Feeds:
Posts
Comments

Archive for the ‘การดุอาอฺ’ Category

🍀🍀🍀เรื่องราวของอิหม่ามบุคอรีย์🍀🍀🍀 ที่จะทำให้คุณอยากอ่านหะดีษที่ท่านบันทึกอีกครั้ง

แปลเรียบเรียงจากคลิป The genius: Imam Al bukhari (by Daily reminders) โดย Bint al Islam

🌿อิหม่ามบุคอรียฺ🌿 มีชื่อเต็มว่า 🌿อบู อับดัลลอฮฺ มุหัมมัด อิบนุ อิสมาอีล อิบนุ อิบรอฮีม อิบนุ อัลมุฆีเราะฮฺ อิบนุ บัรดิซบะฮฺ อัล ญุฟียฺ อัล บุคอรียฺ 

🌿ชื่อจริงของท่านคือ 🌿มุหัมมัด 🌿

ทวดของท่าน ▪อัลมุฆีเราะฮฺ▪ ได้เข้ารับอิสลามในสมัยเศาะฮาบะฮฺ 

อิหม่ามบุคอรียฺ มาจากเมืองหนึ่งที่ชื่อ ▪บุคอเราะฮฺ ▪ ซึ่งอยู่ประเทศอุสเบกิสถาน  ดังนั้น อิหม่ามบุคอรียฺ จึงมีเชื้อสายเปอร์เซีย ท่านมีรูปร่างเช่นชาวเปอร์เซีย และใช้ภาษาเปอร์เซียเป็นภาษาแม่ อย่างไรก็ตามท่านก็มีความสามารถพูดภาษาอาหรับได้อย่างคล่องแคล่ว 

ชื่อ บุคอรียฺ ไม่ใช่ชื่อจริงของท่าน แต่มันมาจากชื่อเมืองที่ท่านเคยอาศัยอยู่ ท่านเกิดประมาณวันที่ 12-13 เชาวาล ปี 194 ซึ่งเป็นวันศุกร์ ญุมอะฮฺ 

ในช่วงวัยเด็กของท่านนั้น มีสองเหตุการณ์สำคัญได้เกิดขึ้นกับท่าน นั่นคือ 

🍃หนึ่ง บิดาของท่านได้เสียชีวิต

🍃สอง ดวงตาของท่านมืดบอดลงเมื่อมีอายุได้ 3 ขวบ

มารดาของท่าน เป็นสตรีที่รักการทำอิบาดะฮฺต่ออัลลอฮฺอย่างมาก และเมื่อ อิหม่ามบุคอรียฺสูญเสียการมองเห็นในวัยสามขวบ มารดาของท่านได้อุทิศตนไปกับการละหมาดตะฮัจญุดทุกค่ำคืน และวิงวอนขอต่ออัลลอฮฺให้ทรงประทานการมองเห็นคืนให้กับลูกชายของนาง 

อิหม่ามบุคอรียฺสูญเสียการมองเห็นเป็นระยะเวลาประมาณ 2  ปี แต่มารดาของท่านก็ยังคงไม่ย้อท้อ หรือหมดหวังในอัลลอฮฺ นางเฝ้าวิงวอน ขอต่ออัลลอฮฺอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งคืนหนึ่ง นางฝันเห็นนบีอิบรอฮีม นางฝันว่านบีอิบรอฮีมมาพบนาง และบอกนางว่า “อัลลอฮฺทรงประทานข่าวดีแก่เธอ พระองค์ได้ทรงประทานการมองเห็นคืนให้กับลูกของเธอ อันเนื่องมาจากการดุอาอฺของเธอ” ดังนั้นเมื่อนางตื่นขึ้น นางจึงเข้าไปปลุกลูกชายของนาง เมื่ออิหม่ามบุคอรียฺลืมตาขึ้น ท่านมองไปรอบๆ ท่านเห็นทุกอย่างชัดเจน ในขณะเดียวกันก็เกิดความสับสนว่ามันเกิดอะไรขึ้น 

🍃อิหม่ามบุคอรียฺกลับมามองเห็นอีกครั้ง ด้วยเพราะดุอาอฺของมารดาของท่าน🍃

อิหม่ามบุคอรียฺมีความจำที่ดีตั้งแต่ยังเยาว์วัย และตอนที่ท่านยังเด็ก ท่านเคยฝันว่าท่านเดินตามหลังท่านนบี มุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม และทุกๆ ครั้งที่นบีวางเท้าลง อิหม่ามบุคอรียฺก็จะวางเท้าลงตามท่านเช่นกัน ซึ่งความฝันนี้ไม่ใช่เพียงแค่ตัวท่านเองที่ฝัน หากทว่ายังมีนักวิชาการท่านอื่นๆ ด้วยที่ฝันเห็นเหมือนกับท่าน 

เมื่อท่านอายุ 16  ปี อิหม่ามบุคอรียฺ พร้อมกับมารดาและพี่ชายได้เดินทางไปทำฮัจญ์ ในสมัยนั้น “ฤดูการทำฮัจญ์” เปรียบเสมือนกับมหาวิทยาลัยนานาชาติของมุสลิม เมื่อเสร็จสิ้นการทำฮัจญ์ ท่านได้ขอร้องมารดาให้กลับไปพร้อมกับพี่ชายของท่าน และท่านขอใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นต่อ และมารดาของท่านได้อนุญาตให้ท่านอยู่ต่อ ซึ่งก่อนที่ท่านจะจากเมืองบุคอเราะฮฺมา ท่านไม่ได้วางแผนเช่นนั้น แต่เมื่อท่านได้เห็นเมืองมักกะฮฺ ท่านจึงเกิดความคิดที่จะอยู่ต่อ 

เมื่อท่านอายุได้ 18 ปี ท่านได้เขียนหนังสือเล่มแรก ซึ่งมีเก้าบท มีชื่อที่มีความหมายว่า “ความปรารถนาของมนุษย์” และหนังสือเล่มนี้ยังถูกใช้เป็นคู่มืออ้างอิงในการค้นหาชื่อ สถานที่ ชีวประวัติ สำหรับนักวิชาการหะดีษมากมายในปัจจุบัน 

ครั้งหนึ่งท่านเดินทางไปยังเมืองแบกแดด เพื่อแสวงหาความรู้กับอิหม่าม อิบนุ ฮัมบาล นักวิชาการด้านหะดีษที่มีชื่อเสียงมากในยุคนั้น ขณะนั้นอิหม่ามบุคอรียฺมีอายุประมาณ 20 ปี และอิหม่ามอะหมัดมีอายุประมาณ 60-70 ปี อิหม่ามอะหมัดเคยกล่าวว่า “ฉันไม่เคยพบเห็นใครที่มาจากเมืองคุรอซาน (เมืองใหญ่ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอิรัก อีหร่าน และอัฟกานิสถาน) ที่จะเหมือนกับมุหัมมัด อิบนุ อิสมาอีล (ซึ่งหมายถึงอีหม่ามบุคอรี)”

อีหม่ามบุคอรียฺมีความสามารถในการจดจำภาพได้เป็นอย่างดี ยกตัวอย่างเช่นว่า ท่านมองเห็นหะดีษเพียงครั้งเดียวก็สามารถจำได้ โดยไม่จำเป็นต้องจดบันทึก อิหม่ามอิบนุ กะษีร เคยบรรยายคุณลักษณะของท่านไว้ว่า

“อิหม่ามบุคอรียฺสามารถอ่านหะดีษหนึ่งหน้าเพียงครั้งเดียว  และสามารถจดจำมันได้ตราบเท่าที่ท่านมีชีวิตอยู่”

ขณะนั้นมีหลายคนประหลาดใจกับความสามารถของท่าน แม้แต่บรรดาผู้รู้ นักวิชาการเอง ก็แทบจะไม่เชื่อในความสามารถนั้น จนกระทั่งได้มีการทดสอบความรู้ความจำครั้งใหญ่ของท่านในขณะที่ท่านอายุ 30 ปี และท่านก็ได้พิสูจน์ให้พวกเขาเห็นถึงความสามารถของท่าน  

อิบนุ ฮะญัรฺ เคยกล่าวว่า

“สิ่งที่น่าอัศจรรย์ของอิหม่ามบุคอรียฺนั้น ไม่ใช่เพียงแค่ความสามารถในการจดจำหะดีษที่ถูกต้องได้ หากทว่าท่านยังสามารถจดจำหะดีษที่ผิดได้ ภายหลังจากการได้รับฟังเพียงครั้งเดียว” 

🍃🍃แรงบันดาลใจในการเขียน เศาะเหียะฮฺบุคอรียฺของอีหม่ามบุคอรียฺ🍃🍃

 

ในขณะที่ท่านยังเป็นหนุ่ม ท่านเคยฝันเห็นว่า ท่านยืนอยู่ข้างหน้านบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม และได้มียุงบินเข้ามา ซึ่งอิหม่ามบุคอรียฺที่ยืนอยู่ตรงนั้นได้ทำการปัดยุงออกไป เพื่อปกป้องนบีให้พ้นจากยุง 

เมื่อท่านตื่นขึ้นมา ท่านได้ถามชัยคฺของท่านถึงความหมายของความฝันนั้น ชัยคฺของท่านได้บอกท่านว่า “ท่านจะเป็นผู้ทำการกำจัดหะดีษหลอกลวงทั้งหลาย เช่นที่ท่านกำจัดยุงเหล่านั้น งานของท่านในชีวิตนี้ คือการปกป้องนบีจากยุง (จากหะดีษปลอม)” ด้วยเหตุนี้จึงทำให้อิหม่ามบุคอรียฺมีความปรารถนาที่จะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านหะดีษ และภายหลังท่านก็ได้รับแรงบันดาลใจจากอาจารย์ของท่าน คือ อิสฮาก อิบนุ เราะฮฺวัยฮฺ ผู้ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านหะดีษ ชาวเปอร์เซีย ซึ่งเคยพูดว่า “มันน่าจะเป็นความคิดที่ดีหากว่าใครสักคนมุ่งเน้นไปที่การเขียนบันทึกหะดีษเศาะเหียะฮฺ”  ด้วยเหตุนี้เอง มันจึงเป็นแรงบันดาลใจให้อีหม่ามบุคอรียฺ เขียน “เศาะเหียะฮฺบุคอรียฺ” ขึ้นมา 

ท่านใช้เวลาทั้งหมด 16  ปีในการเขียน “เศาะเหียะฮฺบุคอรียฺ” ท่านรวบรวมหะดีษเบื้องต้นขณะที่ท่านอยู่ที่เมืองบัศเราะฮฺ ซึ่งท่านได้อาศัยอยู่ที่นั่นเป็นระยะเวลา 5 ปี และท่านได้ไปทำฮัจญ์ทุกๆ ปี ท่านได้ทำวินิจฉัย คัดกรองหะดีษ มากกว่า 6,000 หะดีษ เพื่อเขียนออกมาเป็นหนังสือ และช่วงปีท้ายๆ ของการเขียน ท่านได้ย้ายไปยังเมืองมาดีนะฮฺ เพราะท่านต้องการได้รับความจำเริญในการอาศัยอยู่ในเมืองมาดีนะฮฺ และท่านได้ใช้เวลาไปกับการตรวจทาน แก้ไข ทั้งวันทั้งคืน ท่านทุ่มเท อุทิศตนไปกับการเขียน เศาะฮฺเหียะฮฺบุคอรียฺ 

ภายหลังท่านได้บอกเล่าแก่บรรดาลูกศิษย์ของท่านว่า

🌱🌱ทุกๆ หะดีษแต่ละบทที่ท่านเลือก ท่านได้ทำการอาบน้ำละหมาดเป็นอย่างดีและละหมาดอิสติเคาะเราะฮฺ 2 ร็อกอัต ในแถวละหมาดของนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ในการบันทึกแต่ละหะดีษ🌱🌱

🍃🍃ในช่วงบั้นปลายชีวิตของอิหม่ามบุคอรียฺ ท่านได้ทำธุรกิจค้าขายบางอย่าง ครั้งนั้นท่านออกเดินทางด้วยเรือไปยังอีกเมืองหนึ่ง พร้อมกับเงินจำนวน 10,000 ดิรฺนาร ขณะที่อยู่บนเรือ ท่านได้พบกับชายคนหนึ่งที่พูดคุยเป็นเพื่อนกับท่าน ท่านได้บอกเล่าให้เขาฟังว่าท่านมีเงินจำนวนเท่าไร และจะเอาไปซื้ออะไร เช้าวันรุ่งขึ้น มีข่าวแพร่ภายในเรือ และกัปตันก็ประกาศว่า”มีคนขโมยเงินจำนวน 10,000 ดิรนารของชายคนที่พูดคุยกับท่านเมื่อวันก่อน และจะมีการค้นหาเงินที่หายไปทั่วทั้งเรือว่าใครเป็นคนเอาไป”  แท้จริงๆ ชายคนนั้นเป็นคนที่มีพฤติกรรมชั่วร้าย เขายังไม่ได้เห็นเงินของอีหม่ามบุคอรียฺ แต่อย่างใด แต่มันก็ได้ล่อลวงเขาให้เกิดความโลภ เขาจึงคิดฉวยโอกาส

เมื่ออิหม่ามบุคอรียฺได้ยินประกาศเช่นนั้น ท่านจึงรวบรวมเงินทั้งหมดของท่าน และขึ้นไปยังจุดที่สูงสุดของเรือ เมื่อไม่มีใครเห็น ท่านก็โยนเงินทั้งหมดของท่านลงทะเล ดังนั้นเมื่อมีการตรวจค้นภายในเรือ จึงไม่มีใครพบเงินจำนวนดังกล่าว

และในภายหลังชายคนดังกล่าวได้เข้ามาพบท่าน และถามท่านว่า “ฉันรู้ว่าท่านไม่ใช่คนโกหก ท่านคืออีหม่ามบุคอรียฺ ท่านย่อมต้องมีเงินจริงเป็นแน่ ท่านซ่อนมันไว้ที่ใด?” 

อีหม่ามบุคอรียฺตอบเขาว่า ท่านได้โยนเงินนั้นทิ้งลงไปในทะเลแล้ว 

เขาถามท่านว่า “ท่านโง่เขลาหรืออย่างไร เพราะแม้ว่าฉันจะไม่ได้ประโยชน์อะไรจากมัน แต่ท่านก็ยังสามารถที่จะได้ประโยชน์จากมัน”

🌿🌿🌿ท่านตอบว่า

“ฉันใช้เวลาทั้งชีวิต เพื่อพิสูจน์ว่า “ความน่าเชื่อถือของฉัน” นั้นสะอาดปราศจากมลทิน เพื่อที่หะดีษของท่านนบีจะได้รับการยอมรับ ซึ่งมันมีค่ามากยิ่งกว่าเงิน 10,000 ดินารฺเสียอีก ฉันสูญเสียเงินได้ แต่ชื่อเสียงของฉันถูกทำลายไม่ได้ มิเช่นนั้นบรรดาหะดีษที่บันทึกไว้ย่อมถูกทำลายลงไปด้วย ฉันจึงยอมทิ้งเงินนั้น เพื่อที่จะได้ไม่มีซึ่งความสงสัยคลางแคลงใจใดในตัวฉัน”

🌿🌿🌿

รูป อินเตอร์เนต

Advertisements

Read Full Post »

☀☀เมื่อดุอาอฺถูกตอบรับ☀☀

จากส่วนหนึ่งของคลิป how to get your dua accepted by Theprophetspath แปลเรียบเรียงโดย Bint Al Islam

ชายชาวอียิปต์คนหนึ่งอาศัยอยู่ในเมืองอัลมาดีนะฮฺ อัลมุนาวะเราะฮฺ เขาได้รับโอกาสในการทำฮัจญ์เป็นระยะเวลา 20 ปีติดต่อกัน ทุกๆ ปี 

เมื่อไม่นานมานี้เขาถูกสัมภาษณ์ ผู้สัมภาษณ์ตั้งคำถามกับเขาว่า “คุณทำงานเป็นคนทำความสะอาดและมีฐานะยากจน คุณคิดว่าอะไรคือเหตุผลที่อัลลอฮฺทรงเรียกคุณกลับไปยังบ้านของพระองค์อย่างต่อเนื่องเช่นนี้?”

เขาตอบว่า “มันคือการอำนวยพรของพระองค์โดยแท้ และผมเองก็ไม่แน่ใจจริงๆ ว่าอะไรหรือเหตุผลที่แท้จริง

แต่ผมจำเหตุการณ์ครั้งหนึ่งได้เป็นอย่างดี มันเกิดขึ้นในการทำฮัจญ์ครั้งแรกของผม ซึ่งครั้งนั้นผมใช้เงินเก็บทั้งหมดที่ผมมีเพื่อฮัจญ์ครั้งนั้น และผมก็ได้ออกเดินทางครั้งใหญ่ 

ขณะที่ผมกำลังนั่งอยู่บนรถโดยสารเพื่อเดินทางไปยังมักกะฮฺ ผมเห็นหญิงชราคนหนึ่ง เธออายุมากและมีรูปร่างที่ใหญ่ เธอใช้ไม้เท้าเดินด้วยความยากลำบาก และเห็นได้ชัดว่าเธอกำลังเจ็บปวดมาก ผมจึงถามตัวผมเองว่า “ผมเป็นคนประเภทใดกัน ในเมื่อผมยังหนุ่มแน่นและนั่งอยู่บนรถโดยสาร แต่เธอกลับต้องเดินไปมักกะฮฺตลอดทาง?” ดังนั้นขณะที่รถติด ผมจึงลงจากรถโดยสาร และเดินไปหาเธอและบอกเธอว่า “คุณแม่ครับ ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ได้โปรดขึ้นไปนั่งบนรถแทนผมด้วยเถอะครับ แล้วผมจะเดินแทนคุณแม่เอง” ทันใดนั้นสตรีชราก็ร้องไห้ออกมาพร้อมกล่าวขอบคุณอัลลอฮฺที่ทรงส่งคนมาช่วยเธอและเสนอที่นั่งของเขาบนรถโดยสารให้กับเธอ โดยที่เธอไม่ต้องเดิน และขณะที่เธอเดินขึ้นรถไป เธอได้หันหน้ามาหาผมและพูดว่า

“โอ้ ลูกชายเอ๋ย ฉันขอวิงวอนต่ออัลลอฮฺ ขอพระองค์โปรดอย่าได้ยับยั้งเธอจากการทำฮัจญ์อีกครั้ง” 

จากนั้นชายคนอียิปต์ก็พูด (กับผู้สัมภาษณ์) ว่า “อัลลอฮฺทรงรู้ดียิ่ง แต่ผมก็เชื่อว่าดุอาอฺของเธอคือเหตุผลที่ทุกๆ ปี อัลลอฮฺทรงส่งคนมาเคาะที่ประตูห้องของผม และพวกเขาก็ขอความช่วยเหลือจากผมในการไปทำฮัจญ์ หรือไม่ก็ขอให้ผมเดินทางไปทำฮัจญ์เป็นเพื่อน หรือบางครั้งพวกเขาก็บอกผมว่าต้องการให้ผมไปทำฮัจญ์โดยที่จะออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดให้ฟรีๆ  นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นทุกๆ ปี เป็นระยะเวลา 20 ปีติดต่อกัน”

พี่น้องที่รัก ดังนั้น เวลาที่เราวิงวอนขอจากอัลลอฮฺ เราจำต้องตระหนักเสมอว่า ไม่มีสิ่งใดที่เป็นไปไม่ได้ ณ ที่พระองค์

รูป อินเตอร์เนต

Read Full Post »

ในสมัยราชวงศ์อับบาสสิยะฮ์
มีสตรีท่านหนึ่งเป็นที่รู้จักกันในนามว่า สุบัยดะฮฺ หรือ อุมมุ ญะฟัรฺ ซึ่งผู้คนต่างรู้กันดีว่าเธอเป็นคนจิตใจกว้างขวางและมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เป็นอย่างมาก

ด้วยเหตุนี้เองจึงมีชายตาบอดสองคนไปหาเธอ ที่บริเวณถนนที่เธออาศัยอยู่

หนึ่งในชายสองคนนั้นกล่าวขึ้นมาว่า “ฉันวิงวอนขอจากท่านด้วยความบริสุทธิ์ของอัลลอฮฺ”
ส่วนชายอีกคนกล่าวขึ้นมาว่า “ฉันวิงวอนขอจากท่านด้วยความบริสุทธิ์ของอุมมุ ญะฟัรฺ”

หลังจากนั้นเธอจึงได้ให้เงินจำนวน 2 ดิรฮัมกับคนที่ขอจากเธอด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ส่วนคนที่ขอเธอด้วยนามของเธอ เธอให้ไก่ย่างแก่เขาพร้อมกับสอดเงิน 10 ดิรนารเข้าไปในตัวไก่ด้วย

ดังนั้นคนที่ขอด้วยพระนามของอัลลอฮฺจึงได้น้อยกว่า
และคนที่ขอด้วยนามของอุมมุ ญะฟัรฺได้มากกว่า

ซึ่งอุมมุ ญะฟัรฺได้ทำการบริจาคให้กับชายทั้งสองคนนี้เป็นเวลา 10 วัน

วันหนึ่งอุมมุ ญะฟัรฺได้เข้าไปถามชายที่ได้ทั้งไก่และเงิน 10 ดิรนารว่า “นี่ท่านไม่ได้มีทรัพย์สินมากขึ้นหรอกหรือ”

เขาตอบเธอว่า “ไม่ครับ พอผมได้ไก่จากท่านมา ผมก็เอาไก่ตัวนั้นไปขายให้กับเพื่อนอีกคนของผมตัวละ 2 ดิรฮัม ทุกวันเลย”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น อุมมุ ญะฟัรฺก็พูดขึ้นมาว่า “ซุบฮานั้ลลอฮฺ คนที่ขอจากอัลลอฮฺ อัลลอฮฺทรงประทานให้แก่เขา ส่วนคนที่ขอจากผู้อื่น อัลลอฮฺทรงปิดหนทางแห่งการได้รับจากเขา”

คุณรู้แล้วใช่ไหมว่า ริสกีอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์

ดังนั้นขอให้คุณวิงวอนขอจากอัลลอฮฺต่อไป
ขอให้คุณวิงวอนขอดุอาอฺจากอัลลอฮฺต่อไป
ไม่มีปัญหาใดที่จะยิ่งใหญ่เกินกว่าที่จะแก้ไขได้สำหรับพระองค์

และหากว่าอัลลอฮฺยังคงทำให้คุณต้องเผชิญอยู่กับปัญหาต่างๆมากมาย นั่นเป็นเพราะว่าพระองค์ทรงประสงค์เช่นนั้น

ขอให้คุณจำไว้ว่า หากอัลลอฮฺทรงทำให้คุณอยู่ในสถานการณ์ที่คุณเรียกมันว่า “ความวุ่นวาย” แต่ ณ ที่อัลลอฮฺ มันไม่ใช่ “ความวุ่นวาย” พระองค์ทรงต้องการให้คุณเผชิญกับมันอย่างมีเหตุผล

พระองค์ทรงต้องการให้คุณร้องขอจากพระองค์ ขอดูอาอฺจากพระองค์ ตื่นขึ้นมาตอนเช้าเพื่อทำการละหมาดต่อพระองค์ นั่นคือความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดที่สุดที่คุณจะเคยมีกับอัลลอฮฺ ในยามที่คุณมีปัญหา

อย่างไรก็ตาม ด้วยความเมตตาของอัลลอฮฺ พระองค์ยังทรงเปิดประตูไปสู่ทางออกให้แก่คุณ

เรียบเรียงจากบรรยายของมุฟตี เมงก์ หัวข้อ Jumping the gun/โดยบินติ อัลอิสลาม

รูปจากอินเตอร์เนต

image

Read Full Post »

image

การสำนึกผิด (ซูเราะฮฺอัลบะเกาะเราะฮฺ 02:37)
~~~~~~~~~~~~
เขียนโดย อบู มุอาวิยะฮฺ อิสมาอีล กัมดัรฺ
แปล บินติ อัลอิสลาม

“ภายหลังอาดัมได้เรียนรู้คำวิงวอนจากพระเจ้าของเขา แล้วพระองค์อภัยโทษแก่เขา แท้จริงพระองค์คือผู้ทรงอภัยโทษ ผู้ทรงเมตตาเสมอ” (ซูเราะฮฺอัลบะเกาะเราะฮฺ 02:37)

พวกเราหลายคนอาจจะรู้สีกผิดที่จะเริ่มต้นสู่การเปลี่ยนแปลงในเราะมาฎอนนี้ ด้วยเพราะจำนวนของบาปที่มากมายที่เราได้กระทำมาตลอดปี ซึ่งความรู้สึกผิดนี้ยับยั้งเราจากการพยายามอย่างสุดความสามารถของเรา และยับยั้งเราจากการทำอิบาดะฮฺต่ออัลลอฮฺให้ดีที่สุด เพราะเราอาจไม่รู้สึกถึงความเมตตาของพระองค์และการอภัยโทษของพระองค์

“การมีความรู้สึกผิดต่อความผิดบาปของเรา” ถือเป็นสิ่งที่ดี มันแสดงให้เห็นว่า “เรามีความศรัทธาและรู้ว่าสิ่งที่ทำไปนั้นเป็นสิ่งที่ผิด”  อย่างไรก็ตาม ความรู้สีกผิดที่ว่านั้นไม่ควรทำให้เราสูญสิ้นความหวังในความเมตตาของอัลลอฮฺ

เรื่องราวแรกที่ถูกบอกเล่าไว้ในอัลกุรอาน คือเรื่องราวของนบีอาดัม และชัยฏอน ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับจุดกำเนิดของมนุษย์ที่เราต่างทราบกันดี อัลลอฮฺทรงสร้างอาดัม และพระองค์ทรงบอกแก่บรรดามลาอิกะฮฺให้ทำการสูญูด (โค้งคำนับ) ต่ออาดัม หากทว่าญินตัวหนึ่งที่มีชื่อว่า “อิบลีส” กลับปฏิเสธที่จะสูญูดต่อนบีอาดัม ดังนั้นอิบลีสจึงกลายเป็นชัยฏอน (หรือซาตานมารร้าย) จากนั้นนบีอาดัมได้เข้าสู่สวนสวรรค์ และนางเฮาวาก็ถูกสร้างขึ้น จากนั้นไม่นานนักพวกท่านทั้งสองต่างก็ทำความผิดพลาด ด้วยการกินผลไม้ต้องห้าม และจากนั้นก็ถูกส่งลงมายังผืนแผ่นดิน

อายะฮฺนี้ได้แจ้งว่า หลังจากที่พวกท่านทั้งสองถูกส่งลงมายังผืนแผ่นดินแล้ว อัลลอฮฺได้ทรงสอนอาดัมถึงถ้อยคำแห่งการสำนึกผิดซึ่งมีรายละเอียดแจ้งไว้ในอัลกุรอาน และจากนั้นอัลลอฮฺก็ทรงตอบรับการขออภัยโทษของนบีอาดัมและนางเฮาวา จากนั้นก็เตือนพวกเราว่าพระองค์ทรงตอบรับทุกๆ การสำนึกผิด และพระองค์คือพระผู้ทรงเมตตายิ่ง เช่นนี้นี่เอง เรื่องราวแรกที่ถูกแจ้งไว้ในอัลกุรอาน คือหนึ่งแห่งความหวังสำหรับทุกคนที่เคยก้าวพลั้งพลาด

มนุษย์นั้นไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาให้มีความสมบูรณ์แบบ หรือปราศจากบาปใดๆ เพราะจากจุดเริ่มต้น มนุษย์ได้กระทำความผิดพลาดและฝ่าฝืนพระผู้เป็นเจ้าของพวกเขา และหนึ่งความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างคนดีและคนชั่ว คือ “การสำนึกผิด”

“การสำนึกผิด กลับเนื้อกลับตัว” คือสิ่งที่แบ่งแยก ‘ความดี’ ออกจาก ‘ความชั่ว’ “มัน” คือสิ่งที่แบ่งแยก ‘ผู้ที่รักอัลลอฮอย่างแท้จริง และต้องการความเมตตาของพระองค์’  ออกจาก ‘ผู้ที่ไม่ใส่ใจต่อพระองค์’ ซึ่ง “คนทั้งสองกลุ่มนี้” ต่างเป็นผู้กระทำบาป หากทว่าผู้กระทำบาปที่สำนึกผิดกลับเนื้อกลับตัว คือบรรดาผู้ที่อยู่บนหนทางที่ถูกต้อง

ในการเดินทางของเราที่จะมุ่งไปสู่อัลลอฮฺนั้น แน่นอนว่าเราย่อมต้องพลั้งพลาด ทำความผิดและตกหลุมพลางแห่งบาปที่เราเองก็ไม่เคยรู้ว่าเราจะสามารถทำมันลงไปได้  นี่คือส่วนหนึ่งของบททดสอบ และเป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงความเป็นมนุษย์ของเรา บททดสอบในสถานการณ์เหล่านี้ คือ “การเลือกหนทางของนบีอาดัม ซึ่งนั่นคือ การสำนึกผิด และออกห่างจากหนทางของชัยฏอน ซึ่งนั่นคือการดื้อดึงอยู่ในบาป”

ในขณะที่เราะมาฎอนได้เริ่มต้นขึ้น ขอให้พวกเราชำระล้างบาปทั้งหลายของเราที่เคยทำมาในปีก่อนๆ ด้วยการสำนึกผิดอย่างจริงใจต่ออัลลอฮฺ ซึ่งสามารถทำได้ด้วยการสำนึกในบาปของเรา และรู้สึกผิดต่อมัน วิงวอนขอการอภัยโทษจากอัลลอฮฺ และปฏิญาณตนว่าจะไม่กลับไปทำบาปนั้นอีกครั้ง และขออย่าได้กังวลเกี่ยวกับอนาคต หรือกังวลว่าเราอาจจะกลับไปทำบาปเหล่านั้นอีกครั้ง ขอให้เรามุ่งความสนใจกับปัจจุบัน เวลานี้ เพราะนี่คือเดือนแห่งความเมตตา (จากอัลลอฮฺ) ฉวยโอกาส ความดีงามจากมัน และใช้ช่วงเวลาแห่งเดือนนี้ให้เป็นประโยชน์ไปกับการสำนึกผิด กลับเนื้อกลับตัว ศึกษาอัลกุรอาน และเปลี่ยนแปลงตัวเองไปสู่การเป็นมุสลิมที่ดีกว่าเดิม ผม (อบู มุอาวิยะฮฺ) วิงวอนต่ออัลลอฮฺให้พระองค์ทรงอภัยโทษต่อบาปในอดีตทั้งหลายของเราด้วยเถิด

Read Full Post »

 แหล่งที่มา: The Beloved Companions: Abu Huraira by Amr Khaled
(English) Translated by the www.daralislamlive.com team
ถอดความ بنت الاٍسلام 

ท่านอบู ฮุร็อยเราะหฺเป็นผู้ที่มีทัศนคติที่ดีงามต่อท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อลัยฮิ วะสัลลัมเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม มารดาของท่านอบู ฮุร็อยเราะหฺไม่ใช่ “มุสลิม” และนางเองก็ปฏิเสธที่จะเข้ารับอิสลาม แต่ทว่า ท่านอบู ฮุร็อยเราะหฺไม่เคยหยุดเรียกร้องให้นางเข้ามาอยู่ในหนทางแห่งอัลลอฮฺ ท่านมักจะพูดคุยกับนางเกี่ยวกับอิสลามทุกๆ ครั้งที่ท่านพบนาง หากแต่นางก็ตอบโต้ท่านด้วยความหยาบกร้าวเสมอ

ครั้งหนึ่ง เมื่อท่านอบูฮุร็อยเราะหฺไปหามารดาของท่าน นางได้กล่าวร้ายเกี่ยวกับท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม อีกทั้งยังได้ด่าทอท่านเราะสูลด้วย เมื่อท่านอบู ฮุร็อยเราะหฺไปพบท่านเราะสูลทั้งน้ำตา ท่านเราะสูลจึงถามท่านว่าเกิดสิ่งใดขึ้นกับท่าน

ท่านจึงตอบว่า “ท่านเราะสูล มารดาของฉันปฏิเสธอิสลาม และวันนี้ฉันได้ขอร้องให้นางเข้ารับอิสลาม  แต่นางได้กล่าวเกี่ยวกับท่านในสิ่งที่ฉันเกลียด โอ้ ท่านเราะสูล ได้โปรดวิงวอนขอต่ออัลลอฮฺให้ประทานทางนำแก่มารดาของฉันด้วยเถิด”

ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม จึงยกมือทั้งสองข้างขึ้นฟ้า และกล่าวว่า “โอ้ อัลลอฮฺ โปรดประทานทางนำแก่มารดาของอบู ฮุร็อยเราะหฺด้วยเถิด โอ้ อัลลอฮฺ โปรดประทานทางนำแก่มารดาของอบูฮุร็อยเราะหฺด้วยเถิด”

ท่านอบู ฮุร็อยเราะหฺกล่าวว่า “ฉันจึงจากท่านเราะสูล เพื่อเดินทางกลับไปยังบ้านของฉัน ฉันเดินกลับบ้านอย่างมีความสุขด้วยเพราะการวิงวอนของท่านเราะสูล จนกระทั่งฉันมาถึงบ้าน  มารดาของฉันได้ยินเสียงเดินของฉัน ก่อนที่ฉันจะเคาะประตูบ้าน นางกล่าวว่า “อบู ฮุร็อยเราะหฺ  จงหยุดอยู่ตรงนั้น” ฉันรู้สึกหวาดกลัว ดังนั้นฉันจึงหยุดอยู่ตรงนั้น เมื่อนางเปิดประตูออกมา นางกล่าวต่อฉันว่า “อบู ฮุร็อยเราะหฺ เอ๋ย ไม่มีพระเจ้าอื่นใด นอกจากอัลลอฮฺ และมุหัมมัด คือศาสนทูตของพระองค์”

ด้วยเหตุนี้ ฉันจึงกลับไปยังท่านเราะสูลพร้อมด้วยน้ำตาอีกครั้ง และฉันกล่าวต่อท่านว่า “โอ้ ท่านเราะสูล จงยินดีเถิด อัลลอฮฺทรงตอบรับการวิงวอนของท่านแล้ว”

ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม จึงนั่งลง ทำการสรรเสริญขอบคุณอัลลอฮฺ เมื่อท่านอบู  ฮุร็อยเราะทราบว่า “การวิงวอนขอของท่านเราะสูล” ได้รับการตอบรับ ท่านจึงขอให้ท่านเราะสูลทำการวิงวอนขอต่ออัลลอฮฺให้ท่านอีกหนึ่งอย่าง

ท่านขอให้ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม วิงวอนขอให้แก่ท่านและมารดาของท่าน ขอให้ผู้ศรัทธาทั้งหลายนั้นรักพวกท่าน  และขอให้พวกท่านทั้งสองรักบรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลายด้วย

ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม จึงยกมือขึ้นฟ้า และกล่าวว่า “โอ้ อัลลอฮฺ โปรดทำให้บรรดาผู้ศรัทธารักบ่าวคนนี้ และทำให้เขารักบรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลายด้วยเถิด”

ท่านอบู ฮุร็อยเราะหฺจึงกล่าวว่า “ดังนั้น บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลายที่ได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับฉัน แม้ว่าเขาจะไม่เห็นฉันจนถึงวันแห่งการตัดสิน ต่างก็รักฉัน”

Read Full Post »

แหล่งที่มา Advice On Dealing With Anger  http://www.missionislam.com/family/anger.htm

ถอดความ บินติ อัลอิสลาม

“ความโกรธ” คือหนึ่งในบรรดาเสียงกระซิบชั่วร้ายของชัยฎอน ที่นำไปสู่ความเลวร้ายและโศกนาฎกรรมมากมาย ซึ่งมีเพียงอัลลอฮฺพระองค์เดียวเท่านั้นที่ทรงรู้ถึงอาณาเขตทั้งหมดของมัน ด้วยเหตุผลนี้ อิสลามจึงได้กล่าวถึง “คุณลักษณะที่เลวร้ายนี้” ไว้อย่างมากมาย และท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมเองก็ได้บอกถึงวิธีการเยียวยา “โรคร้ายนี้” และวิธีการที่จะจำกัดผลกระทบของมัน ซึ่งมีดังต่อไปนี้

(1) ขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮฺให้พ้นจากชัยฏอนมารร้าย  

ท่านสุลัยมาน อิบนุ ซัรดฺ กล่าวว่า “ขณะที่ฉันนั่งอยู่กับท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม มีชายสองคนกำลังด่าทอใส่ร้ายกันอยู่ คนหนึ่งหน้าแดงกล่ำ เส้นเลือดที่คอของเขานูนขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัด ท่านเราะสูลจึงกล่าวว่า “ฉันทราบถึงถ้อยคำหนึ่ง ที่หากว่าเขากล่าวมันแล้ว สิ่งที่เขารู้สึกอยู่นั่นจะมลายหายไป หากเขากล่าวว่า “ฉันขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮฺให้พ้นจากชัยฎอน” และสิ่งที่เขากำลังรู้สึกอยู่นั้น (คือ ความโกรธ) จะหายไป” (รายงานโดยบุคอรียฺ และอัลฟัตฮฺ 6/337)

ท่านเราะสูลกล่าวว่า “หากบุคคลหนึ่งเกิดความโกรธ และกล่าวว่า “ฉันขอความคุ้มครองจากอัลลอฮฺ” ความโกรธของเขาจะหายไป” (เศาะหีฮฺ อัล ญามิอฺ อัศ เศาะฆีรฺ)

(2) การนิ่งเงียบ

ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “หากผู้ใดในหมู่พวกท่านเกิดความโกรธ เขาจงนิ่งเงียบเสีย” (รายงานโดยอีม่ามอะหมัด อัลมุสนัด 1/329; ดูเศาะหีฮฺ อัลญามิอฺ693, 4027)

นี่เป็นเพราะว่าโดยส่วนใหญ่แล้ว “ผู้ที่มีความโกรธ” มักจะสูญเสียการควมคุมตัวเอง และเขาอาจกล่าวถ้อยคำแห่งกุฟรฺ (จากสิ่งที่เราขอความคุ้มครองจากอัลลอฮฺ) หรือคำสาปแช่ง หรือถ้อยคำของการหย่าร้าง (เฏาะลาก) ซึ่งเป็นเหตุที่ทำลายครอบครัวของเขา หรือถ้อยคำของการใส่ร้ายที่จะนำพาเขาไปสู่การเป็นศัตรู และความเกลียดชัยต่อผู้อื่น ดังนั้น “การนิ่งเงียบ” คือวิธีแก้ที่ช่วยให้คนคนหนึ่งออกห่างจากความเลวร้ายที่กล่าวมาทั้งหมดนี้

(3) การอยู่นิ่ง

ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “เมื่อผู้ใดก็ตามในหมู่พวกท่านเกิดความโกรธ และหากเขากำลังนั่งอยู่ เขาจงนั่งเสีย เพื่อที่ว่าความโกรธของเขาจะหายไป และหากว่ามันไม่หายไป เขาจงนอนเอนกายลงเสีย”

ผู้รายงานหะดีษบทนี้คือท่านอบู ซัรรฺ (เราะฎิยัลลอฮุ อันฮุ) และมีเรื่องราวที่เกี่ยวเนื่องจากการรายงานหะดีษบทนี้ด้วย นั่นคือ ท่านอบูซัรรฺได้พาอูฐของท่านไปดื่มน้ำที่รางน้ำที่ท่านเป็นเจ้าของ จากนั้นมีคนบางคนได้ตามท่านมาและกล่าว (ต่อกัน) ว่า “ใครสามารถแข่งขันกับอบูซัรรฺ (ในการนำบรรดาสัตว์มาดื่มน้ำ) ได้?ชายคนหนึ่งจึงกล่าวขึ้นมาว่า “ฉันทำได้” ดังนั้นเขาจึงนำบรรดาสัตว์ของเขามาและแข่งขันกับท่านอบูซัรรฺ แต่ผลที่เกิดขึ้นคือรางน้ำเกิดพังขึ้นมา ( ท่านอบู ซัรรฺคาดหวังว่าจะได้รับความช่วยเหลือในการป้อนน้ำให้กับอูฐของท่าน หากแต่ว่าชายคนดังกล่าวกลับประพฤติตัวไม่เหมาะสมและทำให้รางน้ำพัง) ซึ่งขณะนั้นท่านอบูซัรรฺกำลังยืนอยู่ ดังนั้นท่านจึงนั่งลง และจากนั้นท่านก็ได้เอนกายลงนอน จีงมีคนถามท่านว่า “โอ้ ท่านอบูซัรรฺ เหตุใดท่านจึงนั่งลง และจากนั้นก็เอนกายลงเล่า” ท่านตอบว่า “ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “เมื่อผู้ใดก็ตามในหมู่พวกท่านเกิดความโกรธ และหากเขากำลังนั่งอยู่ เขาจงนั่งเสีย เพื่อที่ว่าความโกรธของเขาจะหายไป และหากว่ามันไม่หายไป เขาจงนอนเอนกายลงเสีย” (หะดีษบทนี้ และเรื่องราวนี้อยู่ในมุสนัดอะหมัด 5/152 และดูเศาะหีฮฺ อัลญามีอฺ เลขที่ 694)

อีกหนึ่งรายงานบอกเล่าว่า “ท่านอบูซัรรฺกำลังให้น้ำแก่บรรดาสัตว์ของท่านที่รางน้ำ เมื่อมีชายคนหนึ่งทำให้ท่านโกรธ ท่านจึงนั่งลง…” (ฟัยดฺ อัลกอดีรฺ อัลมะนาวียฺ 1/408)

“ข้อดีของคำแนะนำตักเตือนของท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ  อะลัยฮิ วะสัลลัม” คือ ข้อเท็จจริงที่ว่า “การกระทำดังกล่าวจะยับยั้งคนที่กำลังโกรธให้พ้นจากการสูญเสียการควบคุม เพราะเขาอาจพลาดพลั้งและทำร้ายผู้อื่น หรือแม้แต่อาจจะทำให้ผู้อื่นถึงแก่ชีวิต  หรือเขาอาจทำลายข้าวของและสิ่งอื่นๆ ก็เป็นได้ “การนั่งลง” ย่อมทำให้แรงกระตุ้นเร้าของเขาลดลง และการเอนกายลงนอนย่อมปกป้องเขาจากการกระทำที่บ้าคลั่งหรือการก่ออันตราย  อัลอัลลามะฮฺ อัลค็อฏฏอบียฺ (เราะหิมะฮุลลอฮฺ) กล่าวไว้ในคำอธิบายในหนังสือหะดีษอบูดาวูดว่า “ผู้ที่กำลังยืนอยู่ คือ (ผู้ที่อยู่ใน) ท่าทางที่พร้อมจะจู่โจมและเข้าทำลาย ขณะที่ผู้ที่กำลังนั่งอยู่ ย่อมเป็นการยากสำหรับเขาที่จะทำเช่นนั้น และสำหรับผู้ที่เอนกายนอนย่อมไม่สามารถกระทำสิ่งนั้นได้เช่นกัน จึงเป็นไปได้ว่าที่ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม บอกต่อผู้ที่มีความโกรธให้นั่งลง หรือเอนกายลง เพื่อที่เขาจะไม่กระทำสิ่งใดที่เขาอาจเสียใจภายหลัง และอัลลอฮฺทรงรู้ดียิ่ง” (สุนัน อบี ดาวูด พร้อมทั้ง มะอฺอาลิม อัสสุนนะหฺ 5/141)

(4) ปฏิบัติตามคำสอนของท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม

ท่านอบู ฮุร็อยเราะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุ อันฮุ กล่าวว่า “มีชายคนหนึ่งกล่าวต่อท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมว่า “จงให้คำตักเตือนแก่ฉันด้วยเถิด” ท่านเราะสูลกล่าวว่า “ท่านจงอย่าโกรธ” ชายคนเดิมถามคำถามเดิมต่อท่านเราะสูลซ้ำๆ อยู่หลายครั้ง และทุกๆ ครั้งท่านเราะสูลก็ตอบเขาเช่นเดิมว่า “ท่านจงอย่าโกรธ” (รายงานโดยอัลบุคอรียฺ ฟัตหุลบารียฺ10/456)

อีกหนึ่งรายงาน ชายคนหนึ่งกล่าวว่า “ฉันใคร่ครวญถึงสิ่งที่ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมได้กล่าวไว้ และฉันได้ตระหนักว่าความโกรธนั้นประกอบด้วยความชั่วร้ายทุกประเภท” (มุสนัด อะหมัด 5/373)

(5) จงอย่าโกรธ แล้วสวนสวรรค์จะเป็นของท่าน (จากหะดีษเศาะหีฮฺ ดูเศาะหีฮฺ อัลญามฺีอฺ  7374. อิบนุ ฮัจญฺร ให้ความเห็นว่าเป็นหะดีษของอัฏฏ็อบบะรอนียฺ ดูอัลฟัตฮฺ 4/465):

พึงรำลึกถึงสิ่งที่อัลลอฮฺทรงให้สัญญาต่อบรรดาผู้ศรัทธาที่ดี (มุตตากีน) ที่ออกห่างจากเหตุแห่งความโกรธ และต่อสู้อย่างหนักกับตัวเองด้วยการควบคุมมัน ซึ่งนั่นคือหนึ่งในวิธีการที่มีประสิทธิภาพที่สุดในการขจัดไฟแห่งความโกรธ หนึ่งในหะดีษที่บรรยายถึงรางวัลการตอบแทนอันยิ่งใหญ่ต่อการกระทำนี้ คือ “ผู้ใดก็ตามที่ควบคุมอารมณ์โกรธของเขา ขณะที่เขามีหนทางที่จะแสดงมันออกมา อัลลอฮฺจะทรงเติมเต็มหัวใจของเขาด้วยความสุขในวันแห่งการฟื้นคืนชีพ” (รายงานโดย อัฎฎ็อบบะรอนียฺ 12/453, ดูหะดีษอัลญามีอฺ, 6518)

อีกหนึ่งรางวัลการตอบแทนที่ยิ่งใหญ่นั้น ได้ถูกบรรยายไว้ในถ้อยคำของท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ว่า “ผู้ใดก็ตามที่ควบคุมความโกรธของเขา ขณะที่เขามีหนทางที่จะแสดงมันออกมาก อัลลอฮฺจะทรงเรียกเขาผู้นั้นออกมาต่อหน้ามวลมนุษย์ทั้งหลายในวันแห่งการฟื้นคืนชีพ และจะให้เขาได้เลือกฮูรุลอัยนฺ (นางสวรรค์) นางใดก็ตามที่เขาปรารถนา” (รายงานโดยอบู ดาวูด 4777, และท่านอื่นๆ  จัดว่าเป็นหะดีษหะซันในเศาะหีฮฺ อัลญามีอฺ 6518).

(6)  พึงรำลึกถึง “สถานะอันสูงส่ง และสิ่งดีงาม” ที่จะถูกมอบให้กับผู้ที่ควบคุมตัวของเขา

ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “ผู้ที่แข็งแรงไม่ใช่ผู้ที่สามารถเอาชนะผู้อื่นได้ (ในการต่อสู้) หากแต่ผู้ที่แข็งแรงนั้นคือผู้ที่สามารถควบคุมตัวของเขาได้ ในยามที่เขาโกรธ” (รายงานโดยอะหมัด  2/236)  ยิ่งระดับความโกรธมีมากเพียงใด สถานะของผู้ที่ควบคุมความโกรธของเขานั้นยิ่งสูงมากขึ้นเท่านั้น

ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “ผู้ที่แข็งแรงที่สุด คือผู้ที่เมื่อเขาเกิดความโกรธ และหน้าของเขาแดงกล่ำ และเอนที่คอของเขานูนขึ้น หากแต่เขาสามารถต่อสู้กับอารมณ์ความโกรธของเขาได้” (รายงานโดยอีม่ามอะหมัด  5/367, จัดเป็นหะดีษหะซันในเศาะหีฮฺ อัลญามีอฺ 3859)

ท่านอนัสรายงานว่า “ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม เดินผ่านคนกลุ่มหนึ่งที่กำลังต่อสู้กันอยู่ ท่านถามขึ้นมาว่า “นี่คืออะไรกัน” พวกเขาจึงตอบว่า “คนนั้น คนนี้ คือผู้ที่แข็งแรงที่สุด เขาสามารถเอาชนะ (ในการต่อสู้) กับผู้ใดก็ตาม” ท่านเราะสูล กล่าวว่า “ฉันควรบอกแก่ท่านให้ทราบเกี่ยวกับผู้ที่มีความแข็งแรงเหนือเขาหรือไม่?  นั่นคือผู้ที่เมื่อเขาถูกอธรรมจากผู้อื่น เขาก็ควบคุมอารมณ์โกรธของเขา และต่อสู้กับชัยฎอนในตัวเขาและชัยฎอนของผู้ที่ทำให้เขาโกรธ(รายงานโดยอัลบัซซารฺ และอิบนุ ฮัจญรฺ กล่าวว่าอิสนาดของหะดีษบทนี้นั้นเศาะหีฮฺ , อัลฟัตฮฺ  10/519)

(7)  ปฏิบัติตามแบบอย่างของท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ในยามที่ท่านโกรธ   

ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม คือผู้นำของเราและได้เป็นแบบอย่างที่ดีงามที่สุดในเรื่องนี้ ดังที่มีการรายงานไว้ในหะดีษหลายบท หนึ่งในหะดีษที่เป็นที่รู้จักกันดีนั้นถูกรายงานโดยท่านอนัส เราะฎิยัลลอฮุ อันฮุ ซึ่งท่านเล่าว่า “ฉันกำลังเดินอยู่กับท่านเราะสูล ขณะนั้นท่านสวมใส่เสื้อคลุมนัจรอนียฺ ที่มีคอเสื้อที่หยาบ ระหว่างนั้นมีชาวเบดูอีนคนหนึ่งเข้ามาและคว้าดึงขอบคอเสื้อคลุมของท่าน และฉันได้เห็นรอยตรงคอด้านซ้ายของท่าน ที่เกิดจากคอเสี้อ จากนั้นชาวเบดูอินได้สั่งท่านเราะสูลให้นำทรัพย์สินของอัลลอฮฺที่ท่านมีอยู่ มามอบให้แก่เขา ท่านเราะสูลจึงหันไปหาเขาและยิ้มให้ จากนั้นท่านจึงสั่ง (พวกเรา) ว่าชายเบดูอินท่านนั้นควรได้รับบางสิ่งบางอย่าง(หะดีษ ผู้รายงานเห็นพ้องต้องกัน ฟัตฮุลบารียฺ, 10/375)

อีกหนทางที่เราสามารถปฏิบัติตามแบบอย่างของท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมได้นั้นคือ“การทำให้ความโกรธของเราเป็นไปเพื่ออัลลอฮฺเมื่อสิทธิ์ของพระองค์ถูกทำร้าย (ละเมิด)” นี่คือประเภทของความโกรธที่น่ายกย่อง ดังนั้นท่านเราะสูลจึงเกิดความโกรธ เมื่อท่านได้ทราบเกี่ยวกับอีม่ามท่านหนึ่งที่นำผู้คนละหมาดเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน และเมื่อท่านเห็นม่านที่มีรูปสิ่งถูกสร้างประดับอยู่ในบ้านของท่านหญิงอาอิชะฮฺ และเมื่ออุซามะฮฺบอกกับท่านเกี่ยวกับสตรีมักฮฺซูมียฺที่มีความผิดฐานทำการขโมย และท่านกล่าวว่า “พวกท่านเข้ามาขัดขวางหนึ่งในการลงโทษที่ถูกกำหนดไว้โดยอัลลอฮฺกระนั้นหรือ?” และเมื่อท่านถูกถามคำถามที่ท่านไม่ชอบ เป็นต้น “ความโกรธของท่านเป็นไปเพื่ออัลลอฮฺด้วยความบริสุทธิ์ใจ”

(8)  พึงรู้ว่าการยับยั้งความโกรธ คือหนึ่งสัญญาณของความดีงาม (ความยำเกรง: ตักวา)

“ผู้ยำเกรง (อัลมุตตากูน)” คือผู้ที่ได้รับการยกย่องด้วยอัลลอฮฺในอัลกุรอานและด้วยศาสนทูตของพระองค์ “สวนสวรรค์ที่กว้างใหญ่เท่ากับชั้นฟ้าและผืนแผนดินได้ถูกเตรียมไว้สำหรับพวกเขา” หนึ่งในคุณลักษณะที่ว่าคือ “จงใช้จ่าย (ในหนทางของอัลลอฮฺ) ทั้งในยามที่สุขสบาย และในยามที่เดือดร้อน (พวกเขา) ข่มอารมณ์โกรธ และ (พวกเขา) ให้อภัยแก่เพื่อนมนุษย์ แท้จริง อัลลอฮฺทรงรักอัลมุฮฺซินูน (ผู้กระทำความดีทั้งหลาย)” (อะลิ อิมรอน 3:134)

(9) รับฟังคำตักเตือน

ความโกรธ คือส่วนหนึ่งในธรรมชาติของความเป็นมนุษย์” ผู้คนมีความแตกต่างกันในเรื่องของความโกรธ มันอาจจะเป็นการยากสำหรับคนคนหนึ่งที่จะไม่รู้สึกโกรธ หากทว่า “ผู้ที่มีความบริสุทธิ์ใจ” ย่อมรำลึกถึงอัลลอฮฺ เมื่อพวกเขาใคร่ครวญ และพวกเขาจะไม่ก้าวข้ามขอบเขตที่กำหนดไว้ มีตัวอย่างที่เกิดขึ้นกับชนยุคก่อนเช่น

ท่านอิบนุ อับบาส (เราะฏิยัลลอฮุ อันฮุ) รายงานว่า มีชายคนหนึ่งขออนุญาตที่จะเข้าไปพูดคุยกับท่านอุมัรฺ อิบนุ ค็อฏฏ็อบ (เราะฏิยัลลอฮุ อันฮุ) จากนั้นเขากล่าวได้ขึ้นมาว่า “โอ้ บุตรของอัล ค็อฏฏ็อบ ท่านไม่ได้ให้แก่พวกเรามากนัก และท่านก็ไม่ได้ทำการตัดสินระหว่างพวกเราด้วยความยุติธรรม” เมื่อได้ยินเช่นนั้น ท่านอุมัรฺจึงเกิดความโกรธเป็นอย่างมากจนท่านเกือบที่จะเข้าไปทำร้ายชายคนดังกล่าว หากแต่ท่านอัลฮุรรฺ อิบนุ ฆ็อยซฺ หนึ่งในผู้ที่อยู่ในเหตุการณ์นั้น กล่าวขึ้นมาว่า “โอ้ อะมีรฺ อัลมุอฺมินีน อัลลอฮฺตรัสต่อศาสนทูตของพระองค์ว่า “จงยึดถือไว้ซึ่งการอภัย และจงใช้ให้กระทำสิ่งที่ชอบ และจงผินหลังให้แก่ผู้โฉดเขลาทั้งหลายเถิด (อัลอะร็อฟ 7:199) ชายคนนั้นคือหนึ่งในบรรดาผู้ที๋โง่เขลา ด้วยพระนาม่ของอัลลอฮฺ อุมัรฺไม่สามารถทำสิ่งใดไปได้มากกว่านั้นหลังจากที่ท่านอัลฮุรรฺได้กล่าวถึงอายะฮฺนี้ต่อท่าน และท่านอุมัรฺเองก็คือบุรุษที่มีความระมัดระวังต่อการยึดมั่นต่อคัมภีร์แห่งอัลลอฮฺคนหนึ่ง (รายงานโดย อัลบุคอรียฺ อัลฟัตฮฺ  4/304) นี่คือวิธีการที่มุสลิมควรปฏิบัติ

บรรดามุนาฟีกที่ชั่วร้าย (ผู้กลับกลอก) ไม่ได้ปฏิบัติตัวเช่นนี้เมื่อเขาได้รับการบอกกล่าวถึงหะดีษของท่านเราะสูล และเมื่อหนึ่งในบรรดาเศาะฮาบะฮฺได้บอกแก่เขาว่า “จงขอความคุ้มครองจากอัลลอฮฺให้พ้นจากชัยฎอนเถิด” เขากล่าวต่อผู้ที่ให้การตักเตือนแก่เขาว่า “ท่านคิดว่าฉันบ้ากระนั้นหรือ จงไปให้ไกลเสีย”(รายงานโดย อัลบุคอรียฺ อัลฟัตฮฺ  1/465) เราวิงวอนขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮฺจากความล้มเหลว (ความพ่ายแพ้ต่อชัยฎอน) ด้วยเถิด

(10) พึงรู้ถึงผลเสียของความโกรธ

“ผลเสียของความโกรธมีอยู่มากมาย” คือ “ความโกรธ” เป็นสาเหตุหนึ่งที่ก่อให้เกิดผลร้ายทั้งต่อตัวเองและผู้อื่น ผู้ที่มีความโกรธอาจกล่าวถ้อยคำที่ใส่ร้ายและถ้อยหยาบคาย และเขาอาจเข้าไปทำร้าย (ร่างกาย) ผู้อื่นในลักษณะที่สูญเสียการควบคุม และมันอาจนำพาเขาไปสู่จุดที่ก่อให้เกิดการฆ่า เรื่องราวที่จะกล่าวต่อไปนี้ได้ให้บทเรียนที่มีคุณค่าแก่เรา นั่นคือ

“ท่านอิลกิมะฮฺ อิบนุ วาอฺอิล รายงานว่าบิดาของท่านบอกต่อท่านว่า “ขณะที่ฉันนั่งอยู่ร่วมกับท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม  มีชายคนหนึ่งเดินเข้ามาด้วยการนำชายอีกคนหนึ่งมาด้วยโดยผูกเขาไว้กับเชือก เขากล่าวว่า “โอ้ เราะสูลุลลอฮฺ ชายคนนี้ได้ฆ่าพี่ชายของฉัน” ท่านเราะสูลจึงถามชายคนนั้นว่า “ท่านได้ฆ่าเขาจริงหรือไม่” เขาตอบว่า “ใช่ขอรับ ฉันได้ฆ่าเขา” ท่านเราะสูลถามว่า “ท่านฆ่าเขาอย่างไร” เขาตอบว่า “ขณะที่ฉันและเขาตีต้นไม้เพื่อให้ใบไม้ตกลงมา เป็นอาหารสัตว์ เขาได้กล่าวร้ายต่อฉัน ดังนั้นฉันจึงตีเขาที่ข้างศีรษะด้วยขวาน และทำให้เขาเสียชีวิตลง” (รายงานโดยมุสลิม 1307, แก้ไขโดยอัลบากียฺ)

“ความโกรธ” สามารถนำไปสู่ สิ่งที่อาจร้ายแรงน้อยกว่าการฆ่า นั่นคือการทำร้ายให้บาดเจ็บ หรือกระดูกหัก หากว่าผู้ที่สร้างความโกรธแก่อีกฝ่ายหนีออกไป ผู้ที่มีความโกรธอาจจะปลดปล่อยความโกรธลงตัวเอง ซึ่งเขาอาจจะฉีกเสื้อผ้าของตัวเอง ตบตีที่ใบหน้าของตัวเอง หรืออาจเกิดความโมโหมาก และเสียสติ หรือเขาอาจจะทำลายข้าวของจานชาม หรือแม้แต่เฟอร์นิเจอร์ก็เป็นได้

ในกรณีที่เลวร้ายที่สุดคือ “ความโกรธ” ก่อให้เกิดความหายนะทางสังคมและการแตกหักของความสัมพันธ์ภายในครอบครัว เช่น “การหย่าร้าง” หากเราลองถามผู้ที่หย่าขาดกับภรรยาของพวกเขา พวกเขาย่อมบอกกับคุณว่า “มันเกิดขึ้นในช่วงเวลาแห่งความโกรธ” และแน่นอนว่า  “การหย่าร้าง” ย่อมนำไปสู่ความทุกข์แก่บรรดาลูกๆ และการมีชีวิตที่เต็มไปด้วยความเสียใจ ความผิดหวัง ความยากลำบากและความทุกข์เข็ญ นั่นคือผลที่เกิดจากความโกรธ หากพวกเขารำลึกถึงอัลลอฮฺ กลับมามีสติ ยับยั้งความโกรธของพวกเขาและขอความคุ้มครองจากอัลลอฮฺ สิ่งเลวร้ายเหล่านี้ย่อมไม่เกิดขึ้น

การปฏิบัติในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับชารีอะฮฺมีเพียงแต่จะนำไปสู่ความสูญเสีย

“การมีสุขภาพเลวร้าย” ก็เป็นผลที่เกิดจากความโกรธ ที่มีเพียงแพทย์เท่านั้นที่สามารถอธิบายถึงสิ่งนี้ได้ เช่นภาวะเส้นเลือดอุดตัน ความดันโลหิตสูง ภาวะหัวใจเต้นเร็วผิดปกติ และการหายใจถี่ ซึ่งสามารถนำไปสู่อาการหัวใจวายและก่อให้เกิดโรคเบาหวานได้ เป็นต้น เราขอวิงวอนต่ออัลลอฮฺ โปรดประทานสุขภาพร่างกายที่แข็งแรงแก่พวกเราด้วยเถิด

 (11) ผู้ที่มีความโกรธ ควรคิดใคร่ครวญเกี่ยวกับตัวของเขา ในช่วงเวลาแห่งความโกรธ

หากผู้ที่กำลังโกรธสามารถมองเห็นตัวของเขาเองภายในกระจก ขณะที่เขากำลังโกรธ เขาย่อมเกลียดพฤติกรรมและหน้าตาของเขาขณะนั้น หากเขาสามารถเห็นความเปลี่ยนแปลงของตัวเขา และเวลาที่ร่างกายทั้งตัวของเขาสั่นเทา ดวงตาที่จ้องเขม็งของเขา และการสูญเสียการควบคุมและพฤติกรรมที่บ้าคลั่งของเขา เขาย่อมรังเกียจตัวเองและหน้าตาท่าทางของเขา

เป็นที่ทราบกันดีว่า “ความน่าเกลียดภายใน” นั้นมีความเลวร้ายมากยิ่งกว่า “ความน่าเกลียดภายนอกเสียอีก” ลองคิดดูสิว่า “ชัยฏอน” จะมีความสุขเพียงใตเมื่อบุคคลหนึ่งอยู่ในสภาพดังกล่าว เราขอความคุ้มครองต่ออัลลอฮฺให้พ้นจากชัยฎอนและความพ่ายแพ้ (ต่อมัน) ด้วยเถิด

(12) การดุอาอฺ

การดุอาอฺ คืออาวุธสำหรับผู้ศรัทธาเสมอ เพราะเขาได้วิงวอนขออัลลอฮฺให้ทรงคุ้มครองเขาให้พ้นจากความชั่วร้าย ปัญหา และพฤติกรรมที่เลวร้ายทั้งหลาย และขอความคุ้มครองจากพระองค์ให้พ้นจากการตกลงไปสู่หลุมพลางของกุฟรฺ หรือการกระทำที่ชั่วร้ายอันเนื่องมาจากความโกรธ หนึ่งในสามสิ่งที่สามารถช่วยปกป้องเขาได้คือการมีความพอดีในช่วงเวลาที่มีความสุขและในช่วงเวลาที่มีความโกรธ (เศาะหีฮฺ อัลญามีอฺ 3039).

หนึ่งในดุอาอฺของท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม คือ

“โอ้ อัลลอฮฺ ด้วยความรอบรู้ต่อสิ่งที่มองไม่เห็นของพระองค์และอำนาจของพระองค์ที่มีเหนือบรรดาสิ่งถูกสร้างของพระองค์ โปรดทำให้ข้าพระองค์มีชีวิตอยู่ตราบเท่าที่พระองค์ทรงรู้ว่า “การมีชีวิต” นั้นดีสำหรับข้าพระองค์ และโปรดทำให้ข้าพระองค์เสียชีวิตลงเมื่อพระองค์ทรงรู้ว่า “ความตาย” นั้นดีสำหรับข้าพระองค์ โอ้อัลลอฮฺ ข้าพระองค์ขอความวิงวอนต่อพระองค์ โปรดทรงทำให้ข้าพระองค์ยำเกรงต่อพระองค์ทั้งในที่ลับและที่แจ้ง และข้าพระองค์วิงวอนขอต่อพระองค์โปรดทำให้ข้าพระองค์พูดในสิ่งที่เป็นสัจธรรมทั้งในยามสุขและยามโกรธ  ข้าพระองค์ขอวิงวอนต่อพระองค์โปรดอย่าปล่อยให้ข้าพระองค์ยากจนมากเกินไปและสุขมากเกินไป ข้าพระองค์วิงวอนขอการอำนวยพรที่ต่อเนื่องจากพระองค์ และความพึงพอใจที่ไม่มีวันสิ้นสุด ข้าพระองค์วิงวอนขอพระองค์โปรดทำให้ข้าพระองค์น้อมรับต่อการกำหนดของพระองค์ และวิงวอนขอต่อการมีชีวิตที่ดีหลังจากความตาย ข้าพระองค์วิงวอนขอต่อพระองค์ซึ่งความเบิกบานแห่งการได้เห็นพระพักตร์ของพระองค์และความปรารถนาที่จะได้พบกับพระองค์ โดยปราศจากการต้องพบเจอกับโรคภัยไข้เจ็บทั้งหลายและฟิตนะฮฺที่นำไปสู่หนทางที่ผิดทั้งหลาย (บททดสอบ) โอ้อัลลอฮฺ โปรดประดับประดาพวกเราด้วยเครื่องประดับแห่งความศรัทธาและโปรดทำให้พวกเราอยู่ในหมู่ชนของผู้ที่ได้รับทางนำ การสรรเสริญเป็นของพระองค์ พระผู้เป็นเจ้าแห่งสากลโลก” 

Read Full Post »

แหล่งที่มา   http://www.youtube.com/watch?v=xEaN4DOu9r4&feature=related
เรื่องราวต่อไปนี้ถูกถ่ายทอดโดยชัยคฺมะห์มูด อัล มัสรียฺ (นักวิชาการมีชื่อชาวอียิปต์)
ถอดความ บินติ อัลอิสลาม

390036_322253831125695_133440795_n

กี่คนแล้วที่ต้องสูญเสียอนาคตเพราะคุณ   กี่ความอยุติธรรมของคุณที่คุณกำลังแบกมันเอาไว้ขณะนี้

เด็กกำพร้ากี่คนที่ต้องมีชีวิตอยู่ข้างถนนเพราะคุณ  กี่คนแล้วที่พวกคุณปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างไร้ความยุติธรรม

แม่ม้ายกี่คนที่ต้องไร้ที่พึ่งพิงเพราะคุณ  บ้านกี่หลังที่ต้องพังทลายลงเพราะคุณ

และกี่คนแล้วที่ต้องสูญเสียทั้งชีวิตของพวกเขา เพราะคุณ

“และพวกเจ้าอย่าคิดว่าอัลลอฮฺมิทรงรู้ถึงสิ่งที่คนชั่วกระทำกัน พระองค์เพียงแต่ประวิงเวลาให้ล่าช้าออกไปแก่พวกเขา จนกว่าจะถึงวันที่ (วันแห่งการฟื้นคืนชีพ) สายตา (ของพวกเขา) จะจ้องมองไม่กระพริบ (ด้วยความกลัว)” (ซูเราะฮฺ อิบรอฮีม 14:42)

เรื่องต่อไปนี้เป็นเรื่องราวของ “เด็กหญิงที่น่าสงสารคนหนึ่ง”

ขณะนั้น มีชายเศรษฐีอยู่คนหนึ่งที่มีความร่ำรวยทั้งทรัพย์สินและอำนาจ พร้อมทั้งตำแหน่งหน้าที่การงานที่สูงส่งทางสังคม เขามีภรรยาและลูกของเขาสองคนที่อาศัยอยู่กับเขา ชายเศรษฐีคนนี้เป็นคนที่ไร้ซึ่งความยุติธรรมอย่างมากคนหนึ่ง อีกทั้งยังเป็นผู้ที่มีจิตใจแข็งกระด้างและเย็นชาอย่างเป็นที่สุด

ภรรยาของชายเศรษฐีคนนี้เล่าว่า “เราอาศัยอยู่ในบ้านเดี่ยว และสามีของฉันเป็นคนที่มีตำแหน่งหน้าที่การงานที่ดีมาก เขาเป็นคนมีนิสัยที่ก้าวร้าว หยาบกระด้างอย่างมาก และเขาเป็นคนที่ไม่มีศีลธรรมความดีงามใดๆ เลย ทั้งฉันและเขาต่างเป็นมนุษย์ที่ปราศจากซึ่งความยุติธรรม

เวลาที่เราจ้างเด็กรับใช้ไว้ภายในบ้าน พวกเธอไม่เคยอยู่กับเราได้เกินกว่าหนึ่งเดือน หรือสองเดือนเป็นอย่างมาก อันเนื่องมาจากการข่มเหงทารุณ การตบตี การทรมาน และการลงโทษที่เราได้ทำกับเด็กรับใช้เหล่านั้น 

เราทำการข่มเหงทารุณทุกๆ รูปแบบ และไม่มีใครรอดพ้นจากน้ำมือเรา”

เธอเล่าต่อว่า “วันหนึ่งมีชายคนหนึ่งที่มาจากหมู่บ้านของสามีฉัน พร้อมกับลูกสาวคนหนึ่งของเขา และบอกต่อสามีผู้ร่ำรวยของฉันว่า  “นี่คือ ลูกสาวของผม เธอต้องการทำงานให้กับท่าน เพราะเราไม่มีความสามารถที่จะหาอาหารหรือน้ำดื่มเพื่อยังชีพได้ และไม่ว่าท่านจะให้เงินเดือนจำนวนเท่าไหร่ หรือไม่ว่าท่านจะให้อะไรก็ตาม มันย่อมเพียงพอสำหรับเราที่จะใช้เพื่อประทังชีวิต”  

สามีของฉันตอบตกลง และได้มีการตกลงราคาค่าจ้างกัน และชายคนนั้นได้บอกกับลูกสาวของเขาว่า เขาจะมาหาเธอและมารับเอาเงินเดือนทุกๆ สิ้นเดือน หรืออาจจะส่งใครก็ตามมารับเงินแทน นั้นคือคือตกลงระหว่างพวกเขา

เด็กหญิงที่น่าสงสารนั้นมีอายุเพียงแค่ 12 ปี เธอพูดขึ้นมาว่า “ได้โปรดเถอะค่ะ พ่อ อย่าทิ้งหนูไปเลย หนูอยู่ไกลจากพ่อกับแม่ไม่ได้ อย่าทำแบบนี้กับหนูเลยนะคะ” หากแต่พ่อของเธอก็จากเธอไป และทิ้งเธอไว้กับครอบครัวของชายเศรษฐี

ตอนนี้เด็กหญิงต้องอยู่เพียงลำพังในบ้านหลังใหม่ กับคนแปลกหน้าใหม่ๆ  ด้วยหน้าที่ของ “เด็กรับใช้” พร้อมกับความกังวลและความกลัว

เด็กหญิงมีพี่ชายอยู่คนหนึ่งที่ ขณะนั้นกำลังทำงานอยู่ที่ประเทศจอร์แดน และ “เขา” ก็คือความหวังสำคัญของเธอ พี่ชายของเธอเคยบอกเธอไว้ว่า “อินชาอัลลอฮฺ น้องรักของพี่ เมื่อพี่กลับบ้านแล้ว น้องก็จะไม่ต้องทำงานรับใช้บ้านนู้น บ้านนี้ อีกต่อไป และน้องก็จะได้มีชีวิตอย่างคนที่มีเกียรติ ได้อาศัยภายในอพาร์ทเม้นต์ที่ดี และพี่จะซื้อของมากมายเอามาให้น้องนะ” และนี่คือความหวังอันยิ่งใหญ่ของเธอ

เธอต้องประสบกับความทุกข์ทรมานภายในบ้านของชายเศรษฐีคนดังกล่าว ผู้เป็นภรรยาเล่าว่า “พวกเราเคยช็อตเธอด้วยกระแสไฟฟ้าที่มีความแรงมากกว่า 220 โวลท์ เราเคยแขวนเธอไว้บนหลังคา และผูกเธอติดไว้บนนั้น เราให้ขนมปังเก่าเและอาหารบูดเน่าแก่เธอเป็นอาหาร ในวันที่มีอากาศหนาวเย็นที่สุดในช่วงฤดูหนาว เราบังคับให้เธอนอนบนพื้นกระเบื้องในห้องครัว เราทำร้ายเธอทุกๆ วิธีทาง จนทำให้เธอพยายามจะหนีจากเราไปถึง 6 ครั้ง และด้วยตำแหน่งหน้าที่การงานของสามีฉัน ทำให้เราสามารถจับเธอไว้ได้ทุกๆ ครั้ง และเมื่อเราจับตัวเธอได้หลังจากการพยายามหนีของเธอ เราก็ทำการทารุณเธอทุกๆ รูปแบบที่คนคนหนึ่งสามารถจะจินตนาการได้

เด็กหญิงที่น่าสงสารเล่าว่า “หนูได้กลับไปที่หมู่บ้านของหนูเพียงสองครั้ง” ครั้งแรก คือเมื่อตอนที่เธอได้ทราบว่าพี่ชายที่รักของเธอได้เสียชีวิตลงแล้ว ขณะที่เขาเดินทางกลับจากจอร์แดน ครั้งนั้นเธอสูญเสียความหวังทุกอย่างที่มีอยู่ทั้งหมด และครั้งที่สอง คือเมื่อตอนที่แม่ของเธอเสียชีวิตลง มันมีเพียงแค่สองครั้งเท่านั้นที่เธอได้กลับไปที่บ้านของเธอ  นั่นคือการไปร่วมงานศพของพี่ชายเธอ และงานศพของแม่เธอ  และจากนั้นเธอก็ไม่เคยได้กลับไปที่นั่นอีกเลย

อย่างไรก็ตาม การกระทำที่โหดร้ายผิดมนุษย์ยังคงประสบกับเธอต่อไป มันรุนแรงจนถึงขั้นที่ว่า การมองเห็นของเธอเริ่มมีปัญหามากขึ้นเรื่อยๆ ทีละจุด ทีละจุด เวลาที่เธอออกไปซื้อของ (เข้าบ้านของเศรษฐี) เธอก็ทราบภายหลังว่า เธอได้ซื้อของเน่าเสีย และของไม่ดีกลับมามากมาย และเธอก็ไม่รู้ว่า เธอต้องทำอย่างไร คนที่ตลาดต่างสงสารเธอ พวกเขาจึงให้ความช่วยเหลือเธอเวลาที่เธอไปจ่ายตลาด

ครอบครัวชายเศรษฐียังคงทำการทารุณเธอ ทุบตีเธอทุกวันเรื่อยไป จนกระทั่งท้ายที่สุดเธอต้องกลายเป็นคนตาบอด เมื่อเด็กหญิงผู้น่าสงสารคนนี้ต้องตาบอดลง พวกเขาก็ขับไล่เธอออกจากบ้านให้ไปอยู่ข้างถนน พวกเขาบอกว่า “จะให้เราทำอะไรกับเธอได้ เพราะเธอไม่มีค่าอะไรแล้วตอนนี้”

เด็กหญิงเดินไปรอบๆ จากบ้านหลังหนึ่งไปยังบ้านอีกหลังหนึ่ง จนกระทั่งมีคนพาเธอไปยังบ้านที่รับดูแลเด็กตาบอดและคนที่สูญเสียการมองเห็น

การกำหนดของอัลลอฮฺได้มีผลขึ้น ภายหลังจากที่เธอได้ถูกทารุณเป็นระยะเวลาถึง 10 ปี ด้วยคนเหล่านั้น และเมื่อเธอได้ถูกนำตัวไปยังบ้านพักสำหรับคนพิการทางสายตา ซึ่งขณะนั้นเธอมีอายุ 22 ปี

สิบปีที่ผ่านไป ชายเศรษฐี และภรรยา พร้อมทั้งลูกๆ ของพวกเขาก็มีอายุมากขึ้น

หลังจากที่ชายเศรษฐีเกษียณจากตำแหน่งของเขา เขาก็กลายเป็นคนไร้ค่าในสังคม สูญเสียสถานะทั้งหลายที่เคยมี  อีกทั้งตัวของเขาเองก็เป็นคนที่ไม่ได้มีคุณงามความดี หรือศีลธรรมใดๆ ดังนั้นจึงไม่มีใครชอบเขานัก ด้วยเหตุนี้ชายเศรษฐีจึงรู้สึกย่ำแย่เป็นอย่างมาก

เมื่อลูกชายของเศรษฐีคนดังกล่าวเติบโตขึ้น ลูกชายของเขาก็แต่งงานกับผู้หญิงที่มีความสวยงามอย่างมากคนหนึ่ง หลังจากนั้นไม่นานนัก ภรรยาของเขาก็ได้ตั้งครรภ์และทุกคนในครอบครัวของเขาต่างดีใจที่จะได้มีสมาชิกใหม่เข้ามาในครอบครัว และอัลลอฮฺได้ทรงสร้างความประหลาดใจแรกแก่พวกเขา ซึ่งความประหลาดใจที่ว่านั้น คือ ภรรยาคนสวยของลูกชายได้ให้กำเนิดบุตรที่มีความพิการทางสายตา

มันมีอะไรที่เชื่อมโยงกันระหว่าง “เด็กน้อยเกิดใหม่” กับ “เด็กรับใช้ตาบอด” เนื่องจากการถูกทารุณกรรมที่เธอได้รับจากครอบครัวนี้หรือไม่?

พวกเขาต่างเริ่มคิด ใคร่ครวญ และสงสัยว่า “สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ มันเกิดจากสิ่งที่เราได้เคยทำไว้หรือไม่ และหากว่าลูกชายของเรามีลูกอีกคน ลูกของเขาจะตาบอดอีกหรือไม่” พวกเขาเริ่มเกิดความสับสนอย่างมากและไม่รู้ว่าควรทำเช่นไร สามีของเธอ ผู้ที่เคยมีตำแหน่งยศยศฐาบรรดาศักด์ เมื่อเขาได้เห็นหลานชายของเขาตาบอดเช่นนั้น ก็เกิดอาการช็อคอย่างบ้าคลั่งไปชั่วขณะ

หลังจากนั้นพวกเขาก็ได้พาเด็กน้อยไปโรงพยาบาล คุณหมอบอกลูกชายของเศรษฐีว่า “พวกเขาไม่จำต้องกังวลแต่อย่างใด เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้เกิดจากกรรมพันธุ์ หากแต่เด็กน้อยนั้นเกิดมาตาบอดด้วยกำหนดของอัลลอฮฺ และอินชาอัลลอฮฺ ในอนาคตย่อมไม่มีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้น และเขาสามารถที่จะให้กำเนิดบุตรอีกคนที่ร่างกายครบถ้วนสมบูรณ์ได้ ดังนั้นจึงไม่มีปัญหาใดๆ ทั้งนั้น”

สองปีผ่านไปหลังจากนั้น คุณปู่คุณย่าเศรษฐีก็สนับสนุนให้ลูกชายของพวกเขามีลูกอีกคน เพื่อที่จะได้เพิ่มพูนความสูขให้แก่พวกเขา พวกเขาจึงบอกลูกชาย ว่า  “ลูกเอ้ย ทำให้เรามีความสุขอีกสักครั้งด้วยการมีหลานให้เราอีกคนเถอะ ไม่ว่าจะเป็นผู้ชาย หรือผู้หญิง ลูกของลูกคือความสุขในชีวิตของพ่อกับแม่ ตอนนี้”

หลังจากนั้น ภรรยาของลูกชายพวกเขา ก็ได้ตั้งครรภ์อีกครั้งหนึ่ง เมื่อถึงกำหนดคลอด  ทุกคนต่างกังวล เพราะไม่มีใครรู้ได้ว่าจะมีสิ่งใดเกิดขึ้นหรือไม่ และเมื่อเธอได้ให้กำเนิดบุตร ก็พบว่าเธอได้ให้กำเนิดเด็กหญิงที่น่ารักน่าชังอย่างมากคนหนึ่ง และพวกเขาจึงเริ่มสอบถามคุณหมอเกี่ยวกับ “การมองเห็น” ของลูกสาวคนใหม่ของพวกเขา คุณหมอตอบว่า “การมองเห็นของเธอนั้นเป็นปกติดี” คำตอบของคุณหมอทำให้พวกเขาต่างมีความสุขอย่างมาก

“เด็กสามารถมองเห็นได้ใช่ไหมคะ”

“ใช่ครับ”

“สายตาของเธอดีเป็นปกตินะคะ”

“ใช่ครับ”

“และทุกอย่างก็เป็นปกติดีใช่ไหมคะ”

“ใช่ครับ ทุกอย่างเป็นปกติดีหมดเลย”

หกเดือนต่อมา “หลานสาวคนใหม่ของพวกเขา” ก็ตาบอด นี่คือความโศกเศร้าครั้งที่สองของพวกเขา ทั้งผู้เป็นแม่ และลูกชายต่างรู้สึกสงสัยถึงเหตุผล และก็ได้เริ่มคิด ใคร่ครวญ “มันเป็นไปไม่ได้ที่ เรื่องราวทั้งหลายเหล่านี้เกิดขึ้นโดยปราศจากเหตุผล มันไม่สามารถเกิดขึ้นได้แบบนั้น เป็นไปไม่ได้”

“นี่คงเป็นเพราะสิ่งที่เราได้เคยทำไว้กับ “เด็กสาวรับใช้ของเรา” การข่มเหงทารุณทั้งหลายที่เราได้ทำกับเธอ เด็กหญิงที่ไม่เหลือใครเลยบนโลกใบนี้ และได้กลายเป็นเด็กกำพร้า เด็กหญิงที่มีพ่อใจร้ายใช้เธอไปในทางการค้า เพื่อให้ได้เงินเล็กๆ น้อยๆ ในแต่ละเดือน และพ่อของเธอก็มาพบเธอเพียงแค่สองครั้งในระยะเวลาสิบปี (ที่อยู่กับเรา) นี่คือ “การลงโทษจากอัลลอฮฺ” ที่ถูกประทานมายังเรา” ผู้เป็นแม่คิดใคร่ครวญ

จากนั้นภรรยาของชายเศรษฐีจึงเริ่มตามหาตัวของ “เด็กหญิงที่เคยรับใช้ครอบครัวของเธอ” ในทุกๆ สถานที่ที่เป็นไปได้ ตามโรงพยาบาล บ้านพักต่างๆ สถานพักฟื้น บ้านพักเด็กกำพร้า และทุกๆ ที่ จนกระทั่งเธอได้พบกับเด็กหญิงในบ้านพักสำหรับคนพิการทางสายตา เมื่อได้เห็นเด็กหญิง เธอก็เข้าไปหา และเข้าสวมกอด และจูบเธอ และพูดกับเธอว่า “ได้โปรดอภัยให้แก่ฉันด้วยเถอะ ลูกสาวของฉัน”

“คุณเป็นใครคะ”

“ฉันเองจ๊ะ”

“คุณจริงๆ หรือคะ

ซุบฮานั้ลลอฮฺ เมื่อเด็กหญิงได้ยินชื่อของสตรีที่มาพบเธอ เธอก็เริ่มรำลึกถึงความทุกข์ทรมานจากการทารุณที่เธอได้รับตลอดระยะเวลาสิบปีที่ผ่านมา เธอคิด “ผู้หญิงคนนั้นที่เคยทำหลายสิ่งหลายอย่างกับเรา คนที่เคยใช้ไฟฟ้าช็อตเรา คนที่เคยบังคับให้เรานอนบนพื้นกระเบื้องในห้องครัว และเคยเอาอาหารเน่าเสียให้เราทาน”

เธอเริ่มจดจำภาพความทรงจำที่เลวร้ายของช่วงเวลาที่เธอถูกทารุณกรรม เธอเริ่มจดจำช่วงเวลาที่พี่ชายของเธอได้เสียชีวิตลง วันที่แม่ของเธอจากโลกนี้ไป วันที่พ่อของเธอทอดทิ้งเธอ วันที่พวกเขาใช้กระแสไฟฟ้าช๊อตเธอ วันที่พวกเขาทำลายชีวิตของเธอและอนาคตของเธอ วันที่พวกเขาไล่เธอออกมาจากบ้าน เมื่อเธอตาบอด ภรรยาของชายเศรษฐีกล่าวต่อเธอว่า “หนูจะยกโทษให้ฉันได้ไหม ลูกสาวของฉัน” 

ด้วยทุกๆ สิ่งที่พวกเขาได้ทำกับเธอ เธอก็กล่าวตอบขึ้นมาว่า “หนูอภัยให้คุณค่ะ” ดูจิตใจที่ยิ่งใหญ่ของเธอสิ

ภรรยาของชายเศรษฐีได้พาเด็กหญิงออกจากบ้านพักคนพิการทางสายตาไปพร้อมกับเธอ และบอกเธอว่า เธอต้องการที่จะชดใช้ต่อสิ่งที่เธอได้เคยทำไว้กับเด็กหญิง และเธอจะให้การเลี้ยงดูเด็กหญิงผู้น่าสงสารไปพร้อมกับหลานๆ ของเธอที่มีความพิการทางสายตาเหมือนกัน

“บางที ฉันอาจจะได้รับการให้อภัยโทษ สำหรับสิ่งที่ฉันได้ทำมาก่อนหน้านี้ หากว่าฉันให้การดูแลเด็กหญิงคนนี้”

ท่านเราะสูล กล่าวต่อท่านอะลี อิบนุ อบี ตอลิบว่า

“พึงระวัง “การวิงวอนขอ (การดุอาอฺ)” ของผู้ที่ได้รับการปฏิบัติอย่างไร้ซึ่งความยุติธรรม เพราะมันไม่มีเกราะป้องกัน หรือสิ่งกีดขวางใดๆ ระหว่าง “มัน” (การวิงวอนขอของผู้ที่ทุกข์ทรมานจากความอยุติธรรม) และ “อัลลอฮฺ” (เศาะหีฮฺ อัลบุคอรียฺ และมุสลิม)

Read Full Post »

Older Posts »

%d bloggers like this: