Feeds:
Posts
Comments

Archive for April, 2015

ชัยคฺ อัซซิม อัลฮากีม:

ความตาย จะไม่รอคอยให้คุณสำนึกผิดกลับเนื้อกลับตัวหรอก คุณต้องสำนึกผิดกลับเนื้อกลับตัวเสียตอนนี้ แล้วรอคอยให้ความตายมาหาคุณ

เมื่อผู้คนถูกสั่งสอนให้กลัวความน่าละอาย มากกว่าสิ่งที่หะรอม คุณจะพบว่าผู้คนไม่ละหมาด แต่สั่งใช้ให้ภรรยาของพวกเขาคลุมหิญาบ

คนโง่เขลา ไม่ใช่ผู้ที่ไม่สามารถอ่านหรือเขียนได้ แต่คนโง่เขลาที่แท้จริงคือ คนที่รู้ทิศของกิบลัต แต่เขาไม่ละหมาด

เราเชื่อในการมีอยู่ของสายตาแห่งความอิจฉา (อัยน์) มากกว่าที่เรามีความเชื่อว่าอัลลอฮฺคือผู้ทรงปกป้องและผู้ทรงคุ้มครองที่ดีที่สุด

มอบหมายต่ออัลลอฮฺ และพึ่งพาพระองค์เถิด (ถ้อยคำของ ชัยคฺ อัซซิม อัลฮากีม)

image

Advertisements

Read Full Post »

วิธีรับมือกับความกลัวของเด็กๆ

child_s_fear-1178338

รูปจาก อินเตอร์เน็ต
แหล่งที่มา http://islamqa.info/en/21390

แปล เรียบเรียง บินติ อัลอิสลาม

คำถาม ฉันมีลูกคนหนึ่งที่กลัวทุกสิ่งทุกอย่าง เขากลัวแม้แต่เงาของตัวเอง และฉันไม่รู้ว่านั่นเป็นเพราะวิธีการเลี้ยงดูลูกของฉันมันผิด หรือฉันควรจะสอนเขาอย่างไรให้มีความกล้า
คำตอบ อัลฮัมดุลิลลาฮฺ การสรรเสริญเป็นของอัลลอฮฺ

ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาเด็กให้ความเห็นว่า ในช่วงขวบปีแรกของเด็กนั้น เขาอาจจะแสดงอาการกลัวออกมาเมื่อได้ยินเสียงอะไรที่ดังขึ้นกระทันหัน หรือหากว่ามีอะไรตกหล่น และอื่นๆ เด็กอาจจะกลัวคนแปลกหน้าเมื่อเริ่มเข้าสู่วัยประมาณ 6 เดือน และในปีที่สองของเขา เด็กก็อาจจะเกิดความกลัวต่อหลายสิ่งหลายอย่างเช่น สัตว์ รถ ที่ลาดเอียง หรือน้ำ เป็นต้น

โดยปกติแล้ว เพศหญิงมากจะแสดงออกซึ่งความกลัวมากกว่าเพศชาย และความรุนแรงของความกลัวนั้นอาจจะไม่แน่นอน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจินตนาการของเด็ก ยิ่งเด็กช่างจินตนาการมากเท่าไร ความกลัวของเขาก็จะมากขึ้นเท่านั้น

ปัจจัยและสาเหตุที่อาจเพิ่มพูนความหวาดกลัวให้แก่เด็กนั้น มีดังต่อไปนี้

หนึ่ง ผู้เป็นแม่สร้างความหวาดกลัวให้แก่เด็กด้วยการปลูกฝังในเรื่องของผีสาง ทหาร แสงเงา หรือเรื่องของอสูรอิฟรีท (ญินน) หรือสิ่งถูกสร้างที่มีลักษณะแปลกประหลาดทัั้งหลาย เป็นต้น

สอง พ่อแม่ประคบประหงม หรือเอาอกเอาใจเด็กๆ จนเกินไป หรือมีความกลัวกังวล คิดมากเกี่ยวกับลูกจนเกินไป

สาม เลี้ยงดูลูกด้วยการแยกเขาออกมาจากสังคม อยู่อย่างโดดเดี่ยว กักเขาไว้ให้อยู่แต่ภายในห้องสี่เหลี่ยมภายในบ้าน

สี่ เล่าเรื่องราวที่เกี่ยวกับญินนฺ หรืออสูรร้ายทั้งหลาย

และอีกหลายสาเหตุที่สร้างความหวาดกลัวกับเด็ก

เด็กอาจจะถูกทำให้มีความอ่อนแอทางจิตใจจนเกิดความกลัว ด้วยเพราะความกลัวของพ่อแม่ที่เขาได้เห็นจากตัวของพ่อแม่เอง ความกลัวเช่นนี้นั้นจะก่อตัวจนกลายเป็นอุปนิสัยได้โดยอาศัยระยะเวลา ดังนั้น แบบอย่างที่ดีนั้นจึงมีบทบาทอย่างมากในการอบรมเด็กไม่ให้เกิดความหวาดกลัว ปัจจัยสำคัญคือ การเป็นแบบอย่างแห่งความกล้าหาญในหลากหลายสถานการณ์ที่แตกต่างกันไป และไม่กลัวสัตว์ที่ไม่ก่อให้เกิดอันตราย หรือไม่กลัวผู้คนที่อยู่ในสถานะที่สูงกว่าเมื่อต้องการเรียกร้องสิทธิของตน และไม่กลัวในสิ่งใดอย่างไม่มีเหตุผล
ในการที่จะรับมือกับความกลัวของเด็ก ผู้เป็นพ่อแม่จำต้องให้ความใส่ใจในหลายๆ เรื่อง รวมไปถึง

– การอบรมเลี้ยงดูเขาตั้งแต่วัยเด็กให้ศรัทธาต่ออัลลอฮฺและสักการะพระองค์ และเข้าหาพระองค์ในทุกๆ สถานการณ์ที่เกิดความกลัว ความกังวล

– ให้อิสรภาพและมอบหมายความรับผิดชอบให้ทำบ้าง และปล่อยให้เขาทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง โดยให้สอดคล้องกับระดับของพัฒนาการของเขา

– ไม่สร้างความหวาดกลัวต่อเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาเขาร้องไห้ ด้วยการพูดถึงเรื่องของผีสาง หมา ขโมย ญินน หรืออสูรกายทั้งหลาย ดังที่ในหะดีษหนึ่งกล่าวไว้ว่า “ผู้ศรัทธาที่เข้มแข็งนั้นดียิ่งกว่าและเป็นที่รักมากยิ่งกว่า ณ ที่อัลลอฮฺ (เมื่อเปรียบกับ) ผู้ศรัทธาที่อ่อนแอ” (รายงานโดยมุสลิม 2664)

– ส่งเสริมสนับสนุนเขาตั้งแต่วัยเด็กให้อยู่ร่วมกับผู้อื่นและให้โอกาสเขาในการพบปะกับผู้อื่นและทำความรู้จักกับพวกเขา เพื่อที่ว่าเขาจะได้เกิดความรู้สึกจากส่วนลึกในหัวใจว่าเขาเป็นที่รักและได้รับการให้เกียรติจากใครๆ ก็ตามที่เขาได้พบหรือรู้จัก

– สิ่งที่นักจิตวิทยา และผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาได้แนะนำ คือ การให้โอกาสเด็กๆ ได้รู้จักสิ่งที่สร้างความหวาดกลัวต่อเขา เช่นว่า หากว่าเขากลัวความมืด มันก็ไม่ผิดอะไรในการที่จะปล่อยให้เขาได้เล่นสวิตช์ไฟ ให้ลองกดเปิด ปิดดู หรือหากว่าเขากลัวน้ำ มันก็ไม่ผิดอะไรในการที่จะปล่อยให้เขาได้เล่นน้ำปริมาณน้อยในถ้วยเล็ก เป็นต้น

– อีกทั้งพ่อแม่ยังสามารถบอกเล่าเรื่องราวของวีรบุรุษชาวสลัฟ (กลุ่มคนที่อยู่ในช่วงยุคต้นๆ ของอิสลาม) และอบรมเขาให้นำคุณสมบัติของบรรดาเศาะหาบะฮฺมาปรับใช้กับตัวเอง เพื่อที่เขาจะได้พัฒนาคุณสมบัติของความกล้าหาญและความเป็นวีรบุรุษต่อตัวเอง

แต่หากว่าความกลัวของเด็กนั้น เป็นรูปแบบของความวิตกกังวล เช่นนั้นสาเหตุของมันก็อาจจะเกิดจากปัจจัยบางประการที่สอดคล้องตามรายงานสุนนะฮฺของนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ซึ่งเราควรรับมือกับความกลัวเช่นนี้ด้วยวิธีการที่ชาญฉลาดและระมัดระวัง

ปัจจัยดังกล่าวนั้นรวมไปถึง:

– การให้เด็กทำมากเกินกว่าความสามารถของเขา เช่นที่ท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมได้กล่าวว่า “ผู้ที่ไม่แสดงความเมตตาต่อเด็กๆ ของเรา และไม่ใส่ใจต่อสิทธิของผู้อาวุโส ไม่ใช่หนึ่งในกลุ่มชนของเรา” (รายงานโดยอบู ดาวูด เลขที่ 4943; อัตติรมิซียฺ, 1921; และมีการรายงานไว้ในเศาะฮีหฺอัลญามิอฺ โดยอัลอัลบานียฺ, 5444).

– ไม่พอใจกับความปรารถนาต่อความสำเร็จของเขา มีการรายงานว่า ท่านอลี เราะฎิยัลลอฮุ อันฮุ ได้กล่าวว่า “ฉันไม่เคยได้ยินท่านเราะสูลกล่าวว่า”ขอให้บิดามารดาของฉันถูกสังเวยชีวิตเพื่อท่าน กับใคร เว้นแต่กับสะอฺด ผู้ที่ฉันได้ยินท่านกล่าว (ต่อเขา) ว่า “ยิงสิ ขอให้บิดามารดาของฉันถูกสังเวยชีวิตเพื่อท่าน” และฉันคิดว่าวันนั้นเป็นวันแห่งสมรภูมิรบอุฮุด” (รายงานโดยอัลบุคอรียฺ 6184; มุสลิม. 2411) จากหะดีษบทนี้แสดงให้เห็นว่าพ่อแม่ควรให้การส่งเสริมและสนับสนุนลูกๆ ของพวกเขา ไม่ว่าระดับความสามารถของพวกเขาจะอยู่ในระดับขั้นใดก็ตาม เพื่อที่ว่าพวกเขาจะได้รับการกระตุ้นให้ทำดีกว่าเดิมมากขึ้น

– ลงโทษโดยการทำร้ายร่างกายพวกเขามากเกินไป และจัดการกับพวกเขาด้วยที่วิธีการที่แข็งกร้าว นบีมุหัมมัด กล่าวว่า “ผู้ใดก็ตามที่ถูกถอดถอนออกไปซึ่งความอ่อนโยน เขาผู้นั้นก็ได้ถูกถอดถอนออกไปแล้วซึ่งความดีงามทั้งมวล” (รายงานโดยมุสลิม 2292)

– สภาพความเป็นอยู่ที่ยากลำบากอันเป็นเหตุให้ผู้เป็นพ่อแม่ระบายความโกรธ ความเครียดลงลูกๆ เช่นการขาดซึ่งความรักความอบอุุ่นระหว่างสามีภรรยา หรืองานของผู้เป็นแม่ หรือการไม่มีความสุขกับที่ทำงาน นบีมุหัมมัด กล่าวว่า “ผู้ที่เข้มแข็งนั้น ไม่ใช่ผู้ที่สามารถคว่ำผู้อื่นให้ล้มได้ในการต่อสู้ หากทว่าผู้ที่เข้มแข็งนั้นคือผู้ที่สามารถควบคุมตัวของเขาในช่วงเวลาแห่งความโกรธ” (รายงานโดย อัลบุคอรียฺ 6116)

สุดท้ายนี้เราจำต้องเน้นย้ำว่า มันไม่ได้หมายความว่าเด็กไม่ควรมีความกลัวต่อสิ่งใดเลย เพราะ “ความกลัว” มีความจำเป็นอย่างมากในบางกรณี เพราะมันมีความสำคัญต่อความอยู่รอด ต่อการใช้ชีวิตของเด็ก เขาจำต้องกลัวอัลลอฮฺ กลัวอันตราย ความเลวร้ายที่ผู้คนอาจะสร้างมันขึ้นมา และกลัวต่อการทำบาป ทำชั่ว เป็นต้น ซึ่งนั่นควรเป็นความกลัวตามธรรมชาติ ไม่มากไป ไม่น้อยไป

จาก Tanshiy’at al-Fataat al-Muslimah, p. 159, by Hanaan ‘Atiyah al-Toori al-Juhani.

Read Full Post »

ญินสามารถปรากฏตัวในรูปร่างของมนุษย์ได้หรือไม่ และญินมีรูปร่างที่แท้จริงของมันหรือไม่?

image

แหล่งที่มา http://islamqa.info/en/40703
แปล เรียบเรียง บินติ อัลอิสลาม

คำตอบ

อัลฮัมดุลิลลาฮฺ
คำถามข้างต้นนั้นประกอบด้วยสองส่วน
1. ญินสามารถปรากฏตัวในรูปร่างของมนุษย์ได้หรือไม่
2. ญินมีรูปร่างที่แท้จริงของมันหรือไม่

สำหรับคำถามแรกนั้น อาจกล่าวได้ว่า
——————————————-
ประการแรก เราควรทราบไว้ว่าคุณสมบัติพื้นฐานของญินนั้น คือ พวกมันถูกปกปิดตัวตนที่แท้จริงไว้ให้พ้นจาก (การมองเห็นของ) มนุษย์ ดังนั้นพวกมันจึงถูกเรียกว่า “ญิน” เพราะในรากศัพท์ของภาษาอาหรับ คำว่า “ญันนา” นั้นมีความหมายที่แท้จริงเพียงหนึ่งความหมายนั่นคือ “การปกปิด และ หลบซ่อน” ดังที่อิบนุ ฟารีส กล่าวไว้ใน Maqayis Al-Lughah

ดังนั้น มันจึงถูกเรียกว่า “ญิน” ด้วยเพราะ พวกมันถูกปกปิดจากการมองเห็นของมนุษย์ และ “ทารกในครรภ์” ก็ถูกเรียกว่า “ญะนีน” ในภาษาอาหรับ เพราะ เขาถูกปกปิดไว้ภายในมดลูกของมารดาของเขา คำว่า “สวน” ถูกเรียกว่า “ญันนะฮฺ” ในภาษาอาหรับ เพราะว่ามันถูกปกปิดไว้ด้วยต้นไม้  คำว่า “คนบ้า” ถูกเรียกว่า “มัจญนูน” เพราะสติปัญญาของเขานั้นถูกปิดเอาไว้ และคำอื่นๆ ที่แหล่งที่มาของมันมาจากรากศัพท์นี้

อัลลอฮฺทรงบอกแก่พวกเขาเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ เมื่อพระองค์ตรัสว่า (ซึ่งมีความหมายว่า)
“โอ้ ลูกหลาน อาดัมเอ๋ย จงอย่าปล่อยให้ชัยฏอนล่อลวงสูเจ้า ดังเช่นที่พวกมันได้เคยล่อลวงบิดามารดาของเจ้า (อาดัม และเฮาวา) ให้ออกจากสวนสวรรค์มาก่อน ด้วยการทำให้พวกเขาปลดเปลื้องเครื่องนุ่งห่ม และเปิดเผยอวัยวะพึงสงวนของพวกเขา แท้จริงแล้ว มัน และกอบิลุฮุ (เหล่าทหารของมันที่มาจากกลุ่มญินและเผ่าของมัน) สามารถมองเห็นสูเจ้าได้จากที่ที่สูเจ้าไม่สามารถมองเห็นพวกมัน” (อัลอะรอฟ 7:27)

คำถามที่สอง พวกมันสามารถปรากฏตัวในรูปร่างของมนุษย์ได้หรือไม่
—————————————————————-
คำตอบของคำถามนี้นั้นได้มีหลักฐานที่แจ้งไว้แล้วในสุนนะฮฺ (คำสอนของศาสนทูต) และจากชีวิตจริงที่ว่าญินปรากฏตัวในรูปร่างที่แตกต่างกันไป เช่นในรูปร่างของผู้คน ของสัตว์ เป็นต้น และหลักฐานที่ระบุไว้อย่างชัดแจ้งที่สุดนั้นก็มาจากสุนนะฮ จากเรื่องราวที่ถูกรายงานโดยบุคอรียฺ จากท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺ (เราะฎิยัลลอฮุ อันฮุ)

ท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺเล่าว่า “ศาสนทูตมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสัลลัม ได้มอบหมายให้ฉันทำหน้าที่ดูแลซะกาตในเดือนเราะมะฎอน ครั้งหนึ่งมีใครบางคนเข้ามาหาฉันและตักอาหารบางส่วนไป และฉันได้พูดขึ้นมาว่า “ขอสาบานด้วยพระนามของอัลอฮฺ ฉันจะพาท่านไปพบท่านนบี” จากนั้นเขาก็ได้พร่ำบ่นว่าเขาลำบากต้องการความช่วยเหลือ และที่พึ่งพา ดังนั้นฉันจึงเกิดความสงสารเขาและปล่อยให้เขาไป ซึ่งเหตุการณ์นี้ได้เกิดขึ้นถึงสามครั้ง และครั้งที่สาม ฉันได้บอกเขาว่า “ฉันจะพาท่านไปยังท่านนบี นี่มันเป็นครั้งที่สามแล้ว และแต่ละครั้งท่านก็บอกฉันว่า ท่านจะไม่กลับมาอีก แต่ท้ายที่สุด ท่านก็กลับมาอีก” เขาตอบกลับมาว่า “เช่นนั้นจงปล่อยฉันไปเสีย และฉันจะสอนบางสิ่งแก่ท่าน ด้วยหนทางที่อัลลอฮฺจะประทานความดีงามแก่ท่าน” ฉันจึงถามเขาว่า “มันคืออะไรหรือ”

เขาตอบว่า “เมื่อท่านจะเข้านอน จงอ่านอายะฮฺกุรซียฺ.. อัลลอฮฺ ลา อิลาฮะ อิลลา ฮุวะ (ไม่มีสิ่งอื่นใดที่คู่ควรแก่การสักการะ นอกจากอัลลอฮฺ).. อัล ฮัยยุล ก็อยยุม (ผู้ทรงมีชีวิตอยู่ตลอดไป ผู้ทรงช่วยเหลือและปกป้องคุ้มครองสิ่งที่มีอยู่ทั้งมวล) (อัลบะเกาะเราะฮฺ 2:255) ไปจนกระทั่งท่านอ่านจบทั้งอายะฮฺ แล้วท่านจะได้รับการปกป้องจากอัลลอฮฺอยู่เสมอ และจะไม่มีมารร้ายตนใดเข้ามาใกล้ท่านจนกระทั่งรุ่งเช้ามาถึง”

ด้วยเหตุนี้ ท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺจึงปล่อยเขาไป และเช้าวันรุ่งขึ้น ท่านได้บอกเล่าให้กับท่านนบีรับทราบถึงสิ่งที่เกิดขึ้น และท่านนบีได้กล่าวแก่ท่านว่า “เขาผู้นั้นได้บอกความจริงกับท่าน แม้ว่าเขาจะเป็นผู้ที่โกหกก็ตาม แล้วท่านทราบหรือไม่ว่า ผู้ที่ท่านพูดคุยด้วยถึงสามคืนนั้น คือใคร โอ้ อบูฮุร็อยเราะฮฺ” ท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺตอบว่า “ไม่ทราบครับ” ท่านนบีจึงบอกท่านว่า “นั่นคือมารร้าย (ชัยฎอน)”

ท่านอัลฮาฟิซ อิบนุ ฮะญัรฺ กล่าวไว้ใน อัลฟัษว่า “หะดีษ (การรายงานนี้) ได้ให้บทเรียนหลายอย่างแก่เรา นั่นคือ หนึ่งในคุณลักษณะของชัยฏอนนัั้นคือ “การโกหก” และ มันอาจจะปรากฏให้เห็นในรูปร่างที่หลากหลาย และถ้อยคำของอัลลอฮฺที่ว่า “แท้จริงแล้ว มัน และกอบิลุฮุ (เหล่าทหารของมันที่มาจากกลุ่มญินและเผ่าของมัน) สามารถมองเห็นสูเจ้าได้จากที่ที่สูเจ้าไม่สามารถมองเห็นพวกมัน” (อัลอะรอฟ 7:27) ซึ่งหมายถึงว่า มันอยู่ในรูปร่างที่มันถูกสร้างขึ้นมา (โดยเฉพาะ)

และมีการรายงานว่าชัยฏอนปรากฎตัวขึ้นให้ชาวกุเรซได้เห็นในรูปร่างของสุเราะเกาะฮฺ อิบนุ มาลิก อิบนุ ญชัม และยุยงให้พวกเขาทำการต่อสู้กับศาสนทูตมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในสมรภูมิรบบะดัรฺ

ท่านอิบนุ ญะรีร อัล เฏาะบะรียฺรายงานไว้ในตัฟซีรฺของท่านว่า อุรวะฮฺ อิบนุ อัล ซุบัยรฺ กล่าวว่า “เมื่อชาวกุเรซตัดสินใจที่จะเดินหน้า (เหตุการณ์เกิดขึ้นระหว่างชาวกุเรซและบนี บักรฺ หมายถึง สงคราม) และนั่นเกือบทำให้พวกเขาเปลี่ยนใจ จากนั้นอิบลีสได้ปรากฏขึ้นในรูปร่างของสุเราะเกาะฮฺ อิบนุ มาลิก อิบนุ ญุซัม ผู้ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้มีคุณธรรมของเผ่าบนู กินานะฮฺ และกล่าวกับพวกเขาว่า “ฉันจะปกป้องท่านให้พ้นจากกินานะฮฺ เพื่อที่ว่ากินานะฮฺจะไม่สามารถทำอันตรายใดๆ ต่อพวกท่านได้” ดังนั้นพวกเขา (กุเรซ) จึงเดินหน้าต่อพร้อมกับแผนการของพวกเขา
(เหตุการณ์นี้มีการอ้างอิงโดยอิบนุ กะษีร ในอัลบิดายะฮฺ วัล นิฮายะฮฺ ด้วยเช่นกัน)

ในเศาะฮีหฺมุสลิม มีการรายงานว่า ท่านอบู สะอีด อัลคุดรียฺ (เราะฎิยัลลอฮุ อันฮุ กล่าวว่า “ฉันได้ยินศาสนทูตมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “ในมาดีนะฮฺนั้นมีกลุ่มของญินที่กลายเป็นมุสลิม ดังนั้นใครก็ตามที่เห็นลักษณะของสิ่งมีชีวิต ขอให้เขากล่าวเตือนพวกมันสามครั้ง จากนั้นหากว่ามันยังคงปรากฏให้เห็นอยู่ เขาก็จงฆ่ามันเสีย เพราะแท้จริง มันคือมารร้าย (ชัยฎอน)”

คำว่า “ลักษณะของสิ่งมีชีวิต” ในที่นี้ หมายถึงประเภทของงูชนิดต่างๆ ที่ปรากฎภายในบ้านเรือน พวกมันไม่ควรถูกฆ่า จนกว่าพวกมันจะได้รับการเตือนสามครั้ง เพราะพวกมันอาจจะเป็นญิน (ดู เฆาะรีบ อัลหะดีษ โดยอิบนุ กะษีรฺ)

อัลนะวาวียกล่าวว่า “มันมีความหมายว่า หากว่าพวกมันไม่หายไปภายหลังจากที่ได้รับคำเตือน นั่นหมายความว่าพวกมันไม่ใช่ประเภทของสิ่งมีชีวิตที่อยู่อาศัยภายในบ้าน และพวกมันไม่ใช่ญินที่กลายเป็นมุสลิม หากทว่านั่นคือ “ชัยฎอน” ดังนั้นจึงไม่มีบาปอันใดแก่ตัวท่านหากว่าท่านจะฆ่ามัน และอัลลอฮฺมิทรงเคยให้หนทางใดแก่ชัยฎอนในการที่จะมีอำนาจเหนือท่านด้วยการแก้แค้น ซึ่งต่างจากสิ่งมีชีวิต (งู) และญินที่กลายเป็นมุสลิมแล้ว และอัลลอฮฺทรงรู้ดียิ่ง ชัรชฺ มุสลิม

และยังมีอีกหลายๆ เหตุการณ์ ชัยคุล อิสลาม (อิบนุ ตัยมิยะฮฺ) ได้กล่าวว่า “ญินอาจจะปรากฎตัวในรูปร่างของคน หรือสัตว์ ดังนั้นพวกมันอาจจะปรากฎตัวในรูปร่างของงู หรือแมลงป่อง เป็นต้น หรือในรูปร่างของอูฐ วัวควาย แกะ ม้า ล่อ และลา หรือในรูปร่างของนก หรือรูปร่างของมนุษย์เช่นนี้ชัยฏอนได้มายังชาวกุเรซในรูปร่างของสุเราะเกาะฮฺ อิบนุ มาลิก อิบนุ ญุซัม เมื่อพวกเขาต้องการที่จะเดินทางไปยังบะดัรฺ

ประการที่สาม ญินได้ทำให้คนหลายคนหลงทางด้วยการปรากฏตัวในรูปร่างของเอาลิยาอฺ (นักบุญ) และบรรดาคนดีทั้งหลาย ชัยคุลอิสลาม กล่าวว่า “ชัยฎอนมักจะปรากฎตัวในรูปร่างของบุคคลที่ถูกวิงวอน (กราบไหว้ – ผู้แปล) หรือถูกร้องขอความช่วยเหลือ หากว่าบุคคลนั้นเสียชีวิตไปแล้ว หรือบางครั้งแม้ว่าเขาผู้นั้นจะยังมีชีวิตอยู่ก็ตาม โดยที่ผู้ที่วิงวอนขอความช่วยเหลือไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ (ว่าสิ่งที่เขาร้องขออยู่เป็นญิน เพิ่มเติมโดยผู้แปล) แท้จริงแล้ว ชัยฎอนนั้นสามารถปรากฏตัวในรูปร่างของคนเหล่านั้น และบรรดามุชริกที่ไม่ได้รับทางนำ (นอกรีต) ผู้ซึ่งกำลังแสวงหาความช่วยเหลือจากบุคคลนั้นๆ อาจคิดว่า บุคคลนั้นๆ ตอบรับการร้องขอจากเขา ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว “มันคือชัยฎอน”

เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นกับกุฟฟรฺ (ผู้ที่ไม่ใช่มุสลิม) ผู้ซึ่งแสวงหาความช่วยเหลือจากผู้ที่พวกเขาคิดว่าเป็นคนดี ไม่ว่าคนนั้นๆ จะเสียชีวิตหรือมีชีวิตอยู่ก็ตาม เช่นเดียวกับชาวคริสเตียนที่แสวงหาความช่วยเหลือจากจอร์จ หรือนักบุญอื่นๆ ของพวกเขา และสิ่งนี้ก็เกิดขึ้นกับบรรดาผู้ที่ถูกเรียกว่า “มุสลิม” ที่ทำการชีริก (นับถือพระเจ้าหลายองค์) และปฏิบัติตามในหนทางที่ผิดด้วยการแสวงหาความช่วยเหลือจากผู้ที่เสียชีวิต หรือผู้ที่ไม่อยู่แล้ว ชัยฎอนได้ปรากฏตัวต่อพวกเขาในรูปร่างของผู้ที่เขากำลังร้องขอความช่วยเหลือ โดยที่พวกเขาไม่รู้ตัวว่า (สิ่งที่พวกเขาขออยู่นั่นคือ ชัยฎอน) มีคนมากกว่าหนึ่งคนที่บอกฉันว่า พวกเขาได้เคยขอความช่วยเหลือจากฉัน (อิบนุ ตัยมิยะฮฺ) และแต่ละคนบอกเล่าเรื่องราวที่แตกต่างกันออกไป ฉันจึงบอกพวกเขาแต่ละคนว่า ฉันไม่ได้ตอบรับการร้องขอความช่วยเหลือของใคร และฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพวกเขากำลังขอความช่วยเหลือจากฉันอยู่ มีการกล่าวว่า นี่คงจะเป็นมลาอิกะฮฺ แต่ฉันตอบไปว่า “มลาอิกะฮฺไม่ให้ความช่วยเหลือต่อมุชริกหรอก หากทว่าชัยฏอนต่างหากที่ปรารถนาที่จะทำให้พวกเขาหลงทาง”

หนึ่งในหนทางที่ดีที่สุดที่มุสลิมจะสามารถขอความช่วยเหลือให้พ้นจากบรรดาชัยฏอนมารร้ายได้ คือการสร้างเกราะป้องกันให้ตัวเองด้วย “อัซการ (ถ้อยคำแห่งการรำลึกถึงอัลลอฮฺ) และการอ่านอายะฮฺกุรซียฺ” ดังที่มีการแจ้งไว้ในหะดีษข้างต้นที่บอกเล่าโดยท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺ

สำหรับส่วนที่สองของคำถาม, ที่ว่าญินมีรูปร่างที่แท้จริงของมันหรือไม่
————————————————–
ในเรื่องของรูปถ่ายของญิน ที่ซึ่งได้ล่อลวงผู้คนมากมายและมีนำเสนออย่างแพร่หลายในเวปไซท์บางเวป ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะสามารถตรวจสอบความจริงถึงสิ่งที่อยู่ในเวปไซท์เหล่านี้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัจจุบันนี้เมื่อผู้คนมีความทักษะสามารถขั้นสูงในการที่จะผลิตรูปภาพหลอกลวงขึ้นมา มากไปกว่านั้น การที่จะทำวิจัยในเรื่องราวเหล่านี้นั้นไม่ได้นำมาซึ่งผลประโยชน์ต่อจิตวิญญาณ หรือโลกดุนยา แต่อย่างใด และไม่ได้ตอบสนองเป้าหมายใดๆ ทั้งสิ้น

ดังนั้นมันย่อมเป็นการดีกว่าในการที่เราจะง่วนอยู่กับสิ่งต่างๆ ที่จะนำมาซึ่งผลประโยชน์ที้ดีงามต่อจิตวิญญานและดุนยา เช่นการอ่านและทำความเข้าใจต่อสิ่งที่อยู่ในอัลกุรอานและเศาะฮีหฺสุนนะฮฺ และสิ่งที่คนคนหนึ่งควรจะรู้และทำในการจะปรับปรุงแก้ไขความเชื่อ และการทำอิบาดะฮฺให้ถูกต้อง รวมไปถึงทัศนคติและจรรยามารยาทที่ดีงามที่มุสลิมควรพัฒนาในตัวเอง และอื่นๆ อีกมากมาย

อีกทั้งเราควรตระหนักด้วยว่า การพิมพ์ นำเสนอรูปของสิ่งมีชีวิตนั้นหะรอม (ศาสนาไม่อนุญาต) ตามหลักของชารีอะฮฺ

เราขออัลลอฮฺทรงปกป้องท่านและยกสถานะของท่าน และให้อภัยโทษต่อความผิดบาปของท่าน และประทานแก่ท่านซึ่งความรู้และการงานที่ดี เพราะพระองค์คือผู้ที่ประเสริฐที่สุดที่เราจะขอความช่วยเหลือ

ขออัลลอฮฺโปรดประทานการอำนวยพรและความสันติต่อนบีมุหัมมัด ครอบครัวของท่าน และบรรดาสหายของท่านด้วยเถิด
และอัลลอฮฺทรงรู้ดียิ่ง
อิสลาม คิว เอ

Read Full Post »

นบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “อัลลอฮฺทรงมอบหมายให้มลาอิกะฮฺตนหนึ่งไว้อยู่ภายในมดลูก

และมลาอิกะฮฺจะกล่าวว่า “โอ้ พระผู้เป็นเจ้า น้ำเชื้อหยดหนึ่ง
โอ้ พระผู้เป็นเจ้า ลิ่มเลือดก้อนหนึ่ง
โอ้พระผุ้เป็นเจ้า ก้อนเนื้อชิ้นหนึ่ง”

และจากนัั้น หากอัลลอฮฺทรงประสงค์ที่จะทำให้การสร้างของเด็กน้อยนั้นสมบูรณ์

มลาอิกะฮฺก็จะกล่าวว่า “โอ้ พระผู้เป็นเจ้า เพศหญิง หรือเพศชายหรือ?
โอ้ พระผู้เป็นเจ้า เป็นคนเลว หรือคนดี (ในศาสนา) หรือ?
การดำรงชีวิตของเขาจะเป็นเช่นไรหรือ
อายุขัยของเขาคืออะไร?”

จากนั้นมลาอิกะฮฺก็จะบันทึกทั้งหมดนี้ไว้ขณะที่เด็กทารกนั้นอยู่ในมดลูกของมารดาของเขา” (เศาะฮีหฺ อัลบุคอรียฺ)

image

Read Full Post »

%d bloggers like this: