลุ่มอันเนื่องมาจากความรู้สึกสะใจกับข้อความแรงๆ ของเราเท่านั้น

เราหลายคนที่ใช้คำพูด หรือถ้อยคำแรงๆ ส่วนใหญ่แล้ว มักจะเป็นคนที่อ่อนไหวกับคำพูดคนอื่นเหมือนกัน แต่อย่างไรเสียเวลาที่เราต้องการสื่อความคิด เรากลับไม่เอาใจเขามาใส่ใจเราบ้างเลย เหมือนกับว่า ฉันตำหนิเธอได้ แต่เธอตำหนิฉันไม่ได้ แบบนี้มันออกจะไม่ยุติธรรม

ดังนั้นส่วนตัว คิดว่าหากเราเป็นคนที่อ่อนไหวกับคำพูดคนอื่น เรายิ่งต้องระวังคำพูดของเราเองให้มากๆ

คือหากเราอยากให้คนอื่นรักษาน้ำใจเรา ให้เกียรติเรา เราก็ต้องหยิบยื่นสิ่งนั้นให้เขาก่อน

—-
โดยส่วนตัว ตอนทำงานเป็นคนใช้คำพูดแบบไม่คิด สักแต่พูดสิ่งที่ต้องการ ไม่สนใจว่ามันทำร้ายคนอื่นหรือไม่ จนน้องคนหนึ่งในที่ทำงานตักเตือนอ้อมๆ โดยที่เธอบอกว่า เวลาเธอจะส่งข้อความอะไรไป เธอมักจะลองคิดก่อนว่า หากเธอเป็นคนรับข้อความนั้น เธอจะรู้สึกอย่างไร .. ด้วยเหตุนี้เธอจึงระวังมากในการส่งข้อความ อีเมลหาคนอื่น .. ด้วยคำบอกเล่าของเธอทำให้พยายามปรับปรุงตัวเองในเรื่องนี้ และยังคงต้องปรับปรุงต่อไป เพราะนิสัยเดิมมันก็ยังมีอยู่

อีกทั้งพอได้อ่านหนังสือ Enjoy your life, ideal muslimah มันทำให้ความคิดเปลี่ยนไปมาก อัลฮัมดุลิลลาฮฺ ขอแนะนำให้อ่านค่ะ

Enjoy your life ภาษาไทยรู้สึกจะชื่อ เทคนิคพิชิตใจ แต่ไม่ทั้งเล่ม .. หรือจะอ่านออนไลน์บทความแปลบางส่วนดาวน์โหลดจากที่นี่ได้ค่ะ https://anabintalislam.wordpress.com/2013/02/14/เพื่อชีวิตที่เป็นสุข/

بنت الاسلام

Read Full Post »

เวลามีใครนำเสนอสิ่งดีดี เราก็ควรคิดในทางที่ดีดีเสมอ เปลี่ยนจากมุมที่เราแอบคิดว่าเขาโอ้อวด เป็นความคิดที่ว่าเขาทำดีจัง เก่งจัง เดี๋ยวเราพยายามทำตามบ้างดีกว่า

เช่นว่า.. เขาทำอาหารเก่งจังเลย อยากเป็นแบบเขา เผื่อว่าสามีจะพอใจเรามากขึ้น หรือ ลูกเขาเก่งจังเลย อยากสอนลูกให้ได้แบบลูกเขาบ้าง เราต้องใส่ใจลูกเรามากกว่านี้แล้วหละ หรือ เขาอ่านอัลกุรอานได้ครึ่งเล่มแล้ว เราต้องทำให้ได้บ้าง และอื่นๆ อีกมากมาย … และทุกๆ ครั้งก็กล่าวคำว่า มาชาอัลลอฮฺ และขอดุอาอฺต่ออัลลอฮฺให้เราดีได้แบบเขา คิดอย่างนี้จะช่วยเราได้มากไม่ให้เกลียดชัง อิจฉาใครอย่างไร้เหตุผลเนอะ เพราะเราไม่รู้เจตนาที่เขานำเสนอ แต่มันก็เป็นไปได้มากว่า เขานำเสนอสิ่งดีดี เพราะอยากให้คนทำดีแบบเขา แล้วเขาเองก็จะได้ผลบุญไปด้วย

เรามาสนับสนุนกันให้คิดดี ทำดีกันนะคะ

بنت الاسلام

Read Full Post »

มุฟตี อิสมาอีลเมงกฺ:: ขั้นตอนแรกในการที่จะอบรมสั่งสอนคนที่ใช้ถ้อยคำหยาบคาย และถ้อยคำที่สร้างความเจ็บช้ำน้ำใจ หรือถ้อยคำประนามที่สร้างความเสียหาย คือการทำให้พวกเขาเห็นถึงการโต้ตอบอย่างมีสติของคุณต่อถ้อยคำที่ไม่ดีของเขา

หากว่าพวกเขามีจิตใจและความคิด พวกเขาย่อมตระหนักถึงความผิดพลาดของตน และได้เรียนรู้สิ่งดีๆ (จากคุณ) อีกทั้งยังเกิดความเสียใจต่อคำพูด และการให้ร้ายของเขา

“ความสุภาพ ความเมตตา ความจริงใจ และความรัก พร้อมกับความห่วงใยที่แท้จริงที่เป็นไปเพื่อสิ่งที่ดียิ่งกว่าต่อมนุษยชาติโดยรวม” คือคำสอนที่ประเสริฐที่สุดของความศรัทธาทั้งหมด

ดังนั้น พึงระวัง (ตัวของคุณ) ไม่ให้ทำตัวไม่ดี เพียงเพราะคนอื่นทำไม่ดีกับคุณ

แปล بنت الاسلام

20130514-222745.jpg

Read Full Post »

“การที่จะมีชีวิตครอบครัวที่มีความสุข” ได้นั้น บางครั้ง หรือหลายๆ ครั้ง เราควรที่จะหยุดเห็นแก่ตัวเอง หยุดเอาแต่ใจของตัวเองบ้าง .. เสียสละตัวของคุณ เวลาของคุณให้กับคนในครอบครัว ใช้เวลาดีดีต่อกัน เรียนรู้ที่จะเป็นผู้ให้บ้าง ..

วางไอแพต ไอโฟน โทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ ทีวี เกมส์ของคุณลง หยุดพักจากการงานทั้งหลาย จากผู้คนทั้งหลาย แล้วหันมามอง และดูแลใส่ใจคนในครอบครัวของคุณบ้าง

แล้วคุณจะรู้ว่า.. ความสุขที่แท้จริง ไม่ใช่ความสุขที่มาจากความเห็นแก่ตัว

بنت الاسلام

Read Full Post »

ชัยคฺอัซซิม อัลฮะกีม :: “ที่ผ่านมาการมีชีวิต” สอนเราว่า .. ถ้าเธอโทรหาฉัน ฉันถึงจะโทรหาเธอ ถ้าเธอให้ของขวัญฉัน ฉันถึงจะให้เธอ ถ้าเธอแสดงความยินดีกับฉันในโอกาสพิเศษ ฉันก็จะทำแบบนั้นกับเธอเหมือนกัน หากเป็นเช่นนี้ เมื่อไหร่กันที่ “ชีวิต” จะเป็นครูที่ให้บทเรียนที่ดีกับเรา

ขอเราอย่าทำตัวเป็น “พ่อค้า” ที่คอยคิดคำนวณสิ่งต่างๆ เหมือนกับตอนที่เราซื้อขายเลย ทำใจให้กว้าง และให้โดยไม่ต้องคาดหวังที่จะได้อะไรตอบแทน (จากผู้คน)

อัลลอฮฺทรงแจ้งไว้เกี่ยวกับบรรดาผู้ทำการบริจาคว่า “เรา (ผู้บริจาค) ให้อาหารแก่ท่าน เพียงเพราะหวังความโปรดปรานจากอัลลอฮฺเท่านั้น เรามิได้แสวงหาการตอบแทนหรือการขอบคุณใดๆ จากท่าน” (อัลกุรอาน 76:9)

ขอให้เราเป็นมือบน (ผู้ให้) ของให้การงานทั้งหลายของเราเป็นการงานที่เกิดจากการความตั้งใจของเราเอง ไม่ใช่เป็นสิ่งที่เกิดจากการตอบสนองการกระทำของใคร

Assim Alhakeem:: Life taught us: only if you call Mel I will call you. If you give me a gift, I will give you. If you congratulate me on an occasion, I will do the same. But when was “life” a good teacher? Don’t be a merchant calculating things as when you sell and buy. Be generous and give without expecting anything In return. Allah says about those who give in charity: “We feed you only for Allah’s sake; we do not seek of you any recompense or thanks”. Be the one with the upper hand. Let your deeds be initiatives and not mere reactions!

Read Full Post »

« Newer Posts - Older Posts »

%d bloggers like this: