Feeds:
Posts
Comments

Archive for the ‘ความทะนงตน’ Category

​🔥🔥อีโก้ (การเชื่อว่าตัวเองเหนือกว่าคนอื่น) & ความหลงตัวเอง🔥🔥

จากคลิป ego and arrogance (นุอมาน อาลี คาน) ▪The daily reminder▪ แปลเรียบเรียง Bint al islam

บางคนมีปัญหาเรื่องบุคลิกภาพหรือภาพลักษณ์ภายนอกที่แสดงออกถึงความมีศาสนาที่แลดูน่ากลัว น่าเกรงขาม…  มันยากที่จะเข้าไปพูดคุยกับพวกเขา เรากลัวที่จะอยู่ใกล้พวกเขา เพราะเรารู้ว่า พวกเขาจะต้องพูดจาดูถูกดูแคลนเราในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ใช่ไหม? เรากลัวที่จะอยู่ใกล้ชิดพวกเขา

ยกตัวอย่างเช่น มีพี่น้องมุสลิมะฮฺบางคนที่ยังไม่ได้สวมฮิญาบ เมื่อพวกเธอเจอคนเหล่านั้น พวกเธอจำต้องข้ามถนนเดินหลบเลี่ยงไปอีกทาง ในใจก็คิดไปว่า “โอ้ เธอมาอีกแล้ว ตำรวจตรวจฮิญาบ หรือเดี๋ยวเธอต้องพูดอะไรให้ฉันรู้สึกไม่ดีแน่ๆ เลย” เป็นแบบนั้นใช่มั้ย?

ในอีกมุมนึง มันอาจจะเป็นความหวาดระแวงของเราเอง แต่ในทางกลับกันบางครั้งมันคือความจริง เพราะจะมีกลุ่มคนบางคนที่มักแสดงความดูถูกดูแคลนต่อผู้อื่น แสดงความทะนงตนกับผู้คน ทั้งที่ จริงๆ แล้ว เขาเองก็เคยเป็นหนึ่งในคนที่รักการไปปาร์ตี้ (ทำตัวไม่ดี) มาก่อนเช่นกัน

จริงหรือไม่ คุณเองก็เคยเป็นหนึ่งในนั้น และเวลาที่มีคนพยายามจะตักเตือนคุณ คุณปฏิบัติตัวอย่างไรกับคนที่มาเตือนคุณ คุณจำได้ไหม?

คุณลืมหรือว่า คุณมาจากไหน เคยมีสภาพอย่างไร อัลลอฮฺทรงดึงคุณออกมาไกลเพียงใด หลายคน (ที่เปลี่ยนแปลงตัวเอง) มักลืมในข้อเท็จจริงนี้ หลายคนลืมไปว่าพวกเขาเคยเป็นเช่นไรและอัลลอฮฺทรงดึงเขาออกมาจากที่ไหน และหลังจากนั้นเพียงไม่กี่ปี เมื่อพวกเขาเห็นใครบางคนที่เป็นคนรักการปาร์ตี้ (ทำตัวไม่ดี) พวกเขาก็จะเริ่มตำหนิคนเหล่านั้นว่า “ทำไมเขาทำตัวแบบนั้น อัสตัฒฟิรุลลอฮฺ”

ลองถามตัวเองว่า…แล้วก่อนหน้านี้ คุณเป็นอะไร จริงๆ คนคนนั้น (ที่คุณกำลังตำหนิอยู่) น่าจะช่วยรื้อฟื้นความจำว่าคุณเคยเป็นเช่นไรมาก่อนด้วยซ้ำ

คุณเป็นแบบเขาเลย แบบนั้นเลย จำได้ไหม? ดังนั้นคุณควรจะรำลึกถึงความโปรดปรานที่อัลลอฮฺทรงประทานให้กับคุณ

คุณเคยยืนอยู่ตรงขอบเหวไฟนรกนั้น และอัลลอฮฺทรงดึงคุณออกมาจากขอบเหวนั้น ในอายะฮฺหนึ่ง อัลลอฮฺตรัสว่า  🌱และทรงให้มีความรักใคร่และความเมตตาระหว่างพวกเจ้า แท้จริงในการนี้ แน่นอน ย่อมเป็นสัญญาณแก่หมู่ชนผู้ใคร่ครวญ🌱 [อัลกุรอาน 30 : 21] *quran app

✔✔คุณต้องนึกถึงอดีตของคุณ ว่าคุณเองก็เคยอยู่ตรงขอบเหวนั้นเอง และคุณได้รับการช่วยเหลือให้กลับมาอยู่ในหนทางนี้ ซึ่งมันไม่ใช่เพราะตัวคุณเอง มันไม่ได้เป็นเพราะว่าคุณเป็นคนฉลาด และนั่นคือเหตุผลที่คุณได้รับการช่วยเหลือ✔

✔✔ความเมตตาของใครกันที่มอบให้กับคุณ? นั่นคือความเมตตาของอัลลอฮฺต่างหากที่มีต่อคุณ ✔✔

แล้วคุณกล้ามองคนอื่น และคิดไม่ดีกับเขาได้อย่างไร? ใช่หรือไม่? ความทะนงตน หลงตัวเองนี้ คือสิ่งที่เลวร้ายเป็นอย่างมาก มันสามารถลบล้างความดีทั้งหมดของคุณที่คุณทำมาได้

และปัญหาอีกอย่างหนึ่งคือ โดยส่วนใหญ่แล้ว บรรดาเยาวชนที่เข้าไปสู่การโต้แย้งที่รุนแรงเกี่ยวกับอะไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป้นประเด็นเรื่องศาสนา ฟิกฮฺฟิกฮฺ หรืออะไรก็ตาม

✔✔คุณรู้ไหม จริงๆ แล้ว สาเหตุของปัญหาที่นำมาซึ่งการโต้แย้ง ปกติแล้วมาจากอะไร มันมาจาก “อีโก้ (ความเชื่อว่าตนดีกว่า เหนือกว่า)” มันเป็นเช่นนั้นจริงๆ มันเป็น “อีโก้ขั้นสูง” ด้วย นั่นล่ะคือ ปัญหาที่แท้จริง✔✔

หลายพูดเกี่ยวกับผู้รู้ นักวิชาการเสมือนกับว่าพวกเขากำลังพูดคุยเกี่ยวกับนักกีฬา เช่นว่า “นายรู้จักไอผู้ชายคนนั้นไหม ฉันไม่ชอบสิ่งที่เขาพูดเลยว่ะ”

ก่อนที่คุณจะพูดเช่นนั้น คุณรู้ไหมว่า ผู้รู้คนนั้นเดินทางมาไกลแค่ไหน เขาต้องพบเจออะไรบ้างในหนทางของอัลลอฮฺ แม้ว่าคุณจะไม่เห็นด้วยกับเขาก็ตาม แต่คุณไม่ควรลืมข้อเท็จจริงที่ว่า เขาต้องจากบ้านเมืองของเขามา ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการท่านใดก็ตาม พวกเขาต้องเดินทางไกลค่อนโลกเพื่อแสวงหาความรู้และใช้เวลาทั้งคืน ตลอดทั้งคืนยืนละหมาด ท่องจำ ทบทวบ และร่ำเรียนอย่างหนัก

พอได้ยินแบบนี้ คุณก็จะแสดงความเห็นว่า “ก็ฉันไม่ชอบสิ่งที่เขาพูด ฉันคิดว่าเขาหลงทาง ไม่ปกติ”

คุณกล้าพูดแบบนั้นได้อย่างไร คุณทำอะไรลงไป อะไรที่ทำให้คุณอยู่ในสถานะที่พูดสิ่งนั้นออกมาได้ ?

และคุณก็รู้ว่า หากว่าคุณไม่เห็นด้วยกับมุสลิมคนหนึ่ง และคุณคิดว่าเขาผิด ความคิดแรกที่คุณควรมีต่อเขาคืออะไร?

คุณควรทำการตัดสินพวกเขาว่าพวกเขาต้องตกลงไปในนรกหรือ หรือคุณควรมีความห่วงใยเขาด้วยความจริงใจ และหากว่าคุณห่วงใยเขาด้วยความจริงใจ คุณก็คงจะไม่ไปพูดคุยกับใครๆ เกี่ยวกับเขาแบบนั้น… 

เมื่อเป็นเช่นนั้น คุณควรพูดคุยกับใคร ก็พูดกับเขาเองเลยสิ 

คุณย่อมเข้าไปคุยกับเขาตรงๆ หากว่าคุณจริงใจ 

คุณย่อมบอกให้เขารับรู้ถึงความห่วงใยที่คุณมีต่อเขา ไม่ใช่ไปบอกคนอื่น  

แต่นี่คืออะไร นี่คือการแสดงออกถึงความไม่จริงใจ และอีโก้

มันบ่งบอกให้เห็นว่า คุณต้องการพรรคพวก คุณกำลังสร้างฐานของคุณอยู่ และคุณก็จะแสดงความเห็นเกี่ยวกับคนนั้นคนนี้ ซึ่งนั่นคือ การแสดงออกถึงความไม่มีวุฒิภาวะ ความหลงตัวเอง และอีโก้ และนั่นคือสิ่งที่คุณกำลังเป็น

🌱และพวกเจ้าจงยึดสายเชือก ของอัลลอฮ์โดยพร้อมกันทั้งหมดและจงอย่าแตกแยกกัน และจำรำลึกถึงความเมตตาของอัลลอฮ์ที่มีแต่พวกเจ้า ขณะที่พวกเจ้าเป็นศัตรูกัน แล้วพระองค์ได้ทรงให้สนิทสนมกันระหว่างหัวใจของพวกเจ้า แล้วพวกเจ้าก็กลายเป็นพี่น้องกันด้วย ความเมตตาของพระองค์ และพวกเจ้าเคยปรากฏอยู่บนปากหลุมแห่งไฟนรก แล้วพระองค์ก็ทรงช่วยพวกเจ้าให้พ้นจากปากหลุมแห่งนรกนั้น ในทำนองนั้นแหละ อัลลอฮ์จะทรงแจกแจงแก่พวกเจ้าซึ่งบรรดาโองการของพระอง๕เพื่อว่าเพวกเจ้าจะได้รับแนวทางอันถูกต้อง🌱 [อัลกุรอาน 3 : 103 ] *quran app

Image: internet

Read Full Post »

🍃🍃🍃🍃เรื่องราวของความอิคลาส🍃🍃🍃🍃 

 (ให้ความสำคัญที่คุณภาพ ไม่ใช่ปริมาณ)


จากคลิป
the daily reminder หัวข้อ Story of sincerity แปลเรียบเรียง บินติ อัลอิสลาม

เรื่องราวของชายคนหนึ่งชื่อ อบู นัสรุล ซัยยาด ครั้งหนึ่งเขาเล่าว่า เขาเคยมีฐานะที่ยากจนอย่างมาก ในตอนนั้นเขาต้องคอยหางาน หรือทำอะไรก็ได้ที่จะสามารถหาเลี้ยงครอบครัวของตน

วันหนึ่งเขาเข้าไปพบกับชัยคฺของเขา นั่นคือชัยคฺอะหมัด บิน มิสกีน ผู้ซึ่งเป็นหนึ่งในตาบีอีน (หมายถึงชนยุคหนึ่งที่เป็นพยานรับรู้และได้รับการอบรมสั่งสอนจากบรรดาเศาะฮาบะฮฺ)  
เมื่อเขาเข้าไปหาชัยคฺอะหมัด เขาได้บอกกับชัยคฺของเขาว่า “ยา ชัยคฺ ผมมีความจำเป็นที่จะต้องหาเลี้ยงครอบครัวของผมครับ” 

ชัยคฺได้ตอบเขาว่า 🍂🍂“จงไปละหมาดสองร็อกอัตต่ออัลลอฮฺ จากนั้นก็เดินทางไปยังทะเล และผมจะคอยช่วยเหลือคุณ”🍂🍂

พวกเขาทั้งสองได้เดินทางไปยังทะเลพร้อมกับตาข่ายจับปลา และเขาก็สามารถจับปลาตัวใหญ่ได้หนึ่งตัว จากนั้นเขาจึงนำปลาไปขาย เมื่อได้เงินมา เขาก็นำไปซื้อจานสองใบ จานใบหนึ่งเต็มไปด้วยเนื้อสัตว์ และจานอีกใบหนึ่งเต็มไปด้วยขนมหวาน  เมื่อเสร็จสิ้นธุระแล้ว เขาก็เดินทางกลับไปหาชัยคฺอะหมัด และกล่าวขอบคุณท่าน พร้อมทั้งมอบจานอาหารหนึ่งใบที่เขาซื้อมาให้กับชัยคฺ หากทว่าชัยคฺตอบเขาด้วยถ้อยที่ลึกซึ้งว่า 

🍂🍂“โอ้ อบู นัสรุล ซัยยาด หากว่าผมได้ช่วยเหลือคุณ เพื่ออัลลอฮฺ ในการให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ใดตามในดุนยานี้  ปลาตัวนั้นมันคงไม่แหวกว่ายออกมาให้จับได้ และอัลลอฮฺย่อมไม่ประทานบะเราะกัตในปลาตัวนั้นให้หรอก ผมขอให้คำแนะนำแก่คุณ ให้คุณนำอาหารนี้ไปให้ครอบครัวของคุณรับประทานเถอะ”🍂🍂

อบู นัสรุลจึงนำอาหารที่ได้มาไปให้ครอบครัวของเขา และระหว่างทาง เขาได้พบกับสตรีคนหนึ่งพร้อมกับลูกน้อยของเธอ เธอเป็นแม่หม้าย ดังนั้นลูกชายของเธอจึงเป็นเด็กกำพร้า พวกเขามองมายังจานอาหารของเขา และทันใดนั้น เขาก็ลืมนึกถึงความหิวโหยของครอบครัวของเขาไป และเขารู้สึกเหมือนกับว่า “สวนสวรรค์ได้ลงมายังพื้นดิน เพื่อนำเสนอมันให้กับใครก็ตามที่จะให้อาหารแก่แม่และเด็กกำพร้าสองคนนั้น”  ดังนั้นเขาจึงมอบอาหารที่มีให้กับแม่และเด็ก และเดินทางกลับบ้านไป แต่ทว่า ชัยฎอนได้ทำการกระซิบกระซาบ ทำให้เขารู้สึกเสียใจ เสียดายในสิ่งที่ทำไป เขาจึงเกิดความกังวัล ไม่สบายใจว่า เขาจะเอาอะไรให้ครอบครัวของเขาทาน ทันใดนั้นเอง ก็มีใครบางคนเคาะประตูบ้านของเขา และร้องเรียกว่า “อบู นัสรุล อยู่ไหน ฉันเคยยืมเงินพ่อของเธอไปเมื่อ 20  ปีก่อน และที่ผ่านมาฉันได้ตามหาเขา (เพื่อที่จะคืนเงิน) แต่ฉันได้รับข่าวว่า เขาเสียชีวิตไปแล้ว และเธอคือลูกชายคนเดียวของเขา นี่คือเงินของเธอ (ที่ยืมพ่อของเขาไป)” และทันใดนั้น เขาก็กลายคนร่ำรวยภายในพริบตา จากนั้นเขาจึงไปหาครอบครัว และทำการแจกจ่ายเงินให้กับพวกเขา และเขาก็ได้กลายเป็นหนึ่งในคนที่ร่ำรวยที่สุดในเมืองนั้น 

ในช่วงเวลานั้น เขาได้บริจาคเงินมากมายให้กับผู้คน และทำการชูโกรฺต่ออัลลอฮฺ แต่มีปัญหาติดอยู่นิดนึงคือ เขากลายเป็นคนที่มั่นใจในการงานของตนมากเกินไป เขารู้สึกว่า อัลลอฮฺจะทรงตอบรับการงานทุกอย่างของเขา จากนั้นเขาก็เริ่มโอ้อวด และให้ความใส่ใจต่อปริมาณการบริจาค แต่ไม่ใช่คุณภาพของการบริจาคของเขา 

จนกระทั่งคืนหนึ่ง เขาฝันว่า วันกิยามะฮฺได้ปรากฎขึ้น เขาเห็นผู้คนมากมาย สิ่งถูกสร้างทั้งหลาย ฟื้นคืนชีพขึ้นมาต่อหน้าพระพักตร์ของอัลลอฮฺ และมลาอิกะฮฺได้เรียกแต่ละคนมา และนำเสนอการงานของพวกเขาต่อหน้าอัลลอฮฺ และเมื่อเขาถูกเรียก เขาก็พบว่า เขาเองก็มีทั้งการงานที่ชั่วร้ายบ้างเช่นกัน แต่เขายังคงมีความหวัง เพราะว่า เขามีการงานที่ดี มีการบริจาคอย่างมากมาย และเมื่อ “การบริจาคของเขา” ถูกวางลงใน “ส่วนของ การงานที่ดี” มันกลับไร้ซึ่งน้ำหนัก และฮะซานาตมากมายก็เบาเหมือนปุยนุ่น ไม่มีค่าใด 

เพราะอะไรหรือ?

ก็เพราะว่า การงานของเขาปะปนกับเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์ เจตนาของเขาปราศจากความจริงใจ มีความโอ้อวด ความปรารถนาที่จะสร้างความพึงพอใจต่อผู้คน

จากนั้นมลาอิกะฮฺก็เริ่มถามเขา ว่า เขามีการงานใดๆ หลงเหลือบางหรือไม่ และทันใดนั้น จานอาหารสองใบที่เขาเคยบริจาคให้กับสตรีและเด็กก็ปรากฎขึ้นมา เขาจึงถามตัวเองว่า “จานอาหารสองใบนี้จะช่วยอะไรผมได้”  เมื่อจานสองใบถูกนำมาชั่ง มันก็ยังไม่เพียงพอ เขายังคงต้องการฮะซานาตเพิ่มอีก จากนั้นก็ได้ปรากฎขึ้นซึ่ง “น้ำตาของสตรี (ที่เขาเคยให้อาหาร)” และ “รอยยิ้มของเด็ก” ที่กลายเป็นสิ่งของที่จับต้องได้  และมันได้ถูกวางลงใน “ส่วนของการงานที่ดี”  ส่วนน้ำตาก็กลายเป็นสระน้ำ และในสระน้ำนั้น ก็มีปลาโผล่ขึ้นมา และปลาก็ถูกจัดวางอยู่ใน “ส่วนของการงานที่ดี” จากนั้นมลาอิกะฮฺจึงบอกเขาว่า  “ท่านทำสำเร็จแล้ว ท่านทำสำเร็จแล้ว” 

จากนั้น อบูนัสรุลก็ตื่นขึ้นมาจากความฝัน และครุ่นคิดว่า

หากว่าเราทำการงานใดก็ตามเพื่อผลประโยชน์แห่งดุนยา ปลาตัวนั้นคงจะไม่โผล่ขึ้นมาเป็นแน่ 

🍂🍂จากบทเรียนของเรื่องนี้  คือ เราควรพยายามทำอะไรก็ตามที่เป็นสิ่งที่ดี ที่ชัดเจน มีตัวตน สัมผัสได้ เพื่อความพึงพอพระทัยของอัลลอฮฺด้วยความอิคลาส และอย่าดูถูกการงานที่ดีใดๆ ก็ตามที่เราทำให้แก่ผู้คน🍂🍂

Read Full Post »

​บททดสอบของคุณ ไม่ใช่ตอนที่คุณต้องสวมใส่ฮิญาบ หรือไว้เครา แต่บททดสอบของคุณ เกิดขึ้นภายหลังเมื่อคุณได้พบกับพี่น้องมุสลิมของคุณที่ยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงตัวเอง .. และมีอะไรเกิดขึ้นกับหัวใจของคุณต่างหาก 

มันคือ “ความหลงตัวเอง ความยโสทะนงตน ต่อความบริสุทธิ์ผุดผ่องของคุณ” หรือ “ความอ่อนน้อมถ่อมตน ต่อทางนำของอัลลอฮฺประทานแก่คุณ พร้อมกับความพยายามและการดุอาอฺที่จริงใจของคุณต่อพวกเขาเหล่านั้น ให้เปลี่ยนแปลงตัวเองได้เช่นคุณในวันหนึ่ง” 

ตรวจสอบหัวใจของคุณ เพราะว่าความทะนงตนเพียงเศษเสี้ยวเดียวจะไม่นำพาคุณไปสู่สวนสวรรค์ (นักวิชาการเตาฟีก เชาษุรียฺ)

Read Full Post »

ปัจจุบันนี้ พวกเราต่างโชว์ โอ้อวดทุกสิ่งทุกอย่างทาง whats app, tweeter, IG, facebook โชว์แม้แต่สิ่งเล็กๆ น้อยๆ เพื่อให้ผู้คนเข้ามาดู สำหรับคนที่ไม่มีในสิ่งที่คุณโชว์ ก็ได้แต่นั่งมองดูด้วยหัวใจที่เจ็บปวด จากนั้นพวกเขาก็เกิดความรู้สึกอิจฉา

เราไม่จำเป็นต้องโชว์ทุกอย่างก็ได้ แน่นอนว่าบางครั้งเราอาจจะอยากโชว์สิ่งที่ดีงามสัก 2-3 อย่าง ด้วยเหตุผลที่จะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้พบเห็น

แต่คำเตือน ก็คือ “หากคุณปรารถนาที่จะได้รับเราะฮฺมัต ความเมตตาจากอัลลอฮฺ คุณก็ควรนึกถึง และเห็นใจคนที่ไม่มีเช่นคุณ ที่คุณกำลังโชว์พวกเขาผ่านทาง social media ด้วย”

อีกทั้งยังมีคนบางประเภทที่โชว์สิ่งของที่ไม่ใช่ของตน แต่แสร้งทำเสมือนว่าเป็นของตัวเอง บางคนไปตามร้านค้า ลองสินค้า ถ่ายรูป โดยไม่ซื้อ แสร้งว่าเขาครอบครองมัน และมันก็กลายเป็นการสร้างชีวิตใหม่เพื่อการหลอกลวง

คุณโชว์ โอ้อวดผู้คนในสิ่งที่คุณไม่มี ที่คุณไม่ได้เป็น ความเมตตาประเภทใดที่คุณมี ในเมื่อจริงๆ แล้วคุณไร้ความเมตตาต่อผู้อื่น ทำไมต้องอวด ทำไมต้องสร้างความเจ็บปวดต่อจิตใจของผู้อื่น

ใช้ชีวิตด้วยวิถีของอิสลาม ใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย มีความสุขกับสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่คุณมี ให้ความช่วยเหลือผู้คน หากคุณอยากได้รับความเมตตาจากอัลลอฮฺ ขอให้คุณมีความเมตตาต่อผู้คนที่อัลลอฮฺทรงสร้างพวกเขา

มีความกรุณา มีความเมตตา ไม่มีความตระหนี่ ไม่คิดถึงแต่ตัวเอง

หะดีษบทหนึ่ง ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “จงแสดงความเมตตาต่อผู้คนบนผืนแผ่นดิน และผู้ที่ทรงอยู่บนฟากฟ้าจะแสดงความเมตตาต่อท่าน”
———-
สรุปบางส่วนจากบรรยายของมุฟตี อิสมาอีล เมงกฺ หัวข้อ Mercy to the worlds/โดย บินติ อัลอิสลาม

อัสตัฒฟิรุลลอฮฺ ขออภัยเพื่อนๆ หากการโพสต์บางอย่าง ทำร้ายจิตใจเพื่อนๆ ค่ะ

Read Full Post »

ทำอย่างไรเราจึงจะเป็นหนึ่งในบรรดาผู้ที่ดีที่สุด
๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑
เขียนโดย อบู มุฮาวิยะฮฺ กัมดัร/ แปล บินติ อัลอิสลาม

หากพูดถึงเรื่องของการพัฒนาตนเองนั้น โดยส่วนใหญ่มักจะมีการให้ความสำคัญว่า “เราควรจะทำอย่างไรเพื่อให้เราดีที่สุด เก่งที่สุดในสิ่งที่เรากำลังทำอยู่” อีกทั้งยังมีเคล็ดลับมากมายที่เราสามารถเรียนรู้ได้เกี่ยวกับการที่จะเป็นคนที่เก่งที่สุดในเรื่องทางโลกทั้งหลาย อย่างไรก็ตาม บทความต่อไปนี้ เราจะมาค้นหาว่า “ทำอย่างไรเราถึงจะเป็นคนที่ดีเลิศที่สุดในพระเนตรของอัลลอฮฺ”

ซึ่งเราจะหาคำตอบกันจากหลายๆ หะดีษที่เน้นย้ำถึงคุณสมบัติของผู้ที่ดีที่สุดในบรรดามุสลิม

ในฐานะของผู้ศรัทธา เราจำต้องพยายามที่จะพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นอยู่เสมอ ดังนั้นเรามาดูกันว่าในหะดีษกล่าวไว้เช่นไรบ้าง และเรามาพยายามที่จะเป็นคนที่ดีเลิศที่สุดในพระเนตรของอัลลอฮฺกัน เพราะในท้ายที่สุดแล้ว การเป็นคนที่ดีเลิศที่สุดในดุนยานั้นย่อมไม่มีคุณค่าใด หากว่าการใช้ชีวิตของเราไม่ได้ทำให้อัลลอฮฺพึงพอพระทัย

๑. “ผู้ที่ดีที่สุดในบรรดามุสลิมนั้น คือผู้ที่บรรดาพี่น้องมุสลิม (ท่านอื่นๆ) ของเขาปลอดภัยจากมือและลิ้นของเขา” (มุสลิม)

ในการที่จะเป็นผู้ศรัทธาที่ดีที่สุดนั้น เราจำต้องเป็นคนที่มีความสงบและความอ่อนโยนเป็นอย่างมาก ผู้คนที่อยู่รอบตัวเราควรรู้สึกปลอดภัยเมื่ออยู่ใกล้ชิดเรา ไม่ใช่เพียงแค่ปลอดภัยจากการถูกกระทำทางกาย แต่ยังรวมถึงความปลอดภัยจากคำพูด วาจาของเราด้วยเช่นกัน ลองพิจารณาดูตัวเราเองและวิเคราะห์การดำเนินชีวิตของเราออกมาด้วยความจริงใจ และถามตัวเองว่า
“ฉันมักจะพูดไม่ดีกับคนอื่นๆ หรือพูดไม่ดีเกี่ยวกับคนอื่นๆ เป็นประจำหรือเปล่า”
“คนรอบตัวฉันเกรงกลัวอารมณ์ที่รุนแรงของฉันหรือเปล่า”
“คนส่วนใหญ่รู้สึกไม่ไว้ใจฉันหรือเปล่า”

คำถามเหล่านี้มีความสำคัญอย่างมากในการที่จะช่วยเราเพื่อปรับปรุงตัวเองให้กลายเป็นคนที่ผู้อื่นรู้สึกปลอดภัยที่จะอยู่ใกล้ชิดด้วย กฎทั่วไปก็คือ “อย่าทำร้าย” และ นี่คือหนึ่งในหลักการขั้นพื้นฐานของอิสลาม

๒. “ผู้ที่ดีที่สุดในหมู่พวกท่านคือผู้ที่มีมารยาทและอุปนิสัยที่ดีที่สุด” (บุคอรียฺ)

ศาสนาของเราคือศาสนาที่เน้นย้ำในเรื่องของการมีมารยาทที่ดีและการมีอุปนิสัยที่ดี “การปฏิบัติตัวของเราต่อผู้คนเป็นเช่นไร” คือสัญญาณที่บ่งบอกว่าเราเข้าใจศาสนาของเราดีเพียงใด

แต่เป็นที่น่าเศร้าที่บางคนกลับกลายเป็นคนที่แข็งกระด้าง ไม่สุภาพ และหยิ่งยโสเมื่อพวกเขาเพิ่งจะเริ่มปฏิบัติตัวตามหลักการศาสนาอิสลาม ซึ่งเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่อิสลามสอน การที่จะเป็นผู้ศรัทธาที่ดีที่สุดนั้น เราจำต้องแสดงออกซึ่งมารยาทที่ดีที่สุดอยู่เสมอ รวมถึงการรับมือ การมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนประเภทต่างๆ  “มารยาทคือสิ่งที่มึความสำคัญเป็นอย่างมากในการที่จะทำให้ความศรัทธาของเรานั้นสมบูรณ์”

๓. “ผู้ที่ดีที่สุดในหมู่ผู้คน คือผู้ที่สร้างประโยชน์อย่างมากที่สุดต่อมวลมนุษย์”(ดาเราะกุฎนียฺ, หะซัน)

อิสลาม ไม่ใช่ศาสนาที่เห็นแก่ตัว และไม่ใช่ศาสนาที่เน้นเพียงแค่การทำอิบาดะฮฺส่วนตัวของบุคคล หากทว่า มุสลิมที่ดีที่สุด คือผู้ที่อุทิศชีวิตของพวกเขาในการรับใช้อุมมะฮฺเพื่ออัลลอฮฺ

พวกเราแต่ละคนต่างมีทักษะและความรู้ที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งสามารถนำมาใช้เพื่อสร้างประโยชน์แก่ผู้อื่นได้ มันคือหน้าที่ของเราในฐานะของมุสลิมในการที่จะใช้ทักษะเหล่านั้นเพื่อสร้างประโยชน์ต่ออุมมะฮฺ ไม่ใช่เพียงแค่การให้ความสำคัญต่อตัวเราเพียงอย่างเดียว ทำให้การรับใช้ชุมชนเป็นส่วนสำคัญอย่างหนึ่งในชีวิตของคุณ เพราะนี่คือสิ่งที่มุสลิมทำกัน

๔. “ผู้ที่ดีที่สุดในหมู่พวกท่านคือผู้ที่เรียนอัลกุรอานและสอนมัน (แก่ผู้คน)” (ดาริมียฺ เศาะเหียฮฺ)

อัลกุรอาน คือรากฐานของศาสนาของเรา มันคือหน้าที่ของเราในการที่จะศึกษาเรียนรู้มัน ทำความเข้าใจมัน และปฏิบัติตามมัน ใช้ชีวิตโดยให้มันเป็นแนวทาง และแผ่สารของมันไปยังผู้อื่น สิ่งที่ดีงามที่สุดที่มุสลิมสามารถอุทิศชีวิตของเขาได้ คือการเรียนอัลกุรอานและสอนอัลกุรอาน

ซึ่งรวมไปถึงการสอนการอ่านอัลกุรอานแก่ผู้คน การสอนตัจวีด ตัฟซีรฺ อาหรับ ฮิฟซ์ และแม้แต่การสอนศาสนา เพราะวิชาศาสนาทั้งหมดจำต้องอาศัยการเรียนรู้ความหมายอายะฮฺที่แตกต่างกันออกไปในอัลกุรอาน ขอให้เราทั้งหลายแสวงหาหนทางที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการทำงานที่ดีงามนี้ เพื่อที่ว่าเราจะได้กลายเป็นหนึ่งในบรรดาผู้ที่ดีที่สุดในอุมมะฮฺนี้

๕. “ผู้ที่ดีที่สุดในหมู่พวกท่าน คือผู้ที่ดีที่สุด (ในการปฏิบัติ) ต่อครอบครัวของเขา และฉัน (นบีมุหัมมัด) คือผู้ที่ดีที่สุดในหมู่พวกท่าน (ในการปฏิบัติ) ต่อครอบครัวของฉัน” (ติรมิซียฺ, เศาะเหียะฮฺ)ุ

เราปฏิบัติตัวเช่นไรกับครอบครัวของเราภายในบ้าน (ในที่ส่วนตัว) คือบททดสอบที่แท้จริงแห่งความศรัทธาและอุปนิสัยที่แท้จริงของเรา มันเป็นการง่ายมากที่จะเสแสร้งทำตัวเป็นผู้ที่มีความอ่อนน้อมถ่อมตน เป็นผู้ศรัทธา และมีมารยาทที่ดีงามในที่สาธารณะต่อหน้าผู้คน แต่การทำตัวให้เป็นผู้ที่มีคุณธรรมความดีงาม มีความอ่อนน้อม น่ารักอ่อนโยน และมีมารยาทที่ดีงามภายในบ้านนั้น คือสัญญาณแห่งความศรัทธาที่แท้จริงของเรา

การที่จะเป็นบุคคลที่ดีเลิศที่สุดได้นั้น เราจำต้องปฏิบัติตามแบบอย่างของท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม และปฏิบัติต่อคนในครอบครัวของเราเป็นอย่างดี ผู้ศรัทธาที่แท้จริง คือมุสลิมที่ดีทั้งในที่สาธารณะและในที่ส่วนตัว

ข้อสรุปจากหะดีษทั้งห้าบทนี้ เราได้เรียนรู้ว่า ผู้ที่ดีที่สุดในบรรดามุสลิม คือผู้ที่
ไม่ทำร้ายผู้อื่น
-มีมารยาทและอุปนิสัยที่ดีงาม
-สร้างประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์
-เรียนและสอนอัลกุรอาน
-ปฏิบัติต่อคนในครอบครัวของเขาเป็นอย่างดี

ขอให้เราพยายามอย่างหนักที่จะปฏิบัติตามหะดีษทั้งห้าบทนี้

รูป จากอินเตอร์เนต

image

Read Full Post »

image

“พระองค์ตรัสว่า อะไรที่ขัดขวางเจ้ามิให้เจ้าสุญูด ขณะที่ข้าได้ใช้เจ้า มันกล่าวว่า ข้าพระองค์ดีกว่าเขา โดยที่พระองค์ทรงบังเกิดข้าพระองค์จากไฟ และได้บังเกิดเขาจากดิน” (ซูเราะฮฺ อัลอะอฺรอฟ 07:12)

คุณลักษณะของชัยฏอน (ซูเราะฮฺ อัลอะอฺรอฟ 07:12)
~~~~~~~~~~~~
เขียนโดย อบู มุอาวิยะฮฺ อิสมาอีล กัมดัรฺ
แปล บินติ อัลอิสลาม

“พระองค์ตรัสว่า อะไรที่ขัดขวางเจ้ามิให้เจ้าสุญูด ขณะที่ข้าได้ใช้เจ้า มันกล่าวว่า ข้าพระองค์ดีกว่าเขา โดยที่พระองค์ทรงบังเกิดข้าพระองค์จากไฟ และได้บังเกิดเขาจากดิน” (ซูเราะฮฺ อัลอะอฺรอฟ 07:12)

เรื่องราวของนบีอาดัมและชัยฏอนคือหนึ่งในเรื่องราวที่ถูกบอกเล่าบ่อยครั้งในอัลกุรอาน ด้วยเพราะว่าในเรื่องราวนี้มีบทเรียนมากมายสำหรับมวลมนุษย์ เรื่องราวนี้บอกเล่าถึงต้นกำเนิดของมนุษย์และต้นกำเนิดของความชั่วร้าย อย่างไรก็ตามมันก็ยังมีบทเรียนมากมายสำหรับมนุษย์เพื่อให้พวกเราได้ใคร่ครวญ อายะฮฺนี้ช่วยทำให้เราได้ทราบถึงกระบวนความคิดที่นำพาอิบลิสไปสู่การเป็นชัยฏอน เมื่ออัลลอฮฺทรงถามมันว่าเหตุใดมันจึงไม่ยอมโค้งคำนับต่อนบีอาดัม มันได้ตอบพระองค์ว่า “มันดียิ่งกว่าอาดัม ด้วยเพราะวิธีการที่มันถูกสร้างขึ้นมา”

ซึ่งสิ่งนี้เองที่ให้บทเรียนมากมายแก่เราเพื่อให้เราได้ใคร่ครวญ “การไม่เชื่อฟังต่ออัลลอฮฺของชัยฏอน เกิดจาก ความหลงตัวเอง ความทะนงตน” และจริงๆ แล้ว มันเป็นรูปแบบของความหลงตัวเองเช่นเดียวกับการแบ่งแยกชนชั้น เชื้อชาติ สีผิวที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน “การแบ่งแยกชนชั้น” คือโรคร้ายชนิดหนึ่งที่มนุษย์คนหนึ่งคิดและเชื่อว่าเขานั้นดีกว่าคนอีกคนหนึ่ง เพียงเพราะเหตุผลง่ายๆ ที่ว่าเขาดูแตกต่างไป ซึ่งความคิดเช่นนั้นไม่ต่างอะไรมากนักจากความคิดของชัยฏอน ที่มันคิดว่ามันดีกว่านบีอาดัมเพราะมันคือญินและนบีอาดัมคือมนุษย์ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ไม่ได้บ่งชี้ถึงคุณค่าของใครคนหนึ่งแต่อย่างใด เพราะไม่มีใครเลือกได้ว่าเขาจะเกิดมารูปร่างหน้าตาอย่างไร เกิดที่ไหน เกิดขึ้นมาอย่างไร ดังนั้นสิ่งเหล่านี้จึงไม่สามารถนิยามความเป็นตัวตนของเราได้

นบีอาดัมดียิ่งกว่าชัยฏอน ไม่ใช่เพราะว่าท่านถูกสร้างขึ้นมาอย่างไร หากแต่เป็นเพราะว่าเมื่อทั้งสอง (อิบลีสและนบีอาดัม) กระทำความผิด นบีอาดัมได้ทำการสำนึกผิดขออภัยโทษต่ออัลลอฮฺ ในขณะที่ชัยฏอนยังคงดื้อดึงในความผิดพลาดที่มันได้กระทำจนกระทั่งกาลอวสาน นี่คือปัจจัยที่บ่งชี้ว่าใครที่เป็นมนุษย์ที่ดีที่สุดในพระเนตรของอัลลอฮฺ ความสามารถในการสำนึกต่อความผิดพลาดของเราและลุกขึ้นมาปรับปรุงแก้ไขและหันเข้าสู่ความดีงาม

และยังมีอีกมุมมองหนึ่งเพื่อใคร่ครวญถึงอายะฮฺนี้ที่คนหลายคนมองข้ามไป เช่น การกุฟรฺของชัยฏอน ชัยฏอนกลายเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธาได้อย่างไร มันเคยศรัทธาต่ออัลลอฮฺ แต่กระนั้นมันก็ยังฝ่าฝืนพระองค์และไม่ยอมขออภัยโทษกลับเนื้อกลับตัว แต่เราก็รู้ว่านั่นไม่ใช่การกุฟรฺ แต่มันคือบาปและการปฏิเสธที่จะขออภัยโทษต่อบาปนั้น แต่ทว่า “การกุฟรฺที่แท้จริง” คือถ้อยคำของมันที่กล่าวว่า “ข้าพระองค์ดีกว่าเขา” เมื่อชัยฏอนกล่าวในสิ่งที่เขาหมายความว่า “ข้าพระองค์ไม่โค้งคำนับต่ออาดัมเพราะข้าพระองค์ดีกว่าเขา ดังนั้นพระองค์ทรงทำความผิดพลาดด้วยการร้องขอให้ข้าพระองค์โค้งคำนับต่อเขาและพิจารณาว่าเขานั้นดีกว่าข้าพระองค์” อีกทั้งการปฏิเสธของชัยฏอนนั้นเกิดจากการที่เขาตัดสินความผิดพลาดของอัลลอฮฺและนึกคิดเอาเองว่าเขารู้ดียิ่งกว่าอัลลอฮฺ

บ่อยครั้งเพียงใดที่มุสลิมทำความผิดพลาดนี้ในปัจจุบัน พวกเราบางคนอาจพบว่ากฎหรือคำสั่งใช้ในอัลกุรอานหรือสุนนะฮฺ ขัดแย้งกับความปรารถนา ความต้องการ หรือวัฒนธรรมสมัยใหม่ของเรา ดังนั้นเราจึงนึกคิดเอาเองว่า “กฎเกณฑ์นั้น” ไม่ถูกต้อง เช่นข้อห้ามในเรื่องของการรักร่วมเพศ ในการทำเช่นนั้นหมายถึง การที่เรากำลังเดินตามรอยเท้าของชัยฏอน

อิสลามหมายถึงการยอมจำนน และนั่นหมายรวมถึงการยอมจำนนต่อข้อเท็จจริงที่ว่าอัลลอฮฺทรงรู้ดียิ่งและกฎของพระองค์นั้นดีที่สุด แม้ว่าผู้คนจะไม่พอใจก็ตาม

Read Full Post »

image

“และในทำนองนั้นแหละ เราได้ให้มีขึ้นในแต่ละเมืองซึ่งบรรดาบุคคลสำคัญเป็นผู้กระทำความผิดแห่งเมืองนั้นๆ เพื่อที่พวกเขาจะได้วางอุบายหลอกลวงในเมืองนั้น (หากทว่า) การวางแผนของพวกเขามีแต่จะทำร้ายตัวของพวกเขาเองเท่านั้น แต่พวกเขาหาได้รู้ไม่”  (ซูเราะฮฺอัล อันอาม 06:123)

ผู้ก่อความวุ่นวาย (ซูเราะฮฺอัลอันอาม 06:123)
~~~~~~~~~~~~
เขียนโดย อบู มุอาวิยะฮฺ อิสมาอีล กัมดัรฺ
แปล บินติ อัลอิสลาม

“และในทำนองนั้นแหละ เราได้ให้มีขึ้นในแต่ละเมืองซึ่งบรรดาบุคคลสำคัญเป็นผู้กระทำความผิดแห่งเมืองนั้นๆ เพื่อที่พวกเขาจะได้วางอุบายหลอกลวงในเมืองนั้น (หากทว่า) การวางแผนของพวกเขามีแต่จะทำร้ายตัวของพวกเขาเองเท่านั้น แต่พวกเขาหาได้รู้ไม่”  (ซูเราะฮฺอัล อันอาม 06:123)

อายะฮฺนี้ถูกประทานลงมาอันเนื่องมาจากผู้นำนอกรีตแห่งมักกะฮฺ เช่นอบู ญะฮัล และอบู ลาฮับ อัลลอฮฺประทานอำนาจให้แก่บุคคลเหล่านี้ และพวกเขากลับกลายเป็นผู้ที่กระทำความผิดที่เลวร้ายที่สุดในเมือง ในอายะฮฺนี้อัลลอฮฺทรงยืนยันว่าสิ่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ หรือเป็นเรื่องใหม่แต่อย่างใด เพราะพระองค์ทรงเคยประทานอำนาจให้กับนิมร็อด ฟิรอาวน์ อ็าด เษามูด และอีกหลายๆ คนก่อนหน้าคนเหล่านี้ และนี่คือส่วนหนึ่งของบททดสอบในชีวิต

จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา อัลลอฮฺทรงทดสอบเรื่องของการกระทำความผิด (ของผู้คน) ด้วยการให้อำนาจและสิทธิพิเศษแก่พวกเขา แม้แต่ในโลกยุคปัจจุบันนี้ ก็ยังคงมีการกระทำความผิดมากมายของผู้ที่อยู่ในฐานะหรือตำแหน่งที่สูงๆ ที่มีหน้าที่คุมอำนาจ   ซึ่งนี่ถือเป็นบททดสอบทั้งของผู้ถืออำนาจและประชาชนพลเมืองของพวกเขา สำหรับบรรดาผู้คุมอำนาจแล้ว บททดสอบก็คือการพิสูจน์ว่าพวกเขาจะละเมิดอำนาจที่มีอยู่นั้นหรือไม่ และสำหรับบรรดาประชาชนพลเมืองคือ การพิสูจน์ว่าพวกเขาจะยังคงยืนหยัดหนักแน่นต่อสัจธรรมหรือทำตามผู้นำ มีหลายคนที่เลือกที่จะทำและเชื่อในสิ่งใดก็ตามที่สะดวกง่ายดายต่อความปลอดภัยของพวกเขา ดังนั้นพวกเขาจึงเปลี่ยนแปลงวิถึการใช้ชีวิตและความเชื่อของพวกเขาเพื่อให้สอดคล้องกับผู้นำ หากว่าผู้นำประกาศหรือกำหนดให้สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ผิดศีลธรรมเป็นสิ่งที่สามารถกระทำได้ พวกเขาก็จะน้อมรับมัน และหากว่าผู้นำประกาศหรือกำหนดให้สิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นสิ่งที่ดีงาม พวกเขาก็จะน้อมรับมันด้วยเช่นกัน และยอมละทิ้งสิ่งที่อัลลอฮฺทรงประทานลงมายังพวกเขา เพื่อที่พวกเขาจะสามารถอยู่ได้ในสังคม

เราจะผ่านบททดสอบนี้ไปได้ด้วยการยืนหยัดต่อความศรัทธาที่มีต่ออัลลอฮฺ รำลึกถึงคำสั่งใช้ของพระองค์และตระหนักว่าผู้นำที่เลวเหล่านั้นคือบททดสอบจากอัลลอฮฺ เราเองก็ต้องผ่านบททดสอบนี้ด้วยวิธีการเดียวกันกับที่มุสลิมในมักกะฮฺ (สมัยนั้น) ได้ผ่านมาแล้ว ด้วยการต่อต้านสังคมส่วนหนึ่งเมื่อพวกเขากระทำความผิด และยืนหยัดอย่างหนักแน่นต่อความจริง แม้ว่าในทางการเมืองแล้วมันจะสมควรหรือไม่อย่างไรก็ตาม

บททดสอบในเรื่องของอำนาจ สิทธิพิเศษ คือหนึ่งในบรรดาบททดสอบที่มุสลิมหลายคนต่างสอบตก เมื่ออัลลอฮฺทรงให้เรามีอำนาจเหนือผู้อื่น จะมีพวกเราสักกี่คนกันที่ใช้อำนาจนั้นเพื่อสร้างความยุติธรรมและเพื่อการช่วยเหลือผู้อื่น? บ่อยครั้งที่เราพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องสำคัญมากมายที่เราจะทำให้บรรลุผลสำเร็จและเรากลับล้มเหลวในการที่จะใช้มันไปในหนทางที่ก่อให้เกิดประโยชน์ แม้แต่การใช้อำนาจเล็กๆ ที่เรามีเพื่อช่วยเหลือหรือทำประโยชน์ต่อผู้อื่นก็ตาม หากเราปรารถนาที่จะเห็นโลกที่ดีกว่านี้ ดังนั้นเราก็สามารถเริ่มได้ด้วยการใช้ทรัพยากรทั้งหลายที่มีและทุกๆ อำนาจที่อัลลอฮฺทรงประทานแก่เราไปในหนทางที่จะทำให้โลกใบนี้กลายเป็นสถานที่ที่ดียิ่งกว่าเดิม

Read Full Post »

Older Posts »

%d bloggers like this: