Feeds:
Posts
Comments

Archive for the ‘ความทะนงตน’ Category

​🔥🔥อีโก้ (การเชื่อว่าตัวเองเหนือกว่าคนอื่น) & ความหลงตัวเอง🔥🔥

จากคลิป ego and arrogance (นุอมาน อาลี คาน) ▪The daily reminder▪ แปลเรียบเรียง Bint al islam

บางคนมีปัญหาเรื่องบุคลิกภาพหรือภาพลักษณ์ภายนอกที่แสดงออกถึงความมีศาสนาที่แลดูน่ากลัว น่าเกรงขาม…  มันยากที่จะเข้าไปพูดคุยกับพวกเขา เรากลัวที่จะอยู่ใกล้พวกเขา เพราะเรารู้ว่า พวกเขาจะต้องพูดจาดูถูกดูแคลนเราในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ใช่ไหม? เรากลัวที่จะอยู่ใกล้ชิดพวกเขา

ยกตัวอย่างเช่น มีพี่น้องมุสลิมะฮฺบางคนที่ยังไม่ได้สวมฮิญาบ เมื่อพวกเธอเจอคนเหล่านั้น พวกเธอจำต้องข้ามถนนเดินหลบเลี่ยงไปอีกทาง ในใจก็คิดไปว่า “โอ้ เธอมาอีกแล้ว ตำรวจตรวจฮิญาบ หรือเดี๋ยวเธอต้องพูดอะไรให้ฉันรู้สึกไม่ดีแน่ๆ เลย” เป็นแบบนั้นใช่มั้ย?

ในอีกมุมนึง มันอาจจะเป็นความหวาดระแวงของเราเอง แต่ในทางกลับกันบางครั้งมันคือความจริง เพราะจะมีกลุ่มคนบางคนที่มักแสดงความดูถูกดูแคลนต่อผู้อื่น แสดงความทะนงตนกับผู้คน ทั้งที่ จริงๆ แล้ว เขาเองก็เคยเป็นหนึ่งในคนที่รักการไปปาร์ตี้ (ทำตัวไม่ดี) มาก่อนเช่นกัน

จริงหรือไม่ คุณเองก็เคยเป็นหนึ่งในนั้น และเวลาที่มีคนพยายามจะตักเตือนคุณ คุณปฏิบัติตัวอย่างไรกับคนที่มาเตือนคุณ คุณจำได้ไหม?

คุณลืมหรือว่า คุณมาจากไหน เคยมีสภาพอย่างไร อัลลอฮฺทรงดึงคุณออกมาไกลเพียงใด หลายคน (ที่เปลี่ยนแปลงตัวเอง) มักลืมในข้อเท็จจริงนี้ หลายคนลืมไปว่าพวกเขาเคยเป็นเช่นไรและอัลลอฮฺทรงดึงเขาออกมาจากที่ไหน และหลังจากนั้นเพียงไม่กี่ปี เมื่อพวกเขาเห็นใครบางคนที่เป็นคนรักการปาร์ตี้ (ทำตัวไม่ดี) พวกเขาก็จะเริ่มตำหนิคนเหล่านั้นว่า “ทำไมเขาทำตัวแบบนั้น อัสตัฒฟิรุลลอฮฺ”

ลองถามตัวเองว่า…แล้วก่อนหน้านี้ คุณเป็นอะไร จริงๆ คนคนนั้น (ที่คุณกำลังตำหนิอยู่) น่าจะช่วยรื้อฟื้นความจำว่าคุณเคยเป็นเช่นไรมาก่อนด้วยซ้ำ

คุณเป็นแบบเขาเลย แบบนั้นเลย จำได้ไหม? ดังนั้นคุณควรจะรำลึกถึงความโปรดปรานที่อัลลอฮฺทรงประทานให้กับคุณ

คุณเคยยืนอยู่ตรงขอบเหวไฟนรกนั้น และอัลลอฮฺทรงดึงคุณออกมาจากขอบเหวนั้น ในอายะฮฺหนึ่ง อัลลอฮฺตรัสว่า  🌱และทรงให้มีความรักใคร่และความเมตตาระหว่างพวกเจ้า แท้จริงในการนี้ แน่นอน ย่อมเป็นสัญญาณแก่หมู่ชนผู้ใคร่ครวญ🌱 [อัลกุรอาน 30 : 21] *quran app

✔✔คุณต้องนึกถึงอดีตของคุณ ว่าคุณเองก็เคยอยู่ตรงขอบเหวนั้นเอง และคุณได้รับการช่วยเหลือให้กลับมาอยู่ในหนทางนี้ ซึ่งมันไม่ใช่เพราะตัวคุณเอง มันไม่ได้เป็นเพราะว่าคุณเป็นคนฉลาด และนั่นคือเหตุผลที่คุณได้รับการช่วยเหลือ✔

✔✔ความเมตตาของใครกันที่มอบให้กับคุณ? นั่นคือความเมตตาของอัลลอฮฺต่างหากที่มีต่อคุณ ✔✔

แล้วคุณกล้ามองคนอื่น และคิดไม่ดีกับเขาได้อย่างไร? ใช่หรือไม่? ความทะนงตน หลงตัวเองนี้ คือสิ่งที่เลวร้ายเป็นอย่างมาก มันสามารถลบล้างความดีทั้งหมดของคุณที่คุณทำมาได้

และปัญหาอีกอย่างหนึ่งคือ โดยส่วนใหญ่แล้ว บรรดาเยาวชนที่เข้าไปสู่การโต้แย้งที่รุนแรงเกี่ยวกับอะไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป้นประเด็นเรื่องศาสนา ฟิกฮฺฟิกฮฺ หรืออะไรก็ตาม

✔✔คุณรู้ไหม จริงๆ แล้ว สาเหตุของปัญหาที่นำมาซึ่งการโต้แย้ง ปกติแล้วมาจากอะไร มันมาจาก “อีโก้ (ความเชื่อว่าตนดีกว่า เหนือกว่า)” มันเป็นเช่นนั้นจริงๆ มันเป็น “อีโก้ขั้นสูง” ด้วย นั่นล่ะคือ ปัญหาที่แท้จริง✔✔

หลายพูดเกี่ยวกับผู้รู้ นักวิชาการเสมือนกับว่าพวกเขากำลังพูดคุยเกี่ยวกับนักกีฬา เช่นว่า “นายรู้จักไอผู้ชายคนนั้นไหม ฉันไม่ชอบสิ่งที่เขาพูดเลยว่ะ”

ก่อนที่คุณจะพูดเช่นนั้น คุณรู้ไหมว่า ผู้รู้คนนั้นเดินทางมาไกลแค่ไหน เขาต้องพบเจออะไรบ้างในหนทางของอัลลอฮฺ แม้ว่าคุณจะไม่เห็นด้วยกับเขาก็ตาม แต่คุณไม่ควรลืมข้อเท็จจริงที่ว่า เขาต้องจากบ้านเมืองของเขามา ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการท่านใดก็ตาม พวกเขาต้องเดินทางไกลค่อนโลกเพื่อแสวงหาความรู้และใช้เวลาทั้งคืน ตลอดทั้งคืนยืนละหมาด ท่องจำ ทบทวบ และร่ำเรียนอย่างหนัก

พอได้ยินแบบนี้ คุณก็จะแสดงความเห็นว่า “ก็ฉันไม่ชอบสิ่งที่เขาพูด ฉันคิดว่าเขาหลงทาง ไม่ปกติ”

คุณกล้าพูดแบบนั้นได้อย่างไร คุณทำอะไรลงไป อะไรที่ทำให้คุณอยู่ในสถานะที่พูดสิ่งนั้นออกมาได้ ?

และคุณก็รู้ว่า หากว่าคุณไม่เห็นด้วยกับมุสลิมคนหนึ่ง และคุณคิดว่าเขาผิด ความคิดแรกที่คุณควรมีต่อเขาคืออะไร?

คุณควรทำการตัดสินพวกเขาว่าพวกเขาต้องตกลงไปในนรกหรือ หรือคุณควรมีความห่วงใยเขาด้วยความจริงใจ และหากว่าคุณห่วงใยเขาด้วยความจริงใจ คุณก็คงจะไม่ไปพูดคุยกับใครๆ เกี่ยวกับเขาแบบนั้น… 

เมื่อเป็นเช่นนั้น คุณควรพูดคุยกับใคร ก็พูดกับเขาเองเลยสิ 

คุณย่อมเข้าไปคุยกับเขาตรงๆ หากว่าคุณจริงใจ 

คุณย่อมบอกให้เขารับรู้ถึงความห่วงใยที่คุณมีต่อเขา ไม่ใช่ไปบอกคนอื่น  

แต่นี่คืออะไร นี่คือการแสดงออกถึงความไม่จริงใจ และอีโก้

มันบ่งบอกให้เห็นว่า คุณต้องการพรรคพวก คุณกำลังสร้างฐานของคุณอยู่ และคุณก็จะแสดงความเห็นเกี่ยวกับคนนั้นคนนี้ ซึ่งนั่นคือ การแสดงออกถึงความไม่มีวุฒิภาวะ ความหลงตัวเอง และอีโก้ และนั่นคือสิ่งที่คุณกำลังเป็น

🌱และพวกเจ้าจงยึดสายเชือก ของอัลลอฮ์โดยพร้อมกันทั้งหมดและจงอย่าแตกแยกกัน และจำรำลึกถึงความเมตตาของอัลลอฮ์ที่มีแต่พวกเจ้า ขณะที่พวกเจ้าเป็นศัตรูกัน แล้วพระองค์ได้ทรงให้สนิทสนมกันระหว่างหัวใจของพวกเจ้า แล้วพวกเจ้าก็กลายเป็นพี่น้องกันด้วย ความเมตตาของพระองค์ และพวกเจ้าเคยปรากฏอยู่บนปากหลุมแห่งไฟนรก แล้วพระองค์ก็ทรงช่วยพวกเจ้าให้พ้นจากปากหลุมแห่งนรกนั้น ในทำนองนั้นแหละ อัลลอฮ์จะทรงแจกแจงแก่พวกเจ้าซึ่งบรรดาโองการของพระอง๕เพื่อว่าเพวกเจ้าจะได้รับแนวทางอันถูกต้อง🌱 [อัลกุรอาน 3 : 103 ] *quran app

Image: internet

Read Full Post »

🍃🍃🍃🍃เรื่องราวของความอิคลาส🍃🍃🍃🍃 

 (ให้ความสำคัญที่คุณภาพ ไม่ใช่ปริมาณ)


จากคลิป
the daily reminder หัวข้อ Story of sincerity แปลเรียบเรียง บินติ อัลอิสลาม

เรื่องราวของชายคนหนึ่งชื่อ อบู นัสรุล ซัยยาด ครั้งหนึ่งเขาเล่าว่า เขาเคยมีฐานะที่ยากจนอย่างมาก ในตอนนั้นเขาต้องคอยหางาน หรือทำอะไรก็ได้ที่จะสามารถหาเลี้ยงครอบครัวของตน

วันหนึ่งเขาเข้าไปพบกับชัยคฺของเขา นั่นคือชัยคฺอะหมัด บิน มิสกีน ผู้ซึ่งเป็นหนึ่งในตาบีอีน (หมายถึงชนยุคหนึ่งที่เป็นพยานรับรู้และได้รับการอบรมสั่งสอนจากบรรดาเศาะฮาบะฮฺ)  
เมื่อเขาเข้าไปหาชัยคฺอะหมัด เขาได้บอกกับชัยคฺของเขาว่า “ยา ชัยคฺ ผมมีความจำเป็นที่จะต้องหาเลี้ยงครอบครัวของผมครับ” 

ชัยคฺได้ตอบเขาว่า 🍂🍂“จงไปละหมาดสองร็อกอัตต่ออัลลอฮฺ จากนั้นก็เดินทางไปยังทะเล และผมจะคอยช่วยเหลือคุณ”🍂🍂

พวกเขาทั้งสองได้เดินทางไปยังทะเลพร้อมกับตาข่ายจับปลา และเขาก็สามารถจับปลาตัวใหญ่ได้หนึ่งตัว จากนั้นเขาจึงนำปลาไปขาย เมื่อได้เงินมา เขาก็นำไปซื้อจานสองใบ จานใบหนึ่งเต็มไปด้วยเนื้อสัตว์ และจานอีกใบหนึ่งเต็มไปด้วยขนมหวาน  เมื่อเสร็จสิ้นธุระแล้ว เขาก็เดินทางกลับไปหาชัยคฺอะหมัด และกล่าวขอบคุณท่าน พร้อมทั้งมอบจานอาหารหนึ่งใบที่เขาซื้อมาให้กับชัยคฺ หากทว่าชัยคฺตอบเขาด้วยถ้อยที่ลึกซึ้งว่า 

🍂🍂“โอ้ อบู นัสรุล ซัยยาด หากว่าผมได้ช่วยเหลือคุณ เพื่ออัลลอฮฺ ในการให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ใดตามในดุนยานี้  ปลาตัวนั้นมันคงไม่แหวกว่ายออกมาให้จับได้ และอัลลอฮฺย่อมไม่ประทานบะเราะกัตในปลาตัวนั้นให้หรอก ผมขอให้คำแนะนำแก่คุณ ให้คุณนำอาหารนี้ไปให้ครอบครัวของคุณรับประทานเถอะ”🍂🍂

อบู นัสรุลจึงนำอาหารที่ได้มาไปให้ครอบครัวของเขา และระหว่างทาง เขาได้พบกับสตรีคนหนึ่งพร้อมกับลูกน้อยของเธอ เธอเป็นแม่หม้าย ดังนั้นลูกชายของเธอจึงเป็นเด็กกำพร้า พวกเขามองมายังจานอาหารของเขา และทันใดนั้น เขาก็ลืมนึกถึงความหิวโหยของครอบครัวของเขาไป และเขารู้สึกเหมือนกับว่า “สวนสวรรค์ได้ลงมายังพื้นดิน เพื่อนำเสนอมันให้กับใครก็ตามที่จะให้อาหารแก่แม่และเด็กกำพร้าสองคนนั้น”  ดังนั้นเขาจึงมอบอาหารที่มีให้กับแม่และเด็ก และเดินทางกลับบ้านไป แต่ทว่า ชัยฎอนได้ทำการกระซิบกระซาบ ทำให้เขารู้สึกเสียใจ เสียดายในสิ่งที่ทำไป เขาจึงเกิดความกังวัล ไม่สบายใจว่า เขาจะเอาอะไรให้ครอบครัวของเขาทาน ทันใดนั้นเอง ก็มีใครบางคนเคาะประตูบ้านของเขา และร้องเรียกว่า “อบู นัสรุล อยู่ไหน ฉันเคยยืมเงินพ่อของเธอไปเมื่อ 20  ปีก่อน และที่ผ่านมาฉันได้ตามหาเขา (เพื่อที่จะคืนเงิน) แต่ฉันได้รับข่าวว่า เขาเสียชีวิตไปแล้ว และเธอคือลูกชายคนเดียวของเขา นี่คือเงินของเธอ (ที่ยืมพ่อของเขาไป)” และทันใดนั้น เขาก็กลายคนร่ำรวยภายในพริบตา จากนั้นเขาจึงไปหาครอบครัว และทำการแจกจ่ายเงินให้กับพวกเขา และเขาก็ได้กลายเป็นหนึ่งในคนที่ร่ำรวยที่สุดในเมืองนั้น 

ในช่วงเวลานั้น เขาได้บริจาคเงินมากมายให้กับผู้คน และทำการชูโกรฺต่ออัลลอฮฺ แต่มีปัญหาติดอยู่นิดนึงคือ เขากลายเป็นคนที่มั่นใจในการงานของตนมากเกินไป เขารู้สึกว่า อัลลอฮฺจะทรงตอบรับการงานทุกอย่างของเขา จากนั้นเขาก็เริ่มโอ้อวด และให้ความใส่ใจต่อปริมาณการบริจาค แต่ไม่ใช่คุณภาพของการบริจาคของเขา 

จนกระทั่งคืนหนึ่ง เขาฝันว่า วันกิยามะฮฺได้ปรากฎขึ้น เขาเห็นผู้คนมากมาย สิ่งถูกสร้างทั้งหลาย ฟื้นคืนชีพขึ้นมาต่อหน้าพระพักตร์ของอัลลอฮฺ และมลาอิกะฮฺได้เรียกแต่ละคนมา และนำเสนอการงานของพวกเขาต่อหน้าอัลลอฮฺ และเมื่อเขาถูกเรียก เขาก็พบว่า เขาเองก็มีทั้งการงานที่ชั่วร้ายบ้างเช่นกัน แต่เขายังคงมีความหวัง เพราะว่า เขามีการงานที่ดี มีการบริจาคอย่างมากมาย และเมื่อ “การบริจาคของเขา” ถูกวางลงใน “ส่วนของ การงานที่ดี” มันกลับไร้ซึ่งน้ำหนัก และฮะซานาตมากมายก็เบาเหมือนปุยนุ่น ไม่มีค่าใด 

เพราะอะไรหรือ?

ก็เพราะว่า การงานของเขาปะปนกับเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์ เจตนาของเขาปราศจากความจริงใจ มีความโอ้อวด ความปรารถนาที่จะสร้างความพึงพอใจต่อผู้คน

จากนั้นมลาอิกะฮฺก็เริ่มถามเขา ว่า เขามีการงานใดๆ หลงเหลือบางหรือไม่ และทันใดนั้น จานอาหารสองใบที่เขาเคยบริจาคให้กับสตรีและเด็กก็ปรากฎขึ้นมา เขาจึงถามตัวเองว่า “จานอาหารสองใบนี้จะช่วยอะไรผมได้”  เมื่อจานสองใบถูกนำมาชั่ง มันก็ยังไม่เพียงพอ เขายังคงต้องการฮะซานาตเพิ่มอีก จากนั้นก็ได้ปรากฎขึ้นซึ่ง “น้ำตาของสตรี (ที่เขาเคยให้อาหาร)” และ “รอยยิ้มของเด็ก” ที่กลายเป็นสิ่งของที่จับต้องได้  และมันได้ถูกวางลงใน “ส่วนของการงานที่ดี”  ส่วนน้ำตาก็กลายเป็นสระน้ำ และในสระน้ำนั้น ก็มีปลาโผล่ขึ้นมา และปลาก็ถูกจัดวางอยู่ใน “ส่วนของการงานที่ดี” จากนั้นมลาอิกะฮฺจึงบอกเขาว่า  “ท่านทำสำเร็จแล้ว ท่านทำสำเร็จแล้ว” 

จากนั้น อบูนัสรุลก็ตื่นขึ้นมาจากความฝัน และครุ่นคิดว่า

หากว่าเราทำการงานใดก็ตามเพื่อผลประโยชน์แห่งดุนยา ปลาตัวนั้นคงจะไม่โผล่ขึ้นมาเป็นแน่ 

🍂🍂จากบทเรียนของเรื่องนี้  คือ เราควรพยายามทำอะไรก็ตามที่เป็นสิ่งที่ดี ที่ชัดเจน มีตัวตน สัมผัสได้ เพื่อความพึงพอพระทัยของอัลลอฮฺด้วยความอิคลาส และอย่าดูถูกการงานที่ดีใดๆ ก็ตามที่เราทำให้แก่ผู้คน🍂🍂

Read Full Post »

​บททดสอบของคุณ ไม่ใช่ตอนที่คุณต้องสวมใส่ฮิญาบ หรือไว้เครา แต่บททดสอบของคุณ เกิดขึ้นภายหลังเมื่อคุณได้พบกับพี่น้องมุสลิมของคุณที่ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงตัวเอง .. และมีอะไรเกิดขึ้นกับหัวใจของคุณต่างหาก 

มันคือ “ความหลงตัวเอง ความยโสทะนงตน ต่อความบริสุทธิ์ผุดผ่องของคุณ” หรือ “ความอ่อนน้อมถ่อมตน ต่อทางนำของอัลลอฮฺประทานแก่คุณ พร้อมกับความพยายามและการดุอาอฺที่จริงใจของคุณต่อพวกเขาเหล่านั้น ให้เปลี่ยนแปลงตัวเองได้เช่นคุณในวันหนึ่ง” 

ตรวจสอบหัวใจของคุณ เพราะว่าความทะนงตนเพียงเศษเสี้ยวเดียวจะไม่นำพาคุณไปสู่สวนสวรรค์ (นักวิชาการเตาฟีก เชาษุรียฺ)

Read Full Post »

ปัจจุบันนี้ พวกเราต่างโชว์ โอ้อวดทุกสิ่งทุกอย่างทาง whats app, tweeter, IG, facebook โชว์แม้แต่สิ่งเล็กๆ น้อยๆ เพื่อให้ผู้คนเข้ามาดู สำหรับคนที่ไม่มีในสิ่งที่คุณโชว์ ก็ได้แต่นั่งมองดูด้วยหัวใจที่เจ็บปวด จากนั้นพวกเขาก็เกิดความรู้สึกอิจฉา

เราไม่จำเป็นต้องโชว์ทุกอย่างก็ได้ แน่นอนว่าบางครั้งเราอาจจะอยากโชว์สิ่งที่ดีงามสัก 2-3 อย่าง ด้วยเหตุผลที่จะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้พบเห็น

แต่คำเตือน ก็คือ “หากคุณปรารถนาที่จะได้รับเราะฮฺมัต ความเมตตาจากอัลลอฮฺ คุณก็ควรนึกถึง และเห็นใจคนที่ไม่มีเช่นคุณ ที่คุณกำลังโชว์พวกเขาผ่านทาง social media ด้วย”

อีกทั้งยังมีคนบางประเภทที่โชว์สิ่งของที่ไม่ใช่ของตน แต่แสร้งทำเสมือนว่าเป็นของตัวเอง บางคนไปตามร้านค้า ลองสินค้า ถ่ายรูป โดยไม่ซื้อ แสร้งว่าเขาครอบครองมัน และมันก็กลายเป็นการสร้างชีวิตใหม่เพื่อการหลอกลวง

คุณโชว์ โอ้อวดผู้คนในสิ่งที่คุณไม่มี ที่คุณไม่ได้เป็น ความเมตตาประเภทใดที่คุณมี ในเมื่อจริงๆ แล้วคุณไร้ความเมตตาต่อผู้อื่น ทำไมต้องอวด ทำไมต้องสร้างความเจ็บปวดต่อจิตใจของผู้อื่น

ใช้ชีวิตด้วยวิถีของอิสลาม ใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย มีความสุขกับสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่คุณมี ให้ความช่วยเหลือผู้คน หากคุณอยากได้รับความเมตตาจากอัลลอฮฺ ขอให้คุณมีความเมตตาต่อผู้คนที่อัลลอฮฺทรงสร้างพวกเขา

มีความกรุณา มีความเมตตา ไม่มีความตระหนี่ ไม่คิดถึงแต่ตัวเอง

หะดีษบทหนึ่ง ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “จงแสดงความเมตตาต่อผู้คนบนผืนแผ่นดิน และผู้ที่ทรงอยู่บนฟากฟ้าจะแสดงความเมตตาต่อท่าน”
———-
สรุปบางส่วนจากบรรยายของมุฟตี อิสมาอีล เมงกฺ หัวข้อ Mercy to the worlds/โดย บินติ อัลอิสลาม

อัสตัฒฟิรุลลอฮฺ ขออภัยเพื่อนๆ หากการโพสต์บางอย่าง ทำร้ายจิตใจเพื่อนๆ ค่ะ

Read Full Post »

ทำอย่างไรเราจึงจะเป็นหนึ่งในบรรดาผู้ที่ดีที่สุด
๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑
เขียนโดย อบู มุฮาวิยะฮฺ กัมดัร/ แปล บินติ อัลอิสลาม

หากพูดถึงเรื่องของการพัฒนาตนเองนั้น โดยส่วนใหญ่มักจะมีการให้ความสำคัญว่า “เราควรจะทำอย่างไรเพื่อให้เราดีที่สุด เก่งที่สุดในสิ่งที่เรากำลังทำอยู่” อีกทั้งยังมีเคล็ดลับมากมายที่เราสามารถเรียนรู้ได้เกี่ยวกับการที่จะเป็นคนที่เก่งที่สุดในเรื่องทางโลกทั้งหลาย อย่างไรก็ตาม บทความต่อไปนี้ เราจะมาค้นหาว่า “ทำอย่างไรเราถึงจะเป็นคนที่ดีเลิศที่สุดในพระเนตรของอัลลอฮฺ”

ซึ่งเราจะหาคำตอบกันจากหลายๆ หะดีษที่เน้นย้ำถึงคุณสมบัติของผู้ที่ดีที่สุดในบรรดามุสลิม

ในฐานะของผู้ศรัทธา เราจำต้องพยายามที่จะพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นอยู่เสมอ ดังนั้นเรามาดูกันว่าในหะดีษกล่าวไว้เช่นไรบ้าง และเรามาพยายามที่จะเป็นคนที่ดีเลิศที่สุดในพระเนตรของอัลลอฮฺกัน เพราะในท้ายที่สุดแล้ว การเป็นคนที่ดีเลิศที่สุดในดุนยานั้นย่อมไม่มีคุณค่าใด หากว่าการใช้ชีวิตของเราไม่ได้ทำให้อัลลอฮฺพึงพอพระทัย

๑. “ผู้ที่ดีที่สุดในบรรดามุสลิมนั้น คือผู้ที่บรรดาพี่น้องมุสลิม (ท่านอื่นๆ) ของเขาปลอดภัยจากมือและลิ้นของเขา” (มุสลิม)

ในการที่จะเป็นผู้ศรัทธาที่ดีที่สุดนั้น เราจำต้องเป็นคนที่มีความสงบและความอ่อนโยนเป็นอย่างมาก ผู้คนที่อยู่รอบตัวเราควรรู้สึกปลอดภัยเมื่ออยู่ใกล้ชิดเรา ไม่ใช่เพียงแค่ปลอดภัยจากการถูกกระทำทางกาย แต่ยังรวมถึงความปลอดภัยจากคำพูด วาจาของเราด้วยเช่นกัน ลองพิจารณาดูตัวเราเองและวิเคราะห์การดำเนินชีวิตของเราออกมาด้วยความจริงใจ และถามตัวเองว่า
“ฉันมักจะพูดไม่ดีกับคนอื่นๆ หรือพูดไม่ดีเกี่ยวกับคนอื่นๆ เป็นประจำหรือเปล่า”
“คนรอบตัวฉันเกรงกลัวอารมณ์ที่รุนแรงของฉันหรือเปล่า”
“คนส่วนใหญ่รู้สึกไม่ไว้ใจฉันหรือเปล่า”

คำถามเหล่านี้มีความสำคัญอย่างมากในการที่จะช่วยเราเพื่อปรับปรุงตัวเองให้กลายเป็นคนที่ผู้อื่นรู้สึกปลอดภัยที่จะอยู่ใกล้ชิดด้วย กฎทั่วไปก็คือ “อย่าทำร้าย” และ นี่คือหนึ่งในหลักการขั้นพื้นฐานของอิสลาม

๒. “ผู้ที่ดีที่สุดในหมู่พวกท่านคือผู้ที่มีมารยาทและอุปนิสัยที่ดีที่สุด” (บุคอรียฺ)

ศาสนาของเราคือศาสนาที่เน้นย้ำในเรื่องของการมีมารยาทที่ดีและการมีอุปนิสัยที่ดี “การปฏิบัติตัวของเราต่อผู้คนเป็นเช่นไร” คือสัญญาณที่บ่งบอกว่าเราเข้าใจศาสนาของเราดีเพียงใด

แต่เป็นที่น่าเศร้าที่บางคนกลับกลายเป็นคนที่แข็งกระด้าง ไม่สุภาพ และหยิ่งยโสเมื่อพวกเขาเพิ่งจะเริ่มปฏิบัติตัวตามหลักการศาสนาอิสลาม ซึ่งเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่อิสลามสอน การที่จะเป็นผู้ศรัทธาที่ดีที่สุดนั้น เราจำต้องแสดงออกซึ่งมารยาทที่ดีที่สุดอยู่เสมอ รวมถึงการรับมือ การมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนประเภทต่างๆ  “มารยาทคือสิ่งที่มึความสำคัญเป็นอย่างมากในการที่จะทำให้ความศรัทธาของเรานั้นสมบูรณ์”

๓. “ผู้ที่ดีที่สุดในหมู่ผู้คน คือผู้ที่สร้างประโยชน์อย่างมากที่สุดต่อมวลมนุษย์”(ดาเราะกุฎนียฺ, หะซัน)

อิสลาม ไม่ใช่ศาสนาที่เห็นแก่ตัว และไม่ใช่ศาสนาที่เน้นเพียงแค่การทำอิบาดะฮฺส่วนตัวของบุคคล หากทว่า มุสลิมที่ดีที่สุด คือผู้ที่อุทิศชีวิตของพวกเขาในการรับใช้อุมมะฮฺเพื่ออัลลอฮฺ

พวกเราแต่ละคนต่างมีทักษะและความรู้ที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งสามารถนำมาใช้เพื่อสร้างประโยชน์แก่ผู้อื่นได้ มันคือหน้าที่ของเราในฐานะของมุสลิมในการที่จะใช้ทักษะเหล่านั้นเพื่อสร้างประโยชน์ต่ออุมมะฮฺ ไม่ใช่เพียงแค่การให้ความสำคัญต่อตัวเราเพียงอย่างเดียว ทำให้การรับใช้ชุมชนเป็นส่วนสำคัญอย่างหนึ่งในชีวิตของคุณ เพราะนี่คือสิ่งที่มุสลิมทำกัน

๔. “ผู้ที่ดีที่สุดในหมู่พวกท่านคือผู้ที่เรียนอัลกุรอานและสอนมัน (แก่ผู้คน)” (ดาริมียฺ เศาะเหียฮฺ)

อัลกุรอาน คือรากฐานของศาสนาของเรา มันคือหน้าที่ของเราในการที่จะศึกษาเรียนรู้มัน ทำความเข้าใจมัน และปฏิบัติตามมัน ใช้ชีวิตโดยให้มันเป็นแนวทาง และแผ่สารของมันไปยังผู้อื่น สิ่งที่ดีงามที่สุดที่มุสลิมสามารถอุทิศชีวิตของเขาได้ คือการเรียนอัลกุรอานและสอนอัลกุรอาน

ซึ่งรวมไปถึงการสอนการอ่านอัลกุรอานแก่ผู้คน การสอนตัจวีด ตัฟซีรฺ อาหรับ ฮิฟซ์ และแม้แต่การสอนศาสนา เพราะวิชาศาสนาทั้งหมดจำต้องอาศัยการเรียนรู้ความหมายอายะฮฺที่แตกต่างกันออกไปในอัลกุรอาน ขอให้เราทั้งหลายแสวงหาหนทางที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการทำงานที่ดีงามนี้ เพื่อที่ว่าเราจะได้กลายเป็นหนึ่งในบรรดาผู้ที่ดีที่สุดในอุมมะฮฺนี้

๕. “ผู้ที่ดีที่สุดในหมู่พวกท่าน คือผู้ที่ดีที่สุด (ในการปฏิบัติ) ต่อครอบครัวของเขา และฉัน (นบีมุหัมมัด) คือผู้ที่ดีที่สุดในหมู่พวกท่าน (ในการปฏิบัติ) ต่อครอบครัวของฉัน” (ติรมิซียฺ, เศาะเหียะฮฺ)ุ

เราปฏิบัติตัวเช่นไรกับครอบครัวของเราภายในบ้าน (ในที่ส่วนตัว) คือบททดสอบที่แท้จริงแห่งความศรัทธาและอุปนิสัยที่แท้จริงของเรา มันเป็นการง่ายมากที่จะเสแสร้งทำตัวเป็นผู้ที่มีความอ่อนน้อมถ่อมตน เป็นผู้ศรัทธา และมีมารยาทที่ดีงามในที่สาธารณะต่อหน้าผู้คน แต่การทำตัวให้เป็นผู้ที่มีคุณธรรมความดีงาม มีความอ่อนน้อม น่ารักอ่อนโยน และมีมารยาทที่ดีงามภายในบ้านนั้น คือสัญญาณแห่งความศรัทธาที่แท้จริงของเรา

การที่จะเป็นบุคคลที่ดีเลิศที่สุดได้นั้น เราจำต้องปฏิบัติตามแบบอย่างของท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม และปฏิบัติต่อคนในครอบครัวของเราเป็นอย่างดี ผู้ศรัทธาที่แท้จริง คือมุสลิมที่ดีทั้งในที่สาธารณะและในที่ส่วนตัว

ข้อสรุปจากหะดีษทั้งห้าบทนี้ เราได้เรียนรู้ว่า ผู้ที่ดีที่สุดในบรรดามุสลิม คือผู้ที่
ไม่ทำร้ายผู้อื่น
-มีมารยาทและอุปนิสัยที่ดีงาม
-สร้างประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์
-เรียนและสอนอัลกุรอาน
-ปฏิบัติต่อคนในครอบครัวของเขาเป็นอย่างดี

ขอให้เราพยายามอย่างหนักที่จะปฏิบัติตามหะดีษทั้งห้าบทนี้

รูป จากอินเตอร์เนต

image

Read Full Post »

image

“พระองค์ตรัสว่า อะไรที่ขัดขวางเจ้ามิให้เจ้าสุญูด ขณะที่ข้าได้ใช้เจ้า มันกล่าวว่า ข้าพระองค์ดีกว่าเขา โดยที่พระองค์ทรงบังเกิดข้าพระองค์จากไฟ และได้บังเกิดเขาจากดิน” (ซูเราะฮฺ อัลอะอฺรอฟ 07:12)

คุณลักษณะของชัยฏอน (ซูเราะฮฺ อัลอะอฺรอฟ 07:12)
~~~~~~~~~~~~
เขียนโดย อบู มุอาวิยะฮฺ อิสมาอีล กัมดัรฺ
แปล บินติ อัลอิสลาม

“พระองค์ตรัสว่า อะไรที่ขัดขวางเจ้ามิให้เจ้าสุญูด ขณะที่ข้าได้ใช้เจ้า มันกล่าวว่า ข้าพระองค์ดีกว่าเขา โดยที่พระองค์ทรงบังเกิดข้าพระองค์จากไฟ และได้บังเกิดเขาจากดิน” (ซูเราะฮฺ อัลอะอฺรอฟ 07:12)

เรื่องราวของนบีอาดัมและชัยฏอนคือหนึ่งในเรื่องราวที่ถูกบอกเล่าบ่อยครั้งในอัลกุรอาน ด้วยเพราะว่าในเรื่องราวนี้มีบทเรียนมากมายสำหรับมวลมนุษย์ เรื่องราวนี้บอกเล่าถึงต้นกำเนิดของมนุษย์และต้นกำเนิดของความชั่วร้าย อย่างไรก็ตามมันก็ยังมีบทเรียนมากมายสำหรับมนุษย์เพื่อให้พวกเราได้ใคร่ครวญ อายะฮฺนี้ช่วยทำให้เราได้ทราบถึงกระบวนความคิดที่นำพาอิบลิสไปสู่การเป็นชัยฏอน เมื่ออัลลอฮฺทรงถามมันว่าเหตุใดมันจึงไม่ยอมโค้งคำนับต่อนบีอาดัม มันได้ตอบพระองค์ว่า “มันดียิ่งกว่าอาดัม ด้วยเพราะวิธีการที่มันถูกสร้างขึ้นมา”

ซึ่งสิ่งนี้เองที่ให้บทเรียนมากมายแก่เราเพื่อให้เราได้ใคร่ครวญ “การไม่เชื่อฟังต่ออัลลอฮฺของชัยฏอน เกิดจาก ความหลงตัวเอง ความทะนงตน” และจริงๆ แล้ว มันเป็นรูปแบบของความหลงตัวเองเช่นเดียวกับการแบ่งแยกชนชั้น เชื้อชาติ สีผิวที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน “การแบ่งแยกชนชั้น” คือโรคร้ายชนิดหนึ่งที่มนุษย์คนหนึ่งคิดและเชื่อว่าเขานั้นดีกว่าคนอีกคนหนึ่ง เพียงเพราะเหตุผลง่ายๆ ที่ว่าเขาดูแตกต่างไป ซึ่งความคิดเช่นนั้นไม่ต่างอะไรมากนักจากความคิดของชัยฏอน ที่มันคิดว่ามันดีกว่านบีอาดัมเพราะมันคือญินและนบีอาดัมคือมนุษย์ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ไม่ได้บ่งชี้ถึงคุณค่าของใครคนหนึ่งแต่อย่างใด เพราะไม่มีใครเลือกได้ว่าเขาจะเกิดมารูปร่างหน้าตาอย่างไร เกิดที่ไหน เกิดขึ้นมาอย่างไร ดังนั้นสิ่งเหล่านี้จึงไม่สามารถนิยามความเป็นตัวตนของเราได้

นบีอาดัมดียิ่งกว่าชัยฏอน ไม่ใช่เพราะว่าท่านถูกสร้างขึ้นมาอย่างไร หากแต่เป็นเพราะว่าเมื่อทั้งสอง (อิบลีสและนบีอาดัม) กระทำความผิด นบีอาดัมได้ทำการสำนึกผิดขออภัยโทษต่ออัลลอฮฺ ในขณะที่ชัยฏอนยังคงดื้อดึงในความผิดพลาดที่มันได้กระทำจนกระทั่งกาลอวสาน นี่คือปัจจัยที่บ่งชี้ว่าใครที่เป็นมนุษย์ที่ดีที่สุดในพระเนตรของอัลลอฮฺ ความสามารถในการสำนึกต่อความผิดพลาดของเราและลุกขึ้นมาปรับปรุงแก้ไขและหันเข้าสู่ความดีงาม

และยังมีอีกมุมมองหนึ่งเพื่อใคร่ครวญถึงอายะฮฺนี้ที่คนหลายคนมองข้ามไป เช่น การกุฟรฺของชัยฏอน ชัยฏอนกลายเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธาได้อย่างไร มันเคยศรัทธาต่ออัลลอฮฺ แต่กระนั้นมันก็ยังฝ่าฝืนพระองค์และไม่ยอมขออภัยโทษกลับเนื้อกลับตัว แต่เราก็รู้ว่านั่นไม่ใช่การกุฟรฺ แต่มันคือบาปและการปฏิเสธที่จะขออภัยโทษต่อบาปนั้น แต่ทว่า “การกุฟรฺที่แท้จริง” คือถ้อยคำของมันที่กล่าวว่า “ข้าพระองค์ดีกว่าเขา” เมื่อชัยฏอนกล่าวในสิ่งที่เขาหมายความว่า “ข้าพระองค์ไม่โค้งคำนับต่ออาดัมเพราะข้าพระองค์ดีกว่าเขา ดังนั้นพระองค์ทรงทำความผิดพลาดด้วยการร้องขอให้ข้าพระองค์โค้งคำนับต่อเขาและพิจารณาว่าเขานั้นดีกว่าข้าพระองค์” อีกทั้งการปฏิเสธของชัยฏอนนั้นเกิดจากการที่เขาตัดสินความผิดพลาดของอัลลอฮฺและนึกคิดเอาเองว่าเขารู้ดียิ่งกว่าอัลลอฮฺ

บ่อยครั้งเพียงใดที่มุสลิมทำความผิดพลาดนี้ในปัจจุบัน พวกเราบางคนอาจพบว่ากฎหรือคำสั่งใช้ในอัลกุรอานหรือสุนนะฮฺ ขัดแย้งกับความปรารถนา ความต้องการ หรือวัฒนธรรมสมัยใหม่ของเรา ดังนั้นเราจึงนึกคิดเอาเองว่า “กฎเกณฑ์นั้น” ไม่ถูกต้อง เช่นข้อห้ามในเรื่องของการรักร่วมเพศ ในการทำเช่นนั้นหมายถึง การที่เรากำลังเดินตามรอยเท้าของชัยฏอน

อิสลามหมายถึงการยอมจำนน และนั่นหมายรวมถึงการยอมจำนนต่อข้อเท็จจริงที่ว่าอัลลอฮฺทรงรู้ดียิ่งและกฎของพระองค์นั้นดีที่สุด แม้ว่าผู้คนจะไม่พอใจก็ตาม

Read Full Post »

image

“และในทำนองนั้นแหละ เราได้ให้มีขึ้นในแต่ละเมืองซึ่งบรรดาบุคคลสำคัญเป็นผู้กระทำความผิดแห่งเมืองนั้นๆ เพื่อที่พวกเขาจะได้วางอุบายหลอกลวงในเมืองนั้น (หากทว่า) การวางแผนของพวกเขามีแต่จะทำร้ายตัวของพวกเขาเองเท่านั้น แต่พวกเขาหาได้รู้ไม่”  (ซูเราะฮฺอัล อันอาม 06:123)

ผู้ก่อความวุ่นวาย (ซูเราะฮฺอัลอันอาม 06:123)
~~~~~~~~~~~~
เขียนโดย อบู มุอาวิยะฮฺ อิสมาอีล กัมดัรฺ
แปล บินติ อัลอิสลาม

“และในทำนองนั้นแหละ เราได้ให้มีขึ้นในแต่ละเมืองซึ่งบรรดาบุคคลสำคัญเป็นผู้กระทำความผิดแห่งเมืองนั้นๆ เพื่อที่พวกเขาจะได้วางอุบายหลอกลวงในเมืองนั้น (หากทว่า) การวางแผนของพวกเขามีแต่จะทำร้ายตัวของพวกเขาเองเท่านั้น แต่พวกเขาหาได้รู้ไม่”  (ซูเราะฮฺอัล อันอาม 06:123)

อายะฮฺนี้ถูกประทานลงมาอันเนื่องมาจากผู้นำนอกรีตแห่งมักกะฮฺ เช่นอบู ญะฮัล และอบู ลาฮับ อัลลอฮฺประทานอำนาจให้แก่บุคคลเหล่านี้ และพวกเขากลับกลายเป็นผู้ที่กระทำความผิดที่เลวร้ายที่สุดในเมือง ในอายะฮฺนี้อัลลอฮฺทรงยืนยันว่าสิ่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ หรือเป็นเรื่องใหม่แต่อย่างใด เพราะพระองค์ทรงเคยประทานอำนาจให้กับนิมร็อด ฟิรอาวน์ อ็าด เษามูด และอีกหลายๆ คนก่อนหน้าคนเหล่านี้ และนี่คือส่วนหนึ่งของบททดสอบในชีวิต

จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา อัลลอฮฺทรงทดสอบเรื่องของการกระทำความผิด (ของผู้คน) ด้วยการให้อำนาจและสิทธิพิเศษแก่พวกเขา แม้แต่ในโลกยุคปัจจุบันนี้ ก็ยังคงมีการกระทำความผิดมากมายของผู้ที่อยู่ในฐานะหรือตำแหน่งที่สูงๆ ที่มีหน้าที่คุมอำนาจ   ซึ่งนี่ถือเป็นบททดสอบทั้งของผู้ถืออำนาจและประชาชนพลเมืองของพวกเขา สำหรับบรรดาผู้คุมอำนาจแล้ว บททดสอบก็คือการพิสูจน์ว่าพวกเขาจะละเมิดอำนาจที่มีอยู่นั้นหรือไม่ และสำหรับบรรดาประชาชนพลเมืองคือ การพิสูจน์ว่าพวกเขาจะยังคงยืนหยัดหนักแน่นต่อสัจธรรมหรือทำตามผู้นำ มีหลายคนที่เลือกที่จะทำและเชื่อในสิ่งใดก็ตามที่สะดวกง่ายดายต่อความปลอดภัยของพวกเขา ดังนั้นพวกเขาจึงเปลี่ยนแปลงวิถึการใช้ชีวิตและความเชื่อของพวกเขาเพื่อให้สอดคล้องกับผู้นำ หากว่าผู้นำประกาศหรือกำหนดให้สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ผิดศีลธรรมเป็นสิ่งที่สามารถกระทำได้ พวกเขาก็จะน้อมรับมัน และหากว่าผู้นำประกาศหรือกำหนดให้สิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นสิ่งที่ดีงาม พวกเขาก็จะน้อมรับมันด้วยเช่นกัน และยอมละทิ้งสิ่งที่อัลลอฮฺทรงประทานลงมายังพวกเขา เพื่อที่พวกเขาจะสามารถอยู่ได้ในสังคม

เราจะผ่านบททดสอบนี้ไปได้ด้วยการยืนหยัดต่อความศรัทธาที่มีต่ออัลลอฮฺ รำลึกถึงคำสั่งใช้ของพระองค์และตระหนักว่าผู้นำที่เลวเหล่านั้นคือบททดสอบจากอัลลอฮฺ เราเองก็ต้องผ่านบททดสอบนี้ด้วยวิธีการเดียวกันกับที่มุสลิมในมักกะฮฺ (สมัยนั้น) ได้ผ่านมาแล้ว ด้วยการต่อต้านสังคมส่วนหนึ่งเมื่อพวกเขากระทำความผิด และยืนหยัดอย่างหนักแน่นต่อความจริง แม้ว่าในทางการเมืองแล้วมันจะสมควรหรือไม่อย่างไรก็ตาม

บททดสอบในเรื่องของอำนาจ สิทธิพิเศษ คือหนึ่งในบรรดาบททดสอบที่มุสลิมหลายคนต่างสอบตก เมื่ออัลลอฮฺทรงให้เรามีอำนาจเหนือผู้อื่น จะมีพวกเราสักกี่คนกันที่ใช้อำนาจนั้นเพื่อสร้างความยุติธรรมและเพื่อการช่วยเหลือผู้อื่น? บ่อยครั้งที่เราพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องสำคัญมากมายที่เราจะทำให้บรรลุผลสำเร็จและเรากลับล้มเหลวในการที่จะใช้มันไปในหนทางที่ก่อให้เกิดประโยชน์ แม้แต่การใช้อำนาจเล็กๆ ที่เรามีเพื่อช่วยเหลือหรือทำประโยชน์ต่อผู้อื่นก็ตาม หากเราปรารถนาที่จะเห็นโลกที่ดีกว่านี้ ดังนั้นเราก็สามารถเริ่มได้ด้วยการใช้ทรัพยากรทั้งหลายที่มีและทุกๆ อำนาจที่อัลลอฮฺทรงประทานแก่เราไปในหนทางที่จะทำให้โลกใบนี้กลายเป็นสถานที่ที่ดียิ่งกว่าเดิม

Read Full Post »

image

และเมื่อได้ถูกกล่าวแก่พวกเขาว่า ท่านทั้งหลายจงมาสู่สิ่งที่อัลลอฮฺได้ทรงประทานลงมาเถิด และสิ่งที่ส่งลงมาสู่เราะสูลด้วย พวกเขาก็กล่าวว่า เป็นการพอเพียงแก่เราแล้ว สิ่งที่เราได้พบบรรพบุรุษของเราเคยกระทำมันมา ถึงแม้ได้ปรากฏว่าบรรพบุรุษของพวกเขาไม่เข้าใจสิ่งใด และทั้งไม่ได้รับคำแนะนำอีกด้วยกระนั้นหรือ? (ซูเราะฮฺ อัลมาอิดะฮฺ 05:104) *คัดลอกจากโปรแกรมอัลกุรอาน

ดำเนินรอยตาม..อย่างหน้ามืดตามัว.. (ซูเราะฮฺ อัลมาอิดะฮฺ 05:104)
~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~
เขียนโดย อบู มุอาวิยะฮฺ อิสมาอีล กัมดัรฺ
แปล บินติ อัลอิสลาม

และเมื่อได้ถูกกล่าวแก่พวกเขาว่า ท่านทั้งหลายจงมาสู่สิ่งที่อัลลอฮฺได้ทรงประทานลงมาเถิด และสิ่งที่ส่งลงมาสู่เราะสูลด้วย พวกเขาก็กล่าวว่า เป็นการพอเพียงแก่เราแล้ว สิ่งที่เราได้พบบรรพบุรุษของเราเคยกระทำมันมา ถึงแม้ได้ปรากฏว่าบรรพบุรุษของพวกเขาไม่เข้าใจสิ่งใด และทั้งไม่ได้รับคำแนะนำอีกด้วยกระนั้นหรือ? (ซูเราะฮฺ อัลมาอิดะฮฺ 05:104)

มีคนอยู่สามประเภทในโลกนี้
– กลุ่มคนที่ดำเนินการชีวิตตามบรรพบุรุษของพวกเขาอย่างไม่ลืมหูลืมตา
– กลุ่มคนที่ดำเนินชีวิตตามความปรารถนาของพวกเขา
– และกลุ่มคนที่แสวงหาสัจธรรม ความจริง

คนทั้งสามประเภทนี้มีอยู่ในทุกๆ ศาสนา รวมทั้งมุสลิมด้วย
เริ่มต้นด้วยกลุ่มคนประเภทที่สาม คนเหล่านี้คือมนุษย์ที่มีความจริงใจที่ต้องการจะรู้ว่าผู้ที่สร้างพวกเขาขึ้นมาคาดหวังสิ่งใดจากพวกเขา และปรารถนาที่จะปฏิบัติตามสิ่งที่เป็นสัจธรรม พวกเขาได้รับทางนำพร้อมด้วยความเข้าใจที่ถูกต้องตามแบบฉบับของอิสลาม ไม่ว่าพื้นฐานชีวิตของพวกเขาจะเป็นเช่นไรก็ตาม ในอีกนัยหนึ่ง อัลลอฮฺทรงสัญญาว่าพระองค์จะทรงให้ทางนำบรรดาผู้ที่แสวงหาทางนำ โดยระบุว่าผู้ใดก็ตามที่แสวงหาสัจธรรมด้วยความจริงใจก็จะได้รับทางนำมาสู่อิสลาม นี่คือกลุ่มคนประเภทที่เราควรพยายามจะเป็นส่วนหนึ่งของพวกเขา

กลุ่มคนประเภทที่สอง มีการกล่าวถึงไว้ในอัลกุรอานว่าเป็น “บรรดาผู้ที่ถือเอาความปรารถนาของพวกเขาเป็นพระเจ้า” พวกเขาคือกลุ่มคนที่หาข้ออ้างในการทำสิ่งใดก็ตามที่นัฟซู (ความใคร่ปรารถนา) ของพวกเขาต้องการ และผลของมันก็คือ พวกเขาจะบิดเบือนสิ่งที่อัลลอฮฺทรงประทานลงมา หรือไม่ก็ปฏิเสธมัน เพื่อหาข้ออ้างให้กับความเชื่อและการปฏิบัติที่ผิดของพวกเขา ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วคนประเภทนี้มักจะกลายเป็นคนที่ไม่เชื่อว่าพระเจ้ามีอยู่จริงหรือเป็นคนที่มุ่งให้ความสำคัญแค่เพียงเรื่องทางโลกเท่านั้น เพราะการใช้ชีวิตในรูปแบบหรือหนทางเช่นนี้ทำให้พวกเขาสามารถวิ่งตามความปรารถนาของพวกเขาได้โดยไม่มีกฏเกณฑ์ของศาสนาใดมากำหนดขอบเขตการกระทำของพวกเขา แต่ท้ายที่สุด พวกเขาย่อมต้องเผชิญกับผลของการเลือกทำตามความใคร่ปรารถนาของตัวเอง เหนือกว่าพระเจ้า ในวันที่พวกเขาจะต้องเผชิญหน้ากับพระองค์ในวันกิยามะฮฺ

อายะฮฺข้างต้นนั้นมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับกลุ่มคนประเภทแรก คือบรรดาผู้ที่ดำเนินชีวิตตามวัฒนธรรมของบิดามารดาของพวกเขาในทุกๆ ด้านอย่างไม่ลืมหูลืมตา ไม่ว่ามันจะเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ดีก็ตาม อัลลอฮฺทรงประนามการมีความเชื่อเช่นนี้ เพราะมันเป็นสิ่งที่ยับยั้งบุคคลหนึ่งจากการคิดพิจารณาถึงการปฏิบัติต่างๆ และความเชื่อทั้งหลายด้วยสติปัญญา และยับยั้งพวกเขาจากการแสวงหาสัจธรรม กลุ่มคนที่ลุ่มหลงกับวัฒนธรรมของพวกเขาอย่างไม่ลืมหูลืมตามักจะทำการปกป้อง แม้ว่าการปฏิบัติและความเชื่อบางอย่างนั้นจะเป็นสิ่งที่ไร้ซึ่งมนุษยธรรมก็ตาม เพียงเพราะว่า “เราได้พบว่าบรรพบุรุษของเราเคยกระทำมันมา” และพวกเขาก็จะเพิกเฉยต่อพระวัจนะของอัลลอฮฺ แม้ว่าพวกเขาจะกล่าวอ้างว่าตัวเองนั้นเป็นมุสลิม

ทัศนคติเช่นนี้ สามารถพบเห็นได้ในโลกมุสลิม ในหลายๆ ประเทศ ผู้คนต่างทำการปกป้องการกระทำที่ไร้ซึ่งความยุติธรรมและการกระทำที่อุตริกรรมอย่างรุนแรง เพราะว่าการกระทำดังกล่าวเป็นสิ่งที่บิดามารดาของเขากระทำมา ความคิดเช่นนี้ขัดแย้งกับรากฐานของการยอมจำนนต่ออัลลอฮฺ (อิสลาม) ซึ่งรากฐานของอิสลามคือการยอมจำนนต่อสิ่งที่พระองค์ทรงประทานลงมาและนี่หมายความว่าเราจำต้องตรวจสอบการปฏิบัติตามวัฒนธรรมของเราอย่างถี่ถ้วนว่ามันขัดกับหลักการของศาสนาหรือไม่ และยอมรับในการปฏิบัติที่มันไม่ขัดแย้งกับคำสอนและเป้าหมายของอิสลามเท่านั้น

อิสลามไม่ได้ต่อต้านวัฒนธรรมประเพณีโดยสิ้นเชิง หากท่ว่าอิสลามคือศาสนาแห่งสากลโลกที่ยอมรับสิ่งที่ดีงามจากทุกๆ วัฒนธรรม นี่คือเหตุผลว่าทำไม อุรฺฟ (วัฒนธรรมท้องถิ่น) คือหนึ่งในสิ่งที่มีสำคัญของฟิกฮฺ เพราะบรรดานักวิชาการจะตรวจสอบการกระทำตามวัฒนธรรมแต่ละอย่างโดยละเอียดถี่ถ้วนเพื่อดูว่าการกระทำนั้นขัดต่อหลักคำสอนของอิสลามหรือไม่ อายะฮฺนี้ไม่ได้บอกให้เราออกห่างจากทุกๆ การกระทำที่บิดามารดา บรรพบุรุษของเราเคยปฏิบัติ หากทว่าอายะฮฺนี้ได้สอนให้เราคิด ใคร่ครวญ วิเคราะห์ และออกห่างจากการกระทำตามวัฒนธรรมที่ส่งผลร้ายต่อเรา

Read Full Post »

โอ้ มุสลิมเอ๋ย จงออกห่างจากการกดขี่ข่มเหงในหมู่ของพวกท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต่อคู่ครองของท่าน
แหล่งที่มา ‘O Muslims Avoid Oppression amongst Yourselves – especially towards your spouse
http://www.facebook.com/notes/lives-of-the-salaf/o-muslims-avoid-oppression-amongst-yourselves-especially-towards-your-spouse/190188547677596
ถอดความ بنت الاٍسلام

อัสลามุอลัยกุม วะเราะหฺมะตุ้ลลอฮิ วะบาเราะกาตุฮฺ

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ผู้ทรงกรุณา ผู้ทรงเมตตายิ่ง

โอ้ มุสลิมเอ๋ย จงออกห่างจากการกดขี่ข่มเหงในหมู่ของพวกท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ต่อคู่ครองของท่าน

งหลีกห่างจากการกดขี่ข่มเหง เพราะ “การกดขี่ข่มเหง”  เป็นสาเหตุอันทำไปสู่ความมืดมิดในวันแห่งการฟื้นคืนชีพ”

(บันทึกโดยมุสลิม และท่านอื่นๆ)

“ผู้ที่เป็นสามีภรรยา” ควรมีความซื่อสัตย์และความยุติธรรมต่อกันในการพูดคุยตกลงเจรจาระหว่างกัน

เขาทั้งสองจำต้องหลีกเลี่ยงการกดขี่ข่มเหงซึ่งกันและกัน ไม่ว่าจะด้วยวิธีใด วิธีหนึ่ง

“การกดขี่ ข่มเหง” เป็นสิ่งที่อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮู วะตะอาลา ทรงสั่งห้าม แม้แต่  ตัวของพระองค์เอง ท่านอบู ซัรรฺ (เราะฏิยัลลอฮุ อันฮุ) รายงานว่า ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะศัลลัม กล่าวว่า

“อัลลอฮฺตรัสว่า “โอ้ ปวงบ่าวของข้า แท้จริงข้าได้สั่งห้าม “ความไม่เป็นธรรม” ต่อตัวข้า และได้ทำให้ “มัน” เป็นสิ่งต้องห้ามในหมู่พวกเจ้า ดังนั้นจงอย่ากดขี่ข่มเหงต่อกัน” (บันทึกโดย มุสลิม)

อย่าปล่อยให้ “ความรู้สึกแห่งความเหนือกว่า และการมีอำนาจ” เข้าครอบงำจิตใจใครคนใดคนหนึ่ง (ในคู่สมรส) อันเป็นเหตุทำให้ “เขา” หรือ “เธอ” กดขี่ ข่มเหง คู่ครองของเขา และคิดว่า “เขา” หรือ “เธอ” ได้รับซึ่งชัยชนะเหนือคู่ครอง

เขาทั้งสองจำต้องใคร่ครวญถึง “หะดีษ” ข้างต้น และเขาทั้งสองควรพึงระวัง “คำสาปแช่งที่แฝงอยู่” อันมาจาก “หัวใจอันหนักอึ้งของจิตวิญญาณที่ถูกข่มเหง”

ท่านอนัส บิน มาลิก (เราะฎิยัลลอฮุ อันฮุ) รายงานว่า ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะศัลลัม กล่าวว่า“พึงระวัง “การวิงวอนขอ ของผู้ถูกกดขี่ข่มเหง (เพื่อการต่อต้านท่าน)”  แม้ว่าเขาจะเป็นกาฟิรฺก็ตาม เพราะมันไม่มีสิ่งใดขวางกั้นในหนทาง (ที่จะนำ “การวอนขอนั้น” ไปสู่อัลลอฮฺ)” (รายงานโดยอะหมัด อบูยะลา และท่านอื่นๆ จัดว่าเป็นหะซันโดยอัลอัลบานียฺ อัซ เศาะเหียฮฺ เลขที่ 767 และ เศาะเหียฮฺ อัลญามียฺ เลขที่ 119)

และการกดขี่ข่มเหงย่อมไม่ได้รับการอภัยโทษ และไม่มีทางที่จะไม่ได้รับการลงโทษ

ท่านอบู ฮุร็อยเราะหฺ เราะฏิยัลลอฮุ อันฮุ รายงานว่าท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะศัลลัม กล่าวว่า“ผู้ใดก็ตามที่ทำการกดขี่ข่มเหงพี่น้องของเขาอันเกี่ยวข้องกับเกียรติยศของเขา หรือทรัพย์สินของเขาจำต้องขออภัยต่อพี่น้องของเขาในวันนี้ ก่อนที่มันจะถูกนำไปจากเขาในวันที่ไม่มีแม้แต่ดิรฺนารฺ หรือดิรฮัม (แต่) หากแม้ว่าเขายังมีความดีงามอยู่ ส่วนหนึ่งของความดีงามนั้นจะถูกยกไป (หักลบ) ยังจำนวนแห่งการกดขี่ข่มเหงของเขา และหากว่าเขาไม่มีความดีงามใดๆ เลย ความผิดบาปของผู้ที่ได้รับการข่มเหงจะถูกยกไปยังเขา (เพิ่มเข้าไปในบัญชีของเขา)” (รายงานโดยอัล บุคอรียฺ และอะหมัด)

—————-

Reference:

The Fragile Vessels (Rights and obligations between the spouses in Islam)

Read Full Post »

จงให้เกียรติต่อความแตกต่างของเรา (ตอนที่ 2)

เขียนโดย นักวิชาการศาสนามุหัมมัด อัลชารีฟ ชาวแคนาดา
แหล่งที่มา http://www.missionislam.com/knowledge/respectdifference.html
แปล บินติ อัลอิสลาม

ใครคือผู้ชนะ
*********

ท่านมุอาวิยะฮฺ อิบนุ อัลฮะกัม อัซซะลามียฺ ได้เดินทางจากทะเลทรายมายังเมืองมาดีนะฮฺ ขณะนั้นท่านไม่ทราบว่า “การพูดระหว่างการละหมาดนั้น เป็นสิ่งต้องห้าม”  ท่านเล่าว่า “ขณะที่ฉันกำลังละหมาดอยู่ข้างหลังท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม มีชายคนหนึ่งจามขึ้นมาระหว่างนั้น ด้วยเหตุนี้ ฉันจึงกล่าวว่า “ยัรฮัมมุกัลลอฮฺ (ขออัลลอฮฺทรงเมตตาต่อท่าน)” จากนั้นผู้คนต่างจ้องมองมายังฉัน ฉันจึงกล่าวต่อพวกเขาว่า “ขอให้มารดาของฉันสูญเสียฉันไปเสีย (ให้ฉันตายเสีย) พวกท่านเป็นอะไรกัน จึงจ้องมองมายังฉัน” พวกเขาเหล่านั้นต่างเริ่มใช้มือตบที่หน้าตักของตัวเอง เมื่อนั้นฉันจึงทราบว่าพวกเขากำลังบอกให้ฉันนิ่งเงียบ ฉันจึงหยุดพูดต่อ (คือ ฉันเกือบจะตอบโต้พวกเขากลับไปแล้ว หากแต่ฉันควบคุมตัวเองไว้ และนิ่งเงียบเสีย)

เมื่อท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ละหมาดเสร็จสิ้นแล้ว ท่านก็มิได้ว่ากล่าวฉัน หรือตีฉัน หรือสร้างความอับอายให้แก่ฉันแต่อย่างใด ฉันไม่เคยเห็นครูผู้สอนท่านใดที่ดียิ่งไปกว่าท่านเลยไม่ว่าจะเป็นก่อนหน้านี้ หรือหลังจากนั้น ท่านเพียงแต่กล่าวกับฉันว่า “ในการละหมาดนั้นไม่ควรมีถ้อยคำใดๆ ของมนุษย์รวมอยู่ด้วย  มันมีเพียงแต่การตัสบีฮฺ ตักบีรฺ และการกล่าวถ้อยคำแห่งอัลกุรอาน” (เศาะหิฮฺ มุสลิม)

“อิสลาม” ได้สอนให้เราเห็นถึง “วิธีการแสดงความเห็นที่แตกต่างกับผู้คนนั้นควรเป็นเช่นไร” บางคนคิดว่าเราไม่ควรมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันเลย และการขัดแย้งไม่ลงรอยกันนั้นเป็นสิ่งที่เราจำต้องหลีกเลี่ยง หากแต่มันไม่ใช่เช่นนั้น นี่ถือเป็นความเข้าใจผิด เพราะในอัลกุรอานและสุนนะฮฺได้แจ้งแก่เราไว้อย่างชัดเจนว่า เมื่อมีความผิดพลาดเกิดขึ้น ความผิดพลาดนั้นจำต้องได้รับการแก้ไขให้ถูกต้อง  แท้จริงแล้ว การช่วยเหลือผู้อื่นให้กระทำสิ่งที่ถูกต้อง คือสิ่งที่จำเป็นในศาสนาของเรา และมันคือการนะซีฮัตที่จริงใจ

เราได้เห็นตัวอย่างจากท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม เมื่อท่านผินหลังให้กับอับดุลลอฮฺ อิบนุ อุมมฺ มักตูม ชายตาบอด จากนั้นอัลลอฮฺได้ทรงตักเตือนท่านในอัลกุรอานว่า

“(มุหัมมัด) ทำหน้าบูดบึ้ง และผินหน้าหนี เพราะมีชายตาบอดคนหนึ่งมายังเขา แต่อะไรเล่าที่เจ้าจะได้รู้ บางทีเขาอาจจะมาเพื่อซักฟอกจิตใจ (จากบาป) ก็เป็นได้ หรือเขาอาจต้องการรับคำตักเตือน เพื่อที่คำตักเตือนนั้นจะเป็นประโยชน์แก่เขา”  (ซูเราะฮฺอะบะซะ 80:1-4)

ครั้ง หนึ่งเมื่อท่านฮาติบ อิบนุ อะบี อัลตะอะฮฺ (เราะฎิยัลลอฮุ อันฮุ) ได้ทำความผิดพลาดโดยการเขียนจดหมายถึงบรรดากาเฟรฺแห่งเผ่ากุเรซและแจ้งให้ พวกเขาทราบถึงเส้นทางที่ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กำลังจะมุ่งหน้าไปพร้อมกับกองกำลังเพื่อทำการสู้รบกับพวกเขา อัลลอฮฺจึงได้ประทานอายะฮฺหนึ่งลงมาว่า

“โอ้ บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย จงอย่านำเอาศัตรูของข้าและศัตรูของพวกเจ้ามาเป็นมิตรของพวกเจ้า” (ซูเราะฮฺอัลมุมตะฮินะฮฺ 60:1)

และจากหลายๆ ตัวอย่างอีกมากมาย ดังนั้นเราจึงได้เรียนรู้ว่าเมื่อมีความผิดพลาดเกิดขึ้น ความผิดพลาดเหล่านั้น จำต้องได้รับการแก้ไข อย่างไรก็ตามวิธีการแก้ไขข้อผิดพลาดคือ “ความใส่ใจของเรา”

เมื่อใดก็ตามที่บรรดามุสลิมทะเลาะเบาะแว้งกัน มันก็เหมือนกับว่าแต่ละฝ่ายกำลังชูธงประกาศว่า “เราต้องชนะ และพวกท่านต้องประสบกับความพ่ายแพ้” การศึกษาสุนนะฮฺอย่างละเอียดรอบคอบนั้นย่อมทำให้เราเห็นว่า สิ่งนี้ไม่ใช่วิธีการที่ท่านเราะสูลุลลอฮฺปฏิบัติ โปรดพิจารณาจากตัวอย่างข้างล่างต่อไปนี้

“ฉันพ่ายแพ้ และท่านคือผู้ชนะ”
 *********

ชาวเบดูอินคนหนึ่งได้มายังท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม และกล่าวต่อท่านว่า “โปรดมอบสิ่งที่อัลลอฮฺประทานแก่ท่านให้แก่ฉัน ที่ไม่ใช่สิ่งที่มาจากทรัพย์สินของมารดาท่าน หรือทรัพย์สินของบิดาท่าน” บรรดาเศาะฮาบะฮฺต่างเกิดอารมณ์โกรธเคืองต่อชายคนดังกล่าว และตรงไปยังเขาเพื่อที่จะทำร้ายเขาเป็นการลงโทษต่อสิ่งที่เขาได้กล่าวขึ้นมา หากแต่เราะสูลุลลอฮฺได้สั่งให้ทุกคนปล่อยเขาไป

จากนั้นท่านเราะสูลจึงได้จูงมือเขาไปที่บ้านของท่าน ขณะที่ท่านเปิดประตูบ้านของ ท่านได้กล่าวว่า “จงหยิบเอาสิ่งที่ท่านปรารถนา และละทิ้งสิ่งที่ท่านมิปรารถนาเถิด”  ชายคนดังกล่าวจึงกระทำตามที่ท่านเราะสูลบอก และเมื่อเขาได้สิ่งที่เขาต้องการแล้ว เราะสูลุลลอฮฺจึงถามเขาว่า “ฉันได้ให้เกียรติท่านหรือไม่” ชาวเบดูอินจึงตอบว่า “ด้วยอัลลอฮฺ ท่านได้ให้เกียรติฉัน”   “อัชฮะดุ อัลลา อิลาหะ อินลัลลอหฺ วะอัชฮะดุ อันนะ มุหัมมะดัร เราะสูลุลลอฮฺ” (หมายความว่า เขาได้เข้ารับอิสลาม)

เมื่อ บรรดาเศาะฮาบะฮฺทราบว่าชาวเบดูอินท่านนั้นได้เปลี่ยนไปและเข้ารับอิสลาม เราะสูลุลลอฮฺจึงทำการสั่งสอนพวกเขาว่า “แท้จริงแล้ว แบบอย่างของฉัน ของท่าน และของชาวเบดูอินท่านนี้ คือแบบอย่างของชายคนหนึ่งที่อูฐของเขาวิ่งหนีจากเขาไป จากนั้นบรรดาชาวเมืองต่างพยายามที่จะจับตัวอูฐนั้นไว้ให้เขาด้วยการวิ่งไล่ และร้องตะโกนตาม แต่นั่นยิ่งเป็นการขับไล่มันออกไป ด้วยเหตุนี้ชายผู้เป็นเจ้าของอูฐจึงร้องตะโกนขึ้นมาว่า “จงปล่อยฉันและอูฐของฉันเสีย ฉันรู้จักอูฐของฉันดี” จากนั้นเขาจึงหยิบแก้วน้ำใบหนึ่งขึ้นมาไว้ในมือ เพื่อใช้หลอกล่ออูฐของเขา จนกระทั่งมันกลับมายังเขาด้วยความเต็มใจ

ด้วยอัลลอฮฺ หากฉันปล่อยชาวเบดูอินคนดังกล่าวไว้กับพวกท่าน พวกท่านคงตีเขา ทำร้ายเขา และเขาย่อมจากไปโดยปราศจากอิสลามติดตัวกลับไปด้วย และท้ายที่สุดเขาต้องตกลงไปในไฟนรก”

“ฉันชนะและท่านพ่ายแพ้”
*********

มุสลิมไม่ควรแสดงท่าทีโอนอ่อนผ่อนตามต่อทุกๆ สถานการณ์ที่เขาเผชิญ เพราะมันย่อมมีช่วงเวลาที่ “สัจธรรม” ควรถูกกล่าวให้เป็นที่ชัดแจ้ง และช่วงเวลาที่ไม่ควรมีการประนีประนอมใดๆ

ครั้งหนึ่งเมื่อสตรีชาวมัคซูมียฺคนหนึ่งที่มาจากครอบครัวที่ร่ำรวยได้ทำผิดฐานลักขโมย ผู้คนจึงพากันเข้าไปหาท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม เพื่อให้ท่านยกเลิกการลงโทษต่อนาง ซึ่งทำให้ท่านเราะสูลโกรธเคืองเป็นอย่างมาก ด้วยเหตุนี้ท่านจึงได้ยืนขึ้นที่มิมบัรฺและประกาศว่า “ด้วยอัลลอฮฺ หากแม้ว่า ฟาติมะฮฺ บุตรสาวของมุหัมมัดทำการขโมย ฉันจะเป็นผู้ที่ตัดมือของนางเอง”

จาก ตัวอย่างนี้ ไม่มีการประนีประนอมใดๆ และ “สัจธรรม” จำต้องถูกยึดให้มั่น และนี่คือธรรมเนียมปฏิบัติของการมีความเห็นต่างที่เราได้กล่าวไว้ข้างต้นว่า มันจำต้องถูกแสดงออกมาให้เห็นเป็นประจักษ์

“ฉันชนะ และท่านก็ชนะ”
 *********

มันไม่จำเป็นว่า “เราต้องเป็นผู้พ่ายแพ้” อยู่เสมอ เช่นที่เราได้เห็นจากหลายตัวอย่างที่ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมได้ให้ทางออกแก่บรรดาผู้คนที่มีความเห็นต่างกัน

เมื่อท่านได้ส่งจดหมายไปยังซีซาร์ ท่านกล่าวไว้ในจดหมายนั้นว่า “จงเป็นมุสลิมเถิด และท่านจะได้รับความปลอดภัย อัลลอฮฺจะประทานรางวัลแก่ท่านอีกเท่าตัว”

ท่านมิได้กล่าวว่า “จะยอมแพ้ หรือตาย” ไม่มีถ้อยคำเช่นนั้นเลย หากแต่เมื่อท่านเป็นมุสลิม ท่านย่อมได้รับชัยชนะ อีกทั้งชัยชนะของท่านจะเพิ่มขึ้นเป็นอีกเท่าตัว”

ผม (ผู้เขียน) จะขอจบบทความนี้ด้วยวิธีการปฏิบัติต่อพี่น้องมุสลิมจากแบบอย่างของท่านอบูบักรฺ เราะฎิยัลลอฮุ อันฮุ

ครั้งหนึ่งท่านอบูบักรฺได้โต้แย้งกับสหายอีกคนหนึ่งเกี่ยวกับต้นไม้ต้นหนึ่ง ระหว่างการโต้แย้งนั้น ท่านอบูบักรฺได้กล่าวบางสิ่งที่ท่านไม่ควรจะกล่าวออกมา ท่านมิได้ทำการสาปแช่ง หรือทำร้ายเกียรติของเขา หรือกล่าวถึงข้อผิดพลาดของใคร แต่สิ่งที่ท่านกล่าวคือถ้อยคำบางอย่างที่ทำร้ายความรู้สึกของสหายของท่าน

และโดยทันทีทันใด เมื่อท่านอบูบักรฺเกิดการสำนึกผิด ท่านจึงกล่าวต่อสหายของท่านว่า “จงกล่าวถ้อยคำนั้นกลับมายังฉัน” สหายท่านจึงกล่าวว่า “ฉันจะไม่กล่าวถ้อยคำนั้นกลับไป” ท่านอบูบักรฺจึงกล่าวว่า “มิเช่นนั้น ฉันจะบอกเล่าสิ่งนี้ต่อท่านเราะสูล” สหายของท่านปฏิเสธที่จะกล่าวถ้อยคำนั้นออกไป และเดินจากไป

ท่านอบุบักรฺจึงได้ไปพบกับท่านเราะสูลุลอฮฺ และบอกเล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นและสิ่งที่ท่านได้กล่าวต่อสหายของท่าน เราะสูลุลลอฮฺจงเรียกสหายท่านนั้นมาและถามเขาว่า “อบูบักรได้กล่าวเช่นนั้นต่อท่าน กระนั้นหรือ” เขาตอบว่า “ขอรับ” ท่านถามต่อว่า “แล้วท่านตอบโต้เขาไปอย่างไร” เขาตอบว่า “ฉันไม่ได้ตอบโต้ถ้อยคำนั้นแก่เขา” ท่านเราะสูลจึงกล่าวว่า “ดีแล้ว จงอย่าตอบโต้เขาด้วยถ้อยคำนั้น (จงอย่าสร้างความเจ็บปวดต่ออบูบักรฺ” จากนั้นท่านเราะสูลจึงกล่าววว่า “ขออัลลอฮฺทรงอภัยโทษต่ออบูบักรฺด้วยเถิด”

สหายคนดังกล่าวจึงหันหน้าไปยังท่านอบูบักรฺ และกล่าววว่า “ขออัลลอฮฺทรงอภัยโทษต่ออบูบักรฺด้วยเถิด ขออัลลอฮฺทรงอภัยโทษต่ออบูบักรฺด้วยเถิด” ท่านอบูบักรฺจึงหันหลังกลับไปและร้องไห้ระหว่างที่ท่านเดินทางกลับออกไป

ขอให้พวกเราทั้งหลายได้ปฏิบัติตามแบบอย่างอันดีงามที่ท่านเราะสูลุลลอฮฺ และบรรดาเศาะฮาบะของท่านได้เคยปฏิบัติ ด้วยความเมตตา ความรัก และความเป็นพี่น้องกัน

Read Full Post »

Older Posts »

%d bloggers like this: