Feeds:
Posts
Comments

Archive for the ‘ข้อคิดเตือนใจ’ Category

เวลาที่เห็นใครสักคนกำลังทำอะไรบางอย่าง เราอย่าเพิ่งรีบตัดสินการกระทำของเขา ให้พยายามคิดถึงความเป็นได้ของเหตุผลที่ซ่อนอยู่ 

มุฟตี เมงก์ยกตัวอย่างว่า

▪เมื่อครั้งที่ท่านมีโอกาสไปเล่นเจ็ทสกี กับลูกศิษย์ และได้ลงรูปในอินสตาแกรม มีคนมาคอมเม้นต์ตำหนิเชิงประชดประชันว่า “เฮ้ออ ขอให้สนุกนะ” หรือบางคนก็พูดว่า คุณเป็นชัยคฺ คุณจะมาทำตัวสนุกสนานแบบนี้ไม่ได้

>>ทั้งที่จริงๆ ท่านใช้เวลาเพียงแค่ 1 ชั่วโมงเพื่อการพักผ่อน ในขณะที่ตารางงานของท่านนั้นเต็ม และยุ่งมาก 

▪เมื่อมีการโพสต์รูปที่ท่านกำลังละหมาดที่ชายทะเล ก็มีคนมาตำหนิท่านว่า “ทำไมต้องโอ้อวดการทำอิบาดะฮฺให้ทั่วโลกรับรู้ แล้วคนที่ถ่ายรูป ทำไมไม่มาละหมาด” 

>>ทั้งที่จริงๆ คนที่ถ่าย คือเด็กน้อยคนหนึ่ง ไม่มีให้สั่งให้เขาถ่าย และเมื่อท่านเห็นรูป ท่านก็เกิดความคิดว่า ท่านต้องการส่งเสริมให้ผู้คนที่อาจจะออกไปเที่ยวไปผ่อนคลายนอกบ้าน หรือไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ไหนก็ตาม ให้รักษาการละหมาด เมื่อถึงเวลาละหมาด ท่านจึงโพสต์มันขึ้นมา 

ในความเป็นจริงนั้น คนเราสามารถแสวงหาความบันเทิงและความสนุกสนาน (ที่หะลาล) ได้ ตราบใดที่มันไม่ทำให้เขาหลงลืมอัลลอฮฺ หรือทำให้เขาออกห่างจากพระองค์

มันไม่ได้หมายความว่า ในการที่ท่านเป็นฮาฟิซ ท่านจะพักผ่อนและหาความสนุกสนาน (ที่หะลาล) ไม่ได้

อีกทั้ง การที่พี่น้องในอีกมุมโลกหนึ่งกำลังทนทุกข์ทรมาน ไม่ได้หมายความว่า เราจะไม่สามารถมีความสุขได้ ในขณะเดียวกัน เราไม่ลืมพวกเขา และช่วยเหลือพวกเขาในหนทางที่ยิ่งใหญ่กว่านั้น และอาจจะมากกว่าคนที่ตำหนิเสียอีก 

ท่านยกตัวอย่างอีกว่า 

▪ครั้งหนึ่งท่านโพสต์รูปพี่ชายคนหนึ่งที่อยู่ดูไบและเป็นอัมพาต และท่านก็ถูกตำหนิว่าสิ่งที่ท่านทำนั้นไม่ถูกต้อง “ทำไมถึงเอารูปเขามาโชว์ เขาจะรู้สึกเช่นไรถ้าเห็นคุณโพสต์รูปเขา”

>>ทั้งที่จริงๆ พี่ชายท่านนั้นเป็นคนขอให้ท่านโพสต์เองเพื่อเป็นอุทาหรณ์ให้มุสลิมท่านอื่น ให้เป็นบทเรียนแก่พวกเขา ให้พวกเขาซาบซึ้งในสิ่งที่มีและให้ช่วยดุอาอให้เขา

————

ดังนั้น เราอย่าเป็นคนที่คอยจับผิดในสิ่งที่ผู้คนกำลังทำ และมองสิ่งต่างๆ ในแง่ลบ เพราะแท้จริงมันอาจมีเหตุผลบางอย่างที่ซ่อนอยู่

เรียบเรียงบางส่วนจากการบรรยายหัวข้อ IMPROVING YOURSELF /โดย Bint Al Islam

รูปจาก อินเตอร์เนต

Advertisements

Read Full Post »

🔑🔑🔓ทางออกของทุกปัญหา🔓🔑🔑

จากคลิป A solution to all your problems by iLovUAllah แปลเรียบเรียงโดย Bint Al Islam  

นบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสัลลัมกล่าวไว้ในหะดีษของท่าน ซึ่ง รายงานโดยท่านอนัส (เราะฎิยัลลลอฮุ อันฮุ) เป็นหะดีษที่มีความงดงามยิ่ง หากเพียงแค่พวกเราเข้าใจความหมายที่แท้จริงของมัน 

สิ่งที่นบีกล่าวไว้ในหะดีษบทนี้จะช่วยแก้ปัญหาทุกๆ ปัญหาของเราได้ 

ท่านนบีกล่าวไว้ว่า ■■ผู้ใดก็ตามที่กังวลเกี่ยวกับอาคิเราะฮฺของเขา อัลลอฮฺจะทรงทำให้เขามีความร่ำรวยในหัวใจ และจะทรงรวบรวมสิ่งต่างๆ ที่กระจัดกระจายให้แก่เขา และดุนยาก็จะวิ่งเข้ามาหาเขาอย่างพรั่งพรู■■

🔑“ผู้ใดก็ตามที่กังวัลเกี่ยวกับอาคิเราะฮฺของเขา”🔑 ความกังวลใจนี้ถือเป็นความกังวลใจที่ดี เพราะการเป็นห่วงกังวลต่ออาคิเราะฮฺนั้น หมายถึงการเป็นกังวลต่อช่วงเวลาที่คุณจะต้องยืนอยู่ต่อหน้าพระพักตร์ของอัลลอฮฺ อัซซะวะญัล

🔑“อัลลอฮฺจะทรงทำให้เขามีความร่ำรวยในจิตใจของเขา”

🔑ความร่ำรวยในจิตใจคืออะไร? 

🔓ความร่ำรวยของกระเป๋าคือ “เงิน” 

🔓ส่วนความร่ำรวยของจิตใจคือ “ความสุขและความพึงพอใจ” 

🔓เพราะเงินทองในดุนยานี้จะไม่มีทางทำให้หัวใจของคุณร่ำรวยได้ 

🔑และผู้ใดก็ตามที่กังวลเกี่ยวกับอาคิเราะหฺ🔑 ซึ่งหมายถึงผู้ศรัทธาที่เป็นห่วงกังวลเกี่ยวกับความพึงพอพระทัยของอัลลอฮฺ  อัลลอฮฺจะทรงทำให้เขามีความร่ำรวยในจิตใจ และไม่ใช่เพียงแค่นั้น เพราะอัลลอฮฺจะทรงรวบรวมการงานทั้งหมดของเขาไว้ให้อยู่ภายใต้การดูแลของพระองค์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเงิน ชีวิตคู่ ชีวิตครอบครัว ชีวิตทางสังคม  ทุกๆ กิจการงานของคุณจะอยู่ภายใต้การควบคุมของคุณเอง คุณจะมีความสามารถในการควบคุม จัดการเรื่องราวทั้งหมดนั้นได้ โดยที่การงานเหล่านั้น ปัญหาเหล่านั้นจะไม่สามารถควบคุมชีวิตคุณได้ 

👋👋👋👋อัลลอฮฺจะทรงรวบรวมทุกๆ การงานในโลกดุนยานี้ของคุณ และอัลลอฮฺจะวางมันไว้ที่มือของคุณ คุณจะเป็นผู้ควบคุมมัน คุณจะอยู่เหนือสิ่งเหล่านั้น👋👋👋👋

และไม่ใช่เพียงแค่นั้น นบียังกล่าวด้วยว่า 🔑และดุนยาและทุกสิ่งอย่างที่อยู่ในดุนยานี้จะวิ่งเข้ามาหาเขา🔑 ดังนั้น หากความกังวลใจของคุณ คืออาคิเราะฮฺ  ดุนยาจะวิ่งเข้าหาคุณเอง

หากคุณอยู่ในดุนยานี้เพื่อให้ดุนยารับใช้คุณ อัลลอฮฺก็จะทรงทำให้คุณเป็นเจ้านายแห่งดุนยา และอัลลอฮฺจะทรงทำให้คุณเป็นบ่าวแห่งอาคิเราะ

ผู้ใดก็ตามที่มีความกังวลต่ออาคิเราะฮฺ และความพึงพอพระทัยของอัลลอฮฺ อัลลอฮจะทรงประทานความร่ำรวยให้แก่หัวใจของเขา และอัลลอฮฺจะทรงรวบรวมทุกๆ เรื่องราว ทุกๆ ปัญหาของเขาให้อยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของเขาและอัลลอฮฺจะทรงทำให้ดุนยาวิ่งเข้าหาเขา

แต่ในทางกลับกัน  🔑ผู้ใดก็ตามที่กังวลต่อดุนยาของเขา🔑

🔓ความกังวลใจของเขาคือเรื่องราวแห่งดุนยา

🔓ความเครียดของเขาก็คือเรื่องราวแห่งดุนยา 

นบีมุหัมมัดกล่าวว่า ■■ผู้ใดก็ตามที่กังวลเกี่ยวกับดุนยาของเขา อัลลอฮฺจะทรงทำให้เกิดความยากจนปรากฎขึ้นระหว่างดวงตาทั้งสองข้างของเขา และในหัวใจของเขา และจะทรงทำให้กิจการต่างๆ ของเขากระจัดกระจาย■■ หมายความว่า หากว่าเขามีแต่ความกังวลแต่เรื่องของดุนยา พระองค์จะทรงทำให้เขามีแต่ความแร้นแค้น ยากจน แม้ว่าเขาจะมีเงินมากมายในดุนยานี้

คุณเคยเห็นไหม คนบางคนที่ร่ำรวยมากๆ แต่พวกเขากลับเป็นเยี่ยงทาสรับใช้ ตลอด 24 ชั่วโมง ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะได้นับเงินของตัวเอง พวกเขาร่ำรวยมาก แต่ไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะเห็นหน้าลูกๆ ของตัวเอง พวกเขาร่ำรวยมาก แต่ไม่มีโอกาสที่จะได้กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ พวกเขาร่ำรวยมาก แต่ไม่มีโอกาสที่จะนั่งลงและพักผ่อน ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว พวกเขาเหล่านั้นคือผู้ที่ยากจน และพวกเขาไม่เคยมีความสุขเลย ไม่เคยมีความสุขเลยจริงๆ พวกเขาไม่เคยที่จะมีโอกาสได้ลิ้มรสชาติในแบบที่คนยากจนได้ลิ้มลอง ซึ่งนั่นคือ การได้พักผ่อน และความสบายใจ 

พวกคุณคิดว่าพวกเขารวย มีทรัพย์สินมากมาย มีชีวิตที่สะดวกสบาย แต่ในความเป็นจริงแล้ว มันไม่ได้เป็นแบบนั้นเลย

แน่นอนภายนอกเขาดูร่ำรวย มีทรัพย์สินมากมาย พวกเขามีเงินทองมหาศาล แต่ทว่าพวกเขากลับไม่พบกับความสบายใจ พวกเขาไม่รู้สึกผ่อนคลาย พวกเขาไม่มีความสุข เพราะอะไร? 

เพราะดุนยาคือความเครียด ความกังวลใจของเขา

อัลลอฮฺจะทรงทำให้เขายากจนในดวงตาของเขา อัลลอฮฺประทานความยากจนให้ในระหว่างดวงตาทั้งสองข้างของเขา ถืงแม้ว่าเขาจะมีเงินมากมายแห่งดุนยา แต่พวกเขาก็จะยังคงเป็นผู้ที่ยากจนอยู่ดี แม้ว่าพวกเขาจะมีเงินมากมาย แต่พวกเขายังคงมีแต่ความเครียดอยู่ดี

■■ผู้ใดก็ตามที่ให้อาคิเราะฮฺเป็นสิ่งที่สำคัญ (เป็นความห่วงกังวล) สำหรับเขา อัลลอฮฺจะทรงรวบรวมการงานทั้งหมดของเขาไว้ให้ และจะทรงทำให้เขามีความร่ำรวยในหัวใจ และดุนยาจะวิ่งเข้ามาหาเขาอย่างพรั่งพรูแม้ว่ามันจะไม่เต็มใจก็ตาม และผู้ใดก็ตามที่ให้ดุนยาเป็นสิ่งสำคัญ (เป็นความห่วงกังวล) สำหรับเขา อัลลอฮฺจะทรงทำให้เกิดความยากจนปรากฎขึ้นระหว่างดวงตาทั้งสองข้างของเขา และในหัวใจของเขา อัลลอฮฺจะทรงทำให้กิจการต่างๆ ของเขากระจัดกระจายไม่เป็นระเบียบ และจะไม่มีสิ่งใดในดุนยาเข้ามาหาเขายกเว้นเท่าที่ถูกกำหนดไว้ให้แก่เขาเท่านั้น■■ (อัตติรฺมิซียฺ จัดระดับความน่าเชื่อถือของหะดีษโดยอัลอัลบานียฺ)

Read Full Post »

ปัจจุบันนี้ พวกเราต่างโชว์ โอ้อวดทุกสิ่งทุกอย่างทาง whats app, tweeter, IG, facebook โชว์แม้แต่สิ่งเล็กๆ น้อยๆ เพื่อให้ผู้คนเข้ามาดู สำหรับคนที่ไม่มีในสิ่งที่คุณโชว์ ก็ได้แต่นั่งมองดูด้วยหัวใจที่เจ็บปวด จากนั้นพวกเขาก็เกิดความรู้สึกอิจฉา

เราไม่จำเป็นต้องโชว์ทุกอย่างก็ได้ แน่นอนว่าบางครั้งเราอาจจะอยากโชว์สิ่งที่ดีงามสัก 2-3 อย่าง ด้วยเหตุผลที่จะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้พบเห็น

แต่คำเตือน ก็คือ “หากคุณปรารถนาที่จะได้รับเราะฮฺมัต ความเมตตาจากอัลลอฮฺ คุณก็ควรนึกถึง และเห็นใจคนที่ไม่มีเช่นคุณ ที่คุณกำลังโชว์พวกเขาผ่านทาง social media ด้วย”

อีกทั้งยังมีคนบางประเภทที่โชว์สิ่งของที่ไม่ใช่ของตน แต่แสร้งทำเสมือนว่าเป็นของตัวเอง บางคนไปตามร้านค้า ลองสินค้า ถ่ายรูป โดยไม่ซื้อ แสร้งว่าเขาครอบครองมัน และมันก็กลายเป็นการสร้างชีวิตใหม่เพื่อการหลอกลวง

คุณโชว์ โอ้อวดผู้คนในสิ่งที่คุณไม่มี ที่คุณไม่ได้เป็น ความเมตตาประเภทใดที่คุณมี ในเมื่อจริงๆ แล้วคุณไร้ความเมตตาต่อผู้อื่น ทำไมต้องอวด ทำไมต้องสร้างความเจ็บปวดต่อจิตใจของผู้อื่น

ใช้ชีวิตด้วยวิถีของอิสลาม ใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย มีความสุขกับสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่คุณมี ให้ความช่วยเหลือผู้คน หากคุณอยากได้รับความเมตตาจากอัลลอฮฺ ขอให้คุณมีความเมตตาต่อผู้คนที่อัลลอฮฺทรงสร้างพวกเขา

มีความกรุณา มีความเมตตา ไม่มีความตระหนี่ ไม่คิดถึงแต่ตัวเอง

หะดีษบทหนึ่ง ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “จงแสดงความเมตตาต่อผู้คนบนผืนแผ่นดิน และผู้ที่ทรงอยู่บนฟากฟ้าจะแสดงความเมตตาต่อท่าน”
———-
สรุปบางส่วนจากบรรยายของมุฟตี อิสมาอีล เมงกฺ หัวข้อ Mercy to the worlds/โดย บินติ อัลอิสลาม

อัสตัฒฟิรุลลอฮฺ ขออภัยเพื่อนๆ หากการโพสต์บางอย่าง ทำร้ายจิตใจเพื่อนๆ ค่ะ

Read Full Post »

การใช้จ่ายเงินฟุ่มเฟือย ถือเป็นอุปนิสัยที่ไม่ดีอย่างหนึ่ง บางครั้ง บางคนหมดเงินไปกับการซื้อบุหรี่ บางคนหมดเงินไปกับการซื้อกระเป๋าถือ หรือเครื่องสำอางค์ หรือแว่นตากันแดด หรือเสื้อผ้ามากมาย อย่างไรก็ตามมันไม่ได้หมายความว่าเราไม่สามารถที่จะซื้อของดีๆ ใช้ได้เลย แน่นอนว่า คุณซื้อได้ หากคุณมีความสามารถ คุณสามารถมีความสุขกับการซื้อของที่คุณชอบได้ แต่ได้โปรดอย่าใช้จ่ายเงินไปโดยเปล่าประโยชน์ บางคนซื้อเสื้อผ้าใหม่เป็นเซตในทุกๆ โอกาส ซึ่งนั่นไม่ใช่การใช้จ่ายในแบบอิสลาม คุณควรเห็นคุณค่าของทรัพย์สินที่อัลลอฮฺทรงประทานให้คุณ

อีกทั้งบางคนก็มีนิสัยที่ไม่ชอบแสดงความขอบคุณต่ออัลลอฮฺในสิ่งที่พระองค์ทรงประทานให้ อัลลอฮฺทรงประทานให้แก่เรามากมาย คุณควรคิดใคร่ครวญให้ดี ไม่ว่าจะเป็น หู ตา จมูก ความสงบสุข ความดีงาม ความศรัทธาของเรา พวกเราเคยขอบคุณอัลลอฮฺในสิ่งเหล่านี้บ้างไหม ซึ่งไม่ใช่การขอบคุณเพียงแค่การกล่าวอัลฮัมดุลิลลาฮด้วยปากเท่านั้น เพราะบางคนก็เพียงแค่กล่าวอัลฮัมดุลิลลาฮให้พอเป็นพิธี แต่เขาไม่เข้าใจความหมายที่แท้จริงของคำคำนี้

เราควรคิดใคร่ครวญให้ดีว่าอัลลอฮฺทรงประทานสิ่งใดให้แก่เราบ้าง แล้วขอบคุณพระองค์ด้วยวาจา และหลังจากนั้นก็ขอบคุณพระองค์ผ่านการกระทำ

รู้ไหมว่า การขอบคุณอัลลอฮฺผ่านการกระทำเป็นเช่นไร
หากเรากล่าวอัลฮัมดุลิลลาเป็นพันครั้งต่อวัน แต่กลับไม่ละหมาดฟัจญรฺ เช่นนี้เรียกว่าเป็นการขอบคุณ หรือสำนึกในบุญคุณของอัลลอฮฺหรือไม่? หากเรากล่าวอัลฮัมดุลิลลา วะชุกริลลา เป็นพันครั้งต่อวัน แต่เรากลับโกหก คดโกง ทำร้ายผู้อื่น เชนนี้ไม่เรียกว่าการขอบคุณ

การแสดงความขอบคุณต่ออัลลอฮฺนั้น คือการปรับปรุงคุณภาพ (ของการเป็นผู้ศรัทธา) ของเราให้ดีขึ้น พัฒนาบุคลิกภาพของเราให้ดียิ่งขึ้น พัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับอัลลอฮฺให้ใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น ทำหน้าที่ของคุณที่มีต่อพระองค์ให้สมบูรณ์

พวกเราหลายคนไม่มีความขอบคุณต่ออัลลอฮฺจริงๆ เช่นในเวลาที่เรามีอาหารเหลือในจาน หรือในหม้อ หลังจากที่ทานเสร็จแล้ว ขอให้เราอย่าได้ทิ้งอาหารเหลือนั้น พยายามทำอะไรสักอย่างกับอาหารที่เหลือนั้น

อย่างแรกที่เราควรทำก่อนจะทานอาหารคือ เมื่อเราจะตักอาหารใส่จาน ขอให้ตักในปริมาณที่พอดี ไม่ตักมากเกินไปจนเราไม่สามารถทานได้หมด และเวลาที่เราจะไปทานอาหารนอกบ้านตามร้านอาหาร เราควรทานอะไรจากบ้านไปก่อนที่จะไปทานที่ร้าน และสั่งอาหารในปริมาณที่เหมาะสมจะได้ไม่เหลือทิ้ง ทานสิ่งที่อยู่ในจานให้หมด และคุณจะได้รับความบะเราะกัตอย่างมากมาย คุณจะได้รับการอำนวยพรมากมายจากพระองค์

ปัญหาหนึ่งที่พวกเรามีคือ เราไม่เคยตระหนักว่าอัลลอฮฺทรงสามารถยึดสิ่งที่พระองค์ทรงประทานให้แก่เรากลับคืนไปเมื่อใดก็ได้ ซึ่งแน่นอนว่า เราไม่อยากให้มันเกิดขึ้น แต่หากว่าเราซาบซึ้งขอบคุณต่อของขวัญที่อัลลอฮฺทรงประทานให้แก่เรา อัลลอฮฺจะทรงตอบแทนให้แก่เรามากขึ้นไปอีก

“หากพวกเจ้าขอบคุณ เราเพิ่มพูนให้แก่พวกเจ้า” อิบรอฮีม 14:7

หนึ่งในสัญญาณแห่งการขอบคุณต่ออัลลอฮฺคือการไม่ใช้ ไม่จ่าย ไม่บริโภคสิ่งใดไปโดยเปล่าประโยชน์ เพราะนี่คืออุปนิสัยที่ผู้ศรัทธาไม่ควรมี

และหากกล่าวถึงการแต่งกาย บางครั้งพี่น้องของเราก็แต่งกายไม่เหมาะสม นี่คืออุปนิสัยที่ไม่ดีเช่นกัน พวกเขาเพียงแค่ต้องการที่จะโอ้อวดผู้คน พวกเขาเพียงแค่อยากจะตามให้ทันเทรน แม้ว่าเทรนต่างๆ เหล่านั้นอาจสร้างความโกรธกริ้วต่ออัลลอฮฺ ขอให้เราแก้ไขในจุดนี้ เพื่อความพึงพอพระทัยของอัลลอฮฺให้ได้ ขอให้เราแต่งกายให้เหมาะสมถูกต้องตามหลักการศาสนา

แม้แต่การละหมาดที่ล่าช้า ไม่ตรงเวลา นี่ก็ถือว่าเป็นอุปนิสัยที่ไม่ดีด้วยเช่นกัน บางคนรอให้ถึงช่วงเวลาที่ใกล้จะหมดเวลาละหมาด จึงจะทำการละหมาด เช่นนี้เป็นสิ่งที่เราจำต้องปรับปรุงแก้ไข เราควรละหมาดให้ตรงเวลา ในเวลาต้นของมัน

อย่างไรก็ตาม แน่นอนว่า พวกเราแต่ละคนย่อมมีพฤติกรรมหรืออุปนิสัยที่ไม่ดีบางอย่าง แตกต่างกันไป แต่ขอให้เราคิดใคร่ครวญให้ดีว่าเรามีข้อเสียใดบ้าง และจัดการกับมันเสีย ขจัดมันออกไปให้หมดสิ้นเพื่ออัลลอฮฺ

ขณะเดียวกัน เราก็ควรขอบคุณอัลลอฮฺให้มากที่พระองค์ทรงปกปิดข้อเสีย พฤติกรรมที่เลวร้ายของเราไว้ไม่ให้ใครรับรู้ ดังนั้นเราจึงควรปรับปรุงแก้ไขขจัดข้อเสียเหล่านั้นออกไปจากชีวิต ก่อนที่พระองค์จะทรงเปิดเผยมันให้คนอื่นรับรู้

อัลลอฮฺตรัสว่า
“อย่าโยนตัวของพวกเจ้าสู่ความพินาศด้วยมือของพวกเจ้าเอง” อัลบะเกาะเราะฮฺ 195

“อย่าฆ่าตัวของพวกเจ้าเอง แท้จริงอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงเมตตาต่อพวกเจ้าเสมอ” อันนิซาอฺ 29

ขออัลลอฮฺโปรดทรงช่วยเหลือเราในการที่จะจัดการกับอุปนิสัยไม่ดีต่างๆ ของเรา อามีน
—————-
สรุปเรียบเรียงบางส่วนจากบรรยายของมุฟตีอิสมาอีล เมงกฺ หัวข้อ Bad habits/โดย บินติ อัลอิสลาม

รูปจาก internet

image

Read Full Post »

positive-thinking-b
รูปจากอินเตอร์เนต
เรียนรู้ที่จะคิดบวกจากหะดีษ (5 บท)
**********************************
จากบทความ Hadith 5 on positive thinking
ผู้เขียน อบู มุอาวิยะฮฺ อิสมาอีล กัมดัร /แปล บินติ อัลอิสลาม
 
การรายงานหะดีษของอิสลามได้เน้นในเรื่องของการคิดบวก แม้ว่าปัจจุบันนี้มุสลิมมากมายเลือกที่จะคิดในแง่ลบเกี่ยวกับโลกใบนี้ และเกี่ยวกับบรรดาผู้คนที่อยู่อาศัยอยู่ที่นี่ ซึ่งในความเป็นจริงนั้น อิสลามส่งเสริมในสิ่งที่ตรงกันข้าม
 
ดังนั้นขอให้เราใคร่ครวญหะดีษ 5 บทต่อไปนี้ และเริ่มการเดินทางไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่เป็นด้านบวกกัน
 
หะดีษบทที่หนึ่ง ให้คิดว่า “ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมีความดีซ่อนอยู่”
—————————————–
“การงานของบรรดาผู้ศรัทธานั้นน่าอัศจรรย์ยิ่ง แท้จริงแล้วทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของเขาคือความดีงาม และสิ่งนี้ไม่เกิดขึ้นกับผู้ใดเว้นแต่ บรรดาผู้ศรัทธา หากสิ่งที่ดีงามเกิดขึ้นกับเขา เขาก็ขอบคุณ และนั่นเป็นการดีสำหรับเขา และหากว่าสิ่งที่เลวร้ายเกิดขึ้นกับเขา เขาก็อดทน และนั่นก็เป็นการดีสำหรับเขาด้วยเช่นกัน” (เศาะเหียะฮฺมุสลิม 2999)
 
หะดีษบทนี้สอนให้เรารู้จักที่จะมองสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับชีวิตในแง่บวก ช่วงเวลาสุขสบายคือโอกาสแห่งการขอบคุณ และช่วงเวลาที่ยากลำบากก็คือบททดสอบแห่งความอดทน สถานการณ์ทั้งสองแบบต่างเป็นสิ่งดีงามสำหรับเรา ดังนั้นไม่ว่าจะมีอะไรก็ตามที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรา มันมักจะมีหนทางที่ทำให้เราได้รับผลประโยชน์จากสถานการณ์เหล่านั้นเสมอ
 
หะดีษบทที่สอง ให้คิดดีเกี่ยวกับอัลลอฮฺ
—————————————–
“ข้าเป็นดังเช่นที่บ่าวของเขานึกคิดเกี่ยวกับข้า ข้าอยู่กับเขาเมื่อเขานึกถึงข้า และหากเขากล่าวรำลึกถึงข้ากับตัวเขา ข้าก็จะกล่าวรำลึกถึงเขากับตัวข้า และหากเขากล่าวรำลึกถึงข้าในกลุ่มคน ข้าจะกล่าวถึงรำลึกถึงเขาในกลุ่มคนที่ดีกว่า หากเขาเข้ามาใกล้ชิดข้าหนึ่งคืบมือ ข้าก็จะเข้าไปใกล้ชิดเขาศอกหนึ่ง และหากเขาเข้ามาใกล้ชิดข้าศอกหนึ่ง ข้าก็จะเข้าไปใกล้ชิดเขาวาหนึ่ง และหากเขาเข้ามาหาข้าด้วยการเดิน ข้าก็จะเข้าไปหาเขาด้วยการวิ่ง” (เศาะเหียะฮฺบุคอรียฺ 6856 และเศาะเหียะฮฺมุสลิม 4832)
 
ในหะดีษกุดซียฺบทนี้ พระองค์อัลลอฮฺเองได้ทรงแจ้งแก่เราถึงความสำคัญของการคิดในแง่ดีเกี่ยวกับพระองค์ เราจำต้องคิดถึงแต่สิ่งที่ดีงามเกี่ยวกับพระผู้ทรงสร้างของเรา และไม่ปล่อยให้ชัยฎอนมาใส่ความคิดที่ชั่วร้ายในหัวของเรา และยิ่งเราคิดดีเกี่ยวกับอัลลอฮฺมากเท่าไร เราก็จะยิ่งได้รับสิ่งที่ดีสิ่งที่เป็นประโยชน์จากการมีความคิดเช่นนี้ทั้งในโลกดุนยาและอาคิเราะหฺ
 
หะดีษบทที่สาม หลีกเลี่ยงการคิดแง่ลบ
—————————————–
“พึงระวังความหวาดระแวงสงสัย เพราะความหวาดระแวงสงสัยคือการกล่าวเท็จที่เลวร้ายที่สุด และอย่าได้สอดแนมกัน และอย่ารับฟังการพูดคุยที่ชั่วร้ายของผู้คนเกี่ยวกับเรื่องราวของผู้อื่น (นินทา) และอย่าสร้างความเป็นศัตรูระหว่างกัน แต่จงเป็นพี่น้องกัน และไม่ควรมีการเสนอตัวต่อสตรีที่พี่น้อง (มุสลิม) ของเขาได้เข้าไปเสนอตัวแล้ว ทว่าเขาควรรอจนกว่าผู้เสนอตัวคนแรกได้แต่งงานกับนางแล้ว หรือถอดถอนการเสนอตัวต่อนาง” (เศาะเหียะฮฺบุคอรียฺ 5970)
 
การมีความคิดในด้านลบเกี่ยวกับพี่น้องมุสลิม คือต้นเหตุของความเป็นศัตรู ความอิจฉาริษยา และความแตกแยก หะดีษบทนี้ได้สั่งห้ามการคิดลบในทุกกรณีไม่ว่ามันจะการสงสัยที่ไม่ได้อยู่บนความเป็นจริง การนินทา การสอดแนม ความผิดบาปเหล่านี้ เราจำต้องหลีกเลี่ยง
 
หะดีษบทที่สี่ จงทำให้เกิดความง่ายดาย
—————————————–
“จงทำให้เกิดความง่ายดายในสิ่งต่างๆ ต่อผู้คนและจงอย่าสร้างความยากลำบากแก่พวกเขา” (เศาะเหียะฮฺบุคอรียฺ 6125)
 
คำแนะนำที่สั้นกระชับนี้มุ่งเน้นไปยังผู้ที่ทำการดะอฺวะฮฺและผู้ที่สอนอิสลามเป็นอันดับแรก หลักปฏิบัติหนึ่งแห่งรากฐานของกฎชารีอะฮฺเบื้องต้น คือหลักปฏิบัติของการสร้างความง่ายดาย ซึ่งมีการรายงานหะดีษมากมายที่เน้นในเรื่องเดียวกันนี้ อิสลามนั้นมีจุดประสงค์ที่จะทำให้การใช้ชีวิตนั้นง่ายดายสำหรับผู้คน ดังนั้นขอให้คุณตรวจสอบว่าวิธีการที่คุณเรียกร้องและชี้แนะผู้คนมาสู่อิสลามนั้นเป็นวิธีการที่เน้นการคิดบวกและการดึงดูดผู้คนไปสู่ความสวยงามแห่งอิสลาม
 
หะดีษบทที่ห้า ให้คิดบวกเมื่อมีความตายเกิดขึ้น
—————————————–
“ผู้ใดก็ตามที่รักการเข้าพบอัลลอฮฺ (พึงรู้เถอะว่า) อัลลอฮฺเองเช่นกันที่ทรงรักการพบกับเขา และผู้ใดก็ตามที่เกลียดการเข้าพบอัลลอฮฺ อัลลอฮฺเองเช่นกันทีทรงเกลียดการพบกับเขา” (เศาะเหียะฮฺบุคอรียฺ 6508)
 
การคิดในแง่บวก ในแง่ดีนั้นสำคัญอย่างมากในอิสลาม แม้แต่ในช่วงเวลาที่มีความตายเกิดขึ้น มุสลิมจำต้องคิดต่อพระผู้ทรงสร้างเขาในด้านที่ดีที่สุด สิ่งนี้สำคัญอย่างยิ่งโดยเฉพาะในช่วงเวลาแห่งความตาย คือบรรดาผู้ศรัทธาควรนึกถึงความเมตตาของอัลลอฮฺและการให้อภัยโทษของพระองค์ ด้วยการคิดเช่นนี้ ย่อมทำให้พวกเขาจากโลกนี้ไปในสภาพของการคิดดี เพราะเราไม่ควรที่จะใช้ชีวิตของเราด้วยการคิดบวกเพียงอย่างเดียวเท่านั้น หากทว่าเราควรตายหรือจากโลกนีไปในสภาพของการคิดบวก คิดดีด้วย
 
ขออัลลอฮฺทรงปกปองเราจากความคิดลบ ความคิดที่ชั่วร้ายทั้งหลาย อามีน
 

Read Full Post »

ชัยคฺ อัซซิม อัลฮากีม:

ความตาย จะไม่รอคอยให้คุณสำนึกผิดกลับเนื้อกลับตัวหรอก คุณต้องสำนึกผิดกลับเนื้อกลับตัวเสียตอนนี้ แล้วรอคอยให้ความตายมาหาคุณ

เมื่อผู้คนถูกสั่งสอนให้กลัวความน่าละอาย มากกว่าสิ่งที่หะรอม คุณจะพบว่าผู้คนไม่ละหมาด แต่สั่งใช้ให้ภรรยาของพวกเขาคลุมหิญาบ

คนโง่เขลา ไม่ใช่ผู้ที่ไม่สามารถอ่านหรือเขียนได้ แต่คนโง่เขลาที่แท้จริงคือ คนที่รู้ทิศของกิบลัต แต่เขาไม่ละหมาด

เราเชื่อในการมีอยู่ของสายตาแห่งความอิจฉา (อัยน์) มากกว่าที่เรามีความเชื่อว่าอัลลอฮฺคือผู้ทรงปกป้องและผู้ทรงคุ้มครองที่ดีที่สุด

มอบหมายต่ออัลลอฮฺ และพึ่งพาพระองค์เถิด (ถ้อยคำของ ชัยคฺ อัซซิม อัลฮากีม)

image

Read Full Post »

แหล่งที่มา http://www.islamicemirate.com/discover/character/1245-having-a-good-opinion-of-people.html

บทความ Having A Good Opinion of People โดย ดร. อะลี อัล ฮัมมะดียฺ
แปลเรียบเรียงโดย บินติ อัลอิสลาม

องค์ประกอบสำคัญที่มุสลิมควรคำนึงถึงก่อนที่จะเกิดความสงสัยใดๆ และก่อนที่จะยอมรับและเชื่อต่อคำกล่าวหาใดๆ คือ การให้ความสำคัญต่อ “การคิดในแง่ดี” มากกว่า “การคิดในแง่ร้าย” ต่อพี่น้องมุสลิมของเขา เขาควรหาข้ออ้างหรือเหตุผลที่ชอบธรรมที่จะเป็นการแก้ต่างและแก้ข้อกล่าวหาต่างๆ ให้แก่พี่น้องของเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อบรรดาผู้ทำหน้าที่เรียกร้องสู่อิสลามหรือผู้มีคุณธรรมถูกกล่าวโทษ

นี่เป็นแนวทางการปฏิบัติของบรรดาผู้ศรัทธา ผู้คนแห่งความรู้ และผู้มีสติปัญญาในหมู่มุสลิมที่มีความยำเกรงต่อพระเจ้าของเขาและปรารถนาชัยชนะและอำนาจต่อศาสนาของอัลลอฮฺ

แต่ในทางกลับกัน ผู้คนต่างเน้นความสำคัญไปที่ “การคิดต่อผู้อื่นในแง่ร้าย” มากกว่า “การคิดต่อผู้อื่นในแง่ดี”  หากเป็นเช่นนั้น คงไม่มีนักวิชาการท่านใดที่จะดำเนินชีวิตโดยปราศจากการมุ่งร้ายหรือการใส่ร้าย (ของผู้คน)  คงไม่มีผู้มีศีลธรรมท่านใดที่จะปราศจากซึ่งความผิด และบรรดามุสลิมย่อมถูกถอดถอนจากการเป็นตัวอย่างที่ดีต่อผู้คน  ซึ่ง “หลักการ” ดังกล่าวไม่ได้รับการยอมรับโดยหลักกฏหมายอิสลาม หรือหลักตรรกะ (ระบบการใช้เหตุผล)

“หลักการขั้นพื้นฐานสำหรับกฏเกณฑ์นี้” คือถ้อยคำที่อัลลอฮฺ อัซซะ วะญัล ทรงตรัสไว้ว่า

“โอ้ศรัทธาชนทั้งหลาย! พวกเจ้าจงปลีกตัวให้พ้นจากส่วนใหญ่ของการสงสัย แท้จริงการสงสัยบางอย่างนั้นเป็นบาป และพวกเจ้าอย่าสอดแนม และบางคนในหมู่พวกเจ้าอย่านินทาซึ่งกันและกัน คนหนึ่งในหมู่พวกเจ้านั้นชอบที่จะกินเนื้อพี่น้องของเขาที่ตายไปแล้วกระนั้นหรือ? พวกเจ้าย่อมเกลียดมัน และจงยำเกรงอัลลอฮฺเถิด แท้จริงอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงอภัยโทษ ผู้ทรงเมตตาเสมอ” (อัล หุจญร๊อต 49:12) *คัดลอกอัลกุรอานแปลไทยจาก www.alquran-thai.com

อัลลอฮฺ อัซซะ วะญัล ทรงสั่งให้เราออกห่างจาก “ความสงสัย” ให้มาก เพราะส่วนหนึ่งของมันนั้นเป็นบาป และพระองค์ทรงตามด้วย “การสั่งใช้” ที่ให้เรานั้นออกห่างจาก “การสอดแนม” ชี้ให้เห็นว่า “การสอดแนม (หรือการสืบเสาะ)” ในหลายๆ กรณีนั้นมิได้เกิดขึ้นมาเอง หากแต่มันเกิดขึ้นจากการมีความสงสัยที่ไม่ดี

ในวิถีชีวิตของมุสลิม ตามหลักเกณฑ์โดยทั่วไปแล้วนั้น คือ เราจำต้องปกปิดความผิดบาปของผู้อื่น และการคิดต่อผู้อื่นในแง่ดี นี่เป็นเหตุผลว่าเหตุใดอัลลอฮฺ อัซซะ วะญัล จึงทรงสั่งใช้ให้บรรดาผู้ศรัทธาคิดดีต่อผู้คนเมื่อเขาได้ยินการกล่าวร้ายต่อพี่น้องมุสลิมของพวกเขา

และจากเรื่องราวอัล-อิฟกฺ  (การกล่าวเท็จที่บรรดาผู้กลับกลอกได้แต่งขึ้นมาเพื่อใส่ร้ายท่านหญิง อาอิชะฮฺ มารดาแห่งผู้ศรัทธา และอัลลอฮฺได้ทรงเผยความจริงและความบริสุทธิ์แก่นางในอัลกุรอาน) เมื่อมีการบอกเล่าความเท็จของผู้คนเหล่านั้น อัลลอฮฺอัซซะ วะญัลจึงทรงชี้แจง “ข้อเท็จจริง” ที่มุสลิมทุกคนจำต้องเข้าใจไว้ว่า

“เมื่อพวกเจ้าได้ยินข่าวเท็จนี้ ทำไมบรรดามุอ์มินและบรรดามุอ์มินะฮ์ จึงไม่คิดเปรียบเทียบกับตัวของพวกเขาเองในทางที่ดี และกล่าวว่า “นี่เป็นเรื่องโกหกอย่างชัดแจ้ง” (อัน นูรฺ 24: 12) *คัดลอกอัลกุรอานแปลไทยจาก www.alquran-thai.com

ดร. มุสตอฟา อัซซิบะอียฺ กล่าวไว้ว่า  “ด้วยเพราะว่า การคิดดีและเสียใจในภายหลัง ย่อมดีกว่า การคิดร้ายและเสียใจในภายหลัง”  [as-Sibai, Hakadha `allamatni al Hayat, al Maktab al Islami, Beirut, 1984, vol. 1, p. 42]

Read Full Post »

Older Posts »

%d bloggers like this: