Feeds:
Posts
Comments

Archive for the ‘ความทะนงตน’ Category

จงให้เกียรติต่อความแตกต่างของเรา (ตอนที่ 1)

เขียนโดย นักวิชาการศาสนามุหัมมัด อัลชารีฟ ชาวแคนาดา 

แหล่งที่มา http://www.missionislam.com/knowledge/respectdifference.html

แปล  บินติ อัลอิสลาม

 รูป อินเตอร์เน็ต

“อย่ามัวแต่เสียเวลาถกเถียงกันเลยว่า “มุสลิมที่ดีนั้นควรเป็นเช่นไร” เราควรเป็น “มุสลิมที่ดี” นั้นเองเสีย

วันหนึ่งอีหม่ามมาลิกเข้าไปในมัสญิดหลังเวลาละหมาดอัสรฺ ท่านเดินเข้าไปภายในข้างหน้าตัวมัสญิดอันนะบาวีย์และนั่งลง อย่างไรก็ตามท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมเคยกำชับว่าผู้ใดก็ตามที่เข้าไปภายในมัสญิดไม่ควรนั่งลงจนกว่าเขาจะทำการละหมาดสองร็อกอัต เพื่อเป็นการเคารพมัสญิดเสียก่อน หากแต่อีหม่ามมาลิกได้ยึดเอาทัศนะหนึ่ง อันเป็นคำสั่งห้ามของท่านเราะสูลที่ว่า “มิให้กระทำการละหมาดหลังจากที่เวลาอัสรฺได้ผ่านพ้นไปแล้ว” ดังนั้นท่านจึงได้ทำการสั่งสอนบรรดาลูกศิษย์ของท่านไม่ให้ทำการละหมาดตะฮิญาตุลมัสญิด หากพวกเขาอยู่ในระหว่างเวลาอัสรฺและเวลามัฆริบ

ขณะที่อีหม่ามมาลิกนั่งลง ก็มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งเห็นท่านกำลังนั่งลงโดยมิได้ทำการละหมาดตะฮิญาตุลมัสญิดสองร็อกอัต เด็กหนุ่มจึงกล่าวตำหนิท่านขึ้นมาว่า “ลุกขึ้น และทำการละหมาดสองร็อกอัตเสีย”

อีหม่ามมาลิกจึงลุกขึ้นยืนอีกครั้ง และทำการละหมาดสองร็อกอัต บรรดาลูกศิษย์ของท่านจึงเกิดความงุนงนว่า “เกิดอะไรขึ้นนี่ ทัศนะของอีหม่ามมาลิกเปลี่ยนแปลงไปแล้วอย่างนั้นหรือ”

หลังจากที่ท่านทำการละหมาดเสร็จสิ้นแล้ว บรรดาลูกศิษย์ได้จับกลุ่มล้อมวงกันและตั้งคำถามต่อการกระทำของท่าน อีหม่ามมาลิกจึงกล่าวว่า “ทัศนะของฉันมิได้เปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใด และฉันก็มิได้กลับคำพูดต่อสิ่งที่ฉันได้สั่งสอนพวกท่านก่อนหน้านี้ ฉันเพียงแต่เกรงกลัวว่า หากฉันไม่ทำกาละหมาดสองร็อกอัต เช่นที่เด็กหนุ่มนั้นได้ให้การตักเตือนฉัน อัลลอฮฺอาจทรงรวมฉันเข้าไปในหมู่คนที่พระองค์ตรัสไว้ในอายะฮฺที่ว่า “และเมื่อมีการกล่าวแก่พวกเขาว่า “จงรุกั๊ว (เพื่อการละหมาด) พวกเขาก็ไม่รุกั๊ว” (อัลมัรซะลาต 77:48)

ส่วนอีหม่ามอะหมัดก็ยึดเอาทัศนะที่ว่า “การกินเนื้ออูฐ ทำให้เสียน้ำละหมาด” ซึ่งเป็นทัศนะที่นักวิชาการส่วนใหญ่ ณ ขณะนั้นเห็นต่างไป ลูกศิษย์บางคนจึงถามท่านว่า “หากท่านพบเห็นอีหม่ามท่านหนึ่งกำลังทานเนื้ออูฐอยู่ตรงหน้าท่าน และไม่ได้ทำการอาบน้ำละหมาดก่อนที่จะไปละหมาด ท่านจะทำการละหมาดอยู่ข้างหลังอีหม่ามท่านนั้นหรือไม่?” อีหม่ามอะหมัดตอบว่า “ท่านคิดว่าฉันจะไม่ละหมาดอยู่ข้างหลังผู้ที่ปฏิบัติเสมือนกับอีหม่ามมาลิก และสะอีดฺ อิบนุ อัลมุซัยยับ เช่นนั้นหรือ?”

อัลลอฮฺทรงสร้างมวลมนุษย์ทั้งหลายให้มีความแตกต่างกัน และนั้นคือกฎแห่งการสร้างของพระองค์ อันได้แก่ การมีลิ้นที่แตกต่างกัน สีผิวที่แตกต่างกัน วัฒนธรรมที่แตกต่างกัน และความแตกต่างของรูปลักษณ์ภายนอกทั้งหมด ส่วนสิ่งที่อยู่ภายในนั้น มนุษย์ต่างถูกสร้างมาพร้อมกับระดับขั้นความรู้ สติปัญญา และแนวความคิดที่หลากหลายแตกต่างกันออกไป ซึ่งนี้คือสัญญาณแห่งอำนาจทั้งมวลของอัลลอฮฺ ที่พระองค์จะทรงกระทำสิ่งใดก็ได้ที่พระองค์ทรงประสงค์

“และในบรรดาสัญญาณทั้งหลายของพระองค์ คือการสร้างชั้นฟ้าและผืนแผ่นดิน และความหลากหลายทางภาษาของพวกเจ้า และผิวพรรณของพวกเจ้า แท้จริงแล้ว สิ่งเหล่านั้นคือสัญญาณแก่ผู้ที่มีความรู้” (อัรฺรูม 30:22)

มนุษย์นั้นมีความแตกต่างกัน หากแต่มันก็ไม่ใช่ประเด็นแต่อย่างใด ประเด็นก็คือ “มุสลิมควรรับมือกับความแตกต่างทางความคิดเห็นเช่นไร และความสัมพันธ์ของเรากับผู้ที่มีความเห็นที่แตกต่างกันนั้นควรเป็นเช่นไร”

อัลลอฮฺ ตะอาลาได้ทรงสั่งใช้ให้เราทำการเรียกร้องและตักเตือนผู้คนในศาสนาแห่งอัลอิสลามนี้ ซึ่งมีมุสลิมหลายคนที่เดินทางเพื่อปฏิบัติภารกิจนี้ด้วยการปิดตาทั้งสองข้างของพวกเขา โดยไม่ตระหนักว่า “แผนที่แห่งการเดินทางนั้น” อยู่ในอัลกุรอานด้วยเช่นกัน และแท้จริงแล้ว ในอัลกุรอานได้มีอายะฮฺหนึ่งที่อัลลอฮฺทรงสั่งใช้ให้เราทำการเรียกร้องและตักเตือนผู้คนในศาสนานี้ โดยที่พระองค์ได้ทรงสั่งสอนวิธีการปฏิบัติแก่เรา ในอายะฮฺต่อไปนี้

“จงเชิญชวนสู่หนทางแห่งพระเจ้าของเจ้าด้วยสติปัญญา และการตักเตือนที่ดี และจงโต้แย้งกับพวกเขาด้วยวิธีการที่ดีที่สุด” (อันนะฮฺล 16:125)

ซึ่งเราไม่จำเป็นที่จะต้องยึดหลักปรัชญา ไม่จำเป็นต้องพูดจาภาษาดอกไม้ เพียงแค่ถ้อยคำที่จริงใจและเรียบง่ายเพื่อให้ผู้คนตระหนักและพึงระวังเท่านั้น

ในอายะฮฺดังกล่าวนั้น มีองค์ประกอบอยู่สามส่วนที่เราควรนำมาใช้ เมื่อเราไม่เห็นด้วยกับความเห็นของคนอีกคนหนึ่ง อัลลอฮฺได้ทรงให้การสั่งสอนเราในการโต้แย้งเพื่อสัจธรรม และทรงสอนวิธีการแก่เราไว้ คือ

หนึ่ง ด้วยฮิกมะฮฺ (วิทยปัญญา)  

สอง ด้วยการตักเตือนที่ดี

สาม ด้วยการโต้แย้งด้วยวิธีการที่ดีที่สุด

การมีฮิกมะฮฺ ขณะที่เรามีความเห็นที่แตกต่างไปจากผู้อื่น นั้นหมายความว่าอย่างไร?  ครั้งหนึ่งหลานของท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้สร้างแบบอย่างอันงดงามแห่งการมีฮิกมะฮฺในการให้คำแนะนำตักเตือนแก่ผู้คน วันหนึ่งท่านอัลหะซัน และท่านอัลหุซัยนฺได้เห็นชายอาวุโสท่านหนึ่งอาบน้ำละหมาดไม่ถูกต้อง ดังนั้นพวกท่านทั้งสองจึงจัดการวางแผนที่จะให้การตักเตือนชายอาวุโสท่านนั้นโดยไม่ใช้วิธีการที่เป็นการประนามหรือสบประมาทเขา หากแต่เป็นการตักเตือนด้วยมารยาทที่ดีงามอันเหมาะสมแก่วัยของชายอาวุโสท่านนั้น

ดังนั้นท่านทั้งสองจึงเข้าไปใกล้ชายอาวุโสท่านนั้นและประกาศต่อผู้คนขึ้นมาว่า “พี่ชายของฉัน และฉันมีความเห็นที่แตกต่างกันว่าใครในหมู่พวกเราทั้งสองที่ทำการอาบน้ำละหมาดได้ดีที่สุด พวกท่านจะว่าอะไรหรือไม่ที่จะเป็นผู้ตัดสิน และพิจารณาดูว่าใครในพวกเราที่อาบน้ำละหมาดได้ถูกต้องมากกว่ากัน”

ชายอาวุโสมองดูความตั้งใจขณะที่หลานของท่านเราะสูลทั้งสองทำการอาบน้ำละหมาดให้เห็นวิธีการอย่างชัดเจน หลังจากที่พวกท่านทั้งสองอาบน้ำละหมาดเสร็จแล้ว  ชายอาวุโสก็กล่าวขอบคุณท่านทั้งสองและกล่าวว่า “ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ก่อนหน้านี้ฉันไม่รู้เลยว่าต้องอาบน้ำละหมาดเช่นไร หากแต่ท่านทั้งสองได้สอนวิธีการปฏิบัติมันอย่างถูกต้องแก่ฉัน”

เราจำต้องเข้าใจว่ามันมีฮิกมะฮฺอยู่สองประเภท ประเภทแรกคือ “ฮิกมะฮฺแห่งความรู้ (ฮิกมะฮฺ อิลมิยยะฮฺ)” และประเภทที่สอง คือ “ฮิกมะฮฺแห่งการปฏิบัติ (ฮิกมะฮฺ อะมาลิยฺยะฮฺ)”

บางคนอาจมี “ฮิกมะฮฺแห่งความรู้” แต่เราก็พบว่าเมื่อพวกเขาพยายามที่จะแก้ไขข้อผิดพลาดของผู้อื่น หรือให้คำแนะนำตักเตือนผู้อื่น พวกเขากลับขาดซึ่ง “ฮิกมะฮฺแห่งการปฏิบัติ” อันเป็นสาเหตุที่ทำให้คนทั่วไปปฏิเสธฮิกมะฮฺแห่งความรู้กัน

ตัวอย่างหนึ่งของ “การมีฮิกมะฮฺแห่งความรู้ หากแต่ปราศจากฮิกมะฮฺแห่งการปฏิบัติ”  คือครั้งหนึ่ง เมื่อชายคนหนึ่งได้ทำการละหมาดเสร็จสิ้นแล้วในมัสญิดท้องถิ่นแห่งหนึ่ง เขาจึงได้ทำการจับมือทักทายผู้คนด้วยทั้งมือขวาและมือซ้ายของเขา จากนั้นได้มีชายอีกคนหนึ่งตีที่มือของเขาและตะคอกใส่เขาว่า “นั่นมันไม่ใช่การกระทำแบบสุนนะฮฺ!!” ชายคนดังกล่าวจึงตอบเขาไปว่า “โอ้ แล้ว “การไม่ให้เกียรติ พร้อมทั้งการประนาม”  เป็นการกระทำแบบสุนนะฮฺเช่นนั้นหรือ”

การแสดงออกถึงฮิกมะฮฺ เมื่อเรามีความเห็นต่างกันนั้น จำต้องมีองค์ประกอบดังนี้

1. ความบริสุทธิ์ใจ 

ประการแรก หากเราเห็นต่าง เจตนาของเรานั้นควรเป็นเช่นว่า “เราคิดเห็นต่างกันด้วยความหวังที่บริสุทธิ์ใจว่าจะได้มาซึ่งสัจธรรมที่แท้จริง และ “เจตนาของเรา” ควรมีความบริสุทธิ์ใจเพื่ออัลลอฮฺเท่านั้น”

เราไม่ควรคิดเห็นต่างหรือขัดแย้ง เพียงเพื่อที่จะปลดปล่อยความเกลียดชัง หรือความอิจฉาที่มีอยู่ในหัวใจของเราออกมา เราไม่ควรคิดเห็นต่างหรือขัดแย้งเพื่อที่จะสร้างความอับอายแก่ผู้คนเช่นเดียวกับที่เราถูกทำให้อับอาย

ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “ผู้ใดก็ตามที่ศึกษาหาความรู้ (อันเป็นความรู้ที่ควรถูกแสวงหาเพื่อความพึงพอพระทัยต่ออัลลอฮฺ) เพียงเพื่อที่จะได้รับผลประโยชน์แห่งโลกแห่งวัตถุนี้ เขาจะไม่พบกับความหอมแห่งญันนะฮฺในวันกิยามะฮฺ”

หะดีษเศาะหีฮฺ รายงานโดยอบูดาวูด ในกิตา อัลอิลมฺ

2. ความเมตตาและความอ่อนโยน  

ประการที่สอง การมีฮิกมะฮฺ เมื่อมีความเห็นต่าง หมายความว่าเราควรที่จะแยก “สถานการณ์” ออกจาก “ความเมตตาและความอ่อนโยน” เราไม่ควรที่จะปล่อยให้ตัวเราเกิดอารมณ์โกรธหรือขึ้นเสียง (ต่อผู้ที่เราเห็นต่างด้วย)

ฟิรฺเอาน์ (ฟาโรห์) คือหนึ่งในบรรดาผู้คนที่มีความชั่วร้ายมากที่สุด และนบีมูซาคือหนึ่งในบรรดาผู้ที่มีความดีงามมากที่สุด เรามาดูว่าอัลลอฮฺทรงสั่งใช้นบีมูซาให้ทำการตักเตือนฟิรฺเอาน์เช่นไร

“จงไปเถิด ท่านทั้งสอง จงไปพบกับฟิรฺเอา แท้จริงนั้น เขาได้ทำการละเมิด และจงกล่าวกับเขาด้วยถ้อยคำที่อ่อนโยน เผื่อว่าบางทีเขาอาจรำลึกถึง หรือเกรงกลัว (ต่ออัลลอฮฺ)” (ฎอฮา 20:44)

ครั้งหนึ่งมีชายคนหนึ่งได้เข้าไปพบกับเคาะลิฟะฮฺท่านหนึ่ง และกล่าวตำหนิท่านอย่างรุนแรงเกี่ยวกับนโยบายบางข้อที่ท่านได้กำหนดไว้ เคาะลิฟะฮฺท่านนั้นจึงตอบชายคนดังกล่าวกลับไปว่า “ด้วยอัลลอฮฺ ฟิรฺเอาน์นั้นมีความชั่วร้ายยิ่งกว่าฉัน และด้วยอัลลอฮฺ นบีมูซานั้นเป็นผู้ที่มีความดีงามมากยิ่งกว่าท่าน แต่กระนั้นอัลลอฮฺได้ทรงสั่งใช้ท่านนบีมูซาว่า “และจงกล่าวกับเขาด้วยถ้อยคำที่อ่อนโยน เผื่อว่าบางทีเขาอาจรำลึกถึง หรือเกรงกลัว (ต่ออัลลอฮฺ)” (ฎอฮา 20:44)

3. ใช้เวลาและอธิบายให้ชัดแจ้ง 

ประการที่สาม การมีฮิกมะฮฺขณะเจรจากับผู้คน คือการมีความอดทนและอธิบายสิ่งต่างๆ ให้ชัดเจนก่อนที่จะเร่งรีบไปสู่ข้อสรุป

อีหม่ามอะหมัดรายงาน ด้วยการบอกเล่าจากผู้รายงานหลายท่าน ว่าท่านอิบนุ อับบาซ กล่าวว่า “ชายคนหนึ่งจากบนู ซะลีม ได้เดินทางผ่านกลุ่มเศาะฮาบะฮฺของท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมไป (ในช่วงเวลาแห่งสงคราม) และชายคนนั้นได้กล่าว “อัสลามุอลัยกุม” ต่อพวกเขา หากแต่บรรดาเศาะฮาบะฮฺได้ให้ข้อสรุปว่า การที่ชายผู้นั้นกล่าว “อัสลามุอลัยกุม” ต่อพวกเขานั้น เป็นเพียงแค่การหลอกลวงเพื่อที่จะปกป้องตัวเขาให้พ้นจากการถูกจับตัว จากนั้นพวกเขาจึงได้ล้อมตัวชายคนดังกล่าวไว้ และท่านมัลฮาม อิบนุ ญุซอมะฮฺ (Malham Ibn Juthaamah) ได้ฆ่าเขา จากเหตุการณ์ดังกล่าว อัลลอฮฺจึงทรงส่งอายะฮฺนี้ลงมา

“โอ้ ผู้ศรัทธาทั้งหลายเอ๋ย เมื่อเจ้ามุ่งหน้าเดินทางไป (เพื่อการต่อสู้) ในหนทางของอัลลอฮฺ จงทำการสอบหาความจริงให้ประจักษ์ และจงอย่ากล่าวต่อผู้ที่ให้แก่พวกเจ้า (ซึ่งการทักทายแห่งสานติ) “อัสลามุอลัยกุม” ว่า “ท่านมิไม่ใช่ผู้ศรัทธา” ด้วยความปรารถนาต่อผลประโยชน์แห่งชีวิตบนโลกดุนยานี้ เพราะ ณ ที่อัลลอฮฺนั้นมีซึ่งปัจจัยยังชีพอันมากมาย เช่นเดียวกันนั้นพวกเจ้า (ตัวของพวกเจ้าเอง) ก็เคยเป็นเยี่ยงนั้นมาก่อน และอัลลอฮฺได้ประทานความโปรดปราน (คือ ทางนำ) แก่พวกเจ้า ดังนั้น จงทำการสอบหาความจริงให้ประจักษ์ แท้จริงอัลลอฮฺทรงรอบรู้อย่างชัดแจ้งในสิ่งที่พวกเจ้ากระทำ” (อันนิซาอฺ 4:94)

4. คำพูดที่ดี

ประการที่สี่ อย่าแลกเปลี่ยน “คำพูดที่ดี” ด้วย “ความหยาบกระด้าง” โดยเฉพาะขณะที่ทำการเจรรากับมุสลิมท่านอื่น

มีตัวอย่างของพลังอำนาจของถ้อยคำอันบริสุทธิ์ใจและสุภาพ ดังนี้

ท่านมุซอับ อิบนุ อุมัยรฺเป็นตัวแทน (ทูต) คนแรกของท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมในเมืองมาดีนะฮฺ  ก่อนที่ท่านเราะสูลจะเดินทางไปถึงเมืองมาดีนะฮฺ ท่านมุซอับได้ทำการสอนผู้คนในเมืองมาดีนะฮฺเกี่ยวกับศาสนาอิสลาม และพวกเขาต่างพากันเข้ารับศาสนาอิสลาม

แม้แต่สะดฺ อิบนุ อุบาดะฮฺผู้เกรี้ยวกราด หนึ่งในบรรดาผู้นำของเมืองมาดีนะฮฺ ครั้งหนึ่งเขาได้เตรียมดาบไว้ด้วยความตั้งใจที่จะตัดหัวของท่านมุซอับ อิบนุ อุมัยรฺ และเมื่อเขาได้เผชิญหน้ากับท่านมุซอับ เขาก็กล่าวขู่ท่านว่า “จงหยุดพูดสิ่งที่เหลวไหลนี้เสีย หรือไม่แล้วท่านก็สมควรตาย”

ท่านมุซอับจึงตอบสะดฺกลับไปด้วยวิธีการที่น่าจะเป็นบทเรียนที่ดีงามแก่พวกเราทุกๆ คน

ขณะที่ชายคนที่ยืนอยู่หน้าท่านไม่ได้หยุดความหยาบคายและความโง่เขลา อีกทั้งยังต้องการที่จะเชือดคอของท่าน ท่านมุซอับได้ตอบเขากลับไปว่า “ท่านจะไม่นั่งลงและรับฟังฉันสักชั่วขณะหนึ่งหรือ หากท่านเห็นด้วยกับสิ่งที่ฉันพูดเช่นนั้น ท่านจงน้อมรับมัน และหากว่าท่านมิได้เห็นด้วย เราจะยุติการการสนทนานี้” จากนั้นสะดฺจึงนั่งลง

ท่านมุซอับได้พูดเกี่ยวกับอัลลอฮฺและศาสนทูตของพระองค์ จนกระทั่งใบหน้าของสะดฺ อิบนุ อุบาดะฮฺส่องแสงสว่างเสมือนดวงจันทร์เต็มดวง และเขาได้ถามท่านมุซอับขึ้นมาว่า “เมื่อบุคคลหนึ่งปรารถนาที่จะเข้าสู่ศาสนานี้ เขาต้องทำเช่นไร” เมื่อท่านมุซอับได้บอกแก่เขาแล้ว เขาก็กล่าวขึ้นมาว่า “มีชายคนหนึ่ง ที่หากเขาเข้ารับศาสนานี้แล้ว มันย่อมไม่มีครอบครัวใดในเมืองมาดีนะฮฺที่จะไม่กลายเป็นมุสลิม  นั่นคือ สะดฺ อิบนุ มุอ๊าซ”

และเมื่อสะดฺ อิบนุ มุอ๊าซได้ยินเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น เขาก็เกิดความโกรธเกรี้ยว จากนั้นเขาจึงออกจากบ้านไป โดยมีความตั้งใจที่จะฆ่าชายที่ชื่อว่า “มุซอับ อิบนุ อุมัยรฺ” ต่อความขัดแย้งที่ท่านได้สร้างขึ้น เมื่อเขาเข้าไปหาท่านมุซอับและประกาศว่า “ท่านจำต้องยุติการพูดเกี่ยวกับศาสนานี้ หรือมิเช่นนั้นแล้วท่านก็สมควรตาย”

ท่านมุซอับได้ตอบกลับไปว่า “ท่านจะไม่นั่งลงและรับฟังฉันสักชั่วขณะหนึ่งหรือ หากท่านเห็นด้วยกับสิ่งที่ฉันพูดเช่นนั้น ท่านจงน้อมรับมัน และหากว่าท่านมิได้เห็นด้วย เราจะยุติการการสนทนานี้” จากนั้นสะดฺจึงนั่งลง

ท่านมุซอับพูดเกี่ยวกับอัลลอฮฺและศาสนทูตของพระองค์ จนกระทั่งใบหน้าของสะดฺ อิบนุ มุอ๊าซ ส่องสว่างเสมือนดวงจันทร์เต็มดวง จากนั้นสะดฺได้ถามท่านมุซอับขึ้นมาว่า  “เมื่อบุคคลหนึ่งปรารถนาที่จะเข้าสู่ศาสนานี้ เขาต้องทำเช่นไร”

ดูสิว่า “ถ้อยคำที่ดีงามนั้น” ได้ส่งผลให้เกิดอะไรขึ้นบ้าง เมื่อสะดฺ อิบนุ มุอ๊าซเดินทางกลับไปที่บ้านของเขา เขาได้ไปพบกับชาวเผ่ามาดีนะฮฺในค่ำคืนนั้นและประกาศต่อพวกเขาทั้งหมดว่า “ทุกๆ สิ่งที่เป็นของพวกท่านนั้นคือสิ่งที่หะรอมสำหรับฉัน จนกว่าท่านทั้งหมดจะเข้ารับอิสลาม”

ในค่ำคืนนั้น ทุกๆ ครอบครัวในเมืองมาดีนะฮฺต่างเข้านอนพร้อมกับคำกล่าวว่า “ลาอิลาฮะ อิลลัลลอฮฺ” และทั้งหมดที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเพราะ “คำพูดที่ดีงาม” (ด้วยพระประสงค์ของอัลลอฮฺ)

Read Full Post »

จากบทความ Ikhlaas (Sincerety):

แหล่งที่มา http://forums.islamicawakening.com/f40/examples-of-the-salaf-with-ikhl%E2s-56215/
แปล บินติ อัลอิสลาม

แบบอย่างความอิคลาสของบรรดาสลัฟ

บรรดาสลัฟ (บรรพชนผู้มีคุณธรรม) แห่งอุมมะฮฺนี้ไม่ได้มองว่า “ความอิคลาส” เป็นสิ่งที่สร้างขึ้นมาได้ง่ายๆ ดังเช่นที่มีการกล่าวไว้ในอายะฮฺอัลกุรอานหรือในหะดีษที่ถูกถ่ายทอด หากแต่พวกท่านให้ความสำคัญอย่างมาก ต่อ “ความอิคลาส (ความบริสุทธิ์ใจ)” นี้ และแบบอย่างของพวกท่านนั้นเป็นเช่นแสงสว่างที่ควรค่าแก่การปฏิบัติตาม นั่นเป็นเพราะว่าพวกท่านเหล่านั้นตระหนักถึง “ความสำคัญของความอิคลาสนี้” อย่างลึกซึ้ง

ท่านอัลฟุฎ็อล الفضيل กล่าวว่า “อัลลอฮฺทรงประสงค์จากท่านเพียงแค่ “เจตนา และความปรารถนาของท่าน (อิเราะดะฮฺ)” เท่านั้น” (1)

พวกท่านต้องเผชิญกับความยากลำบากอันใหญ่หลวงในการที่จะได้มาซึ่ง “ความอิคลาส” และอธิบายมันต่อบรรดาผู้คนให้ประจักษ์แจ้ง ครั้งหนึ่ง ท่านสะฮฺล บิน อับดุลลอฮฺ อัตตุสฏอรียฺ  سهل بن عبد الله التستري  ถูกถามว่า “สิ่งใดเป็นสิ่งที่ยากที่สุด (ในการได้มา) สำหรับจิตใจ” ท่านตอบว่า “อิคลาส” เพราะ (มนุษย์) ย่อมไม่ได้มาซึ่งสิ่งใด หากปราศจากมัน (ความอิคลาส)” (2)

ท่านยูซุฟ บิน อัสบาฏฺ  يوسف بن أسباط กล่าวว่า “การทำเจตนาของท่านให้บริสุทธิ์จากมลทินนั้นเป็นสิ่งที่ยากยิ่งกว่าการต้องประสบกับความยากลำบาก (อิจญฺติฮาด) เป็นระยะเวลาอันยาวเสียอีก” (3)

สิ่งที่จะกล่าวต่อไปนี้คือแบบอย่างบางส่วนของบรรดาสลัฟและวิธีการที่พวกท่านจัดการกับอิคลาส เพื่อที่พวกเราจะนำบทเรียนจากแบบอย่างเหล่านี้ไปปฏิบัติตาม

๑.       การไม่กล่าวอ้างว่าตัวเองมี “ความอิคลาส”

บรรดาสลัฟตระหนักว่าการได้มาซึ่ง “อิคลาส” นั้นมาจาก “สิ่งที่ยากลำบากที่สุดที่คนคนหนึ่งได้ประสบ และเขาต้องอาศัยการต่อสู้ฝ่าฝันอย่างหนัก อีกทั้งการปฏิเสธ “การมีซึ่งคุณสมบัติดังกล่าว (อิคลาส)” ในตัวเขา”

ฮิชาม อัดดิซตะวาอฺ  هشام الدستوائي กล่าวว่า “ด้วยอัลลอฮฺ ฉันไม่สามารถกล่าวได้ว่า ฉันเคยผ่านพ้นวันวันหนึ่งไปกับการค้นหาหะดีษ โดยที่ฉันแสวงหาพระพักตร์แห่งอัลลอฮฺ (ความพึงพอพระทัยจากอัลลอฮฺ)” (4)

พวกเราทราบหรือไม่ว่าใครคือ “ฮิชาม อัดดิซตะวาอฺ”  ผู้ที่กล่าวหาตัวของท่านเองว่าไม่มีความบริสุทธิ์ใจในการแสวงหาความรู้ของท่าน?! ชุบะฮฺ บิน อัลฮะจฺญาฮฺ شعبه بن الحجاج  กล่าวเกี่ยวกับท่านไว้ว่า “ฉันพูดไม่ได้ว่า มีผู้ใดที่ค้นหาหะดีษ โดยแสวงหาพระพักตร์แห่งอัลลอฮฺ (ความพึงพอพระทัยจากอัลลอฮฺ) เว้นแต่ “ฮิชาม อัดดิซตะวาอฺ”  

ชาซฺ บิน ฟะยาซฺ   شاذ بن فياضกล่าวเกี่ยวกับท่านไว้ว่า “ท่านฮิชามหลั่งน้ำตา จนกระทั่งดวงตาทั้งสองข้างของท่านเสื่อมสภาพลง” ท่านฮิชามมักจะกล่าวว่า “หากตะเกียงดับลง ฉันมักจะรำลึกถึงความมืดมิดของหลุมฝังศพ” และท่านยังเคยกล่าวด้วยว่า “ฉันรู้สึกประหลาดใจนักว่าอะลิม (นักวิชาการ) คนหนึ่งสามารถหัวเราะได้อย่างไร” (5)

สุฟยาน อัษเษารียฺเคยกล่าวว่า “ไม่มีสิ่งใดที่ยากยิ่งต่อการดูแล..สำหรับฉัน มากยิ่งไปกว่า “เจตนาของฉัน (เนียต)” เพราะแท้จริงแล้ว มัน (เจตนาของฉัน) ย่อมย้อนกลับมายังฉัน” (6)

ยูซูฟ บิน อัลหุซัยนฺ يوسف بن الحسين  กล่าวว่า “บ่อยครั้งเพียงใดที่ฉันพยายามขจัด “ริยาอฺ” ออกจากหัวใจของฉัน เว้นเสียแต่ว่ามันปรากฎออกมาในสีที่แตกต่างไป (คือในรูปแบบที่ต่างออกไป)” (7)

ผู้คนเหล่านี้ที่เราได้กล่าวถึง..ต่างกลายเป็นอีหม่าม แต่ถึงอย่างไรก็ตาม พวกท่านกลับเป็นกลุ่มคนที่มีความเข้มงวดที่สุด ในยามที่พวกท่านกล่าวโทษแก่ตัวของพวกท่านเอง

๒.      การปกปิดการงาน

ท่านหะซัน อัลบัศรียฺ ได้กล่าวเกี่ยวกับความเพียรพยายามของบรรดาสลัฟในการปกปิดการงานของพวกเขา ว่า “บุรุษท่านหนึ่งได้ทำการรวบรวมอัลกุรอาน (คือการท่องจำมัน) ขณะที่เพื่อนบ้านของเขาไม่เคยทราบ” “ชายอีกคนหนึ่งทำการศึกษาเรื่อง “ฟิกฮฺ” อย่างหนัก ขณะที่ผู้คนต่างไม่ทราบเกี่ยวกับมัน” “บุรุษท่านหนึ่งจะทำการละหมาดเป็นระยะเวลาอันยาวนานภายในบ้านของเขา ขณะที่เขามีแขก หากแต่บรรดาแขกไม่แม้แต่จะสังเกตเห็นมัน” และท่านได้กล่าวด้วยว่า “แท้จริงแล้ว ฉันได้พบเจอกับผู้คนมากมาย ซึ่งไม่มีแม้แต่สัก “การกระทำหนึ่ง” บนผืนแผ่นดินที่จะถูกกระทำอย่างลับๆ เช่นที่พวกเขาได้กระทำมันอย่างเปิดเผย”

บรรดามุสลิมเหล่านี้จะเพียรพยายามอย่างหนักต่อการวิงวอนขอต่ออัลลอฮฺ และไม่มีเสียงใดเล็ดลอดออกมาให้ได้ยิน เว้นแต่เสียงกระซิบกระซาบเบาๆ ระหว่างพวกเขากับอัลลอฮฺ นั่นเป็นเพราะอัลลอฮฺตรัสไว้ว่า

ادْعُوا رَبَّكُمْ تَضَرُّعًا وَخُفْيَةً ۚ إِنَّهُ لَا يُحِبُّ الْمُعْتَدِينَ

“จงเรียกร้องหาพระผู้เป็นเจ้าของเจ้าด้วยความนอบน้อมและอย่างปกปิด แท้จริงแล้วพระองค์มิทรงรักบรรดาผู้ละเมิด” (8)

๓.      การปกปิดการงานจากครอบครัวและภรรยา

อบู อลิยะฮฺ  أبو العالية  กล่าวว่า “ฉันศึกษาการเขียนและอัลกุรอานโดยที่ครอบครัวของฉันไม่เคยรับรู้ และไม่มีแม้แต่ “หมึกเพียงหยด” ที่ปรากฎบนอาภรณ์ของฉัน” (9)

ดาวูด บิน อบู ฮินดฺ  داود بن ابو هند  ทำการถือศีลอดเป็นระยะเวลา 40 ปี ในขณะที่ครอบครัวของเขาไม่เคยทราบเกี่ยวกับมัน  โดยที่ท่านจะนำเอาอาหารกลางวันของท่านติดตัวไปด้วยและนำไปบริจาค จากนั้นท่านก็จะกลับมายังบ้านของท่านเพื่อทานอาหารค่ำ และละศีลอดร่วมกับพวกเขา (10)

๔.      ความเกรงกลัวต่อการประดับประดาการงานให้สวยงามและกระทำสิ่งต่างๆ เพื่อสิ่งอื่น นอกเหนือจากอัลลอฮฺ

ท่านอะลี บิน อัลบะกัรฺ อัลบัศรียฺ` علي بن البكار البصري  กล่าวว่า “การที่ฉันได้พบกับชัยฏอนนั้นเป็นที่ปรารถนาสำหรับฉัน มากยิ่งกว่า การได้พบกับคนนั้น คนนี้ ด้วยเพราะฉันเกรงกลัวว่าฉันอาจจะทำบางสิ่งบางอย่างเพื่อเขา (สร้างความประทับใจแก่เขา) และหลุดพ้นจากพระเนตรของอัลลอฮฺ”  (11)

๕.      การไม่ทำให้ “ความรู้ของเขา” เป็นที่ปรากฎชัดเจน

อิบนุ ฟาริซ بن فارس  กล่าวถึง อบู อัลหะซัน อัลก็อฏฏอน  ابو الحسن القطان  ว่าท่านกล่าวว่า “ฉันประสบกับความทุกข์ทรมานจากความเจ็บป่วยในบัศเราะฮฺ และฉันคิดว่าฉันกำลังถูกลงโทษ อันเนื่องมาจากการพูดมากขณะการเดินทางของฉัน”  ท่าน (อบู อัลหะซัน อัลก็อฏฏอน) คิดว่าความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นกับท่าน คือการลงโทษอันเกิดจากการที่ท่านทำให้ความรู้ของท่านเป็นที่ปรากฎขณะที่ท่านกำลังเดินทาง

๖.      การปกปิดน้ำตา

ฮัมมาน บิน ซัยดฺحماد بن زيد   กล่าวว่า เมื่ออัยยูบได้ยินการบอกเล่าถึงหะดีษบทหนึ่ง ที่ทำให้หัวใจของท่านอ่อนโยนและเป็นเหตุที่ทำให้ท่านต้องหลั่งน้ำตา และเมื่อน้ำตาของท่านไหลรินออกมา ท่านก็จะเช็ดจมูกของท่านและกล่าวว่า “ช่างเป็น..ไข้หวัดที่เรื้อรังเสียนี่กระไร” ท่านทำเสมือนว่าท่านเป็นไข้หวัดเพื่อปกปิดไม่ให้ผู้คนทราบว่าท่านกำลังร้องไห้ (12)

หะซัน อัลบัศรียฺ กล่าวว่า “บุรุษท่านหนึ่งกำลังนั่งร่วมอยู่กับกลุ่มชุมนุมกลุ่มหนึ่ง และน้ำตาของเขาได้ไหลรินออกมา เขาพยายามที่จะกลั้นมันเอาไว้ หากเมื่อใดที่เขารู้สึกว่าเขาไม่สามารถที่จะกลั้นมันไว้ได้ เขาก็จะลุกขึ้นและจากไป” (13)

มุหัมมัด บิน วะซียฺ محمد بن وصي  กล่าวว่า “บุรุษท่านหนึ่งร้องไห้เป็นระยะเวลา 20 ปี โดยที่ภรรยาของเขาไม่เคยทราบ” (14)

และท่านยังกล่าวด้วยว่า “ฉันได้พบกับบุรุษกลุ่มหนึ่ง ซึ่งมีหนึ่งคนในหมู่พวกเขา ที่ศีรษะของเขานั้นวางอยู่บนหมอนใบเดียวกันกับภรรยาของเขา และข้างใต้แก้มของเขาจะชุ่มไปด้วยน้ำตาของเขา โดยที่ภรรยาของเขาไม่ทราบเกี่ยวกับมัน และฉันได้พบกับบุรุษกลุ่มหนึ่ง หนึ่งในพวกเขาจะยืนอยู่แถวแรก (ของการละหมาด) น้ำตาของเขาจะไหลรินลงมาที่แก้มทั้งสองข้างของเขา และคนที่ยืนอยู่ข้างเขาไม่รับรู้ถึงมัน” (15)

๗.      เรื่องราวของอีหม่าม อัลมะวัรฺดียฺ  إمام الموردي  และหนังสือของท่าน

เรื่องราวแห่งความอิคลาสและหนังสือของอีหม่ามท่านนี้ค่อนข้างจะเป็นเรื่องที่แปลกประหลาด ท่านเขียนหนังสือมากมายทั้งในเรื่องของ “ฟิกฮฺ” “ตัฟซีรฺ” เป็นต้น แต่ท่านไม่ได้ทำการเผยแพร่หนังสือเล่มใดเลย ขณะที่ท่านมีชีวิตอยู่ ท่านปกปิดผลงานของท่านไว้ในสถานที่แห่งหนึ่งที่ไม่มีผู้ใดทราบเกี่ยวกับมัน เมื่อความตายได้เข้ามาประสบกับท่าน ท่านได้บอกแก่บุคคลคนหนึ่งที่ท่านไว้วางใจว่า “หนังสือทั้งหมดที่อยู่ในสถานที่แห่งนั้น..เป็นของฉัน และฉันไม่ได้ทำการเผยแพร่มันออกไป เพราะฉันไม่พบ “เจตนาอันบริสุทธิ์” (ในตัวฉัน) เมื่อความตายได้ประสบกับฉัน จงวางมือของท่านไว้ในมือของฉัน และหากฉันกุมมือของท่านเอาไว้ พึงรู้ว่าการงานนั้นไม่เป็นที่ยอมรับจากฉัน ดังนั้นโปรดโยนหนังสือทั้งหมดของฉันทิ้งลงไปในแม่น้ำในยามค่ำคืนเสีย อย่างไรก็ตามหากฉันไม่ได้บีบมือของท่านไว้ พึงรู้ว่าการงานนั้นได้รับการยอมรับ และฉันได้บรรลุซึ่งสิ่งที่ฉันหวังจากอัลลอฮฺแล้ว” ดังนั้นบุคคลที่ได้รับความไว้วางจากอีหม่ามท่านนี้ได้กล่าวว่า “เมื่อความตายมายังเขา ฉันได้วางมือของฉันไว้ที่มือของท่าน หากแต่ท่านมิได้กุมมือของฉันไว้ ด้วยเหตุนี้ ฉันจึงทราบว่ามันคือสัญญาณแห่งการตอบรับ และหนังสือทั้งหมดของท่านก็ถูกนำมาเผยแพร่ต่อผู้คนหลังจากนั้น” (16)

๘.      อะลี บิน อัลหุซัยนฺعلي بن الحسين  และการบริจาคยามค่ำคืนของท่าน

อะลี บิน อัลหุซัยนฺ علي بن الحسين เคยแบกขนมปังไว้บนหลังของท่านในยามค่ำคืนและติดตามบรรดาคนยากจน (เพื่อที่จะมอบขนมปังเหล่านั้นให้กับพวกเขา) ท่านเคยกล่าวว่า “การบริจาคในยามมืดมิดของช่วงเวลากลางคืนนั้นย่อมดับความโกรธกริ้วของพระผู้เป็นเจ้าลง” 

คนยากจนในเมืองมะดีนะฮฺที่เคยอาศัยอยู่ที่นั่น ไม่เคยทราบว่าพวกเขาได้รับอาหารเหล่านั้นจากใคร เมื่อท่านอะลี บิน หุซัยนฺ เสียชีวิตลง พวกเขาจึงเริ่มนึกถึงสิ่งที่พวกเขาเคยได้รับในยามค่ำคืน เมื่อท่านเสียชีวิตลง พวกเขาจึงได้พบกับรอยบนหลังของท่านจากการแบกถุงอาหารในยามค่ำคืนไปตามบ้านของบรรดาแม่ม้าย  และพวกเขาพบว่าท่านได้ทำการบริจาคอาหารให้กับคนยากจนถึงร้อยครอบครัว (17)

นี่คือสภาพของบรรดาผู้คนดังกล่าวในอดีต พวกเขาปกปิดการงานทั้งหลายของเขา หากแต่อัลลอฮฺทรงทำให้มันปรากฎขึ้น เพื่อที่พวกเขาจะได้กลายเป็นอีหม่ามผู้ซึ่งผู้คนปฏิบัติตามแบบอย่าง

อัลลอฮฺตรัสว่า

وَاجْعَلْنَا لِلْمُتَّقِينَ إِمَامًا

“..และโปรดทำให้พวกเราเป็นแบบอย่างแก่บรรดาคนดี (ผู้ยำเกรง)” (18)

وَجَعَلْنَاهُمْ أَئِمَّةً يَهْدُونَ بِأَمْرِنَا

“และเรา (อัลลอฮฺ) ทำให้พวกเขาเป็นผู้นำเพื่อชี้ทางนำจากคำบัญชาของเรา” (19)

——————————————————————————–

[1] Jâmi` ‘l-`Ulûm wa ‘l-Hikam (13).

[2] Madârij ‘l-Sâlikîn (2/92) and Jâmi` ‘l-`Ulûm wa ‘l-Hikam (17).

[3] Jâmi` ‘l-`Ulûm wa ‘l-Hikam (13).

[4] Târîkh ‘l-Islâm (3/175), Siyar A`lâm an-Nubalâ’ (7/152).

[5] Târîkh ‘l-Islâm (3/176).

[6] Al-Ikhlâs wa ‘l-Niyyah (65).

[7] Madârij ‘l-Sâlikîn (2/92).

[8] Qur’ân – al-A`râf (7):55.

Refer to az-Zuhd by Ibn ‘l-Mubârak (35-36).

[9] Siyâr ‘l-A`lâm an-Nubalâ’ (6/17).

[10] Hilyat ‘l-Awliyâ’ (3/94).

[11] Hilyat ‘l-Awliyâ’ (8/270).

[12] Musnad Ibn ‘l-Ja`d (1246), Siyâr ‘l-A`lâm an-Nubalâ’ (6/20).

[13] Al-Zuhd by Imâm Ahmad (262).

[14] Hilyat ‘l-Awliyâ’ (2/347).

[15] Ibid.

[16] Târîkh ‘l-Islâm (7/169), Siyâr ‘l-A`lâm an-Nubalâ’ (18/66).

[17] Siyâr ‘l-A`lâm an-Nubalâ’ by adh-Dhahabi.

[18] Qur’ân – al-Furqân (25):74.

[19] Qur’ân – al-Anbiyâ’ (21):73.

Read Full Post »

คนผิวขาวมิได้ดีเหนือกว่าคนผิวสี

เหตุการณ์ที่จะกล่าวต่อไปนี้ เกิดขึ้นบนเครื่องบินโดยสายการบินบริชติชแอร์เวย์ เส้นทางโจฮันเนสเบิร์ก – ลอนดอน

สตรีผิวขาวท่านหนึ่ง อายุประมาณห้าสิบปี นั่งอยู่ข้างชายผิวสีคนหนึ่งบนเครื่องบิน อย่างไรก็ตามเธอแสดงอาการไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัดที่ต้องนั่งข้างกับคนผิวสี ด้วยเหตุนี้เธอจึงเรียกแอร์โฮสเตส

“คุณผู้หญิง มีอะไรให้ดิฉันช่วยหรือคะ” แอร์โฮสเตสถาม
“นี่เธอไม่เห็นหรือไง?” สตรีคนดังกล่าวตอบ “เธอให้ฉันมานั่งอยู่ข้างกับคนดำเนี่ยะ ฉันไม่ยอมที่จะนั่งข้างๆ กับคนที่มาจากชนชาติที่น่ารังเกียจนี้หรอกนะ ไปหาที่นั่งอื่นให้ฉันด้วย”

“ใจเย็นๆ ก่อนนะคะ คุณผู้หญิง” แอร์โฮสเตสตอบ “ที่นั่งบนนี้เต็มหมดแล้ว แต่ยังไง ดิฉันจะขอไปตรวจสอบก่อนนะคะว่าจะมีที่นั่งอื่นว่างหรือไม่”

แอร์โฮสเตสได้เดินจากไป และกลับมาภายหลังจากนั้นเพียงไม่กี่นาที “คุณผู้หญิงค่ะ ไม่มีที่นั่งว่างเหลือเลยบนชั้นประหยัดอย่างที่ดิฉันคาดไว้ ดิฉันได้ปรึกษากับทางกัปตันแล้ว และกัปตันก็แจ้งกับดิฉันว่า ไม่มีที่ว่างบนชั้นธุรกิจเช่นกัน แต่ว่าเรายังคงมีที่ว่างเหลืออยู่หนึ่งที่ในชั้นเฟริสคลาส”

ก่อนที่สตรีผิวขาวจะสามารถพูดตอบโต้ใดๆ กลับมาได้นั้น แอร์โฮสเตสได้รีบพูดต่อไปว่า “โดยปกติแล้วสายการบินของเราจะไม่อนุญาตให้ผู้โดยสารชั้นประหยัดไปนั่งที่ชั้นเฟริสคลาส แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยสถานการณ์ดังกล่าว ทางกัปตันเกรงว่ามันอาจจะทำให้สายการบินของเรานั้นเสื่อมเสียชื่อเสียงหากว่าเราให้ผู้โดยสารของเรานั่งข้างกับคนที่น่ารังเกียจมากๆ ขนาดนั้น”

จากนั้นแอร์โฮสเตสจึงได้หันไปยังชายผิวสีคนดังกล่าว และบอกกับเขาว่า “ดังนั้น คุณผู้ชายคะ หากคุณไม่รังเกียจ กรุณาเก็บกระเป๋าของคุณตามดิฉันมา เพราะว่ามีที่นั่งว่างสำหรับคุณในชั้นเฟริสคลาสค่ะ

ณ ช่วงเวลานั้น ผู้โดยสารคนอื่นบนเครื่องบินที่ได้ยินเหตุการณ์ทั้งหมดต่างลุกขึ้นปรบมือ

เรื่องนี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงบนสายการบินบริชติชแอร์เวย์

หากท่านเป็นหนึ่งคนที่ต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติ ขอให้ท่านแบ่งปันเรื่องราวนี้ให้กับเพื่อนๆ ของท่าน

มนุษย์ทุกคนนั้นต่างเป็นลูกหลานนบีอาดัมและอีวา “ชนชาติอาหรับมิได้ดีเหนือกว่าชนชาติที่มิใช่อาหรับ และชนชาติที่มิใช่อาหรับก็มิได้ดีเหนือกว่าชนชาติอาหรับ คนผิวขาวมิได้ดีเหนือกว่าคนผิวดำ และคนผิวดำก็ไม่ได้ดีกว่าคนผิวขาว เว้นแต่ความศีลธรรมและการกระทำที่ดีงามต่างหากที่เป็นตัวตัดสิน”

“อิสลาม” ปฏิเสธ การเหยียดเชื้อชาติและสีผิว

ถอดความ :: بنت الاٍسلام

Read Full Post »

เขียนโดย ซัลมาน อิบนุ ฟะฮัดฺ อัล เอาวฺดะฮฺ
บทความ Humbleness จากเวปไซท์ www.idealmuslimah.com

“ความนอบน้อม” คือการรู้คุณค่าของตัวเอง และการออกห่างจากความยโส ทะนงตน หรือการเพิกเฉยต่อความจริงรวมไปถึงการประเมินคุณค่าของผู้อื่นต่ำ ดังที่ท่านศาสนทูต ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะศัลลัม กล่าวต่อบรรดามุสลิมและผู้คนทั่วไปว่า “อัล กิบัรฺ” คือการปฏิเสธสัจธรรมและการดูถูกเหยียดหยามผู้คน (มุสลิม ติรฺมิซีย์ และอบู ดาวูด)

ความนอบน้อม เป็นคุณสมบัติหนึ่งที่มนุษย์ทุกคนพึงมี โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับบุคคลที่มีความสำคัญ มีความโดดเด่นทางสังคม และผู้ที่มีความเกรงกลัวว่าเขาจะเป็นที่รู้จักมากขึ้น หรือกลายเป็นบุคคลที่มีความสำคัญต่อผู้คนมากขึ้น ดังเช่นคำกล่าวที่ ว่า “จงถ่อมตน แล้วท่านจะเป็นดังเช่นดวงดาวที่ส่องแสงริบหรี่ต่อผู้ที่มองเห็นบนผืนน้ำ แม้ว่าในความเป็นจริง ดาวดวงนั้นจะมีความสูงส่งเพียงใดก็ตาม” เราจะไม่กล่าวต่อผู้คนว่า “จงถ่อมตนเถิด” แต่เราจะกล่าวว่า “จงรู้คุณค่าของตัวเอง และอย่านำคุณค่านั้นไปวางไว้ผิดที่”

อัล-ค็อฏฏ็อบ รายงานไว้ใน อัล อุซลอฮฺ ว่า “อิหม่าม อับดุลลอฮฺ บิน อัลมูบาร็อกเดินทางมาที่ เมืองคูรอซซาน และได้เข้าพบ “บุรุษท่านหนึ่ง” ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีว่า เขาเป็นผู้ที่มีความสันโดษ (ซุฮดฺ) และความเคร่งครัด (วะรออฺ) ต่อการปฏิบัติตามหลักการศาสนา – แต่เมื่อท่านอิบนุ อัล มูบาร็อค ได้เข้าไปยังสถานที่พำนักของบุรุษท่านนั้น เขาก็ไม่ได้หันหน้ามามองหรือแม้แต่จะแสดงความสนใจต่อท่านอิบนุ อัลมูบาร็อคเลยแม้แต่น้อย และเมื่อท่านได้จากสถานที่ไป ผู้คนที่อยู่ข้างในกับบุรุษท่านนั้นก็กล่าวแก่เขาว่า “ท่านไม่ทราบหรอกหรือว่าบุรุษท่านนั้นเป็นใคร?”เขาตอบว่า “ฉันไม่ทราบ” คนเหล่านั้นจึงบอกแก่เขาว่า “บุรุษท่านนั้นคือ อามีรฺผู้ศรัทธา และท่านคือ อับดุลลอฮฺ บิน อัล มูบาร็อค” เมื่อได้ยินเช่นนั้น เขาก็เกิดอาการตกใจและเร่งรีบออกไปพบกับ ท่านอิบนุ อัลมูบาร็อค พร้อมทั้งกล่าวคำขอโทษต่อสิ่งที่เกิดขึ้นว่า “โอ้ อบู อับดุล เราะฮฺมาน โปรดอภัยให้แก่ฉันและจงให้การตักเตือนแก่ฉันด้วยเถิด” อิบนุ อัล มูบาร็อค กล่าวว่า “ได้สิ เมื่อใดก็ตามที่ท่านออกมาจากบ้านของท่าน และพบเห็นบุคคลใดบุคคลหนึ่ง จงตระหนักเสมอว่า เขานั้นดีกว่าท่าน” ท่านอิบนุ อัล มูบาร็อค ทราบดีว่าบุรุษท่านนั้นเป็นผู้ที่ถือดีและมีความทะนงตน – เมื่อท่านได้สอบถามถึงอาชีพการงานของเขา ท่านก็ทราบว่าเขาเป็นช่างทอผ้า (ดู ความคิดเห็นของ อัศเศาะฮาบียฺ ใน อัล มีซาน เกี่ยวกับ วาซีลฺ บิน อะฏออฺ) เมื่อทราบดังนั้น อิหม่ามผู้มีการศึกษาเช่นท่านก็ตระหนักว่า มูฏอซะฮีด ท่านนี้ (ผู้อุทิศตนเพื่อศาสนาอย่างเคร่งครัด) มีลักษณะของ บุคคลที่มีความหลงตัวเอง ยโส และเชื่อว่าตัวเองนั้นเหนือกว่าผู้อื่น”

โรคติดต่อชนิดนี้ บางครั้งก็เกิดขึ้นกับบุคคลที่มีความเคร่งครัดในศาสนา นี่จึงเป็นเหตุผลว่าเหตุใดท่านอิบนุ อัล มูบาร็อคจึงให้คำแนะนำที่เรียบง่ายต่อบุรุษท่านนั้น หลายครั้งเราอาจพบว่า ลักษณะนิสัยดังกล่าวมีอยู่ใน หมู่คนที่มีความเคร่งครัดศาสนา หรือดุอาตฺบางท่าน (ผู้เรียกร้องสู่อิสลาม)หากแต่ว่าเมื่อ “ลักษณะนิสัยดังกล่าวนั้น” มีอยู่ในหมู่นักเรียนบางคน ซึ่งทำให้พวกเขามีพฤติกรรมที่เลวร้ายต่อบรรดาชัยคฺ นักวิชาการ และครูอาจารย์ ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าเจ็บปวดอยู่ไม่น้อย

การที่เรามีความคิดเห็น ทัศนคติหรือการตัดสินที่แตกต่างจากบรรดานักวิชาการหรือดาอียฺนั้น ก็ไม่ถือว่าเป็นเรื่องที่ผิดหรือเลวร้ายแต่อย่างใด ตราบใดที่เรามีความรู้ มีคุณสมบัติที่ดีพอที่จะโต้แย้ง แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า เมื่อ “ความคิดเห็นแตกต่าง” กลายเป็นปัจจัยที่ใช้ในการทำลายเกียรติ ลดคุณค่าความน่าเชื่อถือ และหมิ่นประมาทบรรดานักวิชาการเหล่านั้น ต่างหาก – ซึ่งการกระทำเช่นนี้อาจจะเป็นที่ยอมรับในหมู่ผู้คนทั่วไป หรือคนสมัยใหม่ที่ถูกชักนำไปในทางที่ผิด หากแต่ว่า “การกระทำดังกล่าว” นั้น ไม่เป็นที่ยอมรับ และเป็นที่อนุมัติในสถานการณ์ใดๆ สำหรับบรรดาอะฮลุซซุนนะ และนักเรียนแห่ง อลิม อัล ชารียฺยะฮฺ

แน่นอนว่า เหล่าบรรดานักวิชาการแห่งอะฮฺลุซซุนนะฮฺวัลญะมาอะฮฺได้รับเกียรติให้เป็น บุคคลที่มีหน้าที่ในการเรียกร้องเชิญชวนผู้คนสู่ความดีและละเว้นความชั่ว และยังได้รับการนับถือจากผู้คนทั่วไปให้เป็น “บุคคลที่มีความสำคัญ” อีกด้วย หากแต่ว่ามันก็เป็นเรื่องที่น่าเห็นใจ ในกรณีที่บรรดานักวิชาการเหล่านั้นมีความรู้สึกผิดหวัง ท้อแท้หรือเสียใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่งต่อบุคคลที่ใกล้ชิดกับเขา และคนส่วนใหญ่มักคาดหวังอย่างมากว่าบรรดานักวิชาการเหล่านั้นจะไม่แสดงอาการตอบโต้เมื่อพวกเขาถูกกระทำ – ดังนั้นบรรดานักวิชาการเหล่านี้ก็เปรียบเหมือน “อัศวินผู้กล้า” ที่มีบรรดาสตรีคอยให้การสนับสนุนเท่านั้น (ความหมายคือต้องทำตัวเข้มแข็ง เป็นผู้นำอยู่ตลอด) — หากแม้ว่าบรรดาอะฮลุซซุนนะฮฺได้ทำการปกป้องเกียรติของบรรดานักวิชาการ และรู้ซึ้งถึงคุณค่าของพวกเขา อีกทั้งให้การปกป้องคุ้มครองพวกเขาจากเหล่าศัตรู นักวิชาการเหล่านั้นย่อมสามารถที่จะทำหน้าที่ในการเรียกร้องผู้คนสู่ความดีและละเว้นจากความชั่วในหนทางที่ถูกต้องได้ต่อไป — แต่ในความเป็นจริงแล้ว เมื่อนักวิชาการรู้สึกท้อแท้ผิดหวังจากสิ่งต่างๆ ที่อยู่ล้อมรอบตัวเขา เขาไม่สามารถที่จะกล่าวสิ่งใดได้ (พวกเขาถูกคาดหวัง ให้เป็น “ผู้ที่มีความเข้มแข็งตลอดเวลา”) และในทางกลับกัน มันก็เป็นเรื่องที่น่าเศร้า ที่มีกลุ่มคนรุ่นใหม่บางคนได้ให้ความเคารพ และความสำคัญต่อบรรดาชัยคฺและครูอาจารย์จนเกินขอบเขต และดำเนินรอยตามพวกเขาแบบผิดๆ อย่างไม่ลืมหูลืมตา

นี่เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้น ซึ่งเปรียบเสมือนกับ “ระบบทาสและความแตกแยกของผู้ตามและผู้ที่ถูกตาม” อันเป็นรูปแบบการปฏิบัติของกลุ่มบาตินิยฺยะอฺ ตลอดช่วงยุคสมัยหนึ่ง โดยการสร้างเงื่อนไขต่อบุคคล เพื่อสร้างระดับความมั่นคงของอัล อิสมา (การปกป้องความผิดพลาด) แก่บรรดาผู้นำและอีหม่ามของเขา

แม้แต่ “บรรดามูอะฏอซิลอ” (Mu’atazila) หรือ บรรดาผู้ที่ปฏิบัติตาม “หลักความเชื่อในเรื่องเหตุผล” และปฏิเสธที่จะแสดงออกถึงอารมณ์ความรู้สึกต่อสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับพวกเขา – พวกเขาก็ได้ประพันธ์กลอนบทหนึ่งที่เกี่ยวกับชัยคฺของพวกเขา หรือ “ชัยคฺ วาซิล บิน อตาอฺ” ซึ่งมีเนื้อหาว่า“จากด้านหลังของทะเลจีนไปสู่ส่วนที่ไกลสุดสายตา และในทุกๆ ที่ที่อยู่ด้านหลังของเผ่าบาบาเรียน บรรดาบุรุษ (ดูอาตฺ) ที่ “ผู้นำของเขา” ไม่ตื่นตระหนกต่อคำถากถางของทรราชย์ หรือแม้แต่แผนการของบรรดาจอมหลอกลวง พวกเขาเป็นประชาชาติแห่งศาสนาของอัลลอฮฺในทุกๆ ที่ และพระเจ้าแห่งการฟัตวาและศาสตร์แห่งความขัดแย้ง”

“ประชาชาติแห่งซุนนะฮฺ คือบุคคลที่มีคุณค่าและก็เป็นผู้ที่ให้เกียรติต่อบรรดาผู้รู้ นักวิชาการ”ดังนั้นมันจึงถือเป็นเรื่องที่เลวร้ายยิ่งในชนชาติที่เด็กไม่ให้ความเคารพต่อผู้ใหญ่และผู้ใหญ่ไม่มีความเมตตาต่อเด็ก เพราะนี่คือ คุณสมบัติแห่งความนอบน้อม และ การรู้คุณค่าของตัวเอง ว่าบรรดาเยาวชนไม่ควรมองตัวเองดังเช่นคู่ต่อสู้กับ บรรดานักวิชาการและกล่าวว่า “พวกเขา เป็นมนุษย์ และเราก็เป็นมนุษย์เช่นกัน” เพราะแท้จริงแล้วความเป็น “มนุษย์” นั้นมีความแตกต่างกัน เราลองมาพิจารณาจากการบรรยายคุณลักษณะของความเป็นมนุษย์ในอัลกุรอาน ในลักษณะของการยกย่อง

“และอัลลอฮฺนั้นทรงรักบรรดาผู้ที่ชำระตัวให้สะอาดบริสุทธิ์อยู่ เสมอ” (ซูเราะ อัล เตาบัตฮฺ 108)

“ในบรรดาบ้าน (หมายถึงมัสญิด) อัลลอฮฺทรงอนุญาตให้เทิดพระเกียรติและให้พระนามของพระองค์ถูกรำลึกอยู่เสมอ พวกเขาจะกล่าวสรรเสริญพระองค์ทั้งในยามเช้าและยามเย็น บรรดาบุรุษผู้ที่ทำการค้าและการขายมิได้ทำให้พวกเขาหันห่างออกจากการรำลึกถึงอัลลอฮฺ และการดำรงนมาซ การจ่ายซะกาต เพราะพวกเขากลัววันที่หัวใจและสายตาจะเหลือกลานในวันนั้น” (ซูเราะฮฺ อันนูรฺ 36-37)

และยังมีการบรรยายคุณลักษณะของมนุษย์อีกด้านหนึ่งไว้ ด้วยว่า

“และแท้จริงมนุษย์บางคนเคยขอความคุ้มครองจากญินบางคน” (ซูเราะฮฺ อัล ญิน 6)

หากเราได้พิจารณาดูจากอายะฮฺดังกล่าว เราจะพบว่า มนุษย์แต่ละคนนั้นมีความแตกต่างกัน

ความนอบน้อม คือ การที่บุคคลคนหนึ่งมีความนอบน้อมต่อบรรดามิตรสหายของเขา บ่อยครั้งที่ “ความปรารถนาที่จะแข่งขัน ชิงดีชิงเด่น” และ “ความ อิจฉา” ได้กลายเป็นตัวก่อกวน ระหว่าง “มิตรภาพ” และ “ความเป็นศัตรู” — บุคคลคนหนึ่งนั้นอาจจะเกิดความรู้สึกว่า “ตัวเอง (มีความเก่ง ความดีงาม) เหนือกว่าเพื่อนของเขา” และ บางครั้งเขาก็เกิดความรู้สึกพึงพอใจเมื่อเขาสามารถทำร้ายอีกฝ่ายหนึ่ง สร้างความเสื่อมเสียให้อีกฝ่ายหนึ่ง ใส่ร้ายเกี่ยวกับความผิดพลาดของอีกฝ่ายหนึ่ง หรือแม้แต่กล่าวหาอีกฝ่ายหนึ่งจนเกินความจริงได้ — ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว “ความผิดพลาดทั้งหลายที่เกิดขึ้น” นั้นสามารถนำไปสู่ “แสงสว่างแห่งความดีงาม” ได้ โดยการให้คำแนะนำตักเตือนอันก่อให้เกิดการปรับปรุงแก้ไข” และแท้จริงแล้วการกระทำเลวร้ายดังกล่าว เรียกว่า “ความอิจฉา”

มันเป็นเรื่องน่าแปลก ที่บรรดาดาอียะฮฺบางคนเกิดความอิจฉาต่อ ”การรวมตัวของคนจำนวนหนึ่งพันหรือสองพันคนในการเข้าร่วม รับฟังการบรรยายศาสนา หรือการดะวะฮฺของดาอียะฮฺหรือนักวิชาการท่านอื่น” หากแต่เขาไม่เกิดความรู้สึกใดๆ เมื่อมีการรวมตัวของคนจำนวนสองหมื่น สามหมื่นคนที่เข้าไปดูคอนเสิร์ตหรือเข้าชมกีฬา — ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ มันเป็นเรื่องที่น่าเศร้า

หากแม้ว่าท่านนั้นอาจจะไม่มีความสุขใจ หรือยินดีต่อพี่น้องแห่งอิสลามของท่านเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่มันก็น่าจะทำให้ท่านรู้สึกพึงพอใจต่อการที่เขาเรียกร้องผู้คนสู่อัลลอฮฺ และให้การศึกษาต่อผู้คนเกี่ยวกับศาสนาของพระองค์ อีกทั้งยังมีความจริงใจในการทำงานนี้ และในความเป็นจริงแล้วนั้น บางที “สิ่งที่ท่านได้ตำหนิเขา” มันอาจจะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ดีงาม ณ ที่อัลลอฮฺ ก็เป็นได้

“ความนอบน้อม” คือ การมีความถ่อมตนต่อบุคคลที่มีสถานะที่ด้อยกว่า หากท่านได้พบกับบุคคลที่มีอายุน้อยกว่าท่าน หรืออาจมีความสำคัญน้อยกว่าท่าน ท่านก็ไม่ควรดูถูกเขา เพราะเขานั้นอาจมีจิตใจที่ดีกว่าท่าน บาปน้อยกว่าท่าน และใกล้ชิดอัลลอฮฺมากกว่าท่าน และแม้ว่าท่านได้พบกับบุคคลที่มีความผิดบาปและตัวท่านนั้นเป็นผู้ที่อยู่ในศีลธรรม ท่านก็จงอย่าแสดงอาการยโส ทะนงตน หรือหลงตัวเอง (ว่าท่านนั้นดีกว่าเขา) แต่จงทำการสรรเสริญต่ออัลลอฮฺที่พระองค์ทรงปกป้องท่านจากบททดสอบที่บุคคลคน นั้นได้รับ

จงระลึกเสมอว่าการมี “ริยาอฺ” หรือ “ความหลงตัวเอง” ที่แอบแฝงอยู่ในการกระทำที่ดีงามของท่าน อาจจะเป็นเหตุให้ท่านไม่ได้รับผลบุญใดๆ เลยจากการกระทำเหล่านั้น – อีกทั้ง มันก็เป็นไปได้ว่า “บุคคลที่มีความผิดบาปเหล่านั้น” อาจเกิดความรู้สึกเสียใจ สำนึกผิดและเกรงกลัวต่อการลงโทษจากการกระทำอันชั่วร้ายของเขา และนั่นอาจเป็นเหตุให้เขาได้รับ “การอภัยโทษ” จากความผิดบาปทั้งหลายก็เป็นได้

จากรายงานของ ญันดับ (เราะฎิยัลลอฮุ อันฮุ) ศาสนทูตของอัลลอฮฺกล่าวว่า มีบุรุษท่านหนึ่งกล่าวว่า “ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ อัลลอฮฺจะไม่ทรงให้การอภัยโทษต่อคนนั้นหรือคนนี้” และด้วยเหตุนั้นอัลลอฮฺจึงตรัสว่า “ผู้ ใดที่ทำการสาบานด้วยนามของข้าว่าข้าจะไม่ให้อภัยโทษต่อคนนั้น หรือคนนี้? แท้จริงแล้ว ข้าได้ให้อภัยโทษแก่พวกเขาและทำให้การงานของเจ้านั้นเป็นโมฆะ (ด้วยการสาบานเช่นนั้น)” (มุสลิม) เช่นนั้นแล้ว ท่านจงอย่าได้แสดงอาการงยะโส ทะนงตนต่อผู้อื่น แม้ว่าท่านอาจได้พบปะกับบุคคลที่มีความผิดบาป ก็จงอย่าได้แสดงตัวเหนือเขา และอย่าปฏิบัติต่อเขาด้วยความทะนงตน หรือแสดงอำนาจเหนือเขา และหากท่านรู้สึกว่า “คนบาปเหล่านั้น” อาจจะกระทำบางสิ่งบางอย่างอันเป็นการแสดงออกถึงการเชื่อต่ออัลลอฮฺในสิ่งที่ท่านอาจจะไม่ได้กระทำเช่นเดียวกับเขา และตัวท่านเองอาจจะมีข้อบกพร่องบางอย่างที่พวกเขาไม่มี ดังนั้นท่านก็จงปฏิบัติต่อเขาด้วยความสุภาพและให้การดะวะฮฺแก่เขาด้วยวิธีการที่อ่อนโยน เพราะนั่นอาจเป็นเหตุให้เขาน้อมรับและระลึกถึงอัลลอฮฺ

“ความนอบน้อม” นั้นคือการที่ท่านไม่ประเมินค่า “การงาน” ของท่านสูงเกินไป เพราะหากแม้นว่า ท่านจะกระทำสิ่งดีงามมากมาย หรือพยายามที่จะใกล้ชิดอัลลอฮฺให้มากขึ้นโดยการแสดงออกถึงความเชื่อฟังต่อพระองค์ การงานของท่านก็จะไม่เป็นที่ยอมรับ ณ ที่พระองค์ (ด้วยเพราะความหลงตัวเอง และเชื่อมั่นว่าการกระทำต่างๆ ของท่านนั้นดีพอแล้ว)

“อัลลอฮฺจะทรงตอบรับ (การงาน) จากผู้ที่มีความยำเกรงต่อพระองค์” (ซูเราะฮฺ อัล มัยดะอฺ 27)

และนี่เป็นสาเหตุที่ว่าเหตุใดสลัฟบางท่านกล่าวว่า “หากฉันทราบว่าอัลลอฮฺจะทรงตอบรับเพียง แค่หนึ่ง ตัสบีฮฺจากฉัน ฉันก็ปรารถนาที่จะตาย ณ ตอนนี้”

“ความนอบน้อม” คือ การที่เมื่อท่านได้รับคำแนะนำตักเตือนจากพี่น้องของท่าน และขณะเดียวกันชัยฎอนก็พยายามล่อลวงให้ท่านปฏิเสธคำตักเตือนเหล่านั้น หากแต่ท้ายที่สุดแล้ว ท่านก็ปฏิเสธการล่อลวงของมัน – ด้วยเพราะว่า แท้จริงแล้ว เป้าหมายของการตักเตือนนั้น คือการที่พี่น้องของท่านได้ชี้ให้ท่านเห็นข้อบกพร่องในตัวท่าน (เพื่อให้ท่านได้ปรับปรุงแก้ไข) –

และ สำหรับบุคคลที่อัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงปกครองคุ้มครองนั้น คือบรรดาผู้ที่ เมื่อมีใครสักคนให้คำแนะนำตักเตือนเขา และเขาก็มองเห็นข้อผิดพลาดของตัวเอง อีกทั้งยังเอาชนะนัฟซูด้วยการยอมรับคำตักเตือนนั้น พร้อมทั้งกล่าวขอบคุณและขอดุอาอฺให้แก่ผู้ที่ตักเตือนเขา ดังที่ท่านรสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะศัลลัม ได้กล่าวว่า “อัล กิบัรฺ” คือการปฏิเสธความจริงและการดูถูกเหยียดหยามผู้คน (มุสลิม ติรฺมิซีย์ และอบู ดาวูด)

บุคคลที่มีความหลงตัวเอง ย่อมไม่สร้างผลประโยชน์อันใดต่อใคร หรือไม่เคยแม้แต่จะกล่าวสิ่งดีงามเกี่ยวกับใคร และหากว่าเขาต้องการจะทำเช่นนั้น เขาก็จะกล่าวถึงข้อเสียของบุคคลนั้นสัก 5 ข้อ และ หากมีใครสักคนให้การตักเตือนเขาเกี่ยวกับข้อบกพร่องของเขา เขาก็จะไม่ยอมรับหรือปฏิบัติตามคำตักเตือนนั้นๆ อันเนื่องมาจากความซับซ้อนทางจิตใจที่ต่ำกว่ามาตรฐานของเขา

ด้วยเหตุนี้ภายใต้ “หลักคุณธรรมของมนุษย์” จึงสอนให้เรานั้นน้อมรับคำวิพากษ์วิจารณ์และความคิดเห็นของผู้อื่น โดยปราศจากความรู้สึกในด้านลบ ความไม่สบายใจ ความ รู้สึกละอายหรืออ่อนไหวต่อคำวิพากษ์นั้นๆ และบุคคลที่เป็นตัวอย่างที่ดีแก่เราในเรื่องนี้ นั่นคือ “อามีรฺแห่งผู้ศรัทธา” ท่านอุมัร (รอฎิยัลลอฮุ อันฮุ) ผู้ซึ่งยกธงและกล่าวว่า “ขอ อัลลอฮฺทรงประทานความเมตตาต่อบรรดาผู้ที่แจ้งให้เราทราบถึงข้อบกพร่องของเรา ด้วยเถิด”

ถอดความ::بنت الاٍسلام

Read Full Post »

เวลาคนที่เรารักเกิดล้มป่วยขึ้นมา เราเรียกความเจ็บป่วยนั้นว่าบททดสอบ แต่เมื่อคนที่เราไม่ชอบล้มป่วยลงบ้าง เราเรียกความเจ็บป่วยนั้นว่าการถูกลงโทษ

เวลาคนที่เราร้กเผชิญกับความยากลำบาก เราต่างให้เหตุผลว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเพราะว่าเขาเป็นคนดี แต่เวลาคนที่เราไม่ชอบเผชิญกับความยากลำบาก เราต่างให้เหตุผลว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเพราะว่าเขาไปอธรรมกับคนอื่นมา

พึงระวังการกล่าวอ้างถึงพระปรีชาญาณของอัลลอฮฺที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังการกำหนดของพระองค์โดยยึดเอาความใคร่ปรารถนาของท่านเป็นหลัก (ในการตัดสิน)

เรียบเรียงจากข้อความของ มุฟตี อิสมาอีล เมงกฺ
แปล บินติ อัลอิสลาม

Read Full Post »

จากโพสต์ของนักวิชาการยาซีร กอฎี

หนึ่งในสิ่งที่เป็นเรื่องที่ยากที่สุดสำหรับพวกเราส่วนมากคือ “การชื่นชมเพื่อนๆ (พี่น้อง) ของเรา และเพื่อนร่วมงานของเรา และการมองหาข้อดีของพวกเขา”

ชัยฏอนนั้นคอยกระซิบกระซาบเราให้มีอีโก้ และทำให้เรารู้สึกว่า “เรา” นั้นดีกว่าคนอื่น ด้วยเหตุนี้ แทนที่เราจะมองหาคุณสมบัติที่ดีงามอันน่าชื่นชมของผู้คน เราจึงเลือกที่จะมองหาคุณสมบัติที่เลวร้ายของพวกเขา และทึกทักเอาเองว่า “เรานั้นดียิ่งกว่าพวกเขา”

แน่นอนว่า ชัยฎอนคือผู้ที่ทำเช่นนั้น เพราะไม่ใช่มันหรอกหรือที่กล่าว ตอนที่อัลลอฮฺทรงสร้างนบีอาดัมว่า “ข้าพระองค์ดียิ่งกว่าเขา”

อย่างไรก็ตาม หากมองดูบรรดาศาสนทูตของอัลลอฮ อัลลอฮฺได้ทรงแต่งตั้งนบีมูซาให้ไปยังชาวอิสรออีล และทรงบอกแก่นบีมูซาว่าพระองค์นั้นทรงโปรดปรานท่านเหนือกว่าใครอื่น แต่นบีมูซาผู้ซึ่งมีความอ่อนน้อมถ่อมตนกลับรู้สึกว่าน้องชายของท่าน “ฮารูน” นั้นมีวาทศิลป์ที่ดียิ่งกว่าท่าน และท่านจึงวิงวอนขอให้อัลลอฮฺทรงทำให้น้องชายของท่านเป็นศาสนทูตด้วยเช่นนั้น และขอให้เขาได้เดินทางร่วมไปกับท่านเพื่อไปยังฟิรเอาวน์ ”

“และพี่ชายของข้าพระองค์คือฮารูน เขาพูดจาคล่องแคล่วกว่าข้าพระองค์ ดังนั้น ขอได้โปรดส่งเขาเป็นผู้ช่วยร่วมกับข้าพระองค์ด้วยเถิด เพื่อเขาจะได้ยืนยันให้แก่ข้าพระองค์ แท้จริงข้าพระองค์กลัวว่าพวกเขาจะปฏิเสธข้าพระองค์” (Al-Qasas 28:34 คัดลอก app กุรอานแปลไทย)

ดังนั้นโปรดตรวจสอบคุณสมบัติของคุณว่า คุณมักจะมองหาความดีงามในตัวของผู้อื่น และคิดว่าพวกเขามีคุณสมบัติหลายอย่างที่คุณเองไม่มีหรือไม่? หากเป็นเช่นนั้น คุณกำลังเดินตามรอยเท้าของบรรดาศาสนทูต หรือว่าคุณมักจะคิดว่าคุณดีกว่าคนอื่นเสมอ และคุณมีคุณสมบัติมากมายที่คนอื่นไม่มี? หากเป็นเช่นนั้น คุณกำลังเดินตามรอยเท้าของศัตรูของบรรดาศาสนทูต

นบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “ผู้ใดก็ตามที่ถ่อมตนเพื่ออัลลอฮฺ อัลลอฮฺจะทรงยกระดับสถานะของเขาให้สูงขึ้น” (ขออัลลอฮฺทรงทำให้เราเป็นผู้ที่มีความอ่อนน้อมถ่อมตนด้วยเถิด อามีน)

แปล บินติ อัลอิสลาม

image

Read Full Post »

image

Read Full Post »

เรียนรู้ที่จะยอมรับกับความรู้สึกไม่เห็นด้วย
*********************
ถ่ายทอดโดย มุฟตี อิสมาอีล เมงกฺ Mufti Ismail Menk

image

ผู้ศรัทธาที่แท้จริงจะไม่ด่าทอหรือทำร้ายคนที่เขาไม่เห็นด้วย (กับทัศนคติหรือความคิด) หรือคนที่มีความคิดเห็นแตกต่างไปจากเขา

ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมไม่เคยด่าทอ หรือทำร้ายผู้ที่ท่านไม่เห็นด้วย หรือผู้ที่มีความคิดที่แตกต่างไปจากท่าน

บรรดาผู้ที่ด่าทอผู้อื่น หยาบคายกับพวกเขา หรือดูถูกพวกเขา เพราะมีความคิดเห็นที่ไม่ลงรอยกัน คือผู้ที่ปราศจากซึ่งความศรัทธาและมารยาท

หากเราไม่สามารถจัดการกับความรู้สึกไม่เห็นด้วยของเรา หรือทำความเข้าใจกับ (ความคิดเห็นของ) อีกฝ่ายได้ มันก็ไม่ใช่เหตุผลที่เราจะไปด่าทอพวกเขา หากแต่ว่าเราควรยอมรับกับความรู้สึกที่ไม่เห็นด้วยของเราที่มีต่อพวกเขาต่างหาก

แปล بنت الاٍسلام

Read Full Post »

image

ความผยองและการก่อความเสียหาย
—————–
อัลลอฮฺตรัสว่า “ที่พำนักแห่งอาคิเราะฮฺ (สวนสวรรค์) นั้น เรา (อัลลอฮฺ) ได้เตรียมไว้สำหรับผู้ที่ไม่ดื้อดึงต่อสัจธรรมด้วยความผยองและการกดขี่ข่มเหงในแผ่นดิน และไม่ก่อความเสียหายด้วยการกระทำความชั่ว” (อัลกุรอาน 28.83) 

ท่านอนัส เราะฏิยัลลอฮุ อันฮุ รายงานว่า เราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “ผู้ใดก็ตามในหมู่พวกท่านย่อมไม่มีความศรัทธาที่แท้จริง จนกว่าเขาจะปรารถนาต่อพี่น้อง (มุสลิม) ของเขา ในสิ่งที่เขาปรารถนาต่อตัวของเขาเอง” (บุคอรียฺ และมุสลิม) 

ท่านอบู มุหัมมัด อับดุลลอฮฺ อิบนุ อัมรฺ อิบนุล อัซ (เราะฏิยัลลอฮุ อันฮุ) รายงานว่า ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “ไม่มีผู้ใดก็ตามในหมู่พวกท่านที่มีความศรัทธา จนกว่าความปรารถนาของเขานั้นจะสอดคล้องกับสิ่งที่ฉันได้นำมา (ยังพวกเขา)” (อัลบะฆอวียฺ ชัรฮุสสุนนะฮฺ) 

แหล่งที่มา จากหนังสือ The Book of Major sins
เขียนโดย: Muhammad Ibn Sulayman at-Tamimi
แปลไทย بنت الاٍسلام

Read Full Post »

image

ความหยิ่งยะโส
———————–
อัลลอฮฺตรัสว่า “และบรรดาผู้ที่เกรงกลัวต่อการลงโทษของพระเจ้าของพวกเขา” (อัลกุรอาน 70:27)

มีการรายงานว่าท่านอิบนุ มัสอูด (เราะฎิยัลลอฮุ อันฮุ) กล่าวว่า “ความวิบัตินั้นประกอบด้วยสองสิ่งคือ “ความสิ้นหวัง และความหยิ่งยะโส”

และท่านอบูบักรฺ (เราะฎิยัลลอฮุ อันฮุ) เคยเล่าว่า “มีชายคนหนึ่งที่ทำการชื่มชมยกย่องชายอีกคนหนึ่งอย่างมากต่อหน้าท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ด้วยเหตุนี้ ท่านเราะสูลจึงกล่าวกับเขาว่า “ความทุกข์ร้อนจงประสบแด่ท่าน ท่านได้ตัดคอพี่น้องของท่านเสียแล้ว” และท่านกล่าวย้ำประโยคนั้นอยู่หลายครั้ง และจากนั้นท่านเราะสูลก็กล่าวว่า “ผู้ใดก็ตามในหมู่พวกเขาที่ไม่สามารถยั้บยั้งจากการแสดงความชื่นชมพี่น้องของเขา ควรกล่าวว่า “ฉันคิดว่า..เขาเป็นเช่นนั้น เช่นนี้” ในกรณีที่เขาเห็นว่าพี่น้องของเขาเป็นเช่นนั้น และอัลลอฮฺทรงรู้ซึ่งความจริง และฉันเอง (ท่านเราะสูล) ก็มิได้ยืนยันพฤติกรรมความดีงามของผู้ใดก็ตาม ก่อนอัลลอฮฺ (จะทรงยืนยันมัน)” (บุคอรียฺ และมุสลิม)

ท่านฮาริษ อิบนุ มุอาวิยะฮฺ (เราะฎิยัลลอฮุ อันฮุ) เล่าว่าท่านได้บอกแก่ท่านอุมัรฺ อิบนุ อัลค็อฏฏ็อบ (เราะฎิยัลลอฮุ อันฮุ) ว่า “ผู้คนเคยพยายามขอให้ฉันบอกเล่าเรื่องราวทั้งหลายให้พวกเขาฟัง” ซึ่งท่านอุมัรฺได้กล่าวว่า “ฉันเกรงว่าเมื่อท่านบอกเล่าเรื่องราวทั้งหลายแก่พวกเขาแล้ว ท่านอาจจะคิดไปว่าตัวของท่านนั้นเป็นผู้ที่ดีงามยิ่งในหมู่พวกเขา และเมื่อท่านกระทำเช่นนั้นบ่อยครั้ง พวกเขาอาจคิดไปว่าท่านนั้นอยู่ในกลุ่มหมู่ดาวที่เจิดจรัสเหนือกว่าพวกเขา และด้วยเหตุนั้นอัลลอฮฺจะทรงนำท่านไปอยู่ภายใต้ฝ่าเท้าของพวกเขาในวันแห่งการฟื้นคืนชีพมากเท่านั้น” (อะหมัด พร้อมด้วยสายรายงานที่ดี)

ท่านอนัสบอกเล่าว่า ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “หากท่านมิได้กระทำความผิดบาปใดๆ แล้ว ฉันคงจะเกรงกลัวแทนพวกท่านในสิ่งที่รุนแรงมากยิ่งกว่า “ความหยิ่งยะโส” (บัยฮะกียฺ ใน Ithaf as-Sada al-Muttaqeen)

แหล่งที่มา จากหนังสือ The Book of Major sins
เขียนโดย: Muhammad Ibn Sulayman at-Tamimi
แปล بنت الاٍسلام

Read Full Post »

« Newer Posts - Older Posts »

%d bloggers like this: