Feeds:
Posts
Comments

Archive for July, 2015

image

“พระองค์ตรัสว่า อะไรที่ขัดขวางเจ้ามิให้เจ้าสุญูด ขณะที่ข้าได้ใช้เจ้า มันกล่าวว่า ข้าพระองค์ดีกว่าเขา โดยที่พระองค์ทรงบังเกิดข้าพระองค์จากไฟ และได้บังเกิดเขาจากดิน” (ซูเราะฮฺ อัลอะอฺรอฟ 07:12)

คุณลักษณะของชัยฏอน (ซูเราะฮฺ อัลอะอฺรอฟ 07:12)
~~~~~~~~~~~~
เขียนโดย อบู มุอาวิยะฮฺ อิสมาอีล กัมดัรฺ
แปล บินติ อัลอิสลาม

“พระองค์ตรัสว่า อะไรที่ขัดขวางเจ้ามิให้เจ้าสุญูด ขณะที่ข้าได้ใช้เจ้า มันกล่าวว่า ข้าพระองค์ดีกว่าเขา โดยที่พระองค์ทรงบังเกิดข้าพระองค์จากไฟ และได้บังเกิดเขาจากดิน” (ซูเราะฮฺ อัลอะอฺรอฟ 07:12)

เรื่องราวของนบีอาดัมและชัยฏอนคือหนึ่งในเรื่องราวที่ถูกบอกเล่าบ่อยครั้งในอัลกุรอาน ด้วยเพราะว่าในเรื่องราวนี้มีบทเรียนมากมายสำหรับมวลมนุษย์ เรื่องราวนี้บอกเล่าถึงต้นกำเนิดของมนุษย์และต้นกำเนิดของความชั่วร้าย อย่างไรก็ตามมันก็ยังมีบทเรียนมากมายสำหรับมนุษย์เพื่อให้พวกเราได้ใคร่ครวญ อายะฮฺนี้ช่วยทำให้เราได้ทราบถึงกระบวนความคิดที่นำพาอิบลิสไปสู่การเป็นชัยฏอน เมื่ออัลลอฮฺทรงถามมันว่าเหตุใดมันจึงไม่ยอมโค้งคำนับต่อนบีอาดัม มันได้ตอบพระองค์ว่า “มันดียิ่งกว่าอาดัม ด้วยเพราะวิธีการที่มันถูกสร้างขึ้นมา”

ซึ่งสิ่งนี้เองที่ให้บทเรียนมากมายแก่เราเพื่อให้เราได้ใคร่ครวญ “การไม่เชื่อฟังต่ออัลลอฮฺของชัยฏอน เกิดจาก ความหลงตัวเอง ความทะนงตน” และจริงๆ แล้ว มันเป็นรูปแบบของความหลงตัวเองเช่นเดียวกับการแบ่งแยกชนชั้น เชื้อชาติ สีผิวที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน “การแบ่งแยกชนชั้น” คือโรคร้ายชนิดหนึ่งที่มนุษย์คนหนึ่งคิดและเชื่อว่าเขานั้นดีกว่าคนอีกคนหนึ่ง เพียงเพราะเหตุผลง่ายๆ ที่ว่าเขาดูแตกต่างไป ซึ่งความคิดเช่นนั้นไม่ต่างอะไรมากนักจากความคิดของชัยฏอน ที่มันคิดว่ามันดีกว่านบีอาดัมเพราะมันคือญินและนบีอาดัมคือมนุษย์ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ไม่ได้บ่งชี้ถึงคุณค่าของใครคนหนึ่งแต่อย่างใด เพราะไม่มีใครเลือกได้ว่าเขาจะเกิดมารูปร่างหน้าตาอย่างไร เกิดที่ไหน เกิดขึ้นมาอย่างไร ดังนั้นสิ่งเหล่านี้จึงไม่สามารถนิยามความเป็นตัวตนของเราได้

นบีอาดัมดียิ่งกว่าชัยฏอน ไม่ใช่เพราะว่าท่านถูกสร้างขึ้นมาอย่างไร หากแต่เป็นเพราะว่าเมื่อทั้งสอง (อิบลีสและนบีอาดัม) กระทำความผิด นบีอาดัมได้ทำการสำนึกผิดขออภัยโทษต่ออัลลอฮฺ ในขณะที่ชัยฏอนยังคงดื้อดึงในความผิดพลาดที่มันได้กระทำจนกระทั่งกาลอวสาน นี่คือปัจจัยที่บ่งชี้ว่าใครที่เป็นมนุษย์ที่ดีที่สุดในพระเนตรของอัลลอฮฺ ความสามารถในการสำนึกต่อความผิดพลาดของเราและลุกขึ้นมาปรับปรุงแก้ไขและหันเข้าสู่ความดีงาม

และยังมีอีกมุมมองหนึ่งเพื่อใคร่ครวญถึงอายะฮฺนี้ที่คนหลายคนมองข้ามไป เช่น การกุฟรฺของชัยฏอน ชัยฏอนกลายเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธาได้อย่างไร มันเคยศรัทธาต่ออัลลอฮฺ แต่กระนั้นมันก็ยังฝ่าฝืนพระองค์และไม่ยอมขออภัยโทษกลับเนื้อกลับตัว แต่เราก็รู้ว่านั่นไม่ใช่การกุฟรฺ แต่มันคือบาปและการปฏิเสธที่จะขออภัยโทษต่อบาปนั้น แต่ทว่า “การกุฟรฺที่แท้จริง” คือถ้อยคำของมันที่กล่าวว่า “ข้าพระองค์ดีกว่าเขา” เมื่อชัยฏอนกล่าวในสิ่งที่เขาหมายความว่า “ข้าพระองค์ไม่โค้งคำนับต่ออาดัมเพราะข้าพระองค์ดีกว่าเขา ดังนั้นพระองค์ทรงทำความผิดพลาดด้วยการร้องขอให้ข้าพระองค์โค้งคำนับต่อเขาและพิจารณาว่าเขานั้นดีกว่าข้าพระองค์” อีกทั้งการปฏิเสธของชัยฏอนนั้นเกิดจากการที่เขาตัดสินความผิดพลาดของอัลลอฮฺและนึกคิดเอาเองว่าเขารู้ดียิ่งกว่าอัลลอฮฺ

บ่อยครั้งเพียงใดที่มุสลิมทำความผิดพลาดนี้ในปัจจุบัน พวกเราบางคนอาจพบว่ากฎหรือคำสั่งใช้ในอัลกุรอานหรือสุนนะฮฺ ขัดแย้งกับความปรารถนา ความต้องการ หรือวัฒนธรรมสมัยใหม่ของเรา ดังนั้นเราจึงนึกคิดเอาเองว่า “กฎเกณฑ์นั้น” ไม่ถูกต้อง เช่นข้อห้ามในเรื่องของการรักร่วมเพศ ในการทำเช่นนั้นหมายถึง การที่เรากำลังเดินตามรอยเท้าของชัยฏอน

อิสลามหมายถึงการยอมจำนน และนั่นหมายรวมถึงการยอมจำนนต่อข้อเท็จจริงที่ว่าอัลลอฮฺทรงรู้ดียิ่งและกฎของพระองค์นั้นดีที่สุด แม้ว่าผู้คนจะไม่พอใจก็ตาม

Advertisements

Read Full Post »

image

“และในทำนองนั้นแหละ เราได้ให้มีขึ้นในแต่ละเมืองซึ่งบรรดาบุคคลสำคัญเป็นผู้กระทำความผิดแห่งเมืองนั้นๆ เพื่อที่พวกเขาจะได้วางอุบายหลอกลวงในเมืองนั้น (หากทว่า) การวางแผนของพวกเขามีแต่จะทำร้ายตัวของพวกเขาเองเท่านั้น แต่พวกเขาหาได้รู้ไม่”  (ซูเราะฮฺอัล อันอาม 06:123)

ผู้ก่อความวุ่นวาย (ซูเราะฮฺอัลอันอาม 06:123)
~~~~~~~~~~~~
เขียนโดย อบู มุอาวิยะฮฺ อิสมาอีล กัมดัรฺ
แปล บินติ อัลอิสลาม

“และในทำนองนั้นแหละ เราได้ให้มีขึ้นในแต่ละเมืองซึ่งบรรดาบุคคลสำคัญเป็นผู้กระทำความผิดแห่งเมืองนั้นๆ เพื่อที่พวกเขาจะได้วางอุบายหลอกลวงในเมืองนั้น (หากทว่า) การวางแผนของพวกเขามีแต่จะทำร้ายตัวของพวกเขาเองเท่านั้น แต่พวกเขาหาได้รู้ไม่”  (ซูเราะฮฺอัล อันอาม 06:123)

อายะฮฺนี้ถูกประทานลงมาอันเนื่องมาจากผู้นำนอกรีตแห่งมักกะฮฺ เช่นอบู ญะฮัล และอบู ลาฮับ อัลลอฮฺประทานอำนาจให้แก่บุคคลเหล่านี้ และพวกเขากลับกลายเป็นผู้ที่กระทำความผิดที่เลวร้ายที่สุดในเมือง ในอายะฮฺนี้อัลลอฮฺทรงยืนยันว่าสิ่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ หรือเป็นเรื่องใหม่แต่อย่างใด เพราะพระองค์ทรงเคยประทานอำนาจให้กับนิมร็อด ฟิรอาวน์ อ็าด เษามูด และอีกหลายๆ คนก่อนหน้าคนเหล่านี้ และนี่คือส่วนหนึ่งของบททดสอบในชีวิต

จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา อัลลอฮฺทรงทดสอบเรื่องของการกระทำความผิด (ของผู้คน) ด้วยการให้อำนาจและสิทธิพิเศษแก่พวกเขา แม้แต่ในโลกยุคปัจจุบันนี้ ก็ยังคงมีการกระทำความผิดมากมายของผู้ที่อยู่ในฐานะหรือตำแหน่งที่สูงๆ ที่มีหน้าที่คุมอำนาจ   ซึ่งนี่ถือเป็นบททดสอบทั้งของผู้ถืออำนาจและประชาชนพลเมืองของพวกเขา สำหรับบรรดาผู้คุมอำนาจแล้ว บททดสอบก็คือการพิสูจน์ว่าพวกเขาจะละเมิดอำนาจที่มีอยู่นั้นหรือไม่ และสำหรับบรรดาประชาชนพลเมืองคือ การพิสูจน์ว่าพวกเขาจะยังคงยืนหยัดหนักแน่นต่อสัจธรรมหรือทำตามผู้นำ มีหลายคนที่เลือกที่จะทำและเชื่อในสิ่งใดก็ตามที่สะดวกง่ายดายต่อความปลอดภัยของพวกเขา ดังนั้นพวกเขาจึงเปลี่ยนแปลงวิถึการใช้ชีวิตและความเชื่อของพวกเขาเพื่อให้สอดคล้องกับผู้นำ หากว่าผู้นำประกาศหรือกำหนดให้สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ผิดศีลธรรมเป็นสิ่งที่สามารถกระทำได้ พวกเขาก็จะน้อมรับมัน และหากว่าผู้นำประกาศหรือกำหนดให้สิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นสิ่งที่ดีงาม พวกเขาก็จะน้อมรับมันด้วยเช่นกัน และยอมละทิ้งสิ่งที่อัลลอฮฺทรงประทานลงมายังพวกเขา เพื่อที่พวกเขาจะสามารถอยู่ได้ในสังคม

เราจะผ่านบททดสอบนี้ไปได้ด้วยการยืนหยัดต่อความศรัทธาที่มีต่ออัลลอฮฺ รำลึกถึงคำสั่งใช้ของพระองค์และตระหนักว่าผู้นำที่เลวเหล่านั้นคือบททดสอบจากอัลลอฮฺ เราเองก็ต้องผ่านบททดสอบนี้ด้วยวิธีการเดียวกันกับที่มุสลิมในมักกะฮฺ (สมัยนั้น) ได้ผ่านมาแล้ว ด้วยการต่อต้านสังคมส่วนหนึ่งเมื่อพวกเขากระทำความผิด และยืนหยัดอย่างหนักแน่นต่อความจริง แม้ว่าในทางการเมืองแล้วมันจะสมควรหรือไม่อย่างไรก็ตาม

บททดสอบในเรื่องของอำนาจ สิทธิพิเศษ คือหนึ่งในบรรดาบททดสอบที่มุสลิมหลายคนต่างสอบตก เมื่ออัลลอฮฺทรงให้เรามีอำนาจเหนือผู้อื่น จะมีพวกเราสักกี่คนกันที่ใช้อำนาจนั้นเพื่อสร้างความยุติธรรมและเพื่อการช่วยเหลือผู้อื่น? บ่อยครั้งที่เราพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องสำคัญมากมายที่เราจะทำให้บรรลุผลสำเร็จและเรากลับล้มเหลวในการที่จะใช้มันไปในหนทางที่ก่อให้เกิดประโยชน์ แม้แต่การใช้อำนาจเล็กๆ ที่เรามีเพื่อช่วยเหลือหรือทำประโยชน์ต่อผู้อื่นก็ตาม หากเราปรารถนาที่จะเห็นโลกที่ดีกว่านี้ ดังนั้นเราก็สามารถเริ่มได้ด้วยการใช้ทรัพยากรทั้งหลายที่มีและทุกๆ อำนาจที่อัลลอฮฺทรงประทานแก่เราไปในหนทางที่จะทำให้โลกใบนี้กลายเป็นสถานที่ที่ดียิ่งกว่าเดิม

Read Full Post »

image

และเมื่อได้ถูกกล่าวแก่พวกเขาว่า ท่านทั้งหลายจงมาสู่สิ่งที่อัลลอฮฺได้ทรงประทานลงมาเถิด และสิ่งที่ส่งลงมาสู่เราะสูลด้วย พวกเขาก็กล่าวว่า เป็นการพอเพียงแก่เราแล้ว สิ่งที่เราได้พบบรรพบุรุษของเราเคยกระทำมันมา ถึงแม้ได้ปรากฏว่าบรรพบุรุษของพวกเขาไม่เข้าใจสิ่งใด และทั้งไม่ได้รับคำแนะนำอีกด้วยกระนั้นหรือ? (ซูเราะฮฺ อัลมาอิดะฮฺ 05:104) *คัดลอกจากโปรแกรมอัลกุรอาน

ดำเนินรอยตาม..อย่างหน้ามืดตามัว.. (ซูเราะฮฺ อัลมาอิดะฮฺ 05:104)
~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~
เขียนโดย อบู มุอาวิยะฮฺ อิสมาอีล กัมดัรฺ
แปล บินติ อัลอิสลาม

และเมื่อได้ถูกกล่าวแก่พวกเขาว่า ท่านทั้งหลายจงมาสู่สิ่งที่อัลลอฮฺได้ทรงประทานลงมาเถิด และสิ่งที่ส่งลงมาสู่เราะสูลด้วย พวกเขาก็กล่าวว่า เป็นการพอเพียงแก่เราแล้ว สิ่งที่เราได้พบบรรพบุรุษของเราเคยกระทำมันมา ถึงแม้ได้ปรากฏว่าบรรพบุรุษของพวกเขาไม่เข้าใจสิ่งใด และทั้งไม่ได้รับคำแนะนำอีกด้วยกระนั้นหรือ? (ซูเราะฮฺ อัลมาอิดะฮฺ 05:104)

มีคนอยู่สามประเภทในโลกนี้
– กลุ่มคนที่ดำเนินการชีวิตตามบรรพบุรุษของพวกเขาอย่างไม่ลืมหูลืมตา
– กลุ่มคนที่ดำเนินชีวิตตามความปรารถนาของพวกเขา
– และกลุ่มคนที่แสวงหาสัจธรรม ความจริง

คนทั้งสามประเภทนี้มีอยู่ในทุกๆ ศาสนา รวมทั้งมุสลิมด้วย
เริ่มต้นด้วยกลุ่มคนประเภทที่สาม คนเหล่านี้คือมนุษย์ที่มีความจริงใจที่ต้องการจะรู้ว่าผู้ที่สร้างพวกเขาขึ้นมาคาดหวังสิ่งใดจากพวกเขา และปรารถนาที่จะปฏิบัติตามสิ่งที่เป็นสัจธรรม พวกเขาได้รับทางนำพร้อมด้วยความเข้าใจที่ถูกต้องตามแบบฉบับของอิสลาม ไม่ว่าพื้นฐานชีวิตของพวกเขาจะเป็นเช่นไรก็ตาม ในอีกนัยหนึ่ง อัลลอฮฺทรงสัญญาว่าพระองค์จะทรงให้ทางนำบรรดาผู้ที่แสวงหาทางนำ โดยระบุว่าผู้ใดก็ตามที่แสวงหาสัจธรรมด้วยความจริงใจก็จะได้รับทางนำมาสู่อิสลาม นี่คือกลุ่มคนประเภทที่เราควรพยายามจะเป็นส่วนหนึ่งของพวกเขา

กลุ่มคนประเภทที่สอง มีการกล่าวถึงไว้ในอัลกุรอานว่าเป็น “บรรดาผู้ที่ถือเอาความปรารถนาของพวกเขาเป็นพระเจ้า” พวกเขาคือกลุ่มคนที่หาข้ออ้างในการทำสิ่งใดก็ตามที่นัฟซู (ความใคร่ปรารถนา) ของพวกเขาต้องการ และผลของมันก็คือ พวกเขาจะบิดเบือนสิ่งที่อัลลอฮฺทรงประทานลงมา หรือไม่ก็ปฏิเสธมัน เพื่อหาข้ออ้างให้กับความเชื่อและการปฏิบัติที่ผิดของพวกเขา ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วคนประเภทนี้มักจะกลายเป็นคนที่ไม่เชื่อว่าพระเจ้ามีอยู่จริงหรือเป็นคนที่มุ่งให้ความสำคัญแค่เพียงเรื่องทางโลกเท่านั้น เพราะการใช้ชีวิตในรูปแบบหรือหนทางเช่นนี้ทำให้พวกเขาสามารถวิ่งตามความปรารถนาของพวกเขาได้โดยไม่มีกฏเกณฑ์ของศาสนาใดมากำหนดขอบเขตการกระทำของพวกเขา แต่ท้ายที่สุด พวกเขาย่อมต้องเผชิญกับผลของการเลือกทำตามความใคร่ปรารถนาของตัวเอง เหนือกว่าพระเจ้า ในวันที่พวกเขาจะต้องเผชิญหน้ากับพระองค์ในวันกิยามะฮฺ

อายะฮฺข้างต้นนั้นมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับกลุ่มคนประเภทแรก คือบรรดาผู้ที่ดำเนินชีวิตตามวัฒนธรรมของบิดามารดาของพวกเขาในทุกๆ ด้านอย่างไม่ลืมหูลืมตา ไม่ว่ามันจะเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ดีก็ตาม อัลลอฮฺทรงประนามการมีความเชื่อเช่นนี้ เพราะมันเป็นสิ่งที่ยับยั้งบุคคลหนึ่งจากการคิดพิจารณาถึงการปฏิบัติต่างๆ และความเชื่อทั้งหลายด้วยสติปัญญา และยับยั้งพวกเขาจากการแสวงหาสัจธรรม กลุ่มคนที่ลุ่มหลงกับวัฒนธรรมของพวกเขาอย่างไม่ลืมหูลืมตามักจะทำการปกป้อง แม้ว่าการปฏิบัติและความเชื่อบางอย่างนั้นจะเป็นสิ่งที่ไร้ซึ่งมนุษยธรรมก็ตาม เพียงเพราะว่า “เราได้พบว่าบรรพบุรุษของเราเคยกระทำมันมา” และพวกเขาก็จะเพิกเฉยต่อพระวัจนะของอัลลอฮฺ แม้ว่าพวกเขาจะกล่าวอ้างว่าตัวเองนั้นเป็นมุสลิม

ทัศนคติเช่นนี้ สามารถพบเห็นได้ในโลกมุสลิม ในหลายๆ ประเทศ ผู้คนต่างทำการปกป้องการกระทำที่ไร้ซึ่งความยุติธรรมและการกระทำที่อุตริกรรมอย่างรุนแรง เพราะว่าการกระทำดังกล่าวเป็นสิ่งที่บิดามารดาของเขากระทำมา ความคิดเช่นนี้ขัดแย้งกับรากฐานของการยอมจำนนต่ออัลลอฮฺ (อิสลาม) ซึ่งรากฐานของอิสลามคือการยอมจำนนต่อสิ่งที่พระองค์ทรงประทานลงมาและนี่หมายความว่าเราจำต้องตรวจสอบการปฏิบัติตามวัฒนธรรมของเราอย่างถี่ถ้วนว่ามันขัดกับหลักการของศาสนาหรือไม่ และยอมรับในการปฏิบัติที่มันไม่ขัดแย้งกับคำสอนและเป้าหมายของอิสลามเท่านั้น

อิสลามไม่ได้ต่อต้านวัฒนธรรมประเพณีโดยสิ้นเชิง หากท่ว่าอิสลามคือศาสนาแห่งสากลโลกที่ยอมรับสิ่งที่ดีงามจากทุกๆ วัฒนธรรม นี่คือเหตุผลว่าทำไม อุรฺฟ (วัฒนธรรมท้องถิ่น) คือหนึ่งในสิ่งที่มีสำคัญของฟิกฮฺ เพราะบรรดานักวิชาการจะตรวจสอบการกระทำตามวัฒนธรรมแต่ละอย่างโดยละเอียดถี่ถ้วนเพื่อดูว่าการกระทำนั้นขัดต่อหลักคำสอนของอิสลามหรือไม่ อายะฮฺนี้ไม่ได้บอกให้เราออกห่างจากทุกๆ การกระทำที่บิดามารดา บรรพบุรุษของเราเคยปฏิบัติ หากทว่าอายะฮฺนี้ได้สอนให้เราคิด ใคร่ครวญ วิเคราะห์ และออกห่างจากการกระทำตามวัฒนธรรมที่ส่งผลร้ายต่อเรา

Read Full Post »

image

ผู้ศรัทธาทั้งหลาย! จงเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยดีเพื่ออัลลอฮฺ เป็นพยานด้วยความเที่ยงธรรม และจงอย่าให้การเกลียดชังพวกหนึ่งพวกใด ทำให้พวกเจ้าไม่ยุติธรรม จงยุติธรรมเถิด มันเป็นสิ่งที่ใกล้กับความยำเกรงยิ่งกว่า และพึงยำเกรง อัลลอฮฺเถิด แท้จริงอัลลอฮฺนั้น เป็นผู้ทรงรอบรู้อย่างละเอียดในสิ่งที่พวกเจ้ากระทำกัน (ซูเราะฮฺ อัลมาอิดะฮฺ 05:08) *คัดลอกจากโปรแกรมอัลกุรอาน

ความยุติธรรม คือองค์ประกอบสำคัญของความตักวา (ซูเราะฮฺ อัลมาอิดะฮฺ 05:08)
~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~
เขียนโดย อบู มุอาวิยะฮฺ อิสมาอีล กัมดัรฺ
แปล บินติ อัลอิสลาม

ผู้ศรัทธาทั้งหลาย! จงเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยดีเพื่ออัลลอฮฺ เป็นพยานด้วยความเที่ยงธรรม และจงอย่าให้การเกลียดชังพวกหนึ่งพวกใด ทำให้พวกเจ้าไม่ยุติธรรม จงยุติธรรมเถิด มันเป็นสิ่งที่ใกล้กับความยำเกรงยิ่งกว่า และพึงยำเกรง อัลลอฮฺเถิด แท้จริงอัลลอฮฺนั้น เป็นผู้ทรงรอบรู้อย่างละเอียดในสิ่งที่พวกเจ้ากระทำกัน (ซูเราะฮฺ อัลมาอิดะฮฺ 05:08) *คัดลอกจากโปรแกรมอัลกุรอาน

อายะฮฺนี้คือหนึ่งในถ้อยคำที่มีความหมายทีทรงพลังที่สุดในอิสลาม อันเกี่ยวกับความสำคัญของความยุติธรรม ในอายะฮฺนี้ อัลลอฮฺทรงชี้แจงว่า “ความยุติธรรม” เป็นสิ่งที่ใกล้ชิดที่สุดกับ “ความตักวา (ยำเกรง)”  หมายความว่า ความยุติธรรมคือ  ส่วนสำคัญของคุณธรรมความดีงาม ‘มุสลิมคนหนึ่ง จะไม่ถือว่าเป็นผู้ศรัทธาที่แท้จริง ณ ที่อัลลอฮฺ  หากว่าเขาเป็นผู้ที่ไร้ซึ่งความยุติธรรมต่อสิ่งที่อัลลอฮฺทรงสร้าง แม้ว่าเขาจะละหมาดและถือศีลอดอย่างมากมายก็ตาม นี่เป็นเพราะว่า ‘ความยุติธรรม’ คือสิ่งที่เกิดขึ้นมาจากความศรัทธาที่แท้จริง ผู้ใดก็ตามที่เชื่อว่าอัลลอฮฺทรงรับรู้ถึงทุกสิ่งที่เขาทำ และเขาจะต้องตอบคำถาม ณ ที่อัลลอฮฺในทุกๆ การกระทำของเขาย่อมได้รับความชอบธรรม

นี่คือสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าความเข้าใจของเราที่มีต่อ “ความตักวา” นั้นผิดเพี้ยนไปไกลจากความเข้าใจของมุสลิมยุคแรกเพียงใด พวกเขาต่างให้คุณค่าความสำคัญต่อความยุติธรรมมากกว่าการละหมาดนะฟีลและการถือศีลอดนะฟีล (สมัครใจ สุนนะฮฺ) เพราะความยุติธรรมคือหนึ่งปัจจัยขั้นพื้นฐานของกฏแห่งอิสลามและหน้าที่ความรับผิดชอบของผู้ศรัทธาทุกคน

ท่านอุมัรฺ อิบนุ อับดุล อะซีซ ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในบรรดาเคาะลีฟะฮฺที่มีคุณธรรมที่สุดในยุคต้นๆ ซึ่งภรรยาของท่าน นางฟาติมะฮฺ บินตฺ อับดุลมาลิก บรรยายคุณลักษณะของท่านไว้ว่า “ขอสาบานด้วยอัลลอฮฺ ท่านจะไม่ละหมาดหรือถือศีลอดมากกว่าใครอื่นใด หากทว่า ขอสาบานด้วยอัลลอฮฺ ฉันเองไม่เคยพบเห็นใครคนใดที่มีความเกรงกลัวต่ออัลลอฮฺมากไปกว่าท่านอุมัรฺ!”

หากว่าท่านอุมัรฺไม่ได้ละหมาดหรือถือศีลอด (นะฟีล) มากไปกว่ามุสลิมทั่วไป เหตุใดท่านจึงได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้ที่อยู่กลุ่มคนที่มีคุณธรรมที่สุดในยุคสมัยของท่าน แม้แต่ภรรยาของท่านเองก็ยืนยันเช่นนั้น? นั่นเป็นเพราะความรับผิดชอบของท่านที่มีต่อความยุติธรรมในทุกๆ ด้านของการใช้ชีวิตของท่าน แบบอย่างนี้แสดงให้เห็นว่ามุสลิมในยุคแรกนั้นเชื่อม “ความยุติธรรม” กับ “ความตักวา” เข้าไว้ด้วยกัน

ปัจจุบันนี้ เมื่อพูดถึงเรื่องของ “ความไม่ยุติธรรม” เราก็มักจะคิดในเรื่องของการเมืองเพียงอย่างเดียวเท่านั้น มุสลิมหลายคนมองข้ามอายะฮฺนี้ไปและคิดว่ามันไม่เกี่ยวข้องกับเขา แต่ในความเป็นจริง “ความยุติธรรม” คือคุณสมบัติที่ควรมีในมนุษย์ทุกคน ส่วน “ความไม่ยุติธรรม” นั้นเกิดขึ้นได้ในหลายรูปแบบ และมีมุสลิมหลายคนที่มักวิพากษ์วิจารณ์ความเผด็จการ การใช้อำนาจกดขี่ของผู้นำ ในขณะที่ตัวของพวกเขาเองก็เผด็จการ กดขี่ข่มเหงคนจำนวนหนึ่งที่อยู่ภายใต้การดูแลของพวกเขา

สิ่งที่จะกล่าวต่อไปนี้คือรูปแบบของความอธรรมที่เกิดขึ้นได้ด้วยน้ำมือของมุสลิมเอง

1. ทารุณ สบประมาทคนในครอบครัว
2. ข่มเหงลูกจ้าง
3. ทำร้ายสัตว์และทำลายสิ่งแวดล้อม
4. เข้าข้างสมาชิกครอบครัว ทั้งที่เขาเป็นฝ่ายผิด
5. แสดงความรักต่อลูกคนใดคนหนึ่งมากกว่าอีกคนหนึ่ง หรือต่อภรรยาคนหนึ่งมากกว่าอีกคนหนึ่ง
6. ปล่อยข่าวลือ เรื่องโกหก ใส่ร้ายเกี่ยวกับผู้อื่น

ดังนั้นก่อนที่เราจะวิพากษ์วิจารณ์ความไม่ยุติธรรมของผู้อื่น เราจำต้องย้อนมองดูการใช้ชีวิตของตัวเราเองด้วย หากเราต้องการเห็นความยุติธรรมในระดับการเมือง มันควรต้องเริ่มจากตัวเราแต่ละคนก่อนในการที่จะแพร่ขยายความยุติธรรมในระดับของบุคคล เมื่อเรามีความยุติธรรม เที่ยงตรงต่อสิ่งถูกสร้างของอัลลอฮฺ เราก็จะสัมผัสได้ถึงความดีงามที่แท้จริง และความช่วยเหลือของอัลลอฮฺ

Read Full Post »

%d bloggers like this: