Feeds:
Posts
Comments

Archive for September, 2013

การกล่าวโทษว่าทุกๆ สิ่งที่เลวร้ายที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรานั้นเกิดจากเวทมนตร์ ไสยศาสตร์ หรืออัยน์ นั่นคือสัญญาณหนึ่งที่บ่งบอกถึงความอ่อนแอของอีหม่าน (ความศรัทธา)

การมีความเชื่อเช่นนี้ทำให้การทำงานของมารร้ายชัยฏอนในการที่จะสร้างความเสียหายต่อชีวิตของเรานั้นง่ายดายมากขึ้น ด้วยการที่มันทำให้เราเข้าใจผิดว่าใครคนหนึ่งกำลังใช้วิธีการสกปรกเหล่านี้กับเราอยู่

และคนที่ถูกกล่าวโทษว่าทำในสิ่งเหล่านั้น โดยส่วนใหญ่แล้วมักจะเป็นผู้ที่บริสุทธิ์เสมอ

ขอให้เราแสวงหาความคุ้มครองจากอัลลอฮฺเป็นประจำทุกวันด้วยการละหมาด ดุอาอฺ และการชำระล้างจิตใจกายให้สะอาด ด้วยการทำเช่นนี้มันย่อมไม่มีสิ่งใดที่จะสามารถทำร้ายหรือสร้างความเสียหายต่อเราได้

แปลเรียบเรียงจาก มุฟตี อิสมาอีล เมงกฺ
-บินติ อัลอิสลาม-

Advertisements

Read Full Post »

สองวันภายหลังจากที่ท่านอุมัรฺ อิบนุล ค็อฏฏ็อบได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ‘เคาะลิฟะฮฺ’ ผู้คนต่างพูด และกังวลเกี่ยวกับความแข็งกร้าวและการลงโทษของท่าน ดังนั้นท่านอุมัรฺจึงตระหนักว่าท่านจำต้องแถลงการณ์เพื่อชี้แจงเรื่องดังกล่าวด้วยตัวของท่านเอง ท่านจึงได้ขึ้นไปบนมินบัรฺ และกล่าวต่อพวกเขาโดยบรรยายถึงคุณลักษณะของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสัลลัม และท่านอบูบักรว่าเป็นเช่นไร และวิธีการที่พวกท่านรับมือกับประชาชนอย่างไร และการที่พวกท่านพึงพอใจในตัวท่านอุมัรฺเช่นไร ในขณะที่พวกท่านเสียชีวิตลง จากนั้นท่านอุมัรฺ ก็กล่าวว่า

“ฉันได้รับการแต่งตั้งให้เป็น ‘ผู้นำของพวกท่าน’ โอ้ ประชาชนทั้งหลาย ได้โปรดเข้าใจเถอะว่า ‘ความแข็งกร้าวนั้นได้ลดน้อยลงแล้ว และมันจะถูกใช้กับผู้กระทำผิด และผู้อธรรมเท่านั้น ฉันจะไม่อนุญาตให้ผู้ใดก็ตามข่มเหง อธรรมใครอีกคนหนึ่งหรือรุกล้ำละเมิดสิทธิ์ของผู้อื่น หากทว่าฉันจะกดแก้มข้างหนึ่งของเขาลงที่พื้น และใช้เท้าข้างหนึ่งของฉันวางลงบนแก้มอีกข้างของเขา จนกว่าเขาจะยอมรับต่อสัจธรรม ในทางกลับกัน สำหรับความแข็งกร้าวของฉันก่อนหน้านี้ ฉันจะขอวางแก้มของฉันลงที่พื้นต่อหน้าบรรดาผู้นอบน้อมถ่อมตนทั้งหลาย

โอ้ ประชาชนเอ๋ย ฉันจะขอสัญญาบางอย่างกับพวกท่าน ซึ่งฉันจะแจ้งให้พวกท่านทราบ เพื่อที่พวกท่านจะได้คอยย้ำเตือนฉันให้ยึดมั่นในคำสัญญาเหล่านี้ ฉันขอสัญญาว่า ฉันจะไม่เอาส่วนใดส่วนหนึ่งจากภาษีของพวกท่าน ทรัพย์สินที่ได้มาจากสงครามของพวกท่านที่อัลลอฮฺประทานให้แก่ท่าน เว้นแต่ด้วยหนทางที่ถูกต้องดีงาม ฉันขอสัญญาว่าสิ่งใดก็ตามที่ฉันเอาไปจากพวกท่าน ฉันจะไม่ใช้จ่ายมันออกไปเว้นแต่ด้วยหนทางที่ถูกต้องดีงาม ฉันขอสัญญาต่อพวกท่านว่าฉันจะเพิ่มพูนค่าครองชีพของพวกท่านให้มากขึ้น อินชาอัลลอฮฺ และฉันจะปกป้องเขตแดนของพวกท่าน ฉันจะไม่โยนพวกท่านไปยังสถานที่อันตราย หรือพรากพวกท่านให้ห่างจากครอบครัวของพวกท่านในการทำหน้าที่ปกป้องเขตแดนเป็นระยะเวลานาน และเมื่อพวกท่านจำต้องออกไปประจำการทหารเพื่อสู้รบ ฉันจะดูแลรับผิดชอบลูกๆ ของพวกท่านจนกว่าพวกท่านจะกลับมาพบกับพวกเขา

จงยำเกรงต่ออัลลอฮฺ โอ้ บรรดาบ่าวของอัลลอฮฺ และโปรดช่วยเหลือฉันด้วยการยับยั้งความชั่วร้ายของพวกท่านให้พ้นจากฉัน และกำชับใช้ในเรื่องของความดี และห้ามปรามความชั่ว และด้วยการให้คำแนะนำตักเตือนที่จริงใจต่อฉันอันในเรื่องของรูปแบบที่ฉันจัดการบริหารกิจการทั้งหลายของพวกท่าน

ฉันกล่าวถ้อยคำของฉัน และฉันวิงวอนขอต่ออัลลอฮฺให้ทรงอภัยโทษแก่ฉันและแก่ท่าน”

แปลและเรียบเรียงจากหนังสือ Umar Ibn Al Khattab Vol 1
-บินติ อัล อิสลาม-

Read Full Post »

ท่านอุมัรฺ อินุ ค็อฏฏ็อบ กล่าวต่อประชาชนว่า “ฉันไม่ได้แต่งตั้งผู้ปกครองให้มีอำนาจในการที่จะเฆี่ยนตีพวกท่าน ทำลายเกียรติของพวกท่าน และยึดเอาทรัพย์สินของพวกท่าน หากทว่าฉันแต่งตั้งพวกเขาให้ทำหน้าที่สอนคัมภีร์แห่งพระผู้เป็นเจ้่าและสุนนะฮฺของศาสนทูต แก่พวกท่าน ดังนั้นผู้ใดก็ตามที่ถูกอธรรมโดยผู้ปกครองของเขา ขอให้เขานำเรื่องมาแจ้งแก่ฉันให้ทราบ เพื่อที่ฉันจะได้จัดการเรื่องดังกล่าวได้”

จากหนังสือ Umar Ibn Khattob vol 1

Read Full Post »

เรียนรู้จากแบบอย่างของศาสนทูตมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม
~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~
ดร. ฮิชาม อะลาวะดียฺ:: การที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม สามารถเข้าถึงจิตใจของผู้ฟัง (บรรดาเศาะหาบะฮฺ) ได้ มันไม่ใช่เพียงแค่เพราะ ‘คำพูดของท่าน’ หากทว่ามันคือ ‘วิธีการที่ท่านพูดกับพวกเขา’

เราต่างรู้ว่าข้อความจะถูกสื่อสารออกไปได้นั้นต้องใช้ ‘คำพูด 7%’ ‘น้ำเสียง 38%’ และ ‘ภาษากาย 55%’ นี่คือเหตุผลว่าทำไมผู้คนที่พบเห็นท่านนบี จึงต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ‘นี่ไม่ใช่ใบหน้าของผู้ที่โกหก’ และพวกเขาเหล่านั้นก็เกิดการเปลี่ยนแปลงทางความคิดและจิตใจ แม้ว่าการพบปะกับท่านนบีนั้นจะเป็นระยะเวลาสั้นๆ ก็ตาม

ดังนั้น ขอให้เราพัฒนาในเรื่องของภาษากายของเราเพื่อทำให้สารที่สื่อออกไปเข้าถึงใจของผู้คน แต่ที่มากไปกว่านั้นคือ ‘อารมณ์’ และ ‘แรงกระตุ้นเร้า’ สำหรับหัวข้อที่คุณกำลังพูด เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่คุณไม่สามารถหลอกลวงได้

แปล: บินติ อัลอิสลาม

Read Full Post »

ท่านหุษัยฟะฮฺถามว่า ‘โอ้ เราะสูลุลลอฮฺ เราเคยอยู่ในสภาวะแห่งญะฮีลิยะฮฺ (ยุคก่อนอิสลาม ยุคแห่งความโง่เขลา) และความชั่วร้าย จากนั้นอัลลอฮฺได้ทรงนำความดีงามนี้มายังพวกเรา เช่นนั้นแล้ว มันยังจะมีความชั่วร้ายใดๆ ภายหลังจากความดีงามนี้หรือไม่ขอรับ?’

ศาสนทูตมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมกล่าวว่า ‘มีสิ’ ท่านหุษัยฟะฮฺถามต่อว่า ‘แล้วมันจะมีความดีงามใดๆ ภายหลังจากความชั่วร้าย หรือไม่ขอรับ?’

ศาสนทูตมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมกล่าวว่า ‘มีสิ หากทว่ามันจะปะปนไปด้วยดะค็อนฮฺ دخنه (คือความชั่วร้ายเล็กๆ)’

ฉัน (ท่านหุษัยฟะฮฺ) จึงถามว่า ‘ดะค็อนที่ว่านั้นจะเป็นเช่นไรหรือขอรับ?’
ศาสนทูตมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมตอบว่า ‘มันจะมีคนบางกลุ่มที่จะชี้นำผู้คนไปสู่สิ่งอื่นที่นอกเหนือจากการชี้นำของฉัน และจะนำพาพวกเขาเหล่านั้นไปสู่สิ่งอื่นที่นอกเหนือจากสุนนะฮฺของฉัน (หมายถึง สิ่งใดก็ตามที่ถูกรายงานจากท่านเราะสูล) ท่านจะได้เห็นการกระทำทั้งหลายของพวกเขา และรังเกียจมัน’

ท่านหุษัยฟะฮฺถามต่อว่า ‘มันยังจะมีความชั่วร้ายใดๆ ภายหลังจากความดีงามอีกหรือไม่ขอรับ?’

ศาสนทูตมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมตอบว่า ‘มีสิ มันจะมีกลุ่มคนบางกลุ่มที่จะเชิญชวนผู้คนไปสู่ประตูแห่งไฟนรก และใครก็ตามที่ยอมรับการเชิญชวนนั้น ย่อมถูกโยนลงไปในไฟนรก (โดยพวกเขา)’

ท่านหุษัยฟะฮฺถามต่อว่า ‘โอ้ เราะสูลุลลอฮฺ โปรดบรรยายลักษณะของผู้คนเหล่านั้น ให้พวกเราทราบด้วยเถอะขอรับ’ ศาสนทูตมุหัมมัดจึงตอบว่า ‘พวกเขาจะมาจากหมู่คนของพวกเรา และพูดภาษาของพวกเรา (หมายถึง จากกลุ่มชนอาหรับ)’

ท่านหุษัยฟะฮฺถามต่อว่า ‘ท่านจะสั่งใช้ให้พวกเราทำสิ่งใดบ้าง ในสถานการณ์เช่นนั้นขอรับ?’

ศาสนทูตมุหัมมัดจึงตอบว่า ‘จงยึดมั่นอยู่กับญะมาอะฮฺของมุสลิม และผู้นำของพวกเขา’

ท่านหุษัยฟะฮฺถามว่า ‘หากว่าไม่มีญะมาอะฮฺ และไม่มีผู้นำหละ ขอรับ?’

ศาสนทูตมุหัมมัดจึงตอบว่า ‘จงออกห่างจากกลุ่ม (พรรค แขนง นิกาย) ทั้งหลายที่แตกต่างกัน แม้ว่าท่านจะต้องกัด (กิน) รากของต้นไม้ จนกระทั่งท่านต้องเสียชีวิตลงในขณะที่ท่านอยู่ในสภาพนั้นก็ตาม’

(บุคอรียฺ และมุสลิม)

Read Full Post »

บางทีเราก็ลืมว่า ‘ริสกีมาจากอัลลอฮฺ’
หน้าที่หลักของสามีคือดูแลครอบครัว
หน้าที่ของภรรยาคือดูแลคนในครอบครัว ดูแลบ้าน

พอเพียงก็จะเพียงพอ ถ้าไม่เพียงพอก็พยายามทำงานที่สามารถสละเวลาเพื่อดูแลลูกให้ได้เยอะๆ อย่าทำให้การหาเงินเป็นหน้าที่หลักของเราเลย ถ้าเราไม่ได้ลำบากอะไรมากนัก เลี้ยงดูลูกสำคัญกว่ามากมาย

แต่สำหรับคุณแม่บางคนที่จำเป็นต้องทำงานนอกบ้านจริงๆ หรือต้องทำงานเลี้ยงชีพด้วยเหตุจำเป็นบางอย่าง ก็เข้าใจนะคะ ต่างคนต่างมีเหตุผล

-บินติ อัล อิสลาม-

Read Full Post »

ฟังบรรยายของมุฟตี เมงกฺ หัวข้อหนึ่ง ท่านพูดเกี่ยวกับเรื่องการกินอาหารหะลาลของมุสลิม ขอแบ่งปันแบบสรุป ไม่เป๊ะๆ นะคะ

มุสลิมเราหลายคนยังละเลยเรื่องการกินอาหารหะลาลกันอยู่ เราเลือกเอาความสะดวกสบาย และเราก็ยังกินอาหารบางอย่างที่เราก็รู้ว่ามันไม่หะลาล หรืออาจจะไม่หะลาล

ในขณะที่ชาวฮินดูเอง เป็นกลุ่มคนที่ไม่กินเนื้อสัตว์เลย และกินแต่ผักมาทั้งชีวิตของพวกเขา ซึ่งพวกเขาก็อยู่ได้ ทำได้ นั่นเป็นเพราะว่าพวกเขาอุทิศตัวให้กับความเชื่อ ความศรัทธาของพวกเขา ..

แต่พวกเรา ‘มุสลิม’ ที่เชื่อและศรัทธาในพระเจ้าเพียงพระองค์เดียว กลับไม่สามารถทำได้ ยอมที่จะกินอาหารที่ยังมีความน่าเคลือบแคลงสงสัยว่าไม่หะลาล โดยใช้ข้ออ้างที่ว่าเมื่อหาอาหารหะลาลไม่ได้ ก็กินสิ่งที่หาได้ เพราะต้องกินเนื้อสัตว์ ขาดเนื้อสัตว์ไม่ได้ อีกอย่างศาสนาก็อนุโลม กล่าว ‘บิสมิลลา’ ก็พอแล้ว .. ซึ่งในความเป็นจริงนั้น ศาสนาอนุโลมในกรณีที่ขาดแคลนอาหารเลยจริงๆ มากกว่า

***(ความเห็นส่วนตัว) ปัจจุบันมันเป็นการง่ายมากสำหรับเราที่จะหาอาหารอื่นทดแทน ไม่ว่าจะเป็นอาหารทะเล อาหารกล่องในห้าง ในซุปเปอร์มาร์เก็ต ที่มีตราหะลาล กินผัก กินไข่ มีทางเลือกมากมาย ในเซเว่นอีเลเว่นก็มีให้เลือกสรรมากมาย แต่เรากลับยอมทำผิดเพื่อสนองความยากของเรา

และเพิกเฉยต่อคำเตือนของศาสนทูตมัหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมที่ว่า ‘หากเรากินอาหารหะรอม อัลลอฮฺจะมิทรงตอบรับดุอาอฺของเราถึง 40 วัน’

อัสตัฒฟิรุลลอฮฺ

Read Full Post »

Older Posts »

%d bloggers like this: