Feeds:
Posts
Comments

Archive for the ‘การนินทา ใส่ร้าย’ Category

เวลาที่เห็นใครสักคนกำลังทำอะไรบางอย่าง เราอย่าเพิ่งรีบตัดสินการกระทำของเขา ให้พยายามคิดถึงความเป็นได้ของเหตุผลที่ซ่อนอยู่ 

มุฟตี เมงก์ยกตัวอย่างว่า

▪เมื่อครั้งที่ท่านมีโอกาสไปเล่นเจ็ทสกี กับลูกศิษย์ และได้ลงรูปในอินสตาแกรม มีคนมาคอมเม้นต์ตำหนิเชิงประชดประชันว่า “เฮ้ออ ขอให้สนุกนะ” หรือบางคนก็พูดว่า คุณเป็นชัยคฺ คุณจะมาทำตัวสนุกสนานแบบนี้ไม่ได้

>>ทั้งที่จริงๆ ท่านใช้เวลาเพียงแค่ 1 ชั่วโมงเพื่อการพักผ่อน ในขณะที่ตารางงานของท่านนั้นเต็ม และยุ่งมาก 

▪เมื่อมีการโพสต์รูปที่ท่านกำลังละหมาดที่ชายทะเล ก็มีคนมาตำหนิท่านว่า “ทำไมต้องโอ้อวดการทำอิบาดะฮฺให้ทั่วโลกรับรู้ แล้วคนที่ถ่ายรูป ทำไมไม่มาละหมาด” 

>>ทั้งที่จริงๆ คนที่ถ่าย คือเด็กน้อยคนหนึ่ง ไม่มีให้สั่งให้เขาถ่าย และเมื่อท่านเห็นรูป ท่านก็เกิดความคิดว่า ท่านต้องการส่งเสริมให้ผู้คนที่อาจจะออกไปเที่ยวไปผ่อนคลายนอกบ้าน หรือไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ไหนก็ตาม ให้รักษาการละหมาด เมื่อถึงเวลาละหมาด ท่านจึงโพสต์มันขึ้นมา 

ในความเป็นจริงนั้น คนเราสามารถแสวงหาความบันเทิงและความสนุกสนาน (ที่หะลาล) ได้ ตราบใดที่มันไม่ทำให้เขาหลงลืมอัลลอฮฺ หรือทำให้เขาออกห่างจากพระองค์

มันไม่ได้หมายความว่า ในการที่ท่านเป็นฮาฟิซ ท่านจะพักผ่อนและหาความสนุกสนาน (ที่หะลาล) ไม่ได้

อีกทั้ง การที่พี่น้องในอีกมุมโลกหนึ่งกำลังทนทุกข์ทรมาน ไม่ได้หมายความว่า เราจะไม่สามารถมีความสุขได้ ในขณะเดียวกัน เราไม่ลืมพวกเขา และช่วยเหลือพวกเขาในหนทางที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น และอาจจะมากกว่าคนที่ตำหนิเสียอีก 

ท่านยกตัวอย่างอีกว่า 

▪ครั้งหนึ่งท่านโพสต์รูปพี่ชายคนหนึ่งที่อยู่ดูไบและเป็นอัมพาต และท่านก็ถูกตำหนิว่าสิ่งที่ท่านทำนั้นไม่ถูกต้อง “ทำไมถึงเอารูปเขามาโชว์ เขาจะรู้สึกเช่นไรถ้าเห็นคุณโพสต์รูปเขา”

>>ทั้งที่จริงๆ พี่ชายท่านนั้นเป็นคนขอให้ท่านโพสต์เองเพื่อเป็นอุทาหรณ์ให้มุสลิมท่านอื่น ให้เป็นบทเรียนแก่พวกเขา ให้พวกเขาซาบซึ้งในสิ่งที่มีและให้ช่วยดุอาอให้เขา

————

ดังนั้น เราอย่าเป็นคนที่คอยจับผิดในสิ่งที่ผู้คนกำลังทำ และมองสิ่งต่างๆ ในแง่ลบ เพราะแท้จริงมันอาจมีเหตุผลบางอย่างที่ซ่อนอยู่

เรียบเรียงบางส่วนจากการบรรยายหัวข้อ IMPROVING YOURSELF /โดย Bint Al Islam

รูปจาก อินเตอร์เนต

Advertisements

Read Full Post »

🔑🔑🔓ทางออกของทุกปัญหา🔓🔑🔑

จากคลิป A solution to all your problems by iLovUAllah แปลเรียบเรียงโดย Bint Al Islam  

นบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสัลลัมกล่าวไว้ในหะดีษของท่าน ซึ่ง รายงานโดยท่านอนัส (เราะฎิยัลลลอฮุ อันฮุ) เป็นหะดีษที่มีความงดงามยิ่ง หากเพียงแค่พวกเราเข้าใจความหมายที่แท้จริงของมัน 

สิ่งที่นบีกล่าวไว้ในหะดีษบทนี้จะช่วยแก้ปัญหาทุกๆ ปัญหาของเราได้ 

ท่านนบีกล่าวไว้ว่า ■■ผู้ใดก็ตามที่กังวลเกี่ยวกับอาคิเราะฮฺของเขา อัลลอฮฺจะทรงทำให้เขามีความร่ำรวยในหัวใจ และจะทรงรวบรวมสิ่งต่างๆ ที่กระจัดกระจายให้แก่เขา และดุนยาก็จะวิ่งเข้ามาหาเขาอย่างพรั่งพรู■■

🔑“ผู้ใดก็ตามที่กังวัลเกี่ยวกับอาคิเราะฮฺของเขา”🔑 ความกังวลใจนี้ถือเป็นความกังวลใจที่ดี เพราะการเป็นห่วงกังวลต่ออาคิเราะฮฺนั้น หมายถึงการเป็นกังวลต่อช่วงเวลาที่คุณจะต้องยืนอยู่ต่อหน้าพระพักตร์ของอัลลอฮฺ อัซซะวะญัล

🔑“อัลลอฮฺจะทรงทำให้เขามีความร่ำรวยในจิตใจของเขา”

🔑ความร่ำรวยในจิตใจคืออะไร? 

🔓ความร่ำรวยของกระเป๋าคือ “เงิน” 

🔓ส่วนความร่ำรวยของจิตใจคือ “ความสุขและความพึงพอใจ” 

🔓เพราะเงินทองในดุนยานี้จะไม่มีทางทำให้หัวใจของคุณร่ำรวยได้ 

🔑และผู้ใดก็ตามที่กังวลเกี่ยวกับอาคิเราะหฺ🔑 ซึ่งหมายถึงผู้ศรัทธาที่เป็นห่วงกังวลเกี่ยวกับความพึงพอพระทัยของอัลลอฮฺ  อัลลอฮฺจะทรงทำให้เขามีความร่ำรวยในจิตใจ และไม่ใช่เพียงแค่นั้น เพราะอัลลอฮฺจะทรงรวบรวมการงานทั้งหมดของเขาไว้ให้อยู่ภายใต้การดูแลของพระองค์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเงิน ชีวิตคู่ ชีวิตครอบครัว ชีวิตทางสังคม  ทุกๆ กิจการงานของคุณจะอยู่ภายใต้การควบคุมของคุณเอง คุณจะมีความสามารถในการควบคุม จัดการเรื่องราวทั้งหมดนั้นได้ โดยที่การงานเหล่านั้น ปัญหาเหล่านั้นจะไม่สามารถควบคุมชีวิตคุณได้ 

👋👋👋👋อัลลอฮฺจะทรงรวบรวมทุกๆ การงานในโลกดุนยานี้ของคุณ และอัลลอฮฺจะวางมันไว้ที่มือของคุณ คุณจะเป็นผู้ควบคุมมัน คุณจะอยู่เหนือสิ่งเหล่านั้น👋👋👋👋

และไม่ใช่เพียงแค่นั้น นบียังกล่าวด้วยว่า 🔑และดุนยาและทุกสิ่งอย่างที่อยู่ในดุนยานี้จะวิ่งเข้ามาหาเขา🔑 ดังนั้น หากความกังวลใจของคุณ คืออาคิเราะฮฺ  ดุนยาจะวิ่งเข้าหาคุณเอง

หากคุณอยู่ในดุนยานี้เพื่อให้ดุนยารับใช้คุณ อัลลอฮฺก็จะทรงทำให้คุณเป็นเจ้านายแห่งดุนยา และอัลลอฮฺจะทรงทำให้คุณเป็นบ่าวแห่งอาคิเราะ

ผู้ใดก็ตามที่มีความกังวลต่ออาคิเราะฮฺ และความพึงพอพระทัยของอัลลอฮฺ อัลลอฮจะทรงประทานความร่ำรวยให้แก่หัวใจของเขา และอัลลอฮฺจะทรงรวบรวมทุกๆ เรื่องราว ทุกๆ ปัญหาของเขาให้อยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของเขาและอัลลอฮฺจะทรงทำให้ดุนยาวิ่งเข้าหาเขา

แต่ในทางกลับกัน  🔑ผู้ใดก็ตามที่กังวลต่อดุนยาของเขา🔑

🔓ความกังวลใจของเขาคือเรื่องราวแห่งดุนยา

🔓ความเครียดของเขาก็คือเรื่องราวแห่งดุนยา 

นบีมุหัมมัดกล่าวว่า ■■ผู้ใดก็ตามที่กังวลเกี่ยวกับดุนยาของเขา อัลลอฮฺจะทรงทำให้เกิดความยากจนปรากฎขึ้นระหว่างดวงตาทั้งสองข้างของเขา และในหัวใจของเขา และจะทรงทำให้กิจการต่างๆ ของเขากระจัดกระจาย■■ หมายความว่า หากว่าเขามีแต่ความกังวลแต่เรื่องของดุนยา พระองค์จะทรงทำให้เขามีแต่ความแร้นแค้น ยากจน แม้ว่าเขาจะมีเงินมากมายในดุนยานี้

คุณเคยเห็นไหม คนบางคนที่ร่ำรวยมากๆ แต่พวกเขากลับเป็นเยี่ยงทาสรับใช้ ตลอด 24 ชั่วโมง ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะได้นับเงินของตัวเอง พวกเขาร่ำรวยมาก แต่ไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะเห็นหน้าลูกๆ ของตัวเอง พวกเขาร่ำรวยมาก แต่ไม่มีโอกาสที่จะได้กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ พวกเขาร่ำรวยมาก แต่ไม่มีโอกาสที่จะนั่งลงและพักผ่อน ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว พวกเขาเหล่านั้นคือผู้ที่ยากจน และพวกเขาไม่เคยมีความสุขเลย ไม่เคยมีความสุขเลยจริงๆ พวกเขาไม่เคยที่จะมีโอกาสได้ลิ้มรสชาติในแบบที่คนยากจนได้ลิ้มลอง ซึ่งนั่นคือ การได้พักผ่อน และความสบายใจ 

พวกคุณคิดว่าพวกเขารวย มีทรัพย์สินมากมาย มีชีวิตที่สะดวกสบาย แต่ในความเป็นจริงแล้ว มันไม่ได้เป็นแบบนั้นเลย

แน่นอนภายนอกเขาดูร่ำรวย มีทรัพย์สินมากมาย พวกเขามีเงินทองมหาศาล แต่ทว่าพวกเขากลับไม่พบกับความสบายใจ พวกเขาไม่รู้สึกผ่อนคลาย พวกเขาไม่มีความสุข เพราะอะไร? 

เพราะดุนยาคือความเครียด ความกังวลใจของเขา

อัลลอฮฺจะทรงทำให้เขายากจนในดวงตาของเขา อัลลอฮฺประทานความยากจนให้ในระหว่างดวงตาทั้งสองข้างของเขา ถืงแม้ว่าเขาจะมีเงินมากมายแห่งดุนยา แต่พวกเขาก็จะยังคงเป็นผู้ที่ยากจนอยู่ดี แม้ว่าพวกเขาจะมีเงินมากมาย แต่พวกเขายังคงมีแต่ความเครียดอยู่ดี

■■ผู้ใดก็ตามที่ให้อาคิเราะฮฺเป็นสิ่งที่สำคัญ (เป็นความห่วงกังวล) สำหรับเขา อัลลอฮฺจะทรงรวบรวมการงานทั้งหมดของเขาไว้ให้ และจะทรงทำให้เขามีความร่ำรวยในหัวใจ และดุนยาจะวิ่งเข้ามาหาเขาอย่างพรั่งพรูแม้ว่ามันจะไม่เต็มใจก็ตาม และผู้ใดก็ตามที่ให้ดุนยาเป็นสิ่งสำคัญ (เป็นความห่วงกังวล) สำหรับเขา อัลลอฮฺจะทรงทำให้เกิดความยากจนปรากฎขึ้นระหว่างดวงตาทั้งสองข้างของเขา และในหัวใจของเขา อัลลอฮฺจะทรงทำให้กิจการต่างๆ ของเขากระจัดกระจายไม่เป็นระเบียบ และจะไม่มีสิ่งใดในดุนยาเข้ามาหาเขายกเว้นเท่าที่ถูกกำหนดไว้ให้แก่เขาเท่านั้น■■ (อัตติรฺมิซียฺ จัดระดับความน่าเชื่อถือของหะดีษโดยอัลอัลบานียฺ)

Read Full Post »

🍃🍃🍃🍃คำอธิบาย ซูเราะฮฺ อัลฮุมะซะฮฺ🍃🍃🍃🍃

🌱ความชั่วร้ายและหายนะจะเกิดขึ้น กับผู้ที่นินทาผู้อื่นและกล่าวว่าร้ายเสียดแทงพวกเขา (อัลลอฮฺทรงสาปแช่งผู้ที่สบประมาทเหยียดหยามผู้คน)

ในอัลกุรอาน 68:11 🌹ผู้นินทาตระเวนใส่ร้ายผู้อื่น🌹

จากการอธิบายของท่านอิบนุ อับบาส และท่านเกาะตาดะฮฺ อายะฮฺข้างต้น หมายความว่า  “ผู้ที่ใส่ร้ายที่เผยแพร่กระจายข่าวในหมู่ผู้คน สร้างความขัดแย้งบาดหมางระหว่างพวกเขา ปล่อยข่าวลือ และสร้างความเสื่อมเสีย ซึ่งการกระทำเช่นนี้คือการทำลายศาสนา”

🌱ผู้ที่หมกมุ่นอยู่กับการสะสมทรัพย์สิน และคำนวณนับมัน เพราะกลัวว่ามันจะขาด เขาจึงไม่คิดจะทำบุญหรือแจกจ่ายในหนทางที่ดีในหนทางของอัลลอฮฺ เปรียบเสมือน “คนที่มีความตระหนี่” เช่นที่อัลลอฮฺตรัสว่า

ในอัลกุรอาน 70:18 🌹และสะสมทรัพย์ และปกปิดไว้🌹

ทรัพย์สินของเขาได้ทำให้เขาเพลิดเพลินกับมัน ทั้งวันเขาใช้เวลาไปกับการคิดคำนวณ สะสมเงิน และตอนกลางคืน เขาก็หลับนอนเสมือนกับซากศพที่เน่าเปื่อย

🌱โดยที่เขาคิดว่าทรัพย์สมบัติของเขานั้นจะทำให้เขาอยู่ได้ตลอดไป (นั่นคือ การที่เขาเชื่อว่าทรัพย์สินที่เขาสะสมไว้นั้นจะช่วยทำให้ชีวิตของเขายืนยาวตลอดไปในโลกนี้

🌱หากทว่า มันไม่ได้เป็นเช่นที่เขาคาดคิด เขาย่อมถูกโยนลงไปใน🔥ไฟนรกอัลฮุเฏาะมะฮฺ🔥 อันเนื่องมาจากการสะสมทรัพย์สินด้วยความตระหนี่ ไฟนรกนั้นจะเผาผลาญแยกย่อยทุกๆ สิ่งที่ถูกโยนลงไปในนั้น 

🌱และอะไรเล่าที่จะทำให้เจ้ารู้ว่า 🔥ไฟนรกอัลฮุเฏาะมะฮฺ🔥คืออะไร

🌱มันคือ🔥ไฟนรกของอัลลอฮฺ🔥ที่จะถูกจุดขึ้นให้ลุกโชน ซึ่งด้วยความรุนแรงของมัน มันจะทะลุจากร่างกายเข้าไปในหัวใจ มันไม่เหมือนไฟชนิดอื่น เพราะมันไม่มีวันมอด หรือดับเป็นอันขาด

🌱ซึ่งมันจะลุกเข้าไปในหัวใจ ซอบิตกล่าวว่า “มันหมายถึงไฟจะลุกไหม้ขึ้นไปถึงหัวใจของพวกเขา ในขณะที่พวกเขายังมีชีวิตอยู่” และ “การลงโทษได้ถึงจุดสูงสุดของมันแล้ว” 

จากการรายงานของมุหัมทัด อิบนุ กะบฺ “🔥ไฟนรก🔥นั้นจะกัดกินเนื้อหนังจนเข้าไปสู่หัวใจ และเผาไหม้ขึ้นไปจนถึงคอ และมันจะเริ่มเผาไหม้ใหม่อีกครั้ง”

🌱แท้จริงมันจะลุกไหม้คลุมบนตัวพวกเขาอย่างมิดชิด (ไม่มีทางหลบหนีพ้นไปจากมันได้ หรือไม่มีแม้แต่การบรรเทาใดๆ)

ท่านอิบนุ อับบาส รายงานว่า คำว่า มุเซาะดะฮฺ ในภาษาอาหรับที่ใช้ในอายะฮฺนี้หมายถึง ไฟได้ปิดกั้นทุกๆ ประตู🚫 ดังนั้นจึงไม่มีทางหนีออกไปได้ 

🌱แท้จริงมันจะซ้อนเป็นชั้นๆ เหนือพวกเขา ในสภาพที่เต็มไปด้วยโซ่ตรวนยาวเหยียด เพื่อไม่ให้พวกเขาออกไปจากมัน

สรุปเรียบเรียงจาก 

✏คัมภีร์อัลกุรอานแปลไทย

✏อรรถาธิบายอัลกุรอาน 3 ญุซอ์สุดท้าย จากอัตตัฟสีรฺ อัลมุยัสสัรฺ

✏Tafseer Ibn Katheer – part 30 juz amma

Read Full Post »

เงื่อนไขของการฆีบะฮฺ (การพูดเกี่ยวกับบุคคลอื่นลับหลัง) ที่ได้รับการอนุมัติ

แหล่งที่มา https://islamqa.info/en/105391 แปล บินติ อัลอิสลาม

คำถาม: สถานการณ์ใดบ้างที่การฆีบะฮฺเป็นที่อนุมัติตามหลักการศาสนา

ตอบ: อัลฮัมดุลิลลาฮฺ 

นักวิชาการหลายท่านแจ้งว่า “การฆีบะฮฺ” จะได้รับการอนุมัติ ในกรณีต่อไปนี้

๑. การบ่น ร้องทุกข์ เช่นนี้เป็นที่อนุมัติให้กระทำได้สำหรับผู้ที่ถูกอธรรม ถูกรังแก ในการที่จะบ่นร้องทุกข์ต่อผู้ปกครอง หรือผู้พิพากษา หรือใครก็ตามที่มีอำนาจ หรือความสามารถในการจัดการลงโทษผู้กระทำความผิดได้ 

๒. การขอความช่วยเหลือเพื่อเปลี่ยนแปลงความชั่ว และนำผู้กระทำผิดกลับมาสู่หนทางที่ถูกต้อง ดังนั้นอาจจะต้องบอกกล่าวให้ “ผู้ที่เขาคาดว่ามีความสามารถที่จะจัดการบางอย่างกับผู้กระทำผิดได้” ให้ทราบ เช่น “นาย ก และนาย ข ทำเรื่อง…แบบนี้ ช่วยตักเตือนเขาให้เลิกทำแบบนั้นด้วยนะครับ” เป็นต้น 

๓. การขอคำแนะนำหรือฟัตวา ด้วยการบอกกล่าวกับมุฟตี (นักวิชาการ) ว่า “นาย ก. หรือพ่อของผม หรือพี่ชายของผม อธรรมผม ด้วยการทำเรื่อง.. แบบนั้น แบบนี้ ในกรณีเช่นนี้เขามีสิทธิกระทำกับผมได้หรือไม่ครับ แล้วผมควรจะแก้ไขปัญหาแบบนี้เช่นไร และควรทำอย่างไรให้หลุดพ้นจากความเลวร้ายของเขา” เป็นต้น 

๔. การเตือนมุสลิม เกี่ยวกับความชั่วร้าย ความไม่ดีของบางคน เช่นการเน้นย้ำถึงความอ่อนแอของผู้รายงานเรื่องราว ผู้เป็นพยานให้เหตุการณ์ต่างๆ และผู้เขียน ผู้เล่าเรื่อง ซึ่งหมายรวมถึง การเห็นใครบางคนกำลังซื้อสินค้าที่มีตำหนิ หรือเห็นใครบางคนกำลังคบหาอยู่กับคนที่เป็นคนขี้ขโมย หรือชอบทำผิดประเวณี หรือเมื่อมีคนที่ไม่ดีมาเสนอตัวขอแต่งงานกับญาติของเขา  เป็นต้น คุณควรบอกให้พวกเขารับทราบด้วยวิธีการตักเตือนที่จริงใจ ไม่ใช่ด้วยจุดประสงค์ที่ต้องการทำร้ายหรือสร้างปัญหา

๕. หากว่ามีใครกระทำความชั่ว (ผิดบาป) หรือทำบิดะอะฮฺ (อุตริกรรมทางศาสนา) อย่างเปิดเผย เช่นการดื่มเหล้า การยึดทรัพย์ผู้คนในหนทางที่มิชอบ เช่นนั้นก็เป็นที่อนุมัติในการที่จะพูดถึงสิ่งที่บุคคลนั้นทำอย่างเปิดเผย แต่ไม่เป็นที่อนุมัติในการพูดจาต่อต้าน ให้ร้ายเขา เว้นเสียแต่ว่ามีเหตุผลอื่น 

๖. สำหรับเรื่องของการระบุความเป็นตัวตน หากว่าใครคนหนึ่งเป็นที่รู้จักด้วยชื่อเล่น หรือฉายาของเขา เช่น คนที่ไร้สติ คนตาบอด หรือคนตาบอดข้างเดียว หรือคนพิการ เช่นนั้น ก็เป็นที่อนุมัติในการระบุถึงคุณลักษณะของเขา แต่มันหะรอม (ไม่เป็นที่อนุมัติ) ในการที่จะเรียกชื่อหรือฉายาใดเพื่อดูถูกดูแคลนเขา และหากว่าเป็นไปได้ในการที่จะระบุคุณสมบัติของเขาด้วยหนทางอื่น เช่นนั้นมันย่อมดีกว่า 

มีการกล่าวไว้ใน Fatawa al-Lajnah al-Daimah li’l-Ifta: 

การพูดเกี่ยวกับบุคคลหนึ่งในขณะที่เขาไม่อยู่นั้นเป็นที่อนุมัติได้ในบางสถานการณ์ ดังที่มีการกล่าวไว้โดยชารีอะฮ เช่นว่าหากมันมีความจำเป็น ยกตัวอย่างเช่น หากว่ามีใครสักคนให้คำปรึกษาคุณเกี่ยวกับการแต่งงานแบบคลุมถุงชน  หรือการร่วมหุ้นในการทำธุรกิจกับเขา หรือหากว่าใครสักคนบ่น ร้องทุกข์กับผู้มีอำนาจเพื่อเป็นการยับยั้งการกระทำของผู้กระทำผิด ในกรณี้ ไม่ถือว่าเป็นความผิดในการที่จะบอกเล่าเกี่ยวกับเขา แม้ว่าเขาจะไม่พอใจที่เขาถูกกล่าวถึงเช่นนั้นก็ตาม เพราะว่าในกรณีดังกล่าว ถือว่าเป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดประโยชน์ นักวิชาการท่านหนึ่งได้สรุปไว้ในกวีสองบรรทัดเกี่ยวกับสถานการณ์ที่การกล่าวถึงบุคคลหนึ่งในขณะที่เขาไม่อยู่เป็นที่อนุมัติให้กระทำได้ โดยมีความหมายว่า 

การวิพากษ์วิจารณ์ ที่ไม่ถือว่าเป็นการฆีบะฮฺมีอยู่หกกรณี เมื่อมีการร้องทุกข์ เมื่อเป็นการระบุตัวตน เมื่อเป็นการเตือน 

เมื่อบุคคลหนึ่งกระทำความชั่วอย่างเปิดเผย เมื่อต้องการคำแนะนำ และเมื่อมีการขอความช่วยเหลือเพื่อขจัดความชั่วร้ายออกไป 

และอัลลอฮฺทรงรู้ดียิ่ง  

IslamQa

รูป internet

Read Full Post »

ทำอย่างไรเราจึงจะเป็นหนึ่งในบรรดาผู้ที่ดีที่สุด
๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑
เขียนโดย อบู มุฮาวิยะฮฺ กัมดัร/ แปล บินติ อัลอิสลาม

หากพูดถึงเรื่องของการพัฒนาตนเองนั้น โดยส่วนใหญ่มักจะมีการให้ความสำคัญว่า “เราควรจะทำอย่างไรเพื่อให้เราดีที่สุด เก่งที่สุดในสิ่งที่เรากำลังทำอยู่” อีกทั้งยังมีเคล็ดลับมากมายที่เราสามารถเรียนรู้ได้เกี่ยวกับการที่จะเป็นคนที่เก่งที่สุดในเรื่องทางโลกทั้งหลาย อย่างไรก็ตาม บทความต่อไปนี้ เราจะมาค้นหาว่า “ทำอย่างไรเราถึงจะเป็นคนที่ดีเลิศที่สุดในพระเนตรของอัลลอฮฺ”

ซึ่งเราจะหาคำตอบกันจากหลายๆ หะดีษที่เน้นย้ำถึงคุณสมบัติของผู้ที่ดีที่สุดในบรรดามุสลิม

ในฐานะของผู้ศรัทธา เราจำต้องพยายามที่จะพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นอยู่เสมอ ดังนั้นเรามาดูกันว่าในหะดีษกล่าวไว้เช่นไรบ้าง และเรามาพยายามที่จะเป็นคนที่ดีเลิศที่สุดในพระเนตรของอัลลอฮฺกัน เพราะในท้ายที่สุดแล้ว การเป็นคนที่ดีเลิศที่สุดในดุนยานั้นย่อมไม่มีคุณค่าใด หากว่าการใช้ชีวิตของเราไม่ได้ทำให้อัลลอฮฺพึงพอพระทัย

๑. “ผู้ที่ดีที่สุดในบรรดามุสลิมนั้น คือผู้ที่บรรดาพี่น้องมุสลิม (ท่านอื่นๆ) ของเขาปลอดภัยจากมือและลิ้นของเขา” (มุสลิม)

ในการที่จะเป็นผู้ศรัทธาที่ดีที่สุดนั้น เราจำต้องเป็นคนที่มีความสงบและความอ่อนโยนเป็นอย่างมาก ผู้คนที่อยู่รอบตัวเราควรรู้สึกปลอดภัยเมื่ออยู่ใกล้ชิดเรา ไม่ใช่เพียงแค่ปลอดภัยจากการถูกกระทำทางกาย แต่ยังรวมถึงความปลอดภัยจากคำพูด วาจาของเราด้วยเช่นกัน ลองพิจารณาดูตัวเราเองและวิเคราะห์การดำเนินชีวิตของเราออกมาด้วยความจริงใจ และถามตัวเองว่า
“ฉันมักจะพูดไม่ดีกับคนอื่นๆ หรือพูดไม่ดีเกี่ยวกับคนอื่นๆ เป็นประจำหรือเปล่า”
“คนรอบตัวฉันเกรงกลัวอารมณ์ที่รุนแรงของฉันหรือเปล่า”
“คนส่วนใหญ่รู้สึกไม่ไว้ใจฉันหรือเปล่า”

คำถามเหล่านี้มีความสำคัญอย่างมากในการที่จะช่วยเราเพื่อปรับปรุงตัวเองให้กลายเป็นคนที่ผู้อื่นรู้สึกปลอดภัยที่จะอยู่ใกล้ชิดด้วย กฎทั่วไปก็คือ “อย่าทำร้าย” และ นี่คือหนึ่งในหลักการขั้นพื้นฐานของอิสลาม

๒. “ผู้ที่ดีที่สุดในหมู่พวกท่านคือผู้ที่มีมารยาทและอุปนิสัยที่ดีที่สุด” (บุคอรียฺ)

ศาสนาของเราคือศาสนาที่เน้นย้ำในเรื่องของการมีมารยาทที่ดีและการมีอุปนิสัยที่ดี “การปฏิบัติตัวของเราต่อผู้คนเป็นเช่นไร” คือสัญญาณที่บ่งบอกว่าเราเข้าใจศาสนาของเราดีเพียงใด

แต่เป็นที่น่าเศร้าที่บางคนกลับกลายเป็นคนที่แข็งกระด้าง ไม่สุภาพ และหยิ่งยโสเมื่อพวกเขาเพิ่งจะเริ่มปฏิบัติตัวตามหลักการศาสนาอิสลาม ซึ่งเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่อิสลามสอน การที่จะเป็นผู้ศรัทธาที่ดีที่สุดนั้น เราจำต้องแสดงออกซึ่งมารยาทที่ดีที่สุดอยู่เสมอ รวมถึงการรับมือ การมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนประเภทต่างๆ  “มารยาทคือสิ่งที่มึความสำคัญเป็นอย่างมากในการที่จะทำให้ความศรัทธาของเรานั้นสมบูรณ์”

๓. “ผู้ที่ดีที่สุดในหมู่ผู้คน คือผู้ที่สร้างประโยชน์อย่างมากที่สุดต่อมวลมนุษย์”(ดาเราะกุฎนียฺ, หะซัน)

อิสลาม ไม่ใช่ศาสนาที่เห็นแก่ตัว และไม่ใช่ศาสนาที่เน้นเพียงแค่การทำอิบาดะฮฺส่วนตัวของบุคคล หากทว่า มุสลิมที่ดีที่สุด คือผู้ที่อุทิศชีวิตของพวกเขาในการรับใช้อุมมะฮฺเพื่ออัลลอฮฺ

พวกเราแต่ละคนต่างมีทักษะและความรู้ที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งสามารถนำมาใช้เพื่อสร้างประโยชน์แก่ผู้อื่นได้ มันคือหน้าที่ของเราในฐานะของมุสลิมในการที่จะใช้ทักษะเหล่านั้นเพื่อสร้างประโยชน์ต่ออุมมะฮฺ ไม่ใช่เพียงแค่การให้ความสำคัญต่อตัวเราเพียงอย่างเดียว ทำให้การรับใช้ชุมชนเป็นส่วนสำคัญอย่างหนึ่งในชีวิตของคุณ เพราะนี่คือสิ่งที่มุสลิมทำกัน

๔. “ผู้ที่ดีที่สุดในหมู่พวกท่านคือผู้ที่เรียนอัลกุรอานและสอนมัน (แก่ผู้คน)” (ดาริมียฺ เศาะเหียฮฺ)

อัลกุรอาน คือรากฐานของศาสนาของเรา มันคือหน้าที่ของเราในการที่จะศึกษาเรียนรู้มัน ทำความเข้าใจมัน และปฏิบัติตามมัน ใช้ชีวิตโดยให้มันเป็นแนวทาง และแผ่สารของมันไปยังผู้อื่น สิ่งที่ดีงามที่สุดที่มุสลิมสามารถอุทิศชีวิตของเขาได้ คือการเรียนอัลกุรอานและสอนอัลกุรอาน

ซึ่งรวมไปถึงการสอนการอ่านอัลกุรอานแก่ผู้คน การสอนตัจวีด ตัฟซีรฺ อาหรับ ฮิฟซ์ และแม้แต่การสอนศาสนา เพราะวิชาศาสนาทั้งหมดจำต้องอาศัยการเรียนรู้ความหมายอายะฮฺที่แตกต่างกันออกไปในอัลกุรอาน ขอให้เราทั้งหลายแสวงหาหนทางที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการทำงานที่ดีงามนี้ เพื่อที่ว่าเราจะได้กลายเป็นหนึ่งในบรรดาผู้ที่ดีที่สุดในอุมมะฮฺนี้

๕. “ผู้ที่ดีที่สุดในหมู่พวกท่าน คือผู้ที่ดีที่สุด (ในการปฏิบัติ) ต่อครอบครัวของเขา และฉัน (นบีมุหัมมัด) คือผู้ที่ดีที่สุดในหมู่พวกท่าน (ในการปฏิบัติ) ต่อครอบครัวของฉัน” (ติรมิซียฺ, เศาะเหียะฮฺ)ุ

เราปฏิบัติตัวเช่นไรกับครอบครัวของเราภายในบ้าน (ในที่ส่วนตัว) คือบททดสอบที่แท้จริงแห่งความศรัทธาและอุปนิสัยที่แท้จริงของเรา มันเป็นการง่ายมากที่จะเสแสร้งทำตัวเป็นผู้ที่มีความอ่อนน้อมถ่อมตน เป็นผู้ศรัทธา และมีมารยาทที่ดีงามในที่สาธารณะต่อหน้าผู้คน แต่การทำตัวให้เป็นผู้ที่มีคุณธรรมความดีงาม มีความอ่อนน้อม น่ารักอ่อนโยน และมีมารยาทที่ดีงามภายในบ้านนั้น คือสัญญาณแห่งความศรัทธาที่แท้จริงของเรา

การที่จะเป็นบุคคลที่ดีเลิศที่สุดได้นั้น เราจำต้องปฏิบัติตามแบบอย่างของท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม และปฏิบัติต่อคนในครอบครัวของเราเป็นอย่างดี ผู้ศรัทธาที่แท้จริง คือมุสลิมที่ดีทั้งในที่สาธารณะและในที่ส่วนตัว

ข้อสรุปจากหะดีษทั้งห้าบทนี้ เราได้เรียนรู้ว่า ผู้ที่ดีที่สุดในบรรดามุสลิม คือผู้ที่
ไม่ทำร้ายผู้อื่น
-มีมารยาทและอุปนิสัยที่ดีงาม
-สร้างประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์
-เรียนและสอนอัลกุรอาน
-ปฏิบัติต่อคนในครอบครัวของเขาเป็นอย่างดี

ขอให้เราพยายามอย่างหนักที่จะปฏิบัติตามหะดีษทั้งห้าบทนี้

รูป จากอินเตอร์เนต

image

Read Full Post »

positive-thinking-b
รูปจากอินเตอร์เนต
เรียนรู้ที่จะคิดบวกจากหะดีษ (5 บท)
**********************************
จากบทความ Hadith 5 on positive thinking
ผู้เขียน อบู มุอาวิยะฮฺ อิสมาอีล กัมดัร /แปล บินติ อัลอิสลาม
 
การรายงานหะดีษของอิสลามได้เน้นในเรื่องของการคิดบวก แม้ว่าปัจจุบันนี้มุสลิมมากมายเลือกที่จะคิดในแง่ลบเกี่ยวกับโลกใบนี้ และเกี่ยวกับบรรดาผู้คนที่อยู่อาศัยอยู่ที่นี่ ซึ่งในความเป็นจริงนั้น อิสลามส่งเสริมในสิ่งที่ตรงกันข้าม
 
ดังนั้นขอให้เราใคร่ครวญหะดีษ 5 บทต่อไปนี้ และเริ่มการเดินทางไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่เป็นด้านบวกกัน
 
หะดีษบทที่หนึ่ง ให้คิดว่า “ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมีความดีซ่อนอยู่”
—————————————–
“การงานของบรรดาผู้ศรัทธานั้นน่าอัศจรรย์ยิ่ง แท้จริงแล้วทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของเขาคือความดีงาม และสิ่งนี้ไม่เกิดขึ้นกับผู้ใดเว้นแต่ บรรดาผู้ศรัทธา หากสิ่งที่ดีงามเกิดขึ้นกับเขา เขาก็ขอบคุณ และนั่นเป็นการดีสำหรับเขา และหากว่าสิ่งที่เลวร้ายเกิดขึ้นกับเขา เขาก็อดทน และนั่นก็เป็นการดีสำหรับเขาด้วยเช่นกัน” (เศาะเหียะฮฺมุสลิม 2999)
 
หะดีษบทนี้สอนให้เรารู้จักที่จะมองสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับชีวิตในแง่บวก ช่วงเวลาสุขสบายคือโอกาสแห่งการขอบคุณ และช่วงเวลาที่ยากลำบากก็คือบททดสอบแห่งความอดทน สถานการณ์ทั้งสองแบบต่างเป็นสิ่งดีงามสำหรับเรา ดังนั้นไม่ว่าจะมีอะไรก็ตามที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรา มันมักจะมีหนทางที่ทำให้เราได้รับผลประโยชน์จากสถานการณ์เหล่านั้นเสมอ
 
หะดีษบทที่สอง ให้คิดดีเกี่ยวกับอัลลอฮฺ
—————————————–
“ข้าเป็นดังเช่นที่บ่าวของเขานึกคิดเกี่ยวกับข้า ข้าอยู่กับเขาเมื่อเขานึกถึงข้า และหากเขากล่าวรำลึกถึงข้ากับตัวเขา ข้าก็จะกล่าวรำลึกถึงเขากับตัวข้า และหากเขากล่าวรำลึกถึงข้าในกลุ่มคน ข้าจะกล่าวถึงรำลึกถึงเขาในกลุ่มคนที่ดีกว่า หากเขาเข้ามาใกล้ชิดข้าหนึ่งคืบมือ ข้าก็จะเข้าไปใกล้ชิดเขาศอกหนึ่ง และหากเขาเข้ามาใกล้ชิดข้าศอกหนึ่ง ข้าก็จะเข้าไปใกล้ชิดเขาวาหนึ่ง และหากเขาเข้ามาหาข้าด้วยการเดิน ข้าก็จะเข้าไปหาเขาด้วยการวิ่ง” (เศาะเหียะฮฺบุคอรียฺ 6856 และเศาะเหียะฮฺมุสลิม 4832)
 
ในหะดีษกุดซียฺบทนี้ พระองค์อัลลอฮฺเองได้ทรงแจ้งแก่เราถึงความสำคัญของการคิดในแง่ดีเกี่ยวกับพระองค์ เราจำต้องคิดถึงแต่สิ่งที่ดีงามเกี่ยวกับพระผู้ทรงสร้างของเรา และไม่ปล่อยให้ชัยฎอนมาใส่ความคิดที่ชั่วร้ายในหัวของเรา และยิ่งเราคิดดีเกี่ยวกับอัลลอฮฺมากเท่าไร เราก็จะยิ่งได้รับสิ่งที่ดีสิ่งที่เป็นประโยชน์จากการมีความคิดเช่นนี้ทั้งในโลกดุนยาและอาคิเราะหฺ
 
หะดีษบทที่สาม หลีกเลี่ยงการคิดแง่ลบ
—————————————–
“พึงระวังความหวาดระแวงสงสัย เพราะความหวาดระแวงสงสัยคือการกล่าวเท็จที่เลวร้ายที่สุด และอย่าได้สอดแนมกัน และอย่ารับฟังการพูดคุยที่ชั่วร้ายของผู้คนเกี่ยวกับเรื่องราวของผู้อื่น (นินทา) และอย่าสร้างความเป็นศัตรูระหว่างกัน แต่จงเป็นพี่น้องกัน และไม่ควรมีการเสนอตัวต่อสตรีที่พี่น้อง (มุสลิม) ของเขาได้เข้าไปเสนอตัวแล้ว ทว่าเขาควรรอจนกว่าผู้เสนอตัวคนแรกได้แต่งงานกับนางแล้ว หรือถอดถอนการเสนอตัวต่อนาง” (เศาะเหียะฮฺบุคอรียฺ 5970)
 
การมีความคิดในด้านลบเกี่ยวกับพี่น้องมุสลิม คือต้นเหตุของความเป็นศัตรู ความอิจฉาริษยา และความแตกแยก หะดีษบทนี้ได้สั่งห้ามการคิดลบในทุกกรณีไม่ว่ามันจะการสงสัยที่ไม่ได้อยู่บนความเป็นจริง การนินทา การสอดแนม ความผิดบาปเหล่านี้ เราจำต้องหลีกเลี่ยง
 
หะดีษบทที่สี่ จงทำให้เกิดความง่ายดาย
—————————————–
“จงทำให้เกิดความง่ายดายในสิ่งต่างๆ ต่อผู้คนและจงอย่าสร้างความยากลำบากแก่พวกเขา” (เศาะเหียะฮฺบุคอรียฺ 6125)
 
คำแนะนำที่สั้นกระชับนี้มุ่งเน้นไปยังผู้ที่ทำการดะอฺวะฮฺและผู้ที่สอนอิสลามเป็นอันดับแรก หลักปฏิบัติหนึ่งแห่งรากฐานของกฎชารีอะฮฺเบื้องต้น คือหลักปฏิบัติของการสร้างความง่ายดาย ซึ่งมีการรายงานหะดีษมากมายที่เน้นในเรื่องเดียวกันนี้ อิสลามนั้นมีจุดประสงค์ที่จะทำให้การใช้ชีวิตนั้นง่ายดายสำหรับผู้คน ดังนั้นขอให้คุณตรวจสอบว่าวิธีการที่คุณเรียกร้องและชี้แนะผู้คนมาสู่อิสลามนั้นเป็นวิธีการที่เน้นการคิดบวกและการดึงดูดผู้คนไปสู่ความสวยงามแห่งอิสลาม
 
หะดีษบทที่ห้า ให้คิดบวกเมื่อมีความตายเกิดขึ้น
—————————————–
“ผู้ใดก็ตามที่รักการเข้าพบอัลลอฮฺ (พึงรู้เถอะว่า) อัลลอฮฺเองเช่นกันที่ทรงรักการพบกับเขา และผู้ใดก็ตามที่เกลียดการเข้าพบอัลลอฮฺ อัลลอฮฺเองเช่นกันทีทรงเกลียดการพบกับเขา” (เศาะเหียะฮฺบุคอรียฺ 6508)
 
การคิดในแง่บวก ในแง่ดีนั้นสำคัญอย่างมากในอิสลาม แม้แต่ในช่วงเวลาที่มีความตายเกิดขึ้น มุสลิมจำต้องคิดต่อพระผู้ทรงสร้างเขาในด้านที่ดีที่สุด สิ่งนี้สำคัญอย่างยิ่งโดยเฉพาะในช่วงเวลาแห่งความตาย คือบรรดาผู้ศรัทธาควรนึกถึงความเมตตาของอัลลอฮฺและการให้อภัยโทษของพระองค์ ด้วยการคิดเช่นนี้ ย่อมทำให้พวกเขาจากโลกนี้ไปในสภาพของการคิดดี เพราะเราไม่ควรที่จะใช้ชีวิตของเราด้วยการคิดบวกเพียงอย่างเดียวเท่านั้น หากทว่าเราควรตายหรือจากโลกนีไปในสภาพของการคิดบวก คิดดีด้วย
 
ขออัลลอฮฺทรงปกปองเราจากความคิดลบ ความคิดที่ชั่วร้ายทั้งหลาย อามีน
 

Read Full Post »

บทบาทมุสลิมะฮฺต่อเพื่อนและพี่น้องแห่งอิสลาม ตอนที่ 5

wpid-29514_126460667371680_7043764_n.jpg

Source: หนังสือ Ideal Muslimah: The Muslim Woman and her friends and sisters in Islam
แปลโดย บินติ อัลอิสลาม และเรียบเรียงโดย พี่สาวมุสลิมะฮฺใจดี

เธอรังเกียจการนินทาพี่น้องของเธอ

มุสลิมะฮฺผู้มีความตื่นตัวย่อมไม่ปล่อยให้ตัวเธอตกอยู่ในวงจรของ “การนินทาหรือเข้าร่วมกลุ่มที่มีการนินทา เธอจะยับยั้ง ลิ้น ให้ออกห่างและหลีกเลี่ยงการใส่ร้ายเพื่อนหรือพี่น้องของเธอในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เธอให้ความใส่ใจต่อสิ่งนี้และถือว่าเป็นหน้าที่ที่เธอต้องปกป้องตัวเธอออกจากการนินทาอันต่ำช้า เพราะการนินทานั้นเป็นสิ่งที่หะรอมโดยชัดแจ้งดังที่กล่าวไว้ในอัลกุรอาน ว่า

และพวกเจ้าอย่าสอดแนม อย่านินทาซึ่งกันและกัน คนหนึ่งในหมู่พวกเจ้านั้นชอบที่จะกินเนื้อพี่น้องของเขาที่ตายไปแล้วกระนั้นหรือ พวกเจ้าย่อมเกลียดมันและจงยำเกรงอัลลอฮฺเถิด แท้จริงอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงอภัยโทษ ผู้ทรงเมตตาเสมอ (อัลหุญร็อต 49.12)

มุสลิมะฮฺจะคอยระงับจากการปล่อยให้ตัวเองพูดคุยในเรื่องที่อาจนำไปสู่การนินทาอยู่เสมอ และด้วยความเข้าใจในอิสลาม เธอย่อมทราบดีว่า ลิ้น นั้นเป็นสิ่งที่อาจทำให้เจ้าของมันตกลงสู่ไฟนรก

ดังที่มีการกล่าวไว้ในหะดีษ ซึ่งท่านศาสนทูต  เคยกล่าวเตือน มูอ๊าซ อิบนุ ญะบัล และท่านได้จับที่ลิ้นของท่าน และกล่าวว่า จงยับยั้งสิ่งนี้ มูอ๊าซ กล่าวว่า โอ้ ท่านศาสนทูตของอัลลอฮฺ เราจะต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่เราพูดด้วยหรือ ท่านศาสนทูตกล่าวว่า โอ้ ขอให้มารดาของท่านทำให้ท่านต้องหมดอายุขัยเถอะ! มันมีอะไรบ้างเล่า ที่เป็นเหตุให้ใบหน้าของประชาชาติต้องถูกโยนลงไปในไฟนรก  (หรือท่านกล่าวว่า ด้วยจมูกของพวกเขา) หากแต่เป็นผลผลิตที่ออกมาจากลิ้นของเขา[1]

การนินทา คือคุณลักษณะอันชั่วร้าย ที่ไม่คู่ควรกับสตรีผู้ได้รับทางนำแห่งอิสลาม สตรีเหล่านี้ปฏิเสธการเป็นคนสองหน้า กลับกลอกรวมไปถึงการนินทาใส่ร้ายเพื่อนพี่น้องของเธอในยามที่พวกเขาไม่อยู่ และในขณะเดียวกันเมื่อเธอพบพวกเขา เธอกลับมีรอยยิ้มที่อบอุ่นและแสดงออกถึงมิตรภาพอันดี

เธอตระหนักดีว่า การเป็นคนแปรปรวนโลเล ไม่จริงใจเช่นนี้เป็นสิ่งที่ หะรอม ตามหลักการอิสลาม อันมีพื้นฐานอยู่บนความซื่อตรงจริงใจ ยุติธรรม เปิดเผยความจริง ลักษณะนิสัยที่ดีดังกล่าวนี้ มีในบุรุษและสตรีผู้ศรัทธา เพราะอิสลามได้ประณามลักษณะนิสัยที่ตรงกันข้ามคือ การเป็นผู้ที่มีความโลเล ไม่จริงใจ กลับกลอก เป็นลักษณะนิสัยที่น่ารังเกียจ โดยที่บุคคลใดก็ตามมีลักษณะที่ว่านี้ได้ถูกระบุว่าเป็น คนสองหน้า และบรรดาคนสองหน้าเหล่านี้ ถือว่าเป็นมนุษย์ประเภทที่ชั่วร้ายที่สุด ณ สายตาของอัลลอฮฺ  ดังที่ท่านศาสนทูต  เคยกล่าวไว้ว่า  ท่านจะพบหมู่คนที่มีลักษณะที่ชั่วร้าย ณ สายตาของอัลลอฮฺในวันแห่งการตัดสิน เขาเหล่านั้นคือผู้ที่มีลักษณะนิสัยเป็นคนสองหน้า ผู้ที่เข้าหาผู้คนด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง (ด้วยการกระทำกลับกลอก) [2]

สตรีผู้ศรัทธาคือผู้ที่มีความซื่อตรงและมั่นคง ไม่อ่อนไหว ไม่เป็นคนสองหน้า เธอจะมีความสดใส ร่าเริงและปฏิบัติกับทุกคนอย่างเท่าเทียมด้วยคุณธรรมและมรรยาท เธอไม่ลืมว่าการเป็นคนสองหน้านั้นคือ การเป็นคนกลับกลอกอิสลามและลักษณะนิสัย กลับกลอก ย่อมไปด้วยกันไม่ได้ และสตรีผู้มีลักษณะเป็นผู้กลับกลอกจะได้อยู่ในชั้นต่ำสุดของนรก

เธอหลีกเลี่ยงการทะเลาะเบาะแว้ง และการล้อเล่นที่เลยเถิด อีกทั้งการผิดคำสัญญาต่อพี่น้องของเธอ

หนึ่งในมรรยาทอันดีของมุสลิมะฮฺ คือการมีความพอดี การมีไหวพริบและปฏิภาณ เธอหลีกเลี่ยงการทะเลาะที่ก่อให้เกิดโทสะกับพี่น้อง เธอจะไม่สร้างความรำคาญกับพวกเขาด้วยการล้อเล่นที่เลยเถิด (อันสร้างความเสียใจแก่พวกเขา) และเธอไม่ผิดคำสัญญาที่เคยให้ไว้ต่อพวกเขา ด้วยเพราะว่าเธอดำเนินชีวิตตามแนวทางของท่านศาสนทูต จงอย่าทะเลาะกับพี่น้องของท่าน จงอย่าล้อเล่นกับเขาจนเลยเถิด จงอย่าให้คำสัญญาต่อเขาและผิดคำสัญญา (ภายหลัง)[3]

การโต้เถียงหรือทะเลาะกันจนเกินขอบเขตถือเป็นพฤติกรรมชั่วร้ายอันเป็นเหตุให้หัวใจของเรานั้นเต็มไปด้วยความเกลียดชังและความน่ารังเกียจ และ การล้อเล่นที่สร้างความเจ็บปวดแก่ผู้อื่นนั้นเป็นตัวทำลายความบริสุทธิ์ของความสัมพันธ์ฉันท์พี่น้อง อีกทั้ง การผิดคำสัญญานั้นบั่นทอนความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้น และยังทำลายเกียรติระหว่างพวกเขา มุสลิมะฮฺที่มีความตื่นตัวและตระหนักในเรื่องนี้จึงต้องหลีกเลี่ยงพฤติกรรมดังกล่าว อันเป็นสาเหตุให้บุคคลคนหนึ่งกลายเป็นบุคคลที่น่ารังเกียจ

เธอมีน้ำใจและให้เกียรติต่อพี่น้องของเธอ

มุสลิมะฮฺผู้ที่เข้าใจคำสอนของศาสนาจะเป็นผู้ที่มีน้ำใจไมตรีและเป็นผู้ให้ต่อพี่น้องของเธอ ลักษณะที่ทำให้เธอเป็นผู้ที่น่าคบหา คือการที่เธอเป็นผู้ที่มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีและมีความจริงใจเมื่อเธอเชิญชวนพวกเขา และให้การต้อนรับพวกเขาอย่างอบอุ่นอีกทั้งยังให้อาหารแก่พวกเขาอย่างสมบูรณ์ด้วยความเต็มใจ

การเลี้ยงอาหารร่วมกันนั้น เป็นส่วนช่วยกระชับความสัมพันธ์ฉันท์พี่น้องระหว่างกันให้แน่นแฟ้น ยิ่งขึ้น และเติมเต็มชีวิตของพวกเขาด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่เต็มไปด้วยความดีงาม ซึ่งสิ่งนี้เราไม่สามารถพบในการดำเนินชีวิตของบรรดาสตรีตะวันตกที่เกิดมาในสังคมวัฒนธรรมวัตถุนิยม และถูกเติมเต็มด้วยจิตวิญญาณของการฉวยโอกาส ความเห็นแก่ตัว การแสวงหาผลประโยชน์เพื่อตัวเองเท่านั้น แท้จริงแล้ว สตรีตะวันตกเหล่านี้ต่างทนทุกข์ทรมานจากความว่างเปล่าของจิตวิญญาณและอารมณ์ความรู้สึกที่ด้านชา เป็นเหตุให้เกิดความรู้สึกถูกกีดกันจากการมีความสัมพันธ์อันบริสุทธิ์และมิตรภาพที่แท้จริง ปราศจากเพื่อนที่จริงใจ นี่เป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับชาวตะวันตกทั่วไป โดยเฉพาะสตรี พวกเธอจึงพยายามทดแทนมันด้วยการอุทิศเวลาที่มีอยู่ไปกับการเลี้ยงดูสุนัข และเติมส่วนอารมณ์ความรู้สึกที่ขาดหายไปซึ่งควรได้รับจากมนุษย์ด้วยกัน โดยใช้ปรัชญาการหลงใหลคลั่งไคล้ในวัตถุนิยมเข้ามาทดแทน

นักข่าวชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งเล่าว่า มีสุนัขจำนวนเจ็ดล้านตัวในฝรั่งเศส ประเทศซึ่งมีจำนวนประชากรทั้งหมด 52 ล้านคน สุนัขเหล่านี้อาศัยอยู่กับเจ้านายของมันดังเช่นสมาชิกในครอบครัว จึงไม่ถือเป็นเรื่องแปลกที่จะพบเห็นสุนัขและเจ้านายของมันกินอาหารบนโต๊ะเดียวกันตามร้านอาหารในฝรั่งเศส เมื่อเจ้าหน้าที่องค์กรสวัสดิการสัตว์ในเมืองปารีสถูกถามว่า เหตุใดชาวฝรั่งเศสจึงให้การปฏิบัติต่อสุนัขของพวกเขาเหมือนที่เขาปฏิบัติต่อตัวเขาเอง เจ้าหน้าที่ตอบว่า เพราะพวกเขาต้องการมอบความรักให้ใครสักคน หากแต่พวกเขาไม่สามารถที่จะหาใครที่เหมาะสมพอที่จะรับความรักนี้ได้[4]

สังคมของผู้หลงใหลวัตถุนิยมไม่ว่าในตะวันตกหรือตะวันออกนั้น พวกเขาไม่สามารถพบเจอมิตรแท้ที่จะมอบความรัก ความรู้สึกดีๆ ให้ได้ ดังนั้นเขาจึงเลือกที่จะมอบความรักให้แก่สัตว์เลี้ยงทั้งหลาย ซึ่งเขาคิดว่าพวกมันนั้นมีความอ่อนโยน ซื่อสัตย์มากกว่ามนุษย์ที่อยู่ล้อมรอบตัวเขา – การมอบความรักจนเกินขอบเขตต่อสัตว์แสดงให้เห็นถึงจิตใจที่เสื่อมทรามขั้นรุนแรงของมนุษย์ เมื่อเขาปราศจากซึ่งความศรัทธาและทางนำ ??

อารมณ์ทุกข์ทรมานและความรู้สึกภายในจิตวิญญาณของชาวตะวันตกเสื่อมทรามลงเรื่อยมา  และเป็นหนึ่งในอันดับต้นๆ ที่ดึงดูดความสนใจจากนักเขียนอาหรับซึ่งอพยพไปยังประเทศตะวันตก ทั้งที่เป็นมุสลิมและไม่ใช่มุสลิม — พวกเขาสังเกตว่าวิถีชีวิตวัตถุนิยมที่ครอบงำสังคมตะวันตกนั้นทำให้มนุษย์กลายเป็นดังเช่น เครื่องจักร ที่ไม่รับรู้ถึงสิ่งใดเลยในชีวิต นอกจากการทำงาน ผลผลิตและการแข่งขันอันดุเดือด พวกเขาไม่รู้ว่าอะไรคือรอยยิ้มอันอบอุ่นที่ควรมีต่อเพื่อนมนุษย์ พวกเขาถูกครอบงำด้วยความเกลียดชังและการใช้ชีวิตเสมือนเครื่องจักร

สัญญาณร้ายเหล่านี้สัมผัสได้จริง บรรดานักเขียนชาวอาหรับที่เติบโตมาในโลกอิสลามและดำเนินชีวิตด้วยจิตวิญญาณที่เปี่ยมความอดทนอดกลั้นและหัวใจที่ถูกเติมเต็มและพร้อมเผื่อแผ่ความรักต่อพี่น้องเพื่อนฝูง เริ่มทำการเรียกร้องชาวตะวันตกให้เห็นถึง คุณค่าของความรักและความสัมพันธ์ฉันท์พี่น้องระหว่างมนุษย์ ด้วยกัน หนึ่งในบรรดาผู้เรียกร้องนั้นคือ นาซิบ อริดาฮฺ  ผู้ริเริ่มทำการปลุกระดมให้เกิด การมีมนุษยธรรม ในจิตใจของชาวตะวันตก ผู้ซึ่งหัวใจของพวกเขาเปรอะเปื้อนด้วยรสนิยมวัตถุและถูกทำให้ตาบอด หูหนวกด้วยเสียงดังกึกก้องของเครื่องจักร

โอ้ เพื่อนของฉัน โอ้ ผู้ร่วมทางของฉัน โอ้ เพื่อนร่วมงานของฉัน ความรักที่ฉันมีต่อท่านนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดหรือเป็นความปรารถนาเพื่อที่จะตั้งเงื่อนไขบางอย่างกับท่าน จงตอบฉันด้วยการกล่าวว่า โอ้ พี่น้องของฉัน โอ้ เพื่อนของฉัน และกล่าวซ้ำอีกครั้ง เพราะว่ามันเป็นคำพูดที่สวยงามที่สุด หากท่านปรารถนาที่จะเดินเพียงลำพัง หรือหากท่านเกิดความรู้สึกเบื่อหน่ายในตัวฉัน ก็ไม่เป็นไร ท่านจงเดินตามทางของท่านต่อไปเถิด หากแต่ท่านจะได้ยินเสียงของฉัน ร้องเรียกว่า โอ้ พี่น้องของฉัน ขอให้ท่านรับข้อความนี้เถิด และเสียงสะท้อนของความรักจากฉันจะไปถึงท่านไม่ว่าท่านจะอยู่ ณ ที่ใดก็ตาม แล้วท่านจะเข้าใจความงดงาม และความประเสริฐของมัน[5]

ความหนักหน่วงของชีวิตแบบวัตถุนิยมในตะวันตกกลายเป็นเรื่องหนักหนาเกินกว่าที่ ยูซูฟ อัซอัส ฆอนิม  จะทนรับได้ ทำให้เขาไม่สามารถฝืนทนกับการมีชีวิตที่เต็มไปด้วยปัญหาและจมอยู่ในทะเลแห่งวัตถุนิยมนี้ได้อีกต่อไป อีกทั้งมันยังทำให้จิตวิญญาณของเขาขาดซึ่งความสดชื่น ความเป็นสัมพันธ์ฉันท์พี่น้อง ความรู้สึกอ่อนโยนทางอารมณ์นั้นหายไป เช่นนั้นแล้วเขาจึงปรารถนาที่จะไปอยู่ในดินแดนอาหรับที่เป็นโลกแห่งอิสลาม ดินแดนที่ท่านศาสนทูตถือกำเนิด และบ้านแห่งความรัก ความเป็นพี่น้อง และความบริสุทธ์ เขาปรารถนาว่าเขาจะได้อาศัยในเต็นท์อาหรับและละทิ้งโลกอันศิวิไลซ์ที่เต็มไปด้วยเสียงและแสงไฟอันเร่าร้อน

หากว่าฉันนั้นเกิดมามีชีวิตในดินแดนอาหรับ ฉันจะทำการสรรเสริญต่ออัลลอฮฺ  สำหรับชีวิตที่แสนสั้น หากแต่เต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์บนโลกนี้ที่ซึ่งพระองค์นั้นถูกรักโดยหัวใจของประชาชาติ ฉันเหน็ดเหนื่อยกับความเป็นไปของโลกตะวันตก ซึ่งความเหน็ดเหนื่อยของมันก็เบื่อหน่ายตัวฉันเช่นกัน จงนำเอารถยนต์ทั้งหลายของท่าน เครื่องบินหลายลำของท่านออกไป และนำเอาอูฐและม้ามาให้แก่ฉัน จงนำเอาโลก ดินแดน ทะเล ท้องฟ้าของชาวตะวันตกออกไป และนำเอาเต้นท์ของชาวอาหรับมาให้แก่ฉัน เต็นท์ที่ฉันจะนำไปปัก ณ ที่ใดที่หนึ่งบนภูเขาลูกใดลูกหนึ่งในบ้านเกิดของฉัน เลบานอน หรือ หาดบาราด้า หรือชายฝั่งของไทกริสและยูไฟรติส หรือชนบทของอัมมาน หรือ ทะเลทรายแห่งซาอุดิอารเบีย หรือในแคว้นที่ไม่มีใครรู้จักในเยเมน หรือบนเนินของปิระมิด หรือโอเอซิสแห่งลิเบีย … จงนำเอาเต็นท์อาหรับมาให้ฉัน และฉันจะถ่วงมันไว้เพื่อต้านโลกทั้งใบ และ..[6]

งานเขียนของนักเขียนชาวอาหรับที่อพยพเหล่านั้นมีการแสดงออกในท่วงทำนองที่เหมือนกัน หากแต่มันก็เพียงพอที่จะยกตัวอย่างได้ว่า งานเขียนของพวกเขานั้นได้แสดงออกซึ่งความรู้สึกของผู้ที่รอคอยความสมบูรณ์ของอารมณ์ที่พวกเขาระลึกถึงเมื่อย้ายเข้ามาอยู่ในโลกตะวันตก ประสบการณ์ที่ปลุกให้พวกเขารอคอยการกลับไปยังโลกตะวันออกที่ซึ่งมี อิสลามซึ่งแพร่ไปด้วยความรัก ความเป็นพี่น้อง ความรู้สึกที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอย่างแน่นแฟ้น

อิสลามได้เพาะหว่านเมล็ดพันธ์แห่งความรักและการสานสัมพันธ์ฉันท์พี่น้องขึ้นในจิตวิญญาณของผู้ที่ปฏิบัติตามหลักการศาสนา อีกทั้งยังสร้างแรงสนับสนุนให้พวกเขาทำความรู้จักและแบ่งปันกัน การเยี่ยมเยียนกันในหมู่พวกเขา การเชิญชวนผู้อื่นสู่การรวมตัวกันนั้น ได้ถูกบรรยายไว้ว่าเป็นหมู่คนที่ประเสริฐที่สุดผู้ที่ดีที่สุดในหมู่พวกท่านคือผู้ที่ให้อาหาร (แก่พี่น้อง) ด้วยความเต็มใจ และตอบรับการทักทายด้วย สลาม[7]

ท่านศาสนทูต  ได้บอกข่าวดีแก่ผู้ที่มีจิตใจเมตตากรุณา ต่อบรรดาบุรุษและสตรี ว่าพวกเขาจะเป็นหนึ่งในบรรดาผู้ที่ได้เข้าสู่สวนสวรรค์ด้วยความสันติ จงแพร่ สลาม ให้อาหาร (แก่พี่น้อง) อย่างสมบูรณ์ รักษาความสัมพันธ์กับเครือญาติ และละหมาดยามค่ำคืน ในยามที่ผู้คนต่างหลับไหน และเข้าสู่สวนสวรรค์อย่างสันติ[8]

ท่านศาสนทูต  ได้ให้สัญญาต่อบรรดาผู้ที่มีจิตใจเมตตา เอื้อเฟื้อ ด้วยสถานที่อันพิเศษในสวนสวรรค์แก่พวกเขา ในสวนสวรรค์นั้น มีห้องจำนวนหลายห้องที่ภายนอกสามารถมองเห็นได้จากภายใน และภายในมองเห็นได้จากภายนอก อัลลอฮฺ ตะอาลาได้ทรงเตรียมสถานที่เหล่านั้นให้แก่ผู้ที่ให้อาหารแก่พี่น้องของเขาอย่างอุดมสมบูรณ์ ผู้ที่อ่อนโยนในคำพูด ผู้ที่ถือศีลอดอย่างสม่ำเสมอ และผู้ที่ละหมาดยามค่ำคืน ในเวลาที่ผู้คนต่างหลับใหล[9]

เธอไม่ลืมขอดุอาอฺให้แก่พี่น้องของเธอ

มุสลิมะฮฺผู้ที่หัวใจของเธอถูกเติมเต็มด้วยความหอมหวานของความศรัทธาย่อมมีความปรารถนาต่อพี่น้องของเธอ เช่นเดียวกับที่เธอปรารถนาแก่ตัวเธอเอง เช่นนั้นแล้ว เธอจะไม่ลืมที่จะขอดุอาอฺให้กับพี่น้องของเธอ แม้ว่าพวกเขาจะอยู่ห่างไกลแค่ไหนก็ตาม ซึ่ง ดุอาอฺ นี้เปี่ยมด้วยความอบอุ่น ความรักอันบริสุทธิ์และความเป็นพี่น้องแห่งอิสลาม เธอรู้ดีว่าการดุอาอฺเช่นนั้น จะเป็นวิธีการที่ทำให้เธอได้รับการตอบรับจากอัลลอฮฺ  อย่างรวดเร็ว อันเนื่องมาจากความรู้สึกที่บริสุทธิ์และอบอุ่น และเจตนาอันงดงามของเธอ — ซึ่งมีการยืนยันถึงการตอบรับของอัลลอฮฺ   จากคำพูดของท่านศาสนทูต  การขอดุอาอฺที่จะได้รับการตอบรับอย่างเร็วที่สุด คือการวอนขอของบุคคลหนึ่งที่มีต่อพี่น้องของเขา ในยามที่เขาไม่อยู่ (ลับหลัง) [10]

บรรดาเศาะฮาบะฮฺต่างเข้าใจใน การขอดุอาอฺ ดังกล่าวนี้เป็นอย่างดี เพราะพวกท่านเองก็เคยขอให้กับพี่น้องของท่าน  การขอดุอาอฺในขณะที่ประสบกับสถานการณ์นั้น การวิงวอนดุอาอฺจะได้รับการตอบรับ บรรดาบุรุษและสตรีต่างได้รับสิทธิในการวิงวอนอย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งถือเป็นการแสดงออกขั้นสูงของผู้คนในสังคม ตลอดช่วงเวลาทองของประวัติศาสตร์

อิหม่ามบุคอรียฺรายงาน ในอัล-อะดาบ อัล-มุฟร็อด จากซอฟวาน อิบนุ อัลดุลลอฮฺ อิบนุ ซอฟวาน ภรรยาของเขา คือ อัล-ดัรดาอฺ บินติ อบีดัรดาอฺ กล่าวว่า ฉันเดินทางไปเยี่ยมพวกเขาที่ดามัสกัส และได้พบกับ อุมมุ อัลดัรดา อยู่ในบ้าน หากแต่ อะบู ดัรดา ไม่อยู่ที่นั่น นาง (อุมมุ อัลดัรดา) ถามฉันว่า ท่านต้องการไปทำพิธีฮัจญ์หรือ ฉันจึงตอบว่า ใช่แล้ว นางจึงกล่าวว่า ท่านจงดุอาอฺให้แก่ฉันด้วยเพราะท่านศาสนทูต  เคยกล่าวว่า การวอนขอของมุสลิมต่อพี่น้องของเขานั้นจะได้รับการตอบรับ มลาอิกะฮฺอยู่ที่ศีรษะของเขา เมื่อใดก็ตามที่เขาขอดุอาอฺให้แก่พี่น้องของเขา และมลาอิกะฮฺจะกล่าวว่า อามีน.. ขอให้ท่านได้รับสิ่งนั้นเช่นกัน  เขา (ซอฟวาน) กล่าวว่า ฉันได้พบอะบูดัรดาที่ตลาดและเขาก็กล่าวแก่ฉันถึงสิ่งที่ท่านศาสนทูต  ได้กล่าวไว้ ดังที่นางกล่าวเช่นกัน [11]

ท่านศาสนทูต  ได้ปลูกฝังจิตวิญญาณแห่งความเป็นหนึ่งเดียวกันให้แก่มุสลิมีนและมุสลิมะฮฺในทุกๆ โอกาส รวมทั้งการทำให้เกิดความรักอันมั่นคงต่อกันระหว่างมุสลิมด้วยกันเพื่ออัลลอฮฺ  และการปลูกฝังในทัศนคติเรื่อง ไม่ยึดเอาตนเป็นที่ตั้ง และ ขจัดความลำเอียงต่อตัวบุคคลและความเห็นแก่ตัว เพื่อให้สังคมมุสลิมนั้นซึมซาบไปด้วยความรัก ความสัมพันธ์ใกล้ชิด ความสามัคคี และการไม่ถือตนเป็นใหญ่

หนึ่งในวิธีหลายวิธีที่ท่านศาสนทูต  ได้บ่มเพาะความเป็นหนึ่งเดียวกันของบรรดามุสลิม คือ การโต้ตอบของท่านต่อชายผู้หนึ่ง ที่ทำการดุอาอฺเสียงดังว่า โอ้ อัลลอฮฺ ได้โปรดอภัยโทษให้แก่ฉัน และมุหัมมัดเท่านั้นด้วยเถิด ท่านศาสนทูต  จึงกล่าวแก่ชายผู้นั้นว่า ท่านได้ปฏิเสธ (การดุอาอฺ) ต่อพี่น้องอีกหลายคน[12]

ด้วยวิธีการนี้ ท่านศาสนทูต  ไม่ได้เพียงแค่ตักเตือนชายผู้นั้นเพียงคนเดียว หากแต่ท่านได้ปลูกฝังความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแก่ประชาชาติทั้งมวล ตลอดจนได้อบรมบรรดามุสลิมีนและมุสลิมะฮฺทุกๆ คน ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ไหน หรือเมื่อใดก็ตาม จึงถือเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องที่ใครคนใดคนหนึ่งจะกล่าว ชะฮาดะฮฺ เพียงเพื่อที่จะสะสมความดีงามให้แก่ตัวเขาเพียงผู้เดียว เพราะว่าผู้ศรัทธาที่แท้จริงนั้นย่อมปรารถนาต่อพี่น้องของเขา ดังเช่นที่เขาปรารถนาต่อตัวเขาเอง

ในบทสรุปตอนท้ายนี้

เราสามารถกล่าวได้ว่า ทั้งหมดคือคุณสมบัติที่บรรดามุสลิมะฮฺผู้ได้รับการศึกษาแห่งอิสลามพึงมี

เธอรักพี่น้องของเธอเพื่ออัลลอฮฺ  และความรักที่มีต่อพวกเขานั้นมีความบริสุทธิ์

เธอมีความปรารถนาต่อพวกเขา ดังเช่นที่เธอปรารถนาต่อตัวเธอเอง

เธอปรารถนาที่จะรักษาความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องในอิสลาม ให้มีความเข้มแข็ง

เธอจะไม่ตัดความสัมพันธ์หรือทอดทิ้งพวกเขา

เธออดทนและให้อภัยในความผิดพลาดของพวกเขา

เธอจะไม่มีความเกลียดชัง รังเกียจและความอิจฉาริษยาต่อพวกเขา

เธอทักทายพวกเขาด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใสเสมอ

เธอมีความโอบอ้อมอารีและซื่อสัตย์ต่อพวกเขา

เธอไม่นินทาว่าร้ายพวกเขา

เธอไม่ทำร้ายความรู้สึกของพวกเขาโดยการสร้างความเป็นศัตรู หรือทะเลาะเบาะแว้งกับพวกเขา

เธอมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อพวกเขา

เธอขอดุอาอฺแก่พวกเขาในยามที่พวกเขาไม่อยู่ (ลับหลัง)”

จึงไม่น่าแปลกใจว่าบุคลิกภาพของบรรดามุสลิมะฮฺที่ได้รับการอบรมขัดเกลาด้วย อิสลาม ย่อมมี คุณสมบัติอันงดงามเช่นนี้เป็นแน่แท้นี่ถือเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่อิสลามได้นำมาซึ่งการศึกษาและการออกแบบของคุณลักษณะของมนุษย์ ไม่ว่าจะอยู่ ณ ที่ใด หรือยุคสมัยไหนก็ตาม

[1] หะดีษ เศาะหิฮฺ หัซซัน รายงานโดย ท่านติรฺมิซียฺ

[2] มุสลิม

[3] บุคอรียฺ

[4] ศาสตราจารย์ วาฮีดอุดดิน คาน

[5] ดิวาน อัล อัรวะฮฺ อัล ฮิยเราะฮฺ

[6] ดู อีซา อัล-นะอูรี, อะดาบ อัล-มะฮฺญัร  ดาร อัล-มะอาริฟ บิ มิสรฺ หน้า 527

[7] หะดีษหะซัน รายงานโดย อะหฺมัด

[8] หะดีษเศาะหิฮฺ รายงานโดย อะหฺมัด และอัล ฮากีม

[9] หะดีษหะซัน รายงานโดย อะหฺมัด และ อิบนุ ฮิบบาน

[10] บุคอรียฺ

[11] บุคอรียฺ

[12] บุคอรียฺ

Read Full Post »

Older Posts »

%d bloggers like this: