Feeds:
Posts
Comments

Archive for June, 2015

image

“แท้จริงอัลลอฮฺจะไม่ทรงอภัยโทษให้แก่การที่สิ่งหนึ่งจะถูกให้เป็นภาคีกับพระองค์ แต่พระองค์จะทรงอภัยโทษให้ซึ่งสิ่งอื่นจากนั้น สำหรับผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ และผู้ใดให้มีภาคี ขึ้นแก่อัลลอฮฺแล้ว แน่นอน เขาก็ได้หลงทางไปแล้วอย่างไกล” (ซูเราะฮฺ อันนิซาอฺ 04:116) คัดลอกจากโปรแกรมอัลกุรอาน

ที่สุดของบาปใหญ่ (ซูเราะฮฺอันนิซาอฺ 04:116)
~~~~~~~~~~~~
เขียนโดย อบู มุอาวิยะฮฺ อิสมาอีล กัมดัรฺ
แปล บินติ อัลอิสลาม

“แท้จริงอัลลอฮฺจะไม่ทรงอภัยโทษให้แก่การที่สิ่งหนึ่งจะถูกให้เป็นภาคีกับพระองค์ แต่พระองค์จะทรงอภัยโทษให้ซึ่งสิ่งอื่นจากนั้น สำหรับผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ และผู้ใดให้มีภาคี ขึ้นแก่อัลลอฮฺแล้ว แน่นอน เขาก็ได้หลงทางไปแล้วอย่างไกล” (ซูเราะฮฺ อันนิซาอฺ  04:116) คัดลอกจากโปรแกรมอัลกุรอาน

อายะฮฺนี้มักจะถูกเข้าใจผิดและถูกมองข้าม และด้วยเพราะมีความเข้าใจผิดมากมายเกี่ยวกับอายะฮฺนี้ คำอธิบายตัฟซีรฺของอายะฮฺนี้จึงจะมีความยาวกว่าปกติ

อายะฮฺนี้ยืนยันว่า “บาปที่ใหญ่ที่สุด ณ ที่อัลลอฮฺ คือ การทำชิริก” และสิ่งใดก็ตามที่เล็กน้อยกว่า การชิริกนั้นจะได้รับการอภัย โทษจากอัลลอฮฺ ซึ่งความเข้าใจผิดประการแรกเกี่ยวกับอายะฮฺนี้คือ ผู้คนมักจะเข้าใจบริบทของอายะฮฺนี้ผิดๆ ในบริบทของอายะฮฺนี้ มีความหมายว่า “อัลลอฮฺจะมิทรงอภัยโทษต่อ ‘การทำชิริก’ หากว่าบุคคลหนึ่งนั้นเสียชีวิตลงโดยไม่ได้ทำการสำนึกผิด ขออภัยโทษต่อพระองค์ (เตาบัตตัว) จากการกระทำดังกล่าว หากทว่าพระองค์จะทรงอภัยโทษให้กับบาปอื่นๆ นอกเหนือจากนี้ หากว่าบุคคลหนึ่งเสียชีวิตลงโดยไม่ได้ทำการสำนึกผิด หรือขออภัยโทษต่อพระองค์”

อายะฮฺนี้กล่าวถึง “บาปทั้งหลายที่ถูกกระทำ โดยไม่ได้มีการเตาบัต” และนี่มักจะถูกเข้าใจผิดโดยคนบางกลุ่มอยู่เป็นประจำ มากกว่าหนึ่งครั้งที่ผม (อบูมุอาวิยะฮฺ) ได้รับคำถามจากพี่น้องที่เพิ่งเข้ารับอิสลามเกี่ยวกับอายะฮฺนี้ โดยกล่าวว่า ก่อนเข้ารับอิสลาม พวกเขาได้กระทำการชิริก ดังนั้นในอายะฮฺนี้ มีความหมายว่าอัลลอฮฺจะมิทรงอภัยโทษแก่พวกเขาใช่หรือไม่? คำตอบคือ สิ่งที่พวกเขาเข้าใจนั้นไม่ใช่สิ่งที่อายะฮฺนี้ได้แจ้งแก่เรา หากทว่าการเข้ารับอิสลามนั้นได้ลบล้างความผิดที่ผ่านมาทั้งหมดก่อนหน้านี้แล้ว เพราะการเข้ารับอิสลามคือรูปแบบของการสำนึกผิด และขออภัยโทษต่ออัลลอฮฺ (เตาบัต) นั่นเอง

ความเข้าใจผิดประการที่สองเกี่ยวกับอายะฮฺนี้คือ หลายคนคิดว่า “การทำชิริก” หมายถึงการเคารพสักการะต่อรูปปั้นเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ความหมายโดยนัยของอายะฮฺนี้ยังหมายรวมถึงรูปแบบของการทำชิริกที่ชัดเจนที่บุคคลหนึ่งไม่ได้ทำการเตาบัตจากการกระทำนั้น และไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การเคารพสักการะต่อรูปปั้นเท่านั้น มันไม่ได้หมายรวมถึงสิ่งที่บุคคลแห่งเตาฮีดทำโดยที่เขาไม่รู้ว่าสิ่งนั้นคือ “ชิริก” ซึ่งการกระทำดังกล่าวอาจได้รับการอภัยโทษอันเนื่องมาจากความโง่เขลา ดังนั้นการลงโทษจะเกิดขึ้นกับผู้คนที่มีความรู้ แต่ยังคงดื้อดึงที่จะกระทำการชิริก นี่คือเหตุผลที่มุสลิมทุกคนจำต้องเพียรพยายามอย่างมากที่จะศึกษา “เตาฮีด” และศึกษาว่าความเชื่อใด และการกระทำใดที่ถือเป็นการทำชิริก

ความเข้าใจผิดที่สามเกี่ยวกับอายะฮฺนี้คือ บางคนเชื่อว่าอายะฮฺนี้กล่าวถึงบรรดาผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมเท่านั้น ไม่ได้กล่าวถึงมุสลิมคนใด ในความเป็นจริงแล้ว อายะฮฺนี้กล่าวถึงผู้ใดก็ตามที่ทำชีริก ทั้งที่รู้ว่ามันเป็นสิ่งที่ผิด และเขาก็ได้รับสาห์นแห่งอิสลามแล้ว ซึ่งรวมถึงผู้ที่กล่าวว่าเขาเป็นมุสลิม แต่ยังคงมีความเชื่อในเรื่องของชิริกและดื้อดึงในการทำชิริก และไม่ได้หมายรวมถึงผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมที่เสียชีวิตลงโดยที่เขาไม่เคยรับรู้เกี่ยวกับสัจธรรมแห่งอิสลามเลย “ผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมเช่นนี้” จะได้รับการทดสอบจากอัลลอฮฺในวันแห่งการตั่ดสิน เช่นที่มีการแจ้งไว้ในหนังสือตัฟซีรฺหลายเล่ม ด้วยเพราะอัลลอฮฺคือผู้ทรงยุติธรรมยิ่งและพระองค์จะมิทรงลงโทษผู้คนในสิ่งที่พวกเขาไม่รู้

ความเข้าใจผิดที่สี่เกี่ยวกับอายะฮฺนี้ คือ มุสลิมบางคนคิดว่า ด้วยเพราะการทำชิริกคือบาปที่ใหญ่ที่สุด ดังนั้นมันจึงให้สิทธิแก่พวกเขาในการที่จะปฏิบัติต่อผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมอย่างอธรรม และเลวร้าย ความเชื่อเช่นนี้ขัดแย้งกับคำสอนของอิสลามอย่างชัดเจน เพราะนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้เรียกร้องผู้คนสู่อิสลามด้วยความอ่อนโยนและความเมตตา นี้คือวิธีการเข้าผู้คนของท่าน ไม่ว่าพวกเขาจะนับถือศาสนาใดอยู่ก็ตาม และ “ความผิดบาปของผู้คน” ไม่ใช่เหตุผลที่พวกเขาไม่ควรได้รับสิทธิในการที่จะได้รับการปฏิบัติด้วยความเมตตาและความยุติธรรมจากเราแต่อย่างใด

เรื่องสุดท้ายที่จำต้องมีการกล่าวถึงเกี่ยวกับอายะฮฺนี้ คือ “ความสงสัย ที่เกิดขึ้นในความคิดของเยาวชนหลายคน”  การเติบโตขึ้นมาในสิ่งแวดล้อมแบบเชคิวลาร์ (มุ่งเน้นเรื่องทางโลก) มุสลิมบางคนจึงไม่สามารถเข้าใจได้ว่าทำไม “การทำชิริก” จึงเป็นสิ่งที่เลวร้ายยิ่งกว่า การข่มขืน การฆ่า การขโมย และอาชญากรรมอื่นๆ  “ความคิดมากมายของมนุษย์ ได้เป็นสาเหตุที่ทำให้มุสลิมหลายคนให้ความสำคัญต่อ “การทำชีริก” ลดลง และมองว่าการกระทำดังกล่าวไม่ใช่เรื่องใหญ่แต่อย่างใด ซึ่ง “ปัญหานี้” เกิดจากมุมมองหรือทัศนคติของเรานี่เอง ความคิดมุมมองแบบสมัยใหม่ คือ (เชื่อว่า) มนุษย์ คือสิ่งมีชีวิตที่มีความสำคัญที่สุดในการมีอยู่ และการละเมิดสิทธิมนุษย์ถือเป็นอาชญากรรมที่เลวร้ายที่สุด

แน่นอนว่า การละเมิดสิทธิใดๆ ก็ตามต่อสิ่งถูกสร้างของอัลลอฮฺ ถือเป็นบาป และเป็นสิ่งต้องห้ามในอิสลาม แต่ทว่า “การทำชีริก” ถือเป็นการละเมิดที่หนักหนากว่าสิ่งอื่นๆ ทั้งหมด เพราะ “ชีริก” คือ การละเมิดสิทธิของพระผู้ทรงสร้าง นั่นคืออัลลอฮฺ และในฐานะ ‘มุสลิม’ เราจำต้องเปลี่ยนมุมมองความคิดของเราและน้อมรับว่าอัลลอฮฺทรงยิ่งใหญ่กว่ามนุษย์ ดังนั้นการละเมิดสิทธิของอัลลอฮฺจึงรุนแรงยิ่งกว่าการละเมิดสิทธิของมนุษย์ แม้ว่าการกระทำทั้งสองรูปแบบจะผิดเหมือนกันก็ตาม ซึ่งในทางการเมือง นี่อาจจะไม่ถูกต้องนักที่จะกล่าวเช่นนี้ในโลกแห่งยุคสมัยใหม่ เพราะผู้คนต่างกำลังยัดเยียดความคิดที่ว่าทุกศาสนาเท่าเทียมกัน แต่นี่คือความจริงที่ได้รับการยืนยันโดยอัลลอฮฺ และเป็นสิ่งที่มุสลิมจำต้องเชื่อ

คุณธรรมที่แท้จริงไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ตราบใดที่เราประเมินคุณค่าของเตาฮีดต่ำ และมองว่าการทำชีริกนั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่ “เตาฮีด คือรากฐานแห่งอิสลาม และคุณธรรมเริ่มต้นจากการเติมเต็มสิทธิของอัลลอฮฺและเรียกร้องผู้อื่นให้กระทำสิ่งเดียวกัน”

แน่นอนว่า การเติมเต็มสิทธิของมนุษย์คือส่วนหนึ่งของคุณธรรม ความดีงาม หากทว่าสิทธิของอัลลอฮฺ ที่รวมถึงเตาฮีดและเศาะลาฮฺ (ละหมาด) ควรเป็นสิ่งแรกที่เราให้ความสำคัญ

Read Full Post »

image

และจงให้แก่บรรดาเด็กกำพร้าซึ่งทรัพย์สมบัติของพวกเขา และจงอย่าเปลี่ยนเอาของเลวด้วยของดี และจงอย่ากินทรัพย์ของพวกเขาร่วมกับทรัพย์ของพวกเจ้า แท้จริงมันเป็นบาปอันยิ่งใหญ่ (ซูเราะฮฺอันนิซาอฺ 04:02) คัดลอกจากโปรแกรมอัลกุรอาน

ทรัพย์สินที่ต้องถูกสอบสวน (ซูเราะฮฺอันนิซาอฺ 04:02)
~~~~~~~~~~~~
เขียนโดย อบู มุอาวิยะฮฺ อิสมาอีล กัมดัรฺ
แปล บินติ อัลอิสลาม

“และจงให้แก่บรรดาเด็กกำพร้าซึ่งทรัพย์สมบัติของพวกเขา และจงอย่าเปลี่ยนเอาของเลวด้วยของดี และจงอย่ากินทรัพย์ของพวกเขาร่วมกับทรัพย์ของพวกเจ้า แท้จริงมันเป็นบาปอันยิ่งใหญ่ ” (ซูเราะฮฺอันนิซาอฺ 04:02)

อายะฮฺนี้ถูกประทานลงมาอันเนื่องมาจากการปฏิบัติตัวต่อบรรดาเด็กกำพร้าของคนนอกรีต (มุชริก) ชาวอาหรับ

คำว่า “เด็กกำพร้า” ในความหมายตามหลักอิสลาม คือ เด็กที่ “บิดาของเขาได้เสียชีวิต” ซึ่งเด็กเหล่านี้จะถูกจัดประเภทว่าเป็น “เด็กกำพร้า” ในชารีอะฮฺจนกระทั่งพวกเขาเข้าสู่วัยบรรลุนิติภาวะ และมันเป็นธรรมเนียมของชาวอาหรับที่สมาชิกอาวุโสของครอบครัวจะทำหน้าที่ดูแลเด็กกำพร้าและมรดก (ทรัพย์สิน) ของพวกเขา จนกระทั่งเด็กกำพร้าเหล่านั้นมีอายุมากพอที่จะเรียกร้องขอสิทธิในมรดกนั้น อย่างไรก็ตาม ผู้ปกครองเด็กกำพร้าหลายคนมักจะละเมิดทรัพย์สินของพวกเขาและใช้จ่ายมรดกของพวกเขาเสมือนว่าเป็นทรัพย์สินของตัวเอง  และปฏิเสธที่จะมอบมรดกให้แก่พวกเขาเมื่อพวกเขาบรรลุวัยผู้ใหญ่ ด้วยเหตุนี้อายะฮฺนี้จึงถูกประทานลงมาเพื่อตำหนิและสั่งห้ามการกระทำดังกล่าว

ในความหมายที่กว้างกว่านั้นสำหรับอายะฮฺนี้นั้นยังใช้ได้ในสถานการณ์ที่เมื่อมีใครคนหนึ่งได้รับมอบหมายให้ดูแลทรัพย์สินของผู้อื่น ทรัพย์สินเหล่านั้นจำต้องได้รับการให้เกียรติ (ไม่ถูกละเมิด) อีกทั้งนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้จัดประเภทของการละเมิดทรัพย์สินเช่นนี้ว่าเป็นคุณสมบัติของ “คนกลับกลอก” ซึ่งสิ่งนี้ได้สอนเราในหลักการศาสนาอิสลามว่า เราจะต้องถูกสอบสวน ณ ที่อัลลอฮฺว่าเราได้ใช้จ่ายทรัพย์สินอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สินของเราเอง หรือทรัพย์สินที่เราได้รับการมอบหมายให้ดูแล

ส่วนหนึ่งของความดีงามในอิสลาม คือ การมีความเข้าใจว่าเราต่างต้องถูกสอบสวนว่าเราได้รับรายได้มาอย่างไร และเราได้ใช้จ่ายทรัพย์สินของเราออกไปอย่างไร มันไม่มีการกำหนดขอบเขตในอิสลามว่าเราได้รับรายได้มาจำนวนเท่าไร หากทว่ามันเป็นเรื่องของ “การหามา” และ “การใช้จ่ายออกไป” ที่เราจะต้องถูกสอบสวน การตระหนักรู้ถึงหน้าที่ความรับผิดชอบนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมากในความสัมพันธ์ของเราที่มีต่ออัลลอฮฺ เพราะผู้ที่สามารถละเมิดทรัพย์สินได้นั้นก็มีแนวโน้มว่าพวกเขาจะทำการละเมิดอำนาจและทรัพยากรอื่นๆ ได้เช่นกัน  ในขณะที่คนคนหนึ่งที่รู้ว่า “ทรัพย์สิน” คือของขวัญ และบททดสอบจากอัลลอฮฺ ย่อมจะทำให้การได้มาซึ่งรายได้ของเขานั้นมีความสุจริต เที่ยงตรง และการใช้จ่ายของเขานั้นมีความสะอาดบริสุทธิ์

ตัวอย่างของของบรรดาผู้ปกครองของเด็กกำพร้าที่กล่าวมาข้างต้นได้สอนพวกเราไม่ให้ทำการละเมิดอำนาจที่มีอยู่ และโดยปกติแล้ว บรรดาเด็กกำพร้าเองก็ไม่มีความสามารถหรือหนทางใดๆ ที่จะต่อกรกับผู้ปกครองที่อธรรมได้ และมีหลายคนที่ฉวยโอกาส หาผลประโยชน์จากสถานการณ์เช่นนี้ด้วยการละเมิดเด็กกำพร้าด้วยหนทางใด หนทางหนึ่ง อายะฮฺนี้จึงเป็นการตักเตือนที่รุนแรงต่อคนประเภทนั้น

หากว่าอัลลอฮฺทรงมอบหมายอำนาจในการดูแลใครก็ตามให้แก่คุณ ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกในครอบครัว ลูกจ้าง หรือเด็กกำพร้า นั่นหมายความว่าคุณต้องรับผิดชอบกับอัลลอฮฺว่าคุณปฏิบัติต่อผู้คนเหล่านั้นอย่างไร โปรดใคร่ครวญถึงอายะฮฺนี้ หากว่าคุณเคยสัมผัสถึงการถูกล่อลวงให้ทำการละเมิดอำนาจของตำแหน่งหน้าที่การงานกับผู้อื่น

Read Full Post »

image

คุณสมบัติแห่งความเอื้อเฟื้อ (กรุณา) (ซูเราะฮฺอาลิ อิมรอน 03:134)
~~~~~~~~~~~~
เขียนโดย อบู มุอาวิยะฮฺ อิสมาอีล กัมดัรฺ
แปล บินติ อัลอิสลาม

“(ผู้ที่ยำเกรง) คือบรรดาผู้ที่บริจาคด้วยความกรุณาทั้งในยามสุขสบาย และในยามเดือดร้อน และบรรดาผู้ข่มอารมณ์และบรรดาผู้ให้อภัยแก่เพื่อนมนุษย์และอัลลอฮฺนั้นทรงรักผู้กระทำดีทั้งหลาย” (ซูเราะฮฺอาลิ อิมรอน 03:134) คัดลอกจากโปรแกรมอัลกุรอาน และมีการปรับถ้อยคำเล็กน้อย

อายะฮฺดังกล่าวนั้นเชื่อมต่อกับอายะฮฺก่อนหน้านี้ที่แจ้งไว้ว่า สวนสวรรค์นั้นมีไว้สำหรับบรรดาผู้ที่มีความตักวา “ตักวา” หมายถึง การตระหนักรู้ถึงการมีอยู่ของอัลลอฮฺ (ยำเกรงต่ออัลลอฮฺ) และโดยปกติแล้วเมื่อเราได้ยินคำว่า “ตักวา” เราก็จะนึกถึงการทำอิบาดะฮฺมากมายและการแต่งกายของแต่ละบุคคล อย่างไรก็ตาม อายะฮฺนี้ได้อธิบายถึงขอบเขตความแตกต่างของความตักวา ไม่ว่าจะเป็นบุคลิกลักษณะและอุปนิสัยของแต่ละบุคคล

อายะฮฺนี้ได้เน้นถึงคุณสมบัติสามประการที่เป็นสัญญาณของความตักวา และทั้งสามอย่างนี้นั้นเป็นรูปแบบของความกรุณาที่มีความแตกต่างกัน คุณสมบัติสามประการนี้คือ “การบริจาค” “การควบคุมอารมณ์ของตน” และ “การให้อภัยผู้คน”

คุณสมบัติแรกที่อัลลอฮฺทรงแจ้งไว้คือ “การบริจาคทาน”  และพระองค์ได้ทรงเพิ่มเติมไว้ด้วยว่า “การบริจาค (ให้) ทั้งในช่วงเวลาที่เป็นสุข และช่วงเวลาที่เป็นทุกข์”  แน่นอนว่ามันย่อมเป็นการง่ายในการที่จะบริจาคในช่วงเวลาที่ดี ในขณะที่คนคนหนึ่งนั้นกำลังประสบความสำเร็จและมีทรัพย์สินมากมาย อย่างไรก็ตาม “สัญญาณแห่งความตักวา” คือ การรักษาอุปนิสัยของการบริจาค แม้ว่าจะอยู่ในช่วงเวลาที่ย่ำแย่ ยากลำบากและมีน้อยก็ตาม “ความกรุณาเช่นนี้ถือว่าเป็นความไม่เห็นแก่ตัวและเป็นรูปแบบของการเสียสละ และนักวิชาการหลายท่านได้ให้ความเห็นว่าการบริจาคในสภาพเช่นนี้จะได้มาซึ่งผลบุญที่มากยิ่งกว่า

คุณสมบัติที่สองที่มีการกล่าวไว้ในอายะฮฺนี้ คือ “การควบคุมอารมณ์ของตน” ท่านอัลกุรตุบียฺได้อธิบายว่าคำว่า “ฆ็อยซ์ (غيظ)” ในอายะฮฺนี้หมายถึง อารมณ์ที่อยู่ภายใน ดังนั้นอายะฮฺนี้จึงหมายถึงการคอยตรวจสอบอารมณ์ความรู้สึกของตนเสมอ และไม่ปล่อยให้อารมณ์นั้นครอบงำ นี่คือรูปแบบของความกรุณาอย่างหนึ่งเพราะมันหมายความว่าความตักวาของบุคคลคนหนึ่งนั้นคือความใจเย็นและการไม่โกรธเคืองอย่างง่ายดาย นี่คือสิ่งสำคัญในการดะอฺวะฮฺ เพราะมีคนมากมายที่อาจพยายามสร้างความขุ่นเคืองให้แก่เรา แต่ความตักวานั้นบอกให้เราใจเย็นลง

คุณสมบัติสุดท้ายที่กล่าวไว้ในอายะฮฺนี้ คือการมองข้ามความผิดพลาดของผู้อื่น หมายความว่าผู้ที่มีความตักวาจะไม่คาดหวังความสมบูรณ์แบบจากผู้อื่น ดังนั้นเมื่อผู้คนทำความผิดพลาดหรือสร้างความเดือดร้อนหรือทำร้ายเขา เขาก็ยินดีที่จะมองข้ามสิ่งเหล่านั้นโดยไม่ปล่อยให้ตัวเองอ่อนแอหรือละเลยต่อหน้าที่ของพวกเขาในการดะอฺวะฮฺ “ผู้ที่มีความตักวา” จะไม่ถือเอาความผิดพลาดของผู้อื่นเป็นเรื่องส่วนตัว และเขาก็จะมีความกรุณาด้วยการให้อภัยและเต็มใจที่จะมองข้ามความผิดพลาดของผู้คน

คุณสมบัติทั้งสามประการนี้คือสิ่งที่พิสูจน์ว่าความตักวาในอิสลามนั้น คือวิธีการที่เราปฏิบัติต่อผู้คน เพราะมันคือการทำหน้าที่ของเราที่มีต่ออัลลอฮฺให้สมบูรณ์ ด้วยวิธีการนี้ เราไม่ควรจำกัดความเข้าใจกับความตักวา เพียงแค่บางกฎเกณฑ์ของศาสนาเท่านั้น หากทว่าเราควรพยายามทำความเข้าใจโดยรวมและปฏิบัติตามหลักการของศาสนา

Read Full Post »

image

การบริโภคอาหารหะลาล (ซูเราะฮฺอัลบะเกาะเราะฮฺ 02:168)
~~~~~~~~~~~~
เขียนโดย อบู มุอาวิยะฮฺ อิสมาอีล กัมดัรฺ
แปล บินติ อัลอิสลาม

“โอ้ มนุษย์เอ๋ย จงบริโภคสิ่งอนุมัติที่ดีๆ จากสิ่งที่อยู่ในแผ่นดิน และจงอย่าตามบรรดาก้าวเดินของชัยฏอน แท้จริงมันคือศัตรูที่ชัดแจ้งของพวกเจ้า” (อัลบะเกาะเราะฮฺ 168 คัดลอกจากโปรแกรมอัลกุรอานแปลไทย)

อายะฮฺนี้ถูกประทานลงมา เนื่องจากมีชนเผ่าอาหรับบางเผ่าที่ประกาศแจ้งว่าสัตว์หลายประเภทนั้นหะรอมโดยที่ไม่มีหลักฐานใดๆ พิสูจน์ยืนยันสิ่งที่พวกเขากล่าวอ้าง

ชนเผ่าเหล่านี้ได้ทำให้การใช้ชีวิตของกลุ่นคนของพวกเขานั้นดำเนินไปอย่างยากลำบากโดยไม่มีความจำเป็น และด้วยเหตุนี้อัลลอฮฺจึงประทานอายะฮฺดังกล่าวนี้ลงมา รวมไปถึงอายะฮฺอื่นๆ ที่คล้ายกันนี้ เพื่อชี้แจงว่าทุกๆ สิ่งนั้นหะลาลที่จะบริโภค เว้นแต่สิ่งที่อัลลอฮฺทรงสั่งห้าม ไม่ว่าจะที่แจ้งไว้โดยตรงในอัลกุรอาน หรือผ่านคำบอกกล่าวของนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม

อีหม่ามกุรตุบียฺได้อธิบายไว้ว่า อายะฮฺนี้ได้กล่าวต่อ “โอ้ มวลมนุษย์” มิใช่เพียงแค่ “โอ้ บรรดาผู้ศรัทธา” เพราะอายะฮฺนี้ได้กล่าวต่อบรรดาคนนอกรีตชาวอาหรับ เช่นเดียวกับบรรดามุสลิม 

ส่วนที่สองของอายะฮฺนี้ คือการเตือนมิให้ดำเนินชีวิตตามหนทางของชัยฏอน ที่ซึ่งท่านอิบนุ กะษีรฺ ได้อ้างถึงวัฒนธรรมของคนนอกรีตที่มีการห้ามสิ่งต่างๆ โดยปราศจากหลักฐานใดๆ มาพิสูจน์ยืนยัน “การห้ามที่ไม่มีเหตุผลเช่นนี้” คือหนทางของชัยฏอนที่จะนำพาไปสู่กฎเกณฑ์ที่สุดโต่ง สิ่งนี้เกิดขึ้นเพราะเมื่อมีคนเริ่มสร้างกฎเกณฑ์ของตนขึ้นมา จากนั้นพวกเขาก็เริ่มสร้างกฎเกณฑ์เพิ่มมากขึ้นจนกระทั่งในท้ายที่สุดพวกเขาก็ได้สร้างศาสนาใหม่ของพวกเขาขึ้นมาเอง

การให้ความสำคัญต่อ “อาหารที่หะลาลนั้น” มิควรถูกมองว่าเป็นเรื่องเล็กเพราะเรื่องนี้ได้ถูกเน้นย้ำในอัลกุรอานอยู่หลายๆ ครั้ง เพราะมันคือเงื่อนไขหนึ่งที่นำไปสู่ความสำเร็จ ในตัฟซีรฺ อัลกุรตุบียฺ ท่านได้อ้างถึงนักวิชาการยุคแรกๆ ท่านหนึ่งด้วยถ้อยคำว่า “ความสำเร็จนั้นต้องอาศัยสามสิ่งนี้ การบริโภคสิ่งที่หะลาล การปฏิบัติตามคำสั่งใช้ (ของอัลลอฮฺ) และการดำเนินชีวิตตาม (คำสอน) ของนบีมุหัมมัด” ซึ่ง (จากถ้อยคำดังกล่าว จะเห็นได้ว่า) การบริโภคสิ่งที่หะลาลได้ถูกจัดลำดับไว้ต้นๆ ว่าเป็นสิ่งที่มีความสำคัญยิ่งสำหรับบรรดาผู้ศรัทธา

การบริโภคอาหารที่หะลาล ถือเป็นสิ่งสำคัญมากอย่างหนึ่งต่อจิตวิญญาณแห่งอิสลาม เพราะมันคือสัญญาณที่บ่งบอกให้เห็นถึงหน้าที่ความรับผิดชอบของคนคนหนึ่งที่เขามีต่ออัลลอฮฺ เพราะคนที่ให้ความใส่ใจและระมัดระวังต่อสิ่งที่เขากินดื่ม ก็มีแนวโน้มว่าจะเชื่อฟังอัลลอฮฺในเรื่องอื่นๆ ด้วย ในขณะที่คนที่ไม่ใส่ใจเกี่ยวกับสิ่งที่หะลาล โดยปกติแล้วก็มักจะหละหลวมต่อคำสั่งใช้อื่นๆ (ของอัลลอฮ) เช่นกัน

อายะฮฺนี้ให้บทเรียนสำคัญแก่พวกเราอยู่สองเรื่องเกี่ยวกับจิตวิญญาณ นั่นคืออายะฮฺนี้ได้สอนเราว่าการที่จะใกล้ชิดอัลลอฮฺได้มากขึ้นนั้น เราจำต้องแน่ใจว่าอาหารที่เราบริโภคนั้นหะลาล และขณะเดียวกันมันก็เป็นตักเตือนเราให้ระวังเกี่ยวกับการกล่าวอ้างว่าสิ่งใดหะรอมโดยปราศจากหลักฐานพิสูจน์ ความสมดุลนี้คือทางสายกลางแห่งอิสลามระหว่างกลุ่มคนที่สุดโต่งที่ประกาศกร้าวว่าสิ่งนี้สิ่งนั้นหะรอมโดยไม่มีหลักฐาน และตรงกันข้ามก็คือกลุ่มคนสุดโต่งที่ไม่ได้ให้ความใส่ใจเกี่ยวกับสิ่งที่หะลาลหะรอมเลย มันจึงสำคัญอย่างมากในการที่จะรักษาอีหม่านของเราและพยายามบรรลุความสำเร็จให้ได้ทั้งในโลกดุนยาและอาคิเราะหฺ เพื่อที่จะสร้างความสมดุลนี้

Read Full Post »

image

การสำนึกผิด (ซูเราะฮฺอัลบะเกาะเราะฮฺ 02:37)
~~~~~~~~~~~~
เขียนโดย อบู มุอาวิยะฮฺ อิสมาอีล กัมดัรฺ
แปล บินติ อัลอิสลาม

“ภายหลังอาดัมได้เรียนรู้คำวิงวอนจากพระเจ้าของเขา แล้วพระองค์อภัยโทษแก่เขา แท้จริงพระองค์คือผู้ทรงอภัยโทษ ผู้ทรงเมตตาเสมอ” (ซูเราะฮฺอัลบะเกาะเราะฮฺ 02:37)

พวกเราหลายคนอาจจะรู้สีกผิดที่จะเริ่มต้นสู่การเปลี่ยนแปลงในเราะมาฎอนนี้ ด้วยเพราะจำนวนของบาปที่มากมายที่เราได้กระทำมาตลอดปี ซึ่งความรู้สึกผิดนี้ยับยั้งเราจากการพยายามอย่างสุดความสามารถของเรา และยับยั้งเราจากการทำอิบาดะฮฺต่ออัลลอฮฺให้ดีที่สุด เพราะเราอาจไม่รู้สึกถึงความเมตตาของพระองค์และการอภัยโทษของพระองค์

“การมีความรู้สึกผิดต่อความผิดบาปของเรา” ถือเป็นสิ่งที่ดี มันแสดงให้เห็นว่า “เรามีความศรัทธาและรู้ว่าสิ่งที่ทำไปนั้นเป็นสิ่งที่ผิด”  อย่างไรก็ตาม ความรู้สีกผิดที่ว่านั้นไม่ควรทำให้เราสูญสิ้นความหวังในความเมตตาของอัลลอฮฺ

เรื่องราวแรกที่ถูกบอกเล่าไว้ในอัลกุรอาน คือเรื่องราวของนบีอาดัม และชัยฏอน ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับจุดกำเนิดของมนุษย์ที่เราต่างทราบกันดี อัลลอฮฺทรงสร้างอาดัม และพระองค์ทรงบอกแก่บรรดามลาอิกะฮฺให้ทำการสูญูด (โค้งคำนับ) ต่ออาดัม หากทว่าญินตัวหนึ่งที่มีชื่อว่า “อิบลีส” กลับปฏิเสธที่จะสูญูดต่อนบีอาดัม ดังนั้นอิบลีสจึงกลายเป็นชัยฏอน (หรือซาตานมารร้าย) จากนั้นนบีอาดัมได้เข้าสู่สวนสวรรค์ และนางเฮาวาก็ถูกสร้างขึ้น จากนั้นไม่นานนักพวกท่านทั้งสองต่างก็ทำความผิดพลาด ด้วยการกินผลไม้ต้องห้าม และจากนั้นก็ถูกส่งลงมายังผืนแผ่นดิน

อายะฮฺนี้ได้แจ้งว่า หลังจากที่พวกท่านทั้งสองถูกส่งลงมายังผืนแผ่นดินแล้ว อัลลอฮฺได้ทรงสอนอาดัมถึงถ้อยคำแห่งการสำนึกผิดซึ่งมีรายละเอียดแจ้งไว้ในอัลกุรอาน และจากนั้นอัลลอฮฺก็ทรงตอบรับการขออภัยโทษของนบีอาดัมและนางเฮาวา จากนั้นก็เตือนพวกเราว่าพระองค์ทรงตอบรับทุกๆ การสำนึกผิด และพระองค์คือพระผู้ทรงเมตตายิ่ง เช่นนี้นี่เอง เรื่องราวแรกที่ถูกแจ้งไว้ในอัลกุรอาน คือหนึ่งแห่งความหวังสำหรับทุกคนที่เคยก้าวพลั้งพลาด

มนุษย์นั้นไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาให้มีความสมบูรณ์แบบ หรือปราศจากบาปใดๆ เพราะจากจุดเริ่มต้น มนุษย์ได้กระทำความผิดพลาดและฝ่าฝืนพระผู้เป็นเจ้าของพวกเขา และหนึ่งความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างคนดีและคนชั่ว คือ “การสำนึกผิด”

“การสำนึกผิด กลับเนื้อกลับตัว” คือสิ่งที่แบ่งแยก ‘ความดี’ ออกจาก ‘ความชั่ว’ “มัน” คือสิ่งที่แบ่งแยก ‘ผู้ที่รักอัลลอฮอย่างแท้จริง และต้องการความเมตตาของพระองค์’  ออกจาก ‘ผู้ที่ไม่ใส่ใจต่อพระองค์’ ซึ่ง “คนทั้งสองกลุ่มนี้” ต่างเป็นผู้กระทำบาป หากทว่าผู้กระทำบาปที่สำนึกผิดกลับเนื้อกลับตัว คือบรรดาผู้ที่อยู่บนหนทางที่ถูกต้อง

ในการเดินทางของเราที่จะมุ่งไปสู่อัลลอฮฺนั้น แน่นอนว่าเราย่อมต้องพลั้งพลาด ทำความผิดและตกหลุมพลางแห่งบาปที่เราเองก็ไม่เคยรู้ว่าเราจะสามารถทำมันลงไปได้  นี่คือส่วนหนึ่งของบททดสอบ และเป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงความเป็นมนุษย์ของเรา บททดสอบในสถานการณ์เหล่านี้ คือ “การเลือกหนทางของนบีอาดัม ซึ่งนั่นคือ การสำนึกผิด และออกห่างจากหนทางของชัยฏอน ซึ่งนั่นคือการดื้อดึงอยู่ในบาป”

ในขณะที่เราะมาฎอนได้เริ่มต้นขึ้น ขอให้พวกเราชำระล้างบาปทั้งหลายของเราที่เคยทำมาในปีก่อนๆ ด้วยการสำนึกผิดอย่างจริงใจต่ออัลลอฮฺ ซึ่งสามารถทำได้ด้วยการสำนึกในบาปของเรา และรู้สึกผิดต่อมัน วิงวอนขอการอภัยโทษจากอัลลอฮฺ และปฏิญาณตนว่าจะไม่กลับไปทำบาปนั้นอีกครั้ง และขออย่าได้กังวลเกี่ยวกับอนาคต หรือกังวลว่าเราอาจจะกลับไปทำบาปเหล่านั้นอีกครั้ง ขอให้เรามุ่งความสนใจกับปัจจุบัน เวลานี้ เพราะนี่คือเดือนแห่งความเมตตา (จากอัลลอฮฺ) ฉวยโอกาส ความดีงามจากมัน และใช้ช่วงเวลาแห่งเดือนนี้ให้เป็นประโยชน์ไปกับการสำนึกผิด กลับเนื้อกลับตัว ศึกษาอัลกุรอาน และเปลี่ยนแปลงตัวเองไปสู่การเป็นมุสลิมที่ดีกว่าเดิม ผม (อบู มุอาวิยะฮฺ) วิงวอนต่ออัลลอฮฺให้พระองค์ทรงอภัยโทษต่อบาปในอดีตทั้งหลายของเราด้วยเถิด

Read Full Post »

%d bloggers like this: