Feeds:
Posts
Comments

Archive for the ‘การกระทำความดีงาม’ Category

เวลาที่เห็นใครสักคนกำลังทำอะไรบางอย่าง เราอย่าเพิ่งรีบตัดสินการกระทำของเขา ให้พยายามคิดถึงความเป็นได้ของเหตุผลที่ซ่อนอยู่ 

มุฟตี เมงก์ยกตัวอย่างว่า

▪เมื่อครั้งที่ท่านมีโอกาสไปเล่นเจ็ทสกี กับลูกศิษย์ และได้ลงรูปในอินสตาแกรม มีคนมาคอมเม้นต์ตำหนิเชิงประชดประชันว่า “เฮ้ออ ขอให้สนุกนะ” หรือบางคนก็พูดว่า คุณเป็นชัยคฺ คุณจะมาทำตัวสนุกสนานแบบนี้ไม่ได้

>>ทั้งที่จริงๆ ท่านใช้เวลาเพียงแค่ 1 ชั่วโมงเพื่อการพักผ่อน ในขณะที่ตารางงานของท่านนั้นเต็ม และยุ่งมาก 

▪เมื่อมีการโพสต์รูปที่ท่านกำลังละหมาดที่ชายทะเล ก็มีคนมาตำหนิท่านว่า “ทำไมต้องโอ้อวดการทำอิบาดะฮฺให้ทั่วโลกรับรู้ แล้วคนที่ถ่ายรูป ทำไมไม่มาละหมาด” 

>>ทั้งที่จริงๆ คนที่ถ่าย คือเด็กน้อยคนหนึ่ง ไม่มีให้สั่งให้เขาถ่าย และเมื่อท่านเห็นรูป ท่านก็เกิดความคิดว่า ท่านต้องการส่งเสริมให้ผู้คนที่อาจจะออกไปเที่ยวไปผ่อนคลายนอกบ้าน หรือไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ไหนก็ตาม ให้รักษาการละหมาด เมื่อถึงเวลาละหมาด ท่านจึงโพสต์มันขึ้นมา 

ในความเป็นจริงนั้น คนเราสามารถแสวงหาความบันเทิงและความสนุกสนาน (ที่หะลาล) ได้ ตราบใดที่มันไม่ทำให้เขาหลงลืมอัลลอฮฺ หรือทำให้เขาออกห่างจากพระองค์

มันไม่ได้หมายความว่า ในการที่ท่านเป็นฮาฟิซ ท่านจะพักผ่อนและหาความสนุกสนาน (ที่หะลาล) ไม่ได้

อีกทั้ง การที่พี่น้องในอีกมุมโลกหนึ่งกำลังทนทุกข์ทรมาน ไม่ได้หมายความว่า เราจะไม่สามารถมีความสุขได้ ในขณะเดียวกัน เราไม่ลืมพวกเขา และช่วยเหลือพวกเขาในหนทางที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น และอาจจะมากกว่าคนที่ตำหนิเสียอีก 

ท่านยกตัวอย่างอีกว่า 

▪ครั้งหนึ่งท่านโพสต์รูปพี่ชายคนหนึ่งที่อยู่ดูไบและเป็นอัมพาต และท่านก็ถูกตำหนิว่าสิ่งที่ท่านทำนั้นไม่ถูกต้อง “ทำไมถึงเอารูปเขามาโชว์ เขาจะรู้สึกเช่นไรถ้าเห็นคุณโพสต์รูปเขา”

>>ทั้งที่จริงๆ พี่ชายท่านนั้นเป็นคนขอให้ท่านโพสต์เองเพื่อเป็นอุทาหรณ์ให้มุสลิมท่านอื่น ให้เป็นบทเรียนแก่พวกเขา ให้พวกเขาซาบซึ้งในสิ่งที่มีและให้ช่วยดุอาอให้เขา

————

ดังนั้น เราอย่าเป็นคนที่คอยจับผิดในสิ่งที่ผู้คนกำลังทำ และมองสิ่งต่างๆ ในแง่ลบ เพราะแท้จริงมันอาจมีเหตุผลบางอย่างที่ซ่อนอยู่

เรียบเรียงบางส่วนจากการบรรยายหัวข้อ IMPROVING YOURSELF /โดย Bint Al Islam

รูปจาก อินเตอร์เนต

Advertisements

Read Full Post »

🍃🍃🍃🍃เรื่องราวของความอิคลาส🍃🍃🍃🍃 

 (ให้ความสำคัญที่คุณภาพ ไม่ใช่ปริมาณ)


จากคลิป
the daily reminder หัวข้อ Story of sincerity แปลเรียบเรียง บินติ อัลอิสลาม

เรื่องราวของชายคนหนึ่งชื่อ อบู นัสรุล ซัยยาด ครั้งหนึ่งเขาเล่าว่า เขาเคยมีฐานะที่ยากจนอย่างมาก ในตอนนั้นเขาต้องคอยหางาน หรือทำอะไรก็ได้ที่จะสามารถหาเลี้ยงครอบครัวของตน

วันหนึ่งเขาเข้าไปพบกับชัยคฺของเขา นั่นคือชัยคฺอะหมัด บิน มิสกีน ผู้ซึ่งเป็นหนึ่งในตาบีอีน (หมายถึงชนยุคหนึ่งที่เป็นพยานรับรู้และได้รับการอบรมสั่งสอนจากบรรดาเศาะฮาบะฮฺ)  
เมื่อเขาเข้าไปหาชัยคฺอะหมัด เขาได้บอกกับชัยคฺของเขาว่า “ยา ชัยคฺ ผมมีความจำเป็นที่จะต้องหาเลี้ยงครอบครัวของผมครับ” 

ชัยคฺได้ตอบเขาว่า 🍂🍂“จงไปละหมาดสองร็อกอัตต่ออัลลอฮฺ จากนั้นก็เดินทางไปยังทะเล และผมจะคอยช่วยเหลือคุณ”🍂🍂

พวกเขาทั้งสองได้เดินทางไปยังทะเลพร้อมกับตาข่ายจับปลา และเขาก็สามารถจับปลาตัวใหญ่ได้หนึ่งตัว จากนั้นเขาจึงนำปลาไปขาย เมื่อได้เงินมา เขาก็นำไปซื้อจานสองใบ จานใบหนึ่งเต็มไปด้วยเนื้อสัตว์ และจานอีกใบหนึ่งเต็มไปด้วยขนมหวาน  เมื่อเสร็จสิ้นธุระแล้ว เขาก็เดินทางกลับไปหาชัยคฺอะหมัด และกล่าวขอบคุณท่าน พร้อมทั้งมอบจานอาหารหนึ่งใบที่เขาซื้อมาให้กับชัยคฺ หากทว่าชัยคฺตอบเขาด้วยถ้อยที่ลึกซึ้งว่า 

🍂🍂“โอ้ อบู นัสรุล ซัยยาด หากว่าผมได้ช่วยเหลือคุณ เพื่ออัลลอฮฺ ในการให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ใดตามในดุนยานี้  ปลาตัวนั้นมันคงไม่แหวกว่ายออกมาให้จับได้ และอัลลอฮฺย่อมไม่ประทานบะเราะกัตในปลาตัวนั้นให้หรอก ผมขอให้คำแนะนำแก่คุณ ให้คุณนำอาหารนี้ไปให้ครอบครัวของคุณรับประทานเถอะ”🍂🍂

อบู นัสรุลจึงนำอาหารที่ได้มาไปให้ครอบครัวของเขา และระหว่างทาง เขาได้พบกับสตรีคนหนึ่งพร้อมกับลูกน้อยของเธอ เธอเป็นแม่หม้าย ดังนั้นลูกชายของเธอจึงเป็นเด็กกำพร้า พวกเขามองมายังจานอาหารของเขา และทันใดนั้น เขาก็ลืมนึกถึงความหิวโหยของครอบครัวของเขาไป และเขารู้สึกเหมือนกับว่า “สวนสวรรค์ได้ลงมายังพื้นดิน เพื่อนำเสนอมันให้กับใครก็ตามที่จะให้อาหารแก่แม่และเด็กกำพร้าสองคนนั้น”  ดังนั้นเขาจึงมอบอาหารที่มีให้กับแม่และเด็ก และเดินทางกลับบ้านไป แต่ทว่า ชัยฎอนได้ทำการกระซิบกระซาบ ทำให้เขารู้สึกเสียใจ เสียดายในสิ่งที่ทำไป เขาจึงเกิดความกังวัล ไม่สบายใจว่า เขาจะเอาอะไรให้ครอบครัวของเขาทาน ทันใดนั้นเอง ก็มีใครบางคนเคาะประตูบ้านของเขา และร้องเรียกว่า “อบู นัสรุล อยู่ไหน ฉันเคยยืมเงินพ่อของเธอไปเมื่อ 20  ปีก่อน และที่ผ่านมาฉันได้ตามหาเขา (เพื่อที่จะคืนเงิน) แต่ฉันได้รับข่าวว่า เขาเสียชีวิตไปแล้ว และเธอคือลูกชายคนเดียวของเขา นี่คือเงินของเธอ (ที่ยืมพ่อของเขาไป)” และทันใดนั้น เขาก็กลายคนร่ำรวยภายในพริบตา จากนั้นเขาจึงไปหาครอบครัว และทำการแจกจ่ายเงินให้กับพวกเขา และเขาก็ได้กลายเป็นหนึ่งในคนที่ร่ำรวยที่สุดในเมืองนั้น 

ในช่วงเวลานั้น เขาได้บริจาคเงินมากมายให้กับผู้คน และทำการชูโกรฺต่ออัลลอฮฺ แต่มีปัญหาติดอยู่นิดนึงคือ เขากลายเป็นคนที่มั่นใจในการงานของตนมากเกินไป เขารู้สึกว่า อัลลอฮฺจะทรงตอบรับการงานทุกอย่างของเขา จากนั้นเขาก็เริ่มโอ้อวด และให้ความใส่ใจต่อปริมาณการบริจาค แต่ไม่ใช่คุณภาพของการบริจาคของเขา 

จนกระทั่งคืนหนึ่ง เขาฝันว่า วันกิยามะฮฺได้ปรากฎขึ้น เขาเห็นผู้คนมากมาย สิ่งถูกสร้างทั้งหลาย ฟื้นคืนชีพขึ้นมาต่อหน้าพระพักตร์ของอัลลอฮฺ และมลาอิกะฮฺได้เรียกแต่ละคนมา และนำเสนอการงานของพวกเขาต่อหน้าอัลลอฮฺ และเมื่อเขาถูกเรียก เขาก็พบว่า เขาเองก็มีทั้งการงานที่ชั่วร้ายบ้างเช่นกัน แต่เขายังคงมีความหวัง เพราะว่า เขามีการงานที่ดี มีการบริจาคอย่างมากมาย และเมื่อ “การบริจาคของเขา” ถูกวางลงใน “ส่วนของ การงานที่ดี” มันกลับไร้ซึ่งน้ำหนัก และฮะซานาตมากมายก็เบาเหมือนปุยนุ่น ไม่มีค่าใด 

เพราะอะไรหรือ?

ก็เพราะว่า การงานของเขาปะปนกับเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์ เจตนาของเขาปราศจากความจริงใจ มีความโอ้อวด ความปรารถนาที่จะสร้างความพึงพอใจต่อผู้คน

จากนั้นมลาอิกะฮฺก็เริ่มถามเขา ว่า เขามีการงานใดๆ หลงเหลือบางหรือไม่ และทันใดนั้น จานอาหารสองใบที่เขาเคยบริจาคให้กับสตรีและเด็กก็ปรากฎขึ้นมา เขาจึงถามตัวเองว่า “จานอาหารสองใบนี้จะช่วยอะไรผมได้”  เมื่อจานสองใบถูกนำมาชั่ง มันก็ยังไม่เพียงพอ เขายังคงต้องการฮะซานาตเพิ่มอีก จากนั้นก็ได้ปรากฎขึ้นซึ่ง “น้ำตาของสตรี (ที่เขาเคยให้อาหาร)” และ “รอยยิ้มของเด็ก” ที่กลายเป็นสิ่งของที่จับต้องได้  และมันได้ถูกวางลงใน “ส่วนของการงานที่ดี”  ส่วนน้ำตาก็กลายเป็นสระน้ำ และในสระน้ำนั้น ก็มีปลาโผล่ขึ้นมา และปลาก็ถูกจัดวางอยู่ใน “ส่วนของการงานที่ดี” จากนั้นมลาอิกะฮฺจึงบอกเขาว่า  “ท่านทำสำเร็จแล้ว ท่านทำสำเร็จแล้ว” 

จากนั้น อบูนัสรุลก็ตื่นขึ้นมาจากความฝัน และครุ่นคิดว่า

หากว่าเราทำการงานใดก็ตามเพื่อผลประโยชน์แห่งดุนยา ปลาตัวนั้นคงจะไม่โผล่ขึ้นมาเป็นแน่ 

🍂🍂จากบทเรียนของเรื่องนี้  คือ เราควรพยายามทำอะไรก็ตามที่เป็นสิ่งที่ดี ที่ชัดเจน มีตัวตน สัมผัสได้ เพื่อความพึงพอพระทัยของอัลลอฮฺด้วยความอิคลาส และอย่าดูถูกการงานที่ดีใดๆ ก็ตามที่เราทำให้แก่ผู้คน🍂🍂

Read Full Post »

🍃🍃🍃🍃คำอธิบาย ซูเราะฮฺ อัลฮุมะซะฮฺ🍃🍃🍃🍃

🌱ความชั่วร้ายและหายนะจะเกิดขึ้น กับผู้ที่นินทาผู้อื่นและกล่าวว่าร้ายเสียดแทงพวกเขา (อัลลอฮฺทรงสาปแช่งผู้ที่สบประมาทเหยียดหยามผู้คน)

ในอัลกุรอาน 68:11 🌹ผู้นินทาตระเวนใส่ร้ายผู้อื่น🌹

จากการอธิบายของท่านอิบนุ อับบาส และท่านเกาะตาดะฮฺ อายะฮฺข้างต้น หมายความว่า  “ผู้ที่ใส่ร้ายที่เผยแพร่กระจายข่าวในหมู่ผู้คน สร้างความขัดแย้งบาดหมางระหว่างพวกเขา ปล่อยข่าวลือ และสร้างความเสื่อมเสีย ซึ่งการกระทำเช่นนี้คือการทำลายศาสนา”

🌱ผู้ที่หมกมุ่นอยู่กับการสะสมทรัพย์สิน และคำนวณนับมัน เพราะกลัวว่ามันจะขาด เขาจึงไม่คิดจะทำบุญหรือแจกจ่ายในหนทางที่ดีในหนทางของอัลลอฮฺ เปรียบเสมือน “คนที่มีความตระหนี่” เช่นที่อัลลอฮฺตรัสว่า

ในอัลกุรอาน 70:18 🌹และสะสมทรัพย์ และปกปิดไว้🌹

ทรัพย์สินของเขาได้ทำให้เขาเพลิดเพลินกับมัน ทั้งวันเขาใช้เวลาไปกับการคิดคำนวณ สะสมเงิน และตอนกลางคืน เขาก็หลับนอนเสมือนกับซากศพที่เน่าเปื่อย

🌱โดยที่เขาคิดว่าทรัพย์สมบัติของเขานั้นจะทำให้เขาอยู่ได้ตลอดไป (นั่นคือ การที่เขาเชื่อว่าทรัพย์สินที่เขาสะสมไว้นั้นจะช่วยทำให้ชีวิตของเขายืนยาวตลอดไปในโลกนี้

🌱หากทว่า มันไม่ได้เป็นเช่นที่เขาคาดคิด เขาย่อมถูกโยนลงไปใน🔥ไฟนรกอัลฮุเฏาะมะฮฺ🔥 อันเนื่องมาจากการสะสมทรัพย์สินด้วยความตระหนี่ ไฟนรกนั้นจะเผาผลาญแยกย่อยทุกๆ สิ่งที่ถูกโยนลงไปในนั้น 

🌱และอะไรเล่าที่จะทำให้เจ้ารู้ว่า 🔥ไฟนรกอัลฮุเฏาะมะฮฺ🔥คืออะไร

🌱มันคือ🔥ไฟนรกของอัลลอฮฺ🔥ที่จะถูกจุดขึ้นให้ลุกโชน ซึ่งด้วยความรุนแรงของมัน มันจะทะลุจากร่างกายเข้าไปในหัวใจ มันไม่เหมือนไฟชนิดอื่น เพราะมันไม่มีวันมอด หรือดับเป็นอันขาด

🌱ซึ่งมันจะลุกเข้าไปในหัวใจ ซอบิตกล่าวว่า “มันหมายถึงไฟจะลุกไหม้ขึ้นไปถึงหัวใจของพวกเขา ในขณะที่พวกเขายังมีชีวิตอยู่” และ “การลงโทษได้ถึงจุดสูงสุดของมันแล้ว” 

จากการรายงานของมุหัมทัด อิบนุ กะบฺ “🔥ไฟนรก🔥นั้นจะกัดกินเนื้อหนังจนเข้าไปสู่หัวใจ และเผาไหม้ขึ้นไปจนถึงคอ และมันจะเริ่มเผาไหม้ใหม่อีกครั้ง”

🌱แท้จริงมันจะลุกไหม้คลุมบนตัวพวกเขาอย่างมิดชิด (ไม่มีทางหลบหนีพ้นไปจากมันได้ หรือไม่มีแม้แต่การบรรเทาใดๆ)

ท่านอิบนุ อับบาส รายงานว่า คำว่า มุเซาะดะฮฺ ในภาษาอาหรับที่ใช้ในอายะฮฺนี้หมายถึง ไฟได้ปิดกั้นทุกๆ ประตู🚫 ดังนั้นจึงไม่มีทางหนีออกไปได้ 

🌱แท้จริงมันจะซ้อนเป็นชั้นๆ เหนือพวกเขา ในสภาพที่เต็มไปด้วยโซ่ตรวนยาวเหยียด เพื่อไม่ให้พวกเขาออกไปจากมัน

สรุปเรียบเรียงจาก 

✏คัมภีร์อัลกุรอานแปลไทย

✏อรรถาธิบายอัลกุรอาน 3 ญุซอ์สุดท้าย จากอัตตัฟสีรฺ อัลมุยัสสัรฺ

✏Tafseer Ibn Katheer – part 30 juz amma

Read Full Post »

🍃🍃🍃🍃คำอธิบาย ซูเราะฮฺ อัลมาอูน🍃🍃🍃🍃

🌱เจ้าเห็นสภาพของผู้ที่ปฏิเสธการฟื้นคืนชีพและการตอบแทนหรือไม่

🌱นั่นคือ ผู้ที่ผลักไส กดขี่ ข่มเหงเด็กกำพร้า ปฏิเสธที่จะให้สิทธิที่พวกเขาพึงได้รับ ไม่ให้อาหาร หรือความช่วยเหลือใดๆ เลย

🌱เขาไม่เชิญชวน ส่งเสริมให้ผู้อื่นให้อาหารแก่คนยากจน และนอกจากตัวเขาจะไม่ช่วยเหลือเองแล้ว เขายังไม่ให้ผู้อื่นกระทำด้วย (นั่นคือเมื่อมีคนที่กำลังทุกข์ร้อน ขัดสน ขาดแคลน ต้องการความช่วยเหลือ คนที่เห็นแก่ตัวก็จะไม่สนับสนุนช่วยเหลือคนทุกข์ยากเหล่านั้น)

🌱ความหายนะจงประสบแด่บรรดาผู้ละหมาด (ที่ละเลยการละหมาดของเขา หมายถึงผู้ที่ละหมาดในที่สาธารณะ แต่ไม่ละหมาดในที่ส่วนตัว หรือผู้ที่รักษาการละหมาดอย่างดีในตอนเริ่มต้น และหลังจากนั้นเขาก็ละเลยการละหมาด หรือผู้ที่ละเลยการละหมาดในเวลาของมัน จนกระทั่งทำให้พวกเขาต้องละหมาดนอกเวลาที่กำหนด — จากการรายงานของท่านอิบนุ อับบาส) 

🌱บรรดาผู้ที่โอ้อวด แสดงตนด้วยการทำดีให้ผู้อื่นได้เห็นได้ชื่นชม 

อีหม่ามอะหฺมัดรายงานว่า นบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “ผู้ใดก็ตามกระทำการใดการหนึ่งเพื่อให้ได้มาซึ่งชื่อเสียงที่ดี อัลลอฮฺจะทรงลดเกียรติของเขาและทำให้เขาต่ำต้อย” 

🌱ผู้ที่หวงแหนของใช้เล็กๆ น้อยๆ แก่เพื่อนบ้าน คนในชุมชน หรือปฏิเสธที่จะแสดงความเมตตาต่อเพื่อนร่วมโลก พวกเขาไม่ยอมแม้แต่จะให้การหยิบยืม แก่ผู้ที่ลำบากขัดสน แม้ว่ามันจะเป็นการยืมที่จะได้รับคืนภายหลัง

สรุปเรียบเรียงจาก 

✏คัมภีร์อัลกุรอานแปลไทย

✏อรรถาธิบายอัลกุรอาน 3 ญุซอ์สุดท้าย จากอัตตัฟสีรฺ อัลมุยัสสัรฺ

✏Tafseer Ibn Katheer – part 30 juz amma

Read Full Post »

​หากมีใครสักคนทำดีกับคุณ อิสลามสอนให้คุณต้องทำดีต่อพวกเขาเป็นการตอบแทน อย่างไรก็ตาม หากว่าคุณทำดีกับใครสักคน อิสลามสอนให้คุณไม่ต้องรอคอยการตอบแทนใดๆ หรือคาดหวังจะได้รับสิ่งใดๆ ตอบกลับมาในรูปแบบที่คุณต้องการจากพวกเขา

ในกรณีที่มีคนทำดีต่อคุณ คุณสามารถตอบแทนพวกเขาด้วยการทำดี แสดงความเมตตา ขอบคุณ หรือดุอาอฺให้พวกเขา ส่วนในกรณีที่คุณทำดีต่อผู้อื่น คุณควรคาดหวังการตอบแทนจากอัลลอฮฺเท่านั้น

และหากว่ามีถ้อยคำดีๆ ใดๆ ถูกกล่าวมาถึงคุณอันเนื่องมาจากความดีที่คุณทำ ก็ให้กล่าว อัลฮัมดุลิลลาฮฺ ขอบคุณอัลลอฮฺ

แต่สิ่งที่ยากก็คือ เมื่อเราทำความดีโดยหวังการตอบแทนจากมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นถ้อยคำดีๆ จากพวกเขาก็ตาม หากว่าสิ่งที่เราคาดหวังไม่เกิดขึ้น เราก็จะเกิดความไม่พอใจ โดยลืมไปว่า สิ่งดีๆ ที่เราทำนั้นควรเป็นไปเพื่อความพึงพอพระทัยขออัลลอฮฺ ดังนั้นเราอย่าได้ขุ่นเคืองใจไป

ปัจจุบันนี้ สิ่งที่เรามักจะประสบพบเจอคือ หากเราทำดีกับใคร เมื่อเวลาผ่านพ้นไปสักระยะหนึ่ง เราสามารถคาดเดาได้เลยว่า สิ่งที่ไม่ดีในหลายรูปแบบจากคนเหล่านั้นจะเกิดขึ้นกับเรา เว้นแต่คนที่อัลลอฮฺทรงประทานความเมตตา ไม่ให้สิ่งไม่ดีนั้นเกิดกับเขา

คุณอาจจะทำแต่สิ่งดีดี ให้แต่สิ่งดีดี ช่วยเหลือพวกเขาอย่างสุดความสามารถ อย่างไรก็ตามด้วยแผนการของอัลลอฮฺ บางครั้ง ในวันข้างหน้า พวกเขาเหล่านั้นที่คุณทำดีด้วยจะพูดไม่ดีเกี่ยวกับคุณ นินทาใส่ร้ายคุณ หรือหากมีใครพูดไม่ดีเกี่ยวกับคุณ พวกเขาก็จะไม่แสดงการปกป้องคุณ พวกเขาอาจจะทำร้ายคุณด้วยรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ซึ่งนั่นเป็นเพราะว่า อัลลอฮฺทรงต้องการให้คุณตระหนักว่า “สิ่งดีดีที่คุณทำให้พวกเขานั้น เพราะคุณต้องการการตอบแทนและความพอใจจากพวกเขา หรือจากพระองค์? หากคุณทำเพื่อพวกเขา อัลลอฮฺนั้นทรงเพียงต้องการให้คุณรู้ว่า แท้จริงแล้ว มนุษย์คือผู้ที่ไม่รู้จักการขอบคุณ แต่หากว่าคุณทำเพื่ออัลลอฮฺ ไม่ว่าพวกเขาจะทำไม่ดีกับคุณอย่างไรก็ตาม การงานที่ดีของคุณย่อมได้รับการตอบรับจากพระองค์แน่นอน พร้อมด้วยการตอบแทนที่ครบถ้วน”

เรียบเรียงบางส่วนจากบรรยายของมุฟตี อิสมาอีล เมงก์  หัวข้อ Lesson on Surah Insaan/โดย บินติ อัล อิสลาม


Read Full Post »

​การบริจาคที่ประเทศนี้ ( อาหรับเอมิเรต) ไม่ได้อรรถรสเหมือนที่บ้านเรา การหา และเข้าหาคนยากจน คนลำบากจริงๆ ไม่ใช่เรื่องง่าย ที่นี่นิยมบริจาคผ่านองค์กรโดยการซื้อคูปอง ซึ่งจะมีคูปองหลายแบบให้เลือกเช่นเพื่อชาวซีเรีย เพื่อเด็กกำพร้า เพื่อแม่ม้าย เพื่อคนชรา และอื่นๆ รวมทั้งยังมีตู้รับบริจาคเสื้อผ้าอีกด้วย… เราไม่ได้หยิบยื่นความช่วยเหลือจากมือเรา ถึงมือคนที่มีความต้องการของเขาจริงๆ… เรามองไม่เห็นว่าคนที่เราให้ประสบความทุกข์ยาก ลำบากแบบไหน… ซึ่งความรู้สึกมันแตกต่างกันมากๆ…  ไม่ได้บอกว่า การบริจาคแบบนี้ไม่ดีนะ แต่ความรู้สึกเห็นอกเห็นใจต่อคนที่ต้องการความช่วยเหลือ และความอิ่มเอมจากการให้มันไม่เหมือนกัน.. แต่กระนั้นก็ยังพอมีหนทางในการบริจาคจากมือถึงมืออยู่บ้าง เช่นให้กับคนเก็บกวาดขยะตามท้องถนน คนทำความสะอาดภายใน ร.พ. ห้างสรรพสินค้า หรือตามสถานที่ต่างๆ เป็นต้น 

คนเดินมาขอทานก็มีนะ แต่เราไม่นิยมให้ คนเหล่านี้ส่วนใหญ่ที่มาขอทานเดินทางมาที่นี่เพื่อขอทานโดยเฉพาะด้วยวีซ่านักท่องเที่ยว.. และที่เคยอ่านข่าว.. มันเป็นอาชีพหนึ่งของพวกเขา และพบว่ามีรายได้มากมายกัน บางคนขับรถยนตร์มา บางคนพักโรงแรม อยู่กินระดับห้าดาว บางคนมีเงินติดตัวหลายแสน… รวยกว่าคนให้เสียอีก ด้วยเหตุนี้จึงไม่นิยม.. อีหม่ามมัสญิดเองก็เคยประกาศว่าไม่ควรให้คนเหล่านี้ แต่ควรแจ้งให้พวกเขาไปขอความช่วยเหลือที่หน่วยงานโดยตรง

หวนคิดถึงบ้านเรา… นานมากแล้ว… จะมีมากมีน้อย เราทำการบริจาคได้ง่ายดายกว่า.. เข้าถึงคนลำบากได้ง่ายมากกว่า.. ดีงาม

จัดไปพี่น้อง…

เพิ่มเติมข้อมูล::

ขอทานที่นี่ ไม่ได้มานั่งขอตามทางแบบบ้านเรา ที่นี่กฎหมายเคร่งครัดมาก มานั่งๆ ขอ ถูกจับแน่ๆ ส่วนใหญ่คนพวกนี้จะแต่งตัวเป็นมุสลิมปกติ และจะคอยเดินตามคนที่แลดูเหมือนมีเงิน และพูดขอ.. หรือ เคาะตามห้องอพาร์ตเมนต์.. หรือไปรอที่มัสญิดหรือในมัสญิดและขอกัน..

Read Full Post »

ทำอิบาดะฮฺในรูปแบบที่คุณชอบ-

แต่ละคนมีความแตกต่างกัน และมีความสุขกับการทำงาน ทำกิจกรรม ทำอิบาดะฮฺในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป บางคนชอบใช้เวลาไปกับการอ่านอัลกุรอาน บางคนชอบทำเศาะดะเกาะฮฺ บางคนชอบการดะอฺวะฮฺ บางคนชอบแสวงหาความรู้ บางคนชอบใช้เวลาอยู่กับพ่อแม่ และคอยปรนนิบัติรับใช้พวกท่านเป็นอย่างดี ดังนั้นแทนที่จะมานั่งขัดแย้งกับตัวเอง เรามาใช้เวลาทำในสิ่งที่เราชอบน่าจะดีกว่า (หมายถึง การทำอิบาดะฮฺอื่น ที่นอกเหนือจากสิ่งที่เป็นฟัรฺฎู)

ศาสนานี้เป็นศาสนาที่มีความงดงาม เป้าหมายของศาสนานี้ไม่ใช่การต้องทำในทุกสิ่งทั้งหมด เป้าหมายของศาสนานี้คือ “การพัฒนาตัวเองให้เป็นมุสลิมที่ดีกว่าเดิม” ดังนั้นเราควรทำในสิ่งที่เรารักและมีความสุขที่จะทำ เพราะสิ่งเหล่านั้นจะมีผลต่อการพัฒนาของเราได้เป็นอย่างดี

เช่นเรื่องราวของท่านอิบนุ มัสอูด ท่านมีชื่อเสียงในเรื่องของการเป็นผู้มีความรู้เรื่องอัลกุรอานเป็นอย่างดี ท่านเปรียบเสมือนผู้เชี่ยวชาญด้านอัลกุรอาน มีบางคนเคยถามท่านว่า เหตุใดท่านจึงไม่ถือศีลอดนะฟีล (สมัครใจ) และท่านตอบว่าท่านไม่ได้ถือศีลอดนะฟีล เพราะมันมีผลต่อการอ่านอัลกุรอานของท่าน ซึ่งการอ่านอัลกุรอานเป็นสิ่งที่ท่านรัก

บทเรียนที่ได้จากเรื่องราวนี้คือ ไม่ใช่ทุกคนที่จะทำทุกๆ การอิบาดะฮฺเกินความสามารถของตนได้ ไม่ใช่ทุกคนที่จะเก่งหรือดีเลิศในทุกเรื่อง ดังนั้นขอให้เลือกทำในสิ่งที่คุณถนัด เพราะมันจะมีผลต่อการทำอิบาดะฮฺประเภทอื่นด้วย

เรียบเรียงบางส่วนจากบทความของ Saira Siddiqui/โดย บินติ อัลอิสลาม

Read Full Post »

Older Posts »

%d bloggers like this: