Feeds:
Posts
Comments

Archive for the ‘ครอบครัว การเลี้ยงดูลูก’ Category

แหล่งที่มา เพจ GMB Akash /แปล บินติ อัล อิสลาม
​ผมไม่เคยบอกลูกๆ ของผมเลยว่าผมทำงานอะไร ผมไม่ต้องการให้พวกเขาเกิดความรู้สึกอับอายเพราะผม เมื่อครั้งที่ลูกสาวคนเล็กของผมถามผมว่า ผมทำงานอะไร ผมได้แต่ตอบเธอไปอย่างกระอักกระอ่วนว่าผมเป็นคนทำงานแรงงาน 

ก่อนที่ผมจะกลับบ้าน ผมมักจะอาบน้ำในห้องน้ำสาธารณะ เพื่อที่ว่าพวกเขาจะได้ไม่สงสัยว่าผมทำงานอาชีพอะไร ผมอยากส่งลูกสาวของผมทุกคนไปเรียนที่โรงเรียน ได้รับการศึกษา ผมอยากให้พวกเขายืนต่อหน้าผู้คนด้วยความภาคภูมิใจ ผมไม่อยากให้ใครดูถูกพวกเขาเหมือนที่ผู้คนดูถูกผม ผู้คนมักจะดูถูกดูแคลนผมเสมอ ผมจึงลงทุนเงินทุกๆ เศษสตางค์จากการทำงานของผมเพื่อการศึกษาของลูก ผมไม่เคยซื้อเสื้อผ้าใหม่ แต่ใช้จ่ายเงินไปกับหนังสือเรียนให้พวกเขา 

มีเพียง “การเคารพ การให้เกียรติ” เท่านั้นที่ผมอยากให้พวกเขาหามันมาให้ผม อาชีพของผม คือ “คนทำความสะอาด” 

หนึ่งวันก่อนวันสุดท้ายของการจ่ายค่าลงทะเบียนของวิทยาลัยที่ลูกสาวของผมคนหนึ่งเรียนอยู่ ผมไม่สามารถหาเงินมาจ่ายให้เธอได้ วันนั้นผมไม่สามารถทำงานได้เลย ผมได้แต่นั่งอยู่ข้างๆ กองขยะ และพยายามไม่ให้ใครเห็นน้ำตาของผม ผมลุกขึ้นมาทำงานไม่ได้เลย เพื่อนร่วมงานของผมมองดูผม แต่ไม่มีใครเข้ามาคุยกับผม ผมล้มเหลว หัวใจสลาย และไม่รู้ว่าผมจะเผชิญหน้ากับลูกสาวผมอย่างไร เพราะเธอคงจะถามถึงค่าลงทะเบียนเรียน เมื่อผมกลับถึงบ้าน  

ผมเกิดมาเป็นคนยากจน “ไม่มีสิ่งดีๆ ใด ที่จะเกิดกับคนจนๆ ได้” นั่นคือ ความเชื่อของผม หลังจากเลิกงานวันนั้น เพื่อนร่วมงานที่เป็นคนทำความสะอาดทั้งหมดมาหาผม นั่งข้างๆ ผม และถามผมว่า “ผมเห็นว่า พวกเขาเป็นพี่น้องของผมหรือไม่” ก่อนที่ผมจะตอบอะไรออกไป พวกเขาก็ยื่นรายได้จากการทำงานทั้ง 1 วันนั้นของพวกเขาใส่ในมือผม  เมื่อผมปฏิเสธที่จะรับ พวกเขาก็ยืนกรานว่า “พวกเราจะยอมอดวันนี้หากจำเป็น แต่ลูกสาวของพวกเราต้องได้ไปเรียนหนังสือ” ผมพูดอะไรต่อไม่ออก วันนั้นผมไม่ได้อาบน้ำก่อนกลับบ้าน เช่นที่เคยทำ วันนั้นผมกลับไปบ้านในสภาพของคนทำความสะอาด 

ตอนนี้ลูกสาวคนหนึ่งของผมกำลังจะเรียนจบมหาวิทยาลัยแล้ว และลูกสาวอีกสามคนไม่ยอมให้ผมกลับไปทำงานอีก คนหนึ่งทำงานพาร์ทไทม์ ส่วนอีกสามคนก็หารายได้ด้วยการรับสอนพิเศษ  แต่บ่อยครั้งที่ลูกสาวของผมจะพาผมไปที่สถานที่ทำงานเก่าของผม และเอาอาหารไปเลี้ยงเพื่อนร่วมงานผม พวกเขามักจะหัวเราะและถามเธอว่าทำไมต้องเลี้ยงอาหารพวกเขาอยู่บ่อยๆ และลูกสาวของผมตอบว่า

“เพราะคุณลุงทุกคนยอมอดอาหารเพื่อหนูในวันนั้น เพื่อที่จะให้หนูได้เป็นหนูในวันนี้ ได้โปรดขอพรดุอาอฺให้หนูมีความสามารถที่จะเลี้ยงอาหารทุกๆ คน ในทุกๆ วันด้วยนะคะ” 

ทุกวันนี้ผมไม่รู้สึกว่าผมเป็นคนยากจนอีกต่อไป 

🍃🍃”ใครก็ตามที่มีลูกเช่นนี้ เขาจะยากจนได้อย่างไร”🍃🍃

▪เรื่องราวของอิดรีส▪ รูปจากเพจ 

Read Full Post »

🍀🍀🍀เรื่องราวของอิหม่ามบุคอรีย์🍀🍀🍀 ที่จะทำให้คุณอยากอ่านหะดีษที่ท่านบันทึกอีกครั้ง

แปลเรียบเรียงจากคลิป The genius: Imam Al bukhari (by Daily reminders) โดย Bint al Islam

🌿อิหม่ามบุคอรียฺ🌿 มีชื่อเต็มว่า 🌿อบู อับดัลลอฮฺ มุหัมมัด อิบนุ อิสมาอีล อิบนุ อิบรอฮีม อิบนุ อัลมุฆีเราะฮฺ อิบนุ บัรดิซบะฮฺ อัล ญุฟียฺ อัล บุคอรียฺ 

🌿ชื่อจริงของท่านคือ 🌿มุหัมมัด 🌿

ทวดของท่าน ▪อัลมุฆีเราะฮฺ▪ ได้เข้ารับอิสลามในสมัยเศาะฮาบะฮฺ 

อิหม่ามบุคอรียฺ มาจากเมืองหนึ่งที่ชื่อ ▪บุคอเราะฮฺ ▪ ซึ่งอยู่ประเทศอุสเบกิสถาน  ดังนั้น อิหม่ามบุคอรียฺ จึงมีเชื้อสายเปอร์เซีย ท่านมีรูปร่างเช่นชาวเปอร์เซีย และใช้ภาษาเปอร์เซียเป็นภาษาแม่ อย่างไรก็ตามท่านก็มีความสามารถพูดภาษาอาหรับได้อย่างคล่องแคล่ว 

ชื่อ บุคอรียฺ ไม่ใช่ชื่อจริงของท่าน แต่มันมาจากชื่อเมืองที่ท่านเคยอาศัยอยู่ ท่านเกิดประมาณวันที่ 12-13 เชาวาล ปี 194 ซึ่งเป็นวันศุกร์ ญุมอะฮฺ 

ในช่วงวัยเด็กของท่านนั้น มีสองเหตุการณ์สำคัญได้เกิดขึ้นกับท่าน นั่นคือ 

🍃หนึ่ง บิดาของท่านได้เสียชีวิต

🍃สอง ดวงตาของท่านมืดบอดลงเมื่อมีอายุได้ 3 ขวบ

มารดาของท่าน เป็นสตรีที่รักการทำอิบาดะฮฺต่ออัลลอฮฺอย่างมาก และเมื่อ อิหม่ามบุคอรียฺสูญเสียการมองเห็นในวัยสามขวบ มารดาของท่านได้อุทิศตนไปกับการละหมาดตะฮัจญุดทุกค่ำคืน และวิงวอนขอต่ออัลลอฮฺให้ทรงประทานการมองเห็นคืนให้กับลูกชายของนาง 

อิหม่ามบุคอรียฺสูญเสียการมองเห็นเป็นระยะเวลาประมาณ 2  ปี แต่มารดาของท่านก็ยังคงไม่ย้อท้อ หรือหมดหวังในอัลลอฮฺ นางเฝ้าวิงวอน ขอต่ออัลลอฮฺอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งคืนหนึ่ง นางฝันเห็นนบีอิบรอฮีม นางฝันว่านบีอิบรอฮีมมาพบนาง และบอกนางว่า “อัลลอฮฺทรงประทานข่าวดีแก่เธอ พระองค์ได้ทรงประทานการมองเห็นคืนให้กับลูกของเธอ อันเนื่องมาจากการดุอาอฺของเธอ” ดังนั้นเมื่อนางตื่นขึ้น นางจึงเข้าไปปลุกลูกชายของนาง เมื่ออิหม่ามบุคอรียฺลืมตาขึ้น ท่านมองไปรอบๆ ท่านเห็นทุกอย่างชัดเจน ในขณะเดียวกันก็เกิดความสับสนว่ามันเกิดอะไรขึ้น 

🍃อิหม่ามบุคอรียฺกลับมามองเห็นอีกครั้ง ด้วยเพราะดุอาอฺของมารดาของท่าน🍃

อิหม่ามบุคอรียฺมีความจำที่ดีตั้งแต่ยังเยาว์วัย และตอนที่ท่านยังเด็ก ท่านเคยฝันว่าท่านเดินตามหลังท่านนบี มุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม และทุกๆ ครั้งที่นบีวางเท้าลง อิหม่ามบุคอรียฺก็จะวางเท้าลงตามท่านเช่นกัน ซึ่งความฝันนี้ไม่ใช่เพียงแค่ตัวท่านเองที่ฝัน หากทว่ายังมีนักวิชาการท่านอื่นๆ ด้วยที่ฝันเห็นเหมือนกับท่าน 

เมื่อท่านอายุ 16  ปี อิหม่ามบุคอรียฺ พร้อมกับมารดาและพี่ชายได้เดินทางไปทำฮัจญ์ ในสมัยนั้น “ฤดูการทำฮัจญ์” เปรียบเสมือนกับมหาวิทยาลัยนานาชาติของมุสลิม เมื่อเสร็จสิ้นการทำฮัจญ์ ท่านได้ขอร้องมารดาให้กลับไปพร้อมกับพี่ชายของท่าน และท่านขอใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นต่อ และมารดาของท่านได้อนุญาตให้ท่านอยู่ต่อ ซึ่งก่อนที่ท่านจะจากเมืองบุคอเราะฮฺมา ท่านไม่ได้วางแผนเช่นนั้น แต่เมื่อท่านได้เห็นเมืองมักกะฮฺ ท่านจึงเกิดความคิดที่จะอยู่ต่อ 

เมื่อท่านอายุได้ 18 ปี ท่านได้เขียนหนังสือเล่มแรก ซึ่งมีเก้าบท มีชื่อที่มีความหมายว่า “ความปรารถนาของมนุษย์” และหนังสือเล่มนี้ยังถูกใช้เป็นคู่มืออ้างอิงในการค้นหาชื่อ สถานที่ ชีวประวัติ สำหรับนักวิชาการหะดีษมากมายในปัจจุบัน 

ครั้งหนึ่งท่านเดินทางไปยังเมืองแบกแดด เพื่อแสวงหาความรู้กับอิหม่าม อิบนุ ฮัมบาล นักวิชาการด้านหะดีษที่มีชื่อเสียงมากในยุคนั้น ขณะนั้นอิหม่ามบุคอรียฺมีอายุประมาณ 20 ปี และอิหม่ามอะหมัดมีอายุประมาณ 60-70 ปี อิหม่ามอะหมัดเคยกล่าวว่า “ฉันไม่เคยพบเห็นใครที่มาจากเมืองคุรอซาน (เมืองใหญ่ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอิรัก อีหร่าน และอัฟกานิสถาน) ที่จะเหมือนกับมุหัมมัด อิบนุ อิสมาอีล (ซึ่งหมายถึงอีหม่ามบุคอรี)”

อีหม่ามบุคอรียฺมีความสามารถในการจดจำภาพได้เป็นอย่างดี ยกตัวอย่างเช่นว่า ท่านมองเห็นหะดีษเพียงครั้งเดียวก็สามารถจำได้ โดยไม่จำเป็นต้องจดบันทึก อิหม่ามอิบนุ กะษีร เคยบรรยายคุณลักษณะของท่านไว้ว่า

“อิหม่ามบุคอรียฺสามารถอ่านหะดีษหนึ่งหน้าเพียงครั้งเดียว  และสามารถจดจำมันได้ตราบเท่าที่ท่านมีชีวิตอยู่”

ขณะนั้นมีหลายคนประหลาดใจกับความสามารถของท่าน แม้แต่บรรดาผู้รู้ นักวิชาการเอง ก็แทบจะไม่เชื่อในความสามารถนั้น จนกระทั่งได้มีการทดสอบความรู้ความจำครั้งใหญ่ของท่านในขณะที่ท่านอายุ 30 ปี และท่านก็ได้พิสูจน์ให้พวกเขาเห็นถึงความสามารถของท่าน  

อิบนุ ฮะญัรฺ เคยกล่าวว่า

“สิ่งที่น่าอัศจรรย์ของอิหม่ามบุคอรียฺนั้น ไม่ใช่เพียงแค่ความสามารถในการจดจำหะดีษที่ถูกต้องได้ หากทว่าท่านยังสามารถจดจำหะดีษที่ผิดได้ ภายหลังจากการได้รับฟังเพียงครั้งเดียว” 

🍃🍃แรงบันดาลใจในการเขียน เศาะเหียะฮฺบุคอรียฺของอีหม่ามบุคอรียฺ🍃🍃

 

ในขณะที่ท่านยังเป็นหนุ่ม ท่านเคยฝันเห็นว่า ท่านยืนอยู่ข้างหน้านบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม และได้มียุงบินเข้ามา ซึ่งอิหม่ามบุคอรียฺที่ยืนอยู่ตรงนั้นได้ทำการปัดยุงออกไป เพื่อปกป้องนบีให้พ้นจากยุง 

เมื่อท่านตื่นขึ้นมา ท่านได้ถามชัยคฺของท่านถึงความหมายของความฝันนั้น ชัยคฺของท่านได้บอกท่านว่า “ท่านจะเป็นผู้ทำการกำจัดหะดีษหลอกลวงทั้งหลาย เช่นที่ท่านกำจัดยุงเหล่านั้น งานของท่านในชีวิตนี้ คือการปกป้องนบีจากยุง (จากหะดีษปลอม)” ด้วยเหตุนี้จึงทำให้อิหม่ามบุคอรียฺมีความปรารถนาที่จะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านหะดีษ และภายหลังท่านก็ได้รับแรงบันดาลใจจากอาจารย์ของท่าน คือ อิสฮาก อิบนุ เราะฮฺวัยฮฺ ผู้ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านหะดีษ ชาวเปอร์เซีย ซึ่งเคยพูดว่า “มันน่าจะเป็นความคิดที่ดีหากว่าใครสักคนมุ่งเน้นไปที่การเขียนบันทึกหะดีษเศาะเหียะฮฺ”  ด้วยเหตุนี้เอง มันจึงเป็นแรงบันดาลใจให้อีหม่ามบุคอรียฺ เขียน “เศาะเหียะฮฺบุคอรียฺ” ขึ้นมา 

ท่านใช้เวลาทั้งหมด 16  ปีในการเขียน “เศาะเหียะฮฺบุคอรียฺ” ท่านรวบรวมหะดีษเบื้องต้นขณะที่ท่านอยู่ที่เมืองบัศเราะฮฺ ซึ่งท่านได้อาศัยอยู่ที่นั่นเป็นระยะเวลา 5 ปี และท่านได้ไปทำฮัจญ์ทุกๆ ปี ท่านได้ทำวินิจฉัย คัดกรองหะดีษ มากกว่า 6,000 หะดีษ เพื่อเขียนออกมาเป็นหนังสือ และช่วงปีท้ายๆ ของการเขียน ท่านได้ย้ายไปยังเมืองมาดีนะฮฺ เพราะท่านต้องการได้รับความจำเริญในการอาศัยอยู่ในเมืองมาดีนะฮฺ และท่านได้ใช้เวลาไปกับการตรวจทาน แก้ไข ทั้งวันทั้งคืน ท่านทุ่มเท อุทิศตนไปกับการเขียน เศาะฮฺเหียะฮฺบุคอรียฺ 

ภายหลังท่านได้บอกเล่าแก่บรรดาลูกศิษย์ของท่านว่า

🌱🌱ทุกๆ หะดีษแต่ละบทที่ท่านเลือก ท่านได้ทำการอาบน้ำละหมาดเป็นอย่างดีและละหมาดอิสติเคาะเราะฮฺ 2 ร็อกอัต ในแถวละหมาดของนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ในการบันทึกแต่ละหะดีษ🌱🌱

🍃🍃ในช่วงบั้นปลายชีวิตของอิหม่ามบุคอรียฺ ท่านได้ทำธุรกิจค้าขายบางอย่าง ครั้งนั้นท่านออกเดินทางด้วยเรือไปยังอีกเมืองหนึ่ง พร้อมกับเงินจำนวน 10,000 ดิรฺนาร ขณะที่อยู่บนเรือ ท่านได้พบกับชายคนหนึ่งที่พูดคุยเป็นเพื่อนกับท่าน ท่านได้บอกเล่าให้เขาฟังว่าท่านมีเงินจำนวนเท่าไร และจะเอาไปซื้ออะไร เช้าวันรุ่งขึ้น มีข่าวแพร่ภายในเรือ และกัปตันก็ประกาศว่า”มีคนขโมยเงินจำนวน 10,000 ดิรนารของชายคนที่พูดคุยกับท่านเมื่อวันก่อน และจะมีการค้นหาเงินที่หายไปทั่วทั้งเรือว่าใครเป็นคนเอาไป”  แท้จริงๆ ชายคนนั้นเป็นคนที่มีพฤติกรรมชั่วร้าย เขายังไม่ได้เห็นเงินของอีหม่ามบุคอรียฺ แต่อย่างใด แต่มันก็ได้ล่อลวงเขาให้เกิดความโลภ เขาจึงคิดฉวยโอกาส

เมื่ออิหม่ามบุคอรียฺได้ยินประกาศเช่นนั้น ท่านจึงรวบรวมเงินทั้งหมดของท่าน และขึ้นไปยังจุดที่สูงสุดของเรือ เมื่อไม่มีใครเห็น ท่านก็โยนเงินทั้งหมดของท่านลงทะเล ดังนั้นเมื่อมีการตรวจค้นภายในเรือ จึงไม่มีใครพบเงินจำนวนดังกล่าว

และในภายหลังชายคนดังกล่าวได้เข้ามาพบท่าน และถามท่านว่า “ฉันรู้ว่าท่านไม่ใช่คนโกหก ท่านคืออีหม่ามบุคอรียฺ ท่านย่อมต้องมีเงินจริงเป็นแน่ ท่านซ่อนมันไว้ที่ใด?” 

อีหม่ามบุคอรียฺตอบเขาว่า ท่านได้โยนเงินนั้นทิ้งลงไปในทะเลแล้ว 

เขาถามท่านว่า “ท่านโง่เขลาหรืออย่างไร เพราะแม้ว่าฉันจะไม่ได้ประโยชน์อะไรจากมัน แต่ท่านก็ยังสามารถที่จะได้ประโยชน์จากมัน”

🌿🌿🌿ท่านตอบว่า

“ฉันใช้เวลาทั้งชีวิต เพื่อพิสูจน์ว่า “ความน่าเชื่อถือของฉัน” นั้นสะอาดปราศจากมลทิน เพื่อที่หะดีษของท่านนบีจะได้รับการยอมรับ ซึ่งมันมีค่ามากยิ่งกว่าเงิน 10,000 ดินารฺเสียอีก ฉันสูญเสียเงินได้ แต่ชื่อเสียงของฉันถูกทำลายไม่ได้ มิเช่นนั้นบรรดาหะดีษที่บันทึกไว้ย่อมถูกทำลายลงไปด้วย ฉันจึงยอมทิ้งเงินนั้น เพื่อที่จะได้ไม่มีซึ่งความสงสัยคลางแคลงใจใดในตัวฉัน”

🌿🌿🌿

รูป อินเตอร์เนต

Read Full Post »

​ลูกของคุณ คือ บททดสอบที่ยิ่งใหญ่ของคุณ

เพราะพวกเขา คือ กรรมสิทธิ์ของอัลลอฮฺ

คุณทราบหรือไม่ว่า อัลลอฮฺทรงประทานลูกแก่คุณ

ให้เป็น “บททดสอบของคุณ”

เพื่อที่พระองค์จะทรงดูว่าคุณจะเลี้ยงดูพวกเขา

ด้วยหนทางที่พระองค์ทรงชี้แนะแก่คุณหรือไม่

ซึ่งไม่ใช่ด้วยหนทางที่คุณปรารถนาหรือวาดฝัน


ในตอนเริ่มต้น อัลลอฮฺทรงประทานอำนาจ

การปกครอง การควบคุมลูกของคุณอย่างเต็มที่

ไม่ว่าจะเป็นการเลือกอาหารการกิน เสื้อผ้า 

และสิ่งอื่นๆ ให้พวกเขา และเมื่อพวกเขาโตขึ้น

อำนาจการควบคุมของคุณก็ย่อมลดลง


ลูกของคุณคือบททดสอบของคุณ ซึ่งคุณไม่ได้

รับอนุญาตให้ทำหรือปฏิบัติต่อพวกเขาเช่นไรก็ได้

ในแบบแผนที่คุณต้องการ หากแต่คุณต้องปฏิบัติ

ต่อพวกเขาด้วยแบบแผนที่พระองค์ทรงสั่งใช้


ผู้เป็นพ่อแม่จำต้องเรียนรู้ที่จะนำเอาคำสั่งใช้ของอัลลอฮฺ

มาปฏิบัติ แม้ว่ามันจะไม่ตรงใจของคุณก็ตาม 

แน่นอนว่าเราต่างมีความฝันมากมายให้ลูกของเรา

เราต่างวางแผนสิ่งนี้ สิ่งนั้นให้พวกเขา แต่อย่าลืมว่า

แท้จริงแล้ว “อัลลอฮฺ คือ ผู้ทรงวางแผน”

ซึ่งบ่อยครั้งที่เราจำต้องปรับเปลี่ยนความฝันของเรา

ให้สอดคล้องกับแผนการของพระองค์ 

เพราะสิ่งที่จะเกิดขึ้นในชีวิตของพวกเขานั้น 

ไม่ได้เกิดขึ้นตามแผนของคุณ แต่มันเกิดขึ้น

ตามแผนที่พระองค์ทรงวางไว้


เรียบเรียงบางส่วนจากบรรยาย ของมุฟตี อิสมาอีล เมงกฺ

-บินติ อัลอิสลาม-

รูป จาก colourbox

Read Full Post »

10 สิ่งที่คุณควรทำกับลูกของคุณ
***********************
แปลเรียบเรียงจากบทความของ ดร ฮิชาม อัลอะวาดียฺ
โดย บินติ อัลอิสลาม

1. แสดงความรู้สึกของคุณให้เขาได้รับรู้
การบอกให้ลูกของคุณรับทราบว่าคุณรู้สึกอย่างไรเกี่ยวกับพฤติกรรมของเขาจะช่วยพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ของเขา และสร้างความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับลูกให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น

การแสดงความรู้สึกของคุณให้เขารับรู้ยังหมายรวมถึง “ความคาดหวังของคุณ” เช่น บอกเขาว่า “แม่คาดหวังว่าลูกจะทำตัวดีกับน้องชายของลูก” ความรู้สึกที่เป็นด้านลบควรแสดงออกมาโดยมุ่งเน้นไปยังการกระทำของเขา ไม่ใช่ที่ตัวของเขา ยกตัวอย่างเช่น ให้พูดว่า “การตีน้องของหนูไม่ใช่การกระทำที่น่ารัก” ไม่ใช่การพูดว่า “หนูใจร้ายกับน้องของหนูมากเลย”

2. ให้เกียรติความรู้สึกของลูก
คุณอาจจะไม่เห็นด้วยกับพฤติกรรมของลูกในบางสถานการณ์ แต่คุณจำต้องทำความเข้าใจและให้เกียรติความรู้สึกของเขา

เมื่อเด็กชายคนหนึ่งรู้สึกเสียใจกับการตายของนกตัวโปรดของเขา นบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมก็ไม่ได้เพิกเฉก หรือดูแคลนต่อความเสียใจนั้น หากทว่าท่านได้แสดงความห่วงใยและความเห็นใจต่อเขา

การให้เกียรติความรู้สึกของลูกจะช่วยสร้างความมั่นใจในตัวเองต่อตัวเขา และความมั่นใจที่เขาพึงมีต่อผู้อื่น

3. หอม จูบแก้มลูก
เรามักจะหอมลูกๆ ของเรา ก็เฉพาะตอนที่เขายังเป็นเด็กเล็ก และเริ่มหอมเขาน้อยลงเมื่อเขาเริ่มโตขึ้น

เมื่อใดก็ตามที่นบีมุหัมมัดเห็นลูกสาวของท่าน “ท่านหญิงฟาติมะฮฺ” มาพบท่าน ซึ่งขณะนั้นนางก็โตเป็นสาวแล้ว ท่านนบีก็จะยืนขึ้นต้อนรับนาง ทำให้นางรู้สึกว่าได้รับการต้อนรับ จากนั้นก็ท่านก็หอมนางและให้นางนั่งตรงที่นั่งของท่าน “การหอม จูบแก้มทำให้ลูกรู้สึกว่าเขายังเป็นที่รัก อีกทั้งยังทำให้เกิดความรู้สึกปลอดภัยอีกด้วย” ซึ่งรวมไปถึงการแสดงออกทางกายอื่นๆ เช่นการกอด การลูบหัว หรือการตบที่บ่าเบาๆ

4. รับฟังด้วยความใส่ใจ
มันไม่ใช่เพียงแค่การฟังในสิ่งที่ลูกพูด แต่มันยังรวมไปถึงการรับฟังในสิ่งที่ลูกไม่ได้พูดออกมาจากปากของเขาด้วย ภาษากาย น้ำเสียง และการแสดงออกทางสีหน้าของลูก ทั้งหมดนี้มีความสำคัญเช่นกัน

เมื่อใดก็ตามที่ใครสักคนพูด นบีมุหัมมัด ก็จะตั้งใจฟังด้วยความกระตือรือร้น โดยไม่มีการพูดแทรกหรือตัดสินเขา การรับฟังด้วยความตั้งใจจะช่วยสร้างความไว้วางใจให้แก่เขาและแสดงออกให้เขารับรู้ว่าคุณใส่ใจ

5. ใช้เวลาส่วนตัวกับลูกวันละ 30 นาที
สละเวลาวันละ 30 นาทีเพื่อเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้เขาฟัง เล่นเกมส์กับเขา หรือเพียงแค่นั่งฟังเขาพูด ด้วยกับชีวิตที่แสนจะยุ่งยากวุ่นวายของเรา มันอาจจะเป็นการยากสำหรับคนที่มีลูกมากกว่าหนึ่ง และมีอายุ ความต้องการ ความสนใจที่แตกต่างกันไป แต่ด้วยความพยายามและการบริหารเวลา คุณย่อมสามารถที่จะทำให้พวกเขาทั้งหมดรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งกับคุณ และพวกเขาก็จะซาบซึ้งกับความเสียสละ ความใส่ใจที่คุณมีต่อพวกเขา

6. ดุอาอฺ
ดุอาอฺให้ลูกของคุณทั้งในขณะที่เขาอยู่กับคุณ และขณะที่เขาไม่ได้อยู่กับคุณ พวกเรามักจะเป็นกังวลเกี่ยวกับความสำเร็จทางโลกดุนยาของลูกๆ ของพวกเรา (เช่นการเรียนได้เกรดดี เป็นต้น) แต่สิ่งที่สำคัญคือการที่พวกเขาสามารถรับรู้ได้ว่า เรา พ่อแม่ เป็นห่วงต่อความความสำเร็จของอาคิเราะห์ของเขาด้วย ทำให้พวกเขาเห็นและได้ยินคุณวิงวอนขอดุอาอฺต่ออัลลอฮฺให้กับพวกเขาทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นตอนที่พวกเขาไปโรงเรียน หรือก่อนเข้านอนเป็นต้น

7. ยิ้ม
บางคนคิดว่าการเลี้ยงลูกที่ดี คือการต้องเข้มงวดกับลูก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับลูกชาย การทำให้ลูกเกิดความกลัวอาจนำมาซึ่งอุปนิสัยที่ชอบหลอกลวง กลับกลอก การทำให้ลูกรู้สึกเป็นที่รักและได้รับการให้เกียรติย่อมทำให้เขาสามารถเผยบุคลิกที่แท้จริงของเขาได้

ในหะดีษบทหนึ่ง เศาะฮาบะฮฺท่านหนึ่งกล่าวว่า “ฉันไม่เคยพบเห็นผู้ใดที่ยิ้มมากเท่าท่านศาสนทูตเลย” อีกทั้งท่านนบียังกล่าวว่า “การยิ้มให้กับพี่น้องของท่าน คือการเศาะดาเกาะฮฺ” เช่นนั้น พวกคุณไม่ชอบหรอกหรือที่จะทำเศาะดาเกาะฮฺให้กับลูกชาย ลูกสาวของคุณ

8. ให้รางวัลเมื่อพวกเขามีพฤติกรรมที่ดี
การแสดงความรับรู้ถึงการกระทำที่ดีของเขาและให้รางวัลโดยทันที การให้รางวัลหมายถึง การที่คุณพูดถึงการกระทำดีที่ลูกของคุณได้ทำ และความรู้สึกของคุณที่มีต่อการกระทำนั้น และขณะที่คุณบอกให้เขารับรู้ คุณควรแสดงความรู้สึกออกมาอย่างชัดเจนและจริงใจ แต่ก็อย่าชื่นชมจนเกินความพอดี

9. แนะนำเพื่อนที่ดีให้เขา
การเลี้ยงดูลูก ไม่ได้หมายความว่า คุณควรทำทุกอย่างที่เกี่ยวกับการเลี้ยงดูลูกเพียงลำพังด้วยตัวคุณเองเท่านั้น คุณควรให้คนอื่นช่วยคุณด้วย การช่วยให้ลูกของคุณมีเพื่อนที่ดีจะช่วยพัฒนาทักษะทางสังคมให้แก่เขาและแบ่งเบาภาระคุณให้เบาลง

ครั้งหนึ่งนบีมุหัมมัดได้ส่งท่านอนัส (ตอนนั้นท่านอนัสยังเป็นเด็ก) ไปทำบางอย่างให้ท่าน แต่ทว่าท่านอนัสกลับเล่นกับเพื่อนๆ ของท่าน โดยที่ท่านลืมทำงานให้กับท่านนบี ซึ่งท่านนบีมุหัมมัดก็ไม่ได้ติดใจอะไร เพราะท่านทราบว่าการเล่นกับเพื่อนนั้นเป็นสิ่งที่ดีสำหรับเด็ก

10. แบบอย่างที่ดี
การเลี้ยงดูลูก ไม่ได้เป็นเพียงแค่การแสดงหรือการแสร้งทำ การเลี้ยงดูลูกไม่ใช่การใช้คำพูดมากมาย หรือการให้คำแนะนำตักเตือนอยู่เป็นนิจ เด็กนั้นจะปฏิบัติตามในสิ่งที่เขาเห็นจากการกระทำและพฤติกรรมของพ่อแม่เป็นประจำทุกวันมากกว่า ดังนั้นสามีที่มักตบตี ทำร้ายร่างกายภรรยาย่อมไม่สามารถคาดหวังที่จะเปลี่ยนแปลงทัศนคติเรื่องความรุนแรงของลูกชายที่มีต่อน้องสาวของเขาได้ คุณไม่จำเป็นต้องเป็นนักพูดที่ดี หรือนักวิชาการที่ดีเพื่อที่จะเป็นแม่ที่มีคุณภาพ หากแต่คุณเพียงแค่ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับพวกเขา

Read Full Post »

ถึงบรรดาคุณแม่… เราจะหาเวลาทำอิบาดะฮฺได้อย่างไร?
************************
บทความ เขียนโดย: Amani Iqbal คุณแม่ท่านหนึ่งที่อาศัยอยู่อังกฤษ
แปล เรียบเรียง: บินติ อัลอิสลาม (มีการตัดบางข้อความและปรับเนื้อหาให้เหมาะสมกับบรรดาคุณแม่นิดหน่อยค่ะ)

ในฐานะที่เป็นคุณแม่เต็มเวลา ฉันพบว่ามันยากมากที่จะหาเวลาว่างเพื่อทำอิบาดะฮฺ เช่นที่ฉันเคยทำมาก่อน ฉันรู้สึกว่าเวลาของฉันหมดไปกับการทำงานบ้าน และการดูแลลูก อย่างไรก็ตาม ท้ายที่สุดฉันก็ได้ค้นพบหนทางในการที่จะทำให้การอิบาดะฮฺเป็นส่วนหนึ่งในกิจกรรม การทำงานแต่ละวันของฉัน ด้วยเหตุนี้ฉันจึงคิดว่ามันน่าจะมีประโยชน์กับคุณแม่ท่านอื่นๆ ฉันจึงเขียนบทความนี้ขึ้นมา

1. บอกตัวเองไว้เสมอว่า “ทุกๆ การงานที่มุสลิมะฮฺทำเพื่อครอบครัวของเธอย่อมได้รับรางวัลการตอบแทนจากอัลลอฮฺ

บทบาทหน้าที่ของสตรีมุสลิม ไม่ว่าจะเป็นหน้าที่ภายในบ้านหรือการดูแลลูกๆ ของเธอได้ถูกระบุไว้แล้วหะดีษต่อไปนี้

“แต่ละคนในหมู่พวกท่านนั้นคือ “คนเลี้ยงแกะ” และพวกท่านมีความรับผิดชอบต่อฝูงแกะของท่าน “ผู้ปกครอง” คือคนเลี้ยงแกะ ซึ่งมีหน้าที่รับผิดชอบต่อประชาชนของเขา “บุรุษ” คือคนเลี้ยงแกะต่อครอบครัวของเขาและมีหน้าที่รับผิดชอบต่อสมาชิกในครอบครัวของเขา “สตรี” คือคนเลี้ยงแกะในบ้านของสามีเธอและมีหน้าที่รับผิดชอบต่อลูกๆ ของเธอ” (บุคอรียฺ และมุสลิม)

ความสำคัญของการดูแล ปรนนิบัติสามี ไม่ว่าจะเป็นการทำอาหารให้เขา การทำให้เขาพึงพอใจด้วยการดูแลบ้านให้สะอาดเรียบร้อยอยู่เสมอ หรือการอบรมดูแลลูกๆ เป็นอย่างดี ได้ถูกระบุไว้ในหะดีษต่อไปนี้

สตรีท่านหนึ่งได้ถามนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัมเกี่ยวกับบางสิ่ง และเมื่อท่านได้ให้คำตอบกับเธอ ท่านก็ถามเธอว่า “เธอมีสามีหรือไม่?” เธอตอบว่า “มีค่ะ” จากนั้นท่านก็ถามเธอว่า “เธอปฏิบัติกับเขาเช่นไร” เธอตอบว่า “ดิฉันไม่เคยบกพร่องในหน้าที่ของฉัน เว้นเสียแต่ในสิ่งที่เกินความสามารถของดิฉันค่ะ” ท่านตอบว่า “ให้ความสำคัญต่อวิธีการที่เธอปฏิบัติกับเขา เพราะเขาคือสวรรค์ของเธอ และนรกของเธอ” (รายงานโดยอะหฺมัด แบะอันนะซาอิ และอัลฮากีม)

เมื่อเราได้พบกับหลักฐานที่เชื่อถือได้และถ้อยคำแห่งกำลังใจที่ทำให้เรามีความหวังที่จะได้รับรางวัลการตอบแทนจากการปรนนิบัติดูแลสามี บ้าน ลูกๆ ของเรา เช่นนั้นจึงไม่จำเป็นที่เราจะต้องรู้สึกท้อแท้ เบื่อหน่ายต่อความพยายามที่จะทำหน้าที่เหล่านี้ให้สมบูรณ์ นึกถึงหะดีษนี้ไว้เสมอ เราควรเริ่มต้นวันของเราด้วยเนียตว่า “ทุกๆ การงานที่เราทำภายในบ้าน และทำให้กับครอบครัวของเรานั้นก็เพื่ออัลลอฮฺ และเพื่อความพึงพอพระทัยของพระองค์” การคิดเช่นนี้จะช่วยทำให้เราสามารถรับมือกับงานภายในบ้านและความรับผิดชอบที่มีต่อครอบครัวของเราด้วยความสุขได้เพราะเรารู้ว่าการงานเหล่านี้คือการทำอิบาดะฮฺ

2. ทำให้ “การกล่าวซิเกรฺ การฟังบรรยาย และอัลกุรอาน” เป็นเพื่อนคุณ ขณะทำงานบ้าน

วิธีการที่ดีมากอย่างหนึ่งในการที่จะช่วยทำให้คุณตื่นตัวและมีความกระตือรือร้นขณะทำงานบ้าน คือการฟังบรรยายหรืออัลกุรอานหรือกล่าวซิเกรฺ มันช่วยกำจัดความเบื่อหน่ายของการทำงานบ้านเดิมๆ ซ้ำๆ ซากๆ และมันเป็นหนทางที่ดียิ่งในการที่จะได้รับรางวัลการตอบแทนจากอัลลอฮฺในแต่ละวัน

3. ฉวยโอกาสขณะให้นมลูก

ช่วงเวลาที่ยากที่สุดสำหรับคุณแม่หลายๆ คน ก็คือการทำตัวให้ตื่นขณะที่ให้นมลูก หลังจากที่ฉันได้ทำการทดลองหลายๆ วิธีเพื่อจะทำไม่ให้ตัวเองเผลอหลับไปกับลูก ฉันก็ได้พบว่า “การอ่านอัลกุรอ่าน หะดีษหรือบทความอิสลามผ่านทาง smartphone: เป็นวิธีการที่ดีมากๆ มันไม่เพียงแค่จะช่วยทำให้ความเบื่อหน่ายของฉันหายไป แต่มันยังช่วยทำให้ฉันเฝ้ารอคอยที่จะตื่นในยามค่ำคืนเพื่อที่ฉันจะได้มีช่วงเวลาส่วนตัวกับอัลลอฮฺบ้าง ช่วงเวลายามค่ำคืนนี้เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในการที่ขอดุอาอฺเช่นที่เรารู้กันจากหะดีษบทนี้

นบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “พระเจ้าของเราจะเสด็จลงมายังฟากฟ้าชั้นล่างสุดทุกๆ ค่ำคืน ขณะที่เศษหนึ่งส่วนสามในช่วงท้ายของค่ำคืนยังคงอยู่ และพระองค์จะตรัสว่า “ผู้ใดก็ตามที่เรียกหาข้า ข้าจะตอบรับเขา และผู้ใดก็ตามวิงวอนขอจากข้า ข้าจะให้แก่เขา ผู้ใดก็ตามวิงวอนขอการอภัยโทษจากข้า ข้าจะให้อภัยโทษแก่เขา (รายงานโดยอัลบุคอรียฺ และมุสลิม)

มันอาจจะเป็นการยากในบางเวลาที่จะมีสมาธิในการขอดุอาอฺในช่วงเวลาค่ำคืนเช่นนี้ แต่ด้วยการฝึกปฏิบัติเป็นประจำ มันจะกลายเป็นสิ่งที่ง่ายและเป็นช่วงเวลาที่สงบดีที่สุดในการที่จะขอดุอาอฺด้วยความบริสุทธิ์ใจ

4. อ่านเรื่องราวของบรรดานบีให้ลูกฟัง และสอนอัลกุรอานให้พวกเขา

บางครั้งเวลาที่เรารู้สึกถึงความจำเป็นที่จะต้องสอนอิสลามให้แก่ลูก เราก็จะตระหนักได้ถึงความจำเป็นที่ว่า เราเองต้องเรียนรู้อัลกุรอานและสุนนะฮฺก่อน แม้ว่าตอนนี้ฉันยังเปิดอัลกุรอานหรือนะชีดให้ลูกน้อยของฉันฟัง แต่ฉันเชื่อว่าเมื่อเขาโตขึ้นมาอีกหน่อย การอ่านเรื่องราวของบรรดาเศาะหาบะฮฺหรือท่านนบีให้เขาคงจะเป็นหนทางที่ดีในการที่จะได้รับรางวัลตอบแทนจากอัลลอฮฺ อีกทั้งยังเป็นการปลูกฝังความรักที่มีต่ออิสลามให้แก่เขาด้วย ซึ่งนี่คือการอำนวยพรของอัลลอฮฺและเป็นวิธีการที่ดีที่จะช่วยทำให้ครอบครัวใกล้ชิดกันมากขึ้น

5. ใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์

แม้ว่ามันจะมีฟิตนะฮฺมากมายบนเฟซบุ๊ค ยูทูป และมือถือ แต่ฉันก็เชื่อมั่นอย่างมากว่าการใช้สื่อเหล่านี้ไปในหนทางที่ก่อให้เกิดประโยชน์ย่อมเป็นหนทางที่ดีอย่างยิ่งในการที่จะทำให้เรามีความสัมพันธ์กับอิสลามดียิ่งขึ้น สิ่งที่ฉันอยากแนะนำคือ

-สมัครสมาชิกกับช่องอิสลามทางยูทูปเพื่อรับข่าวสารเมื่อมีการอับโหลดคลิปบรรยายใหม่ๆ

-เข้าร่วมกลุ่มเฟซบุ๊คที่มีการพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องราวของศาสนา อัลกุรอาน หะดีษ

-ดาวน์โหลดโปรแกรมอัลกุรอาน และหะดีษบนมือถือไว้อ่าน

-บันทึกไฟล์หนังสือ ไฟล์เสียง เพื่อเรียนภาษาอาหรับและอัลกุรอานโดยไม่จำเป็นต้องใช้คอมพิวเตอร์

ฉันหวังว่าสิ่งที่ฉันทำเสนอนี้จะเป็นประโยชน์ต่อคุณแม่มุสลิมะฮฺหลายๆ คนที่กำลังอ่านอยู่นะคะ

รูป จาก อินเตอร์เนต

image

Read Full Post »

มันเป็นเรื่องน่าประหลาดใจสำหรับฉัน ที่คนส่วนมากไม่พูดถึง “ปัญหาเรื่องอีหม่าน” ที่บรรดาคุณแม่ทั้งหลายต่างประสบเมื่อพวกเธอต้องรับบทบาทของการเป็นแม่

จริงๆ แล้ว มันก็พอจะมีเหตุผลอยู่ว่าเหตุใดบรรดาคุณแม่ถึงประสบกับปัญหาของเรื่องอีหม่าน เพราะสิ่งแรกเลยที่เกิดขึ้นหลังจากที่คุณให้กำเนิดบุตร คือ คุณไม่สามารถละหมาดได้อยู่หลายสัปดาห์ และแน่นอนว่าอีหม่านของคุณย่อมได้รับผลกระทบ และเมื่อคุณกลับมาละหมาดอีกครั้ง การละหมาดของคุณมันก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว เพราะทุกๆ การทำอิบาดะฮฺของคุณต่อจากนี้ โดยส่วนมากแล้ว มักจะมีผู้ชมตัวน้อยๆ ที่คอยรบกวนคุณอยู่ ไม่ว่าจะด้วยการเคลื่อนไหว หรือด้วยเสียง และแม้ว่าอาจจะมีบางครั้งที่พวกเขาไม่แสดงตัวให้คุณเห็น แต่พวกเขาก็ทำให้คุณเสียสมาธิได้ภายในความคิดของคุณเอง มันจะไม่มีความสงบสุขเช่นที่คุณเคยมีก่อนที่คุณจะมีลูกอีกต่อไป สิ่งต่างๆ จะไม่เหมือนเดิม พวกเราหลายคนต้องเผชิญกับช่วงเวลาที่ยาวนานของการไม่ได้ละหมาด ไม่ได้ถือศีลอด หรือบางคนก็ไม่ได้ถือศีลอดเป็นระยะเวลาหลายปีติดต่อกัน หรือไม่ได้เข้าร่วมการทำอิบาดะฮฺอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถูกสะสมไว้มากจนกระทั่งมีผลกระทบกับอีหม่านของเรา

อย่างไรก็ตาม ฉันต้องการที่จะเสนอความคิดเห็นส่วนตัวของฉัน ซึ่งอาจจะมีหลายคนที่ไม่เห็นด้วย แต่ฉันเชื่อว่ามันเป็นสิ่งที่ควรจะเป็น นั่นคือ “ให้ความสำคัญต่อความต้องการที่จำเป็นของคุณก่อน ความต้องการของลูกๆ” เหตุผลก็คือในวันแห่งการตัดสินที่คุณจะต้องยืนขึ้นเพื่อเผชิญหน้ากับอัลลอฮฺ  ในวันนั้นอัลลอฮฺจะทรงถามคุณถึงการละหมาดของคุณ การถือศีลอดของคุณ การงานทั้งหลายของคุณก่อน ดังนั้นคนที่สำคัญที่สุดและสิ่งที่สำคัญที่สุดในดุนยานี้ ก็คือ ตัวคุณและอีหม่านของคุณ และนั่นมีความสำคัญต่อคุณมากกว่าลูกของคุณ

ฉันรู้ว่าหลายคนคงจะไม่ชอบสิ่งที่ฉันนำเสนอนี้ แต่ฉันอยากจะยกตัวอย่างในกรณีเมื่อคุณอยู่บนเครื่องบิน ที่เจ้าหน้าที่บนเครื่องบินมักจะบอกว่า หากว่าคุณมีลูกๆ ร่วมเดินทางมาด้วย เมื่อเกิดเหตุร้ายใดๆ ขึ้นบนเครื่องบิน คุณต้องสวมหน้ากากออกซิเจนให้กับตัวคุณเองก่อน ก่อนที่คุณจะให้ความช่วยเหลือคนที่อยู่รอบข้างคุณ เหตุผลก็คือหากว่าคุณขาดออกซิเจน คุณย่อมไม่สามารถที่จะให้ความช่วยเหลือคนอื่นได้ ดังนั้นเช่นเดียวกัน หากว่าคุณละเลยเพิกเฉยต่อตัวของคุณเองหากว่าคุณละเลยเพิกเฉยต่ออีหม่านของคุณ หากว่าคุณละเลยเพิกเฉยต่อความสัมพันธ์ของคุณกับอัลลอฮฺ ผลที่ได้ก็เป็นเช่นเดียวกันกับกรณีที่คุณไม่สวมหน้ากากออกซิเจนก่อน ถึงเวลานั้นคุณย่อมไม่สามารถให้ความช่วยเหลือลูกๆ ของคุณได้

สิ่งหนึ่งที่ฉันต้องการจะเน้นย้ำก็คือ การที่คุณละเลยต่อตัวคุณเอง นั่นหมายความว่าคุณไม่ได้ให้ความช่วยเหลือใดๆ ต่อลูกๆ ของคุณเลย ในความเป็นจริงแล้วคุณกำลังนำพาความอันตรายมายังพวกเขา ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับคุณก็คือตัวของคุณเอง ให้ความสำคัญกับอีหม่านของคุณ และความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับอัลลอฮฺก่อน แล้วคุณจึงให้ความสำคัญกับลูกของคุณ หากว่าลูกของคุณร้องไห้ในช่วงเวลาของการละหมาด คุณก็ต้องละหมาด คุณต้องให้ความสำคัญต่อตัวคุณเองก่อนความต้องการของลูกของคุณ เพราะว่าคุณจะต้องถูกคิดบัญชีสำหรับการงานของคุณเป็นอันดับแรกก่อนสิ่งอื่นใด
—————
แปลเรียบเรียงส่วนหนึ่งจากบทความ Ramadan tips for mothers
เขียนโดย Saira Siddiqui/แปล บินติ อัลอิสลาม

*แต่หากลูกกำลังจะประสบกับอันตราย เราก็ควรช่วยเหลือลูกก่อนนะ

รูปจากอินเตอร์เนต

image

Read Full Post »

วิธีรับมือกับความกลัวของเด็กๆ

child_s_fear-1178338

รูปจาก อินเตอร์เน็ต
แหล่งที่มา http://islamqa.info/en/21390

แปล เรียบเรียง บินติ อัลอิสลาม

คำถาม ฉันมีลูกคนหนึ่งที่กลัวทุกสิ่งทุกอย่าง เขากลัวแม้แต่เงาของตัวเอง และฉันไม่รู้ว่านั่นเป็นเพราะวิธีการเลี้ยงดูลูกของฉันมันผิด หรือฉันควรจะสอนเขาอย่างไรให้มีความกล้า
คำตอบ อัลฮัมดุลิลลาฮฺ การสรรเสริญเป็นของอัลลอฮฺ

ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาเด็กให้ความเห็นว่า ในช่วงขวบปีแรกของเด็กนั้น เขาอาจจะแสดงอาการกลัวออกมาเมื่อได้ยินเสียงอะไรที่ดังขึ้นกระทันหัน หรือหากว่ามีอะไรตกหล่น และอื่นๆ เด็กอาจจะกลัวคนแปลกหน้าเมื่อเริ่มเข้าสู่วัยประมาณ 6 เดือน และในปีที่สองของเขา เด็กก็อาจจะเกิดความกลัวต่อหลายสิ่งหลายอย่างเช่น สัตว์ รถ ที่ลาดเอียง หรือน้ำ เป็นต้น

โดยปกติแล้ว เพศหญิงมากจะแสดงออกซึ่งความกลัวมากกว่าเพศชาย และความรุนแรงของความกลัวนั้นอาจจะไม่แน่นอน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจินตนาการของเด็ก ยิ่งเด็กช่างจินตนาการมากเท่าไร ความกลัวของเขาก็จะมากขึ้นเท่านั้น

ปัจจัยและสาเหตุที่อาจเพิ่มพูนความหวาดกลัวให้แก่เด็กนั้น มีดังต่อไปนี้

หนึ่ง ผู้เป็นแม่สร้างความหวาดกลัวให้แก่เด็กด้วยการปลูกฝังในเรื่องของผีสาง ทหาร แสงเงา หรือเรื่องของอสูรอิฟรีท (ญินน) หรือสิ่งถูกสร้างที่มีลักษณะแปลกประหลาดทัั้งหลาย เป็นต้น

สอง พ่อแม่ประคบประหงม หรือเอาอกเอาใจเด็กๆ จนเกินไป หรือมีความกลัวกังวล คิดมากเกี่ยวกับลูกจนเกินไป

สาม เลี้ยงดูลูกด้วยการแยกเขาออกมาจากสังคม อยู่อย่างโดดเดี่ยว กักเขาไว้ให้อยู่แต่ภายในห้องสี่เหลี่ยมภายในบ้าน

สี่ เล่าเรื่องราวที่เกี่ยวกับญินนฺ หรืออสูรร้ายทั้งหลาย

และอีกหลายสาเหตุที่สร้างความหวาดกลัวกับเด็ก

เด็กอาจจะถูกทำให้มีความอ่อนแอทางจิตใจจนเกิดความกลัว ด้วยเพราะความกลัวของพ่อแม่ที่เขาได้เห็นจากตัวของพ่อแม่เอง ความกลัวเช่นนี้นั้นจะก่อตัวจนกลายเป็นอุปนิสัยได้โดยอาศัยระยะเวลา ดังนั้น แบบอย่างที่ดีนั้นจึงมีบทบาทอย่างมากในการอบรมเด็กไม่ให้เกิดความหวาดกลัว ปัจจัยสำคัญคือ การเป็นแบบอย่างแห่งความกล้าหาญในหลากหลายสถานการณ์ที่แตกต่างกันไป และไม่กลัวสัตว์ที่ไม่ก่อให้เกิดอันตราย หรือไม่กลัวผู้คนที่อยู่ในสถานะที่สูงกว่าเมื่อต้องการเรียกร้องสิทธิของตน และไม่กลัวในสิ่งใดอย่างไม่มีเหตุผล
ในการที่จะรับมือกับความกลัวของเด็ก ผู้เป็นพ่อแม่จำต้องให้ความใส่ใจในหลายๆ เรื่อง รวมไปถึง

– การอบรมเลี้ยงดูเขาตั้งแต่วัยเด็กให้ศรัทธาต่ออัลลอฮฺและสักการะพระองค์ และเข้าหาพระองค์ในทุกๆ สถานการณ์ที่เกิดความกลัว ความกังวล

– ให้อิสรภาพและมอบหมายความรับผิดชอบให้ทำบ้าง และปล่อยให้เขาทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง โดยให้สอดคล้องกับระดับของพัฒนาการของเขา

– ไม่สร้างความหวาดกลัวต่อเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาเขาร้องไห้ ด้วยการพูดถึงเรื่องของผีสาง หมา ขโมย ญินน หรืออสูรกายทั้งหลาย ดังที่ในหะดีษหนึ่งกล่าวไว้ว่า “ผู้ศรัทธาที่เข้มแข็งนั้นดียิ่งกว่าและเป็นที่รักมากยิ่งกว่า ณ ที่อัลลอฮฺ (เมื่อเปรียบกับ) ผู้ศรัทธาที่อ่อนแอ” (รายงานโดยมุสลิม 2664)

– ส่งเสริมสนับสนุนเขาตั้งแต่วัยเด็กให้อยู่ร่วมกับผู้อื่นและให้โอกาสเขาในการพบปะกับผู้อื่นและทำความรู้จักกับพวกเขา เพื่อที่ว่าเขาจะได้เกิดความรู้สึกจากส่วนลึกในหัวใจว่าเขาเป็นที่รักและได้รับการให้เกียรติจากใครๆ ก็ตามที่เขาได้พบหรือรู้จัก

– สิ่งที่นักจิตวิทยา และผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาได้แนะนำ คือ การให้โอกาสเด็กๆ ได้รู้จักสิ่งที่สร้างความหวาดกลัวต่อเขา เช่นว่า หากว่าเขากลัวความมืด มันก็ไม่ผิดอะไรในการที่จะปล่อยให้เขาได้เล่นสวิตช์ไฟ ให้ลองกดเปิด ปิดดู หรือหากว่าเขากลัวน้ำ มันก็ไม่ผิดอะไรในการที่จะปล่อยให้เขาได้เล่นน้ำปริมาณน้อยในถ้วยเล็ก เป็นต้น

– อีกทั้งพ่อแม่ยังสามารถบอกเล่าเรื่องราวของวีรบุรุษชาวสลัฟ (กลุ่มคนที่อยู่ในช่วงยุคต้นๆ ของอิสลาม) และอบรมเขาให้นำคุณสมบัติของบรรดาเศาะหาบะฮฺมาปรับใช้กับตัวเอง เพื่อที่เขาจะได้พัฒนาคุณสมบัติของความกล้าหาญและความเป็นวีรบุรุษต่อตัวเอง

แต่หากว่าความกลัวของเด็กนั้น เป็นรูปแบบของความวิตกกังวล เช่นนั้นสาเหตุของมันก็อาจจะเกิดจากปัจจัยบางประการที่สอดคล้องตามรายงานสุนนะฮฺของนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ซึ่งเราควรรับมือกับความกลัวเช่นนี้ด้วยวิธีการที่ชาญฉลาดและระมัดระวัง

ปัจจัยดังกล่าวนั้นรวมไปถึง:

– การให้เด็กทำมากเกินกว่าความสามารถของเขา เช่นที่ท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมได้กล่าวว่า “ผู้ที่ไม่แสดงความเมตตาต่อเด็กๆ ของเรา และไม่ใส่ใจต่อสิทธิของผู้อาวุโส ไม่ใช่หนึ่งในกลุ่มชนของเรา” (รายงานโดยอบู ดาวูด เลขที่ 4943; อัตติรมิซียฺ, 1921; และมีการรายงานไว้ในเศาะฮีหฺอัลญามิอฺ โดยอัลอัลบานียฺ, 5444).

– ไม่พอใจกับความปรารถนาต่อความสำเร็จของเขา มีการรายงานว่า ท่านอลี เราะฎิยัลลอฮุ อันฮุ ได้กล่าวว่า “ฉันไม่เคยได้ยินท่านเราะสูลกล่าวว่า”ขอให้บิดามารดาของฉันถูกสังเวยชีวิตเพื่อท่าน กับใคร เว้นแต่กับสะอฺด ผู้ที่ฉันได้ยินท่านกล่าว (ต่อเขา) ว่า “ยิงสิ ขอให้บิดามารดาของฉันถูกสังเวยชีวิตเพื่อท่าน” และฉันคิดว่าวันนั้นเป็นวันแห่งสมรภูมิรบอุฮุด” (รายงานโดยอัลบุคอรียฺ 6184; มุสลิม. 2411) จากหะดีษบทนี้แสดงให้เห็นว่าพ่อแม่ควรให้การส่งเสริมและสนับสนุนลูกๆ ของพวกเขา ไม่ว่าระดับความสามารถของพวกเขาจะอยู่ในระดับขั้นใดก็ตาม เพื่อที่ว่าพวกเขาจะได้รับการกระตุ้นให้ทำดีกว่าเดิมมากขึ้น

– ลงโทษโดยการทำร้ายร่างกายพวกเขามากเกินไป และจัดการกับพวกเขาด้วยที่วิธีการที่แข็งกร้าว นบีมุหัมมัด กล่าวว่า “ผู้ใดก็ตามที่ถูกถอดถอนออกไปซึ่งความอ่อนโยน เขาผู้นั้นก็ได้ถูกถอดถอนออกไปแล้วซึ่งความดีงามทั้งมวล” (รายงานโดยมุสลิม 2292)

– สภาพความเป็นอยู่ที่ยากลำบากอันเป็นเหตุให้ผู้เป็นพ่อแม่ระบายความโกรธ ความเครียดลงลูกๆ เช่นการขาดซึ่งความรักความอบอุุ่นระหว่างสามีภรรยา หรืองานของผู้เป็นแม่ หรือการไม่มีความสุขกับที่ทำงาน นบีมุหัมมัด กล่าวว่า “ผู้ที่เข้มแข็งนั้น ไม่ใช่ผู้ที่สามารถคว่ำผู้อื่นให้ล้มได้ในการต่อสู้ หากทว่าผู้ที่เข้มแข็งนั้นคือผู้ที่สามารถควบคุมตัวของเขาในช่วงเวลาแห่งความโกรธ” (รายงานโดย อัลบุคอรียฺ 6116)

สุดท้ายนี้เราจำต้องเน้นย้ำว่า มันไม่ได้หมายความว่าเด็กไม่ควรมีความกลัวต่อสิ่งใดเลย เพราะ “ความกลัว” มีความจำเป็นอย่างมากในบางกรณี เพราะมันมีความสำคัญต่อความอยู่รอด ต่อการใช้ชีวิตของเด็ก เขาจำต้องกลัวอัลลอฮฺ กลัวอันตราย ความเลวร้ายที่ผู้คนอาจะสร้างมันขึ้นมา และกลัวต่อการทำบาป ทำชั่ว เป็นต้น ซึ่งนั่นควรเป็นความกลัวตามธรรมชาติ ไม่มากไป ไม่น้อยไป

จาก Tanshiy’at al-Fataat al-Muslimah, p. 159, by Hanaan ‘Atiyah al-Toori al-Juhani.

Read Full Post »

Older Posts »

%d bloggers like this: