Feeds:
Posts
Comments

Archive for November, 2014

เราควรมีทัศนคติเช่นไร เมื่อเผชิญกับความเจ็บปวด
***************************
แปลเรียบเรียงจากบทความ ดร ฮิชาม อัลอะลาวะดียฺ
โดย บินติ อัลอิสลาม

เมื่อนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมอยู่ที่ฎออีฟ ท่านถูกหยามเกียรติและถูกผู้คนปาก้อนหินใส่ท่านจากรอบด้านจนกระทั่งท่านได้รับบาดเจ็บ จากนั้นท่านจึงเข้าไปพักที่ใต้ต้นไม้และวิงวอนขอต่ออัลลอฮฺว่า “โอ้ อัลลอฮฺ ฉันขอพร่ำบ่นต่อพระองค์ถึงความอ่อนแอของฉัน และการไร้ซึ่งปัญญาความสามารถของฉัน และการถูกหยามเกียรติที่ฉันได้รับจากผู้คน

บ่อยครั้งที่เราเผชิญกับสถานการณ์ที่เลวร้าย และความยากลำบาก และมักจะพูดกับตัวเองอย่างไร้สติว่า “ทำไมต้องเป็นฉัน ฉันทำอะไรไว้ฉันถึงต้องได้พบเจอกับสิ่งทั้งหลายนี้” ซึ่งนี่ไม่ใช่วิธีคิดและทัศนคติของนบีมุหัมมัดเมื่อท่านเผชิญกับภัยพิบัติทั้งหลาย ท่านนบีไม่เคยคิดว่า “โอ้ อัลลอฮฺ ฉันทำทุกอย่างเพื่อพระองค์ แล้วนี่คือสิ่งที่ฉันได้รับหรือ”

หากทว่าคุณควรที่จะรักและเชื่อมั่นในอัลลอฮฺอย่างเปี่ยมล้น และมีความเข้าใจว่ามันมี “การเชื่อมโยงความสัมพันธ์” ระหว่างสิ่งที่คุณกำลังเผชิญ และคุณค่าของคุณในพระเนตรของอัลลอฮฺ

จากนั้นนบีมุหัมมัด ยังคงวิงวอนขอต่ออัลลอฮฺต่อไปว่า “ตราบใดที่พระองค์มิได้ทรงโกรธเคืองฉัน ฉันก็ไม่สนใจต่อสิ่งอื่นใด ฉันปรารถนาความปิติยินดีของพระองค์และความพึงพอพระทัยของพระองค์จนกระทั่งพระองค์ทรงพึงพอพระทัย”

คุณสังเกตสิว่านบีมุหัมมัดไม่ได้เอ่ยถึงหรือระบุถึงความเจ็บปวดที่ท่านรู้สึกในขณะที่เลือดที่มือและเท้าของท่านยังคงไหล หากทว่าท่านมุ่งความสนใจของท่านไปยัง “ความสัมพันธ์ระหว่างท่านกับอัลลอฮฺ อันเป็นสิ่งเดียวที่ควรเป็นความคิดคำนึงที่ไม่มีสิ้นสุด”

Advertisements

Read Full Post »

ข้อคิดชีวิตของดร. ฮิชาม อะลาวะดียฺ
แปลเรียบเรียง : บินติ อัลอิสลาม

อาคิเราะฮฺของคุณจะเป็นอย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับว่าคุณใช้ชีวิตของคุณในดุนยาอย่างไร
The hereafter will you reshape you according to how your reshape the world!

รับมือกับผู้คนในแบบที่เขาเป็น ไม่ใช่ในแบบที่คุณอยากให้เขาเป็น
Deal with people according to how they are not how you wished they were!

การสร้างแรงบันดาลใจต่อผู้คน คือรูปแบบหนึ่งของการทำทาน
Inspiring people is form of charity!

ทุกสรรพสิ่งนั้นต่างเก่าแก่ลงและอ่อนแอลง เว้นแต่ความสัมพันธ์ของมนุษย์
All things that get old get weak except human relations!

ความสวยงามไม่ได้มาจากภายนอก
Beauty does not come from the outside!

เรียนรู้เพื่อการเรียนรู้
Learn for the sake of learning!

ผู้คนจะเปลี่ยนแปลงก็ต่อเมื่อคุณหยุดพยายามเปลี่ยนแปลงพวกเขา
People will change when you stop trying to change them!

ความโกรธความหลงใหล คือโรคติดต่อ
Passion is contagious!

ความสุขเกิดจากความคิด ไม่ใช่สิ่งของ
Happiness comes from thoughts not things!

มันไม่มีความล้มเหลวที่ถาวรและไม่มีความสำเร็จที่ถาวร
There is no permanent failure or permanent success!

การเริ่มต้นเล็กๆ นั้นดียิ่งกว่าความฝันใหญ่ๆ
A small initiative is better than a big dream!

อัลลอฮฺทรงสร้างริมฝีปากสำหรับปากของคุณ ไม่ใช่สำหรับหูของคุณ ดังนั้นคุณควรพูดบางครั้ง และฟังตลอดเวลา
Allah created lips for your mouth but not for you ears, so that you speak sometimes but listen all the time!

หากคุณต้องการทดสอบความเข้าใจของคุณ อธิบายสิ่งที่คุณเข้าใจให้คนอื่นฟังดูสิ
Do you want test your understanding of idea? Explain it to someone else!

หากคุณต้องการจดจำข้อมูลบางอย่าง ให้ถอดความออกมาด้วยถ้อยคำของคุณเอง
Do you want to memorise a piece of information? Paraphrase it in your own words!

คุณสามารถเรียนรู้ทักษะของการอ่านเร็วได้ แต่อย่าใช้ทักษะนี้ เวลาที่คุณอ่านอัลกุรอาน
You can learn the skill of speed reading but don’t use it when reading the Quran!

คุณจะเดินเร็วขึ้น เวลาที่คุณรู้ว่าคุณกำลังมุ่งหน้าไปที่ไหน
You walk faster when you know where you are heading to!

Read Full Post »

หน้าที่การแสวงหาความรู้ของสตรีมุสลิมะฮฺ
✽✽✽✽✽✽✽✽✽✽✽✽✽✽✽✽✽✽✽✽

image

รูปจาก อินเตอร์เนต

บรรดาสตรีมีหน้าที่ความรับผิดชอบเช่นเดียวกับบรรดาบุรุษ และพวกเขาต่างจำเป็นต้องแสวงหาความรู้ที่พวกเขาจำต้องทราบเพื่อที่จะปฏิบัติหน้าที่ในการทำอิบาดะฮฺ (การสักการะ) ได้อย่างสมบูรณ์ เช่นการทำความสะอาด การละหมาด การถือศีลอด การจ่ายซะกาตหากเขามีทรัพย์สิน การทำฮัจญ์หากเขาสามารถกระทำได้ และเรื่องอื่นๆ ที่พวกเขาจำต้องทราบ รวมไปถึงสิ่งต่างๆ ที่พวกเขาไม่ควรไม่ทราบ (หรือเพิกเฉย) เกี่ยวกับมัน 

การแสวงหาความรู้ คือหน้าที่ของมุสลิมทุกคน ไม่ว่าจะเป็นบุรุษหรือสตรี ปริมาณความรู้ที่แต่ละคนจำต้องเรียนรู้นั้นแตกต่างกันไปตามหน้าที่ทางชารีอะฮฺของแต่ละคน

ท่านอิบนุล เญาวฺซียฺ กล่าวว่า “”สตรีแต่ละคนมีหน้าที่ความรับผิดชอบเช่นเดียวกับที่ผู้ชายมี เธอจำต้องแสวงหาความรู้อันเกี่ยวกับ ‘หน้าที่ความรับผิดชอบของเธอ (หน้าที่ของสตรีมุสลิม)’ เพื่อที่เธอจะปฏิบัติมันได้อย่างถูกต้อง”

เงื่อนไขของการออกนอกบ้านเพื่อการแสวงหาความรู้ของสตรี 
✽✽✽✽✽✽✽✽✽✽✽✽✽✽✽✽✽✽✽✽✽✽✽✽✽✽✽ 
มันเป็นที่อนุมัติสำหรับสตรีที่จะออกนอกบ้านเพื่อไปแสวงหาความรู้ในสิ่งที่เธอจำเป็นต้องทราบเกี่ยวกับ “ความรู้ด้านศาสนาอิสลาม” ตราบใดที่เธอปฏิบัติตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้ 

✽ (๑) เธอต้องการแสวงหาความรู้เกี่ยวกับเรื่องบางเรื่องโดยเฉพาะเป็นพิเศษ 

ยกตัวอย่างเช่น หากเธอไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ตามหลักการศาสนาบางประการได้อย่างถูกต้อง เพราะเธอไม่ทราบถึงกฎเกณฑ์ของการปฏิบัติหน้าที่เหล่านั้น เป็นต้น

ท่านหญิงอาอิชะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุ อันฮา เล่าว่า ฟาติมะฮฺ บินติ หุบัยชได้มาพบท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม และกล่าวต่อท่านว่า “โอ้ เราะสูลุลลอฮฺ ฉันเป็นสตรีที่ประสบกับภาวะเลือดเสีย (อิสติฮะเฎาะฮฺ) และฉันไม่เคยสะอาดบริสุทธิ์เลย เช่นนั้นแล้วฉันควรหยุดการละหมาดหรือไม่” ท่านเราะสูลตอบนางว่า 

“ไม่ (ท่านไม่ควรหยุดการละหมาด) หากทว่านั่้นคือเลือดจากเส้นโลหิต และมันไม่ใช่เลือดประจำเดือนแต่อย่างใด เมื่อประจำเดือนของท่านมาตามปกติ ก็จงหยุดละหมาด และเมื่อช่วงเวลา (ประจำเดือน) สิ้นสุดลงแล้ว จากนั้นท่านก็จงชำระล้างเลือดออกจากตัวท่านและทำการละหมาดเสีย” (หะดีษ เศาะเหียฮฺ รายงานโดย มุสลิม อัตติรฺมิซียฺ อันนะซาอี และอิบนุ มาญะฮฺ) 

เรื่องของการออกนอกบ้านเพื่อไปแสวงหาความรู้ของสตรี ในกรณีที่เธอไม่มีความต้องการที่จะทราบเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นพิเศษ เช่นการแสวงหาความรู้ศาสนาทั่วไป รวมไปถึงการเรียนศาสตร์หะดีษ ความรู้ด้านอะกีดะฮฺขั้นลึกซึ้ง ตัฟซีรฺ และภาษาอาหรับ เป็นต้น ซึ่งความรู้เหล่านี้ไม่ใช่หน้าที่ความรับผิดชอบตามหลักการศาสนาที่เธอจำต้องทราบ และกฎเกณฑ์ (ของการแสวงหาความรู้เหล่านี้) ก็ขึ้นอยู่กับการชั่งวัด พิจารณาถึงข้อดีและข้อเสียของการออกไปแสวงหาความรู้เหล่านั้น หากว่ามันตอบสนองความต้องการของเธอไปในหนทางที่ดียิ่งกว่า และไม่มีความหวาดกลัวซึ่ง “ฟิตนะฮฺ” ในการออกจากบ้านของพวกเธอ เช่นนั้นมันก็เป็นที่อนุมัติสำหรับพวกเธอที่จะกระทำเช่นนั้น 

แต่หากว่าการออกไปแสวงหาความรู้นอกบ้านจะนำไปสู่ปัญหา เช่นหากการออกไปข้างนอกนั้น เป็นสาเหตุแห่งฟิตนะฮฺ หรือหากสามีของเธอไม่อนุญาตให้เธอออกไป เช่นนั้น หน้าที่ที่เธอต้องพึงปฏิบัติคือการอยู่ภายในบ้าน

เพราะอัลลอฮฺตรัสไว้ว่า “และจงอยู่ภายในบ้านของพวกเจ้า” (อัลกุรอาน ๓๓.๓๓) 

และท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้กล่าวไว้ด้วยว่า “จงอย่าห้ามปรามบรรดาสตรีของพวกท่านมิให้ไปยังมัสญิด แม้ว่าบ้านของพวกนางนั้นดียิ่งกว่าสำหรับพวกนางก็ตาม” (หะดีษเศาะเหียฮฺ) 

ท่านอับดุลลอฮฺ อิบนุ มัสอูด กล่าวว่า “สตรี คือเอาเราะฮฺ และหากนางออกจากบ้านของนาง ชัยฏอนย่อมเกิดความหวังขึ้นมา (ที่มันจะสามารถล่อลวงนาง และล่อลวงผู้อื่นโดยใช้นางเป็นเครื่องมือ) จากนั้นนางก็จะกล่าวว่า “ไม่มีผู้ใดที่เห็นฉันแล้วจะไม่ชื่นชอบในตัวฉัน” ดังนั้นสถานที่ที่จะทำให้บรรดาสตรีอยู่ใกล้ชิดกับอัลลอฮฺมากที่สุด คือส่วนที่อยู่ลึกที่สุดภายในบ้านของนาง” (เศาะเหียฮฺเมากูฟ – คือสายรายงานหะดีษที่หยุดลงที่เศาะฮาบะฮฺ) 

✽ (๒) เธอไม่มีมะหฺรอมคนใดที่สามารถตอบคำถามแก่เธอเกี่ยวกับสิ่งที่เธอไม่ทราบได้อย่างดีเพียงพอ 

ไม่ว่าจะเป็นพี่ชาย น้องชายของเธอ สามีของเธอ และบิดาของเธอ 

ท่านอิบนุล เญาวซียฺ กล่าวว่า “หากเธอมีบิดา พี่ชายน้องชาย สามึ หรือมะหฺรอมคนอื่นๆ ที่สามารถให้การอบรมสั่งสอนเกี่ยวหน้าที่ตามหลักการศาสนาของเธอ และวิธีการปฏิบัติให้แก่เธอได้ เช่นนั้นมันย่อมเป็นการเพียงพอแล้วสำหรับเธอ 

✽ (๓) การออกจากบ้านของเธอ จะไม่ก่อให้เกิดฟิตนะฮฺ (การล่อลวง) แก่ตัวเธอและผู้อื่น 

✽ (๔) เธอควรระมัดระวังในการเลือก “บุคคล” ที่เธอจะแสวงหาความรู้และถามคำถามจากเขา 
สิ่งแรก คือเธอจำต้องมองหา “สตรีที่มีความรู้เรื่องศาสนาเป็นอย่างดี” เสียก่อน หากว่าเธอไม่สามารถหาสตรีใดที่มีคุณสมบัติดังกล่าว เช่นนั้นเธอควรที่จะหา “ผู้รู้ผู้ชายอาวุโส” และเธอควรเลือกให้ความสำคัญ “ผู้รู้อาวุโส” ก่อน “ผู้รู้ที่อายุน้อยกว่า” 

ท่านอิบนุ เญาวซียฺกล่าวว่า “หากเธอสามารถหาสตรีที่รู้มัน (ความรู้ที่เธอกำลังแสวงหา) เธอควรเรียนรู้จากสตรีท่านนั้น หากมิเช่นนั้นแล้ว เธออาจเรียนรู้จากชัยคฺหรือผู้รู้ชายอาวุโส โดยที่เธอจะต้องไม่อยู่เพียงลำพังกับพวกเขา และเธอควรอยู่ (เพื่อเรียนรู้) เท่าที่เธอมีความจำเป็นเท่านั้น หากเธอมีคำถามใดๆ เกี่ยวกับศาสนา เธอควรถามและไม่ละอายที่จะถาม เพราะอัลลอฮฺมิทรงอายที่จะแจ้งแก่เราให้ทราบถึงสัจธรรม” 

✽ (๕) เธอควรสวมใส่ “ฮิญาบ” (เครื่องแต่งกาย) ที่ถูกต้องตามหลักการศาสนา เมื่อเธอออกไปข้างนอก 

เธอไม่ควรออกจากบ้านโดยสวมใส่เครื่องประดับประดา หรือใส่น้ำหอม หรือเครื่องหอมใดๆ 

เช่นเดียวกัน เธอไม่ควรพูดจาด้วยกิริยาที่มีจริต ยั่วยวน หรือเกี้ยวพาราสี เมื่อเธอพูดคุยกับชัยคฺ (ผู้รู้) หรือผู้ที่เธอกำลังถามคำถามจากเขา และเธอควรหลีกเลี่ยงจากการพูดคุยสนทนาที่เป็นระยะเวลานาน เมื่อเธอได้รับคำตอบที่เธอต้องการแล้ว เธอควรกลับบ้านและวิงวอนขอการอภัยโทษจากอัลลอฮฺต่อความผิดบาปที่เธออาจจะกระทำไปโดยมิได้เจตนา 

********************************************* 
แหล่งที่มาจาก Important Lessons for Muslim women 
หัวข้อ Obligation of seeking knowledge for women 
รวบรวมโดยอัมรฺ อับดุลมัน อิม ซะลีม 
แปล เรียบเรียง بنت الإسلام

Read Full Post »

“ริสกี” ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่ “ทรัพย์สิน เงินทอง
*****************************************

image

รูป อินเตอร์เนต

เรียบเรียงจากข้อความของ ดร ฮิชาม อะลาวะดียฺ
โดย บินติ อัลอิสลาม

ริสกี (ปัจจัยยังชีพ) หมายรวมถึงทรัพย์สิน แต่มันก็ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่นั้น
ริสกีนั้นมีความหมายที่กว้างมาก ซึ่งคือของขวัญ การอำนวยพร วัตถุ สิ่งของใดๆ ก็ตามจากอัลลอฮฺ หรือ
– ความชาญฉลาด ความคิดสร้างสรรค์ คือ ริสกี
– ครอบครัวที่ดีที่มีความสุข คือ ริสกี
– การมีมรรยาทที่ดีงาม คือ ริสกี
– การมีสุขภาพที่ดี คือ ริสกี

อัลลอฮฺประทานแก่ทุกคนด้วยความรอบรู้และพระปรีชาญาณของพระองค์ว่าสัดส่วนเท่าใดของริสกี และริสกีรูปแบบไหนควรอยู่ที่ไหน อยู่กับใคร ในรูปแบบที่จะทำให้คนคนหนึ่งมีคุณสมบัติที่เป็นเอกลักษณ์ในแบบของเขา ยกตัวอย่างเช่น มันอาจจะเหมาะสมสำหรับคนบางคนที่ริสกีของเขาควรเป็นในรูปแบบของทรัพย์สิน (เช่นกรณีของท่านอับดุล เราะฮฺมาน อิบนุ เอาว์ฟ) หรือสำหรับคนบางคนในรูปแบบของการมีความจำที่ดี (เช่นท่านชาฟิอียฺ หรือบุคอรียฺ) หรือสำหรับบางคนในรูปแบบของการมีความคิดสร้างสรรค์และอิจญติฮาด (ในกรณีของท่านอบู ฮานีฟะฮฺ) เป็นต้น

ดังนั้นเมื่อคุณคิดถึง “ริสกี” ในความหมายที่กว้างเช่นนี้ คุณจะซาบซึ้งต่อการอำนวยพรมากมายของอัลลอฮฺและสิ่งที่คุณมีหรือครอบครอง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการอำนวยพร (รวมไปถึงทักษะ พรสวรรค์ ความสามารถ เป็นต้น) ที่เกี่ยวข้องกับอุปนิสัยและความเชี่ยวชาญด้านใดด้านหนึ่ง ที่มักจะถูกมองข้ามไป

Read Full Post »

เราควรถามคำถามกับเยาวชน (เด็กหรือวัยรุ่น) อย่างไร
**************************************

image

Image: internet

เรียบเรียงจากข้อความของ ดร ฮิชาม อะลาวะดียฺ
โดย บินติ อัลอิสลาม

วิธีถามคำถามต่อไปนี้เป็นวิธีการที่แย่ที่สุดที่คุณจะใช้ถามลูกสาวหรือลูกชายของคุณ
– ที่โรงเรียนเป็นยังไงบ้างวันนี้ ดีใช่ไหม ลูก ?
– ลูกสนุกไหม เป็นต้น

คำถามเช่นนี้คือคำถามแบบปิด เพราะคำตอบนั้นถูกจำกัดเพียงแค่ “ใช่” หรือ “ไม่ใช่” และนั่นไม่ใช่บทสนทนาที่ยาวนานเพียงพอที่จะกระชับความสัมพันธ์หรือสร้างความผูกพันระหว่างกันได้ หากทว่าคุณควรตั้งคำถามแบบเปิด ที่คำตอบนั้นมีมากกว่า “ใช่” หรือ “ไม่ใช่”

เมื่อสัตว์เลี้ยงของเด็กน้อยคนหนึ่งตายไป นบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมก็ถามเด็กน้อยว่า “โอ้ อุมัยรฺ นกน้อยเป็นอย่างไรบ้าง” ท่านนบีทราบดีว่านกน้อยตัวนั้นได้ตายไปแล้วหากแต่ท่านต้องการที่จะปลอบโยนเด็กน้อยคนนั้นและเริ่มบทสนทนาที่เป็นมิตรกับเขา มันก็เหมือนกับแสลงของคนอเมริกาที่ถามกันว่า “Hey What’s up” หรือเป็นยังไงบ้าง หรือสบายดีไหม ซึ่งท่านนบีไม่ได้เพียงแค่ถามคำถามที่เกี่ยวกับสิ่งที่เด็กน้อยรักเท่านั้น (ข้อคิด- ให้คิดถึงสิ่งที่เด็กๆ รักที่จะได้ยินหรือพูดถึง มากกว่าเรื่องที่คุณอยากได้ยินหรือพูดถึง) หากแต่ท่านยังใช้คำถามแบบเปิด ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้เด็กน้อยตอบคำถามท่านมากกว่าคำว่า “ใช่” หรือ “ไม่ใช่”

ดังนั้นครั้งหน้าที่คุณถามเยาวชน (หรือเด็กๆ ทั่วไป) ขอให้ใช้คำถามแบบเปิด และคำถามที่ดีที่สุด คือคำถามที่สัมพันธ์กับความรู้สึกของพวกเขา เช่น

“ทำไมหนูถึงไม่ชอบไปโรงเรียนหละจ๊ะ”
“ทำไมหนูถึงสนุกเวลาหนูไปเที่ยวกับเพื่อนๆ แต่กลับไม่สนุกเวลาอยู่กับแม่/พ่อหละ” (แต่เด็กๆ อาจจะไม่ตอบคำถามข้อนี้ของคุณก็ได้)

คุณคงเข้าใจสิ่งที่ผมต้องการสื่อถึงนะครับ และสุดท้าย เมื่อเด็กๆ ตอบคำถามคุณ หรือกำลังมีความสุขกับการพูด ขอให้คุณอย่าได้พูดแทรกหรือตัดสินเขา

Read Full Post »

ความแตกต่างระหว่าง ‘ความอิจฉาริษยา’ และ ‘สายตาแห่งความอิจฉาที่ชั่วร้าย’
~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~

image

ถอดความบางส่วนจากบทความของชัยคฺ อัซซิม อัลฮากีม
โดย บินติ อัลอิสลาม

‘สายตาแห่งความอิจฉาที่ชั่วร้าย’ คือสิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้แม้แต่กับคนที่ดีมีศาสนา มันสามารถเกิดขึ้นได้แม้ไม่มีเจตนาที่จะอิจฉา ซึ่งต่างจาก ‘ความอิจฉาริษยา’ โดยตรง

‘ความอิจฉาริษยา’ คือสิ่งที่ชั่วร้ายและคนที่อิจฉาโดยเจตนานั้น มีความคาดหวังและปรารถนาให้ความดีงามที่เกิดขึ้นกับคนใดคนหนึ่งนั้นมลายหายไป พวกเขาปรารถนาโดยเจตนาให้มีความเลวรัายเกิดขึ้นกับคนนั้นๆ หรือใครก็ตามที่พวกเขาตัองการแข่งขัน ชิงดีชิงเด่นด้วย

ส่วน ‘สายตาแห่งความอิจฉาที่ชั่วร้าย คืออะไร? อิบนุ ก็อยยิม กล่าวไว้ว่า ‘อัยน์’ หรือ ‘สายตาแห่งความอิจฉาที่ชั่วร้าย’ คือสิ่งที่มาจาก ‘จิตวิญญาณ ความรูัสึกภายในตัวคุณ’ ซึ่งไร้การควบคุม โดยส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นเมื่อคุณเห็นบางสิ่งบางอย่างและคุณชื่นชอบในสิ่งนั้น หากทว่าคุณลืมที่จะกล่าวพระนามของอัลลอฮฺต่อสิ่งนั้น คุณไม่ได้กล่าว ‘มาชาอัลลอฮฺ ตะบาเราะกั้ลลอฮฺ’ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับสิ่งที่คุณอยากจะกล่าวเมื่อคุณเห็นบางสิ่งบางอย่างที่คุณพึงพอใจ 

‘อัยน์’ สามารถส่งผ่านออกมาจากดวงตาทั้งสองข้างของคุณโดยที่คุณเองก็ไม่รู้ตัว และนั่นเป็นส่วนหนึ่งของจิตวิญญาณที่ชั่วร้ายที่มีอยู่ในตัวของแต่ละคนและในตัวของพวกเราทุกๆ คน ซึ่งออกมาจากตัวคุณเมื่อคุณมองดู หรือเห็นบางสิ่งที่คุณชื่นชอบ พึงพอใจ
——————

ดังนั้นเราต้องระวังให้มากนะคะ และกล่าว ‘มาชาอัลลอฮฺ ตะบาเราะกั้ลลอฮฺ’ ให้ติดปาก เพราะบางทีเราอาจเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำร้ายเพื่อน พี่น้อง ลูกหลานของเรา โดยไม่รู้ตัวก็ได้

Read Full Post »

SONY DSC

Image: Internet

นบีมุหัมมัดรับมือกับบรรดาเยาวชน (วัยรุ่นอย่างไร)
~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~
เรียบเรียงจากข้อความของดร ฮิชาม อัลอะลาวะดียฺ
โดย บินติ อัลอิสลาม

นบีมุหัมมัดรับมือกับบรรดาเยาวชนอย่างไร

1. ท่านไม่ได้ขัดแย้งต่อต้าน หรือโต้เถียง และท่านไม่ได้ตัดสินใจหรือกล่าวโทษใคร

ท่านอนัส อิบนุ มาลิก ผู้ที่รับใช้นบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัลฮิ วะสัลลัม ตลอดระยะช่วงเวลาที่ท่านยังอยู่ในวัยหนุ่ม เคยกล่าวว่า “เวลาที่ฉันทำสิ่งใดก็ตาม ท่านนบีไม่เคยพูดเลยว่า “ทำไมเจ้าจึงทำสิ่งนั้น” และเวลาที่ฉันไม่ได้ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ท่านก็ไม่เคยพูดเลยว่า “ทำไมเจ้าจึงไม่ทำสิ่งนั้น”

ซึ่งนั่นไม่ได้หมายความว่านบีมุหัมมัดไม่เคยสอนหรืออบรมบรรดาเยาวชนแต่อย่างใด หากทว่าเมื่อท่านสอนหรืออบรมพวกเขา ท่านจะไม่สร้างความอับอายหรือทำร้ายความรู้สึกของพวกเขา แต่ท่านจะรักษาเกียรติและความภาคภูมิใจในตัวเองของพวกเขาไว้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลาที่อยู่ต่อหน้าญาติพี่น้องหรือเพื่อนๆ ของพวกเขา

และท่านอนัสได้เล่าด้วยว่า “ครั้งหนึ่งนบีมุหัมมัดขอให้ฉันไปทำงานอย่างหนึ่ง แต่ระหว่างทางฉันเห็นกลุ่มเด็กๆ กำลังเล่นกันอยู่ ฉันจึงลืมเกี่ยวกับงานที่ท่านขอให้ฉันไปทำจนหมดสิ้น และฉันก็เข้าไปเล่นกับพวกเขา จากนั้นได้มีใครบางคนมาจับที่หูของฉันและยกตัวฉันขึ้น และเมื่อฉันหันไป ฉันก็พบท่านนบีกำลังยิ้มให้ฉัน”

แค่เพียงรอยยิ้มของท่านเท่านั้น และท่านไม่ได้ทำสิ่งใดนอกเหนือจากนั้น มันเหมือนเป็นการบอกกับท่านอนัสว่า “ฉันเข้าใจว่าการเล่น (กับเพื่อนๆ) นั้นสำคัญสำหรับเธอมากเพียงใด” ทั้งที่จริงๆ แล้ว ท่านนบีสามารถตำหนิท่านอนัสได้ว่า “เจ้ากล้าดียังไงถึงละเลยคำสั่งของนบี” หรือ “ทำไมเจ้าถึงไม่มีความรับผิดชอบอย่างนี้” หรือ “เจ้ามาอยู่ที่นี่เพื่อมาปรนนิบัติรับใช้ฉัน หรือมาที่นี่เพื่อมาเล่นกับเด็กๆ กันแน่”

บ่อยครั้งที่เราโกรธเคืองบรรดาเยาวชน และระบายความโกรธของเราด้วยการด่าทอ กล่าวโทษ ตัดสิน เรียกฉายาหรือชื่อ (ที่เขาไม่ชอบ) ซึ่งไม่ได้เป็นการกระทำที่เป็นการอบรมสั่งสอนเขา หากแต่เป็นการลดเกียรติ ลดความภาคภูมิใจในตัวของเขา และนั่นคือสิ่งที่ท่านนบีไม่เคยทำกับบรรดาเยาวชนหรือใครก็ตาม

และอีกบทเรียนจากเรื่องราวของเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่บันทึกไว้ในหะดีษบทหนึ่ง มีการรายงานว่าเขาได้เข้าไปพบศาสนทูตมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมและขออนุญาตท่านเพื่อไปทำซินา (ทำผิดประเวณี) เพราะเขาขาดมันไม่ได้หลังจากที่เขาได้เข้ารับอิสลาม ซึ่งขณะนั้นบรรดาเศาะหาบะฮฺต่างปฏิเสธและทำการต่อต้านเด็กหนุ่มคนดังกล่าวอย่างเต็มที่ อย่างไรก็ตามนบีมุหัมมีดกลับเรียกเด็กหนุ่มให้เข้าไปหาท่านใกล้ๆ และถามเขาว่า ‘เธอจะยอมรับได้หรือไม่หากว่าเธอเห็นมารดาของเธอกระทำผิดประเวณี?’ เด็กหนุ่มได้ตอบปฏิเสธกับท่าน ดังนั้นนบีมุหัมมัดจึงกล่าวว่า ‘ด้วยเหตุนี้ ผู้คนอื่นๆ ต่างก็ปฏิเสธที่จะเห็นมารดาของพวกเขา (หรือสตรีในครอบครัวของเขา) ยุ่งเกี่ยวกับการทำผิดประเวณี’

จากนั้นท่านจึงถามเด็กหนุ่มต่อไปว่า ‘เธอจะยอมรับได้หรือไม่หากว่าเธอเห็นพี่สาวน้องสาวของเธอกระทำผิดประเวณี?’ เด็กหนุ่มก็ตอบปฏิเสธเช่นเดิม นบีมุหัมมัดจึงกล่าวว่า ‘ด้วยเหตุนี้ ผู้คนอื่นๆ ต่างก็ปฏิเสธที่จะเห็นพี่สาวน้องสาวของเขายุ่งเกี่ยวกับการทำผิดประเวณีเช่นกัน’

ซึ่งท่านนบีไม่ได้แสดงความแข็งกร้าวต่อเขาแต่อย่างใด อีกทั้งท่านยังขอดุอาอฺให้แก่เขาด้วยการกล่าวว่า ‘โอ้ อัลลอฮฺ โปรดชำระล้างหัวใจของเด็กหนุ่มคนนี้ให้สะอาดบริสุทธ์ด้วยเถิด และปกป้องอวัยวะพึงสงวนของเขา และทำให้เขามีความสามารถที่จะลดสายตาลงต่ำด้วยเถิด’

และในหะดีษได้รายงานว่าจากนั้น เด็กหนุ่มคนดังกล่าวได้กล่าวออกมาว่า ‘ขอสาบานด้วยอัลลอฮฺ กระผมจะไม่แสวงหาความสัมพันธ์ที่หะรอมอีกต่อไปแล้วขอรับ’ (รายงานโดยฏ็อบะรอนียฺ)
—————————————————————-
จากหะดีษข้างต้น นบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม รู้ว่าควรต้องรับมือกับวัยรุ่นเยาวชนอย่างไร

เมื่อมีเด็กหนุ่มโสดคนหนึ่งได้บอกแก่ท่านนบีถึงความปรารถนาที่จะร่วมหลับนอนกับสตรีของเขา ซึ่งเด็กหนุ่มคนนั้นรู้ดีว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน อย่างไรก็ตามเขาก็ยังกล้าที่จะแสดงความรู้สึกนั้นออกมาต่อท่านนบี และเขาไม่ได้บอกเล่าหรือปรึกษากับพ่อแม่ของเขาหรือเพื่อนสนิทของเขา (หมายถึงบรรดาเศาะหาบะฮฺ) หากทว่าเขาเลือกที่จะบอกเล่ากับท่านนบีเอง นั่นเป็นเพราะว่าเขารู้สึกว่า ท่านนบีจะเป็นผู้ที่มีความเข้าใจในเรื่องนี้มากกว่าใคร

แน่นอนว่าเด็กหนุ่มไม่ได้คาดหวังว่านบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสัลลัมจะชื่นชอบในความใคร่ปรารถนานี้ของเขา แต่อย่างน้อยที่สุดเขาก็คาดหวังว่าท่านนบีจะพูดคุยกับเขาด้วยดี และไม่ใช่การบอกเขาว่าความต้องการของเขานั้นเป็นสิ่งที่ศาสนาไม่อนุมัติเท่านั้น และไม่ใช่การบอกเขาว่าอัลลอฮฺจะทรงโยนเขาลงไปในไฟนรกเช่นนั้น ซึ่งเด็กหนุ่มเองก็รู้ถึงข้อเท็จจริงนี้อยู่แล้ว

นบีมุหัมมัดทราบดีว่า “บรรดาเยาวชน (วัยรุ่น)” มักจะทำอะไรที่พวกเขาปรารถนาที่จะทำอยู่แล้วไม่ว่าจะต่อหน้าคุณ หรือลับหลังคุณก็ตาม และหากว่าคุณขับไล่พวกเขาออกไปเพื่อระบายอารมณ์โกรธของคุณ การกระทำเช่นนั้นอาจเป็นการสร้างความหวาดกลัวแก่พวกเขาแต่นั่นก็อาจไม่ได้หมายความว่าคุณสามารถเปลี่ยนแปลงความคิดหรือแม้แต่พฤติกรรมของพวกเขาได้

คุณอาจจะขู่ลูกสาวของคุณด้วย “ไฟนรก” หากว่าเธอไม่ยอมสวมฮิญาบ หรือหากว่าลูกชายของคุณสูบบุหรี่ และการตักเตือนเช่นนี้อาจจะได้ผลแต่อาจจะได้ผลแค่เพียงตอนที่พวกเขาอยู่ต่อหน้าคุณ และด้วยเพราะคุณเห็นเธอสวมฮิญาบเวลาที่เธออยู่กับคุณ หรือคุณไม่เห็นพวกเขาสูบบุหรี่ต่อหน้าคุณ ทำให้คุณคิดว่าคุณได้ทำหน้าที่ของคุณและประสบความสำเร็จในฐานะพ่อแม่แล้ว

นี้คือ “แนวคิด” ของบรรดาเศาะฮาบะฮฺที่พวกท่านได้ตำหนิเด็กหนุ่มคนดังกล่าวที่เข้าไปหาท่านนบีพร้อมด้วยการพูดคุยเรื่องที่ผิดศีลธรรมกับท่าน พวกท่านเหล่านั้นเลือกที่จะยับยั้งการสนทนาเกี่ยวกับเรื่องนี้มากกว่าที่จะพูดคุยเกี่ยวกับมัน พวกท่านเหล่านั้นต้องการที่จะระบายความโกรธของพวกท่านมากกว่าที่จะให้ความช่วยเหลือเด็กหนุ่มคนนั้น และนี่คือสิ่งเดียวกันที่พ่อแม่ส่วนใหญ่ทำกับลูกๆ ที่อยู่ในวัยรุ่นของพวกเขา

หากทว่านบีมุหัมมัดได้กระทำในสิ่งที่ตรงกันข้าม เพราะท่านทราบว่าการที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงนั้น คุณจำต้องกล้าที่จะเปิดประเด็นและเริ่มบทสนทนา แน่นอนว่าวิธีการนี้นั้นต้องอาศัยเวลาและความพยายาม และด้วยเพราะพวกเราต่างยุ่งกับการหาเลี้ยงครอบครัวเพื่อที่จะปกป้องอนาคตที่สดใสให้กับลูกของเรา เราจึงมักจะไม่มีเวลาที่จะพูดคุยและเปิดบทสนทนากับพวกเขา

ขออัลลอฮฺโปรดประทานความง่ายดายแก่พวกเราในการที่จะได้รับแรงบันดาลใจจากแบบอย่างของนบีในการรับมือกับเยาวชนและความท้าทายที่ยากเย็นทั้งหลายที่พวกเขาประสบด้วยเถิด อามีน

Read Full Post »

Older Posts »

%d bloggers like this: