Feeds:
Posts
Comments

Archive for August, 2014

เวลาที่สามี หรือภรรยาของเราทำผิด หรือทรยศหักหลังเรา .. เราส่วนใหญ่มักคิดว่า “เขาหรือเธอทรยศหักหลังฉัน ฉันจะไม่ทนอีกต่อไป” โดยที่เราลืมสิ่งสำคัญไปว่า … แท้จริงแล้ว “เขา หรือเธอ” ไม่ได้ทรยศหักหลังเราหรอก แต่เขาทรยศหักหลัง อัลลอฮฺต่างหาก 

เมื่อเราคิดได้เช่นนี้ … เราย่อมต้องรู้หน้าที่ของเราว่า เราจำต้องดึงเขาออกมาจากความชั่ว หรือการกระทำบาปนั้น .. เราต้องเสียสละ และช่วยเหลือเขาให้ถึงที่สุด เพื่อให้เขากลับมาสู่อัลลอฮฺ.. 

สรุปจากบรรยายของมุฟตี เมงกฺ (จำได้ไม่หมดอะ ประมาณนี้แหละ แต่ฟังแล้ว มันก็จริงนะ.. เราแคร์แต่ความเจ็บปวดของเรา โดยที่ลืมไปว่า เขาหรือเธอกำลังละเมิดพระผู้ทรงสร้างอยู่ และเรามีหน้าที่ต้องช่วยเหลือเขา) 

ขออัลลอฮฺทรงปกป้องเราและคนในครอบครัวของเราจากการทรยศหักหลัง และละเมิดขอบเขตของพระองค์ด้วยเถิด อามีน

แปลเรียบเรียง Bint Al Islam
Feb 23

Advertisements

Read Full Post »

เราจะมีความสุขจริงๆ หรือ กับการได้มาในสิ่งที่เราต้องการด้วยการทำร้ายชีวิต จิตใจของเพื่อนมนุษย์ … 

เคยฟังบรรยายหนึ่งของมุฟตี เมงกฺ ท่านเล่าว่า มีผู้หญิงคนหนึ่งโทรมาหาท่าน และบอกเล่าให้ท่านฟังว่า ตอนนี้เธอทุกข์ทรมานกับชีวิตการแต่งงานของเธอเหลือเกิน ซึ่งมุฟตี เมงกฺก็พยายามให้หนทางแก้ไขแก่เธอ จนกระทั่งเธอสารภาพกับมุฟตี เมงกฺ ว่า “สิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมันเป็นความผิดของเธอเอง และตอนนี้เธอกำลังได้รับสิ่งที่เธอได้เคยทำไว้” 

เธอเคยทำอะไรหรือ.. เธอเล่า (ประมาณ) ว่า “สามีคนปัจจุบันของเธอนั้น แท้จริง ในอดีตเขามีครอบครัวที่อบอุ่นของเขาอยู่แล้ว อีกทั้งยังมีลูกด้วย หากแต่ว่าเธอชื่นชอบในตัวของผู้ชายคนนี้มาก เธอจึงพยายามที่จะครอบครองผู้ชายคนนี้ให้ได้ ดังนั้นเธอจึงใช้วิธีการง่ายๆ นั่นคือ เธอใช้วิธีการโทรศัพท์ไปหาภรรยาของเขาเพียง 5 ครั้งเท่านั้น และบอกเล่าเรื่องราวที่เธอแต่งขึ้นมาเองให้ภรรยาของเขาฟัง และบอกว่าเธอเป็นเพียง “ผู้หวังดี” ทั้งนี้เพื่อให้ครอบครัวของเขาเกิดความแตกแยก และสุดท้ายเธอก็ได้เขามาเป็นสามีในที่สุด เช่นที่เธอปรารถนา” 

อย่างไรก็ตาม เมื่อเธอได้ครอบครองเขาในฐานะสามี เธอกลับต้องได้รับกับความทุกข์ทรมานจากพฤติกรรมของสามีเธอ เขากลายเป็นคนที่เลวร้าย และเธอก็ไม่มีความสุขกับชีวิตการแต่งงานเลย

… นี่คือ ตัวอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นอุทาหรณ์ให้กับพวกเราทั้งหลาย .. ให้ระมัดระวังตัว ขอความคุ้มครองให้กับครอบครัวเสมอ อีกทั้งเราก็ยังควรยับยั้งตัวเราจากการทำร้ายผู้อื่นด้วย .. เพราะเราไม่สามารถมีความสุขอยู่บนความทุกข์ของคนอื่นได้หรอก 

ขออัลลอฮฺทรงปกป้องตัวเราและครอบครัวของเราจากความเลวร้ายเหล่านี้ด้วยเถิด อามีน
———-
สรุปเรียบเรียง  Bint Al Islam

Read Full Post »

เราทุกคนต่างมีความปรารถนา มีประเด็นต่างๆ ในชีวิต มีปัญหาสุขภาพที่เรากำลังเผชิญอยู่ ไม่มีใครที่มีชีวิตที่โรยไปด้วยกลีบกุหล่าบ แต่อัลลอฮฺทรงรู้ดีว่า เรากำลังพบเจอกับอะไรอยู่ บางทีอาจเป็นได้ว่าเราคิดว่าเรากำลังประสบกับปัญหาที่หนักหนากว่าคนที่นั่งอยู่ข้างๆ เรา แต่ในความเป็นจริงแล้วเขาอาจจะประสบกับปัญหาที่หนักหนามากยิ่งกว่าเราเสียอีก เพียงแต่ว่าเขาสามารถจัดการกับมันได้ดี นั่นเป็นเพราะว่าเขามีอีหม่าน (ความศรัทธา) และความเชื่อมั่น ดังนั้นจึงจำเป็นอย่างมากในการที่เราจะพัฒนา “ความศรัทธา” และ “ความเชื่อมั่น” ของเราให้สูงขึ้น 

(บรรยาย มุฟตี เมงกฺ หัวข้อเรื่อง Gratitude of limbs)
แปลเรียบเรียง Bint Al Islam

Read Full Post »

ร่างกายที่ขอบคุณต่ออัลลอฮฺ (อยากให้อ่านมากๆ เพราะพวกเราก็มองข้ามและละเลยสิ่งเหล่านี้จริงๆ) 
—————————
(สรุปจากบางส่วนในบรรยายของมุฟตี อิสมาอีล เมงกฺ หัวข้อ Gratitude of Limbs)

เวลาคุณได้รับมากจากอัลลอฮฺ คุณยิ่งต้องเข้าหาอัลลอฮฺ และขอบคุณพระองค์ในหนทางที่พระองค์ทรงต้องการได้รับจากคุณ เพราะการขอบคุณพระองค์นั้น ไม่ใช่เพียงแค่การใช้ปาก (ในการกล่าวขอบคุุณ) เท่านั้น แต่ที่มากกว่านั้นคือ การใช้ถ้อยคำ และการกระทำ 

ถ้อยคำ และการกระทำที่ว่านั้นเป็นอย่างไร .. มันคือถ้อยคำและการกระทำที่จะสร้างความพึงพอพระทัยต่อพระองค์ คนที่กล่าว “อัลฮัมดุลิลลาฮฺ” เป็นพันๆ ครั้ง แต่เขาไม่เคยลุกขึ้นมาละหมาดฟัจญรฺ แท้จริงแล้ว เขาไม่ได้เป็นผู้ที่ขอบคุณต่ออัลลอฮฺ 

คนที่กล่าว “มาชาอัลลอฮฺ ฉันขอบคุณพระองค์ในสิ่งที่พระองค์ทรงทำให้แก่ฉัน ฉันซาบซึ้งสิ่งที่พระองค์ประทานแก่ฉัน” แต่เขาหรือเธอไม่ได้แต่งกายตามที่อัลลอฮฺทรงสั่งใช้ เช่นนั้น เขาหรือเธอไม่ได้เป็นผู้ที่ขอบคุณต่ออัลลอฮฺ 

การขอบคุณนั้น คือการแสดงออกให้เห็นถึงการรู้สึกซาบซึ้ง และขอบคุณอย่างแท้จริง ด้วยวิธีการที่พระองค์ประสงค์ที่จะได้เห็นจากเรา ไม่ว่าจะเป็นแขนของคุณ เท้าของคุณ ตาของคุณ จมูกของคุณ ร่างกายของคุณ ควรแสดงออกถึงการขอบคุณต่อพระองค์

การเฝ้าระวังไม่ให้ตัวเรามองดูในสิ่งที่หะรอม นั่นคือการขอบคุณพระองค์สำหรับดวงตาที่พระองค์ประทานให้คุณ ในชั่วนาทีที่คุณมองดูสิ่งที่หะรอม และไม่ลดสายตาลงต่ำจากมองในสิ่งที่จะสร้างความโกรธกริ้วต่อพระองค์ ในกรณีนี้ คุณไม่ได้แสดงออกถึงการขอบคุณต่อพระองค์สำหรับดวงตาที่คุณมีเลย 

เช่นเดียวกันกับ “หูของเรา” หากเรามัวยุ่งอยู่กับการฟังเพลงฟังคำหยาบคาย ปล่อยให้ตัวเองฟังในสิ่งที่ไม่ดีงาม เช่นนี้ เราไม่ได้แสดงออกถึงการขอบคุณต่ออัลลอฮฺสำหรับหูที่เรามีด้วยเช่นกัน ลองถามคนที่ไม่ได้ยินดูสิ .. ลองถามคนที่ต้องการเครื่องมือในการได้ยินดูสิ .. ว่าเขารู้สึกเช่นไร ดังนั้นเราควรแสดงออกถึงการขอบคุณด้วยการเชื่อฟังพระองค์ ซึ่งในการแสดงออกถึงการขอบคุณสำหรับหูของเรา สามารถทำได้ด้วยการฟังอัลกุรอาน การฟังบรรยายศาสนาดีดี ฟังหะดีษ ฟังสิ่งที่จะทำให้เราใกล้ชิดพระองค์มากยิ่งขึ้น ไม่ใช่เพื่อฟังในสิ่งที่จะนำไปสู่สิ่งที่เป็นบาป เพราะในวันแห่งการตัดสิน มันจะเป็นพยานต่อการกระทำของเรา

เช่นเดียวกับ “ปากของเรา” .. ปากของเราเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลา จนเราแทบจะไม่สังเกตด้วยซ้ำ แต่ผู้ศรัทธาย่อมระมัดระวังการใช้ปากของ่พวกเขา 

และการใช้ลิ้นของเรา เราควรใช้เพื่อกล่าวถ้อยคำที่จะสร้างความพึงพอพระทัยต่ออัลลอฮฺ สรรเสริญพระองค์ กล่าวออกมาด้วยหัวใจที่รู้สึกถึงสิ่งที่กล่าวจริงๆ 

ดังนั้นเราควรใช้ทุกๆ อย่างที่เรามี ไปเพื่อสร้างความพึงพอพระทัยต่อพระองค์

แปลเรียบเรียง  Bint Al Islam

Read Full Post »

บางที อาจมีคำพูดหรือการกระทำที่ทำให้เรารู้สึกไม่ดีและสับสนกับการตัดสินใจหรือการกระทำบางอย่างที่ทำไปแล้วของเรา 

จนเราลืมไปว่า นั่นคือการกำหนดของอัลลอฮฺ

ดังนั้นหากเรามอบหมายต่อการงานตั้งแต่เริ่มต้น ขอดุอาอฺ ความช่วยเหลือจากอัลลอฮฺตลอดทั้งการงาน และทำดีที่สุดแล้ว ก็อย่าเสียใจ เพราะสุดท้ายมันก็เป็นเรื่องระหว่าง ‘เรา’ และ ‘อัลลอฮฺ’ 

สิ่งที่อัลลอฮฺทรงกำหนดอาจดูไม่ดีสำหรับคนที่มองเข้ามา แต่เชื่อเถิดว่าอัลลอฮฺทรงรู้ว่ามันดีที่สุดสำหรับเรา

Bint al Islam

Read Full Post »

มีคนมากมายที่เจ็บไข้ได้ป่วย มีคนที่ประสบปัญหาด้านการเงิน คนที่มีปัญหาชีวิตการแต่งงาน คนที่มีปัญหาเรื่องความสัมพันธ์กับลูกๆ พ่อแม่ และคนอื่นๆ ในชีวิตของเขา คนที่พบเจอกับอุปสรรคเล็กๆ น้อยๆ ในการดำเนินชีวิต

แต่ก็มีบางคนที่มองดูสิ่งที่เกิดขึ้นเหล่านี้ และเข้าใจว่า “นี่คือ การลงโทษจากอัลลอฮฺ พระองค์ทรงลงโทษคุณด้วยเพราะอะไรบางอย่าง” แต่ในความเป็นจริงแล้ว คนเหล่านี้ (ที่เข้าใจเช่นนั้น) กำลัง “สับสนอยู่” 

มันจะเป็นไปได้อย่างไร กับการที่คนคนหนึ่งเกิดเจ็บป่วยขึ้นมา แล้วคุณจะพูดว่า “นี่คือการลงโทษจากอัลลอฮฺ” เพราะแน่นอนว่า พวกเราแต่ละคนต้องพบเจอกับความเจ็บป่วย ในช่วงใดช่วงหนึ่งของชีวิต ไม่ว่าจะเป็นอาการไข้เล็กๆ น้อยๆ หรืออะไรก็ตาม แต่มันไม่ได้หมายความว่า อัลลอฮฺกำลังทรงลงโทษพวกเราทุกคนอยู่ 

หากทว่า นี่คือ “โอกาส” ที่คุณจะได้เข้าไปใกล้ชิดกับอัลลอฮฺให้มากขึ้น โดยผ่านความเจ็บป่วยของคุณ พระองค์ทรงให้โอกาสคุณในการที่จะเข้าไปใกล้ชิดกับพระองค์ และนี่คือ “ของขวัญจากอัลลอฮฺที่พระองค์ประทานให้คุณ” คุณรำลึกถึงพระผู้ทรงสร้างคุณ เพราะพระองค์ทรงทำให้คุณได้เผชิญกับความยากลำบากบางอย่าง ดังนั้นขอคุณอย่าได้สับสน เพราะมีหลายคนที่กลายเป็นคนที่อมทุกข์ และสูญสิ้นความศรัทธาในอัลลอฮฺ (เพราะความสับสนนี้) 

อีกทั้งยังมีมุสลิมบางคนที่พูดว่า “เราพบเจอกับความเจ็บป่วย เพราะว่าเราเป็นมุสลิม” แต่จริงๆ แล้ว มีคนมากมายที่ไม่ใช่มุสลิมที่ต้องประสบกับความเจ็บป่วยด้วยเช่นกัน ซึ่งมันไม่ได้เกี่ยวกันเลยว่า คุณเป็นมุสลิม คุณจึงต้องเจอกับบททดสอบนี้ สิ่งสำคัญนั้นอยู่ที่ว่า คุณมองดูสถานการณ์เหล่านี้ในรูปแบบใด
“คนที่มีอีหม่านอาจจะประสบกับความเจ็บป่วยเดียวกันกับคนที่ไม่มีอีหม่าน เพียงแต่ว่า คนที่มีอีหม่านย่อมเผชิญกับมันด้วยความพึงพอใจ และเข้าใกล้อัลลอฮฺให้มากยิ่งขึ้น ในขณะที่คนที่ไม่มีอีหม่านจะออกห่างจากพระองค์มากขึ้น”

ดังนั้น เวลาที่เรามีปัญหาใดๆ ก็ตาม เราจำต้องตระหนักว่า นี่คือหนทางในการแก้ปัญหาที่จะทำให้เราใกล้ชิดพระองค์มากยิ่งขึ้น และเราไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ด้วยการเข้าใกล้ชัยฏอน

(สรุปบางส่วนจากบรรยายมุฟตี เมงกฺ หัวข้อ the confused muslims today)
แปลเรียบเรียง bint al islam

Read Full Post »

บททดสอบเรื่องลูก
———————
สรุป เรียบเรียงบางส่วนจากบรรยายของมุฟตี เมงกฺ หัวข้อ Those around you 

เราจำต้องวิงวอนขอต่ออัลลอฮฺให้เราสามารถเลี้ยงดูลูกของเราในหนทางที่เราจะไม่โอนอ่อนต่อหลักการแห่งศาสนาของพระองค์ 

เราจำต้องตระหนักว่า “ความรักที่เรามีต่ออัลลอฮฺนั้นยิ่งใหญ่” และแน่นอนว่า “ความรักที่เรามีต่อลูกๆ ของเรานั้นก็มีมากมายเช่นกัน” แต่เราจำต้องไม่ปล่อยให้ “ความรักที่เรามีต่อลูกๆ ของเรานั้น” มีมากเกินกว่า “ความรักที่เรามีต่ออัลลอฮฺ” 

ดังนั้นหากว่าเราปรารถนาสิ่่งใดสิ่งหนึ่งต่อลูกของเรา เราต้องมั่นใจว่าสิ่งนั้นไม่ขัดต่อคำสั่งใช้ของพระองค์ และอย่าลืมว่า “ชีวิตแห่งโลกดุนยานี้” คือบททดสอบ ไม่ว่าจะเป็นลูกหลาน หรือทรัพย์สินก็ตาม 

และไม่ว่าเราจะมีความต้องการที่จะเลี้ยงดูลูกของเราอย่างดีแค่ไหน อยากจะปกป้องดูแลเขาอย่างดีแค่ไหน เราจำต้องตระหนักถึงข้อเท็จจริงบางประการว่า
หนึ่ง เราต้องทำหน้าที่ของเราให้ดีที่สุด
สอง อย่าขัดต่อคำสั่งใช้ของอัลลอฮฺ
สาม มันย่อมมีบางสิ่งบางอย่างที่เรารู้สึกท้อแท้สิ้นหวังกับมัน แต่เราจำต้องยอมจำนนน้อมรับกับมันด้วยดี

เช่นว่าบางครั้งเราอาจต้องการให้ลูกของเราเป็นเด็กที่มีสุขภาพดีและแข็งแรง แต่อัลลอฮทรงประสงค์ให้เราต้องยุ่งอยู่กับการดูแลสุขภาพของลูกๆ ของเรา เพราะพระองค์ทรงรู้ว่า “สิ่งนี้” จะเป็นผลดีต่อเราในระยะยาว และอาจจะเป็นหนทางที่นำเราไปสู่ประตูสวรรค์ ด้วยเหตุนี้พระองค์จึงทรงทำให้ลูกของเราเจ็บป่วย (ขออัลลอฮฺทรงปกป้องเราและลูกหลานเราจากสิ่งนี้ และโปรดประทานการเยียวยาให้แก่บรรดาผู้ที่เจ็บป่วยด้วยเถิด อามีน) แต่พวกเราบางครั้งก็ไม่ตระหนักถึงความดีงามนี้ และมุ่งไปสู่การกระทำที่หะรอม เช่นการหาหมอดู หมอไสยศาสตร์ โดยลืมไปว่า “อัลลอฮฺทรงรักเด็กคนนี้ (คือลูกของเรา) มากยิ่งกว่าที่เรารักเขาเสียอีก และพระองค์ทรงรู้ดีว่าอะไรที่ดียิ่งกว่า และแน่นอนว่าหากพระองค์ทรงประสงค์ พระองค์ก็ย่อมสามารถที่จะเยียวยาลูกของเราให้หายป่วยโดยเร็วได้ แต่พระองค์ทรงทำให้เป็นเช่นนั้น เพื่อให้เป็นบททดสอบของเรา” นี่คือความเชื่อความศรัทธาของผู้ที่เป็นมุอมิน 

ที่สำคัญที่สุด เราจำต้องรู้ว่า พระองค์ทรงรักเรามากยิ่งกว่าที่เรารักตัวเอง 
และเราจำต้องน้อมรับยอมจำนนต่อกำหนดของพระองค์ด้วยความพึงพอใจ 

แปลเรียบเรียง bint al islam

อัลฮัมดุลิลลาฮฺ

Read Full Post »

Older Posts »

%d bloggers like this: