Feeds:
Posts
Comments

Archive for July, 2014

ซามีเราะฮฺเป็นผู้หญิงทำงานคนหนึ่ง เธอเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวของลูกวัยเข้าเรียนสามคน ในขณะที่เธอพบว่าตัวเองนั้นเป็นมะเร็งเต้านม

ซามีเราะฮฺทำงานอย่างหนักเพื่อดูแลครอบครัวของเธอ ลูกๆ ของเธอไม่มีใครให้พึ่งพิง และพวกเขาไม่มีรายได้อื่นใดเว้นแต่เงินค่าจ้างเล็กๆ น้อยๆ ที่เธอได้จากการรับจ้างทำความสะอาดบ้านตลอดทั้งสัปดาห์ และด้วยเพราะเธอไม่มีบัตรประกันสุขภาพ ซามีเราะฮฺจึงไม่สามารถเข้ารับการบำบัดรักษาความเจ็บป่วยของเธอได้อย่างที่เธอควรจะได้รับ

“หากฉันไม่ใช้จ่ายเงินไปกับการทำคีโมของฉัน ฉันก็ต้องใช้จ่ายมันไปกับการเลี้ยงดูลูกและให้การศึกษากับลูกๆ ของฉัน นี่คงไม่ใช่ทางเลือกที่ยากเกินไปในการที่ฉันจะตัดสินใจใช่ไหม” เธอถามฉัน

ซามีเราะฮฺเป็นผู้ศรัทธาที่มีความจริงใจ เธอเชื่อว่า ความตายนั้นได้ถูกกำหนดวันเวลาและสถานที่ไว้แล้วสำหรับพวกเราแต่ละคน ดังนั้นเธอจึงควรให้ความสำคัญกับสิ่งที่เธอสามารถทำได้ในบทบาทหน้าที่ของเธอบนโลกดุนยานี้ก่อน เธอได้จัดลำดับความสำคัญในชีวิตของเธอ เธอรู้สึกว่าหน้าที่หลักของเธอ คือการดูแลลูกๆ ของเธอ และการให้การศึกษาที่ดีกับพวกเขา เพื่อที่ว่าพวกเขาจะได้ไม่ต้องเผชิญกับความยากลำบากเช่นเดียวกับที่เธอได้ประสบในชีวิต และเธอปฏิญาณตนว่าเธอจะทำหน้าที่นั้นไปจนถึงลมหายใจสุดท้ายของเธอ

“หากว่าฉันจะต้องตาย อัลลอฮฺก็จะทรงเป็นผู้ที่ดูแลลูกๆ ของฉัน แต่ว่าฉันจำต้องทำส่วนที่เป็นหน้าที่ของฉันให้ดีเสียก่อน” เธอบอกเช่นนั้น ด้วยเหตุนี้ซามีเราะฮฺจึงไม่สนใจกับโรคมะเร็งของเธอและเธอก็ดำเนินชีวิตไปตามเป้าหมายที่เธอได้ตั้งไว้

อัลลอฮฺตรัสว่า “และพึงวิตกเถิด บรรดาผู้ที่หากพวกเขาละทิ้งลูกๆ ที่ยังอ่อนแออยู่ไว้เบื้องหลังของพวกเขา ซึ่งพวกเขากลัวว่าจะมีอันตรายเกิดขึ้นแก่ลูก ๆ ของพวกเขานั้น พวกเขาจงเกรงกลัวอัลลอฮฺเถิด และจงกล่าววาจาอย่างเที่ยงตรง” อันนิซาอฺ อายะฮฺที่ ๙

ในวันนี้ ซามีเราะฮฺได้เป็นคุณยายของหลานๆ ของเธอแล้ว ลูกสาวของเธอแต่งงานมีชีวิตครอบครัวที่มีความสุข และลูกชายคนโตของเธอก็เป็นวิศวกรที่ประสบความสำเร็จและทำงานเลี้ยงดูแม่ของเขาและน้องชายคนเล็กของเขา ที่ขณะนี้เป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง อีกทั้งเธอก็ไม่มีอาการของโรคมะเร็งหลงเหลืออยู่อีกแล้ว เพราะมะเร็งได้หายไปด้วยตัวของมันเอง โดยที่เธอไม่ได้รับการบำบัดใดๆ ทั้งสิ้น

ซามีเราะฮฺได้เยียวยารักษาจิตวิญญาณของเธอด้วยการมีความบริสุทธิ์ใจต่ออัลลอฮฺและมีความจริงใจกับการที่จะบรรลุเป้าหมายของเธอด้วยความศรัทธา การทุ่มเท และความซื่อตรงและการยอมจำนนต่อการกำหนดของอัลลอฮฺอย่างแท้จริง ด้วยเหตุนี้อัลลอฮฺจึงทรงดูแลร่างกายของเธอ

อย่างไรก็ตาม มันไม่ได้หมายความว่า “การมีความบริสุทธิ์ใจต่อการขัดเกลาจิตวิญญาณของคนคนหนึ่งนั้น จะจบลงด้วยการที่ความเจ็บป่วยจะได้รับการเยียวยาเสมอไป” แน่นอนว่ามันไม่ได้เป็นเช่นนั้น การเยียวยารักษาความเจ็บป่วย และสุขภาพร่างกายของเรานั้นเกิดขึ้นไปตามพระกำหนดของอัลลอฮฺ

บางครั้งความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นนั้นก็เป็นเช่นบทเรียน หรือบททดสอบในชีวิตเพื่อทำให้ความศรัทธาของเรานั้นเข้มแข็งและมั่นคง บางครั้งความเจ็บป่วยและบททดสอบทั้งหลายนั้นเกิดขึ้นเพื่อเป็นการชำระล้างบาปทั้งหลายของเรา และเพื่อทำให้เรามีคุณสมบัติที่จะได้อยู่ในระดับขั้นที่สูงขึ้นบนสวนสวรรค์

นบีมุหัมมัด กล่าวว่า “หากว่าสถานที่พำนัก (สวนสวรรค์) ได้ถูกกำหนดโดยอัลลอฮฺแก่บรรดาผู้ทำอิบาดะฮฺโดยที่เขาไม่ได้บรรลุมันจากการงานของเขา อัลลอฮฺก็จะทรงทดสอบเขาผ่านร่างกายของเขา ทรัพย์สินของเขา หรือลูกของเขา และเป็นเหตุให้เขาต้องอดทนอดกลั้นกับบททดสอบเหล่านี้จนกระทั่งเขาได้มาซึ่งสถานะที่อัลลอฮฺได้ทรงกำหนดไว้ให้แก่เขา” (อบูดาวูด อัลอัลบานียฺกล่าวว่าเป็นหะดีษที่เศาะหีฮฺ)
—————
แปลเรียบเรียงจากส่วนหนึ่งของบทความของ อะมีเราะฮฺ อะยาด

บินติ อัลอิสลาม

image

Read Full Post »

สหายเด็กของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ตอนที่ 3:2
————————-
เรียบเรียงจากบรรยาย ดร ฮิชาม อัลอะวาดีย

ท่านอับดุลลอฮฺ บิน บุร็อยดะอฺรายงานจากการบอกเล่าของบิดาของท่านว่า “มีสตรีนางหนึ่งจากเมืองฆอมิดได้มาพบท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสัลลัม และบอกท่านว่า “เราะสูลุลลอฮฺ ฉันได้ทำซินา (ทำผิดประเวณี) ขอท่านได้โปรดชำระล้างมลทินนี้ให้แก่ฉันด้วยเถิด” หากทว่าท่านนบีได้ส่งนางกลับไป ในวันถัดมา นางจึงถามท่านนบีว่า “เราะสูลุลลอฮฺ เหตุใดท่านจึงส่งฉันกลับไป บางทีอาจเป็นเพราะว่าท่านส่งฉันกลับไปเช่นเดียวกับที่ท่านได้ส่งมะอีซกลับไป ขอสาบานด้วยอัลลอฮฺ ฉันได้ตั้งครรภ์แล้ว”

ท่านนบีจึงตอบนางว่า “เอาหละ หากเธอยืนกรานในเรื่องนี้ เธอจงกลับไปเสียก่อนจนกว่าเธอจะคลอดบุตรของเธอ”

เมื่อนางคลอดบุตรแล้ว นางได้กลับมาหาท่านนบีพร้อมกับบุตรของนางที่ถูกห่อด้วยผ้าคลุมและนางได้กล่าวต่อท่านนบีว่า “นี่คือบุตรที่ฉันได้ทำการคลอดเขาออกมาค่ะ”

ท่านนบีตอบนางว่า “จงกลับไปเสีย และให้นมเขา จนกระทั่งเธอได้หย่านมเขา”

เมื่อนางหย่านมแล้ว นางจึงได้กลับมายังท่านนบีพร้อมกับบุตรของนางที่ในมือของเขานั้นมีขนมปังอยู่หนึ่งแผ่น นางจึงกล่าวกับท่านนบีว่า “นี่คือบุตรของฉัน ฉันได้ทำการหย่านมจากเขาแล้ว และเขาก็กินอาหารแล้ว”

ท่านนบีจึงได้ทำการฝากเด็กคนนั้นให้อยู่ในการดูแลของมุสลิมคนหนึ่ง จากนั้นก็ประกาศตัดสินการลงโทษ และนางก็ถูกนำตัวลงไปในหลุม (ร่องดิน) ที่มีความลึกถึงช่วงหน้าอกของนาง และท่านนบีก็ได้สั่งให้ผู้คนทำการขว้างก้อนหินใส่นาง

ท่านคอลิด บิน วาลีดได้เดินตรงมาพร้อมกับก้อนหินที่ท่านได้ขว้างใส่ศีรษะของนาง จนทำให้เลือดของนางนั้นพุ่งใส่หน้าของท่านคอลิด และด้วยเหตุนี้ท่านจึงได้ด่าทอเธอ

นบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมได้ยินคำสาปแช่งด่าทอของท่านคอลิด ดังนั้นท่านจึงกล่าวต่อท่านคอลิดว่า “คอลิดเอ๋ย จงอ่อนโยนเถิด ขอสาบานด้วยผู้ซึ่งชีวิตของฉันอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ แท้จริงนางได้ทำการสำนึกผิด กลับเนื้อกลับตัวถึงขั้นที่ว่าแม้ว่าผู้เก็บภาษีที่มีความผิดบาปได้ทำการสำนึกผิด เขาก็จะได้รับการอภัยโทษ จากนั้นท่านก็ได้ออกคำสั่ง และท่านก็ได้ทำการละหมาดให้กับนาง และนางก็ถูกฝัง” (เศาะหีฮฺมุสลิม)

จากหะดีษบทข้างต้นนี้เราจะเห็นได้ว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสัลลัม ไม่ได้สั่งให้มีการลงโทษนางโดยทันทีทันใด แต่เราลองย้อนคิดดูสิว่า หากว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้ามาบอกเราว่า เธอได้ทำซินา เราจะทำเช่นไร.. เราก็คงบอกเธอว่า ‘ตามคำสั่งใช้ในอัลกุรอานและสุนนะฮฺ เธอจำต้องได้รับการลงโทษ’ ใช่ไหม

แล้วรู้หรือไม่ ว่าเพราะเหตุใดท่านนบีจึงไม่สั่งลงโทษเธอโดยทันที

นั่นเป็นเพราะว่าท่านนบีเห็นแก่ “ลูกของนาง”

ลองจินตนาการดูสิว่า หากสตรีท่านนั้นถูกลงโทษจนเสียชีวิตลงโดยทันทีหลังจากที่นางคลอด เด็กคนนั้นก็คงต้องใช้ชีวิตโดยไม่ได้เห็นหน้าแม่ของเขาเลย หากแต่ท่านนบีย่อมรู้ดีว่าในช่วงสองสามปีแรกหลังจากการกำเนิดของเขานั้นมีความสำคัญเป็นอย่างมากในการที่เขาจะได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับแม่ผู้ให้กำเนิดของเขา มันจำเป็นอย่างมากในการที่เขาจะได้ดื่มนมจากอกของแม่เขา ได้รับอ้อมกอด ได้รับการจูบการหอม และความรักจากแม่ของเขาที่กำลังจะเสียชีวิตลงในอีกไม่ช้า

อีกทั้งในความเป็นจริงแล้ว สตรีท่านนั้นสามารถที่จะหนีความผิดของนางได้ เพราะนางไม่ได้ถูกกักตัว หรือล่ามโซ่ไว้แต่อย่างใด มากไปกว่านั้นนางยังสามารถไปร่วมละหมาดในวันศุกร์ นางได้ไปมัสญิด นางได้ไปซื้อของซื้ออาหารให้กับลูกของนางที่ตลาด และทุกคนต่างทราบดีว่านางได้เคยทำซินา หากทว่านางได้รับการปกป้อง และเกียรติของนางได้รับการปกป้องอันเนื่องมาจากบุตรของนาง ทั้งที่นางเป็นสตรีที่แต่งงานแล้วแต่ได้เคยทำซินา  และด้วยเหตุนี้เองท่านคอลิด อับดุลวาลีดจึงได้ด่าทอเธอและขว้างหินใส่ศีรษะนางจนเลือดออกในวันที่มีการตัดสินให้มีการลงโทษนาง ทั้งนี้อันเนื่องมาจากความโกรธของท่าน ซึ่งการกระทำของท่านคอลิดนั้นเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงทัศนคติและการกระทำของพวกเราส่วนใหญ่ที่มักจะตอบโต้ออกไปในสถานการณ์เช่นนั้น หากทว่าท่านนบีได้แสดงให้เห็นถึง “เราะฮีม (ความเมตตา)” “อะคุลุกุลอาซีม (มารยาทที่ดีงาม)” “เราะมะตุ้ลอาละมีน (ความปรานี)” ดังที่ท่านได้กล่าวว่า ” “คอลิดเอ๋ย จงอ่อนโยนเถิด ขอสาบานด้วยผู้ซึ่งชีวิตของฉันอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ แท้จริงนางได้ทำการสำนึกผิด กลับเนื้อกลับตัวแล้ว”

ตอนนี้ เรามาลองนึกถึง “ความรู้สึกของบุตรชายของสตรีนางนั้น” สิว่า เมื่อเขาเติบโตขึ้น เขาจะรักท่านเราะสูลมากเพียงใด ที่ท่านได้ผ่อนผันการลงโทษให้กับแม่ของเขาถึงสาม สี่ปี เพื่อที่เขาจะได้รับการเลี้ยงดูจากนาง .. อีกทั้งเขาย่อมจดจำแม่ของเขา ในฐานะของสตรีผู้สำนึกผิดและกลับเนื้อกลับตัว สตรีผู้ศรัทธา และเมื่อเขาเติบโตไปพร้อมๆ กับเด็กคนอื่น โดยเด็ก เหล่านั้นย่อมรับรู้เรื่องราวของเขา ดังนั้นคุณคิดว่าเด็กเหล่านั้นจะรักเด็กชายคนนี้ ให้เกียรติเด็กชายคนนี้ หรือเกลียดชังเขา สบประมาทเขา ที่พวกเขาได้รู้ว่าแม่ของเขาได้ทำการสำนึกผิดต่ออัลลอฮฺก่อนได้รับการลงโทษ? อีกทั้งการที่แม่ของเขาได้รับการผ่อนผันเวลาเช่นนี้ โดยที่ตลอดเวลานางรู้ดีว่าวันหนึ่งนางจะต้องถูกลงโทษ นางย่อมต้องใช้เวลาที่มีอยู่ไปกับการมอบความรักอย่างมากมายให้กับลูกของนาง และให้การอบรมเลี้ยงดูเขาเป็นอย่างดีแน่นอน นี่คือบทเรียนและข้อคิดที่เราได้จากหะดีษบทนี้
——–
ข้อคิดที่ได้จากผู้บรรยาย
::::::::::::::::::::::::
เวลาที่เราอ่านหะดีษ เราควรคิด ใคร่ครวญเกี่ยวกับหะดีษบทหนึ่งๆ ในมุมนี้ ไม่ใช่แค่อ่านเฉยๆ  ขอให้นึกถึงเหตุและผลอันดีงามที่ซ่อนอยู่ในมัน เพราะหากเราคิดได้เช่นนี้ เราก็จะมี “เราะฮีม (ความเมตตา)” มากยิ่งขึ้น

เรียบเรียง:: บินติ อัลอิสลาม

image

Read Full Post »

%d bloggers like this: