Feeds:
Posts
Comments

Archive for January, 2015

เด็กหนุ่ม กับ คุ้กกี้
แหล่งที่มา
คลิปวิดีโอ http://www.youtube.com/watch?v=HQZONHP-YII
ถอดความ บินติ อัลอิสลาม

เรื่องราวต่อไปนี้ถูกถ่ายทอดโดยชัยคฺมุหัมมัด อัลชะฮฺรอนียฺ  (นักวิชาการประเทศซาอุดิอารเบีย)

ชัยคฺเล่าว่า

“ผมรู้จัก “เด็กหนุ่มคนนี้” ด้วยตัวของผมเอง  และผมไม่ได้บอกว่า “เขา” มาจากลูกหลานของชาวอิสรออีล หากแต่เขามาจากลูกหลานแห่งผืนแผ่นดินนี้ (ซาอุดิอารเบีย) เขามักจะหลั่งน้ำตาอยู่เป็นนิจ และเขาไม่เคยอ่านอัลกุรอานโดยที่เขาไม่ร้องไห้ เขาเป็นคนที่พิเศษ และเป็นคนแปลก

“เขา” สามารถท่องจำอัลกุรอานได้ ขณะที่เขามีอายุเพียงแค่สิบสองปี อย่างไรก็ตาม เขามีความเป็นผู้ใหญ่มากกว่าอายุจริงของเขา ด้วยเพราะถ้อยคำของอัลลอฮฺและความรู้ที่เขามีเกี่ยวกับอัลลอฮฺ และผมไม่ได้ให้สถานะเขาสูงยิ่งไปกว่าที่อัลลอฮฺทรงประทานแก่เขา

ผมเล่าเรื่องราวของ “เด็กหนุ่มคนนี้” ให้พวกคุณทราบ โดยที่ผมได้วางเงื่อนไขหนึ่งต่อตัวผมเองว่า ผมจะไม่เล่าเรื่องเกินกว่าสิ่งที่ผมได้เห็นด้วยตาของผมเอง เงื่อนไขที่สองที่ผมวางไว้ต่อตัวผมเองคือ ผมจะไม่กล่าวเกินความจริงในสิ่งใดๆ ก็ตามที่ผมจะบอกกล่าวเกี่ยวกับเขา

“เขา” ท่องจำ “เศาะหียฮฺ มุสลิม” กับผมภายในสองสัปดาห์ และเขาท่องจำ “เศาะหียฮฺ อัลบุคอรียฺ”  กับเพื่อนอีกคนของผม (เรามีกันสามคน) ภายในสองสัปดาห์ พวกคุณตระหนักหรือไม่? ซึ่งขณะนั้นผมไม่ทราบว่าเขาสามารถท่องจำท่องจำอัลบุคอรียฺได้ และเพื่อนผมก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าเขาสามารถท่องจำมุสลิมได้

“เด็กหนุ่มคนนี้” รัก “ความอิคลาส”  เขาชื่นชอบอัซซิรฺรียฺ  อัซซอกฺตียฺ ( as-Sirri as-Saqti). คุณรู้หรือไม่ว่าเพราะอะไรเขาถึงชอบ อัซซิรฺรียฺ  อัซซอกฺตียฺ เป็นพิเศษ? เพราะว่าอัซซิรฺรียฺ  อัซซอกฺตียฺ นั้นเป็นผู้ที่ให้ความสำคัญต่อ “ความอิคลาส” เป็นอย่างมาก

“เด็กหนุ่มคนนี้” เป็นคนที่เรียนเก่งมากในโรงเรียน  หรือเป็นที่หนึ่งในโรงเรียนก็ว่าได้  เขาจะนอนระหว่างเวลาที่เขากลับจากโรงเรียนจนกระทั่งเวลาดุฮฺริ  หลังจากอัสรฺ เขาจะเข้าร่วมฮะลาเกาะฮฺ หลังมัฆริบ เขาจะเข้าฟังบทเรียนของอุลามะฮฺ หลังจากอีชาถึงห้าทุ่มเขาจะทบทวนบทเรียนจากโรงเรียน และจากห้าทุ่มทุกๆ วัน เขาจะละหมาดทั้งคืนจนถึงฟัจรฺ

ผมไม่ได้กล่าวเกินความจริง “เขา” มาจากลูกหลานของเรา จากประเทศของเรา! (ซาอุดิอาระเบีย)

เมื่อใดก็ตามที่ “เขา” อ่านอัลกุรอาน เขามักจะร้องไห้

ผมเคยอ่านเรื่องราวที่ว่า เมื่อสลัฟบางท่าน อ่านอัลกุรอาน พวกเขาก็จะเป็นลมล้มพับไป ผมทราบเรื่องนี้จากบรรดาอุลามะอฺ แต่ผมก็ไม่เคยเห็นมันด้วยตาของผมเอง แต่ผมได้เห็นมันจาก “เด็กหนุ่มคนนี้”

เราเคยละหมาดญุมอะอฺร่วมกัน และเมื่ออิม่ามอ่านอัลกุรอานอายะหฺที่ว่า “และชาวนรกได้ร้องเรียกชาวสวรรค์ว่า จงเทน้ำมาให้แก่พวกเราด้วยเถิด” (อัล อะร๊อฟ 50)

“เขา” ก็เป็นลมล้มพับไป จนเราคิดกันว่าเขาได้เสียชีวิตแล้ว

คืนหนึ่งเราละหมาดกันที่บ้านของผม ผมแสร้งว่าผมนอนหลับอยู่ เพื่อที่จะดูว่าเขาจะทำอะไรบ้าง จากนั้น “เขา” ได้เดินมาที่ผมและโบกมือไปมาตรงตาของผม (เพื่อดูว่าผมยังตื่นอยู่หรือไม่) เขาตื่นขึ้นมาตอนห้าทุ่ม และผมก็หลับๆ ตื่นๆ ระหว่างนั้นเขายืนละหมาดในร็อกอัตฺและผมก็ไม่เห็นว่าเขาจะมีทีท่าว่าจะก้มตัวลงเลย จากนั้นผมก็เห็นเขาก้มตัวลง และผมก็ไม่เห็นว่าเขาจะมีทีท่าจะลุกขึ้นเลยเช่นกัน

อีกคืนหนึ่ง “เขา” ก็อ่านอัลกุรอาน และ เมื่อ “เขา” อ่านถึงอายะหฺนี้ ต่อหน้าผม

“แท้จริงมันคือไฟนรก หนังศีรษะถูกลอกออก (เพราะความร้อนของไฟนรก)” (อัลกุรอาน 70:15-16)

จากนั้น “เขา” ก็ร้องไห้ และเป็นลมไป ผมปลุกให้เขาตื่น เมื่อเขาตื่น เขาก็อาบน้ำละหมาด และละหมาด เมื่อเขาอ่านถึงอายะนี้อีกครั้ง

“แท้จริงมันคือไฟนรก หนังศีรษะถูกลอกออก (เพราะความร้อนของไฟนรก)” (อัลกุรอาน 70:15-16)

“เขา” ก็ร้องไห้และเป็นลมไปอีกครั้ง ผมปลุกเขาขึ้นมาอีก และเมื่อเขาอ่านถึงอายะนี้เป็นครั้งที่สาม เขาก็เป็นลมอีกและไม่ได้ตื่น จนกระทั่งอะซานฟัจรฺ

“เด็กหนุ่มคนนี้”  จะอ่านอัลกุรอานจบทั้งเล่ม ทุกๆ สามคืนอย่างลับๆ  ขณะละหมาดยามค่ำคืน และเขาจะอ่านทุกๆ เจ็ดวันอย่างเปิดเผยระหว่างวัน ผมไม่ได้กล่าวเกินจริง เพราะเขาทำสิ่งนั้นต่อหน้าผม และด้วยพระนามของอัลลอฮฺ เขากล่าวรำลึกถึงอัลลอฮฺในแต่ละวันมากกว่า 12,000  ครั้ง!  ผมนับมันด้วยตัวผมเองขณะที่ผมนั่งอยู่กับเขา จำนวน 12,000 ครั้ง!  ผมถามเขาว่า “ทำไม” เขาตอบว่า “ผมไม่ต้องการให้อบู ฮุร็อยเราะอฺทำสิ่งนี้มากเกินกว่าผม” เขามีความอิจฉา  ความอิจฉาเมื่อมันเกี่ยวกับการอิบาดะฮฺ

“เขา” มีอายุเพียงแต่สิบเจ็ดปี ขณะที่เขามีระดับ (ความศรัทธา)  ขนาดนั้น

ผมไม่รู้ว่าผมจะพูดอย่างไรดีเกี่ยวกับเขา!  เมื่อใดก็ตามที่ “เขา” เจอ “ข้อความหนึ่ง” เพื่อท่องจำ  ผมจะบอกเขาว่า “ผมท้าให้คุณท่องจำข้อความนี้” เขาก็จะบอกกับผมว่า “อย่าท้าผมเลย” ผมก็ท้าทายเขา และบอกว่า “ผมขอท้าคุณ” วันต่อมา เขาก็มาหาผมและท่องข้อความนั้นกับผม เสมือนกับว่ามันเป็นเพียงชื่อเขา  และหากว่าเขามีข้อผิดพลาดในการท่องจำเพียงแค่สามจุด เขาก็จะไม่ถือว่าตัวเขาท่องจำอะไรได้เลย เพียงแค่สามข้อผิดพลาดเท่านั้น!   

และคุณคิดดูสิว่า  “เขาคนนี้” คือผู้ปรารถนาที่จะกลับเนื้อกลับตัว!! หากเพียงคุณทราบว่าบาปของเขาคืออะไร!!

บางครั้งหากเรารู้สึกหมดหวัง ในเวลาที่เราดะวะฮฺต่อใครคนหนึ่ง และรู้สึกหมดหวังในตัวเขา (ที่จะช่วยทำให้เขามาสู่หนทางที่ถูกต้อง) ซึ่งผมหมายถึงตัวของผมเอง (ที่หมดหวัง) และอัลลอฮฺทรงรู้ดียิ่งว่าคนอื่นๆ  (จะผิดหวังเช่นผมหรือไม่)

หากแต่ “เด็กหนุ่มคนนี้” คือผู้ที่ “การดุอาอฺของเขา” ได้รับการตอบรับต่อหน้าคนจำนวนสิบเจ็ดคนที่เป็นพยานต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งมีมากกว่าหนึ่งเหตุการณ์

ดังนั้นหากเราสิ้นหวัง (ในการที่จะดะวะฮฺ) ต่อใครคนหนึ่ง เรามักจะขอให้ “เขา” ช่วยไปทำการดะวะฮฺคนคนนั้น

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ หลังจากนั้นเพียงแค่สองวัน “คนคนนั้น” ก็ได้รับทางนำ  “เด็กหนุ่มคนนี้”  ใช้เวลา (ในการดะวะฮฺ) เพียงแค่สองวันเท่านั้น วันที่หนึ่ง วันที่สอง และจากนั้น “คนคนนั้น” ก็เริ่มทำการละหมาดอยู่ในแถวแรก ไม่ว่าคนคนนั้นจะเป็นคนที่สูบบุหรี่ หรือติดยาเสพติด ก็ตาม เขาจะเปลี่ยนแปลงไปโดยทันทีด้วยการอนุมัติของอัลลอฮฺ นี่คือบะเราะกัต มันคือบะเราะกัต!!

วันหนึ่ง เราละหมาดอยู่ด้านหลังอีหม่ามท่านหนึ่งที่ทางภาคใต้ (ของประเทศซาอุดีอารเบีย) ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าอีหม่ามท่านนี้จะละหมาดเป็นระยะเวลายาวนาน ดังนั้นอีหม่ามท่านนึ้จึงทำให้การละหมาดยาวนานขึ้น ตามสุนนะฮฺ  เมื่ออีหม่ามได้นำละหมาด สักพักหนึ่งมีชายคนหนึ่งเดินเข้ามาและตีที่หลังของอีหม่ามท่านนี้ด้วยไม้ขณะที่เขากำลังรูกั้วอยู่ต่อหน้าผม  หลังจากละหมาดเสร็จสิ้น อีหม่ามได้มองไปยังชายคนนั้นและถามเขาว่า “ทำไมคุณถึงตีผม”

ชายคนดังกล่าวตอบว่า “คุณคงได้ยินเสียงกระซีบ (จากชัยฎอน ให้ละหมาดนานขึ้น) คุณทำให้เราละหมาดนานเกินไป”

อีหม่ามจึงตอบว่า “คุณมีสุขภาพที่ดีนะ คุณมีสุขภาพที่ดี!”

ชายคนเดิมตอบว่า “คุณรู้ได้ยังไงว่าผมสุขภาพดี”

จากนั้น “เด็กหนุ่มคนนี้” จึงยกมือของเขาขึ้นต่ออัลลอฮฺ ขณะที่เขายกมือของเขาขึ้น หัวใจของผมแทบหยุดเต้น และเขากล่าวว่า “โอ้ อัลลอฮฺ ทรงนำเอาสุขภาพที่ดีไปจากเขา จนกว่าเขาจะทราบถึงคุณค่าของการละหมาดและละหมาดเป็นอย่างดีต่อหน้าพระองค์”

ขณะนั้นเป็นเวลาอัสรฺ ผมสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺว่า ชายคนดังกล่าวไม่ได้มาละหมาดมัฆริบพร้อมกับเรา เพราะเขาอยู่ที่บ้าน นอนอยู่บนเตียง หลังจากนั้นสองสัปดาห์ ผมพบกับเด็กหนุ่มคนดังกล่าว ผมจึงบอกกับเขาว่า “จงยำเกรงต่ออัลลอฮฺเถิด ชายคนนั้นนอนอยู่บนเตียงที่บ้านของเขา ผมวอนขอคุณด้วยอัลลอฮฺ” เขาตอบผมว่า “พี่ชายของผม ผมไม่ได้ตั้งใจที่จะทำแบบนั้น” ผมจึงบอกเขาว่า “ได้โปรดวิงวอนขอต่ออัลลอฮฺให้ทรงเยียวยาเขาด้วยเถอะ” ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ชายคนดังกล่าวก็กลับมาละหมาดกับเราในเวลาละหมาดถัดจากนั้น

“เด็กหนุ่มคนนี้” มักจะใส่แว่นตาหนาๆ ผมกำลังบอกคุณว่านี่คือ “ผู้สำนึกผิด” จากช่วงเวลาของเรา ผมรู้จักเขา เขาคือเพื่อนของผม ผมมีอายุที่มากกว่าเขา หากแต่เขาดีมากยิ่งกว่าผม ผมไม่ได้ให้สถานะที่สูงส่งแก่เขาเกินกว่าที่อัลลลอฮฺทรงวางมันไว้ให้แก่เขา

“แว่นตาของเขา” มักจะสร้างความรำคาญใจให้กับเขา  วันหนึ่งขณะที่อยู่ในมัสยิดอัลฮะรอม เขาจึงพูดขึ้นมาว่า “ผมไม่สามารถที่จะไปปาเลสไตน์ได้แม้แต่วันเดียวด้วยแว่นตานี้” ดังนั้นเขาจึงเดินไปยังบ่อน้ำซัมซัม ต่อหน้าผู้คนจำนวนสิบเจ็ดคน จากนั้นเขาก็ถอดแว่นออก และเอาน้ำซัมซัมมา พร้อมกับกล่าวว่า“โอ้ อัลลอฮฺ โปรดเยียวยาการมองของข้าพระองค์ด้วยเถิด” และเขาก็ดื่มมัน จากนั้นเขาก็กล่าวว่า “อัลลอฮุ อักบัร” และโยนแว่นตานั้นออกไปต่อหน้าผู้คน พวกเขาต้องการที่จะทดสอบ (ว่าสายตาของเขาดีขึ้นจริงหรือไม่) พวกเขาจึงชี้ไปที่นาฬิกาเรือนหนึ่งซึ่งไม่มีใครที่จะสามารถมองเห็นได้  พวกเขาได้ถามเขาว่า “คุณบอกพวกเขาได้ไหมว่าตอนนี้เป็นเวลาเท่าไร่” เขาตอบว่า “ตอนนี้เวลานั้นเวลานี้”  ซึ่งคำตอบนั้นถูกต้อง  สายตาของกลับมาดีปกติร้อยเปอร์เซ็นต์  เขาก็สามารถอ่านอัลกุรอานได้ดียิ่งขึ้น

แท้จริงแล้ว มันเป็นเพราะดุอาอฺ “และเมื่อเขาวิงวอนขอจากข้า ข้าก็จะให้เขา”  

คุณทราบหรือไม่ว่า วันหนึ่งผมถามเขาเกี่ยวกับ “บาป” ของเขา ผมถามเขาขณะที่เขาอ่านอายะฮฺอัลกุรอาน

“วันที่ บางใบหน้าจะสว่างไสว และบางใบหน้าจะดำคล้ำ” (3:106)

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ เขาร้องไห้จนกระทั่งผมรู้สึกว่าหัวใจของผมกำลังจะฉีกขาด ผมพูดกับเขาว่า“ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “คนที่ชั่วร้ายที่สุด คือคนที่ถูกถามด้วยพระนามของอัลลอฮฺ และไม่ได้รับการตอบกลับ  และผมขอถามคุณด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ว่าอะไรที่ทำให้คุณร้องไห้แบบนี้” ผมอยากจะร้องไห้ได้เหมือนเขา ผมอยากจะรู้สึกถึงความสุขที่เขารู้สึก

เขาตอบว่า “ในชีวิตของผม ผมได้กระทำบาปอย่างหนึ่ง”

ผมถามเขาว่า “บาปนั้นคืออะไรหรือ”

คุณทราบหรือไม่ว่า บาปของเขาคืออะไร คุณคงหัวเราะกับตัวเองแน่ๆ ผมจะเล่าให้คุณฟัง  เขาบอกผมว่า “ตอนที่ผมเรียนอยู่เกรดสอง ผมไปที่ร้านค้าแห่งหนึ่งและผมได้เอาคุกกี้จากร้านนั้นมากิน และไฟนรกนั้นคู่ควรยิ่งต่อร่างกายที่บริโภคสิ่งต้องห้าม  (หมายถืงเขากินคุกกี้ที่ไม่ใช่ของเขา)

อย่างไรก็ตาม เขาเสียชีวิตลง ขณะที่เขาอายุเพียงแค่ยี่สิบปี ขออัลลอฮฺประทานความเมตตาต่อเขาด้วยเถิด เขาเสียชีวิตลงด้วยเพราะกระสุนที่ใครบางคนยิงพลาดมาขณะลองใช้อาวุธนั้น

กระสุนถูกยิงออกมาเข้าสู่ร่างกายของเด็กหนุ่มคนนี้โดยอุบัติเหตุ และมันได้ฆ่าเขาตาย เขาตายเฉกเช่นผู้มีคุณธรรม และผมคิดว่าเขาเป็นเช่นนั้นต่ออัลลอฮฺซุบฮา นะฮู วะตะอาลา

เขาเสียชีวิตลง และมันก็จบลงเช่นนั้น

อย่างไรก็ตาม “เรื่องราวของเขา” ไม่ได้ตายลงไปด้วย และด้วยพระนามของอัลลอฮฺ หากมันไม่ได้เป็นเพราะว่าเขาขอให้ไม่ให้ผมเปิดเผยชื่อของเขาด้วยพระนามของอัลลอฮฺแล้ว ผมก็จะเปิดเผยชื่อของเขาให้ท่านได้ทราบ

หมายเหตุ ผู้แปลไม่ได้แปลตรงตัวตามที่ชัยคฺได้บรรยายไว้ ทั้งนี้เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจเนื้อเรื่องมากขึ้น จึงได้มีการปรับใช้ถ้อยคำให้เหมาะสมในการสื่อเรื่องราว

Read Full Post »

การบริจาคเลือดให้กับธนาคารเลือด และการบริจาคเลือดให้กับผู้ที่ไม่ใช่มุสลิม
*******************

การบริจาคเลือด ให้กับธนาคารเลือด
แหล่งที่มา http://islamqa.com/en/ref/239
ถอดความ  บินติ อัลอิสลาม
 

image

คำถาม

อัสลามุอลัยกุม วะเราะหฺมะตุ้ลลอฮิ วะบาเราะกาตุฮฺ

มันเป็นที่อนุมัติ (สำหรับมุสลิม) หรือไม่ที่จะ “บริจาค” เลือดให้กับธนาคารเลือดในอเมริกา เพราะเลือดที่บริจาคไปนั้น ส่วนใหญ่จะนำไปใช้กับผู้ที่ไม่ใช่มุสลิม อีกทั้ง มันเป็นที่อนุมัติหรือไม่ที่จะ “รับบริจาค” เลือดจากธนาคารเลือด ทั้งที่ทราบว่าเลือดเหล่านั้นส่วนใหญ่เป็นของผู้ที่ไม่ใช่มุสลิม

เรารักท่านเพื่ออัลลอฮฺ ขออัลลอฮฺประทานรางวัลการตอบแทนแก่ท่าน

คำตอบ

วาลัยกุมมุสลาม วะเราะหฺมะตุ้ลลอฮิ วะบาเราะกาตุฮฺ

อัลฮัมดุลิลละฮฺ

มันเป็นที่อนุมัติที่จะรับบริจาคเลือดจากผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมจากธนาคารเลือด แม้ว่าผู้บริจาคจะเป็นกาฟีรฺก็ตาม เช่นเดียวกัน มันก็เป็นการอนุมัติที่จะบริจาคเลือดต่อผู้ที่ไม่ใช่มุสลิม ตราบใดที่พวกเขาไม่ใช่ “ผู้ต่อต้าน (หรือศัตรู) อิสลาม” ซึ่ง “ผู้ต่อต้าน (หรือศัตรู) อิสลามนั้น” คือผู้ที่ต่อสู้กับมุสลิมด้วยอาวุธหรือการเงิน เช่นการต่อสู้ด้วยทรัพย์สินของเขา หรือให้การช่วยเหลือในการต่อสู้กับมุสลิม หากเขาไม่สามารถทราบอย่างแน่นอน (ว่าจะเป็นการบริจาคให้กับศัตรูอิสลามหรือไม่) มันก็เพียงพอสำหรับเขา ที่จะปฏิบัติตาม “ฆุรอบาตฺ อุล ซานนฺ” (การคาดการณ์อย่างสุดความสามารถของคนคนหนึ่ง หรือสิ่งใดก็ตามที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุด)

Islam QA ชัยคฺมุหัมมัด อัลมุนัจญิด

—————————————————————

“การบริจาคเลือดให้กับผู้ที่ไม่ใช่มุสลิม”
แหล่งที่มา http://islamqa.com/en/ref/958

คำถาม

อะไรคือกฎเกณฑ์ของการบริจาคเลือด? โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากว่ามันเป็นการบริจาคเลือดในอเมริกา และทราบว่าเลือดที่บริจาคไปนั้น เป็นไปได้ว่ามันจะถูกนำไปใช้กับผู้ที่ไม่ใช่มุสลิม

คำตอบ

การสรรเสริญเป็นของอัลลอฮฺ

มันเป็นที่อนุมัติสำหรับมุสลิมในการที่จะบริจาคเลือดให้กับผู้ที่ไม่ใช่มุสลิม เว้นเสียแต่ว่า เป็นที่ทราบกันดีว่า  “ผู้ที่ไม่ใช่มุสลิม” นั้นอยูในสถานะของผู้ที่ทำการต่อสู้กับมุสลิม (ไม่ว่าจะเป็นการ (ที่เขา) เป็นส่วนหนึ่งในรัฐที่อยู่ในสภาวะสงครามกับมุสลิม หรือการสนับสนุนการต่อต้าน รุกรานบรรดามุสลิมก็ตาม) ซึ่งในกรณีนี้ มันไม่เป็นการอนุมัติ (สำหรับมุสลิม) ที่จะบริจาคเลือด เพราะมันเป็นการช่วยเหลือคนเหล่านั้นในการต่อสู้กับมุสลิม

หากว่า “มุสลิม” ไม่สามารถทราบได้เลยว่าเลือดที่เขาบริจาคไปนั้นจะถูกนำไปใช้อย่างไร เขาควรปฏิบัติตามสิ่งที่เขาคิดว่ามันน่าจะเป็นไปได้ หากเขาคิดว่า “เลือดที่บริจาคไปนั้น” จะถูกนำไปใช้กับ “กาเฟรฺ” ที่ไม่ได้ต่อสูักับมุสลิม มันก็เป็นการอนุมัติที่จะบริจาคเลือดของเขา  และหากเป็นไปในทางที่กลับกัน มันก็ไม่เป็นที่อนุมัติสำหรับเขา

Read Full Post »

image

แหล่งที่มา Giving sadaqah (charity) to non-Muslims – 3854 – http://islamqa.com/en/ref/3854/helping%20non%20muslim

ถอดความ بنت الاٍسلام
 
คำถาม  

คำถามที่หนึ่ง การทำเศาะดะเกาะฮฺให้กับผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมนั้น สามารถทำได้หรือไม่

คำถามที่สอง มีบางคนที่ (เป็นไปได้ว่าเป็นมุสลิม) ขอทานโดยระบุจำนวนเงิน ตามหลักอิสลามนั้น เราควรปฏิบัติตัวในสถานการณ์นี้เช่นไร? และขอท่านช่วยชี้แจงเกี่ยวกับสถานการณ์นี้ หากว่าผู้ที่ขอทานนั้นเป็นผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมด้วย

คำถามที่สาม แล้วเราสามารถใช้กฎเกณฑ์ของ “ข้อที่หนึ่ง และข้อที่สอง” สำหรับผู้ที่ติดเหล้า หรือติดยาเสพติดได้หรือไม่ เพราะอาจเป็นไปได้ว่า พวกเขาอาจนำเงินที่ได้รับ ไปใช้ในหนทางที่ผิด

คำตอบ 

การสรรเสริญเป็นของอัลลอฮฺ

คำถามที่หนึ่ง การทำเศาะดะเกาะฮฺให้กับผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมนั้น สามารถทำได้หรือไม่ 

คำตอบ:: มันเป็นที่อนุมัติในการบริจาค นอกเหนือจากการบริจาคภาคบังคับ (ซะกาตฺ เป็นต้น) ทั้งต่อคนยากจนที่ไม่ใช่มุสลิมด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากพวกเขาเป็นญาติพี่น้อง หากแต่อยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า “พวกเขา” จะต้องไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับผู้ที่อยู่ในสภาวะทำการสงคราม (ต่อสู้) กับมุสลิม และไม่ได้มีพฤติกรรมที่ละเมิด (หรือรุกราน) อันเป็นเหตุที่ขัดขวางคุณจากการปฏิบัติต่อพวกเขาด้วยความเมตตา อัลลอฮฺตรัสว่า (ความหมายว่า)

“อัลลอฮฺมิได้ทรงห้ามพวกเจ้าในการปฏิบัติดีด้วยความยุติธรรมและความเมตตาต่อผู้ที่มิได้ต่อต้านพวกเจ้าในเรื่องของศาสนาหรือ (ผู้ที่) มิิได้ขับไล่พวกเจ้าออกจากบ้านเรือนของพวกเจ้า แท้จริงอัลลอฮฺทรงรักผู้มีความยุติธรรม แต่ว่าอัลลอฮทรงห้ามพวกเจ้าในการที่พวกจะผูกมิตรกับผู้ที่ต่อต้านพวกเจ้าในเรื่องศาสนาและขับไล่พวกเจ้าออกจากบ้านเรือนของพวกเจ้า และ (ผู้ที่) ช่วยเหลือในการขับไล่พวกเจ้า และผู้ใดผูกมิตรกับพวกเขา ชนเหล่านั้นพวกเขาเป็นผู้อธรรม”  (อัลกุรอาน 60:8-9) *คัดลอกจากอัลกุรอานแปลไทย

อัสมา บินติ อบีบักรฺ (เราะฎิยัลลอฮุ อันฮา) กล่าวว่า “มารดาของฉันพร้อมกับบิดาของท่าน มาพบฉัน และขณะนั้นท่านเป็นมุชริก (คนนอกศาสนา, ผู้ปฏิเสธศรัทธา) ซึ่งขณะนั้นเป็นช่วงเวลาที่มี “สนธิสัญญาสงบศึก” ระหว่างชาวกุร็อยซฺกับท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ฉันจึงได้สอบถามท่านเราะสูลว่า “มารดาของฉันได้มาพบฉัน และต้องการความช่วยเหลือ เช่นนั้นแล้วฉันควรรักษาความสัมพันธ์กับท่านหรือไม่” ท่านเราะสูลตอบว่า “ถูกแล้ว จงรักษาความสัมพันธ์กับนาง” (รายงานโดย บุคอรียฺ เลขที่ 2946) 

มีรายงานว่า สตรีชาวยิวคนหนึ่งได้เข้ามาขอทานจากท่านหญิงอาอิชะฮฺ (เราะฎิยัลลอฮุ อันฮา) และนางได้ให้บางสิ่งบางอย่างแก่สตรีชาวยิวคนนั้น สตรีชาวยิวจึงกล่าวต่อท่านหญิงอาอิชะฮฺว่า “ขออัลลอฮฺทรงปกป้องท่านจากการลงโทษในหลุมฝังศพด้วยเถิด” หากแต่ท่านหญิงอาอิชะฮฺไม่ชอบ (ที่ได้ยิน) เช่นนั้น เมื่อนางพบท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม นางจึงถามท่านเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว (ว่ามีการลงโทษในหลุมฝังศพหรือไม่) ท่านเราะสูลตอบว่า “ไม่” จากนั้นท่านหญิงอาอิชะฮฺเล่าว่า หากแต่ภายหลัง ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “ฉันได้รับการแจ้งมาว่า พวกท่านจะถูกทดสอบในหลุมฝังศพ” (มุสนาด อะหมัด เลขที่ 24815)

จากสองหะดีษนี้ได้บ่งชี้ให้เห็นว่า “มันเป็นที่อนุมัติที่จะทำการบริจาคต่อกาเฟรฺ (ผู้ที่ไม่ใช่มุสลิม) แต่มันไม่เป็นที่อนุมัติที่จะจ่ายซะกาตฺให้กับคนยากจนที่ไม่ใช่มุสลิม เพราะ “ซะกาตฺ” นั้นสามารถจ่ายให้กับผู้ที่เป็นมุสลิมเพื่อการใช้จ่ายเพื่อคนยากจน หรือขัดสนในหมู่มุสลิมเท่านั้น” ดังที่มีการกล่าวไว้ในอายะฮฺเกี่ยวกับการจ่ายซะกาตฺ

อิม่ามอัชชาฟิอียฺ กล่าวว่า “ไม่มีความผิดอันใดในการที่จะบริจาคให้กับ “มุชริก (คนนอกศาสนา ผู้ปฏิเสธศรัทธา)” ในรูปแบบของการกระทำ “นาฟีละฮฺ” (การกระทำที่นอกเหนือจากที่ถูกกำหนดไว้ เป็นการกระทำความดีงามแบบสมัครใจ) หากแต่เขาไม่มีสิทธิ์ในการที่จะบริจาคจาก “สิ่งที่เป็นฟัรดู (ภาคบังคับ) เช่นซะกาตฺ” อัลลอฮฺทรงยกย่องคนเหล่านี้ โดยตรัสว่า “และพวกเขาให้อาหารเนื่องด้วยความรักต่อพระองค์แก่คนยากจน เด็กกำพร้าและเชลยศึก” (อัลกุรอาน 76:8) (กิตาบ อัลอุมมฺ ภาคที่สอง)

การบริจาคต่อมุสลิมที่ยากจนนั้นเป็นสิ่งที่ดีกว่าและสมควรกระทำมากกว่า เพราะการใช้จ่ายทรัพย์แก่พวกเขานั้น เป็นการช่วยให้พวกเขานั้นมีความเชื่อฟังต่ออัลลอฮฺ อีกทั้งยังเป็นการช่วยเหลือพวกเขาในเรื่องของกิจการทางโลกและทางศาสนาอีกด้วย และสิ่งนี้เป็นการช่วยทำให้ความสัมพันธ์ในหมู่มุสลิมนั้นมีความแข็งแกร่งมั่นคงมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  ในปัจจุบันนี้ “คนยากจนในหมู่มุสลิม” นั้นมีจำนวนมากยิ่งกว่า “คนร่ำรวย” และอัลลอฮฺคือผู้ที่เราทรงขอความช่วยเหลือ

คำถามที่สอง มีบางคนที่ (เป็นไปได้ว่าเป็นมุสลิม) ขอทานโดยระบุจำนวนเงิน ตามหลักอิสลามนั้น เราควรปฏิบัติตัวในสถานการณ์นี้เช่นไร? และขอท่านช่วยชี้แจงเกี่ยวกับสถานการณ์นี้ หากว่าผู้ที่ขอทานนั้นเป็นผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมด้วย

คำตอบ:: หากผู้ที่ขอเงินนั้นเป็นมุสลิม และมีความจำเป็น (ที่จะต้องใช้เงิน) จริงๆ ดังนั้นคุณก็ควรบริจาคให้แก่เขาตามความสามารถของคุณ และกฎเกณฑ์นี้ก็ใช้กับผู้ที่มิใช่มุสลิมด้วยเช่นกัน
 
หากแต่มันเป็นการดีกว่าสำหรับ “มุสลิมที่กำลังขัดสน” ที่จะละเว้นจากการขอทานตามถนน หากพวกเขาไม่มีทางเลือก พวกเขาก็ควรจะไปที่องค์กรการกุศลของอิสลามซึ่งมีช่องทางการบริจาค ให้ความช่วยเหลือผู้ที่ยากจนและขัดสน และเช่นเดียวกันสำหรับผู้ที่ประสงค์ที่จะทำการบริจาคก็สามารถติดต่อกับองค์กรการกุศลที่น่าเชื่อถือได้ เพื่อที่ว่า “ทรัพย์สินที่บริจาค” จะตกไปถึงมือผู้ที่สมควรได้รับการบริจาคนั้น
 
คำถามที่สาม แล้วเราสามารถใช้กฎเกณฑ์ของ “ข้อที่หนึ่ง และข้อที่สอง” สำหรับผู้ที่ติดเหล้า หรือติดยาเสพติดได้หรือไม่ เพราะอาจเป็นไปได้ว่า พวกเขาอาจนำเงินที่ได้รับไปใช้ในหนทางที่ผิด

คำตอบ:: หากผู้ที่ขอเงินนั้น “ไม่ว่าจะเป็นมุสลิมหรือกาเฟรฺก็ตาม” ขอรับบริจาคเพื่อไปกระทำสิ่งที่เป็นบาป หรือซื้อสิ่งของที่หะรอม หรือเขาจะใช้จ่ายเงินนั้นไปเพื่อการช่วยเหลือกิจการหรือการกระทำที่หะรอม เช่นนั้นมันไม่เป็นที่อนุมัติในการที่จะบริจาคให้แก่เขา เพราะการกระทำเช่นนั้น หมายความว่า  อัลลอฮฺตรัสว่า

“จงช่วยเหลือกันในสิ่งที่เป็นคุณธรรม และความยำเกรง และจงอย่าช่วยกันในสิ่งที่เป็นบาป และเป็นศัตรูกันและพึงกลัวเกรงอัลลอฮ์เถิด แท้จริงอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงรุนแรงในการลงโทษ” (อัลกุรอาน 5:2) *คัดลอกจากอัลกุรอานแปลไทย

และอัลลอฮฺทรงรู้ดียิ่ง 

Islam Q&A
ชัยคฺมุหัมมัด ศอลีฮฺ อัลมุนัจญิด

 

Read Full Post »

 franz_schumacher_02

รูป อินเตอร์เน็ต

แหล่งที่มา บทความ “Test From Allah” www islamtoday com
เขียนโดย ชัยคฺคอลิด หุซัยนฺ
ถอดความ บินติ อัลอิสลาม คัดลอกคำแปลอัลกุรอาน มาจากอัลกุรอานแปลไทย

อัลลอฮฺ ตะอาลาทรงแจ้งแก่ประชาชาติของพระองค์ว่า “มนุษย์ทุกคนต่างต้องได้รับการทดสอบ” และพระองค์ยังทรงแจ้งให้ทราบอย่างชัดเจนถึง “สิ่งที่พระองค์คาดหวังจากมนุษย์ เมื่อเขาต้องเผชิญกับบททดสอบเหล่านั้น” รวมไปถึง “ผลตอบแทนที่มนุษย์จะได้รับ หากเขามีความอดทนและสามารถผ่านพ้นกับบททดสอบต่างๆ ไปได้”

พระองค์ตรัสว่า “และแน่นอน เราจะทดสอบสูเจ้าโดยการให้สูเจ้าอยู่ในความกลัวและความหิว และโดยการให้สูญเสียทรัพย์สิน ชีวิตและพืชผล และจงแจ้งข่าวดีแก่บรรดาผู้ที่อดทน คือบรรดาผู้ที่เมื่อมีเคราะห์ร้ายมาประสบแก่พวกเขา พวกเขาก็กล่าวว่า แท้จริงพวกเรา เป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮ์ และแท้จริงพวกเราจะกลับไปยังพระองค์” (ซูเราะฮฺอัล บะเกาะเราะฮฺ 2.155-156) www alquran-thai com

ท่านศาสนทูตมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้กล่าวว่า “ไม่มีซึ่งความเหนื่อยล้า ความเจ็บป่วย ความกังวล ความทุกข์ใจ ความเสียหายและความโศกเศร้าใดๆ ที่จะสร้างความทุกข์ทรมานแก่มุสลิมคนใดได้ แม้แต่การทิ่มแทงของหนาม เว้นเสียแต่ว่าอัลลอฮฺทรงลบล้างความผิดให้แก่เขาด้วยสิ่งนั้น”(เศาะหีฮฺ อัลบุคอรีย์ และเศาะหีฮฺ มุสลิม)

มีการรายงานอีกว่า “ศาสนทูตมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้กล่าวว่า “ไม่มีมุสลิมคนใดที่จะได้รับความทุกข์ทรมานจากอันตรายใดๆ ไม่ว่าจะเป็นการถูกหนามทิ่มแทงหรือสิ่งอื่นใดที่เลวร้ายกว่านั้น เว้นเสียแต่ว่าอัลลอฮฺทรงลบล้างความชั่วของเขาในบัญชี และบาปของเขาจะตกลงมาจากตัวเขาดังเช่นใบไม้ที่ล่วงหล่นจากต้นไม้” (เศาะหีฮฺ อัลบุคอรียฺ)

ศาสนทูตมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้กล่าวว่า “เมื่ออัลลอฮฺทรงปรารถนาให้บ่าวของพระองค์ได้รับความดี พระองค์จะทรงทดสอบเขาด้วยความทุกข์ยาก” (เศาะหีฮฺอัลบุคอรียฺ)

มุสลิมนั้นอาจจะได้รับการทดสอบจากความยากลำบากหลายอย่างเช่นความเจ็บป่วย การขาดแคลนในทรัพย์สินและความดื้อรั้นของลูกๆ ของเขา — จริงอยู่ว่า บางครั้งความทุกข์ยากต่างๆ ที่รุมล้อมเขานั้นอาจจะมากเกินกว่าเขาจะรับได้ ** ด้วยเหตุนี้ศาสนทูตมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม จึงได้เน้นย้ำอยู่เสมอว่า “ไม่มีซึ่งความเหนื่อยล้า ความเจ็บป่วยความกังวล ความทุกข์ใจ ความเสียหายและความโศกเศร้าใดๆ ที่จะสร้างความทรมานแก่มุสลิมคนใดได้ แม้แต่การทิ่มแทงของหนาม”

หากผู้ศรัทธานั้นเพียรอดทนต่อทุกๆ ความยากลำบากที่ประสบแก่เขา อัลลอฮฺจะทรงประทานแก่เขาซึ่งการอภัยโทษของพระองค์เป็นการตอบแทน

มนุษย์ทุกคนต่างได้รับการทดสอบจากพระองค์ พระองค์ทรงทดสอบเราด้วยวิธีการที่ต่างกัน เราจึงไม่ควรคิดเอาเองว่า “ความยากลำบากต่างๆ ที่เราได้ประสบในชีวิต” นั้นเป็นการลงโทษของพระองค์ หรือเป็นสัญญาณว่าพระองค์ทรงโกรธเรา อีกทั้งเราก็ไม่ควรที่จะตีความไปเองว่า “ความสำเร็จและความสุขสบายที่ผู้อื่นได้รับ”นั้นเป็นสัญญาณว่าอัลลอฮฺทรงพอใจในพวกเขา หรือว่าพวกเขานั้นเป็นผู้ได้รับสิทธิพิเศษจากพระองค์ เพราะในบางครั้งความจริงคือสิ่งที่ตรงข้ามกัน”

ศาสนทูตมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้กล่าวว่า “หากอัลลอฮฺทรงปรารถนาให้บ่าวของพระองค์ได้รับซึ่งความดีงาม พระองค์จะรีบลงโทษเขาในโลก (ดุนยา) นี้ และหากพระองค์ประสงค์แก่เขาซึ่งความเจ็บปวด พระองค์จะทรงชะลอการลงโทษในบาปของเขาไว้ เพื่อที่พระองค์จะทรงทำการลงโทษเขาอย่างเต็มที่ในวันแห่งการตัดสิน”

อัลลอฮฺทรงให้ความชัดเจนแก่เราว่าทุกๆ สิ่งในชีวิตของเรานั้น ไม่ว่าจะเป็นความดีหรือความชั่ว ต่างเป็นบททดสอบแก่เรา –

เช่นนั้นแล้ว เราจะรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ที่อัลลอฮฺทรงประทานแก่เราอย่างไร? เราจะขอบคุณพระองค์ในความสำเร็จและความอดทนต่อความยากลำบากทั้งหลาย หรือว่าเราจะยโสทะนงตนและฝ่าฝืนพระองค์?

อัลลอฮฺตรัสว่า “ทุกชีวิตย่อมลิ้มรสความตาย และเราจะทดสอบสูเจ้าด้วยความชั่วและความดี และสูเจ้าจะต้องกลับมาสู่เราอย่างแน่นอน” (ซูเราะฮฺ อันบิยาอฺ 21.35)

อัลลอฮฺตรัสว่า “และพึงรู้เถิดว่า แท้จริงทรัพย์สินของสูเจ้า และลูกๆของสูเจ้านั้น เป็นสิ่งทดสอบชนิดหนึ่งเท่านั้น และแท้จริงอัลลอฮ์นั้น ณ พระองค์มีรางวัลอันใหญ่หลวง” (ซูเราะฮฺ อัล อัมฟาล 8.28)

หลายคนมิได้ตระหนักว่า พวกเขานั้นต่างถูกทดสอบอย่างหนักกับ “ความดีงาม” ที่ประสบกับเขา เช่นเดียวกับที่พวกเขาถูกทดสอบกับ “ความทุกข์ยาก” ทั้งหลาย ** ดังที่อัลลอฮฺทรงตรัสไว้ในอัลกุรอานว่า “ส่วนมนุษย์นั้น เมื่อพระเจ้าของเขาทรงทดสอบเขา โดยทรงให้เกียรติเขาและทรงโปรดปรานเขา เขาก็จะกล่าวว่าพระเจ้าของฉันทรงยกย่องฉัน แต่ครั้งเมื่อพระองค์ทรงทดสอบเขา โดยทรงให้การครองชีพของเขาเป็นที่คับแคบแก่เขา เขาก็จะกล่าวว่า พระเจ้าของฉันทรงเหยียดหยามฉัน”(อัลฟัจญร์ 89.15-16)

บางคนที่ได้รับการอำนวยพรจากอัลลอฮฺให้กำเนิดและได้รับการอบรมเลี้ยงดูจากครอบ ครัวมุสลิมที่ดีหากแต่เขากลับหันหลังให้กับศาสนาอิสลาม ** ในขณะที่คนอีกกลุ่มหนึ่งนั้นกำเนิดมาในประเทศที่ไม่ใช่ประเทศมุสลิม อีกทั้งได้รับการอบรมเลี้ยงดูจากพ่อแม่ที่ไม่มีความศรัทธา (กาเฟรฺ) หากแต่พวกเขากลับกลายเป็นหนึ่งในบรรดามุสลิมที่ดี

เราทุกคนต่างถูกทดสอบด้วย “ความร่ำรวย” เช่นเดียวกับ “ความยากจน” ลองตระหนักดูเถิดว่า

หากว่าเราเป็นผู้ที่ร่ำรวย เราจะใช้ทรัพย์สินที่มีอยู่ไปในหนทางใด

*เราจะสะสมทรัพย์สินเงินทองของเราไว้ หรือว่าจะใช้มันไปเพื่อการทำบุญทำกุศล?

*เราจะใช้ทรัพย์สินเงินทองไปในหนทางดีถูกต้องตามหลักการศาสนาหรือจะใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยไปในหนทางเลว?

*เราจะเชื่อมั่นและมอบหมายต่ออัลลอฮฺกับการลงทุนต่างๆ ของเรา หรือว่า เราจะยอมให้ “ความโลภและความกลัวในการสูญเสียทรัพย์สินนั้น” ทำให้เราต้องแสวงหาปัจจัยที่ฮะรอมเพื่อนำมาเก็บสะสมและเพิ่มพูน?

และหากว่าเราเป็นผู้ที่ยากจน เราจะใช้ชีวิตของเราเช่นใด

*เราจะพอใจและอดทนต่อความยากจน (ที่อัลลอฮฺทรงกำหนด) อีกทั้งแสวงหาปัจจัยยังชีพที่ฮะลาลเพื่อการดำรงชีพ หรือเราจะแสวงหาปัจจัยยังชีพที่ฮะรอมเพื่อเติมเต็มความต้องการของเรา?

*เราจะยอมรับความจริงที่ว่าอัลลอฮฺทรงประทานปัจจัยให้กับคนกลุ่มหนึ่งมากกว่าคน อีกกลุ่มหนึ่ง หรือว่าความจริงนี้จะเพิ่มพูนความโกรธ ความเกลียดชังแก่เรา?

เราทุกคนต่างต้องถูกทดสอบกับ “การมีสุขภาพดี” เช่นเดียวกับ “การเจ็บป่วย” ดังเช่น คนที่มี “สายตาดี” ก็ต้องถูกทดสอบในการใช้ “ดวงตาทั้งสองของเขา” ว่าเขาจะใช้ “มัน” ไปในหนทางที่ฮะลาลหรือใช้ “มัน” เพื่อการจ้องมองสิ่งที่ฮะรอม เพราะ “สายตา” ของเขา อาจเป็นสาเหตุที่นำเขาเข้าสู่นรกได้ หรือแม้แต่ “คนตาบอด” ก็ต้องถูกทดสอบว่าเขาจะมีความอดทนกับความพิการนี้ได้หรือไม่ เพราะความอดทนต่อความลำบากเช่นนี้อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาได้เข้าสู่สวน สวรรค์

พึงระลึกเถิดว่าจุดหมายปลายทางของเรานั้นคืออาคิเราะฮฺและมนุษย์ทุกคนต่างต้องได้รับการทดสอบ

อัลลอฮฺตรัสว่า “พระผู้ทรงให้มีความตายและให้มีความเป็น เพื่อจะทดสอบพวกเจ้าว่า ผู้ใดบ้างในหมู่พวกเจ้าที่มีผลงานดียิ่ง และพระองค์เป็นผู้ทรงอำนาจ ผู้ทรงให้อภัยเสมอ” (ซูเราะฮฺ อัลมุลกฺ 67.2)

มนุษย์เรานั้นอาจได้รับการทดสอบโดยผ่านจากผู้อื่น หรือ สิ่งอื่นด้วยเช่นกัน **เป็นที่รู้กันดีว่า “เด็กเล็ก” และ “ผู้ที่มีปัญหาทางจิต” ซึ่ง อยู่ในขั้นที่พวกเขาไม่สามารถรับรู้และเข้าใจในแนวทางของศาสนาอิสลามได้นั้น จะถูกละเว้นจากการคิดบัญชี ณ ที่อัลลอฮฺ แต่ถึงแม้ว่าพวกเขาเหล่านั้นจะไม่ได้ประสบกับบททดสอบด้วยตัวเขาเอง — อย่างไรก็ตามด้วยสภาพที่ไม่สมบูรณ์ของพวกเขานั้น ก็อาจเป็นบททดสอบสำหรับผู้ที่มีความใกล้ชิดกับเขาหรือผู้ที่ได้รับผลกระทบ จากสภาพของเขา ** เช่นว่า ผู้ใกล้ชิดจะปฏิบัติต่อเขาอย่างไร จะดูแลเขาอย่างดีหรือไม่ จะให้เกียรติเขาหรือไม่ และจะให้สิทธิที่เขาควรมีหรือไม่

เราไม่อาจสามารถทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในความปรีชาญาณของอัลลอฮฺได้ว่า “เหตุใดพระองค์ทรงบัญญัติและกำหนดสิ่งนั้ หรือสิ่งนี้แก่เราหรือแก่สิ่งถูกสร้างอื่นๆ” แต่กระนั้น มนุษย์เราจำเป็นต้องรับรู้ว่า “อัลลอฮฺนั้นทรงกำหนดทุกสิ่งทุกอย่างจากความปรีชาญาณของพระองค์” และเราจำต้องอดทนอย่างมากกับบททดสอบต่างๆ ที่พระองค์ทรงประทานให้

สุดท้ายนี้ เราต้องรำลึกถึงพระดำรัสของพระองค์จากอัลกุรอานที่ว่า “พระองค์จะไม่ทรงถูกสอบถามในสิ่งที่พระองค์ทรงปฏิบัติ และพวกเขาต่างหากที่จะถูกสอบถาม” (ซูเราะฮฺอัน บิยา 21.23)

Read Full Post »

แหล่งที่มา Advice On Dealing With Anger  http://www.missionislam.com/family/anger.htm

ถอดความ บินติ อัลอิสลาม

“ความโกรธ” คือหนึ่งในบรรดาเสียงกระซิบชั่วร้ายของชัยฎอน ที่นำไปสู่ความเลวร้ายและโศกนาฎกรรมมากมาย ซึ่งมีเพียงอัลลอฮฺพระองค์เดียวเท่านั้นที่ทรงรู้ถึงอาณาเขตทั้งหมดของมัน ด้วยเหตุผลนี้ อิสลามจึงได้กล่าวถึง “คุณลักษณะที่เลวร้ายนี้” ไว้อย่างมากมาย และท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมเองก็ได้บอกถึงวิธีการเยียวยา “โรคร้ายนี้” และวิธีการที่จะจำกัดผลกระทบของมัน ซึ่งมีดังต่อไปนี้

(1) ขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮฺให้พ้นจากชัยฏอนมารร้าย  

ท่านสุลัยมาน อิบนุ ซัรดฺ กล่าวว่า “ขณะที่ฉันนั่งอยู่กับท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม มีชายสองคนกำลังด่าทอใส่ร้ายกันอยู่ คนหนึ่งหน้าแดงกล่ำ เส้นเลือดที่คอของเขานูนขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด ท่านเราะสูลจึงกล่าวว่า “ฉันทราบถึงถ้อยคำหนึ่ง ที่หากว่าเขากล่าวมันแล้ว สิ่งที่เขารู้สึกอยู่นั่นจะมลายหายไป หากเขากล่าวว่า “ฉันขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮฺให้พ้นจากชัยฎอน” และสิ่งที่เขากำลังรู้สึกอยู่นั้น (คือ ความโกรธ) จะหายไป” (รายงานโดยบุคอรียฺ และอัลฟัตฮฺ 6/337)

ท่านเราะสูลกล่าวว่า “หากบุคคลหนึ่งเกิดความโกรธ และกล่าวว่า “ฉันขอความคุ้มครองจากอัลลอฮฺ” ความโกรธของเขาจะหายไป” (เศาะหีฮฺ อัล ญามิอฺ อัศ เศาะฆีรฺ)

(2) การนิ่งเงียบ

ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “หากผู้ใดในหมู่พวกท่านเกิดความโกรธ เขาจงนิ่งเงียบเสีย” (รายงานโดยอีม่ามอะหมัด อัลมุสนัด 1/329; ดูเศาะหีฮฺ อัลญามิอฺ693, 4027)

นี่เป็นเพราะว่าโดยส่วนใหญ่แล้ว “ผู้ที่มีความโกรธ” มักจะสูญเสียการควมคุมตัวเอง และเขาอาจกล่าวถ้อยคำแห่งกุฟรฺ (จากสิ่งที่เราขอความคุ้มครองจากอัลลอฮฺ) หรือคำสาปแช่ง หรือถ้อยคำของการหย่าร้าง (เฏาะลาก) ซึ่งเป็นเหตุที่ทำลายครอบครัวของเขา หรือถ้อยคำของการใส่ร้ายที่จะนำพาเขาไปสู่การเป็นศัตรู และความเกลียดชัยต่อผู้อื่น ดังนั้น “การนิ่งเงียบ” คือวิธีแก้ที่ช่วยให้คนคนหนึ่งออกห่างจากความเลวร้ายที่กล่าวมาทั้งหมดนี้

(3) การอยู่นิ่ง

ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “เมื่อผู้ใดก็ตามในหมู่พวกท่านเกิดความโกรธ และหากเขากำลังนั่งอยู่ เขาจงนั่งเสีย เพื่อที่ว่าความโกรธของเขาจะหายไป และหากว่ามันไม่หายไป เขาจงนอนเอนกายลงเสีย”

ผู้รายงานหะดีษบทนี้คือท่านอบู ซัรรฺ (เราะฎิยัลลอฮุ อันฮุ) และมีเรื่องราวที่เกี่ยวเนื่องจากการรายงานหะดีษบทนี้ด้วย นั่นคือ ท่านอบูซัรรฺได้พาอูฐของท่านไปดื่มน้ำที่รางน้ำที่ท่านเป็นเจ้าของ จากนั้นมีคนบางคนได้ตามท่านมาและกล่าว (ต่อกัน) ว่า “ใครสามารถแข่งขันกับอบูซัรรฺ (ในการนำบรรดาสัตว์มาดื่มน้ำ) ได้?ชายคนหนึ่งจึงกล่าวขึ้นมาว่า “ฉันทำได้” ดังนั้นเขาจึงนำบรรดาสัตว์ของเขามาและแข่งขันกับท่านอบูซัรรฺ แต่ผลที่เกิดขึ้นคือรางน้ำเกิดพังขึ้นมา ( ท่านอบู ซัรรฺคาดหวังว่าจะได้รับความช่วยเหลือในการป้อนน้ำให้กับอูฐของท่าน หากแต่ว่าชายคนดังกล่าวกลับประพฤติตัวไม่เหมาะสมและทำให้รางน้ำพัง) ซึ่งขณะนั้นท่านอบูซัรรฺกำลังยืนอยู่ ดังนั้นท่านจึงนั่งลง และจากนั้นท่านก็ได้เอนกายลงนอน จีงมีคนถามท่านว่า “โอ้ ท่านอบูซัรรฺ เหตุใดท่านจึงนั่งลง และจากนั้นก็เอนกายลงเล่า” ท่านตอบว่า “ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “เมื่อผู้ใดก็ตามในหมู่พวกท่านเกิดความโกรธ และหากเขากำลังนั่งอยู่ เขาจงนั่งเสีย เพื่อที่ว่าความโกรธของเขาจะหายไป และหากว่ามันไม่หายไป เขาจงนอนเอนกายลงเสีย” (หะดีษบทนี้ และเรื่องราวนี้อยู่ในมุสนัดอะหมัด 5/152 และดูเศาะหีฮฺ อัลญามีอฺ เลขที่ 694)

อีกหนึ่งรายงานบอกเล่าว่า “ท่านอบูซัรรฺกำลังให้น้ำแก่บรรดาสัตว์ของท่านที่รางน้ำ เมื่อมีชายคนหนึ่งทำให้ท่านโกรธ ท่านจึงนั่งลง…” (ฟัยดฺ อัลกอดีรฺ อัลมะนาวียฺ 1/408)

“ข้อดีของคำแนะนำตักเตือนของท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ  อะลัยฮิ วะสัลลัม” คือ ข้อเท็จจริงที่ว่า “การกระทำดังกล่าวจะยับยั้งคนที่กำลังโกรธให้พ้นจากการสูญเสียการควบคุม เพราะเขาอาจพลาดพลั้งและทำร้ายผู้อื่น หรือแม้แต่อาจจะทำให้ผู้อื่นถึงแก่ชีวิต  หรือเขาอาจทำลายข้าวของและสิ่งอื่นๆ ก็เป็นได้ “การนั่งลง” ย่อมทำให้แรงกระตุ้นเร้าของเขาลดลง และการเอนกายลงนอนย่อมปกป้องเขาจากการกระทำที่บ้าคลั่งหรือการก่ออันตราย  อัลอัลลามะฮฺ อัลค็อฏฏอบียฺ (เราะหิมะฮุลลอฮฺ) กล่าวไว้ในคำอธิบายในหนังสือหะดีษอบูดาวูดว่า “ผู้ที่กำลังยืนอยู่ คือ (ผู้ที่อยู่ใน) ท่าทางที่พร้อมจะจู่โจมและเข้าทำลาย ขณะที่ผู้ที่กำลังนั่งอยู่ ย่อมเป็นการยากสำหรับเขาที่จะทำเช่นนั้น และสำหรับผู้ที่เอนกายนอนย่อมไม่สามารถกระทำสิ่งนั้นได้เช่นกัน จึงเป็นไปได้ว่าที่ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม บอกต่อผู้ที่มีความโกรธให้นั่งลง หรือเอนกายลง เพื่อที่เขาจะไม่กระทำสิ่งใดที่เขาอาจเสียใจภายหลัง และอัลลอฮฺทรงรู้ดียิ่ง” (สุนัน อบี ดาวูด พร้อมทั้ง มะอฺอาลิม อัสสุนนะหฺ 5/141)

(4) ปฏิบัติตามคำสอนของท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม

ท่านอบู ฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุ อันฮุ กล่าวว่า “มีชายคนหนึ่งกล่าวต่อท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมว่า “จงให้คำตักเตือนแก่ฉันด้วยเถิด” ท่านเราะสูลกล่าวว่า “ท่านจงอย่าโกรธ” ชายคนเดิมถามคำถามเดิมต่อท่านเราะสูลซ้ำๆ อยู่หลายครั้ง และทุกๆ ครั้งท่านเราะสูลก็ตอบเขาเช่นเดิมว่า “ท่านจงอย่าโกรธ” (รายงานโดยอัลบุคอรียฺ ฟัตหุลบารียฺ10/456)

อีกหนึ่งรายงาน ชายคนหนึ่งกล่าวว่า “ฉันใคร่ครวญถึงสิ่งที่ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมได้กล่าวไว้ และฉันได้ตระหนักว่าความโกรธนั้นประกอบด้วยความชั่วร้ายทุกประเภท” (มุสนัด อะหมัด 5/373)

(5) จงอย่าโกรธ แล้วสวนสวรรค์จะเป็นของท่าน (จากหะดีษเศาะหีฮฺ ดูเศาะหีฮฺ อัลญามฺีอฺ  7374. อิบนุ ฮัจญฺร ให้ความเห็นว่าเป็นหะดีษของอัฏฏ็อบบะรอนียฺ ดูอัลฟัตฮฺ 4/465):

พึงรำลึกถึงสิ่งที่อัลลอฮฺทรงให้สัญญาต่อบรรดาผู้ศรัทธาที่ดี (มุตตากีน) ที่ออกห่างจากเหตุแห่งความโกรธ และต่อสู้อย่างหนักกับตัวเองด้วยการควบคุมมัน ซึ่งนั่นคือหนึ่งในวิธีการที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการขจัดไฟแห่งความโกรธ หนึ่งในหะดีษที่บรรยายถึงรางวัลการตอบแทนอันยิ่งใหญ่ต่อการกระทำนี้ คือ “ผู้ใดก็ตามที่ควบคุมอารมณ์โกรธของเขา ขณะที่เขามีหนทางที่จะแสดงมันออกมา อัลลอฮฺจะทรงเติมเต็มหัวใจของเขาด้วยความสุขในวันแห่งการฟื้นคืนชีพ” (รายงานโดย อัฎฎ็อบบะรอนียฺ 12/453, ดูหะดีษอัลญามีอฺ, 6518)

อีกหนึ่งรางวัลการตอบแทนที่ยิ่งใหญ่นั้น ได้ถูกบรรยายไว้ในถ้อยคำของท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ว่า “ผู้ใดก็ตามที่ควบคุมความโกรธของเขา ขณะที่เขามีหนทางที่จะแสดงมันออกมาก อัลลอฮฺจะทรงเรียกเขาผู้นั้นออกมาต่อหน้ามวลมนุษย์ทั้งหลายในวันแห่งการฟื้นคืนชีพ และจะให้เขาได้เลือกฮูรุลอัยนฺ (นางสวรรค์) นางใดก็ตามที่เขาปรารถนา” (รายงานโดยอบู ดาวูด 4777, และท่านอื่นๆ  จัดว่าเป็นหะดีษหะซันในเศาะหีฮฺ อัลญามีอฺ 6518).

(6)  พึงรำลึกถึง “สถานะอันสูงส่ง และสิ่งดีงาม” ที่จะถูกมอบให้กับผู้ที่ควบคุมตัวของเขา

ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “ผู้ที่แข็งแรงไม่ใช่ผู้ที่สามารถเอาชนะผู้อื่นได้ (ในการต่อสู้) หากแต่ผู้ที่แข็งแรงนั้นคือผู้ที่สามารถควบคุมตัวของเขาได้ ในยามที่เขาโกรธ” (รายงานโดยอะหมัด  2/236)  ยิ่งระดับความโกรธมีมากเพียงใด สถานะของผู้ที่ควบคุมความโกรธของเขานั้นยิ่งสูงมากขึ้นเท่านั้น

ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “ผู้ที่แข็งแรงที่สุด คือผู้ที่เมื่อเขาเกิดความโกรธ และหน้าของเขาแดงกล่ำ และเอนที่คอของเขานูนขึ้น หากแต่เขาสามารถต่อสู้กับอารมณ์ความโกรธของเขาได้” (รายงานโดยอีม่ามอะหมัด  5/367, จัดเป็นหะดีษหะซันในเศาะหีฮฺ อัลญามีอฺ 3859)

ท่านอนัสรายงานว่า “ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม เดินผ่านคนกลุ่มหนึ่งที่กำลังต่อสู้กันอยู่ ท่านถามขึ้นมาว่า “นี่คืออะไรกัน” พวกเขาจึงตอบว่า “คนนั้น คนนี้ คือผู้ที่แข็งแรงที่สุด เขาสามารถเอาชนะ (ในการต่อสู้) กับผู้ใดก็ตาม” ท่านเราะสูล กล่าวว่า “ฉันควรบอกแก่ท่านให้ทราบเกี่ยวกับผู้ที่มีความแข็งแรงเหนือเขาหรือไม่?  นั่นคือผู้ที่เมื่อเขาถูกอธรรมจากผู้อื่น เขาก็ควบคุมอารมณ์โกรธของเขา และต่อสู้กับชัยฎอนในตัวเขาและชัยฎอนของผู้ที่ทำให้เขาโกรธ(รายงานโดยอัลบัซซารฺ และอิบนุ ฮัจญรฺ กล่าวว่าอิสนาดของหะดีษบทนี้นั้นเศาะหีฮฺ , อัลฟัตฮฺ  10/519)

(7)  ปฏิบัติตามแบบอย่างของท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ในยามที่ท่านโกรธ   

ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม คือผู้นำของเราและได้เป็นแบบอย่างที่ดีงามที่สุดในเรื่องนี้ ดังที่มีการรายงานไว้ในหะดีษหลายบท หนึ่งในหะดีษที่เป็นที่รู้จักกันดีนั้นถูกรายงานโดยท่านอนัส เราะฎิยัลลอฮุ อันฮุ ซึ่งท่านเล่าว่า “ฉันกำลังเดินอยู่กับท่านเราะสูล ขณะนั้นท่านสวมใส่เสื้อคลุมนัจรอนียฺ ที่มีคอเสื้อที่หยาบ ระหว่างนั้นมีชาวเบดูอีนคนหนึ่งเข้ามาและคว้าดึงขอบคอเสื้อคลุมของท่าน และฉันได้เห็นรอยตรงคอด้านซ้ายของท่าน ที่เกิดจากคอเสี้อ จากนั้นชาวเบดูอินได้สั่งท่านเราะสูลให้นำทรัพย์สินของอัลลอฮฺที่ท่านมีอยู่ มามอบให้แก่เขา ท่านเราะสูลจึงหันไปหาเขาและยิ้มให้ จากนั้นท่านจึงสั่ง (พวกเรา) ว่าชายเบดูอินท่านนั้นควรได้รับบางสิ่งบางอย่าง(หะดีษ ผู้รายงานเห็นพ้องต้องกัน ฟัตฮุลบารียฺ, 10/375)

อีกหนทางที่เราสามารถปฏิบัติตามแบบอย่างของท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมได้นั้นคือ“การทำให้ความโกรธของเราเป็นไปเพื่ออัลลอฮฺเมื่อสิทธิ์ของพระองค์ถูกทำร้าย (ละเมิด)” นี่คือประเภทของความโกรธที่น่ายกย่อง ดังนั้นท่านเราะสูลจึงเกิดความโกรธ เมื่อท่านได้ทราบเกี่ยวกับอีม่ามท่านหนึ่งที่นำผู้คนละหมาดเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน และเมื่อท่านเห็นม่านที่มีรูปสิ่งถูกสร้างประดับอยู่ในบ้านของท่านหญิงอาอิชะฮฺ และเมื่ออุซามะฮฺบอกกับท่านเกี่ยวกับสตรีมักฮฺซูมียฺที่มีความผิดฐานทำการขโมย และท่านกล่าวว่า “พวกท่านเข้ามาขัดขวางหนึ่งในการลงโทษที่ถูกกำหนดไว้โดยอัลลอฮฺกระนั้นหรือ?” และเมื่อท่านถูกถามคำถามที่ท่านไม่ชอบ เป็นต้น “ความโกรธของท่านเป็นไปเพื่ออัลลอฮฺด้วยความบริสุทธิ์ใจ”

(8)  พึงรู้ว่าการยับยั้งความโกรธ คือหนึ่งสัญญาณของความดีงาม (ความยำเกรง: ตักวา)

“ผู้ยำเกรง (อัลมุตตากูน)” คือผู้ที่ได้รับการยกย่องด้วยอัลลอฮฺในอัลกุรอานและด้วยศาสนทูตของพระองค์ “สวนสวรรค์ที่กว้างใหญ่เท่ากับชั้นฟ้าและผืนแผนดินได้ถูกเตรียมไว้สำหรับพวกเขา” หนึ่งในคุณลักษณะที่ว่าคือ “จงใช้จ่าย (ในหนทางของอัลลอฮฺ) ทั้งในยามที่สุขสบาย และในยามที่เดือดร้อน (พวกเขา) ข่มอารมณ์โกรธ และ (พวกเขา) ให้อภัยแก่เพื่อนมนุษย์ แท้จริง อัลลอฮฺทรงรักอัลมุฮฺซินูน (ผู้กระทำความดีทั้งหลาย)” (อะลิ อิมรอน 3:134)

(9) รับฟังคำตักเตือน

ความโกรธ คือส่วนหนึ่งในธรรมชาติของความเป็นมนุษย์” ผู้คนมีความแตกต่างกันในเรื่องของความโกรธ มันอาจจะเป็นการยากสำหรับคนคนหนึ่งที่จะไม่รู้สึกโกรธ หากทว่า “ผู้ที่มีความบริสุทธิ์ใจ” ย่อมรำลึกถึงอัลลอฮฺ เมื่อพวกเขาใคร่ครวญ และพวกเขาจะไม่ก้าวข้ามขอบเขตที่กำหนดไว้ มีตัวอย่างที่เกิดขึ้นกับชนยุคก่อนเช่น

ท่านอิบนุ อับบาส (เราะฏิยัลลอฮุ อันฮุ) รายงานว่า มีชายคนหนึ่งขออนุญาตที่จะเข้าไปพูดคุยกับท่านอุมัรฺ อิบนุ ค็อฏฏ็อบ (เราะฏิยัลลอฮุ อันฮุ) จากนั้นเขากล่าวได้ขึ้นมาว่า “โอ้ บุตรของอัล ค็อฏฏ็อบ ท่านไม่ได้ให้แก่พวกเรามากนัก และท่านก็ไม่ได้ทำการตัดสินระหว่างพวกเราด้วยความยุติธรรม” เมื่อได้ยินเช่นนั้น ท่านอุมัรฺจึงเกิดความโกรธเป็นอย่างมากจนท่านเกือบที่จะเข้าไปทำร้ายชายคนดังกล่าว หากแต่ท่านอัลฮุรรฺ อิบนุ ฆ็อยซฺ หนึ่งในผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์นั้น กล่าวขึ้นมาว่า “โอ้ อะมีรฺ อัลมุอฺมินีน อัลลอฮฺตรัสต่อศาสนทูตของพระองค์ว่า “จงยึดถือไว้ซึ่งการอภัย และจงใช้ให้กระทำสิ่งที่ชอบ และจงผินหลังให้แก่ผู้โฉดเขลาทั้งหลายเถิด (อัลอะร็อฟ 7:199) ชายคนนั้นคือหนึ่งในบรรดาผู้ที๋โง่เขลา ด้วยพระนาม่ของอัลลอฮฺ อุมัรฺไม่สามารถทำสิ่งใดไปได้มากกว่านั้นหลังจากที่ท่านอัลฮุรรฺได้กล่าวถึงอายะฮฺนี้ต่อท่าน และท่านอุมัรฺเองก็คือบุรุษที่มีความระมัดระวังต่อการยึดมั่นต่อคัมภีร์แห่งอัลลอฮฺคนหนึ่ง (รายงานโดย อัลบุคอรียฺ อัลฟัตฮฺ  4/304) นี่คือวิธีการที่มุสลิมควรปฏิบัติ

บรรดามุนาฟีกที่ชั่วร้าย (ผู้กลับกลอก) ไม่ได้ปฏิบัติตัวเช่นนี้เมื่อเขาได้รับการบอกกล่าวถึงหะดีษของท่านเราะสูล และเมื่อหนึ่งในบรรดาเศาะฮาบะฮฺได้บอกแก่เขาว่า “จงขอความคุ้มครองจากอัลลอฮฺให้พ้นจากชัยฎอนเถิด” เขากล่าวต่อผู้ที่ให้การตักเตือนแก่เขาว่า “ท่านคิดว่าฉันบ้ากระนั้นหรือ จงไปให้ไกลเสีย”(รายงานโดย อัลบุคอรียฺ อัลฟัตฮฺ  1/465) เราวิงวอนขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮฺจากความล้มเหลว (ความพ่ายแพ้ต่อชัยฎอน) ด้วยเถิด

(10) พึงรู้ถึงผลเสียของความโกรธ

“ผลเสียของความโกรธมีอยู่มากมาย” คือ “ความโกรธ” เป็นสาเหตุหนึ่งที่ก่อให้เกิดผลร้ายทั้งต่อตัวเองและผู้อื่น ผู้ที่มีความโกรธอาจกล่าวถ้อยคำที่ใส่ร้ายและถ้อยหยาบคาย และเขาอาจเข้าไปทำร้าย (ร่างกาย) ผู้อื่นในลักษณะที่สูญเสียการควบคุม และมันอาจนำพาเขาไปสู่จุดที่ก่อให้เกิดการฆ่า เรื่องราวที่จะกล่าวต่อไปนี้ได้ให้บทเรียนที่มีคุณค่าแก่เรา นั่นคือ

“ท่านอิลกิมะฮฺ อิบนุ วาอฺอิล รายงานว่าบิดาของท่านบอกต่อท่านว่า “ขณะที่ฉันนั่งอยู่ร่วมกับท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม  มีชายคนหนึ่งเดินเข้ามาด้วยการนำชายอีกคนหนึ่งมาด้วยโดยผูกเขาไว้กับเชือก เขากล่าวว่า “โอ้ เราะสูลุลลอฮฺ ชายคนนี้ได้ฆ่าพี่ชายของฉัน” ท่านเราะสูลจึงถามชายคนนั้นว่า “ท่านได้ฆ่าเขาจริงหรือไม่” เขาตอบว่า “ใช่ขอรับ ฉันได้ฆ่าเขา” ท่านเราะสูลถามว่า “ท่านฆ่าเขาอย่างไร” เขาตอบว่า “ขณะที่ฉันและเขาตีต้นไม้เพื่อให้ใบไม้ตกลงมา เป็นอาหารสัตว์ เขาได้กล่าวร้ายต่อฉัน ดังนั้นฉันจึงตีเขาที่ข้างศีรษะด้วยขวาน และทำให้เขาเสียชีวิตลง” (รายงานโดยมุสลิม 1307, แก้ไขโดยอัลบากียฺ)

“ความโกรธ” สามารถนำไปสู่ สิ่งที่อาจร้ายแรงน้อยกว่าการฆ่า นั่นคือการทำร้ายให้บาดเจ็บ หรือกระดูกหัก หากว่าผู้ที่สร้างความโกรธแก่อีกฝ่ายหนีออกไป ผู้ที่มีความโกรธอาจจะปลดปล่อยความโกรธลงตัวเอง ซึ่งเขาอาจจะฉีกเสื้อผ้าของตัวเอง ตบตีที่ใบหน้าของตัวเอง หรืออาจเกิดความโมโหมาก และเสียสติ หรือเขาอาจจะทำลายข้าวของจานชาม หรือแม้แต่เฟอร์นิเจอร์ก็เป็นได้

ในกรณีที่เลวร้ายที่สุดคือ “ความโกรธ” ก่อให้เกิดความหายนะทางสังคมและการแตกหักของความสัมพันธ์ภายในครอบครัว เช่น “การหย่าร้าง” หากเราลองถามผู้ที่หย่าขาดกับภรรยาของพวกเขา พวกเขาย่อมบอกกับคุณว่า “มันเกิดขึ้นในช่วงเวลาแห่งความโกรธ” และแน่นอนว่า  “การหย่าร้าง” ย่อมนำไปสู่ความทุกข์แก่บรรดาลูกๆ และการมีชีวิตที่เต็มไปด้วยความเสียใจ ความผิดหวัง ความยากลำบากและความทุกข์เข็ญ นั่นคือผลที่เกิดจากความโกรธ หากพวกเขารำลึกถึงอัลลอฮฺ กลับมามีสติ ยับยั้งความโกรธของพวกเขาและขอความคุ้มครองจากอัลลอฮฺ สิ่งเลวร้ายเหล่านี้ย่อมไม่เกิดขึ้น

การปฏิบัติในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับชารีอะฮฺมีเพียงแต่จะนำไปสู่ความสูญเสีย

“การมีสุขภาพเลวร้าย” ก็เป็นผลที่เกิดจากความโกรธ ที่มีเพียงแพทย์เท่านั้นที่สามารถอธิบายถึงสิ่งนี้ได้ เช่นภาวะเส้นเลือดอุดตัน ความดันโลหิตสูง ภาวะหัวใจเต้นเร็วผิดปกติ และการหายใจถี่ ซึ่งสามารถนำไปสู่อาการหัวใจวายและก่อให้เกิดโรคเบาหวานได้ เป็นต้น เราขอวิงวอนต่ออัลลอฮฺ โปรดประทานสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงแก่พวกเราด้วยเถิด

 (11) ผู้ที่มีความโกรธ ควรคิดใคร่ครวญเกี่ยวกับตัวของเขา ในช่วงเวลาแห่งความโกรธ

หากผู้ที่กำลังโกรธสามารถมองเห็นตัวของเขาเองภายในกระจก ขณะที่เขากำลังโกรธ เขาย่อมเกลียดพฤติกรรมและหน้าตาของเขาขณะนั้น หากเขาสามารถเห็นความเปลี่ยนแปลงของตัวเขา และเวลาที่ร่างกายทั้งตัวของเขาสั่นเทา ดวงตาที่จ้องเขม็งของเขา และการสูญเสียการควบคุมและพฤติกรรมที่บ้าคลั่งของเขา เขาย่อมรังเกียจตัวเองและหน้าตาท่าทางของเขา

เป็นที่ทราบกันดีว่า “ความน่าเกลียดภายใน” นั้นมีความเลวร้ายมากยิ่งกว่า “ความน่าเกลียดภายนอกเสียอีก” ลองคิดดูสิว่า “ชัยฏอน” จะมีความสุขเพียงใตเมื่อบุคคลหนึ่งอยู่ในสภาพดังกล่าว เราขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮฺให้พ้นจากชัยฎอนและความพ่ายแพ้ (ต่อมัน) ด้วยเถิด

(12) การดุอาอฺ

การดุอาอฺ คืออาวุธสำหรับผู้ศรัทธาเสมอ เพราะเขาได้วิงวอนขออัลลอฮฺให้ทรงคุ้มครองเขาให้พ้นจากความชั่วร้าย ปัญหา และพฤติกรรมที่เลวร้ายทั้งหลาย และขอความคุ้มครองจากพระองค์ให้พ้นจากการตกลงไปสู่หลุมพลางของกุฟรฺ หรือการกระทำที่ชั่วร้ายอันเนื่องมาจากความโกรธ หนึ่งในสามสิ่งที่สามารถช่วยปกป้องเขาได้คือการมีความพอดีในช่วงเวลาที่มีความสุขและในช่วงเวลาที่มีความโกรธ (เศาะหีฮฺ อัลญามีอฺ 3039).

หนึ่งในดุอาอฺของท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม คือ

“โอ้ อัลลอฮฺ ด้วยความรอบรู้ต่อสิ่งที่มองไม่เห็นของพระองค์และอำนาจของพระองค์ที่มีเหนือบรรดาสิ่งถูกสร้างของพระองค์ โปรดทำให้ข้าพระองค์มีชีวิตอยู่ตราบเท่าที่พระองค์ทรงรู้ว่า “การมีชีวิต” นั้นดีสำหรับข้าพระองค์ และโปรดทำให้ข้าพระองค์เสียชีวิตลงเมื่อพระองค์ทรงรู้ว่า “ความตาย” นั้นดีสำหรับข้าพระองค์ โอ้อัลลอฮฺ ข้าพระองค์ขอความวิงวอนต่อพระองค์ โปรดทรงทำให้ข้าพระองค์ยำเกรงต่อพระองค์ทั้งในที่ลับและที่แจ้ง และข้าพระองค์วิงวอนขอต่อพระองค์โปรดทำให้ข้าพระองค์พูดในสิ่งที่เป็นสัจธรรมทั้งในยามสุขและยามโกรธ  ข้าพระองค์ขอวิงวอนต่อพระองค์โปรดอย่าปล่อยให้ข้าพระองค์ยากจนมากเกินไปและสุขมากเกินไป ข้าพระองค์วิงวอนขอการอำนวยพรที่ต่อเนื่องจากพระองค์ และความพึงพอใจที่ไม่มีวันสิ้นสุด ข้าพระองค์วิงวอนขอพระองค์โปรดทำให้ข้าพระองค์น้อมรับต่อการกำหนดของพระองค์ และวิงวอนขอต่อการมีชีวิตที่ดีหลังจากความตาย ข้าพระองค์วิงวอนขอต่อพระองค์ซึ่งความเบิกบานแห่งการได้เห็นพระพักตร์ของพระองค์และความปรารถนาที่จะได้พบกับพระองค์ โดยปราศจากการต้องพบเจอกับโรคภัยไข้เจ็บทั้งหลายและฟิตนะฮฺที่นำไปสู่หนทางที่ผิดทั้งหลาย (บททดสอบ) โอ้อัลลอฮฺ โปรดประดับประดาพวกเราด้วยเครื่องประดับแห่งความศรัทธาและโปรดทำให้พวกเราอยู่ในหมู่ชนของผู้ที่ได้รับทางนำ การสรรเสริญเป็นของพระองค์ พระผู้เป็นเจ้าแห่งสากลโลก” 

Read Full Post »

แหล่งที่มา   http://www.youtube.com/watch?v=xEaN4DOu9r4&feature=related
เรื่องราวต่อไปนี้ถูกถ่ายทอดโดยชัยคฺมะห์มูด อัล มัสรียฺ (นักวิชาการมีชื่อชาวอียิปต์)
ถอดความ บินติ อัลอิสลาม

390036_322253831125695_133440795_n

กี่คนแล้วที่ต้องสูญเสียอนาคตเพราะคุณ   กี่ความอยุติธรรมของคุณที่คุณกำลังแบกมันเอาไว้ขณะนี้

เด็กกำพร้ากี่คนที่ต้องมีชีวิตอยู่ข้างถนนเพราะคุณ  กี่คนแล้วที่พวกคุณปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างไร้ความยุติธรรม

แม่ม้ายกี่คนที่ต้องไร้ที่พึ่งพิงเพราะคุณ  บ้านกี่หลังที่ต้องพังทลายลงเพราะคุณ

และกี่คนแล้วที่ต้องสูญเสียทั้งชีวิตของพวกเขา เพราะคุณ

“และพวกเจ้าอย่าคิดว่าอัลลอฮฺมิทรงรู้ถึงสิ่งที่คนชั่วกระทำกัน พระองค์เพียงแต่ประวิงเวลาให้ล่าช้าออกไปแก่พวกเขา จนกว่าจะถึงวันที่ (วันแห่งการฟื้นคืนชีพ) สายตา (ของพวกเขา) จะจ้องมองไม่กระพริบ (ด้วยความกลัว)” (ซูเราะฮฺ อิบรอฮีม 14:42)

เรื่องต่อไปนี้เป็นเรื่องราวของ “เด็กหญิงที่น่าสงสารคนหนึ่ง”

ขณะนั้น มีชายเศรษฐีอยู่คนหนึ่งที่มีความร่ำรวยทั้งทรัพย์สินและอำนาจ พร้อมทั้งตำแหน่งหน้าที่การงานที่สูงส่งทางสังคม เขามีภรรยาและลูกของเขาสองคนที่อาศัยอยู่กับเขา ชายเศรษฐีคนนี้เป็นคนที่ไร้ซึ่งความยุติธรรมอย่างมากคนหนึ่ง อีกทั้งยังเป็นผู้ที่มีจิตใจแข็งกระด้างและเย็นชาอย่างเป็นที่สุด

ภรรยาของชายเศรษฐีคนนี้เล่าว่า “เราอาศัยอยู่ในบ้านเดี่ยว และสามีของฉันเป็นคนที่มีตำแหน่งหน้าที่การงานที่ดีมาก เขาเป็นคนมีนิสัยที่ก้าวร้าว หยาบกระด้างอย่างมาก และเขาเป็นคนที่ไม่มีศีลธรรมความดีงามใดๆ เลย ทั้งฉันและเขาต่างเป็นมนุษย์ที่ปราศจากซึ่งความยุติธรรม

เวลาที่เราจ้างเด็กรับใช้ไว้ภายในบ้าน พวกเธอไม่เคยอยู่กับเราได้เกินกว่าหนึ่งเดือน หรือสองเดือนเป็นอย่างมาก อันเนื่องมาจากการข่มเหงทารุณ การตบตี การทรมาน และการลงโทษที่เราได้ทำกับเด็กรับใช้เหล่านั้น 

เราทำการข่มเหงทารุณทุกๆ รูปแบบ และไม่มีใครรอดพ้นจากน้ำมือเรา”

เธอเล่าต่อว่า “วันหนึ่งมีชายคนหนึ่งที่มาจากหมู่บ้านของสามีฉัน พร้อมกับลูกสาวคนหนึ่งของเขา และบอกต่อสามีผู้ร่ำรวยของฉันว่า  “นี่คือ ลูกสาวของผม เธอต้องการทำงานให้กับท่าน เพราะเราไม่มีความสามารถที่จะหาอาหารหรือน้ำดื่มเพื่อยังชีพได้ และไม่ว่าท่านจะให้เงินเดือนจำนวนเท่าไหร่ หรือไม่ว่าท่านจะให้อะไรก็ตาม มันย่อมเพียงพอสำหรับเราที่จะใช้เพื่อประทังชีวิต”  

สามีของฉันตอบตกลง และได้มีการตกลงราคาค่าจ้างกัน และชายคนนั้นได้บอกกับลูกสาวของเขาว่า เขาจะมาหาเธอและมารับเอาเงินเดือนทุกๆ สิ้นเดือน หรืออาจจะส่งใครก็ตามมารับเงินแทน นั้นคือคือตกลงระหว่างพวกเขา

เด็กหญิงที่น่าสงสารนั้นมีอายุเพียงแค่ 12 ปี เธอพูดขึ้นมาว่า “ได้โปรดเถอะค่ะ พ่อ อย่าทิ้งหนูไปเลย หนูอยู่ไกลจากพ่อกับแม่ไม่ได้ อย่าทำแบบนี้กับหนูเลยนะคะ” หากแต่พ่อของเธอก็จากเธอไป และทิ้งเธอไว้กับครอบครัวของชายเศรษฐี

ตอนนี้เด็กหญิงต้องอยู่เพียงลำพังในบ้านหลังใหม่ กับคนแปลกหน้าใหม่ๆ  ด้วยหน้าที่ของ “เด็กรับใช้” พร้อมกับความกังวลและความกลัว

เด็กหญิงมีพี่ชายอยู่คนหนึ่งที่ ขณะนั้นกำลังทำงานอยู่ที่ประเทศจอร์แดน และ “เขา” ก็คือความหวังสำคัญของเธอ พี่ชายของเธอเคยบอกเธอไว้ว่า “อินชาอัลลอฮฺ น้องรักของพี่ เมื่อพี่กลับบ้านแล้ว น้องก็จะไม่ต้องทำงานรับใช้บ้านนู้น บ้านนี้ อีกต่อไป และน้องก็จะได้มีชีวิตอย่างคนที่มีเกียรติ ได้อาศัยภายในอพาร์ทเม้นต์ที่ดี และพี่จะซื้อของมากมายเอามาให้น้องนะ” และนี่คือความหวังอันยิ่งใหญ่ของเธอ

เธอต้องประสบกับความทุกข์ทรมานภายในบ้านของชายเศรษฐีคนดังกล่าว ผู้เป็นภรรยาเล่าว่า “พวกเราเคยช็อตเธอด้วยกระแสไฟฟ้าที่มีความแรงมากกว่า 220 โวลท์ เราเคยแขวนเธอไว้บนหลังคา และผูกเธอติดไว้บนนั้น เราให้ขนมปังเก่าเและอาหารบูดเน่าแก่เธอเป็นอาหาร ในวันที่มีอากาศหนาวเย็นที่สุดในช่วงฤดูหนาว เราบังคับให้เธอนอนบนพื้นกระเบื้องในห้องครัว เราทำร้ายเธอทุกๆ วิธีทาง จนทำให้เธอพยายามจะหนีจากเราไปถึง 6 ครั้ง และด้วยตำแหน่งหน้าที่การงานของสามีฉัน ทำให้เราสามารถจับเธอไว้ได้ทุกๆ ครั้ง และเมื่อเราจับตัวเธอได้หลังจากการพยายามหนีของเธอ เราก็ทำการทารุณเธอทุกๆ รูปแบบที่คนคนหนึ่งสามารถจะจินตนาการได้

เด็กหญิงที่น่าสงสารเล่าว่า “หนูได้กลับไปที่หมู่บ้านของหนูเพียงสองครั้ง” ครั้งแรก คือเมื่อตอนที่เธอได้ทราบว่าพี่ชายที่รักของเธอได้เสียชีวิตลงแล้ว ขณะที่เขาเดินทางกลับจากจอร์แดน ครั้งนั้นเธอสูญเสียความหวังทุกอย่างที่มีอยู่ทั้งหมด และครั้งที่สอง คือเมื่อตอนที่แม่ของเธอเสียชีวิตลง มันมีเพียงแค่สองครั้งเท่านั้นที่เธอได้กลับไปที่บ้านของเธอ  นั่นคือการไปร่วมงานศพของพี่ชายเธอ และงานศพของแม่เธอ  และจากนั้นเธอก็ไม่เคยได้กลับไปที่นั่นอีกเลย

อย่างไรก็ตาม การกระทำที่โหดร้ายผิดมนุษย์ยังคงประสบกับเธอต่อไป มันรุนแรงจนถึงขั้นที่ว่า การมองเห็นของเธอเริ่มมีปัญหามากขึ้นเรื่อยๆ ทีละจุด ทีละจุด เวลาที่เธอออกไปซื้อของ (เข้าบ้านของเศรษฐี) เธอก็ทราบภายหลังว่า เธอได้ซื้อของเน่าเสีย และของไม่ดีกลับมามากมาย และเธอก็ไม่รู้ว่า เธอต้องทำอย่างไร คนที่ตลาดต่างสงสารเธอ พวกเขาจึงให้ความช่วยเหลือเธอเวลาที่เธอไปจ่ายตลาด

ครอบครัวชายเศรษฐียังคงทำการทารุณเธอ ทุบตีเธอทุกวันเรื่อยไป จนกระทั่งท้ายที่สุดเธอต้องกลายเป็นคนตาบอด เมื่อเด็กหญิงผู้น่าสงสารคนนี้ต้องตาบอดลง พวกเขาก็ขับไล่เธอออกจากบ้านให้ไปอยู่ข้างถนน พวกเขาบอกว่า “จะให้เราทำอะไรกับเธอได้ เพราะเธอไม่มีค่าอะไรแล้วตอนนี้”

เด็กหญิงเดินไปรอบๆ จากบ้านหลังหนึ่งไปยังบ้านอีกหลังหนึ่ง จนกระทั่งมีคนพาเธอไปยังบ้านที่รับดูแลเด็กตาบอดและคนที่สูญเสียการมองเห็น

การกำหนดของอัลลอฮฺได้มีผลขึ้น ภายหลังจากที่เธอได้ถูกทารุณเป็นระยะเวลาถึง 10 ปี ด้วยคนเหล่านั้น และเมื่อเธอได้ถูกนำตัวไปยังบ้านพักสำหรับคนพิการทางสายตา ซึ่งขณะนั้นเธอมีอายุ 22 ปี

สิบปีที่ผ่านไป ชายเศรษฐี และภรรยา พร้อมทั้งลูกๆ ของพวกเขาก็มีอายุมากขึ้น

หลังจากที่ชายเศรษฐีเกษียณจากตำแหน่งของเขา เขาก็กลายเป็นคนไร้ค่าในสังคม สูญเสียสถานะทั้งหลายที่เคยมี  อีกทั้งตัวของเขาเองก็เป็นคนที่ไม่ได้มีคุณงามความดี หรือศีลธรรมใดๆ ดังนั้นจึงไม่มีใครชอบเขานัก ด้วยเหตุนี้ชายเศรษฐีจึงรู้สึกย่ำแย่เป็นอย่างมาก

เมื่อลูกชายของเศรษฐีคนดังกล่าวเติบโตขึ้น ลูกชายของเขาก็แต่งงานกับผู้หญิงที่มีความสวยงามอย่างมากคนหนึ่ง หลังจากนั้นไม่นานนัก ภรรยาของเขาก็ได้ตั้งครรภ์และทุกคนในครอบครัวของเขาต่างดีใจที่จะได้มีสมาชิกใหม่เข้ามาในครอบครัว และอัลลอฮฺได้ทรงสร้างความประหลาดใจแรกแก่พวกเขา ซึ่งความประหลาดใจที่ว่านั้น คือ ภรรยาคนสวยของลูกชายได้ให้กำเนิดบุตรที่มีความพิการทางสายตา

มันมีอะไรที่เชื่อมโยงกันระหว่าง “เด็กน้อยเกิดใหม่” กับ “เด็กรับใช้ตาบอด” เนื่องจากการถูกทารุณกรรมที่เธอได้รับจากครอบครัวนี้หรือไม่?

พวกเขาต่างเริ่มคิด ใคร่ครวญ และสงสัยว่า “สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ มันเกิดจากสิ่งที่เราได้เคยทำไว้หรือไม่ และหากว่าลูกชายของเรามีลูกอีกคน ลูกของเขาจะตาบอดอีกหรือไม่” พวกเขาเริ่มเกิดความสับสนอย่างมากและไม่รู้ว่าควรทำเช่นไร สามีของเธอ ผู้ที่เคยมีตำแหน่งยศยศฐาบรรดาศักด์ เมื่อเขาได้เห็นหลานชายของเขาตาบอดเช่นนั้น ก็เกิดอาการช็อคอย่างบ้าคลั่งไปชั่วขณะ

หลังจากนั้นพวกเขาก็ได้พาเด็กน้อยไปโรงพยาบาล คุณหมอบอกลูกชายของเศรษฐีว่า “พวกเขาไม่จำต้องกังวลแต่อย่างใด เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้เกิดจากกรรมพันธุ์ หากแต่เด็กน้อยนั้นเกิดมาตาบอดด้วยกำหนดของอัลลอฮฺ และอินชาอัลลอฮฺ ในอนาคตย่อมไม่มีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้น และเขาสามารถที่จะให้กำเนิดบุตรอีกคนที่ร่างกายครบถ้วนสมบูรณ์ได้ ดังนั้นจึงไม่มีปัญหาใดๆ ทั้งนั้น”

สองปีผ่านไปหลังจากนั้น คุณปู่คุณย่าเศรษฐีก็สนับสนุนให้ลูกชายของพวกเขามีลูกอีกคน เพื่อที่จะได้เพิ่มพูนความสูขให้แก่พวกเขา พวกเขาจึงบอกลูกชาย ว่า  “ลูกเอ้ย ทำให้เรามีความสุขอีกสักครั้งด้วยการมีหลานให้เราอีกคนเถอะ ไม่ว่าจะเป็นผู้ชาย หรือผู้หญิง ลูกของลูกคือความสุขในชีวิตของพ่อกับแม่ ตอนนี้”

หลังจากนั้น ภรรยาของลูกชายพวกเขา ก็ได้ตั้งครรภ์อีกครั้งหนึ่ง เมื่อถึงกำหนดคลอด  ทุกคนต่างกังวล เพราะไม่มีใครรู้ได้ว่าจะมีสิ่งใดเกิดขึ้นหรือไม่ และเมื่อเธอได้ให้กำเนิดบุตร ก็พบว่าเธอได้ให้กำเนิดเด็กหญิงที่น่ารักน่าชังอย่างมากคนหนึ่ง และพวกเขาจึงเริ่มสอบถามคุณหมอเกี่ยวกับ “การมองเห็น” ของลูกสาวคนใหม่ของพวกเขา คุณหมอตอบว่า “การมองเห็นของเธอนั้นเป็นปกติดี” คำตอบของคุณหมอทำให้พวกเขาต่างมีความสุขอย่างมาก

“เด็กสามารถมองเห็นได้ใช่ไหมคะ”

“ใช่ครับ”

“สายตาของเธอดีเป็นปกตินะคะ”

“ใช่ครับ”

“และทุกอย่างก็เป็นปกติดีใช่ไหมคะ”

“ใช่ครับ ทุกอย่างเป็นปกติดีหมดเลย”

หกเดือนต่อมา “หลานสาวคนใหม่ของพวกเขา” ก็ตาบอด นี่คือความโศกเศร้าครั้งที่สองของพวกเขา ทั้งผู้เป็นแม่ และลูกชายต่างรู้สึกสงสัยถึงเหตุผล และก็ได้เริ่มคิด ใคร่ครวญ “มันเป็นไปไม่ได้ที่ เรื่องราวทั้งหลายเหล่านี้เกิดขึ้นโดยปราศจากเหตุผล มันไม่สามารถเกิดขึ้นได้แบบนั้น เป็นไปไม่ได้”

“นี่คงเป็นเพราะสิ่งที่เราได้เคยทำไว้กับ “เด็กสาวรับใช้ของเรา” การข่มเหงทารุณทั้งหลายที่เราได้ทำกับเธอ เด็กหญิงที่ไม่เหลือใครเลยบนโลกใบนี้ และได้กลายเป็นเด็กกำพร้า เด็กหญิงที่มีพ่อใจร้ายใช้เธอไปในทางการค้า เพื่อให้ได้เงินเล็กๆ น้อยๆ ในแต่ละเดือน และพ่อของเธอก็มาพบเธอเพียงแค่สองครั้งในระยะเวลาสิบปี (ที่อยู่กับเรา) นี่คือ “การลงโทษจากอัลลอฮฺ” ที่ถูกประทานมายังเรา” ผู้เป็นแม่คิดใคร่ครวญ

จากนั้นภรรยาของชายเศรษฐีจึงเริ่มตามหาตัวของ “เด็กหญิงที่เคยรับใช้ครอบครัวของเธอ” ในทุกๆ สถานที่ที่เป็นไปได้ ตามโรงพยาบาล บ้านพักต่างๆ สถานพักฟื้น บ้านพักเด็กกำพร้า และทุกๆ ที่ จนกระทั่งเธอได้พบกับเด็กหญิงในบ้านพักสำหรับคนพิการทางสายตา เมื่อได้เห็นเด็กหญิง เธอก็เข้าไปหา และเข้าสวมกอด และจูบเธอ และพูดกับเธอว่า “ได้โปรดอภัยให้แก่ฉันด้วยเถอะ ลูกสาวของฉัน”

“คุณเป็นใครคะ”

“ฉันเองจ๊ะ”

“คุณจริงๆ หรือคะ

ซุบฮานั้ลลอฮฺ เมื่อเด็กหญิงได้ยินชื่อของสตรีที่มาพบเธอ เธอก็เริ่มรำลึกถึงความทุกข์ทรมานจากการทารุณที่เธอได้รับตลอดระยะเวลาสิบปีที่ผ่านมา เธอคิด “ผู้หญิงคนนั้นที่เคยทำหลายสิ่งหลายอย่างกับเรา คนที่เคยใช้ไฟฟ้าช็อตเรา คนที่เคยบังคับให้เรานอนบนพื้นกระเบื้องในห้องครัว และเคยเอาอาหารเน่าเสียให้เราทาน”

เธอเริ่มจดจำภาพความทรงจำที่เลวร้ายของช่วงเวลาที่เธอถูกทารุณกรรม เธอเริ่มจดจำช่วงเวลาที่พี่ชายของเธอได้เสียชีวิตลง วันที่แม่ของเธอจากโลกนี้ไป วันที่พ่อของเธอทอดทิ้งเธอ วันที่พวกเขาใช้กระแสไฟฟ้าช๊อตเธอ วันที่พวกเขาทำลายชีวิตของเธอและอนาคตของเธอ วันที่พวกเขาไล่เธอออกมาจากบ้าน เมื่อเธอตาบอด ภรรยาของชายเศรษฐีกล่าวต่อเธอว่า “หนูจะยกโทษให้ฉันได้ไหม ลูกสาวของฉัน” 

ด้วยทุกๆ สิ่งที่พวกเขาได้ทำกับเธอ เธอก็กล่าวตอบขึ้นมาว่า “หนูอภัยให้คุณค่ะ” ดูจิตใจที่ยิ่งใหญ่ของเธอสิ

ภรรยาของชายเศรษฐีได้พาเด็กหญิงออกจากบ้านพักคนพิการทางสายตาไปพร้อมกับเธอ และบอกเธอว่า เธอต้องการที่จะชดใช้ต่อสิ่งที่เธอได้เคยทำไว้กับเด็กหญิง และเธอจะให้การเลี้ยงดูเด็กหญิงผู้น่าสงสารไปพร้อมกับหลานๆ ของเธอที่มีความพิการทางสายตาเหมือนกัน

“บางที ฉันอาจจะได้รับการให้อภัยโทษ สำหรับสิ่งที่ฉันได้ทำมาก่อนหน้านี้ หากว่าฉันให้การดูแลเด็กหญิงคนนี้”

ท่านเราะสูล กล่าวต่อท่านอะลี อิบนุ อบี ตอลิบว่า

“พึงระวัง “การวิงวอนขอ (การดุอาอฺ)” ของผู้ที่ได้รับการปฏิบัติอย่างไร้ซึ่งความยุติธรรม เพราะมันไม่มีเกราะป้องกัน หรือสิ่งกีดขวางใดๆ ระหว่าง “มัน” (การวิงวอนขอของผู้ที่ทุกข์ทรมานจากความอยุติธรรม) และ “อัลลอฮฺ” (เศาะหีฮฺ อัลบุคอรียฺ และมุสลิม)

Read Full Post »

320749_301919586492453_1831838308_n

แหล่งที่มา http://idealmuslimah.com/dress/hijaab/221-hijaab-happiness-in-both-worlds
ถอดความ บินติ อัลอิสลาม
คัดลอกคำแปลอัลกุรอานมาจาก www alquran-thai com และมีการปรับถ้อยคำเล็กน้อย 

1. การแสดงออกถึงความเชื่อฟังต่ออัลลอฮฺ  

—————————————-

ฮิญาบ คือการแสดงออกถึงความเชื่อฟังต่ออัลลอฮฺและต่อศาสนทูต ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม อัลลอฮฺตรัสไว้ในอัลกุรอาน ว่า “ไม่บังควรแก่ผู้ศรัทธาชายและผู้ศรัทธาหญิง เมื่ออัลลอฮฺและเราะสูลของพระองค์ได้กำหนดกิจการใดแล้ว สำหรับพวกเขาไม่มีทางเลือกในเรื่องของพวกเขา และผู้ใดไม่เชื่อฟังอัลลอฮฺและเราะสูลของพระองค์แล้ว แน่นอนเขาได้หลงผิดอย่างชัดแจ้ง” (อัลกุรอาน 33:36)

“และจงกล่าวเถิดมุหัมมัดแก่บรรดามุอ์มินะฮ์ให้พวกเธอลดสายตาของพวกเธอลงต่ำ และให้พวกเธอรักษาทวารของพวกเธอ และอย่าเปิดเผยเครื่องประดับของพวกเธอ เว้นแต่สิ่งที่พึงเปิดเผยได้ และให้เธอปิดด้วยผ้าคลุมศรีษะของเธอลงมาถึงหน้าอกของเธอ” (อัลกุรอาน 24:31(

นักวิชาการได้ให้ความเห็นแตกต่างกันว่า “ญิลบาบ” (เสื้อคลุมนอก) นั้นรวมถึงฝ่ามือและหน้าด้วยหรือไม่ นักวิชาการบางท่านกล่าวว่า “หน้า และฝ่ามือ” จำต้องได้รับการปกปิด และนักวิชาการอีกส่วนหนึ่งกล่าวว่ามันเป็นการดีกว่าสำหรับสตรีหากเธอปกปิดร่างกายทั้งหมดของเธอ

2. ฮิญาบ คือ อิฟฟะฮฺ (ความนอบน้อม)

—————————————-

อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮู วะตะอาลา ทรงทำให้ “การยึดมั่นต่อฮิญาบ”  เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึง “ความบริสุทธิ์ ความดีงาม และความนอบน้อม” อัลลอฮฺทรงตรัสว่า “โอ้นบีเอ๋ย ! จงกล่าวแก่บรรดาภรรยาของเจ้า และบุตรสาวของเจ้า และบรรดาหญิงของบรรดาผู้ศรัทธา ให้พวกนางดึงเสื้อคลุมของพวกนางลงมาปิดตัวของพวกนาง นั่นเป็นการเหมาะสมกว่าที่นางจะเป็นที่รู้จัก เพื่อที่พวกนางจะไม่ถูกรบกวน และอัลลอฮฺทรงเป็นผู้อภัยผู้ทรงเมตตาเสมอ”

อายะฮฺข้างต้น เป็นหลักฐานว่า “การที่ความงามของสตรี” เป็นที่รู้จัก (หรือเป็นที่จดจำของผู้พบเห็น) นั้นเป็นอันตรายต่อเธอ” หากแต่อัลลอฮฺ อัซซะวะญัล ได้ทรงอนุมัติให้สตรีที่อยู่ในวัยชรานั้นสามารถที่จะละเว้นจากการสวมใส่ชุดคลุมนอกได้ และสามารถเปิดเผยใบหน้าและฝ่ามือของเธอได้ อย่างไรก็ตามยังคงตักเตือนพวกเธอว่า “มันย่อมเป็นการดียิ่งกว่าสำหรับพวกเธอที่พวกเธอจะรักษาความบริสุทธิ์ของเธอไว้

3. ฮิญาบคือ ตะฮาเราะฮฺ (ความสะอาดบริสุทธิ์)

—————————————-

อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮู วะตะอาลา ทรงทำให้เราได้เห็นถึง “ฮิกมะฮฺ  (พระปรีชาญาณ)” ของพระบัญญั ติแห่งการสวมใส่ฮิญาบ

“และเมื่อพวกเจ้าขอสิ่งใดจากพวกนาง (บรรดาภรรยาของท่านเราะสูล) ก็จงขอพวกนางจากหลังม่าน เช่นนั้นแหละเป็นการบริสุทธิ์อย่างยิ่งแก่จิตใจของพวกเจ้าและจิตใจของพวกนาง” (อัลกุรอาน 33:53)

“ฮิญาบ” นำมาซึ่ง “ความบริสุทธิ์” ต่อหัวใจของทั้งผู้ศรัทธาชาย และผู้ศรัทธาหญิง เพราะ “ฮิญาบ” นั้นช่วยปกป้องคุ้มกัน “อารมณ์ใคร่ใฝ่ต่ำของหัวใจ” หากปราศจาก “ฮิญาบ” แล้ว หัวใจอาจจะเกิดความปรารถนา แต่ด้วย “ฮิญาบ” การล่อลวงของสายตาอันชั่วร้ายย่อมถูกขัดขวาง “ฮิญาบ” ช่วยขจัดความคิดอันชั่วร้ายและตัณหาที่อยู่ภายในหัวใจที่ป่วยเป็นโรค

“หากพวกเธอยำเกรง (อัลลอฮฺ) ก็ไม่ควรพูดจาเพราะพริ้งนัก (หรือด้วยน้ำเสียงที่หวาน) เพราะจะทำให้ผู้ที่ในหัวใจของผู้ที่มีโรคเกิดตัณหา แต่จงพูดด้วยถ้อยคำที่เหมาะสม (ด้วยมารยาทที่ดี)”อัลกุรอาน 33:32

4. ฮิญาบ คือเกราะป้องกัน

—————————————-

ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “อัลลอฮฺ ผู้ทรงสูงส่งอยู่บนสวนสวรรค์ คือ ผู้ที่ทรงมีความละอาย (حَييٌ ) ผู้ทรงปกป้อง (سِتَّير) พระองค์ทรงรัก “ความละอาย”และ “การปกป้อง (ป้องกัน ปกปิด)” (อบูดาวูด อันนะซาอียฺ อัลบัยฮะกียฺ อะหมัด และในศอเหียฮฺอันนะซาอียฺ)

ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “สตรีใดก็ตามที่ปลดเปลื้องเครื่องแต่งกายของนางในสถานที่อื่นนอกเหนือจากบ้านของสามีนาง (เพื่อโอ้อวดด้วยจุดประสงค์ที่เลวร้าย) ถือว่านางนั้นได้ทำลาย “เกราะป้องกัน” ที่อัลลอฮฺประทานแก่นาง” (อบูดาวูด และอัตติรมิซียฺ ที่กล่าวว่าเป็นหะดีษที่เชื่อถือได้)

5. ฮิญาบ คือ ความตักวา (ความยำเกรง ความดีงาม)

—————————————-

อัลลอฮฺ ตรัสไว้ในอัลกุรอานว่า “ลูกหลานอาดัมเอ๋ย! แท้จริงเราได้ให้ลงมาแก่พวกเจ้าแล้ว ซึ่งเครื่องนุ่งห่ม ที่ปกปิดสิ่งที่อันน่าละอายของพวกเจ้าและเครื่องนุ่งห่มที่ให้ความสวยงาม และเครื่องนุ่งห่มแห่งความยำเกรง นั่นคือสิ่งที่ดียิ่ง นั่นแหละคือส่วนหนึ่งจากบรรดาโองการของอัลลอฮฺ เพื่อที่ว่าเขาเหล่านั้นจะได้รำลึก” (อัลกุรอาน 7:26)

รูปแบบของเสื้อผ้า เครื่องแต่งกายที่แพร่หลายในโลกปัจจุบันนี้ส่วนใหญ่มักจะมีลักษณะของการโอ้อวด หรือแทบจะไม่ได้ปกปิดหรือป้องกันร่างกายของสตรีเลยแม้แต่น้อย

อย่างไรก็ตาม สำหรับสตรีผู้ศรัทธานั้น  จุดประสงค์ของการแต่งกายของเธอ คือการปกป้องรักษาร่างกายของเธอและปกป้องส่วนที่พึงรักษาไว้ อันเป็นการแสดงออกถึงการเชื่อฟังต่อคำสั่งใช้ของอัลลอฮฺ และนี่คือการแสดงออกถึงความตักวา

6. ฮิญาบ คือ อิหม่าน (ความเชื่อ หรือความศรัทธา)

—————————————

อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮู วะตะอาลาทรงกล่าวถึงบทบัญญัติเกี่ยวกับ “ฮิญาบ” ต่อบรรดาสตรีมุสลิม ด้วยการเรียกพวกเธอว่า “อัลมุอฺมินาตฺ (สตรีผุ้ศรัทธา)” และมีปรากฎหลายที่ในอัลกุรอาน

“และจงกล่าวเถิดมุฮัมมัดแก่บรรดามุอฺมินะฮฺ (สตรีผู้ศรัทธา) ให้พวกเธอลดสายตาของพวกเธอลงต่ำ และให้พวกเธอรักษาทวารของพวกเธอ และอย่าเปิดเผยเครื่องประดับของพวกเธอ เว้นแต่สิ่งที่พึงเปิดเผยได้ และให้เธอปิดด้วยผ้าคลุมศรีษะของเธอลงมาถึงหน้าอกของเธอ และอย่าให้เธอเปิดเผยเครื่องประดับของพวกเธอ….”  (อัลกุรอาน 24:31)

“โอ้นบีเอ๋ย ! จงกล่าวแก่บรรดาภรรยาของเจ้า และบุตรสาวของเจ้า และบรรดาหญิงของบรรดาผู้ศรัทธา ให้พวกนางดึงเสื้อคลุมของพวกนางลงมาปิดตัวของพวกนาง นั่น เป็นการเหมาะสมกว่าที่นางจะเป็นที่รู้จัก เพื่อที่พวกนางจะไม่ถูกรบกวน และอัลลอฮฺทรงเป็นผู้อภัยผู้ทรงเมตตาเสมอ”(อัลกุรอาน 33:35)

ท่านหญิงอาอิชะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุ อันฮา ภรรยาของท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวถึงสตรีแห่งเผ่าบะนู ตะมีม บางคนที่มาเยี่ยมเธอ ด้วยเสื้อผ้าที่โปร่งบาง ซึ่งเป็นการแต่งกายที่ไม่เหมาะสม

“หากแท้จริงแล้ว ท่านคือสตรีผู้ศรัทธา เช่นนั้นแน่นอนว่านี่มิใช่การแต่งกายของสตรีผู้ศรัทธา และหากท่านไม่ใช่สตรีผู้ศรัทธา เช่นนั้น จงมีความสุขกับมันเสีย” (รายงานใน มะอฺ อลิม อัส สุนัน โดยอบู สุลัยมาน อัล คิตะบียฺ ในคำอธิบายของสุนัน อันนะซาอียฺ บทที่ 4 หน้าที่ 376)

7. ฮิญาบ คือ “ฮะยาอฺ” (ความละอาย)

———————————

มีหะดีษอยู่สองบทที่กล่าวไว้ว่า “แต่ละศาสนานั้นมี “ศีลธรรมความดีงาม” ของมันอยู่ และศีลธรรมของอิสลามนั้นคือ “ความละอาย” (อีหม่ามมาลิก)

และ “ความละอาย นั้นมาจากความศรัทธา และความศรัทธานั้น คือสิ่งที่อยู่ในอัล ญันนะฮฺ (สวนสวรรค์)” (อัตติรฺมิซียฺ)

ฮิญาบ นั้นคือสิ่งที่คู่ควรต่อ “ความละอายโดยธรรมชาติ” อันเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติแห่งความเป็นสตรี

8. ฮิญาบ คือกีเราะฮฺ (ความหึงหวงที่พึงมี)  

———————————-

“ฮิญาบ” นั้นคู่ควรเหมาะสมกับความรู้สึกแห่ง “กีเราะฮฺ” โดยธรรมชาติซึ่งอยู่ภายในตัวของผู้ชายที่ดีมีศีลธรรมผู้ซึ่งไม่ปรารถนาให้ผู้คนมองมายังภรรยา หรือลูกสาวของเขา

“กีเราะฮฺ” เป็นอารมณ์ที่ผลักดันให้ “ผู้ชายโดยเนื้อแท้” นั้นทำการปกป้องคุ้มครองสตรีที่เกี่ยวของกับเขา ให้พ้นจากสายตาหรือการติดต่อสื่อสารของคนแปลกหน้า และแท้จริงแล้ว ผู้ชายมุสลิมนั้นจำต้องมี “กีเราะฮฺ” ต่อสตรีมุสลิมทุกๆ คนเสียด้วยซ้ำ

“การปะปนระหว่างเพศทั้งสองและการปราศจากซึ่งฮิญาบ (ที่ถูกต้อง) ของสตรี” ได้ทำลาย “กีเราะฮฺ” ที่มีอยู่ในตัวของผู้ชาย  ซึ่ง“อิสลาม” ถือว่า “กีเราะฮฺ” เป็นส่วนสำคัญอย่างหนึ่งแห่งความศรัทธา

“เกียรติของผู้เป็นภรรยาและบุตรสาว หรือแม้แต่สตรีมุสลิมท่านอื่นๆ” จำต้องได้รับการให้เกียรติและการปกป้องอย่างสูงสุด

—————————-

 

Read Full Post »

« Newer Posts - Older Posts »

%d bloggers like this: