Feeds:
Posts
Comments

Archive for the ‘การดะอฺวะฮฺ (เผยแพร่ศาสนา)’ Category

เวลาที่เห็นใครสักคนกำลังทำอะไรบางอย่าง เราอย่าเพิ่งรีบตัดสินการกระทำของเขา ให้พยายามคิดถึงความเป็นได้ของเหตุผลที่ซ่อนอยู่ 

มุฟตี เมงก์ยกตัวอย่างว่า

▪เมื่อครั้งที่ท่านมีโอกาสไปเล่นเจ็ทสกี กับลูกศิษย์ และได้ลงรูปในอินสตาแกรม มีคนมาคอมเม้นต์ตำหนิเชิงประชดประชันว่า “เฮ้ออ ขอให้สนุกนะ” หรือบางคนก็พูดว่า คุณเป็นชัยคฺ คุณจะมาทำตัวสนุกสนานแบบนี้ไม่ได้

>>ทั้งที่จริงๆ ท่านใช้เวลาเพียงแค่ 1 ชั่วโมงเพื่อการพักผ่อน ในขณะที่ตารางงานของท่านนั้นเต็ม และยุ่งมาก 

▪เมื่อมีการโพสต์รูปที่ท่านกำลังละหมาดที่ชายทะเล ก็มีคนมาตำหนิท่านว่า “ทำไมต้องโอ้อวดการทำอิบาดะฮฺให้ทั่วโลกรับรู้ แล้วคนที่ถ่ายรูป ทำไมไม่มาละหมาด” 

>>ทั้งที่จริงๆ คนที่ถ่าย คือเด็กน้อยคนหนึ่ง ไม่มีให้สั่งให้เขาถ่าย และเมื่อท่านเห็นรูป ท่านก็เกิดความคิดว่า ท่านต้องการส่งเสริมให้ผู้คนที่อาจจะออกไปเที่ยวไปผ่อนคลายนอกบ้าน หรือไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ไหนก็ตาม ให้รักษาการละหมาด เมื่อถึงเวลาละหมาด ท่านจึงโพสต์มันขึ้นมา 

ในความเป็นจริงนั้น คนเราสามารถแสวงหาความบันเทิงและความสนุกสนาน (ที่หะลาล) ได้ ตราบใดที่มันไม่ทำให้เขาหลงลืมอัลลอฮฺ หรือทำให้เขาออกห่างจากพระองค์

มันไม่ได้หมายความว่า ในการที่ท่านเป็นฮาฟิซ ท่านจะพักผ่อนและหาความสนุกสนาน (ที่หะลาล) ไม่ได้

อีกทั้ง การที่พี่น้องในอีกมุมโลกหนึ่งกำลังทนทุกข์ทรมาน ไม่ได้หมายความว่า เราจะไม่สามารถมีความสุขได้ ในขณะเดียวกัน เราไม่ลืมพวกเขา และช่วยเหลือพวกเขาในหนทางที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น และอาจจะมากกว่าคนที่ตำหนิเสียอีก 

ท่านยกตัวอย่างอีกว่า 

▪ครั้งหนึ่งท่านโพสต์รูปพี่ชายคนหนึ่งที่อยู่ดูไบและเป็นอัมพาต และท่านก็ถูกตำหนิว่าสิ่งที่ท่านทำนั้นไม่ถูกต้อง “ทำไมถึงเอารูปเขามาโชว์ เขาจะรู้สึกเช่นไรถ้าเห็นคุณโพสต์รูปเขา”

>>ทั้งที่จริงๆ พี่ชายท่านนั้นเป็นคนขอให้ท่านโพสต์เองเพื่อเป็นอุทาหรณ์ให้มุสลิมท่านอื่น ให้เป็นบทเรียนแก่พวกเขา ให้พวกเขาซาบซึ้งในสิ่งที่มีและให้ช่วยดุอาอให้เขา

————

ดังนั้น เราอย่าเป็นคนที่คอยจับผิดในสิ่งที่ผู้คนกำลังทำ และมองสิ่งต่างๆ ในแง่ลบ เพราะแท้จริงมันอาจมีเหตุผลบางอย่างที่ซ่อนอยู่

เรียบเรียงบางส่วนจากการบรรยายหัวข้อ IMPROVING YOURSELF /โดย Bint Al Islam

รูปจาก อินเตอร์เนต

Read Full Post »

🍀🍀🍀เรื่องราวของอิหม่ามบุคอรีย์🍀🍀🍀 ที่จะทำให้คุณอยากอ่านหะดีษที่ท่านบันทึกอีกครั้ง

แปลเรียบเรียงจากคลิป The genius: Imam Al bukhari (by Daily reminders) โดย Bint al Islam

🌿อิหม่ามบุคอรียฺ🌿 มีชื่อเต็มว่า 🌿อบู อับดัลลอฮฺ มุหัมมัด อิบนุ อิสมาอีล อิบนุ อิบรอฮีม อิบนุ อัลมุฆีเราะฮฺ อิบนุ บัรดิซบะฮฺ อัล ญุฟียฺ อัล บุคอรียฺ 

🌿ชื่อจริงของท่านคือ 🌿มุหัมมัด 🌿

ทวดของท่าน ▪อัลมุฆีเราะฮฺ▪ ได้เข้ารับอิสลามในสมัยเศาะฮาบะฮฺ 

อิหม่ามบุคอรียฺ มาจากเมืองหนึ่งที่ชื่อ ▪บุคอเราะฮฺ ▪ ซึ่งอยู่ประเทศอุสเบกิสถาน  ดังนั้น อิหม่ามบุคอรียฺ จึงมีเชื้อสายเปอร์เซีย ท่านมีรูปร่างเช่นชาวเปอร์เซีย และใช้ภาษาเปอร์เซียเป็นภาษาแม่ อย่างไรก็ตามท่านก็มีความสามารถพูดภาษาอาหรับได้อย่างคล่องแคล่ว 

ชื่อ บุคอรียฺ ไม่ใช่ชื่อจริงของท่าน แต่มันมาจากชื่อเมืองที่ท่านเคยอาศัยอยู่ ท่านเกิดประมาณวันที่ 12-13 เชาวาล ปี 194 ซึ่งเป็นวันศุกร์ ญุมอะฮฺ 

ในช่วงวัยเด็กของท่านนั้น มีสองเหตุการณ์สำคัญได้เกิดขึ้นกับท่าน นั่นคือ 

🍃หนึ่ง บิดาของท่านได้เสียชีวิต

🍃สอง ดวงตาของท่านมืดบอดลงเมื่อมีอายุได้ 3 ขวบ

มารดาของท่าน เป็นสตรีที่รักการทำอิบาดะฮฺต่ออัลลอฮฺอย่างมาก และเมื่อ อิหม่ามบุคอรียฺสูญเสียการมองเห็นในวัยสามขวบ มารดาของท่านได้อุทิศตนไปกับการละหมาดตะฮัจญุดทุกค่ำคืน และวิงวอนขอต่ออัลลอฮฺให้ทรงประทานการมองเห็นคืนให้กับลูกชายของนาง 

อิหม่ามบุคอรียฺสูญเสียการมองเห็นเป็นระยะเวลาประมาณ 2  ปี แต่มารดาของท่านก็ยังคงไม่ย้อท้อ หรือหมดหวังในอัลลอฮฺ นางเฝ้าวิงวอน ขอต่ออัลลอฮฺอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งคืนหนึ่ง นางฝันเห็นนบีอิบรอฮีม นางฝันว่านบีอิบรอฮีมมาพบนาง และบอกนางว่า “อัลลอฮฺทรงประทานข่าวดีแก่เธอ พระองค์ได้ทรงประทานการมองเห็นคืนให้กับลูกของเธอ อันเนื่องมาจากการดุอาอฺของเธอ” ดังนั้นเมื่อนางตื่นขึ้น นางจึงเข้าไปปลุกลูกชายของนาง เมื่ออิหม่ามบุคอรียฺลืมตาขึ้น ท่านมองไปรอบๆ ท่านเห็นทุกอย่างชัดเจน ในขณะเดียวกันก็เกิดความสับสนว่ามันเกิดอะไรขึ้น 

🍃อิหม่ามบุคอรียฺกลับมามองเห็นอีกครั้ง ด้วยเพราะดุอาอฺของมารดาของท่าน🍃

อิหม่ามบุคอรียฺมีความจำที่ดีตั้งแต่ยังเยาว์วัย และตอนที่ท่านยังเด็ก ท่านเคยฝันว่าท่านเดินตามหลังท่านนบี มุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม และทุกๆ ครั้งที่นบีวางเท้าลง อิหม่ามบุคอรียฺก็จะวางเท้าลงตามท่านเช่นกัน ซึ่งความฝันนี้ไม่ใช่เพียงแค่ตัวท่านเองที่ฝัน หากทว่ายังมีนักวิชาการท่านอื่นๆ ด้วยที่ฝันเห็นเหมือนกับท่าน 

เมื่อท่านอายุ 16  ปี อิหม่ามบุคอรียฺ พร้อมกับมารดาและพี่ชายได้เดินทางไปทำฮัจญ์ ในสมัยนั้น “ฤดูการทำฮัจญ์” เปรียบเสมือนกับมหาวิทยาลัยนานาชาติของมุสลิม เมื่อเสร็จสิ้นการทำฮัจญ์ ท่านได้ขอร้องมารดาให้กลับไปพร้อมกับพี่ชายของท่าน และท่านขอใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นต่อ และมารดาของท่านได้อนุญาตให้ท่านอยู่ต่อ ซึ่งก่อนที่ท่านจะจากเมืองบุคอเราะฮฺมา ท่านไม่ได้วางแผนเช่นนั้น แต่เมื่อท่านได้เห็นเมืองมักกะฮฺ ท่านจึงเกิดความคิดที่จะอยู่ต่อ 

เมื่อท่านอายุได้ 18 ปี ท่านได้เขียนหนังสือเล่มแรก ซึ่งมีเก้าบท มีชื่อที่มีความหมายว่า “ความปรารถนาของมนุษย์” และหนังสือเล่มนี้ยังถูกใช้เป็นคู่มืออ้างอิงในการค้นหาชื่อ สถานที่ ชีวประวัติ สำหรับนักวิชาการหะดีษมากมายในปัจจุบัน 

ครั้งหนึ่งท่านเดินทางไปยังเมืองแบกแดด เพื่อแสวงหาความรู้กับอิหม่าม อิบนุ ฮัมบาล นักวิชาการด้านหะดีษที่มีชื่อเสียงมากในยุคนั้น ขณะนั้นอิหม่ามบุคอรียฺมีอายุประมาณ 20 ปี และอิหม่ามอะหมัดมีอายุประมาณ 60-70 ปี อิหม่ามอะหมัดเคยกล่าวว่า “ฉันไม่เคยพบเห็นใครที่มาจากเมืองคุรอซาน (เมืองใหญ่ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอิรัก อีหร่าน และอัฟกานิสถาน) ที่จะเหมือนกับมุหัมมัด อิบนุ อิสมาอีล (ซึ่งหมายถึงอีหม่ามบุคอรี)”

อีหม่ามบุคอรียฺมีความสามารถในการจดจำภาพได้เป็นอย่างดี ยกตัวอย่างเช่นว่า ท่านมองเห็นหะดีษเพียงครั้งเดียวก็สามารถจำได้ โดยไม่จำเป็นต้องจดบันทึก อิหม่ามอิบนุ กะษีร เคยบรรยายคุณลักษณะของท่านไว้ว่า

“อิหม่ามบุคอรียฺสามารถอ่านหะดีษหนึ่งหน้าเพียงครั้งเดียว  และสามารถจดจำมันได้ตราบเท่าที่ท่านมีชีวิตอยู่”

ขณะนั้นมีหลายคนประหลาดใจกับความสามารถของท่าน แม้แต่บรรดาผู้รู้ นักวิชาการเอง ก็แทบจะไม่เชื่อในความสามารถนั้น จนกระทั่งได้มีการทดสอบความรู้ความจำครั้งใหญ่ของท่านในขณะที่ท่านอายุ 30 ปี และท่านก็ได้พิสูจน์ให้พวกเขาเห็นถึงความสามารถของท่าน  

อิบนุ ฮะญัรฺ เคยกล่าวว่า

“สิ่งที่น่าอัศจรรย์ของอิหม่ามบุคอรียฺนั้น ไม่ใช่เพียงแค่ความสามารถในการจดจำหะดีษที่ถูกต้องได้ หากทว่าท่านยังสามารถจดจำหะดีษที่ผิดได้ ภายหลังจากการได้รับฟังเพียงครั้งเดียว” 

🍃🍃แรงบันดาลใจในการเขียน เศาะเหียะฮฺบุคอรียฺของอีหม่ามบุคอรียฺ🍃🍃

 

ในขณะที่ท่านยังเป็นหนุ่ม ท่านเคยฝันเห็นว่า ท่านยืนอยู่ข้างหน้านบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม และได้มียุงบินเข้ามา ซึ่งอิหม่ามบุคอรียฺที่ยืนอยู่ตรงนั้นได้ทำการปัดยุงออกไป เพื่อปกป้องนบีให้พ้นจากยุง 

เมื่อท่านตื่นขึ้นมา ท่านได้ถามชัยคฺของท่านถึงความหมายของความฝันนั้น ชัยคฺของท่านได้บอกท่านว่า “ท่านจะเป็นผู้ทำการกำจัดหะดีษหลอกลวงทั้งหลาย เช่นที่ท่านกำจัดยุงเหล่านั้น งานของท่านในชีวิตนี้ คือการปกป้องนบีจากยุง (จากหะดีษปลอม)” ด้วยเหตุนี้จึงทำให้อิหม่ามบุคอรียฺมีความปรารถนาที่จะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านหะดีษ และภายหลังท่านก็ได้รับแรงบันดาลใจจากอาจารย์ของท่าน คือ อิสฮาก อิบนุ เราะฮฺวัยฮฺ ผู้ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านหะดีษ ชาวเปอร์เซีย ซึ่งเคยพูดว่า “มันน่าจะเป็นความคิดที่ดีหากว่าใครสักคนมุ่งเน้นไปที่การเขียนบันทึกหะดีษเศาะเหียะฮฺ”  ด้วยเหตุนี้เอง มันจึงเป็นแรงบันดาลใจให้อีหม่ามบุคอรียฺ เขียน “เศาะเหียะฮฺบุคอรียฺ” ขึ้นมา 

ท่านใช้เวลาทั้งหมด 16  ปีในการเขียน “เศาะเหียะฮฺบุคอรียฺ” ท่านรวบรวมหะดีษเบื้องต้นขณะที่ท่านอยู่ที่เมืองบัศเราะฮฺ ซึ่งท่านได้อาศัยอยู่ที่นั่นเป็นระยะเวลา 5 ปี และท่านได้ไปทำฮัจญ์ทุกๆ ปี ท่านได้ทำวินิจฉัย คัดกรองหะดีษ มากกว่า 6,000 หะดีษ เพื่อเขียนออกมาเป็นหนังสือ และช่วงปีท้ายๆ ของการเขียน ท่านได้ย้ายไปยังเมืองมาดีนะฮฺ เพราะท่านต้องการได้รับความจำเริญในการอาศัยอยู่ในเมืองมาดีนะฮฺ และท่านได้ใช้เวลาไปกับการตรวจทาน แก้ไข ทั้งวันทั้งคืน ท่านทุ่มเท อุทิศตนไปกับการเขียน เศาะฮฺเหียะฮฺบุคอรียฺ 

ภายหลังท่านได้บอกเล่าแก่บรรดาลูกศิษย์ของท่านว่า

🌱🌱ทุกๆ หะดีษแต่ละบทที่ท่านเลือก ท่านได้ทำการอาบน้ำละหมาดเป็นอย่างดีและละหมาดอิสติเคาะเราะฮฺ 2 ร็อกอัต ในแถวละหมาดของนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ในการบันทึกแต่ละหะดีษ🌱🌱

🍃🍃ในช่วงบั้นปลายชีวิตของอิหม่ามบุคอรียฺ ท่านได้ทำธุรกิจค้าขายบางอย่าง ครั้งนั้นท่านออกเดินทางด้วยเรือไปยังอีกเมืองหนึ่ง พร้อมกับเงินจำนวน 10,000 ดิรฺนาร ขณะที่อยู่บนเรือ ท่านได้พบกับชายคนหนึ่งที่พูดคุยเป็นเพื่อนกับท่าน ท่านได้บอกเล่าให้เขาฟังว่าท่านมีเงินจำนวนเท่าไร และจะเอาไปซื้ออะไร เช้าวันรุ่งขึ้น มีข่าวแพร่ภายในเรือ และกัปตันก็ประกาศว่า”มีคนขโมยเงินจำนวน 10,000 ดิรนารของชายคนที่พูดคุยกับท่านเมื่อวันก่อน และจะมีการค้นหาเงินที่หายไปทั่วทั้งเรือว่าใครเป็นคนเอาไป”  แท้จริงๆ ชายคนนั้นเป็นคนที่มีพฤติกรรมชั่วร้าย เขายังไม่ได้เห็นเงินของอีหม่ามบุคอรียฺ แต่อย่างใด แต่มันก็ได้ล่อลวงเขาให้เกิดความโลภ เขาจึงคิดฉวยโอกาส

เมื่ออิหม่ามบุคอรียฺได้ยินประกาศเช่นนั้น ท่านจึงรวบรวมเงินทั้งหมดของท่าน และขึ้นไปยังจุดที่สูงสุดของเรือ เมื่อไม่มีใครเห็น ท่านก็โยนเงินทั้งหมดของท่านลงทะเล ดังนั้นเมื่อมีการตรวจค้นภายในเรือ จึงไม่มีใครพบเงินจำนวนดังกล่าว

และในภายหลังชายคนดังกล่าวได้เข้ามาพบท่าน และถามท่านว่า “ฉันรู้ว่าท่านไม่ใช่คนโกหก ท่านคืออีหม่ามบุคอรียฺ ท่านย่อมต้องมีเงินจริงเป็นแน่ ท่านซ่อนมันไว้ที่ใด?” 

อีหม่ามบุคอรียฺตอบเขาว่า ท่านได้โยนเงินนั้นทิ้งลงไปในทะเลแล้ว 

เขาถามท่านว่า “ท่านโง่เขลาหรืออย่างไร เพราะแม้ว่าฉันจะไม่ได้ประโยชน์อะไรจากมัน แต่ท่านก็ยังสามารถที่จะได้ประโยชน์จากมัน”

🌿🌿🌿ท่านตอบว่า

“ฉันใช้เวลาทั้งชีวิต เพื่อพิสูจน์ว่า “ความน่าเชื่อถือของฉัน” นั้นสะอาดปราศจากมลทิน เพื่อที่หะดีษของท่านนบีจะได้รับการยอมรับ ซึ่งมันมีค่ามากยิ่งกว่าเงิน 10,000 ดินารฺเสียอีก ฉันสูญเสียเงินได้ แต่ชื่อเสียงของฉันถูกทำลายไม่ได้ มิเช่นนั้นบรรดาหะดีษที่บันทึกไว้ย่อมถูกทำลายลงไปด้วย ฉันจึงยอมทิ้งเงินนั้น เพื่อที่จะได้ไม่มีซึ่งความสงสัยคลางแคลงใจใดในตัวฉัน”

🌿🌿🌿

รูป อินเตอร์เนต

Read Full Post »

นบีมุหัมมัดศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม รับมือกับผู้คนที่ทำบาปอย่างไร 

๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑

จากบทความของ ดร. ฮิชาม อัลอะวะดีย์ แปล เรียบเรียง บินติ อัลอิสลาม

เราทราบกันดีว่า “ประชาชาติมุสลิมที่ดีที่สุด คือ กลุ่มชนที่ดำเนินชีวิตอยู่ในยุคของท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม”

อย่างไรก็ตาม พวกเขาเหล่านั้นก็เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา และพวกเขาบางคนก็เคยทำบาปใหญ่ และมีอีกหลายคนที่เพิ่งเข้ารับอิสลาม ซึ่งก่อนหน้านั้น (ก่อนอิสลาม) “การดื่มแอลกอฮอล์หรือการทำผิดประเวณี” เป็นเรื่องปกติสำหรับบางคน 

ดังนั้นเราจำต้องเข้าใจว่ามันยากเพียงใดสำหรับหลายๆ คนที่ต้องเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของเขาอย่างฉับพลัน

การเลิกทำนิสัยบางอย่างที่เป็นความเคยชินอาจง่ายสำหรับบางคน และยากสำหรับบางคน 

และแน่นอนว่าคนที่เพิ่งเข้ารับอิสลามในปัจจุบันนี้รู้ดีว่ามันหมายความเช่นไร

หากทว่าความแตกต่างระหว่างคนในยุคนี้ กับคนในยุคท่านนบีคือ ผู้ที่ทำการละเมิด ทำบาปในยุคของท่านนบีจะเกิดความรู้สึกเสียใจกับสิ่งที่ทำลงไป และพวกเขาก็สำนึกผิด กลับเนื้อกลับตัวด้วยความจริงใจ 

แน่นอนว่า พวกเขาอาจจะโชคดีกว่าเราที่พวกเขามี “คนคนหนึ่ง” ที่อยู่เคียงข้างเขา ซึ่งคือ นบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ผู้ที่ทราบดีว่าควรจะจัดการกับสิ่งที่เกิดขึ้นและรับมือกับมันอย่างไรด้วยวิธีที่ชาญฉลาด

—แล้วท่านนบีรับมืออย่างไรเล่า?—

– ท่านทำตัวของท่านให้เป็นบุคคลที่เข้าถึงง่ายต่อผู้คน

– ท่านไม่เคยตะคอก ท่านไม่เคยสาปแช่ง และท่านไม่เคยตัดสิน 

– ท่านไม่เคยต้องการทราบเกี่ยวกับข้อมูลส่วนตัวของผู้ที่ทำบาป หรือซักถามสอบสวนผู้ที่ทำบาปนั้น 

– ท่านมุ่งความสนใจไปที่การแก้ไข ว่าคนทำบาปนั้นควรทำอย่างไรหลังจากนั้น มากกว่าการให้ความสนใจว่าเขาได้ทำอะไรไปบ้าง หรือเหตุใดเขาจึงทำมัน 

ชายคนหนึ่งเข้ามาพบท่านนบีมุหัมมัด และบอกท่านว่าเขาได้ล่วงละเมิดสตรีนางหนึ่ง หากทว่าเขาไม่ได้หลับนอนกับนาง 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น เริ่มต้นนบีได้แต่นิ่งเงียบ จากนั้นท่านก็กล่าวขึ้นมาว่า “และเจ้าจงดำรงไว้ซึ่งการละหมาด ตามปลายช่วงทั้งสองของกลางวัน และยามต้นจากกลางคืน แท้จริงความดีทั้งหลายย่อมลบล้างความชั่วทั้งหลายนั่นคือข้อเตือนสำหรับบรรดาผู้ที่รำลึก” {ฮูด 11 : 114} คัดลอกจาก app Quran 

แทนที่ท่านจะเน้นย้ำเกี่ยวกับบาปที่เขาได้กระทำ แต่ท่านได้ให้ทางออกแก่เขาด้วยการสั่งใช้ให้ทำความดี ซึ่งในกรณีนี้ คือการละหมาด 

“การทำความดี” ยังหมายรวมถึง การถือศีลอด การบริจาค การดูแลรับใช้ครอบครัว เพื่อน สังคม  

นบีมุหัมมัดอาจทำให้คนทำบาปรู้สึกผิดกับสิ่งที่เขาทำลงไป แต่ท่านไม่เคยทำให้เขารู้สึกไม่ดีเกี่ยวกับตัวเอง 

การรักษา “การเคารพตัวเอง” ของผู้ทำบาป (ของท่าน) คือกุญแจสำคัญในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้ทำผิด 

มีชายคนหนึ่งซึ่งเป็นคนตลก เขาเคยทำให้ท่านนบีมุหัมมัดหัวเราะ แต่ชายคนดังกล่าวมีปัญหาเกี่ยวกับการดื่มเหล้า และถูกลงโทษอยู่บ่อยครั้งอันเนื่องมาจากการดื่มเหล้าของเขา

วันหนึ่งเขาถูกนำตัวมายังท่านนบีด้วยความผิดเดิม และมีมุสลิมคนหนึ่งกล่าวสาปแช่งเขา

ท่านนบีจึงกล่าวแก่มุสลิมคนนั้นว่า “จงอย่าสาปแช่งเขา เพราะฉันรู้ว่าเขารักอัลลอฮฺและศาสนทูตของเขา”

แน่นอนว่า การติดเหล้าของเขานั้นถูกต่อต้านและต้องได้รับการลงโทษ แต่ความรักที่เขามีต่ออัลลอฮฺและนบีมุหัมมัด ก็ยังเป็นที่รับรู้และได้รับการชื่นชม

ดังนั้น หากว่าคุณต้องการเปลี่ยนแปลงทัศนคติของคนทำบาป มันจำเป็นอย่างที่มากที่คุณจะมุ่งเน้นไปที่การให้ทางออกแก่ผู้ทำบาปด้วยการแนะนำให้เขาทำความดี และคุณควรแนะนำเขาด้วยวิธีการที่ยังคงรักษา “ความเชื่อมั่นในตัวเองของผู้ทำบาปในการที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดีกว่าเดิม” ด้วย

ขออัลลอฮฺทรงให้อภัยต่อบาปทั้งหลายของเรา และให้แรงกำลังแก่เราในการที่จะรับใช้พระองค์ในช่วงเวลาแห่งความท้าทายที่เรากำลังดำเนินชีวิตอยู่ด้วยเถิด อามีน

รูปจาก Google search

Read Full Post »

​บททดสอบของคุณ ไม่ใช่ตอนที่คุณต้องสวมใส่ฮิญาบ หรือไว้เครา แต่บททดสอบของคุณ เกิดขึ้นภายหลังเมื่อคุณได้พบกับพี่น้องมุสลิมของคุณที่ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงตัวเอง .. และมีอะไรเกิดขึ้นกับหัวใจของคุณต่างหาก 

มันคือ “ความหลงตัวเอง ความยโสทะนงตน ต่อความบริสุทธิ์ผุดผ่องของคุณ” หรือ “ความอ่อนน้อมถ่อมตน ต่อทางนำของอัลลอฮฺประทานแก่คุณ พร้อมกับความพยายามและการดุอาอฺที่จริงใจของคุณต่อพวกเขาเหล่านั้น ให้เปลี่ยนแปลงตัวเองได้เช่นคุณในวันหนึ่ง” 

ตรวจสอบหัวใจของคุณ เพราะว่าความทะนงตนเพียงเศษเสี้ยวเดียวจะไม่นำพาคุณไปสู่สวนสวรรค์ (นักวิชาการเตาฟีก เชาษุรียฺ)

Read Full Post »

ทำอย่างไรเราจึงจะเป็นหนึ่งในบรรดาผู้ที่ดีที่สุด
๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑
เขียนโดย อบู มุฮาวิยะฮฺ กัมดัร/ แปล บินติ อัลอิสลาม

หากพูดถึงเรื่องของการพัฒนาตนเองนั้น โดยส่วนใหญ่มักจะมีการให้ความสำคัญว่า “เราควรจะทำอย่างไรเพื่อให้เราดีที่สุด เก่งที่สุดในสิ่งที่เรากำลังทำอยู่” อีกทั้งยังมีเคล็ดลับมากมายที่เราสามารถเรียนรู้ได้เกี่ยวกับการที่จะเป็นคนที่เก่งที่สุดในเรื่องทางโลกทั้งหลาย อย่างไรก็ตาม บทความต่อไปนี้ เราจะมาค้นหาว่า “ทำอย่างไรเราถึงจะเป็นคนที่ดีเลิศที่สุดในพระเนตรของอัลลอฮฺ”

ซึ่งเราจะหาคำตอบกันจากหลายๆ หะดีษที่เน้นย้ำถึงคุณสมบัติของผู้ที่ดีที่สุดในบรรดามุสลิม

ในฐานะของผู้ศรัทธา เราจำต้องพยายามที่จะพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นอยู่เสมอ ดังนั้นเรามาดูกันว่าในหะดีษกล่าวไว้เช่นไรบ้าง และเรามาพยายามที่จะเป็นคนที่ดีเลิศที่สุดในพระเนตรของอัลลอฮฺกัน เพราะในท้ายที่สุดแล้ว การเป็นคนที่ดีเลิศที่สุดในดุนยานั้นย่อมไม่มีคุณค่าใด หากว่าการใช้ชีวิตของเราไม่ได้ทำให้อัลลอฮฺพึงพอพระทัย

๑. “ผู้ที่ดีที่สุดในบรรดามุสลิมนั้น คือผู้ที่บรรดาพี่น้องมุสลิม (ท่านอื่นๆ) ของเขาปลอดภัยจากมือและลิ้นของเขา” (มุสลิม)

ในการที่จะเป็นผู้ศรัทธาที่ดีที่สุดนั้น เราจำต้องเป็นคนที่มีความสงบและความอ่อนโยนเป็นอย่างมาก ผู้คนที่อยู่รอบตัวเราควรรู้สึกปลอดภัยเมื่ออยู่ใกล้ชิดเรา ไม่ใช่เพียงแค่ปลอดภัยจากการถูกกระทำทางกาย แต่ยังรวมถึงความปลอดภัยจากคำพูด วาจาของเราด้วยเช่นกัน ลองพิจารณาดูตัวเราเองและวิเคราะห์การดำเนินชีวิตของเราออกมาด้วยความจริงใจ และถามตัวเองว่า
“ฉันมักจะพูดไม่ดีกับคนอื่นๆ หรือพูดไม่ดีเกี่ยวกับคนอื่นๆ เป็นประจำหรือเปล่า”
“คนรอบตัวฉันเกรงกลัวอารมณ์ที่รุนแรงของฉันหรือเปล่า”
“คนส่วนใหญ่รู้สึกไม่ไว้ใจฉันหรือเปล่า”

คำถามเหล่านี้มีความสำคัญอย่างมากในการที่จะช่วยเราเพื่อปรับปรุงตัวเองให้กลายเป็นคนที่ผู้อื่นรู้สึกปลอดภัยที่จะอยู่ใกล้ชิดด้วย กฎทั่วไปก็คือ “อย่าทำร้าย” และ นี่คือหนึ่งในหลักการขั้นพื้นฐานของอิสลาม

๒. “ผู้ที่ดีที่สุดในหมู่พวกท่านคือผู้ที่มีมารยาทและอุปนิสัยที่ดีที่สุด” (บุคอรียฺ)

ศาสนาของเราคือศาสนาที่เน้นย้ำในเรื่องของการมีมารยาทที่ดีและการมีอุปนิสัยที่ดี “การปฏิบัติตัวของเราต่อผู้คนเป็นเช่นไร” คือสัญญาณที่บ่งบอกว่าเราเข้าใจศาสนาของเราดีเพียงใด

แต่เป็นที่น่าเศร้าที่บางคนกลับกลายเป็นคนที่แข็งกระด้าง ไม่สุภาพ และหยิ่งยโสเมื่อพวกเขาเพิ่งจะเริ่มปฏิบัติตัวตามหลักการศาสนาอิสลาม ซึ่งเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่อิสลามสอน การที่จะเป็นผู้ศรัทธาที่ดีที่สุดนั้น เราจำต้องแสดงออกซึ่งมารยาทที่ดีที่สุดอยู่เสมอ รวมถึงการรับมือ การมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนประเภทต่างๆ  “มารยาทคือสิ่งที่มึความสำคัญเป็นอย่างมากในการที่จะทำให้ความศรัทธาของเรานั้นสมบูรณ์”

๓. “ผู้ที่ดีที่สุดในหมู่ผู้คน คือผู้ที่สร้างประโยชน์อย่างมากที่สุดต่อมวลมนุษย์”(ดาเราะกุฎนียฺ, หะซัน)

อิสลาม ไม่ใช่ศาสนาที่เห็นแก่ตัว และไม่ใช่ศาสนาที่เน้นเพียงแค่การทำอิบาดะฮฺส่วนตัวของบุคคล หากทว่า มุสลิมที่ดีที่สุด คือผู้ที่อุทิศชีวิตของพวกเขาในการรับใช้อุมมะฮฺเพื่ออัลลอฮฺ

พวกเราแต่ละคนต่างมีทักษะและความรู้ที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งสามารถนำมาใช้เพื่อสร้างประโยชน์แก่ผู้อื่นได้ มันคือหน้าที่ของเราในฐานะของมุสลิมในการที่จะใช้ทักษะเหล่านั้นเพื่อสร้างประโยชน์ต่ออุมมะฮฺ ไม่ใช่เพียงแค่การให้ความสำคัญต่อตัวเราเพียงอย่างเดียว ทำให้การรับใช้ชุมชนเป็นส่วนสำคัญอย่างหนึ่งในชีวิตของคุณ เพราะนี่คือสิ่งที่มุสลิมทำกัน

๔. “ผู้ที่ดีที่สุดในหมู่พวกท่านคือผู้ที่เรียนอัลกุรอานและสอนมัน (แก่ผู้คน)” (ดาริมียฺ เศาะเหียฮฺ)

อัลกุรอาน คือรากฐานของศาสนาของเรา มันคือหน้าที่ของเราในการที่จะศึกษาเรียนรู้มัน ทำความเข้าใจมัน และปฏิบัติตามมัน ใช้ชีวิตโดยให้มันเป็นแนวทาง และแผ่สารของมันไปยังผู้อื่น สิ่งที่ดีงามที่สุดที่มุสลิมสามารถอุทิศชีวิตของเขาได้ คือการเรียนอัลกุรอานและสอนอัลกุรอาน

ซึ่งรวมไปถึงการสอนการอ่านอัลกุรอานแก่ผู้คน การสอนตัจวีด ตัฟซีรฺ อาหรับ ฮิฟซ์ และแม้แต่การสอนศาสนา เพราะวิชาศาสนาทั้งหมดจำต้องอาศัยการเรียนรู้ความหมายอายะฮฺที่แตกต่างกันออกไปในอัลกุรอาน ขอให้เราทั้งหลายแสวงหาหนทางที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการทำงานที่ดีงามนี้ เพื่อที่ว่าเราจะได้กลายเป็นหนึ่งในบรรดาผู้ที่ดีที่สุดในอุมมะฮฺนี้

๕. “ผู้ที่ดีที่สุดในหมู่พวกท่าน คือผู้ที่ดีที่สุด (ในการปฏิบัติ) ต่อครอบครัวของเขา และฉัน (นบีมุหัมมัด) คือผู้ที่ดีที่สุดในหมู่พวกท่าน (ในการปฏิบัติ) ต่อครอบครัวของฉัน” (ติรมิซียฺ, เศาะเหียะฮฺ)ุ

เราปฏิบัติตัวเช่นไรกับครอบครัวของเราภายในบ้าน (ในที่ส่วนตัว) คือบททดสอบที่แท้จริงแห่งความศรัทธาและอุปนิสัยที่แท้จริงของเรา มันเป็นการง่ายมากที่จะเสแสร้งทำตัวเป็นผู้ที่มีความอ่อนน้อมถ่อมตน เป็นผู้ศรัทธา และมีมารยาทที่ดีงามในที่สาธารณะต่อหน้าผู้คน แต่การทำตัวให้เป็นผู้ที่มีคุณธรรมความดีงาม มีความอ่อนน้อม น่ารักอ่อนโยน และมีมารยาทที่ดีงามภายในบ้านนั้น คือสัญญาณแห่งความศรัทธาที่แท้จริงของเรา

การที่จะเป็นบุคคลที่ดีเลิศที่สุดได้นั้น เราจำต้องปฏิบัติตามแบบอย่างของท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม และปฏิบัติต่อคนในครอบครัวของเราเป็นอย่างดี ผู้ศรัทธาที่แท้จริง คือมุสลิมที่ดีทั้งในที่สาธารณะและในที่ส่วนตัว

ข้อสรุปจากหะดีษทั้งห้าบทนี้ เราได้เรียนรู้ว่า ผู้ที่ดีที่สุดในบรรดามุสลิม คือผู้ที่
ไม่ทำร้ายผู้อื่น
-มีมารยาทและอุปนิสัยที่ดีงาม
-สร้างประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์
-เรียนและสอนอัลกุรอาน
-ปฏิบัติต่อคนในครอบครัวของเขาเป็นอย่างดี

ขอให้เราพยายามอย่างหนักที่จะปฏิบัติตามหะดีษทั้งห้าบทนี้

รูป จากอินเตอร์เนต

image

Read Full Post »

positive-thinking-b
รูปจากอินเตอร์เนต
เรียนรู้ที่จะคิดบวกจากหะดีษ (5 บท)
**********************************
จากบทความ Hadith 5 on positive thinking
ผู้เขียน อบู มุอาวิยะฮฺ อิสมาอีล กัมดัร /แปล บินติ อัลอิสลาม
 
การรายงานหะดีษของอิสลามได้เน้นในเรื่องของการคิดบวก แม้ว่าปัจจุบันนี้มุสลิมมากมายเลือกที่จะคิดในแง่ลบเกี่ยวกับโลกใบนี้ และเกี่ยวกับบรรดาผู้คนที่อยู่อาศัยอยู่ที่นี่ ซึ่งในความเป็นจริงนั้น อิสลามส่งเสริมในสิ่งที่ตรงกันข้าม
 
ดังนั้นขอให้เราใคร่ครวญหะดีษ 5 บทต่อไปนี้ และเริ่มการเดินทางไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่เป็นด้านบวกกัน
 
หะดีษบทที่หนึ่ง ให้คิดว่า “ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมีความดีซ่อนอยู่”
—————————————–
“การงานของบรรดาผู้ศรัทธานั้นน่าอัศจรรย์ยิ่ง แท้จริงแล้วทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของเขาคือความดีงาม และสิ่งนี้ไม่เกิดขึ้นกับผู้ใดเว้นแต่ บรรดาผู้ศรัทธา หากสิ่งที่ดีงามเกิดขึ้นกับเขา เขาก็ขอบคุณ และนั่นเป็นการดีสำหรับเขา และหากว่าสิ่งที่เลวร้ายเกิดขึ้นกับเขา เขาก็อดทน และนั่นก็เป็นการดีสำหรับเขาด้วยเช่นกัน” (เศาะเหียะฮฺมุสลิม 2999)
 
หะดีษบทนี้สอนให้เรารู้จักที่จะมองสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับชีวิตในแง่บวก ช่วงเวลาสุขสบายคือโอกาสแห่งการขอบคุณ และช่วงเวลาที่ยากลำบากก็คือบททดสอบแห่งความอดทน สถานการณ์ทั้งสองแบบต่างเป็นสิ่งดีงามสำหรับเรา ดังนั้นไม่ว่าจะมีอะไรก็ตามที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรา มันมักจะมีหนทางที่ทำให้เราได้รับผลประโยชน์จากสถานการณ์เหล่านั้นเสมอ
 
หะดีษบทที่สอง ให้คิดดีเกี่ยวกับอัลลอฮฺ
—————————————–
“ข้าเป็นดังเช่นที่บ่าวของเขานึกคิดเกี่ยวกับข้า ข้าอยู่กับเขาเมื่อเขานึกถึงข้า และหากเขากล่าวรำลึกถึงข้ากับตัวเขา ข้าก็จะกล่าวรำลึกถึงเขากับตัวข้า และหากเขากล่าวรำลึกถึงข้าในกลุ่มคน ข้าจะกล่าวถึงรำลึกถึงเขาในกลุ่มคนที่ดีกว่า หากเขาเข้ามาใกล้ชิดข้าหนึ่งคืบมือ ข้าก็จะเข้าไปใกล้ชิดเขาศอกหนึ่ง และหากเขาเข้ามาใกล้ชิดข้าศอกหนึ่ง ข้าก็จะเข้าไปใกล้ชิดเขาวาหนึ่ง และหากเขาเข้ามาหาข้าด้วยการเดิน ข้าก็จะเข้าไปหาเขาด้วยการวิ่ง” (เศาะเหียะฮฺบุคอรียฺ 6856 และเศาะเหียะฮฺมุสลิม 4832)
 
ในหะดีษกุดซียฺบทนี้ พระองค์อัลลอฮฺเองได้ทรงแจ้งแก่เราถึงความสำคัญของการคิดในแง่ดีเกี่ยวกับพระองค์ เราจำต้องคิดถึงแต่สิ่งที่ดีงามเกี่ยวกับพระผู้ทรงสร้างของเรา และไม่ปล่อยให้ชัยฎอนมาใส่ความคิดที่ชั่วร้ายในหัวของเรา และยิ่งเราคิดดีเกี่ยวกับอัลลอฮฺมากเท่าไร เราก็จะยิ่งได้รับสิ่งที่ดีสิ่งที่เป็นประโยชน์จากการมีความคิดเช่นนี้ทั้งในโลกดุนยาและอาคิเราะหฺ
 
หะดีษบทที่สาม หลีกเลี่ยงการคิดแง่ลบ
—————————————–
“พึงระวังความหวาดระแวงสงสัย เพราะความหวาดระแวงสงสัยคือการกล่าวเท็จที่เลวร้ายที่สุด และอย่าได้สอดแนมกัน และอย่ารับฟังการพูดคุยที่ชั่วร้ายของผู้คนเกี่ยวกับเรื่องราวของผู้อื่น (นินทา) และอย่าสร้างความเป็นศัตรูระหว่างกัน แต่จงเป็นพี่น้องกัน และไม่ควรมีการเสนอตัวต่อสตรีที่พี่น้อง (มุสลิม) ของเขาได้เข้าไปเสนอตัวแล้ว ทว่าเขาควรรอจนกว่าผู้เสนอตัวคนแรกได้แต่งงานกับนางแล้ว หรือถอดถอนการเสนอตัวต่อนาง” (เศาะเหียะฮฺบุคอรียฺ 5970)
 
การมีความคิดในด้านลบเกี่ยวกับพี่น้องมุสลิม คือต้นเหตุของความเป็นศัตรู ความอิจฉาริษยา และความแตกแยก หะดีษบทนี้ได้สั่งห้ามการคิดลบในทุกกรณีไม่ว่ามันจะการสงสัยที่ไม่ได้อยู่บนความเป็นจริง การนินทา การสอดแนม ความผิดบาปเหล่านี้ เราจำต้องหลีกเลี่ยง
 
หะดีษบทที่สี่ จงทำให้เกิดความง่ายดาย
—————————————–
“จงทำให้เกิดความง่ายดายในสิ่งต่างๆ ต่อผู้คนและจงอย่าสร้างความยากลำบากแก่พวกเขา” (เศาะเหียะฮฺบุคอรียฺ 6125)
 
คำแนะนำที่สั้นกระชับนี้มุ่งเน้นไปยังผู้ที่ทำการดะอฺวะฮฺและผู้ที่สอนอิสลามเป็นอันดับแรก หลักปฏิบัติหนึ่งแห่งรากฐานของกฎชารีอะฮฺเบื้องต้น คือหลักปฏิบัติของการสร้างความง่ายดาย ซึ่งมีการรายงานหะดีษมากมายที่เน้นในเรื่องเดียวกันนี้ อิสลามนั้นมีจุดประสงค์ที่จะทำให้การใช้ชีวิตนั้นง่ายดายสำหรับผู้คน ดังนั้นขอให้คุณตรวจสอบว่าวิธีการที่คุณเรียกร้องและชี้แนะผู้คนมาสู่อิสลามนั้นเป็นวิธีการที่เน้นการคิดบวกและการดึงดูดผู้คนไปสู่ความสวยงามแห่งอิสลาม
 
หะดีษบทที่ห้า ให้คิดบวกเมื่อมีความตายเกิดขึ้น
—————————————–
“ผู้ใดก็ตามที่รักการเข้าพบอัลลอฮฺ (พึงรู้เถอะว่า) อัลลอฮฺเองเช่นกันที่ทรงรักการพบกับเขา และผู้ใดก็ตามที่เกลียดการเข้าพบอัลลอฮฺ อัลลอฮฺเองเช่นกันทีทรงเกลียดการพบกับเขา” (เศาะเหียะฮฺบุคอรียฺ 6508)
 
การคิดในแง่บวก ในแง่ดีนั้นสำคัญอย่างมากในอิสลาม แม้แต่ในช่วงเวลาที่มีความตายเกิดขึ้น มุสลิมจำต้องคิดต่อพระผู้ทรงสร้างเขาในด้านที่ดีที่สุด สิ่งนี้สำคัญอย่างยิ่งโดยเฉพาะในช่วงเวลาแห่งความตาย คือบรรดาผู้ศรัทธาควรนึกถึงความเมตตาของอัลลอฮฺและการให้อภัยโทษของพระองค์ ด้วยการคิดเช่นนี้ ย่อมทำให้พวกเขาจากโลกนี้ไปในสภาพของการคิดดี เพราะเราไม่ควรที่จะใช้ชีวิตของเราด้วยการคิดบวกเพียงอย่างเดียวเท่านั้น หากทว่าเราควรตายหรือจากโลกนีไปในสภาพของการคิดบวก คิดดีด้วย
 
ขออัลลอฮฺทรงปกปองเราจากความคิดลบ ความคิดที่ชั่วร้ายทั้งหลาย อามีน
 

Read Full Post »

image

คุณสมบัติแห่งความเอื้อเฟื้อ (กรุณา) (ซูเราะฮฺอาลิ อิมรอน 03:134)
~~~~~~~~~~~~
เขียนโดย อบู มุอาวิยะฮฺ อิสมาอีล กัมดัรฺ
แปล บินติ อัลอิสลาม

“(ผู้ที่ยำเกรง) คือบรรดาผู้ที่บริจาคด้วยความกรุณาทั้งในยามสุขสบาย และในยามเดือดร้อน และบรรดาผู้ข่มอารมณ์และบรรดาผู้ให้อภัยแก่เพื่อนมนุษย์และอัลลอฮฺนั้นทรงรักผู้กระทำดีทั้งหลาย” (ซูเราะฮฺอาลิ อิมรอน 03:134) คัดลอกจากโปรแกรมอัลกุรอาน และมีการปรับถ้อยคำเล็กน้อย

อายะฮฺดังกล่าวนั้นเชื่อมต่อกับอายะฮฺก่อนหน้านี้ที่แจ้งไว้ว่า สวนสวรรค์นั้นมีไว้สำหรับบรรดาผู้ที่มีความตักวา “ตักวา” หมายถึง การตระหนักรู้ถึงการมีอยู่ของอัลลอฮฺ (ยำเกรงต่ออัลลอฮฺ) และโดยปกติแล้วเมื่อเราได้ยินคำว่า “ตักวา” เราก็จะนึกถึงการทำอิบาดะฮฺมากมายและการแต่งกายของแต่ละบุคคล อย่างไรก็ตาม อายะฮฺนี้ได้อธิบายถึงขอบเขตความแตกต่างของความตักวา ไม่ว่าจะเป็นบุคลิกลักษณะและอุปนิสัยของแต่ละบุคคล

อายะฮฺนี้ได้เน้นถึงคุณสมบัติสามประการที่เป็นสัญญาณของความตักวา และทั้งสามอย่างนี้นั้นเป็นรูปแบบของความกรุณาที่มีความแตกต่างกัน คุณสมบัติสามประการนี้คือ “การบริจาค” “การควบคุมอารมณ์ของตน” และ “การให้อภัยผู้คน”

คุณสมบัติแรกที่อัลลอฮฺทรงแจ้งไว้คือ “การบริจาคทาน”  และพระองค์ได้ทรงเพิ่มเติมไว้ด้วยว่า “การบริจาค (ให้) ทั้งในช่วงเวลาที่เป็นสุข และช่วงเวลาที่เป็นทุกข์”  แน่นอนว่ามันย่อมเป็นการง่ายในการที่จะบริจาคในช่วงเวลาที่ดี ในขณะที่คนคนหนึ่งนั้นกำลังประสบความสำเร็จและมีทรัพย์สินมากมาย อย่างไรก็ตาม “สัญญาณแห่งความตักวา” คือ การรักษาอุปนิสัยของการบริจาค แม้ว่าจะอยู่ในช่วงเวลาที่ย่ำแย่ ยากลำบากและมีน้อยก็ตาม “ความกรุณาเช่นนี้ถือว่าเป็นความไม่เห็นแก่ตัวและเป็นรูปแบบของการเสียสละ และนักวิชาการหลายท่านได้ให้ความเห็นว่าการบริจาคในสภาพเช่นนี้จะได้มาซึ่งผลบุญที่มากยิ่งกว่า

คุณสมบัติที่สองที่มีการกล่าวไว้ในอายะฮฺนี้ คือ “การควบคุมอารมณ์ของตน” ท่านอัลกุรตุบียฺได้อธิบายว่าคำว่า “ฆ็อยซ์ (غيظ)” ในอายะฮฺนี้หมายถึง อารมณ์ที่อยู่ภายใน ดังนั้นอายะฮฺนี้จึงหมายถึงการคอยตรวจสอบอารมณ์ความรู้สึกของตนเสมอ และไม่ปล่อยให้อารมณ์นั้นครอบงำ นี่คือรูปแบบของความกรุณาอย่างหนึ่งเพราะมันหมายความว่าความตักวาของบุคคลคนหนึ่งนั้นคือความใจเย็นและการไม่โกรธเคืองอย่างง่ายดาย นี่คือสิ่งสำคัญในการดะอฺวะฮฺ เพราะมีคนมากมายที่อาจพยายามสร้างความขุ่นเคืองให้แก่เรา แต่ความตักวานั้นบอกให้เราใจเย็นลง

คุณสมบัติสุดท้ายที่กล่าวไว้ในอายะฮฺนี้ คือการมองข้ามความผิดพลาดของผู้อื่น หมายความว่าผู้ที่มีความตักวาจะไม่คาดหวังความสมบูรณ์แบบจากผู้อื่น ดังนั้นเมื่อผู้คนทำความผิดพลาดหรือสร้างความเดือดร้อนหรือทำร้ายเขา เขาก็ยินดีที่จะมองข้ามสิ่งเหล่านั้นโดยไม่ปล่อยให้ตัวเองอ่อนแอหรือละเลยต่อหน้าที่ของพวกเขาในการดะอฺวะฮฺ “ผู้ที่มีความตักวา” จะไม่ถือเอาความผิดพลาดของผู้อื่นเป็นเรื่องส่วนตัว และเขาก็จะมีความกรุณาด้วยการให้อภัยและเต็มใจที่จะมองข้ามความผิดพลาดของผู้คน

คุณสมบัติทั้งสามประการนี้คือสิ่งที่พิสูจน์ว่าความตักวาในอิสลามนั้น คือวิธีการที่เราปฏิบัติต่อผู้คน เพราะมันคือการทำหน้าที่ของเราที่มีต่ออัลลอฮฺให้สมบูรณ์ ด้วยวิธีการนี้ เราไม่ควรจำกัดความเข้าใจกับความตักวา เพียงแค่บางกฎเกณฑ์ของศาสนาเท่านั้น หากทว่าเราควรพยายามทำความเข้าใจโดยรวมและปฏิบัติตามหลักการของศาสนา

Read Full Post »

Older Posts »

%d bloggers like this: