Feeds:
Posts
Comments

Archive for July, 2013

20130715-134432.jpg

ส่วนหนึ่งจากหนังสือ “Allah is preparing us for VICTORY”
เขียนโดย::อิหม่าม อันวา อัลเอาวฺลากีย์
แปล เรียบเรียง:: บินติ อัล อิสลาม /คำแปลอัลกุรอานคัดลอกจาก http://www.alquran-thai.com

หมายเหตุ ด้วยสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับพี่น้องของเราทั่วโลก ทำให้อยากนำเสนอส่วนหนึ่งของบทความนี้แก่พี่น้อง

1. หากอัลลอฮฺทรงประสงค์ให้เกิดจุดจบ พระองค์จะทำให้มันเกิดขึ้นดังที่พระองค์ทรงประสงค์

หัวข้อนี้นำมาจากหนังสือประวัติศาสตร์อัล คามิล โดยอิหม่าม อิบนุ อะซีรฺ (เราะหิมะฮุลลอฮฺ)

หากอัลลอฮฺ อัซซะวะญัล ทรงประสงค์ให้เกิดจุดจบ พระองค์จะทรงทำให้เกิดสิ่งใดสิ่งหนึ่งอันเป็นเหตุที่จะนำไปสู่จุดจบนั้น

หากอัลลอฮฺ อัซซะวะญัลทรงประสงค์ให้เกิดชัยชนะแก่อุมมะฮฺนี้ อัลลอฮฺจะทรงทำให้มันเกิดขึ้นต่ออุมมะฮฺของพระองค์

เช่นนั้นแล้วท่านย่อมรู้สึกได้ถึง “ชัยชนะ” ที่กำลังจะมาถึง โดยการสังเกตการณ์ และเฝ้าดูเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นบนโลก ณ ปัจจุบัน

หากเราเชื่อมั่นอย่างหนักแน่นว่า “กฎที่ว่านี้” เป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว เราก็สามารถพิสูจน์ได้เองว่า “จุดจบนั้นมันกำลังดำเนินมาถึงแล้วหรือไม่”

ความจริงแล้วเรื่องของ “ชัยชนะ” นี้ อัลลอฮฺอัซซะวะญัลได้ทรงให้คำสัญญาแก่เราไว้ในอัลกุรอาน และท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม) ได้ให้สัญญาไว้ในหะดีษเช่นกันว่า ในท้ายที่สุดแล้ว ประชาชาตินี้จะประสบซึ่งชัยชนะและนี่เป็นยากีน (ความแน่นอน) สำหรับเราทุกคน

เมื่อเรากล่าวว่า “ยากีน” ณ ที่นี้นั้น ก็เปรียบได้กับ “อากีดะฮฺ” สำหรับเรา– การที่เราเป็นมุสลิมนั้น เราต้องมีความเชื่อว่า อุมมะฮฺนี้จะประสบกับชัยชนะ และหากเราไม่เชื่อในสิ่งนี้ นั่นอาจหมายความว่าอีหม่านของเรานั้นมีปัญหา

เพราะเหตุใดหรือเราจึงต้องเชื่อ? เพราะว่า ดาลีล (ข้อพิสูจน์) นั้นมีความหนักแน่นพอที่เราจะต้องยอมรับในจุดนี้ดังหลักฐานต่อไปนี้

อัลลอฮฺอัซซะวะญัล ตรัสว่า
﴿وَلَقَدْ كَتَبْنَا فِي ٱلزَّبُورِ مِن بَعْدِ ٱلذِّكْرِ أَنَّ ٱلأَرْضَ يَرِثُهَا عِبَادِيَٱلصَّالِحُونَ﴾
“และเราได้บันทึกไว้ในคัมภีร์ (อัซ ซะบูร) หลังจากที่ได้มีการบันทึกไว้ (ในโตราฮฺ) ว่าแผ่นดินนั้นเป็นมรดกของบ่าวผู้ศรัทธาของเรา” (อัล อัมบิยาอฺ 105)

ดังนั้นแท้จริงแล้วบ่าวผู้ศรัทธาของอัลลอฮฺ อัซซะวะญัลจะทรงประทาน “แผ่นดิน” ให้เป็นมรดกแก่พวกเขา

อัลลอฮฺอัซซะ วาญัล ตรัสว่า
﴿وَلَقَدْ سَبَقَتْ كَلِمَتُنَا لِعِبَادِنَا ٱلْمُرْسَلِينَ۝ إِنَّهُمْ لَهُمُ ٱلْمَنصُورُونَ۝ وَإِنَّجُندَنَا لَهُمُ ٱلْغَالِبُونَ﴾
“และลิขิตของเรา (การกำหนด) ได้ถูกบันทึกไว้ก่อนแล้ว แก่บ่าวของเรา และผู้ส่งสาร (เราะสูล) (ว่า) แน่นอน พวกเขาจะได้รับซึ่งชัยชนะ และ (ว่า) แท้จริงแล้วไพร่พลของเราจะประสบซึ่งความสำเร็จ” (อัศศ็อฟฟาต 171-173)

ดังนั้นอัลลอฮฺทรงสัญญาต่อ อันบิยาอฺ อัลมุรฺซะลีน (บรรดาศาสดาและเราะสูล) ว่าพระองค์จะประทานชัยชนะให้แก่พวกเขา

อัลลอฮฺตรัสว่า
﴿إِنَّ ٱلأَرْضَ للَّهِ يُورِثُهَا مَن يَشَآءُ مِنْ عِبَادِهِ وَٱلْعَاقِبَةُ لِلْمُتَّقِينَ﴾
“แผ่นดินนี้นั้นเป็นสิทธิของอัลลอฮฺและพระองค์จะทรงสืบทอดมันให้แก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ต่อบ่าวของพระองค์ และบั้นปลายนั้นแผ่นดินย่อมเป็นของเป็นของมุตตากีน (ผู้ยำเกรง)” (อัล อะรอฟ 128)

แท้จริงแล้วอัลลอฮฺนั้นทรงมีอำนาจในการที่จะมอบแผ่นดินนี้ให้แก่ กาเฟรฺ หรือ บรรดาผู้ศรัทธาก็ได้ หากแต่พระองค์ตรัสไว้ในตอนท้ายว่า “บรรดาผู้ศรัทธานั้นจะได้รับแผ่นดินเป็นมรดก”

﴿يُرِيدُونَ أَن يُطْفِئُواْ نُورَ ٱللَّهِ بِأَفْوَاهِهِمْ وَيَأْبَىٰ ٱللَّهُ إِلاَّ أَن يُتِمَّ نُورَهُ وَلَوْكَرِهَ ٱلْكَافِرُونَ﴾
“พวกเขาต้องการที่จะดับแสงสว่างของพระองค์ด้วยปากของเขาหากแต่อัลลอฮฺนั้นไม่ทรงยินยอมเว้นแต่ว่าแสงสว่างของพระองค์จะทอแสงอย่างงดงามสมบูรณ์เท่านั้น ถึงแม้ว่ากาฟิรูน(ผู้ปฏิเสธศรัทธา) จะชิงชังก็ตาม” (อัต เตาบัต 32)

ปัจจุบันนี้สิ่งที่บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาพยายามที่จะทำก็คือ การดับแสงสว่างของอัลลอฮฺ อัซซะวะญัล และแสงสว่างของพระองค์นั้นคือ “อิสลาม” ริซาละฮฺ (สารหรือถ้อยคำ) ของท่านมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วัสสัลลัม พวกเขาพยายามที่จะหยุดความเจริญเติบโตของอิสลามและอัลลอฮฺ อัซซะวะญัลตรัสว่า “พวกเขาจะได้ประสบกับความพ่ายแพ้”

เมื่อเรามองไปยังจำนวนทรัพย์สินที่พวกเขาใช้จ่ายไปเพื่อการต่อสู้กับอิสลาม ตัวเลขของทรัพย์สินเหล่านั้นดูมากจนน่าตกใจ อีกทั้งเมื่อเรานึกถึงสิ่งที่อัลลอฮฺได้ประทานแก่พวกเขา (กาฟิรีน) อันเต็มไปด้วยทรัพยากรมากมายที่อยู่ในมือของพวกเขา และพวกเขาได้ใช้จ่ายสิ่งทั้งหลายเหล่านั้นหมดไปกับการต่อสู้กับ “อิสลาม”

หลายครั้งที่เราเกิดความเหนื่อยหน่าย ไม่พอใจ กับการที่พวกเขาควบคุมสื่อ ควบคุมหนังสือพิมพ์มีชื่อเสียง หลายฉบับในโลกนี้ ควบคุมสถานีวิทยุต่างๆ ควบคุมสื่อสิ่งพิมพ์ทุกชนิด อีกทั้งการควบคุมรัฐบาลและกองทัพ พวกเขาควบคุมทุกสิ่งในโลกนี้ พวกเขามีเงินมากมายและแน่นอนว่า เราเองไม่มีทางที่จะต่อสู้กับพวกเขาได้ด้วยการใช้วิธีการเดียวกันเช่นเขา

เช่นนั้นแล้ว ก็ขอให้เราหยุดยั้งการต่อสู้โดยการใช้วิธีของเขา หากแต่เราต้องหาวิธีการอื่นๆในการต่อรอง และขอให้เราจงหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าปะทะกับพวกเขา ด้วยเพราะเราไม่มีทางที่จะเท่าเทียมกับเขาได้ และขอให้เราอย่าใช้การเมืองหรือวิธีการทางการทูตเพื่อเป็นการต่อสู้กับพวกเขา หากแต่อัลลอฮฺตรัสว่า

﴿ فَسَيُنفِقُونَهَا ثُمَّ تَكُونُ عَلَيْهِمْ حَسْرَةً ثُمَّ يُغْلَبُونَ﴾
“พวกเขาจะใช้จ่ายมัน และภายหลังมันจะสร้างความทุกข์ทรมานแก่เขา จากนั้นเขาจะประสบกับความแพ้พ่าย” (อัล อันฟาล 36)

ดังนั้น จงปล่อยให้พวกเขาใช้จ่ายทรัพย์สินของพวกเขา ด้วยเพราะว่านั่นเป็นวิธีที่พวกเขาจะประสบกับความพ่ายแพ้ ดังที่อัลลอฮฺอัซซะวะญัลตรัสว่า พวกเขาต่างต้องใช้ทรัพย์สินเงินทองพวกเขาก่อนและจากนั้นพวกเขาจะประสบกับความพ่ายแพ้

ดังนั้นเราควรจะดีใจที่พวกเขากำลังใช้จ่ายทรัพย์สินเงินทองมากมายเพื่อการต่อสู้กับอิสลามเพราะนั่นหมายความว่า ชัยชนะของอิสลามกำลังจะมาถึง และชัยชนะนั้นกำลังเดินทางมา

ขณะนี้ พวกเขาคงกำลังถกกันว่า พวกเขานั้นเสียเงินไปกับการทำสงครามในอัฟกานิสถานและอิรักมากกว่าการทำสงครามในเวียดนามและเกาหลีเสียอีก

สงครามเกาหลีนั้นมีค่าใช้จ่ายประมาณ 200,000 ล้านดอลล่า สงครามเวียดนามมีค่าใช้จ่ายประมาณ 400,000 ล้านดอลล่า และสงครามในอีรักนั้นน่าจะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 800,000 ล้านดอนล่าหรือมากกว่านั้น

สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นนี้จะเป็นเหตุให้สภาพเศรษฐกิจถึงขั้นเลือดตกยางออกและนี่เป็นสิ่งที่ถูกกล่าวไว้ในอายะฮฺดังกล่าว –

พวกเขาจะใช้จ่ายเงินเหล่านี้และท้ายที่สุดพวกเขาจะเกิดความเสียใจและเสียดายเนื่องจากพวกเขาได้นำหายนะมาสู่ตัวพวกเขาเอง ด้วยเพราะว่าสงครามที่เกิดขึ้นในอีรักและอัฟกานิสถานนั้นไม่ได้เกิดขึ้นมาเอง แต่เป็นเพราะว่าพวกเขาทำให้มันเกิดขึ้น ดังนั้นพวกเขาจะได้รับความเสียใจกับการที่พวกเขาได้ดึงตัวเองเข้าสู่ปัญหานี้ การใช้ทรัพย์สินทั้งหมดที่มีอยู่ให้หมดไปนั้นจะนำมาสู่ความยากจน และท้ายที่สุดก็จะประสบกับความพ่ายแพ้

เหมือนดังเช่นที่อบู ญะฮัล ได้เลือกที่จะเผชิญหน้ากับมุสลิมในสงครามบัดรฺ ด้วยเพราะว่าขณะนั้นเหล่ามุสลิมได้เดินทางไปเมืองบัดรฺเพื่อติดตามกองคาราวาน และท้ายที่สุดเหล่ามุสลิมก็ได้รับความปลอดภัย อบู ซุฟยานได้ส่งจดหมายไปยังอบูญะฮัล ผู้ซึ่งเป็นหัวหน้าทัพ ณ ขณะนั้น เพื่อขอให้เขาเดินทางกลับไปยังมักกะฮฺ ด้วยเพราะคาราวานได้รับความปลอดภัยและเขาสามารถที่จะหลบเลี่ยงเหล่ามุสลิม หากแต่อบูญะฮัลกล่าวว่า “ไม่ เราจะเดินทางไปที่นั่น และไปต่อสู้กับพวกเขา เราจะเดินทางไปยังบัดรฺและเราจะจัดเลี้ยงกันที่นั่นสามวันและเราเฉลิมฉลองด้วยไวน์และให้บรรดาผู้หญิงขับกล่อมเราด้วยเสียงเพลงเราต้องการให้ บรรดาชาวอาหรับได้ยินการเดินทางมาของเรา และ (ให้พวกเขา) รู้ว่าชาวกุเรชจะไม่ยอมให้ให้ใครมาหยามหมิ่น”

ดังนั้นพวกเขาจึงจัดเลี้ยงกันสามวันและข่าวก็แพร่กระจายออกไปทั่วอารเบียเพื่อบอกให้ผู้คนนั้นอย่างเข้ามายุ่งกับกุเรซอีก

ดังนั้น อบู ญะฮัลจึงได้เลือกที่จะเดินทางไปสู่สมรภูมิรบและสิ่งเดียวกันนี้ได้เกิดขึ้นกับชาวอเมริกาในปัจจุบัน พวกเขาเลือกที่จะก่อการสงคราม และผลของจุดจบนั้นก็เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้ว ด้วยเพราะเราะสูลุลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วัสสัลลัม) ได้กล่าวในหะดีษกุดซีย์ว่า อัลลอฮฺ อัซซะ วะญัลตรัสว่า

“ผู้ใดก็ตามที่ถือเอาเอาลิยะของเรา (ผู้ช่วยเหลือ) ให้เป็นดังเช่นศัตรู (ของเขา) เราจะก่อการสงครามต่อต้านเขา”

(หะดีษ กุดซีย์ 25 อัล บุคอรีย์)

ดังนั้น บรรดามุสลิมไม่ใช่ผู้ที่ก่อการสงครามต่อต้านเขา หากแต่นั่นคือ “อัลลอฮฺ อัซซะวะญัล” (ผู้ทรงทำสงครามกับพวกเขา) และอเมริกาก็เป็นประเทศแห่งการสงครามกับอัลลอฮฺ

อัลลอฮฺตรัสว่า
﴿وَعَدَ ٱللَّهُ ٱلَّذِينَ آمَنُواْ مِنْكُمْ وَعَمِلُواْ ٱلصَّالِحَاتِ لَيَسْتَخْلِفَنَّهُمْ فِي ٱلأَرْضِكَمَا ٱسْتَخْلَفَ ٱلَّذِينَ مِن قَبْلِهِمْ وَلَيُمَكِّنَنَّ لَهُمْ دِينَهُمُ ٱلَّذِي ٱرْتَضَىٰ لَهُمْوَلَيُبَدِّلَنَّهُمْ مِّن بَعْدِ خَوْفِهِمْ أَمْناً يَعْبُدُونَنِي لاَ يُشْرِكُونَ بِي شَيْئاً وَمَن كَفَرَبَعْدَ ذٰلِكَ فَأُوْلَٰئِكَ هُمُ ٱلْفَاسِقُونَ﴾
อัลลอฮฺทรงสัญญากับบรรดาผู้ศรัทธาในหมู่พวกเจ้าและบรรดาผู้กระทำความดีทั้งหลายว่า แน่นอนพระองค์จะทรงให้พวกเขาเป็นตัวแทนสืบช่วงแผ่นดินเสมือนดังที่พระองค์ทรงให้บรรดาชนก่อนพวกเขาเป็นตัวแทนสืบช่วงมาก่อนแล้วและพระองค์จะทรงทำให้ศาสนาของพวกเขาซึ่งพระองค์ทรงโปรดปรานเป็นที่มั่นคงเป็นเกียรติแก่พวกเขา และแน่นอนพระองค์จะทรงเปลี่ยนแปลงให้พวกเขาได้รับความปลอดภัยหลังจากความกลัวของพวกเขาโดยที่พวกเขาจะต้องเคารพภักดีข้า ไม่ตั้งภาคีอื่นใดต่อข้า และผู้ใดปฏิเสธศรัทธาหลังจากนั้น ชนเหล่านั้นพวกเขาคือผู้ฝ่าฝืน (อัน นูรฺ 55)

คิลาฟะฮฺจะถูกมอบให้แก่ผู้ที่มีอีหม่านและปฏิบัติ อะมฺัลลุซอลิฮาตฺ ขณะนี้มุสลิมตกอยู่ในสภาพวะแห่งความหวาดกลัว อัลลอฮฺทรงให้คำสัญญาแก่เราว่าพระองค์จะประทานความปลอดภัยให้แก่เรา อัลลอฮฺได้ทรงสัญญาว่าจะมอบ คีลาฟะฮฺให้แก่อุมมะฮฺนี้ พระองค์ทรงสัญญาว่าจะมอบ อัมนฺ (ความปลอดภัย) ให้แก่อุมมะฮฺของพระองค์ และพระองค์จะทรงสถาปนาศาสนาของพระองค์ขึ้น
~~~~~~~~~~~~~~~~

Read Full Post »

20130710-023420.jpg

โดยชัยคฺ มุหัมมัด หัซซาน
แหล่งที่มา Taraweeh for Women: At Home or Masjid? http://www.youtube.com/watch?v=-cZwzv_JkdM
ถอดความ بنت الاسلام

คำถาม
การละหมาดตะรอเวียะหฺ
สำหรับพี่น้องมุสลิมะฮฺ การละหมาดตะเราะเวียะหฺ ที่บ้านหรือที่มัสญิด ที่ไหนดีกว่ากันสำหรับพวกเธอ?

คำตอบ
มุสลิมะฮฺท่านหนึ่งได้ถามคำถามนี้มา และคำตอบคือ ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “จงอย่าห้ามปรามบรรดาสตรีของท่าน (บ่าวของอัลลอฮฺ) จากการไปมัสญิด”

ดังนั้นหากมุสลิมะฮฺผู้มีเกียรติปรารถนาที่จะละหมาดตะเราะเวียะหฺ ร่วมกับญะมาอะฮฺที่มัสญิด เพราะมันช่วยกระตุ้นเธอและทำให้เธอเกิดความยำเกรง (ฎออัต) มากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยขจัดความเกียจคร้านของเธอออกไป ดังนั้นสามีของเธอก็ไม่ควรที่จะห้ามปรามเธอจากการไปมัสญิด ตราบใดที่เธอสวมใส่ฮิญาบ (ปกปิดร่างกายอย่างมิดชิดถูกต้องตามหลักการศาสนา) เธอมีความตักวาต่ออัลลอฮฺ และเธอรีบกลับบ้านทันทีที่เธอละหมาดเสร็จ

แต่หากว่าสามีของเธอห้ามปรามเธอจากการไปละหมาดตะเราะเวียะหฺ ดังนั้นเธอก็ควรเชื่อฟังสามี และละหมาดที่บ้าน อีกทั้งยังไม่ถือเป็นความผิดแต่อย่างใด หากเธอจะอ่านอัลกรุอานในมือขณะละหมาด

และหากว่ามุสลิมะฮฺผู้มีเกียรติต้องการจะทราบว่าสิ่งใดดีที่สุดสำหรับเธอ เนื่องจากสามีเธอก็มิได้ห้ามปรามเธอจากการไปละหมาดที่มัสญิดและเธอก็มีความสามารถที่จะละหมาดยามค่ำคืนเพียงลำพังได้ด้วยเช่นกัน เธอจึงถามว่า “การละหมาดที่บ้าน” หรือ “การละหมาดที่มัสญิด” สิ่งไหนดีกว่ากันสำหรับเธอ

ดังนั้นคำตอบคือ สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเธอ คือการละหมาดที่บ้านของเธอ ด้วยเพราะว่าการละหมาดของสตรีที่บ้านของเธอนั้นดีกว่าการละหมาดที่มัสญิด

แต่หากว่าเธอเกิดความรู้สึกเกียจคร้านและรู้สึกว่าเธออาจจะไม่สามารถทำกียาม (ละหมาดยามค่ำคืน) ได้ ถ้าเธออยู่เพียงลำพัง

ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวไว้ว่า:
“ผู้ใดก็ตามที่ยืนละหมาดในยามค่ำคืนในเดือนรอมฎอนด้วยความศรัทธาอันบริสุทธิ์และความหวังที่จะได้รับรางวัลการตอบแทนจากอัลลอฮฺ เช่นนั้นความผิดบาปที่ผ่านมาของเขาย่อมได้รับการอภัยโทษ”

ดังนั้นหากเธอคิดว่าเธออาจจะเกิดความเกียจคร้าน และการละหมาดญะมาอะฮฺที่มัสญิดเป็นการดีกว่าสำหรับเธอและช่วยกระตุ้นเธอ ดังนั้นมันก็เป็นการอนุมัติสำหรับเธอที่จะไปละหมาด ณ บ้านของอัลลอฮฺ (มัสญิด) และสามีของเธอก็ไม่ควรห้ามปรามเธอ ดังที่มีการกล่าวไว้ในหะดีษว่า “จงอย่าห้ามปรามสตรี (ภรรยา) ของท่าน จากมัสญิดของอัลลอฮฺ”

Read Full Post »

20130710-022430.jpg

แหล่งที่มา https://www.facebook.com/notes/the-sweetness-of-eman-faith/women-in-ramadhaan/251875304837151
Ref: Islamweb.com
ถอดความ نت الاٍسلام

สตรีบางท่านใช้เวลาส่วนใหญ่ของเธอในเดือนรอมฎอนอยู่ภายในครัว และไม่ได้สละเวลาไปกับการรำลึกถึงอัลลอฮฺ หรือแม้แต่การอ่านอัลกุรอาน สตรีประเภทนี้พลาดรางวัลการตอบแทนสำหรับความดีงามมากมาย และเธอทำตัวเฉกเช่นว่า “เดือนรอมฎอน” เป็นเพียง ‘เดือนแห่งการดื่มกิน’ ไม่ใช่ ‘เดือนแห่งการถือศีลอด การละหมาดยามค่ำคืน หรือการอ่านอัลกุรอาน’

สตรีบางท่านปรารถนาที่จะละหมาด ถือศีลอดร่วมกับผู้คน ดังนั้นพวกเธอจึงทานยาที่ช่วยทำให้ประจำเดือนของเธอมาช้าขึ้น ทั้งๆ ที่ ในความเป็นจริงแล้ว มันย่อมดีกว่าหากเธอไม่ทำเช่นนั้น และพึงพอใจต่อสิ่งที่อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮู วะตะอาลา ได้กำหนดไว้แก่เธอ อีกทั้ง “ยาชนิดดังกล่าว” ย่อมก่อให้เกิดผลข้างเคียงและมีผลอันตรายต่อเธอในระยะยาวอีกด้วย นอกจากนี้อัลลอฮฺได้ทรงกำหนด “สิ่งนี้” ต่อบรรดาสตรี อันเนื่องมาจาก “พระปรีชาญาน” ของพระองค์ที่พระองค์ทรงรู้ และการยับยั้ง “มัน” นั้นผิดธรรมชาติ

ขณะที่กำลังมีประจำเดือน หรือช่วงหลังประจำเดือนที่ยังคงมีเลือดตกค้างนั้น สตรีบางท่านก็เกิดความเกียจคร้านและออกห่างจากการรำลึกถึงอัลลอฮฺ หรือไม่แม้แต่ที่จะอ่านอัลกุรอาน ทั้งที่ ในความเป็นจริงแล้วนั้น ศาสนาอนุมัติให้เธอสามารถอ่านอัลกุรอานได้ ซึ่งความเห็นส่วนใหญ่ของบรรดานักวิชาการ มันเป็นที่อนุมัติสำหรับพวกเธอในการที่พวกเธอจะอ่านอัลกุรอาน หากแต่ไม่อนุมัติให้เธอสัมผัส “มุชฮัฟ” (สำเนาอัลกุรอาน) โดยตรง อีกทั้งสตรีที่มีประจำเดือนอาจจะอ่านหนังสือที่ให้ความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อเธอ หรือฟังอัลกุรอาน หรือแม้แต่การฟังรายการวิทยุ เทป หรือซีดีที่เป็นประโยชน์ และพวกเธอย่อมได้รับรางวัลการตอบแทนตามเจตนาของพวกเธอ

สตรีบางท่านไปมัสญิดเพื่อละหมาดตะเราะเวียฮฺ (การละหมาดยามค่ำคืนโดยสมัครใจ) ขณะเดียวกันเธอก็เปิดเผยความงามของเธอ โดยมิได้ตระหนักถึง “ความจริง” ที่ว่าสตรีนั้นคือ “เอาเราะฮฺ” (ที่ไม่สมควรถูกเปิดเผย)

สตรีบางท่านไปมัสญิดเพียงลำพังพร้อมกับคนขับรถผู้ชายที่ไม่ใช่มะหฺรอม และการกระทำดังกล่าวนั้นถือเป็นสิ่งที่ต้องห้าม ซึ่งในกรณีนี้ การอยู่ภายในบ้านสำหรับเธอนั้นย่อมดีกว่า

ท่านหญิงอาอิชะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุ อันฮา กล่าวว่า “หากท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ทราบว่าบรรดาสตรีกระทำสิ่งใด หลังจากท่าน (ได้เสียชีวิตไปแล้ว) ท่านคงจะสั่งห้ามพวกนางจากการไปมัสญิด” หากว่านี่คือสิ่งที่นางกล่าวถึงบรรดาเศาะฮาบียะฮฺ และสตรีในยุคแรกๆ แล้ว เช่นนั้น นางจะกล่าวสิ่งใด หากนางได้เห็นสตรีในยุคปัจจุบันนี้

สตรีบางท่านไปมัสญิดพร้อมกับลูกเล็กๆ ของเธอ ซึ่งยากต่อการดูแล ควบคุม เด็กบางคนอาจร้องไห้ ขณะที่เด็กบางคนอาจวิ่งพล่านไปรอบๆ มัสญิด เด็กๆ พวกนั้นอาจรวมตัวกันและใช้มัสญิดเป็นสนามเด็กเล็กที่พวกเขาวิ่งไล่จับกัน อีกทั้งพวกเขาอาจจะเผลอหยิบมุซฮัฟมาเล่น และนอกเหนือจากการที่พวกเขาได้สร้างความรบกวนต่อบรรดาผู้ที่กำลังละหมาดอยู่ พวกเขาก็อาจกระทำบางสิ่งบางอย่างที่ก่อให้เกิดความอันตรายต่อผู้ที่กำลังละหมาดอยู่ก็เป็นได้

สตรีบางท่านใส่น้ำหอม เมื่อพวกเธอเข้ามัสญิด และนี่คือสิ่งที่ต้องห้ามตามหลักการศาสนา ท่านศาสนทูต ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “สตรีใดก็ตามที่ใส่เครื่องหอม ไม่ควรทำการละหมาดอีชาร่วมกับเรา” (มุสลิม)

และท่านอบู ฮุร็อยเราะฮฺ กล่าวว่าท่านเห็นสตรีนางหนึ่งใส่น้ำหอม ท่านจึงกล่าวต่อนางว่า “ฉันได้ยินท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “สตรีใดก็ตามที่ใส่น้ำหอม จากนั้นนางก็ไปยังมัสญิด การละหมาดของนางจะไม่ได้รับการยอมรับ จนกระทั่งนางทำการฆุซลฺ (อาบน้ำหะดัษใหญ่)” (อัล อัลบานียฺ ศอเหียฮฺ)

นี่หมายความว่า การที่บรรดาสตรีปกปิดตัวเธอจากสายตาของผู้คนมากเท่าไหร่ การละหมาดของเธอย่อมได้รับรางวัลการตอบแทน มากขึ้นเท่านั้น

อิบนุ คุซัยมะฮฺ และกลุ่มของบรรดานักวิชาการหลายท่าน กล่าวว่า “การละหมาดของสตรี ภายในบ้านของเธอนั้นดียิ่งกว่าการละหมาดของพวกเธอที่มัสญิด แม้ว่ามัสญิดนั้นจะเป็นมัสญิด อัล ฮะรอม ในมักกะฮฺ มัสญิด อัลนะบาวียฺ หรือมัสญิด อัลอักศอ ก็ตาม” ซึ่งมีหะดีษที่สนับสนุนข้อความข้างต้นนี้

ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวต่ออุมมุ ฮุมัยดฺ เราะฏิยัลลอฮุ อันฮา ไว้อย่างชัดเจนในหะดีษต่อไปนี้ว่า “อุมมุ ฮุมัยดฺ” ภรรยาของอบู ฮุมัยดฺ อัซซาอิดิยฺ เราะฎิยัลลอฮุ อันฮุ ได้เดินทางมาพบท่านเราะสูลลุลลอฮฺ และกล่าวต่อท่านว่า “โอ้ เราะสูลุลลฮฺ ฉันปรารถนาที่จะละหมาดกับท่าน” ท่านตอบว่า “ฉันรู้ว่าท่านปรารถนาที่จะละหมาดร่วมกับฉัน หากแต่การละหมาดในสถานที่หลับนอนของท่านนั้นดียิ่งกว่าการละหมาดในห้องของท่าน และการละหมาดในห้องของท่านนั้นดียิ่งกว่าการละหมาดใน (ส่วนหนึ่งส่วนใดภายใน) บ้านของท่าน และการละหมาดในบ้านของท่านนั้นดียิ่งกว่า การละหมาดในมัสญิดของพี่น้องของท่าน (พื้นที่ที่นางอยู่) และการละหมาดภายในมัสญิดของพี่น้องท่าน (พื้นที่ที่นางอยู่) นั้นดียิ่งกว่าการละหมาดในมัสญิดของฉัน” ด้วยเหตุนี้ นางจึงจัดหาพื้นที่ละหมาดภายในบ้านของนาง โดยเลือกบริเวณที่ลับตาคนที่สุด และมืดมิดที่สุดภายในบ้านของนาง และนางละหมาดที่นั่น จนกระทั่งนางเสียชีวิตลง” (อะหมัด อิบนุ คุซัยมะฮฺ และอิบนุ ฮิบบาน)

และนั่นเป็นเพราะว่าระยะทางที่บรรดาบุรุษเดินไปยังมัสญิดไกลเท่าไหร่ รางวัลการตอบแทนที่เขาจะได้รับก็มากขึ้นเท่านั้น หากทว่าระยะทางที่บรรดาสตรีเดินไปมัสญิดไกลเท่าไหร่ รางวัลการตอบแทนที่พวกนางจะได้รับก็น้อยเท่านั้น

และจากการรายงานของท่านอิบนุ อุมัรฺ เราะฎิยัลลอฮุ อันฮุ เล่าว่า ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “จงอย่าห้ามปรามสตรีของพวกท่าน (ภรรยา) จากการไปมัสญิด แม้ว่าบ้านของพวกนางจะดีกว่าสำหรับนางก็ตาม” (อบู ดาวูด)

ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวไว้ด้วยว่า “สตรีคือ “เอาเราะฮฺ” (สิ่งที่พึงสงวนจำต้องได้รับการปกปิด) และเมื่อนางออกจากบ้าน ชัยฏอนจะล่อลวงนางและใช้นาง (เป็นเครื่องมือ) ล่อลวงผู้อื่น (และ) “สตรี” จะอยู่ใกล้ชิดกับอัลลอฮฺมากที่สุด เมื่อพวกนางอยู่ภายในบ้านของนาง” (อัฏฏ็อบะรอนียฺ จากสายรายงานที่ดี)

จากการรายงานของอิบนุ มัสอูด เราะฎิยัลลอฮุ อันฮุ เล่าว่า ท่านเราะสูล กล่าวว่า “การละหมาดของสตรีในห้องส่วนตัวของนางนั้นดียิ่งกว่า การละหมาดของนางในห้องอื่นๆ ภายในบ้านของนาง และการละหมาดของนางในห้องอื่นๆ ภายในบ้านของนาง นั้นดียิ่งกว่า การละหมาดของนางในห้องโถงภายในบ้านของนาง และการละหมาดของนางในห้องโถงของนางดียิ่งกว่าการละหมาดของนางที่มัสญิด” (อบู ดาวูด และอิบนุ คุซัยมะฮฺ)

Read Full Post »

20130710-020252.jpg

Source: http://www.facebook.com/note.php?note_id=117694242962
ถอดความ بنت الاٍسلام

บรรดาบ่าวผู้มีความเข้าใจในอัลกุรอานและสุนนะฮฺนั้นย่อมไม่มีความเคลือบแคลงสงสัยว่า แท้จริงแล้วอัลลอฮฺทรงประสงค์ให้บ่าวของพระองค์นั้นประสบกับความสะดวกง่ายดาย (ในการกระทำสิ่งต่างๆ) ดังนั้นพระองค์จึงทรงอนุมัติบางสิ่งสำหรับผู้ถือศีลอดสามารถกระทำได้

การถือศีลอดมีผลที่ใช้ได้สำหรับผู้ที่ตื่นขึ้นมาในขณะที่เขายังมีมลทินจากการร่วมหลับนอนกับสามีหรือภรรยาของเขา

ท่านหญิงอาอิชะฮฺและอุมมฺ ซะละมะฮฺรายงานว่า “เวลาละหมาดฟัจรฺ (สูโบรฺ) ได้เริ่มขึ้น ในขณะที่ศาสนทูตของอัลลอฮฺยังมีมลทินจากการร่วมหลับนอนกับภรรยาของท่าน (ในคืนก่อนหน้านี้) หากแต่ท่านก็จะการฆุซุล (อาบน้ำยกหะดัษ) หลังจากนั้นและทำการถือศีลอด” (บุคอรียฺ)

การทำความสะอาดปากด้วยมิสวาก
ศาสนทูต ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมได้กล่าวว่า “หากฉันไม่เกรงว่าฉันจะสร้างความลำบากต่ออุมมะฮฺของฉัน ฉันจะสั่งให้พวกเขาใช้มิสวาก (การแปรงฟัน) ทุกๆ ครั้งที่เขาทำวูฎูอฺ (อาบน้ำละหมาด) (มุสลิม)

จากหะดีษบทนี้ ศาสนทูต ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม มิได้แบ่งแยกความแตกต่างระหว่างผู้ที่ถือศีลอดและผู้ที่มิได้ถือศีลอด ดังนั้นคำกล่าวของท่านจึงเป็นคำสั่งใช้ทั่วไป และสามารถใช้ได้กับผู้ที่ถือศีลอดด้วยเช่นกัน ไม่มีการจำกัดช่วงเวลาว่าควรกระทำเมื่อใดหรือว่าจะทำก่อน หรือหลังซะวาล (เวลาตะวันคล้อยจากตำแหน่งตรงศีรษะ) ก็ได้

การทำความสะอาดปากและจมูก
ศาสนทูต ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมเคยทำความสะอาดปากและจมูกขณะที่ท่านกำลังถือศีลอด อย่างไรก็ตามท่านได้สั่งห้ามบรรดาผู้ถือศีลอดมิให้กระทำสองอย่างนี้บ่อยมากไปขณะที่ถือศีลอด ดังที่ท่านได้กล่าวว่า “จงสูดน้ำเข้าจมูกให้มาก เว้นแต่ท่านจะถือศีลอด” (อบู ดาวูด และติรฺมิซียฺ)

การจูบและหยอกล้อภรรยา (สำหรับผู้ที่มีความสามารถในการควบคุมอารมณ์)
ท่านหญิงอาอิชะฮฺ เราะฎิยัลลอฮฺ อันฮา กล่าวว่า “ศาสนทูตศ็อลลัลฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม เคยหอม (ภรรยาของท่าน) ขณะที่ท่านกำลังถือศีลอดและท่านเคยหยอกล้อพวกนางขณะถือศีลอด หากแต่ท่านเป็นผู้ที่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ดีที่สุด” (บุคอรียฺ และมุสลิม)

อัมรฺ อิบนุลอ๊าซ กล่าวว่า “พวกเราอยู่กับศาสนทูตศ็อลลัลฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ขณะที่มีเด็กผู้ชายคนหนึ่งเข้ามาหาท่านและถามท่านว่า “โอ้ ศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ ฉันสามารถหอมภรรยาของฉันขณะถือศีลอดได้หรือไม่” ท่านตอบว่า “ไม่ได้” จากนั้นมีชายชราคนหนึ่งเข้ามาหาท่านและถามท่านว่า “ฉันสามารถหอมภรรยาขณะถือศีลอดได้หรือไม่” ท่านตอบว่า “ได้สิ” จากนั้นพวกเราจึงเริ่มมองหน้ากันศาสนทูต ศ็อลลัลฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม จึงกล่าวว่า “ชายชรานั้นสามารถควบคุมอารมณ์ได้”(อะหมัด)

การตรวจเลือดและการฉีดวัคซีน (ที่นอกเหนือจากวัคซีนที่ใช้เพื่อบำรุงร่างกาย)
การตรวจเลือดและการฉีดวัคซีนดังกล่าวนี้ไม่เป็นสาเหตุที่ทำให้การถือศีลอดเป็นโมฆะ
อัล ฮิญะมะฮฺ (การกรอกเลือดจากหัวหรือส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกายซึ่งเป็นวิธี รักษาทางการแพทย์ของอิสลาม) การปฏิบัติดังกล่าวเคยเป็นสาเหตุที่ทำให้การถือ ศีลอดเป็นโมฆะ อย่างไรก็ตามกฏดังกล่าวได้ถูกยกเลิกในภายหลัง

ท่านอิบนุ อับบาส เราะฎิยัลลอฮุอันฮุกล่าวว่า “ท่านศาสนทูตเคยทำการฮิญะมะฮฺขณะที่ท่านถือศีลอด” (อัลบุคอรียฺ)

การชิมรสชาติอาหาร โดยไม่ให้กลืนอาหารลงคอ
ท่านอิบนุ อับบาส กล่าวว่า “ไม่ถือว่าเป็นความผิดในการชิมรสชาติน้ำส้มสายชูหรือสิ่งอื่นใดขณะที่บุคคลหนึ่งกำลังถือศีลอด ตราบใดที่เขาไม่ได้กลืนสิ่งนั้นลงคอ” (อิบนุ อบี ชัยบะฮฺ และบัยฮะกียฺ)

การราดน้ำเย็นลงศรีษะหรือการอาบน้ำฆุซุล
ศาสนทูต ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมเคยราดน้ำลงศรีษะของท่านขณะที่ท่านกำลังถือศีลอดด้วยเพราะ ความกระหายและความร้อน (อบู ดาวูด และอะหมัด)

การทาตาด้วยกอฮัลหรือใช้ยาหยอดตา แม้ว่ารสชาติของมันจะลงคอ
อิม่าม อัลบุคอรียฺกล่าวไว้ในบันทึกศอเฮียฮฺของท่านว่า “ท่านอนัส ท่านอัลฮะซันและท่านอิบเราะฮีมเห็นว่าการที่ผู้ถือศีลอดจะใช้กอฮัลทาตานั้นไม่ถือว่าเป็นความผิด”

Read Full Post »

20130710-015357.jpg

แหล่งที่มา http://www.islamqa.com/en/ref/37820/
Ramadaan fasting is not acceptable if one does not pray
ถอดความ بنت الاٍسلام

คำถาม:
ฉันถือศีลอดในเดือนรอมฎอนแต่ฉันไม่ได้ละหมาด การถือศีลอดของฉันนั้นจะเป็นที่ยอมรับ (ณ ที่อัลลอฮฺ) หรือไม่?

คำตอบ:
การสรรเสริญเป็นของอัลลอฮฺ

การถือศีลอดในเดือนรอมฎอน และการกระทำความดีงามอื่นๆ นั้น จะไม่ได้รับการยอมรับ หากท่านละทิ้งการละหมาด นั่นเป็นเพราะว่า “การละทิ้งละหมาด” ถือเป็น กุฟรฺ (การปฏิเสธอัลลอฮฺ ปฏิเสธความโปรดปรานของอัลลอฮฺและสาส์นของพระองค์ (คืออิสลาม) ดังที่ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมกล่าวว่า “(ความแตกต่างระหว่าง) คนคนหนึ่ง และชิริก และกุฟรฺ คือการละทิ้งละหมาดของเขา” รายงานโดยมุสลิม 82

ไม่มี “การกระทำที่ดีงามใด” ของบรรดากาเฟรฺที่จะได้รับการตอบรับ ด้วยเพราะอัลลอฮฺตรัสว่า (อันมีความหมายว่า) “เราจะนำ “การกระทำต่างๆ” ที่พวกเขากระทำ (ผู้ปฏิเสธ ผู้นับถือพระเจ้าหลายองค์ และผู้กระทำชั่ว) กลับคืนสู่พวกเขา และเราจะทำให้การงานเหล่านั้นไร้คุณค่าดังเช่นผงธุลีที่ปลิวว่อน” (อัล ฟุรกอน 25:23)

“หากพวกเจ้าทำการสักการะสิ่งอื่นใด ร่วมกับอัลลอฮฺ แน่นอนการงาน (ทั้งหลาย) ของเจ้าย่อมสูญเปล่า และแน่นอนเจ้าจะอยู่ในหมู่ผู้ขาดทุน” (อัซซุมัร 39:65)

อัลบุคอรียฺ รายงานว่า ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมกล่าวว่า
“ผู้ใดก็ตามที่ละทิ้งการละหมาดอัศรี การงานทั้งหลายของเขาย่อมสูญเปล่า” (อัลบุคอรียฺ 553)

ความหมายของถ้อยคำที่ว่า “การงานทั้งหลายของเขาย่อมสูญเปล่า” หมายความว่า “การงาน การกระทำความดีงามทั้งหลายของเขากลายเป็นโมฆะ ใช้ไม่ได้ และมันจะไม่ก่อผลประโยชน์ใดๆ แก่เขา”

จากหะดีษบทนี้บ่งบอกว่า ในกรณีที่บุคคลหนึ่งไม่ทำการละหมาด อัลลอฮฺจะมิทรงตอบรับการงานใดๆ จากเขา ดังนั้นผู้ที่ละทิ้งการละหมาดย่อมไม่ได้รับผลบุญ หรือการตอบแทนใดๆ จากการงานทั้งหลายของเขา และไม่มีการงานที่ดีใดๆ ของเขาจะไป ณ ที่อัลลอฮฺ

ท่านอิบนุล ก็อยยิม (เราะหิมะฮุลลอฮฺ) กล่าวไว้เกี่ยวกับความหมายของหะดีษบทนี้ไว้ว่า “สิ่งที่ปรากฎในความหมายของหะดีษบทนี้คือ บรรดาผู้ที่ละทิ้งการละหมาดนั้นมีอยู่สองประเภท”

หนึ่ง:::บรรดาผู้ที่ไม่ทำการละหมาดเลย ซึ่งทำให้การงานทั้งหมดทั้งมวลของเขานั้นเป็นโมฆะ (ใช้ไม่ได้)
สอง:::บรรดาผู้ที่ไม่ทำการละหมาดบางวัน ซึ่งทำให้การงานของเขาในวันนั้นเป็นโมฆะ (ใช้ไม่ได้)

ดังนั้น “การสูญเสียของการงานที่ดีทั้งหมด” จะประสบต่อบรรดาผู้ที่ไม่ทำการละหมาดเลย และ “การสูญเสียของการงานบางอย่าง” จะประสบต่อบรรดาผู้ที่ละทิ้งการละหมาดบางช่วงเวลา” (จากกิตาบ อัล ศอลาฮฺ หน้า 65)

ดังนั้นคำแนะนำของเรา (Islam QA) ต่อผู้ที่ถามคำถามนี้คือ การกลับเนื้อกลับตัวต่ออัลลอฮฺ และรู้สึกเสียใจต่อการละเลยในหน้าที่ที่ควรกระทำต่ออัลลอฮฺ สำหรับการนำมาซึ่งความโกรธกริ้ว และการลงโทษของพระองค์ และอัลลอฮฺทรงตอบรับการกลับเนื้อกลับตัวของบรรดาบ่าวที่สำนึกผิดต่อพระองค์ และพระองค์จะทรงอภัยโทษต่อความผิดบาปของเขา แท้จริงแล้ว อัลลอฮฺทรงปลื้มปิติเป็นอย่างยิ่งต่อการสำนึกในความผิดของปวงบ่าว ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมได้แจ้งข่าวดีต่อบรรดาผู้กลับเนื้อกลับตัวว่า “บรรดาผู้ที่กลับเนื้อกลับตัวจากความผิดบาปนั้น เปรียบเสมือนกับผู้ที่มิได้ทำความผิดบาปใดๆ เลย” รายงานโดย อิบนุ มาญะฮฺ 4250 ถูกจัดว่าเป็นหะดีษหะซัน โดยอัล อัลบานียฺ ในเศาะหีฮฺ อิบนุ มาญะฮฺ 3424

ดังนั้นเธอจำต้องเร่งรีบที่จะทำการฆุซลฺ (อาบน้ำตามศาสนบัญญัติ) และละหมาด เพื่อที่เธอจะได้มีความบริสุทธิ์ทั้งภายในและภายนอก เธอไม่ควรที่จะล่าช้าในการสำนึกผิดและกล่าวว่า “ฉันจะกลับเนื้อกลับตัววันพรุ่งนี้ หรือหลังจากวันพรุ่งนี้ เพราะเธอไม่มีทางที่จะทราบได้ว่า “ความตาย” จะมาประสบกับเธอเมื่อไหร่” เธอควรจะทำการสำนึกผิดต่ออัลลอฮฺ ก่อนที่ความเสียใจของเธอจะไม่มีก่อผลประโยชน์ใดๆ แก่เธอ

“และวันที่ผู้อธรรมจะกัดมือของเขาแล้วจะกล่าวว่า “โอ้! หากฉันได้ยึดแนวทางร่วมกับอัลเราะสูลก็จะเป็นการดี” “โอ้ความวิบัติแก่ฉัน! หากฉันไม่คบคนนั้นเป็นเพื่อน”

“แน่นอน เขาได้ทำให้ฉันหลงผิดจากการตักเตือน (อัลกุรอาน) หลังจากที่มันได้มันมายังฉัน และชัยฏอนมารร้ายนั้น มันเป็นผู้เหยียดหยามมนุษย์เสมอ” (อัลฟุรกอน 27-29)

Islam QA

**คัดลอกคำแปลอัลกุรอานมาจาก http://www.alquran-thai.com และมีการปรับถ้อยคำเล็กน้อย
******************************************************************
หมายเหตุ สามารถฟังเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ ได้ที่ http://www.islaminthailand.org/dp6/?q=qa/2734

Read Full Post »

20130710-013920.jpg

ข้อผิดพลาดที่มักจะเกิดขึ้นในช่วงรอมฎอน
โดย ชัยคฺ อะหมัด มูซา ญิบริล
แหล่งที่มา : http://www.kalamullah.com/common-mistakes-in-ramadan.html
ถอดความ بنت الاٍسلام

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ

ข้อผิดพลาดที่มักจะเกิดขึ้นในช่วงรอมฎอนมีดังนี้:

1. พี่น้องส่วนใหญ่ให้ความสนใจเกี่ยวกับเรื่องของการทานอาหารมากกว่าการถือศีลอดอย่างแท้จริง โดยที่พวกเขาต้องการจะทานอาหารให้ได้ปริมาณมากกว่าปกติ ซึ่งหมายความว่าพวกเขาต้องใช้จ่ายเงินมากขึ้น ซึ่งแม้ว่าในความเป็นจริงแล้ว พวกเขาอาจจะไม่ได้ต้องการทานอาหารปริมาณมากขนาดนั้น

2. การทานอาหารสะฮูรฺก่อนฟัจรฺ (สูโบรฺ) พี่น้องบางท่านจะทานสะฮูร 2-3 ชั่วโมงหลังการละหมาดตะเราะวีฮฺ หรือละหมาดอีซา ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้อง เนื่องจากท่านควรทานสะฮูรในช่วงเวลาที่ใกล้เวลาฟัจรฺ

3. พี่น้องหลายคนไม่ได้ตั้งเจตนา (เนียต) ที่จะถือศีลอดในเดือนรอมฎอน ซึ่งการตั้งเจตนานั้นเป็นสิ่งที่นึกคิดอยู่ภายในใจ และไม่จำเป็นต้องพูดออกมา อีกทั้งท่านควรตั้งเจตนาเพียงครั้งเดียว ตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นเดือนรอมฎอน ไม่ใช่การตั้งเจตนาทุกๆ วัน (เว้นแต่ในกรณีที่การถือศีลอดไม่ต่อเนื่อง เช่นสตรีมีประจำเดือน เช่นนี้ เมื่อตัวสะอาดแล้ว ต้องตั้งเจตนาใหม่)

4. หากท่านทราบภายหลังว่า เดือนรอมฏอนนั้นได้เริ่มต้นแล้ว ท่านจำต้องงดการรับประทานอาหาร และทำการถือศีลอดชดเชยวันที่ขาดไป ภายหลังที่เดือนรอมฏอนและวันอีดได้เสร็จสิ้นแล้ว

5. พี่น้องหลายท่านไม่ตระหนักถึงการละหมาดตะเราะวีฮฺในคืนแรกของเดือนรอมฎอน หลายท่านเชื่อว่า การละหมาดตะเราะวีฮฺจะเริ่มขึ้นหลังจากวันแรกของการถือศีลอด และมิได้ตระหนักว่าปฏิทินอิสลามนั้นนับตามการโคจรของดวงจันทร์ และ “มัฆริบ” คือการเริ่มต้นของวันใหม่

6. พี่น้องหลายท่านเชื่อว่า หากเขากินหรือดื่มโดยไม่ได้ตั้งใจนั้นทำให้การถือศีลอดของเขากลายเป็นโมฆะ ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด เพราะหากเขากินหรือดื่มโดยไม่ได้ตั้งใจ เขาก็ควรทำการถือศีลอดต่อไปและไม่จำเป็นต้องทำการชดใช้ในภายหลัง

7. พี่น้องบางท่านเชื่อว่า หากเขาพบเห็นผู้ใดก็ตามที่กำลังกินและดื่ม พวกเขาไม่ควรที่จะกล่าวตักเตือนให้บุคคลนั้นทราบว่า ตัวเขานั้นกำลังถือศีลอดอยู่ ซึ่งจากความเห็นของชัยคฺ บิน บาซ (เราะหิมะหุลลอฮฺ) ท่านกล่าวว่า การมีความเชื่อเช่นนี้ถือเป็นสิ่งที่ผิด และความจริงแล้วนี่ถือเป็นคำสั่งใช้ของอัลลอฮฺสำหรับท่านในการที่จะสั่งใช้กันในการกระทำความดี และปราบปรามกันให้ละเว้นจากความชั่ว ดังนั้นการที่ท่านบอกให้บุคคลดังกล่าวรับทราบ ก็หมายความว่าท่านได้ปรามปรามพี่น้องของท่านให้ละเว้นจากความชั่ว

8. พี่น้องมุสลิมะฮฺหลายท่าน เชื่อว่าพวกเธอไม่สามารถใช้ เฮนนาฮฺ ระหว่างการถือศีลอดได้ ซึ่งนี่เป็นความเชื่อที่ผิด เพราะพวกเธอได้รับการอนุมัติให้สามารถใช้เฮนนาฮฺได้ในช่วงเดือนรอมฎอน

9. พี่น้องบางท่านเชื่อว่า หากเขาทำอาหารระหว่างถือศีลอด เขาไม่สามารถที่จะชิมรสชาติอาหารได้ ซึ่งเป็นความเชื่อที่ผิด เพราะแท้จริงแล้วเรื่องดังกล่าวนั้นเป็นที่อนุมัติตามหลักศาสนา ตราบใดที่เขาไม่ได้ทานอาหาร (ลงท้อง) หากแต่เขาสามารถที่จะชิมอาหารเพื่อให้รับรู้รสว่าต้องเพิ่มเติมรสชาติใดๆ เข้าไปหรือไม่ เช่น รสเค็ม รสเผ็ด

10. พี่น้องหลายท่านคิดว่าเขาไม่สามารถที่จะใช้ มิสวาก หรือแปรงสีฟันในช่วงเดือนรอมฎอนได้ ซึ่งเป็นความคิดที่ผิด เนื่องจากศาสนทูต (ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะศัลลัม) เคยใช้มิสวากในช่วงเดือนรอมฎอน ด้วยเหตุนี้ ท่านจึงสามารถที่จะใช้ยาสีฟันได้ นักวิชาการได้ให้เหตุผลว่ามิสวากนั้นมีรสชาติ ดังนั้นยาสีฟันก็สามารถใช้ได้เช่นกัน (หากท่านไม่ได้กลืนมันลงไป)

11. พี่น้องบางท่านกล่าวอะซานฟัจรฺเร็วกว่าเวลาจริง ด้วยเพราะพวกเขาต้องการให้ผู้คนหยุดกินหรือดื่มก่อนฟัจรฺ เพื่อที่การถือศีลอดนั้นจะไม่เป็นโมฆะ ซึ่งนี่เป็นความเชื่อที่ผิดและท่านไม่ควรกระทำเช่นนั้น

12. พี่น้องบางท่านกล่าวอะซานมัฆริบช้ากว่าเวลาจริง ด้วยเพราะพวกเขาต้องการให้ผู้คนเริ่มทานอาหารช้ากว่าเวลา และเผื่อเวลาไว้เนื่องจากเกรงว่ายังไม่ถึงเวลามัฆริบ ซึ่งเป็นสิ่งที่ผิดอีกเช่นกันและท่านไม่ควรกระทำเช่นนั้น

13. พี่น้องหลายท่านเชื่อว่า เขาไม่สามารถร่วมหลับนอนกับสามี/ภรรยา ตลอดเดือนรอมฎอนได้ นี่ถือว่าเป็นความเข้าใจที่ผิด ความจริงแล้วนั้นท่านไม่สามารถที่จะร่วมหลับนอนกับสามี/ภรรยาของท่านได้ในช่วงเวลาถือศีลอด หากแต่ว่าระหว่างช่วงเวลามัฆริบถึงเวลาฟัจรฺนั้นเป็นที่อนุมัติสำหรับสามีภรรยาที่จะร่วมหลับนอน

14. มุสลิมะฮฺหลายท่านเชื่อว่า หากภาวะประจำเดือนของเธอหมดและเธอยังไม่ได้ทำการฆุซลฺ (อาบน้ำตามศาสนบัญญัติ) เธอจะไม่สามารถถือศีลอดในวันนั้นได้ (ยกตัวอย่าง เมื่อประจำเดือนของเธอนั้นหมดในตอนกลางคืน และเธอได้เข้านอนโดยยังไม่ได้ทำฆุซลฺ จากนั้นเธอตื่นขึ้นมาโดยที่ยังไม่สามารถที่จะทำฆุซลฺได้) นี่เป็นความเข้าใจที่ผิด หากแม้ว่าเธอนั้นยังไม่ได้ทำฆุซลฺ เธอก็ยังสามารถที่จะทำการถือศีลอดได้

15. มุสลิมีนหลายท่านเชื่อว่า หากเขาได้ร่วมหลับนอนกับภรรยา (ในช่วงเวลาที่ได้รับการอนุมัติ) และไม่ได้ทำฆุซลฺ (คล้ายคลึงกับกรณีข้างบน) เขาไม่สามารถที่จะถือศีลอดได้ในเช้าวันถัดไป นี่เป็นความเข้าใจผิดอีกเช่นกัน เพราะในความเป็นจริงแล้ว เขายังคงสามารถถือศีลอดได้ แม้ว่าจะยังไม่ได้ทำฆุซลฺก็ตาม

16. พี่น้องบางท่านทำการละหมาดดุฮฺริและอัสริรวมกันในช่วงเดือนรอมฎอน (โดยเฉพาะในประเทศอาหรับ) นี่เป็นสิ่งที่ผิดและจำต้องหลีกเลี่ยง

17. พี่น้องบางท่านเชื่อว่าเขาไม่สามารถที่จะเริ่มทานอาหารได้จนกว่ามุอัซซีน (ผู้อะซาน) จะกล่าวอะซานมัฆริบจนจบ นี่เป็นความคิดที่ผิด เพราะแท้จริงแล้ว เมื่อใดก็ตามที่การอะซานได้เริ่มขึ้น เขาสามารถที่จะละศีลอดได้เลยทันที

18. พี่น้องหลายท่านไม่ถือโอกาสในการขอดุอาอฺก่อนที่พวกเขาจะทำการละศีลอด ทั้งนี้เนื่องจากว่า “ช่วงเวลาดังกล่าว” เป็นช่วงเวลาหนึ่งใน 3 เวลาที่อัลลอฮฺตอบรับการดุอาอฺของเขา

19. พี่น้องหลายท่านละเลยในเรื่องการตักตวงผลประโยชน์ของการใช้เวลาในช่วงท้าย ของเดือนรอมฎอน โดยที่พวกเขามักให้ความใส่ใจและทุ่มเทไปกับการจัดเตรียมสิ่งต่างๆ เพื่อวันอีดมากกว่า และเพิกเฉยต่อความประเสริฐของเดือนรอมฎอน ซึ่งการกระทำเช่นนี้เป็นสิ่งที่ผิด ทั้งนี้ด้วยเพราะพวกเขาขาดซึ่งความเข้าใจเกี่ยวกับความประเสริฐของเดือนรอมฎอน และการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องในช่วงเวลาดังกล่าว

20. พ่อแม่ผู้ปกครองหลายท่านไม่ยอมให้ลูกๆ ของพวกเขานั้น ถือศีลอดในช่วงรอมฎอน (เด็กเล็ก) ซึ่งการกระทำดังกล่าวถือเป็นการขัดขวางการกระทำความดีงามต่อเด็ก การที่พ่อแม่ผู้ปกครองอนุญาตให้เด็กๆ ถือศีลอดนั้นถือเป็นการฝึกฝนเด็กไปในตัว และเขาจะได้ตระหนักว่านี่เป็นภารกิจที่เขาจำต้องปฏิบัติเมื่อเขาเติบโตขึ้น

21. พี่น้องหลายท่านคิดว่ารอมฎอนเป็นเดือนของการงดเว้นการกินการดื่ม และต่างละเลยเรื่องการควมคุมอารมณ์รวมไปถึงการพูดจา ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ท่านจำต้องควบคุมอารมณ์และวาจาของท่านให้มากยิ่งขึ้นในช่วงรอมฎอน

22. พี่น้องหลายท่านมักเสียเวลาไปอย่างเปล่าประโยชน์ในช่วงรอมฎอน โดยที่พวกเขาใช้เวลาไปกับการนอนระหว่างวันและไม่ได้ทำประโยชน์ใดๆ ในช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ท่านจำต้องฉวยโอกาสหาประโยชน์จากช่วงเวลาอันประเสริฐในเดือนรอมฎอนนี้ โดยการทำอิบาดะฮฺให้มากยิ่งขึ้น (สุนนะหฺต่างๆ *ผู้แปล)

23. พี่น้องบางท่านไม่ยอมออกนอกสถานที่หรือเดินทางในช่วงเดือนรอมฎอน เนื่องจากพวกเขาคิดว่า พวกเขาต้องงดเว้นจากการถือศีลอดเมื่อเดินทาง แต่ในความจริงแล้วนั้น มีทางเลือกสำหรับเขา เพราะหากเขาต้องการที่จะงดเว้นจากการถือศีลอดขณะเดินทาง เขาก็สามารถกระทำได้ (โดยที่เขาทำการชดเชยในภายหลัง) และหากเขาไม่ต้องการที่จะงดเว้นการถือศีลอด ก็ให้เขาถือศีลอดต่อไป

24. พี่น้องหลายท่านที่มีความสามารถที่จะทำเอี๊ยะติกาฟฺที่มัสยิด หากแต่เขาไม่ทำ – แท้จริงแล้ว ท่านจำต้องฉวยโอกาสเอาประโยชน์ในช่วงเวลานี้ขณะที่ท่านยังมีสุขภาพที่ดีอยู่ และใช้เวลาส่วนใหญ่ในการอยู่กับมัสยิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลา 10 วันสุดท้ายของรอมฎอน

25. พี่น้องบางท่านเชื่อว่า พวกเขาไม่สามารถที่จะตัดผม ตัดเล็บได้ในช่วงรอมฎอน นี่เป็นความคิดที่ผิดเช่นกัน

26. พี่น้องบางท่านกล่าวว่า พวกเขาไม่สามารถที่จะกลืนน้ำลายในช่วงรอมฎอนได้ ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิด อย่างไรก็ตาม ท่านไม่สามารถที่จะกลืน เมือก หรือเสมหะที่อยู่ในปากของท่านได้

27. พี่น้องมุสลิมีนบางท่านกล่าวว่า พวกเขาไม่สามารถที่จะใส่น้ำมันหอมหรือน้ำหอมในช่วงรอมฎอนได้ นี่เป็นความคิดที่ผิด

28. พี่น้องบางท่านเชื่อว่า การมีเลือดออก (บาดแผล) นั้นเป็นเหตุให้การถือศีลอดของเขานั้นเป็นโมฆะ

29. พี่น้องบางท่านเชื่อว่า หากเขาอาเจียน (โดยมิได้เจตนา) นั้นเป็นเหตุให้การถือศีลอดของเขานั้นกลายเป็นโมฆะ ซึ่งเป็นความคิดที่ผิด อย่างไรก็ตาม หากท่านกระทำโดยเจตนา การถือศีลอดของท่านจะเป็นโมฆะทันที

30. พี่น้องบางท่านคิดว่าท่านไม่สามารถสูดน้ำเข้าจมูก หรือบ้วนปากขณะทำวูฎูอฺ (อาบน้ำละหมาด) ได้ในเดือนรอมฎอน ซึ่งนี่ก็เป็นความเข้าใจผิดอีกอย่างหนึ่งเช่นกัน

ขออัลลอฮฺทรงตอบรับการถือศีลอด และการงานที่ดีทั้งหลายของพวกเราด้วยเถิด และขอพระองค์ทรงให้อภัยต่อความผิดของเราทั้งที่ตั้งใจและไม่ได้ตั้งใจ อามีน

Read Full Post »

20130710-012508.jpg

บทความ Reaping the benefits of Ramadan โดย Ali Al-Timimi
ถอดความ بنت الاٍسلام

ในเดือนรอมฎอนนั้น ถือเป็นความสำคัญอย่างมากที่เราจะใช้ช่วงเวลาสั้นๆ นี้ทำความเข้าใจเกี่ยวกับ “ความดีงาม” และ “บทเรียน” ที่เราสามารถเรียนรู้ได้จากเดือนแห่งการถือศีลอดนี้

ช่างน่าเสียดาย ที่พี่น้องมุสลิมหลายท่านที่ได้ประสบกับเดือนนี้ หากพวกเขาปฏิบัติตัวดังเช่นที่ เศาะฮาบะฮฺท่านหนึ่งของท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม เคยกล่าวว่า “จงอย่าทำให้วันที่ท่านถือศีลอด และวันที่ท่านละศีลอด มีความเสมอภาคกันเถิด” หมายความว่า พฤติกรรม ความคิด และทัศนคติของบุคคลหนึ่งยังคงเหมือนเดิม ไม่ว่าเขาจะถือศีลอดหรือไม่ถือศีลอดก็ตาม หรือ “การถือศีลอดไม่มีผลใดๆ ต่อบุคคลนั้น” ด้วยเหตุนี้เราจึงจำเป็นต้องสะท้อนให้เห็นถึงคุณประโยชน์ที่เราจะได้รับจากเดือนนี้

1. เพิ่มพูนความตักวา (ความยำเกรง)
อัลลอฮฺทรงบัญญัติว่า การถือศีลอดนั้นมีขึ้นเพื่อเพิ่มพูนความตักวา “โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย การถือศีลอดได้ถูกบัญญัติแก่พวกเจ้า เช่นเดียวกับที่มันถูกบัญญัติแก่บรรดาผู้ที่อยู่มาก่อนพวกเจ้า เพื่อที่พวกเจ้าจะได้มาซึ่ง ความตักวา” (บะเกาะเราะหฺ 2:183) ความตักวา ในที่นี้หมายถึง “การสร้างภูมิคุ้มกัน” ระหว่าง “ตัวของบุคคลหนึ่ง (อารมณ์ ความปรารถนา)” และ “ความโกรธกริ้วของอัลลอฮฺ และไฟนรก” ดังนั้นเราจึงควรถามตัวเราเอง เมื่อเราละศีลอดว่า “การถือศีลอดวันนี้ทำให้เรายำเกรงต่ออัลลอฮฺมากขึ้นหรือไม่?” “มันทำให้เรามีความต้องการที่จะปกป้องตัวเองจากไฟนรกหรือเปล่า?”

2. ได้ใกล้ชิดอัลลอฮฺมากขึ้น
เราจะบรรลุสิ่งนี้ได้ด้วยการอ่านและใคร่ครวญ (ถ้อยคำใน) อัลกุรอานตลอดทั้งกลางวันและกลางคืน การร่วมละหมาดตะรอเวียะหฺ การรำลึกถึงอัลลอฮฺ การนั่งร่วมวงเพื่อศึกษาหาความรู้ และการทำอุมรอฮฺ (สำหรับผู้ที่มีความสามารถ) และ การทำเอี้ยะอฺติกาฟ (การเก็บตัวสันโดษในมัสญิดเพื่ออัลลอฮฺ) ในช่วงสิบวันสุดท้ายของรอมฎอน อันเป็นการละทิ้งการงานทั้งหลายแห่งโลกดุนยาและเก็บตัวอยู่ในมัสญิดเพื่อรำลึกถึงอัลลอฮฺ เพื่อที่จะได้ใกล้ชิดกับอัลลอฮฺมากยิ่งขึ้น เมื่อบุคคลหนึ่งกระทำบาป เขาย่อมรู้สึกว่าเขาห่างไกลจากอัลลอฮฺ ด้วยเหตุนี้บุคคลคนหนึ่งอาจจะรู้สึกว่ามันเป็นความยากลำบากสำหรับเขาในการที่จะอ่านอัลกุรอานและไปมัสญิด อย่างไรก็ตาม บรรดาบ่าวผู้ศรัทธาย่อมรู้สึกใกล้ชิดกับอัลลอฮฺมากขึ้น และปรารถนาที่จะทำการสักการะต่ออัลลอฮฺมากยิ่งขึ้น เพราะเขาไม่อายจากความผิดบาปของเขา (**ไม่ได้หมายความว่า เขาไม่ละอายต่อบาป หากแต่ว่าเขาไม่อายที่จะขออภัยโทษจากอัลลอฮฺ และแสวงหาหนทางที่จะใกล้ชิดพระองค์มากยิ่งขึ้น ด้วยความปรารถนาที่จะได้รับการอภัยโทษ และสร้างความพึงพอพระทัยต่อพระองค์ :: ผู้แปล)

3. ได้มาซึ่งความอดทนและความมุ่งมั่นอันแรงกล้า
อัลลอฮฺทรงกล่าวถึง “ความอดทน” มากกว่า 70 ครั้งในอัลกุรอาน อีกทั้งยังทรงให้คำแนะนำเกี่ยวกับ “ความอดทน” มากกว่า 16 วิธีในอัลกุรอาน ดังนั้นเมื่อบุคคลหนึ่งทำการถือศีลอด และละทิ้งอาหาร เครื่องดื่ม และการมีความสัมพันธ์ทางเพศ (สำหรับผู้เป็นสามี ภรรยา) เป็นระยะเวลาหลายชั่วโมง เขาย่อมได้เรียนรู้ถึงการยับยั้งอารมณ์ ความปรารถนาทั้งหลายและความอดทนจากการถือศีลอด “อุมมะฮฺนี้” ต้องการบรรดาบุรุษและสตรีที่มีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้า ผู้ที่ยืนหยัดต่อสุนนะฮฺและพระคัมภีร์แห่งอัลลอฮฺ และไม่โอนอ่อนต่อหน้าบรรดาศัตรูแห่งอัลลอฮฺ เราไม่ต้องการประชาชาติที่อ่อนแอถือเอาอารมณ์เป็นใหญ่ ผู้ที่มีเพียงแต่สโลแกน (คติ คำขวัญ) และใช้แต่การตะคอก หากแต่เมื่อถึงเวลาที่เขาควรต้องยืนหยัด หนักแน่น เขากลับไม่สามารถทำเช่นนั้นได้ เขากลายเป็นผู้ที่อ่อนแอ โอนอ่อนผ่อนตาม (ผู้คน)

4. ความพยายามให้ได้มาซึ่ง “เอี้ยะฮฺซาน” (ความดีงามและความบริสุทธ์ใจ) และการออกห่างจากริยาอฺ (การโอ้อวด)
เอี้ยฮฺซาน หมายถึง การทำการสักการะต่ออัลลอฮฺ เปรียบเสมือนว่าบุคคลหนึ่งมองเห็นพระองค์ และหากแม้ว่าเขาไม่เห็นพระองค์ ก็ตระหนักว่าพระองค์ทรงเห็นทุกๆ สิ่ง ท่านหะซัน อัลบัศรี กล่าวว่า “ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ในช่วงยี่สิบปีสุดท้าย ฉันไม่ได้กล่าวถ้อยคำใดหรือนำสิ่งหนึ่งสิ่งใดออกไปด้วยมือของฉัน หรืองดเว้นการนำเอาสิ่งหนึ่งสิ่งใดมาด้วยมือของฉัน หรือก้าวไปข้างหน้า หรือก้าวไปข้างหลัง เว้นเสียแต่ฉันจะตระหนักก่อนที่ฉันจะกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งว่า “อัลลอฮฺจะทรงรักการกระทำนี้หรือไม่” “พระองค์จะพึงพอพระทัยต่อการกระทำนี้หรือไม่” ดังนั้นเมื่อบุคคลหนึ่งทำการถือศีลอด เขาควรมีคุณสมบัติของการเฝ้าระวังพฤติกรรมของตัวเขาเองและออกห่างจากริยาอฺ (การโอ้อวด) นี่เป็นเหตุผลว่าเหตุใดอัลลอฮฺตรัสไว้ในหะดีษกุดซียฺ ว่า “การถือศีลอดนั้นคือ (สิ่งที่กระทำ) เพื่อข้าและข้าเป็นผู้ตอบแทนการกระทำนั้น” (อัลบุคอรียฺ) อัลลอฮฺทรงเลือกเน้นย้ำเรื่อง “การถือศีลอด” จากบรรดาการอิบาดะฮฺ (การสักการะ) ทุกๆ ประเภท ดังที่พระองค์ตรัสไว้ว่า “การถือศีลอด คือ (สิ่งที่กระทำ) เพื่อข้า” ด้วยเพราะว่าไม่มีใครรู้ใด้ว่าท่านกำลังถือศีลอดหรือไม่ เว้นแต่อัลลอฮฺ

ยกตัวอย่างเช่น เมื่อบุคคลหนึ่งทำการละหมาด หรือบริจาค หรือทำเตาวาฟ ผู้คนย่อมมองเห็นการกระทำเหล่านั้นของเขา ดังนั้นก็เป็นไปได้ว่าเขาอาจจะกระทำสิ่งเหล่านั้นเพื่อให้ได้รับคำสรรเสริญ เยินยอจากผู้คน ท่านสุฟยาน อัษเษารียฺเคยใช้เวลายามค่ำคืนและช่วงกลางวันไปกับการร้องไห้ มีผู้คนเคยถามท่านว่า “เหตุใดท่านจึงร้องไห้ มันเป็นเพราะท่านเกรงกลัวต่ออัลลอฮฺกระนั้นหรือ” ท่านตอบว่า “ไม่ใช่เช่นนั้นหรอก” พวกเขาจึงถามว่า “มันเป็นเพราะความกลัวต่อไฟนรกกระนั้นหรือ?” ท่านตอบว่า “ไม่ใช่ มันไม่ใช่เพราะความกลัวต่อไฟนรกที่ทำให้ฉันหลั่งน้ำตา หากแต่สิ่งที่ทำให้ฉันต้องหลั่งน้ำตา นั่นเป็นเพราะว่า ตลอดระยะเวลาหลายปีมานี้ ฉันได้ทำการสักการะต่ออัลลอฮฺ อีกทั้งยังทำการสอนผู้คนด้านวิชาการ (เรื่องศาสนา) หากแต่ฉันเองไม่แน่ใจว่าเจตนาทั้งหมดของฉันนั้นมีความบริสุทธิ์ใจเพื่ออัลลอฮฺหรือไม่”

5. ปรับปรุงมรรยาทให้ดีงาม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “มรรยาทอันเกี่ยวกับความซื่อสัตย์ และการสร้างความไว้วางใจ”

ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “ผู้ใดก็ตามที่ไม่ละทิ้งความเท็จทั้งในคำพูดและการกระทำของเขา ดังนั้นจึงไม่จำเป็น ณ ที่อัลลอฮฺ ที่เขาจะละทิ้งอาหารและเครื่องดื่มของเขา” (อัล บุคอรียฺ) สิ่งที่เราได้เรียนรู้จากหะดีษบทนี้คือ เราจำต้องให้ความใส่ใจต่อ “การชำระล้างมรรยาท พฤติกรรมของเราให้สะอาดบริสุทธิ์” ท่านเราะสูล กล่าวว่า “ถูกส่งมาเพื่อให้เกิดพฤติกรรม (มรรยาท) ที่ดีงามอย่างสมบูรณ์แบบ” (มาลิก)

ดังนั้นเราจำต้องตรวจสอบตัวเราเองว่า เราได้ปฏิบัติตามพฤติกรรม (คุณลักษณะ) ของท่านเราะสูล หรือไม่? ตัวอย่างเช่น เราได้ให้สลามต่อบรรดาผู้ที่เราไม่รู้จัก และบรรดาผู้ที่เรารู้จักหรือไม่? เราได้ปฏิบัติตาม “จรรยามรรยาทแห่งอิสลาม” ด้วยการแจ้งสัจธรรม หรือเพียงแค่การบอกกล่าวสัจธรรมเท่านั้น? เรามีความบริสุทธิ์ใจหรือไม่? เรามีความเมตตาต่อสิ่งถูกสร้างหรือไม่?

6. ตระหนักว่าบุคคลหนึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงเป็นคนที่ดีได้
ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมกล่าวว่า “บรรดาลูกหลานของอะดัมต่างกระทำความผิดบาปและผู้ที่ดีที่สุดในบรรดาคนบาปคือผู้ที่สำนึกผิด” (อิบนุ มาญะฮฺ) อัลลอฮฺแระทานโอกาสมากมายแก่เราเพื่อที่เราจะได้ทำการสำนึกผิดและแสวงหาการอภัยโทษจากพระองค์ หากบุคคลหนึ่งเคยฝ่าฝืน มันย่อมเป็นไปได้ว่าเขาก็สามารถที่จะเป็นบ่าวผู้เชื่อฟังได้เช่นกัน

7. มีความใจบุญ
ท่านอิบนุ อับบาส กล่าวว่า “ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม เป็นผู้ที่มีความใจบุญที่สุดในหมู่ผู้คน ท่านเคยทำแสดงออกถึงความใจบุญมากกว่าปกติในเดือนรอมฎอนเมื่อญิบรีลมาพบท่านในทุกๆ คืนของรอมฎอนจนกระทั่งช่วงสุดท้ายของเดือน” (อัล บุคอรียฺ) ท่านเราะสูล กล่าวว่า “ผู้ใดก็ตามที่ให้อาหารต่อผู้ที่ถือศีลอดสำหรับการละศีลอดของเขา เขาย่อมได้รับรางวัลการตอบแทนดังเช่นผู้ที่ถือศีลอด โดยที่จะไม่มีสิ่งใดถูกลดทอนลงจากรางวัลของผู้ที่ถือศีลอดเลย” (อัตติรมิซียฺ)

8. สัมผัสถึงความเป็นหนึ่งเดียวของพี่น้องมุสลิม
ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “ผู้ใดก็ตามในหมู่พวกเจ้าที่มีชีวิตหลังจากฉัน จะเห็นความแตกต่างมากมาย กระนั้นพวกท่านจำต้องยึดถือในสุนนะฮฺของฉันและสุนนะฮฺที่ได้รับการแนะนำที่ถูกต้องโดยเคาะลิฟะฮฺ จงยึดมั่นและยืนหยัดกับมัน” (อบู ดาวูด) ในเดือนนี้เราย่อมสัมผัสได้ว่ามันมีความเป็นไปได้ที่เราจะร่วมตัวเป็นหนึ่งเดียว ด้วยเพราะว่าเราทุกคนต่างทำการถือศีลอดร่วมกัน ละศีลอดร่วมกัน เราทำการอิบาดะฮฺต่ออัลลอฮฺร่วมกัน และเราก็ทำการละหมาดเศาะลาตุลอีด ร่วมกัน ดังนั้นเราย่อมสัมผัสได้ว่าความเป็นเอกภาพของมุสลิมนั้นเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ มันเป็นเรื่องที่เป็นไปได้สำหรับบรรดามุสลิมทั้งหลายที่เราจะกลายเป็น “หนึ่งร่างกายเดียวกัน” แต่สิ่งนี้จะบรรลุผลสำเร็จได้ด้วยการที่เรามีความเชื่อฟังต่ออัลลอฮฺและศาสนทูตของพระองค์เพียงเท่านั้น

9. ศีกษาหลักการ กฎเกณฑ์ของศาสนา
ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมได้ทำให้เรายึดมั่นอยู่กับหลักการและความเคร่งครัด “ความเคร่งครัดดังกล่าว” ย่อมไม่นำไปสู่ความคลั่งไคล้ที่เกินความพอดี หรือออกจากขอบเขตที่อัลลอฮฺทรงบัญญัติไว้อย่างชัดแจ้ง บุคคลหนึ่งย่อมไม่สามารถละศีลอดก่อนที่ดวงอาทิตย์ตก เพราะมันไม่เป็นที่ยอมรับ ณ ที่อัลลอฮฺ มุสลิมจำต้องเรียนรู้ที่จะมีความเคร่งครัด (ต่อหลักการ) ในการดำเนินชีวิตของพวกเขา เพราะพวกเขาคือประชาชาติแห่งสารสำคัญ ที่พวกเขาจะต้องนำมาปฏิบัติในชีวิตจริงของเขา

10. อบรมสั่งสอนเด็กๆ ให้ทำการสักการะต่ออัลลอฮฺ
มันเป็นหนทางการปฏิบัติของประชาชาติแห่งมาดีนะฮฺ ที่ตลอดระยะเวลาของการถือศีลอดอาชูรออฺ (ซึ่งปัจจุบันนี้ถือเป็น “วันแห่งการถือศีลอด” อีกหนึ่งวัน ที่ควรต้องปฏิบัติ) พวกเขาจะให้บุตรหลานทำการถือศีลอดพร้อมกับพวกเขา เมื่อเด็กร้องไห้ด้วยเพราะความหิวและความกระหาย พ่อแม่ก็จะเบี่ยงเบนความสนใจของพวกเขาด้วยการให้เล่นของเล่นบางชนิด และเด็กๆ จะทำการละศีลอดกับพ่อแม่ (ดังที่มีการกล่าวไว้ใน อัลบุคอรียฺ)

ดังนั้นพ่อแม่ผู้ปกครองควรพาเด็กๆ ไปมัสญิด และให้พวกเขาทำการละหมาดพร้อมกับพ่อแม่ เพื่อที่พวกเขาจะเกิดความเคยชินและมีอุปนิสัยของการเป็นผู้ทำการสักการะต่ออัลลอฮฺ หากพ่อแม่ไม่ทำการส่งเสริมให้ลูกๆ ของเขาทำการถือศีลอดตั้งแต่เด็ก มันก็จะเป็นการยากสำหรับพวกเขาที่จะทำการถือศีลอดเป็นระยะเวลา 30 วัน ในช่วงวัยแรกรุ่น ด้วยเหตุนี้ ท่านเราะสูล จึงกล่าวว่า “จงสั่งใช้ให้ลูกๆ ของพวกท่านทำการละหมาดเมื่อพวกเขาอายุ 7 ขวบ และตีพวกเขาเมื่อพวกเขาอายุ 10 ขวบ (หากเขาไม่ละหมาด) (ฮะกีม)

11. ดูแล ใส่ใจต่อสุขภาพ
การถือศีลอดนั้น มีประโยชน์ทางการแพทย์มากมาย อีกทั้งยังเป็นการสอนให้บรรดามุสลิมดูแลสุขภาพของตัวเองและสร้างความแข็งแรงต่อร่างกาย ท่านเราะสูล (ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม) กล่าวว่า “ผู้ศรัทธาที่แข็งแรงย่อมดีกว่าและเป็นที่รักยิ่งกว่าผู้ศรัทธาที่อ่อนแอ และมันเป็นสิ่งที่ดีต่อทุกๆ คน” (มุสลิม)

Read Full Post »

Older Posts »

%d bloggers like this: