Feeds:
Posts
Comments

Archive for May, 2017

แหล่งที่มา เพจ GMB Akash /แปล บินติ อัล อิสลาม
​ผมไม่เคยบอกลูกๆ ของผมเลยว่าผมทำงานอะไร ผมไม่ต้องการให้พวกเขาเกิดความรู้สึกอับอายเพราะผม เมื่อครั้งที่ลูกสาวคนเล็กของผมถามผมว่า ผมทำงานอะไร ผมได้แต่ตอบเธอไปอย่างกระอักกระอ่วนว่าผมเป็นคนทำงานแรงงาน 

ก่อนที่ผมจะกลับบ้าน ผมมักจะอาบน้ำในห้องน้ำสาธารณะ เพื่อที่ว่าพวกเขาจะได้ไม่สงสัยว่าผมทำงานอาชีพอะไร ผมอยากส่งลูกสาวของผมทุกคนไปเรียนที่โรงเรียน ได้รับการศึกษา ผมอยากให้พวกเขายืนต่อหน้าผู้คนด้วยความภาคภูมิใจ ผมไม่อยากให้ใครดูถูกพวกเขาเหมือนที่ผู้คนดูถูกผม ผู้คนมักจะดูถูกดูแคลนผมเสมอ ผมจึงลงทุนเงินทุกๆ เศษสตางค์จากการทำงานของผมเพื่อการศึกษาของลูก ผมไม่เคยซื้อเสื้อผ้าใหม่ แต่ใช้จ่ายเงินไปกับหนังสือเรียนให้พวกเขา 

มีเพียง “การเคารพ การให้เกียรติ” เท่านั้นที่ผมอยากให้พวกเขาหามันมาให้ผม อาชีพของผม คือ “คนทำความสะอาด” 

หนึ่งวันก่อนวันสุดท้ายของการจ่ายค่าลงทะเบียนของวิทยาลัยที่ลูกสาวของผมคนหนึ่งเรียนอยู่ ผมไม่สามารถหาเงินมาจ่ายให้เธอได้ วันนั้นผมไม่สามารถทำงานได้เลย ผมได้แต่นั่งอยู่ข้างๆ กองขยะ และพยายามไม่ให้ใครเห็นน้ำตาของผม ผมลุกขึ้นมาทำงานไม่ได้เลย เพื่อนร่วมงานของผมมองดูผม แต่ไม่มีใครเข้ามาคุยกับผม ผมล้มเหลว หัวใจสลาย และไม่รู้ว่าผมจะเผชิญหน้ากับลูกสาวผมอย่างไร เพราะเธอคงจะถามถึงค่าลงทะเบียนเรียน เมื่อผมกลับถึงบ้าน  

ผมเกิดมาเป็นคนยากจน “ไม่มีสิ่งดีๆ ใด ที่จะเกิดกับคนจนๆ ได้” นั่นคือ ความเชื่อของผม หลังจากเลิกงานวันนั้น เพื่อนร่วมงานที่เป็นคนทำความสะอาดทั้งหมดมาหาผม นั่งข้างๆ ผม และถามผมว่า “ผมเห็นว่า พวกเขาเป็นพี่น้องของผมหรือไม่” ก่อนที่ผมจะตอบอะไรออกไป พวกเขาก็ยื่นรายได้จากการทำงานทั้ง 1 วันนั้นของพวกเขาใส่ในมือผม  เมื่อผมปฏิเสธที่จะรับ พวกเขาก็ยืนกรานว่า “พวกเราจะยอมอดวันนี้หากจำเป็น แต่ลูกสาวของพวกเราต้องได้ไปเรียนหนังสือ” ผมพูดอะไรต่อไม่ออก วันนั้นผมไม่ได้อาบน้ำก่อนกลับบ้าน เช่นที่เคยทำ วันนั้นผมกลับไปบ้านในสภาพของคนทำความสะอาด 

ตอนนี้ลูกสาวคนหนึ่งของผมกำลังจะเรียนจบมหาวิทยาลัยแล้ว และลูกสาวอีกสามคนไม่ยอมให้ผมกลับไปทำงานอีก คนหนึ่งทำงานพาร์ทไทม์ ส่วนอีกสามคนก็หารายได้ด้วยการรับสอนพิเศษ  แต่บ่อยครั้งที่ลูกสาวของผมจะพาผมไปที่สถานที่ทำงานเก่าของผม และเอาอาหารไปเลี้ยงเพื่อนร่วมงานผม พวกเขามักจะหัวเราะและถามเธอว่าทำไมต้องเลี้ยงอาหารพวกเขาอยู่บ่อยๆ และลูกสาวของผมตอบว่า

“เพราะคุณลุงทุกคนยอมอดอาหารเพื่อหนูในวันนั้น เพื่อที่จะให้หนูได้เป็นหนูในวันนี้ ได้โปรดขอพรดุอาอฺให้หนูมีความสามารถที่จะเลี้ยงอาหารทุกๆ คน ในทุกๆ วันด้วยนะคะ” 

ทุกวันนี้ผมไม่รู้สึกว่าผมเป็นคนยากจนอีกต่อไป 

🍃🍃”ใครก็ตามที่มีลูกเช่นนี้ เขาจะยากจนได้อย่างไร”🍃🍃

▪เรื่องราวของอิดรีส▪ รูปจากเพจ 

Read Full Post »

เวลาที่เห็นใครสักคนกำลังทำอะไรบางอย่าง เราอย่าเพิ่งรีบตัดสินการกระทำของเขา ให้พยายามคิดถึงความเป็นได้ของเหตุผลที่ซ่อนอยู่ 

มุฟตี เมงก์ยกตัวอย่างว่า

▪เมื่อครั้งที่ท่านมีโอกาสไปเล่นเจ็ทสกี กับลูกศิษย์ และได้ลงรูปในอินสตาแกรม มีคนมาคอมเม้นต์ตำหนิเชิงประชดประชันว่า “เฮ้ออ ขอให้สนุกนะ” หรือบางคนก็พูดว่า คุณเป็นชัยคฺ คุณจะมาทำตัวสนุกสนานแบบนี้ไม่ได้

>>ทั้งที่จริงๆ ท่านใช้เวลาเพียงแค่ 1 ชั่วโมงเพื่อการพักผ่อน ในขณะที่ตารางงานของท่านนั้นเต็ม และยุ่งมาก 

▪เมื่อมีการโพสต์รูปที่ท่านกำลังละหมาดที่ชายทะเล ก็มีคนมาตำหนิท่านว่า “ทำไมต้องโอ้อวดการทำอิบาดะฮฺให้ทั่วโลกรับรู้ แล้วคนที่ถ่ายรูป ทำไมไม่มาละหมาด” 

>>ทั้งที่จริงๆ คนที่ถ่าย คือเด็กน้อยคนหนึ่ง ไม่มีให้สั่งให้เขาถ่าย และเมื่อท่านเห็นรูป ท่านก็เกิดความคิดว่า ท่านต้องการส่งเสริมให้ผู้คนที่อาจจะออกไปเที่ยวไปผ่อนคลายนอกบ้าน หรือไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ไหนก็ตาม ให้รักษาการละหมาด เมื่อถึงเวลาละหมาด ท่านจึงโพสต์มันขึ้นมา 

ในความเป็นจริงนั้น คนเราสามารถแสวงหาความบันเทิงและความสนุกสนาน (ที่หะลาล) ได้ ตราบใดที่มันไม่ทำให้เขาหลงลืมอัลลอฮฺ หรือทำให้เขาออกห่างจากพระองค์

มันไม่ได้หมายความว่า ในการที่ท่านเป็นฮาฟิซ ท่านจะพักผ่อนและหาความสนุกสนาน (ที่หะลาล) ไม่ได้

อีกทั้ง การที่พี่น้องในอีกมุมโลกหนึ่งกำลังทนทุกข์ทรมาน ไม่ได้หมายความว่า เราจะไม่สามารถมีความสุขได้ ในขณะเดียวกัน เราไม่ลืมพวกเขา และช่วยเหลือพวกเขาในหนทางที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น และอาจจะมากกว่าคนที่ตำหนิเสียอีก 

ท่านยกตัวอย่างอีกว่า 

▪ครั้งหนึ่งท่านโพสต์รูปพี่ชายคนหนึ่งที่อยู่ดูไบและเป็นอัมพาต และท่านก็ถูกตำหนิว่าสิ่งที่ท่านทำนั้นไม่ถูกต้อง “ทำไมถึงเอารูปเขามาโชว์ เขาจะรู้สึกเช่นไรถ้าเห็นคุณโพสต์รูปเขา”

>>ทั้งที่จริงๆ พี่ชายท่านนั้นเป็นคนขอให้ท่านโพสต์เองเพื่อเป็นอุทาหรณ์ให้มุสลิมท่านอื่น ให้เป็นบทเรียนแก่พวกเขา ให้พวกเขาซาบซึ้งในสิ่งที่มีและให้ช่วยดุอาอให้เขา

————

ดังนั้น เราอย่าเป็นคนที่คอยจับผิดในสิ่งที่ผู้คนกำลังทำ และมองสิ่งต่างๆ ในแง่ลบ เพราะแท้จริงมันอาจมีเหตุผลบางอย่างที่ซ่อนอยู่

เรียบเรียงบางส่วนจากการบรรยายหัวข้อ IMPROVING YOURSELF /โดย Bint Al Islam

รูปจาก อินเตอร์เนต

Read Full Post »

🍀🍀🍀เรื่องราวของอิหม่ามบุคอรีย์🍀🍀🍀 ที่จะทำให้คุณอยากอ่านหะดีษที่ท่านบันทึกอีกครั้ง

แปลเรียบเรียงจากคลิป The genius: Imam Al bukhari (by Daily reminders) โดย Bint al Islam

🌿อิหม่ามบุคอรียฺ🌿 มีชื่อเต็มว่า 🌿อบู อับดัลลอฮฺ มุหัมมัด อิบนุ อิสมาอีล อิบนุ อิบรอฮีม อิบนุ อัลมุฆีเราะฮฺ อิบนุ บัรดิซบะฮฺ อัล ญุฟียฺ อัล บุคอรียฺ 

🌿ชื่อจริงของท่านคือ 🌿มุหัมมัด 🌿

ทวดของท่าน ▪อัลมุฆีเราะฮฺ▪ ได้เข้ารับอิสลามในสมัยเศาะฮาบะฮฺ 

อิหม่ามบุคอรียฺ มาจากเมืองหนึ่งที่ชื่อ ▪บุคอเราะฮฺ ▪ ซึ่งอยู่ประเทศอุสเบกิสถาน  ดังนั้น อิหม่ามบุคอรียฺ จึงมีเชื้อสายเปอร์เซีย ท่านมีรูปร่างเช่นชาวเปอร์เซีย และใช้ภาษาเปอร์เซียเป็นภาษาแม่ อย่างไรก็ตามท่านก็มีความสามารถพูดภาษาอาหรับได้อย่างคล่องแคล่ว 

ชื่อ บุคอรียฺ ไม่ใช่ชื่อจริงของท่าน แต่มันมาจากชื่อเมืองที่ท่านเคยอาศัยอยู่ ท่านเกิดประมาณวันที่ 12-13 เชาวาล ปี 194 ซึ่งเป็นวันศุกร์ ญุมอะฮฺ 

ในช่วงวัยเด็กของท่านนั้น มีสองเหตุการณ์สำคัญได้เกิดขึ้นกับท่าน นั่นคือ 

🍃หนึ่ง บิดาของท่านได้เสียชีวิต

🍃สอง ดวงตาของท่านมืดบอดลงเมื่อมีอายุได้ 3 ขวบ

มารดาของท่าน เป็นสตรีที่รักการทำอิบาดะฮฺต่ออัลลอฮฺอย่างมาก และเมื่อ อิหม่ามบุคอรียฺสูญเสียการมองเห็นในวัยสามขวบ มารดาของท่านได้อุทิศตนไปกับการละหมาดตะฮัจญุดทุกค่ำคืน และวิงวอนขอต่ออัลลอฮฺให้ทรงประทานการมองเห็นคืนให้กับลูกชายของนาง 

อิหม่ามบุคอรียฺสูญเสียการมองเห็นเป็นระยะเวลาประมาณ 2  ปี แต่มารดาของท่านก็ยังคงไม่ย้อท้อ หรือหมดหวังในอัลลอฮฺ นางเฝ้าวิงวอน ขอต่ออัลลอฮฺอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งคืนหนึ่ง นางฝันเห็นนบีอิบรอฮีม นางฝันว่านบีอิบรอฮีมมาพบนาง และบอกนางว่า “อัลลอฮฺทรงประทานข่าวดีแก่เธอ พระองค์ได้ทรงประทานการมองเห็นคืนให้กับลูกของเธอ อันเนื่องมาจากการดุอาอฺของเธอ” ดังนั้นเมื่อนางตื่นขึ้น นางจึงเข้าไปปลุกลูกชายของนาง เมื่ออิหม่ามบุคอรียฺลืมตาขึ้น ท่านมองไปรอบๆ ท่านเห็นทุกอย่างชัดเจน ในขณะเดียวกันก็เกิดความสับสนว่ามันเกิดอะไรขึ้น 

🍃อิหม่ามบุคอรียฺกลับมามองเห็นอีกครั้ง ด้วยเพราะดุอาอฺของมารดาของท่าน🍃

อิหม่ามบุคอรียฺมีความจำที่ดีตั้งแต่ยังเยาว์วัย และตอนที่ท่านยังเด็ก ท่านเคยฝันว่าท่านเดินตามหลังท่านนบี มุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม และทุกๆ ครั้งที่นบีวางเท้าลง อิหม่ามบุคอรียฺก็จะวางเท้าลงตามท่านเช่นกัน ซึ่งความฝันนี้ไม่ใช่เพียงแค่ตัวท่านเองที่ฝัน หากทว่ายังมีนักวิชาการท่านอื่นๆ ด้วยที่ฝันเห็นเหมือนกับท่าน 

เมื่อท่านอายุ 16  ปี อิหม่ามบุคอรียฺ พร้อมกับมารดาและพี่ชายได้เดินทางไปทำฮัจญ์ ในสมัยนั้น “ฤดูการทำฮัจญ์” เปรียบเสมือนกับมหาวิทยาลัยนานาชาติของมุสลิม เมื่อเสร็จสิ้นการทำฮัจญ์ ท่านได้ขอร้องมารดาให้กลับไปพร้อมกับพี่ชายของท่าน และท่านขอใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นต่อ และมารดาของท่านได้อนุญาตให้ท่านอยู่ต่อ ซึ่งก่อนที่ท่านจะจากเมืองบุคอเราะฮฺมา ท่านไม่ได้วางแผนเช่นนั้น แต่เมื่อท่านได้เห็นเมืองมักกะฮฺ ท่านจึงเกิดความคิดที่จะอยู่ต่อ 

เมื่อท่านอายุได้ 18 ปี ท่านได้เขียนหนังสือเล่มแรก ซึ่งมีเก้าบท มีชื่อที่มีความหมายว่า “ความปรารถนาของมนุษย์” และหนังสือเล่มนี้ยังถูกใช้เป็นคู่มืออ้างอิงในการค้นหาชื่อ สถานที่ ชีวประวัติ สำหรับนักวิชาการหะดีษมากมายในปัจจุบัน 

ครั้งหนึ่งท่านเดินทางไปยังเมืองแบกแดด เพื่อแสวงหาความรู้กับอิหม่าม อิบนุ ฮัมบาล นักวิชาการด้านหะดีษที่มีชื่อเสียงมากในยุคนั้น ขณะนั้นอิหม่ามบุคอรียฺมีอายุประมาณ 20 ปี และอิหม่ามอะหมัดมีอายุประมาณ 60-70 ปี อิหม่ามอะหมัดเคยกล่าวว่า “ฉันไม่เคยพบเห็นใครที่มาจากเมืองคุรอซาน (เมืองใหญ่ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอิรัก อีหร่าน และอัฟกานิสถาน) ที่จะเหมือนกับมุหัมมัด อิบนุ อิสมาอีล (ซึ่งหมายถึงอีหม่ามบุคอรี)”

อีหม่ามบุคอรียฺมีความสามารถในการจดจำภาพได้เป็นอย่างดี ยกตัวอย่างเช่นว่า ท่านมองเห็นหะดีษเพียงครั้งเดียวก็สามารถจำได้ โดยไม่จำเป็นต้องจดบันทึก อิหม่ามอิบนุ กะษีร เคยบรรยายคุณลักษณะของท่านไว้ว่า

“อิหม่ามบุคอรียฺสามารถอ่านหะดีษหนึ่งหน้าเพียงครั้งเดียว  และสามารถจดจำมันได้ตราบเท่าที่ท่านมีชีวิตอยู่”

ขณะนั้นมีหลายคนประหลาดใจกับความสามารถของท่าน แม้แต่บรรดาผู้รู้ นักวิชาการเอง ก็แทบจะไม่เชื่อในความสามารถนั้น จนกระทั่งได้มีการทดสอบความรู้ความจำครั้งใหญ่ของท่านในขณะที่ท่านอายุ 30 ปี และท่านก็ได้พิสูจน์ให้พวกเขาเห็นถึงความสามารถของท่าน  

อิบนุ ฮะญัรฺ เคยกล่าวว่า

“สิ่งที่น่าอัศจรรย์ของอิหม่ามบุคอรียฺนั้น ไม่ใช่เพียงแค่ความสามารถในการจดจำหะดีษที่ถูกต้องได้ หากทว่าท่านยังสามารถจดจำหะดีษที่ผิดได้ ภายหลังจากการได้รับฟังเพียงครั้งเดียว” 

🍃🍃แรงบันดาลใจในการเขียน เศาะเหียะฮฺบุคอรียฺของอีหม่ามบุคอรียฺ🍃🍃

 

ในขณะที่ท่านยังเป็นหนุ่ม ท่านเคยฝันเห็นว่า ท่านยืนอยู่ข้างหน้านบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม และได้มียุงบินเข้ามา ซึ่งอิหม่ามบุคอรียฺที่ยืนอยู่ตรงนั้นได้ทำการปัดยุงออกไป เพื่อปกป้องนบีให้พ้นจากยุง 

เมื่อท่านตื่นขึ้นมา ท่านได้ถามชัยคฺของท่านถึงความหมายของความฝันนั้น ชัยคฺของท่านได้บอกท่านว่า “ท่านจะเป็นผู้ทำการกำจัดหะดีษหลอกลวงทั้งหลาย เช่นที่ท่านกำจัดยุงเหล่านั้น งานของท่านในชีวิตนี้ คือการปกป้องนบีจากยุง (จากหะดีษปลอม)” ด้วยเหตุนี้จึงทำให้อิหม่ามบุคอรียฺมีความปรารถนาที่จะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านหะดีษ และภายหลังท่านก็ได้รับแรงบันดาลใจจากอาจารย์ของท่าน คือ อิสฮาก อิบนุ เราะฮฺวัยฮฺ ผู้ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านหะดีษ ชาวเปอร์เซีย ซึ่งเคยพูดว่า “มันน่าจะเป็นความคิดที่ดีหากว่าใครสักคนมุ่งเน้นไปที่การเขียนบันทึกหะดีษเศาะเหียะฮฺ”  ด้วยเหตุนี้เอง มันจึงเป็นแรงบันดาลใจให้อีหม่ามบุคอรียฺ เขียน “เศาะเหียะฮฺบุคอรียฺ” ขึ้นมา 

ท่านใช้เวลาทั้งหมด 16  ปีในการเขียน “เศาะเหียะฮฺบุคอรียฺ” ท่านรวบรวมหะดีษเบื้องต้นขณะที่ท่านอยู่ที่เมืองบัศเราะฮฺ ซึ่งท่านได้อาศัยอยู่ที่นั่นเป็นระยะเวลา 5 ปี และท่านได้ไปทำฮัจญ์ทุกๆ ปี ท่านได้ทำวินิจฉัย คัดกรองหะดีษ มากกว่า 6,000 หะดีษ เพื่อเขียนออกมาเป็นหนังสือ และช่วงปีท้ายๆ ของการเขียน ท่านได้ย้ายไปยังเมืองมาดีนะฮฺ เพราะท่านต้องการได้รับความจำเริญในการอาศัยอยู่ในเมืองมาดีนะฮฺ และท่านได้ใช้เวลาไปกับการตรวจทาน แก้ไข ทั้งวันทั้งคืน ท่านทุ่มเท อุทิศตนไปกับการเขียน เศาะฮฺเหียะฮฺบุคอรียฺ 

ภายหลังท่านได้บอกเล่าแก่บรรดาลูกศิษย์ของท่านว่า

🌱🌱ทุกๆ หะดีษแต่ละบทที่ท่านเลือก ท่านได้ทำการอาบน้ำละหมาดเป็นอย่างดีและละหมาดอิสติเคาะเราะฮฺ 2 ร็อกอัต ในแถวละหมาดของนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ในการบันทึกแต่ละหะดีษ🌱🌱

🍃🍃ในช่วงบั้นปลายชีวิตของอิหม่ามบุคอรียฺ ท่านได้ทำธุรกิจค้าขายบางอย่าง ครั้งนั้นท่านออกเดินทางด้วยเรือไปยังอีกเมืองหนึ่ง พร้อมกับเงินจำนวน 10,000 ดิรฺนาร ขณะที่อยู่บนเรือ ท่านได้พบกับชายคนหนึ่งที่พูดคุยเป็นเพื่อนกับท่าน ท่านได้บอกเล่าให้เขาฟังว่าท่านมีเงินจำนวนเท่าไร และจะเอาไปซื้ออะไร เช้าวันรุ่งขึ้น มีข่าวแพร่ภายในเรือ และกัปตันก็ประกาศว่า”มีคนขโมยเงินจำนวน 10,000 ดิรนารของชายคนที่พูดคุยกับท่านเมื่อวันก่อน และจะมีการค้นหาเงินที่หายไปทั่วทั้งเรือว่าใครเป็นคนเอาไป”  แท้จริงๆ ชายคนนั้นเป็นคนที่มีพฤติกรรมชั่วร้าย เขายังไม่ได้เห็นเงินของอีหม่ามบุคอรียฺ แต่อย่างใด แต่มันก็ได้ล่อลวงเขาให้เกิดความโลภ เขาจึงคิดฉวยโอกาส

เมื่ออิหม่ามบุคอรียฺได้ยินประกาศเช่นนั้น ท่านจึงรวบรวมเงินทั้งหมดของท่าน และขึ้นไปยังจุดที่สูงสุดของเรือ เมื่อไม่มีใครเห็น ท่านก็โยนเงินทั้งหมดของท่านลงทะเล ดังนั้นเมื่อมีการตรวจค้นภายในเรือ จึงไม่มีใครพบเงินจำนวนดังกล่าว

และในภายหลังชายคนดังกล่าวได้เข้ามาพบท่าน และถามท่านว่า “ฉันรู้ว่าท่านไม่ใช่คนโกหก ท่านคืออีหม่ามบุคอรียฺ ท่านย่อมต้องมีเงินจริงเป็นแน่ ท่านซ่อนมันไว้ที่ใด?” 

อีหม่ามบุคอรียฺตอบเขาว่า ท่านได้โยนเงินนั้นทิ้งลงไปในทะเลแล้ว 

เขาถามท่านว่า “ท่านโง่เขลาหรืออย่างไร เพราะแม้ว่าฉันจะไม่ได้ประโยชน์อะไรจากมัน แต่ท่านก็ยังสามารถที่จะได้ประโยชน์จากมัน”

🌿🌿🌿ท่านตอบว่า

“ฉันใช้เวลาทั้งชีวิต เพื่อพิสูจน์ว่า “ความน่าเชื่อถือของฉัน” นั้นสะอาดปราศจากมลทิน เพื่อที่หะดีษของท่านนบีจะได้รับการยอมรับ ซึ่งมันมีค่ามากยิ่งกว่าเงิน 10,000 ดินารฺเสียอีก ฉันสูญเสียเงินได้ แต่ชื่อเสียงของฉันถูกทำลายไม่ได้ มิเช่นนั้นบรรดาหะดีษที่บันทึกไว้ย่อมถูกทำลายลงไปด้วย ฉันจึงยอมทิ้งเงินนั้น เพื่อที่จะได้ไม่มีซึ่งความสงสัยคลางแคลงใจใดในตัวฉัน”

🌿🌿🌿

รูป อินเตอร์เนต

Read Full Post »

☀☀เมื่อดุอาอฺถูกตอบรับ☀☀

จากส่วนหนึ่งของคลิป how to get your dua accepted by Theprophetspath แปลเรียบเรียงโดย Bint Al Islam

ชายชาวอียิปต์คนหนึ่งอาศัยอยู่ในเมืองอัลมาดีนะฮฺ อัลมุนาวะเราะฮฺ เขาได้รับโอกาสในการทำฮัจญ์เป็นระยะเวลา 20 ปีติดต่อกัน ทุกๆ ปี 

เมื่อไม่นานมานี้เขาถูกสัมภาษณ์ ผู้สัมภาษณ์ตั้งคำถามกับเขาว่า “คุณทำงานเป็นคนทำความสะอาดและมีฐานะยากจน คุณคิดว่าอะไรคือเหตุผลที่อัลลอฮฺทรงเรียกคุณกลับไปยังบ้านของพระองค์อย่างต่อเนื่องเช่นนี้?”

เขาตอบว่า “มันคือการอำนวยพรของพระองค์โดยแท้ และผมเองก็ไม่แน่ใจจริงๆ ว่าอะไรหรือเหตุผลที่แท้จริง

แต่ผมจำเหตุการณ์ครั้งหนึ่งได้เป็นอย่างดี มันเกิดขึ้นในการทำฮัจญ์ครั้งแรกของผม ซึ่งครั้งนั้นผมใช้เงินเก็บทั้งหมดที่ผมมีเพื่อฮัจญ์ครั้งนั้น และผมก็ได้ออกเดินทางครั้งใหญ่ 

ขณะที่ผมกำลังนั่งอยู่บนรถโดยสารเพื่อเดินทางไปยังมักกะฮฺ ผมเห็นหญิงชราคนหนึ่ง เธออายุมากและมีรูปร่างที่ใหญ่ เธอใช้ไม้เท้าเดินด้วยความยากลำบาก และเห็นได้ชัดว่าเธอกำลังเจ็บปวดมาก ผมจึงถามตัวผมเองว่า “ผมเป็นคนประเภทใดกัน ในเมื่อผมยังหนุ่มแน่นและนั่งอยู่บนรถโดยสาร แต่เธอกลับต้องเดินไปมักกะฮฺตลอดทาง?” ดังนั้นขณะที่รถติด ผมจึงลงจากรถโดยสาร และเดินไปหาเธอและบอกเธอว่า “คุณแม่ครับ ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ได้โปรดขึ้นไปนั่งบนรถแทนผมด้วยเถอะครับ แล้วผมจะเดินแทนคุณแม่เอง” ทันใดนั้นสตรีชราก็ร้องไห้ออกมาพร้อมกล่าวขอบคุณอัลลอฮฺที่ทรงส่งคนมาช่วยเธอและเสนอที่นั่งของเขาบนรถโดยสารให้กับเธอ โดยที่เธอไม่ต้องเดิน และขณะที่เธอเดินขึ้นรถไป เธอได้หันหน้ามาหาผมและพูดว่า

“โอ้ ลูกชายเอ๋ย ฉันขอวิงวอนต่ออัลลอฮฺ ขอพระองค์โปรดอย่าได้ยับยั้งเธอจากการทำฮัจญ์อีกครั้ง” 

จากนั้นชายคนอียิปต์ก็พูด (กับผู้สัมภาษณ์) ว่า “อัลลอฮฺทรงรู้ดียิ่ง แต่ผมก็เชื่อว่าดุอาอฺของเธอคือเหตุผลที่ทุกๆ ปี อัลลอฮฺทรงส่งคนมาเคาะที่ประตูห้องของผม และพวกเขาก็ขอความช่วยเหลือจากผมในการไปทำฮัจญ์ หรือไม่ก็ขอให้ผมเดินทางไปทำฮัจญ์เป็นเพื่อน หรือบางครั้งพวกเขาก็บอกผมว่าต้องการให้ผมไปทำฮัจญ์โดยที่จะออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดให้ฟรีๆ  นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นทุกๆ ปี เป็นระยะเวลา 20 ปีติดต่อกัน”

พี่น้องที่รัก ดังนั้น เวลาที่เราวิงวอนขอจากอัลลอฮฺ เราจำต้องตระหนักเสมอว่า ไม่มีสิ่งใดที่เป็นไปไม่ได้ ณ ที่พระองค์

รูป อินเตอร์เนต

Read Full Post »

​🔥🔥อีโก้ (การเชื่อว่าตัวเองเหนือกว่าคนอื่น) & ความหลงตัวเอง🔥🔥

จากคลิป ego and arrogance (นุอมาน อาลี คาน) ▪The daily reminder▪ แปลเรียบเรียง Bint al islam

บางคนมีปัญหาเรื่องบุคลิกภาพหรือภาพลักษณ์ภายนอกที่แสดงออกถึงความมีศาสนาที่แลดูน่ากลัว น่าเกรงขาม…  มันยากที่จะเข้าไปพูดคุยกับพวกเขา เรากลัวที่จะอยู่ใกล้พวกเขา เพราะเรารู้ว่า พวกเขาจะต้องพูดจาดูถูกดูแคลนเราในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ใช่ไหม? เรากลัวที่จะอยู่ใกล้ชิดพวกเขา

ยกตัวอย่างเช่น มีพี่น้องมุสลิมะฮฺบางคนที่ยังไม่ได้สวมฮิญาบ เมื่อพวกเธอเจอคนเหล่านั้น พวกเธอจำต้องข้ามถนนเดินหลบเลี่ยงไปอีกทาง ในใจก็คิดไปว่า “โอ้ เธอมาอีกแล้ว ตำรวจตรวจฮิญาบ หรือเดี๋ยวเธอต้องพูดอะไรให้ฉันรู้สึกไม่ดีแน่ๆ เลย” เป็นแบบนั้นใช่มั้ย?

ในอีกมุมนึง มันอาจจะเป็นความหวาดระแวงของเราเอง แต่ในทางกลับกันบางครั้งมันคือความจริง เพราะจะมีกลุ่มคนบางคนที่มักแสดงความดูถูกดูแคลนต่อผู้อื่น แสดงความทะนงตนกับผู้คน ทั้งที่ จริงๆ แล้ว เขาเองก็เคยเป็นหนึ่งในคนที่รักการไปปาร์ตี้ (ทำตัวไม่ดี) มาก่อนเช่นกัน

จริงหรือไม่ คุณเองก็เคยเป็นหนึ่งในนั้น และเวลาที่มีคนพยายามจะตักเตือนคุณ คุณปฏิบัติตัวอย่างไรกับคนที่มาเตือนคุณ คุณจำได้ไหม?

คุณลืมหรือว่า คุณมาจากไหน เคยมีสภาพอย่างไร อัลลอฮฺทรงดึงคุณออกมาไกลเพียงใด หลายคน (ที่เปลี่ยนแปลงตัวเอง) มักลืมในข้อเท็จจริงนี้ หลายคนลืมไปว่าพวกเขาเคยเป็นเช่นไรและอัลลอฮฺทรงดึงเขาออกมาจากที่ไหน และหลังจากนั้นเพียงไม่กี่ปี เมื่อพวกเขาเห็นใครบางคนที่เป็นคนรักการปาร์ตี้ (ทำตัวไม่ดี) พวกเขาก็จะเริ่มตำหนิคนเหล่านั้นว่า “ทำไมเขาทำตัวแบบนั้น อัสตัฒฟิรุลลอฮฺ”

ลองถามตัวเองว่า…แล้วก่อนหน้านี้ คุณเป็นอะไร จริงๆ คนคนนั้น (ที่คุณกำลังตำหนิอยู่) น่าจะช่วยรื้อฟื้นความจำว่าคุณเคยเป็นเช่นไรมาก่อนด้วยซ้ำ

คุณเป็นแบบเขาเลย แบบนั้นเลย จำได้ไหม? ดังนั้นคุณควรจะรำลึกถึงความโปรดปรานที่อัลลอฮฺทรงประทานให้กับคุณ

คุณเคยยืนอยู่ตรงขอบเหวไฟนรกนั้น และอัลลอฮฺทรงดึงคุณออกมาจากขอบเหวนั้น ในอายะฮฺหนึ่ง อัลลอฮฺตรัสว่า  🌱และทรงให้มีความรักใคร่และความเมตตาระหว่างพวกเจ้า แท้จริงในการนี้ แน่นอน ย่อมเป็นสัญญาณแก่หมู่ชนผู้ใคร่ครวญ🌱 [อัลกุรอาน 30 : 21] *quran app

✔✔คุณต้องนึกถึงอดีตของคุณ ว่าคุณเองก็เคยอยู่ตรงขอบเหวนั้นเอง และคุณได้รับการช่วยเหลือให้กลับมาอยู่ในหนทางนี้ ซึ่งมันไม่ใช่เพราะตัวคุณเอง มันไม่ได้เป็นเพราะว่าคุณเป็นคนฉลาด และนั่นคือเหตุผลที่คุณได้รับการช่วยเหลือ✔

✔✔ความเมตตาของใครกันที่มอบให้กับคุณ? นั่นคือความเมตตาของอัลลอฮฺต่างหากที่มีต่อคุณ ✔✔

แล้วคุณกล้ามองคนอื่น และคิดไม่ดีกับเขาได้อย่างไร? ใช่หรือไม่? ความทะนงตน หลงตัวเองนี้ คือสิ่งที่เลวร้ายเป็นอย่างมาก มันสามารถลบล้างความดีทั้งหมดของคุณที่คุณทำมาได้

และปัญหาอีกอย่างหนึ่งคือ โดยส่วนใหญ่แล้ว บรรดาเยาวชนที่เข้าไปสู่การโต้แย้งที่รุนแรงเกี่ยวกับอะไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป้นประเด็นเรื่องศาสนา ฟิกฮฺฟิกฮฺ หรืออะไรก็ตาม

✔✔คุณรู้ไหม จริงๆ แล้ว สาเหตุของปัญหาที่นำมาซึ่งการโต้แย้ง ปกติแล้วมาจากอะไร มันมาจาก “อีโก้ (ความเชื่อว่าตนดีกว่า เหนือกว่า)” มันเป็นเช่นนั้นจริงๆ มันเป็น “อีโก้ขั้นสูง” ด้วย นั่นล่ะคือ ปัญหาที่แท้จริง✔✔

หลายพูดเกี่ยวกับผู้รู้ นักวิชาการเสมือนกับว่าพวกเขากำลังพูดคุยเกี่ยวกับนักกีฬา เช่นว่า “นายรู้จักไอผู้ชายคนนั้นไหม ฉันไม่ชอบสิ่งที่เขาพูดเลยว่ะ”

ก่อนที่คุณจะพูดเช่นนั้น คุณรู้ไหมว่า ผู้รู้คนนั้นเดินทางมาไกลแค่ไหน เขาต้องพบเจออะไรบ้างในหนทางของอัลลอฮฺ แม้ว่าคุณจะไม่เห็นด้วยกับเขาก็ตาม แต่คุณไม่ควรลืมข้อเท็จจริงที่ว่า เขาต้องจากบ้านเมืองของเขามา ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการท่านใดก็ตาม พวกเขาต้องเดินทางไกลค่อนโลกเพื่อแสวงหาความรู้และใช้เวลาทั้งคืน ตลอดทั้งคืนยืนละหมาด ท่องจำ ทบทวบ และร่ำเรียนอย่างหนัก

พอได้ยินแบบนี้ คุณก็จะแสดงความเห็นว่า “ก็ฉันไม่ชอบสิ่งที่เขาพูด ฉันคิดว่าเขาหลงทาง ไม่ปกติ”

คุณกล้าพูดแบบนั้นได้อย่างไร คุณทำอะไรลงไป อะไรที่ทำให้คุณอยู่ในสถานะที่พูดสิ่งนั้นออกมาได้ ?

และคุณก็รู้ว่า หากว่าคุณไม่เห็นด้วยกับมุสลิมคนหนึ่ง และคุณคิดว่าเขาผิด ความคิดแรกที่คุณควรมีต่อเขาคืออะไร?

คุณควรทำการตัดสินพวกเขาว่าพวกเขาต้องตกลงไปในนรกหรือ หรือคุณควรมีความห่วงใยเขาด้วยความจริงใจ และหากว่าคุณห่วงใยเขาด้วยความจริงใจ คุณก็คงจะไม่ไปพูดคุยกับใครๆ เกี่ยวกับเขาแบบนั้น… 

เมื่อเป็นเช่นนั้น คุณควรพูดคุยกับใคร ก็พูดกับเขาเองเลยสิ 

คุณย่อมเข้าไปคุยกับเขาตรงๆ หากว่าคุณจริงใจ 

คุณย่อมบอกให้เขารับรู้ถึงความห่วงใยที่คุณมีต่อเขา ไม่ใช่ไปบอกคนอื่น  

แต่นี่คืออะไร นี่คือการแสดงออกถึงความไม่จริงใจ และอีโก้

มันบ่งบอกให้เห็นว่า คุณต้องการพรรคพวก คุณกำลังสร้างฐานของคุณอยู่ และคุณก็จะแสดงความเห็นเกี่ยวกับคนนั้นคนนี้ ซึ่งนั่นคือ การแสดงออกถึงความไม่มีวุฒิภาวะ ความหลงตัวเอง และอีโก้ และนั่นคือสิ่งที่คุณกำลังเป็น

🌱และพวกเจ้าจงยึดสายเชือก ของอัลลอฮ์โดยพร้อมกันทั้งหมดและจงอย่าแตกแยกกัน และจำรำลึกถึงความเมตตาของอัลลอฮ์ที่มีแต่พวกเจ้า ขณะที่พวกเจ้าเป็นศัตรูกัน แล้วพระองค์ได้ทรงให้สนิทสนมกันระหว่างหัวใจของพวกเจ้า แล้วพวกเจ้าก็กลายเป็นพี่น้องกันด้วย ความเมตตาของพระองค์ และพวกเจ้าเคยปรากฏอยู่บนปากหลุมแห่งไฟนรก แล้วพระองค์ก็ทรงช่วยพวกเจ้าให้พ้นจากปากหลุมแห่งนรกนั้น ในทำนองนั้นแหละ อัลลอฮ์จะทรงแจกแจงแก่พวกเจ้าซึ่งบรรดาโองการของพระอง๕เพื่อว่าเพวกเจ้าจะได้รับแนวทางอันถูกต้อง🌱 [อัลกุรอาน 3 : 103 ] *quran app

Image: internet

Read Full Post »

%d bloggers like this: