Feeds:
Posts
Comments

Archive for the ‘ความยำเกรง’ Category

​หากมีใครสักคนทำดีกับคุณ อิสลามสอนให้คุณต้องทำดีต่อพวกเขาเป็นการตอบแทน อย่างไรก็ตาม หากว่าคุณทำดีกับใครสักคน อิสลามสอนให้คุณไม่ต้องรอคอยการตอบแทนใดๆ หรือคาดหวังจะได้รับสิ่งใดๆ ตอบกลับมาในรูปแบบที่คุณต้องการจากพวกเขา

ในกรณีที่มีคนทำดีต่อคุณ คุณสามารถตอบแทนพวกเขาด้วยการทำดี แสดงความเมตตา ขอบคุณ หรือดุอาอฺให้พวกเขา ส่วนในกรณีที่คุณทำดีต่อผู้อื่น คุณควรคาดหวังการตอบแทนจากอัลลอฮฺเท่านั้น

และหากว่ามีถ้อยคำดีๆ ใดๆ ถูกกล่าวมาถึงคุณอันเนื่องมาจากความดีที่คุณทำ ก็ให้กล่าว อัลฮัมดุลิลลาฮฺ ขอบคุณอัลลอฮฺ

แต่สิ่งที่ยากก็คือ เมื่อเราทำความดีโดยหวังการตอบแทนจากมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นถ้อยคำดีๆ จากพวกเขาก็ตาม หากว่าสิ่งที่เราคาดหวังไม่เกิดขึ้น เราก็จะเกิดความไม่พอใจ โดยลืมไปว่า สิ่งดีๆ ที่เราทำนั้นควรเป็นไปเพื่อความพึงพอพระทัยขออัลลอฮฺ ดังนั้นเราอย่าได้ขุ่นเคืองใจไป

ปัจจุบันนี้ สิ่งที่เรามักจะประสบพบเจอคือ หากเราทำดีกับใคร เมื่อเวลาผ่านพ้นไปสักระยะหนึ่ง เราสามารถคาดเดาได้เลยว่า สิ่งที่ไม่ดีในหลายรูปแบบจากคนเหล่านั้นจะเกิดขึ้นกับเรา เว้นแต่คนที่อัลลอฮฺทรงประทานความเมตตา ไม่ให้สิ่งไม่ดีนั้นเกิดกับเขา

คุณอาจจะทำแต่สิ่งดีดี ให้แต่สิ่งดีดี ช่วยเหลือพวกเขาอย่างสุดความสามารถ อย่างไรก็ตามด้วยแผนการของอัลลอฮฺ บางครั้ง ในวันข้างหน้า พวกเขาเหล่านั้นที่คุณทำดีด้วยจะพูดไม่ดีเกี่ยวกับคุณ นินทาใส่ร้ายคุณ หรือหากมีใครพูดไม่ดีเกี่ยวกับคุณ พวกเขาก็จะไม่แสดงการปกป้องคุณ พวกเขาอาจจะทำร้ายคุณด้วยรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง ซึ่งนั่นเป็นเพราะว่า อัลลอฮฺทรงต้องการให้คุณตระหนักว่า “สิ่งดีดีที่คุณทำให้พวกเขานั้น เพราะคุณต้องการการตอบแทนและความพอใจจากพวกเขา หรือจากพระองค์? หากคุณทำเพื่อพวกเขา อัลลอฮฺนั้นทรงเพียงต้องการให้คุณรู้ว่า แท้จริงแล้ว มนุษย์คือผู้ที่ไม่รู้จักการขอบคุณ แต่หากว่าคุณทำเพื่ออัลลอฮฺ ไม่ว่าพวกเขาจะทำไม่ดีกับคุณอย่างไรก็ตาม การงานที่ดีของคุณย่อมได้รับการตอบรับจากพระองค์แน่นอน พร้อมด้วยการตอบแทนที่ครบถ้วน”

เรียบเรียงบางส่วนจากบรรยายของมุฟตี อิสมาอีล เมงก์  หัวข้อ Lesson on Surah Insaan/โดย บินติ อัล อิสลาม


Advertisements

Read Full Post »

“อัลลอฮฺทรงปรารถนาที่จะผ่อนผันให้แก่พวกเจ้า (ในความยากลำบาก) และมนุษย์นั้นถูกบังเกิดขึ้นในสภาพที่อ่อนแอ” [Quran 4 : 28 ]

มนุษย์ต่างต้องเผชิญกับสภาวะที่อ่อนแอ ไม่ว่าจะเป็นทางด้านสุขภาพ ทรัพย์สิน จิตใจ ร่างกาย และหน้าที่ความรับผิดชอบด้านศาสนา และอ่อนแอ เมื่อเกิดความกังวลสงสัย และเมื่อมีความใคร่ปรารถนา

และหากว่าคุณไม่พึ่งพาหรือมอบหมายต่ออัลลอฮฺในทุกๆ เรื่องในชีวิตของคุณ คุณจะพบว่า คุณกลายเป็นคนที่อ่อนแอและถูกทำร้ายได้ง่ายอยู่เสมอ พึงรู้เถอะว่า “ความเข้มแข็งที่แท้จริง” นั้นมาจากอัลลอฮฺเพียงผู้เดียว

เรียบเรียงจากข้อความชัยคฺอัซซิม อัลฮากีม

Read Full Post »

ทำอย่างไรเราจึงจะเป็นหนึ่งในบรรดาผู้ที่ดีที่สุด
๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑
เขียนโดย อบู มุฮาวิยะฮฺ กัมดัร/ แปล บินติ อัลอิสลาม

หากพูดถึงเรื่องของการพัฒนาตนเองนั้น โดยส่วนใหญ่มักจะมีการให้ความสำคัญว่า “เราควรจะทำอย่างไรเพื่อให้เราดีที่สุด เก่งที่สุดในสิ่งที่เรากำลังทำอยู่” อีกทั้งยังมีเคล็ดลับมากมายที่เราสามารถเรียนรู้ได้เกี่ยวกับการที่จะเป็นคนที่เก่งที่สุดในเรื่องทางโลกทั้งหลาย อย่างไรก็ตาม บทความต่อไปนี้ เราจะมาค้นหาว่า “ทำอย่างไรเราถึงจะเป็นคนที่ดีเลิศที่สุดในพระเนตรของอัลลอฮฺ”

ซึ่งเราจะหาคำตอบกันจากหลายๆ หะดีษที่เน้นย้ำถึงคุณสมบัติของผู้ที่ดีที่สุดในบรรดามุสลิม

ในฐานะของผู้ศรัทธา เราจำต้องพยายามที่จะพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นอยู่เสมอ ดังนั้นเรามาดูกันว่าในหะดีษกล่าวไว้เช่นไรบ้าง และเรามาพยายามที่จะเป็นคนที่ดีเลิศที่สุดในพระเนตรของอัลลอฮฺกัน เพราะในท้ายที่สุดแล้ว การเป็นคนที่ดีเลิศที่สุดในดุนยานั้นย่อมไม่มีคุณค่าใด หากว่าการใช้ชีวิตของเราไม่ได้ทำให้อัลลอฮฺพึงพอพระทัย

๑. “ผู้ที่ดีที่สุดในบรรดามุสลิมนั้น คือผู้ที่บรรดาพี่น้องมุสลิม (ท่านอื่นๆ) ของเขาปลอดภัยจากมือและลิ้นของเขา” (มุสลิม)

ในการที่จะเป็นผู้ศรัทธาที่ดีที่สุดนั้น เราจำต้องเป็นคนที่มีความสงบและความอ่อนโยนเป็นอย่างมาก ผู้คนที่อยู่รอบตัวเราควรรู้สึกปลอดภัยเมื่ออยู่ใกล้ชิดเรา ไม่ใช่เพียงแค่ปลอดภัยจากการถูกกระทำทางกาย แต่ยังรวมถึงความปลอดภัยจากคำพูด วาจาของเราด้วยเช่นกัน ลองพิจารณาดูตัวเราเองและวิเคราะห์การดำเนินชีวิตของเราออกมาด้วยความจริงใจ และถามตัวเองว่า
“ฉันมักจะพูดไม่ดีกับคนอื่นๆ หรือพูดไม่ดีเกี่ยวกับคนอื่นๆ เป็นประจำหรือเปล่า”
“คนรอบตัวฉันเกรงกลัวอารมณ์ที่รุนแรงของฉันหรือเปล่า”
“คนส่วนใหญ่รู้สึกไม่ไว้ใจฉันหรือเปล่า”

คำถามเหล่านี้มีความสำคัญอย่างมากในการที่จะช่วยเราเพื่อปรับปรุงตัวเองให้กลายเป็นคนที่ผู้อื่นรู้สึกปลอดภัยที่จะอยู่ใกล้ชิดด้วย กฎทั่วไปก็คือ “อย่าทำร้าย” และ นี่คือหนึ่งในหลักการขั้นพื้นฐานของอิสลาม

๒. “ผู้ที่ดีที่สุดในหมู่พวกท่านคือผู้ที่มีมารยาทและอุปนิสัยที่ดีที่สุด” (บุคอรียฺ)

ศาสนาของเราคือศาสนาที่เน้นย้ำในเรื่องของการมีมารยาทที่ดีและการมีอุปนิสัยที่ดี “การปฏิบัติตัวของเราต่อผู้คนเป็นเช่นไร” คือสัญญาณที่บ่งบอกว่าเราเข้าใจศาสนาของเราดีเพียงใด

แต่เป็นที่น่าเศร้าที่บางคนกลับกลายเป็นคนที่แข็งกระด้าง ไม่สุภาพ และหยิ่งยโสเมื่อพวกเขาเพิ่งจะเริ่มปฏิบัติตัวตามหลักการศาสนาอิสลาม ซึ่งเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่อิสลามสอน การที่จะเป็นผู้ศรัทธาที่ดีที่สุดนั้น เราจำต้องแสดงออกซึ่งมารยาทที่ดีที่สุดอยู่เสมอ รวมถึงการรับมือ การมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนประเภทต่างๆ  “มารยาทคือสิ่งที่มึความสำคัญเป็นอย่างมากในการที่จะทำให้ความศรัทธาของเรานั้นสมบูรณ์”

๓. “ผู้ที่ดีที่สุดในหมู่ผู้คน คือผู้ที่สร้างประโยชน์อย่างมากที่สุดต่อมวลมนุษย์”(ดาเราะกุฎนียฺ, หะซัน)

อิสลาม ไม่ใช่ศาสนาที่เห็นแก่ตัว และไม่ใช่ศาสนาที่เน้นเพียงแค่การทำอิบาดะฮฺส่วนตัวของบุคคล หากทว่า มุสลิมที่ดีที่สุด คือผู้ที่อุทิศชีวิตของพวกเขาในการรับใช้อุมมะฮฺเพื่ออัลลอฮฺ

พวกเราแต่ละคนต่างมีทักษะและความรู้ที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งสามารถนำมาใช้เพื่อสร้างประโยชน์แก่ผู้อื่นได้ มันคือหน้าที่ของเราในฐานะของมุสลิมในการที่จะใช้ทักษะเหล่านั้นเพื่อสร้างประโยชน์ต่ออุมมะฮฺ ไม่ใช่เพียงแค่การให้ความสำคัญต่อตัวเราเพียงอย่างเดียว ทำให้การรับใช้ชุมชนเป็นส่วนสำคัญอย่างหนึ่งในชีวิตของคุณ เพราะนี่คือสิ่งที่มุสลิมทำกัน

๔. “ผู้ที่ดีที่สุดในหมู่พวกท่านคือผู้ที่เรียนอัลกุรอานและสอนมัน (แก่ผู้คน)” (ดาริมียฺ เศาะเหียฮฺ)

อัลกุรอาน คือรากฐานของศาสนาของเรา มันคือหน้าที่ของเราในการที่จะศึกษาเรียนรู้มัน ทำความเข้าใจมัน และปฏิบัติตามมัน ใช้ชีวิตโดยให้มันเป็นแนวทาง และแผ่สารของมันไปยังผู้อื่น สิ่งที่ดีงามที่สุดที่มุสลิมสามารถอุทิศชีวิตของเขาได้ คือการเรียนอัลกุรอานและสอนอัลกุรอาน

ซึ่งรวมไปถึงการสอนการอ่านอัลกุรอานแก่ผู้คน การสอนตัจวีด ตัฟซีรฺ อาหรับ ฮิฟซ์ และแม้แต่การสอนศาสนา เพราะวิชาศาสนาทั้งหมดจำต้องอาศัยการเรียนรู้ความหมายอายะฮฺที่แตกต่างกันออกไปในอัลกุรอาน ขอให้เราทั้งหลายแสวงหาหนทางที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการทำงานที่ดีงามนี้ เพื่อที่ว่าเราจะได้กลายเป็นหนึ่งในบรรดาผู้ที่ดีที่สุดในอุมมะฮฺนี้

๕. “ผู้ที่ดีที่สุดในหมู่พวกท่าน คือผู้ที่ดีที่สุด (ในการปฏิบัติ) ต่อครอบครัวของเขา และฉัน (นบีมุหัมมัด) คือผู้ที่ดีที่สุดในหมู่พวกท่าน (ในการปฏิบัติ) ต่อครอบครัวของฉัน” (ติรมิซียฺ, เศาะเหียะฮฺ)ุ

เราปฏิบัติตัวเช่นไรกับครอบครัวของเราภายในบ้าน (ในที่ส่วนตัว) คือบททดสอบที่แท้จริงแห่งความศรัทธาและอุปนิสัยที่แท้จริงของเรา มันเป็นการง่ายมากที่จะเสแสร้งทำตัวเป็นผู้ที่มีความอ่อนน้อมถ่อมตน เป็นผู้ศรัทธา และมีมารยาทที่ดีงามในที่สาธารณะต่อหน้าผู้คน แต่การทำตัวให้เป็นผู้ที่มีคุณธรรมความดีงาม มีความอ่อนน้อม น่ารักอ่อนโยน และมีมารยาทที่ดีงามภายในบ้านนั้น คือสัญญาณแห่งความศรัทธาที่แท้จริงของเรา

การที่จะเป็นบุคคลที่ดีเลิศที่สุดได้นั้น เราจำต้องปฏิบัติตามแบบอย่างของท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม และปฏิบัติต่อคนในครอบครัวของเราเป็นอย่างดี ผู้ศรัทธาที่แท้จริง คือมุสลิมที่ดีทั้งในที่สาธารณะและในที่ส่วนตัว

ข้อสรุปจากหะดีษทั้งห้าบทนี้ เราได้เรียนรู้ว่า ผู้ที่ดีที่สุดในบรรดามุสลิม คือผู้ที่
ไม่ทำร้ายผู้อื่น
-มีมารยาทและอุปนิสัยที่ดีงาม
-สร้างประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์
-เรียนและสอนอัลกุรอาน
-ปฏิบัติต่อคนในครอบครัวของเขาเป็นอย่างดี

ขอให้เราพยายามอย่างหนักที่จะปฏิบัติตามหะดีษทั้งห้าบทนี้

รูป จากอินเตอร์เนต

image

Read Full Post »

หากใครเคยดูคลิปชายผิวคล้ำกลางทะเลทรายคนหนึ่งที่ไม่ยอมขายแกะให้กับชายสองคนที่เสนอเงินจำนวนมากมายให้เขา ด้วยเพราะความยำเกรงที่เขามีต่ออัลลอฮฺ อยากให้อ่านบทความนี้ที่สรุปมาจากบรรยายของมุฟตี อิสมาอีล เมงกฺ.. เรื่องราวดังกล่าว ไม่จบแค่นั้น ยังมีตอนต่อไป.. ขอเสนอเรื่องราวทั้งหมดอีกครั้ง สำหรับคนที่ไม่เคยดูคลิปวิดีโอดังกล่าว

มุฟตี เมงก์เล่าว่า ท่านได้ดูคลิปวิดีโอ ซึ่งมีชายชาวซูดานคนหนึ่ง สวมผ้าพันศีรษะ เขาใช้ชีวิตอยู่กลางทะเลทรายที่แสนร้อนระอุในประเทศซาอุดิอารเบีย

จากนั้นมีคนกลุ่มหนึ่งต้องการทดสอบเขา ซึ่งจะด้วยจุดประสงค์ใดก็ตามแต่ อัลลอฮฺทรงรู้ดียิ่ง

ชายชาวซูดานคนนี้ทำหน้าที่เป็นคนเลี้ยงดูแลแกะจำนวนหลายตัวกลางทะเลทราย และชายสองคนนี้ได้ขับรถเข้าไปหาชายชาวซูดานคนดังกล่าว และทักทายเขา จากนั้นก็บอกเขาว่า พวกเขาต้องการแกะ 1 ตัว ซึ่งคนเลี้ยงแกะชาวซูดานได้ปฏิเสธไปว่า เขาไม่สามารถให้แกะแก่พวกเขาได้ เพราะแกะเหล่านั้นไม่ใช่ของเขา และเขาก็ไม่ใช่เจ้าของมัน

ชายสองคนจึงให้เงื่อนไขกับเขาว่า “แล้วถ้าพวกเขาจ่ายเงินเพื่อซื้อแกะตัวนี้ล่ะ?” คนเลี้ยงแกะได้ปฏิเสธข้อเสนอ โดยให้เหตุผลว่า “ไม่ได้ แม้ว่าพวกคุณจะให้เงินผม เพราะเมื่อผมไปอยู่ในหลุมฝังศพของผม ผมต้องตอบคำถามนี้” แต่ชายสองคนยังคงพยายามต่อไปโดยแนะให้เขาบอกเจ้าของว่าแกะหายไป และเขาได้ตอบกลับไปว่า “มันไม่มีข้ออ้างที่ว่า แกะหายไปในหลุมฝังศพหรอก ผมห่วงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในหลุมฝังศพของผม เพราะมันจะมีการคิดบัญชีที่นั้น และมันเป็นการคิดบัญชีที่รุนแรง”

ชายสองคนที่ขับรถ GMC คันใหญ่แสนหรูหรา ยังคงไม่ลดละความพยายาม คนเลี้ยงแกะชาวซูดานบอกพวกเขาว่า “คุณเห็นท้องฟ้า และผืนแผ่นดินนั้นไหม มันต้องประกบเข้าหากันก่อน ผมถึงจะให้คุณได้” (ความหมายคือ มันเป็นไปไม่ได้)

ท้ายที่สุดชายสองคนจึงเสนอเงิน 200,000 ริยาล (ประมาณ 50,000 ดอลล่าห์) ให้แก่ชายชาวซูดานเพื่อซื้อแกะหนึ่งตัวที่เขาเลี้ยงมัน และบอกเขาว่า “ไม่มีใครเห็นหรอก” ช่วงเวลานี้เองที่ชายชาวซูดานชักสีหน้าแสดงความโกรธขึ้นมา และตอบว่า “ไม่มีใครเห็นหรือ! อัลลอฮฺทรงกำลังมองดูผมอยู่ คุณไม่รู้จักอัลลอฮฺหรือไง”

ดูความซื่อสัตย์ของคนเลี้ยงแกะชาวซูดานคนนี้สิ เงินเดือนของเขาน่าจะประมาณ 200 ดอลล่าห์ต่อเดือน และเขาได้รับข้อเสนอให้ขายแกะ 1 ตัวที่ไม่ใช่ของเขาถึง 200,000 ริยาล บางคนคงรับข้อเสนอนี้และขายไปเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง

แต่คุณไม่รู้หรอกว่าแผนการของอัลลอฮฺเป็นเช่นไร

จากนั้น มีสตรีท่านหนึ่งได้ดูคลิปวิดีโอนี้ และเธอตัดสินใจที่จะตามหาชายชาวซูดานคนนี้ที่สถานทูตซูดาน พวกเขาใช้เวลา 2 สัปดาห์ในการตามหาตัวและขอให้เขามายังสถานทูต และสตรีท่านนั้นได้มอบเงินจำนวน 200,000 ริยาลเป็นของขวัญให้แก่เขาสำหรับความซื่อสัตย์ของเขา อันเป็นบทเรียนแก่มุสลิมทั่วโลก… และเมื่อชายชาวซูดานได้รับเงิน เขาก็พูดขึ้นมาว่า “นี่เป็นเพราะอัลลอฮฺ” 

มันได้มีการบันทึกไว้แล้วว่า เงินจำนวน 200,000 ริยาลเป็นของเขา ซึ่งเขาสามารถได้เงินนี้มาด้วยการฉ้อฉล ด้วยความหลอกลวง แต่เขาได้เงินนี้มาด้วยเพราะความซื่อสัตย์ของเขา เขายับยั้งตัวเองจากหนทางที่หะรอม ด้วยเหตุนี้ อัลลอฮฺจึงทรงเปิดประตูแห่งความหะลาลให้แก่เขา

นั่นเป็นเพราะความยำเกรงของเขา เขารู้ว่าเขาไม่สามารถปิดบังซ่อนเร้นการกระทำของเขาจากอัลลอฮฺได้

หากคุณยำเกรงต่ออัลลอฮฺ ทุกอย่างก็จะดำเนินไปด้วยดี

อัลลอฮฺตรัสว่า “จงยำเกรงอัลลอฮฺ”

ความตักวา (ยำเกรงต่ออัลลอฮฺ) นี้ มาพร้อมกับ การตะวักกุล (การมอบหมาย ไว้วางใจในอัลลอฮฺ) ดังนั้นหากคุณไม่มี “ตะวักกุล” คุณก็ไม่มี “ตักวา”

ปัจจัยยังชีพของแต่ละคนนั้นได้ถูกกำหนดไว้แล้ว อัลลอฮฺจะประทานให้คุณแน่นอน แต่มันขึ้นอยู่กับว่าทางเลือกของคุณจะอยู่ในหนทางที่หะลาล หรือ หะรอม

สรุปเรียบเรียงจากบางส่วนของบรรยายมุฟตี อิสมาอีล เมงก์ หัวข้อ Jumping the gun/โดย บินติ อัลอิสลาม

image

รูป จาก อินเตอร์เนต

Read Full Post »

image

“พระองค์ตรัสว่า อะไรที่ขัดขวางเจ้ามิให้เจ้าสุญูด ขณะที่ข้าได้ใช้เจ้า มันกล่าวว่า ข้าพระองค์ดีกว่าเขา โดยที่พระองค์ทรงบังเกิดข้าพระองค์จากไฟ และได้บังเกิดเขาจากดิน” (ซูเราะฮฺ อัลอะอฺรอฟ 07:12)

คุณลักษณะของชัยฏอน (ซูเราะฮฺ อัลอะอฺรอฟ 07:12)
~~~~~~~~~~~~
เขียนโดย อบู มุอาวิยะฮฺ อิสมาอีล กัมดัรฺ
แปล บินติ อัลอิสลาม

“พระองค์ตรัสว่า อะไรที่ขัดขวางเจ้ามิให้เจ้าสุญูด ขณะที่ข้าได้ใช้เจ้า มันกล่าวว่า ข้าพระองค์ดีกว่าเขา โดยที่พระองค์ทรงบังเกิดข้าพระองค์จากไฟ และได้บังเกิดเขาจากดิน” (ซูเราะฮฺ อัลอะอฺรอฟ 07:12)

เรื่องราวของนบีอาดัมและชัยฏอนคือหนึ่งในเรื่องราวที่ถูกบอกเล่าบ่อยครั้งในอัลกุรอาน ด้วยเพราะว่าในเรื่องราวนี้มีบทเรียนมากมายสำหรับมวลมนุษย์ เรื่องราวนี้บอกเล่าถึงต้นกำเนิดของมนุษย์และต้นกำเนิดของความชั่วร้าย อย่างไรก็ตามมันก็ยังมีบทเรียนมากมายสำหรับมนุษย์เพื่อให้พวกเราได้ใคร่ครวญ อายะฮฺนี้ช่วยทำให้เราได้ทราบถึงกระบวนความคิดที่นำพาอิบลิสไปสู่การเป็นชัยฏอน เมื่ออัลลอฮฺทรงถามมันว่าเหตุใดมันจึงไม่ยอมโค้งคำนับต่อนบีอาดัม มันได้ตอบพระองค์ว่า “มันดียิ่งกว่าอาดัม ด้วยเพราะวิธีการที่มันถูกสร้างขึ้นมา”

ซึ่งสิ่งนี้เองที่ให้บทเรียนมากมายแก่เราเพื่อให้เราได้ใคร่ครวญ “การไม่เชื่อฟังต่ออัลลอฮฺของชัยฏอน เกิดจาก ความหลงตัวเอง ความทะนงตน” และจริงๆ แล้ว มันเป็นรูปแบบของความหลงตัวเองเช่นเดียวกับการแบ่งแยกชนชั้น เชื้อชาติ สีผิวที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน “การแบ่งแยกชนชั้น” คือโรคร้ายชนิดหนึ่งที่มนุษย์คนหนึ่งคิดและเชื่อว่าเขานั้นดีกว่าคนอีกคนหนึ่ง เพียงเพราะเหตุผลง่ายๆ ที่ว่าเขาดูแตกต่างไป ซึ่งความคิดเช่นนั้นไม่ต่างอะไรมากนักจากความคิดของชัยฏอน ที่มันคิดว่ามันดีกว่านบีอาดัมเพราะมันคือญินและนบีอาดัมคือมนุษย์ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ไม่ได้บ่งชี้ถึงคุณค่าของใครคนหนึ่งแต่อย่างใด เพราะไม่มีใครเลือกได้ว่าเขาจะเกิดมารูปร่างหน้าตาอย่างไร เกิดที่ไหน เกิดขึ้นมาอย่างไร ดังนั้นสิ่งเหล่านี้จึงไม่สามารถนิยามความเป็นตัวตนของเราได้

นบีอาดัมดียิ่งกว่าชัยฏอน ไม่ใช่เพราะว่าท่านถูกสร้างขึ้นมาอย่างไร หากแต่เป็นเพราะว่าเมื่อทั้งสอง (อิบลีสและนบีอาดัม) กระทำความผิด นบีอาดัมได้ทำการสำนึกผิดขออภัยโทษต่ออัลลอฮฺ ในขณะที่ชัยฏอนยังคงดื้อดึงในความผิดพลาดที่มันได้กระทำจนกระทั่งกาลอวสาน นี่คือปัจจัยที่บ่งชี้ว่าใครที่เป็นมนุษย์ที่ดีที่สุดในพระเนตรของอัลลอฮฺ ความสามารถในการสำนึกต่อความผิดพลาดของเราและลุกขึ้นมาปรับปรุงแก้ไขและหันเข้าสู่ความดีงาม

และยังมีอีกมุมมองหนึ่งเพื่อใคร่ครวญถึงอายะฮฺนี้ที่คนหลายคนมองข้ามไป เช่น การกุฟรฺของชัยฏอน ชัยฏอนกลายเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธาได้อย่างไร มันเคยศรัทธาต่ออัลลอฮฺ แต่กระนั้นมันก็ยังฝ่าฝืนพระองค์และไม่ยอมขออภัยโทษกลับเนื้อกลับตัว แต่เราก็รู้ว่านั่นไม่ใช่การกุฟรฺ แต่มันคือบาปและการปฏิเสธที่จะขออภัยโทษต่อบาปนั้น แต่ทว่า “การกุฟรฺที่แท้จริง” คือถ้อยคำของมันที่กล่าวว่า “ข้าพระองค์ดีกว่าเขา” เมื่อชัยฏอนกล่าวในสิ่งที่เขาหมายความว่า “ข้าพระองค์ไม่โค้งคำนับต่ออาดัมเพราะข้าพระองค์ดีกว่าเขา ดังนั้นพระองค์ทรงทำความผิดพลาดด้วยการร้องขอให้ข้าพระองค์โค้งคำนับต่อเขาและพิจารณาว่าเขานั้นดีกว่าข้าพระองค์” อีกทั้งการปฏิเสธของชัยฏอนนั้นเกิดจากการที่เขาตัดสินความผิดพลาดของอัลลอฮฺและนึกคิดเอาเองว่าเขารู้ดียิ่งกว่าอัลลอฮฺ

บ่อยครั้งเพียงใดที่มุสลิมทำความผิดพลาดนี้ในปัจจุบัน พวกเราบางคนอาจพบว่ากฎหรือคำสั่งใช้ในอัลกุรอานหรือสุนนะฮฺ ขัดแย้งกับความปรารถนา ความต้องการ หรือวัฒนธรรมสมัยใหม่ของเรา ดังนั้นเราจึงนึกคิดเอาเองว่า “กฎเกณฑ์นั้น” ไม่ถูกต้อง เช่นข้อห้ามในเรื่องของการรักร่วมเพศ ในการทำเช่นนั้นหมายถึง การที่เรากำลังเดินตามรอยเท้าของชัยฏอน

อิสลามหมายถึงการยอมจำนน และนั่นหมายรวมถึงการยอมจำนนต่อข้อเท็จจริงที่ว่าอัลลอฮฺทรงรู้ดียิ่งและกฎของพระองค์นั้นดีที่สุด แม้ว่าผู้คนจะไม่พอใจก็ตาม

Read Full Post »

image

ผู้ศรัทธาทั้งหลาย! จงเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยดีเพื่ออัลลอฮฺ เป็นพยานด้วยความเที่ยงธรรม และจงอย่าให้การเกลียดชังพวกหนึ่งพวกใด ทำให้พวกเจ้าไม่ยุติธรรม จงยุติธรรมเถิด มันเป็นสิ่งที่ใกล้กับความยำเกรงยิ่งกว่า และพึงยำเกรง อัลลอฮฺเถิด แท้จริงอัลลอฮฺนั้น เป็นผู้ทรงรอบรู้อย่างละเอียดในสิ่งที่พวกเจ้ากระทำกัน (ซูเราะฮฺ อัลมาอิดะฮฺ 05:08) *คัดลอกจากโปรแกรมอัลกุรอาน

ความยุติธรรม คือองค์ประกอบสำคัญของความตักวา (ซูเราะฮฺ อัลมาอิดะฮฺ 05:08)
~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~
เขียนโดย อบู มุอาวิยะฮฺ อิสมาอีล กัมดัรฺ
แปล บินติ อัลอิสลาม

ผู้ศรัทธาทั้งหลาย! จงเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยดีเพื่ออัลลอฮฺ เป็นพยานด้วยความเที่ยงธรรม และจงอย่าให้การเกลียดชังพวกหนึ่งพวกใด ทำให้พวกเจ้าไม่ยุติธรรม จงยุติธรรมเถิด มันเป็นสิ่งที่ใกล้กับความยำเกรงยิ่งกว่า และพึงยำเกรง อัลลอฮฺเถิด แท้จริงอัลลอฮฺนั้น เป็นผู้ทรงรอบรู้อย่างละเอียดในสิ่งที่พวกเจ้ากระทำกัน (ซูเราะฮฺ อัลมาอิดะฮฺ 05:08) *คัดลอกจากโปรแกรมอัลกุรอาน

อายะฮฺนี้คือหนึ่งในถ้อยคำที่มีความหมายทีทรงพลังที่สุดในอิสลาม อันเกี่ยวกับความสำคัญของความยุติธรรม ในอายะฮฺนี้ อัลลอฮฺทรงชี้แจงว่า “ความยุติธรรม” เป็นสิ่งที่ใกล้ชิดที่สุดกับ “ความตักวา (ยำเกรง)”  หมายความว่า ความยุติธรรมคือ  ส่วนสำคัญของคุณธรรมความดีงาม ‘มุสลิมคนหนึ่ง จะไม่ถือว่าเป็นผู้ศรัทธาที่แท้จริง ณ ที่อัลลอฮฺ  หากว่าเขาเป็นผู้ที่ไร้ซึ่งความยุติธรรมต่อสิ่งที่อัลลอฮฺทรงสร้าง แม้ว่าเขาจะละหมาดและถือศีลอดอย่างมากมายก็ตาม นี่เป็นเพราะว่า ‘ความยุติธรรม’ คือสิ่งที่เกิดขึ้นมาจากความศรัทธาที่แท้จริง ผู้ใดก็ตามที่เชื่อว่าอัลลอฮฺทรงรับรู้ถึงทุกสิ่งที่เขาทำ และเขาจะต้องตอบคำถาม ณ ที่อัลลอฮฺในทุกๆ การกระทำของเขาย่อมได้รับความชอบธรรม

นี่คือสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าความเข้าใจของเราที่มีต่อ “ความตักวา” นั้นผิดเพี้ยนไปไกลจากความเข้าใจของมุสลิมยุคแรกเพียงใด พวกเขาต่างให้คุณค่าความสำคัญต่อความยุติธรรมมากกว่าการละหมาดนะฟีลและการถือศีลอดนะฟีล (สมัครใจ สุนนะฮฺ) เพราะความยุติธรรมคือหนึ่งปัจจัยขั้นพื้นฐานของกฏแห่งอิสลามและหน้าที่ความรับผิดชอบของผู้ศรัทธาทุกคน

ท่านอุมัรฺ อิบนุ อับดุล อะซีซ ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในบรรดาเคาะลีฟะฮฺที่มีคุณธรรมที่สุดในยุคต้นๆ ซึ่งภรรยาของท่าน นางฟาติมะฮฺ บินตฺ อับดุลมาลิก บรรยายคุณลักษณะของท่านไว้ว่า “ขอสาบานด้วยอัลลอฮฺ ท่านจะไม่ละหมาดหรือถือศีลอดมากกว่าใครอื่นใด หากทว่า ขอสาบานด้วยอัลลอฮฺ ฉันเองไม่เคยพบเห็นใครคนใดที่มีความเกรงกลัวต่ออัลลอฮฺมากไปกว่าท่านอุมัรฺ!”

หากว่าท่านอุมัรฺไม่ได้ละหมาดหรือถือศีลอด (นะฟีล) มากไปกว่ามุสลิมทั่วไป เหตุใดท่านจึงได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้ที่อยู่กลุ่มคนที่มีคุณธรรมที่สุดในยุคสมัยของท่าน แม้แต่ภรรยาของท่านเองก็ยืนยันเช่นนั้น? นั่นเป็นเพราะความรับผิดชอบของท่านที่มีต่อความยุติธรรมในทุกๆ ด้านของการใช้ชีวิตของท่าน แบบอย่างนี้แสดงให้เห็นว่ามุสลิมในยุคแรกนั้นเชื่อม “ความยุติธรรม” กับ “ความตักวา” เข้าไว้ด้วยกัน

ปัจจุบันนี้ เมื่อพูดถึงเรื่องของ “ความไม่ยุติธรรม” เราก็มักจะคิดในเรื่องของการเมืองเพียงอย่างเดียวเท่านั้น มุสลิมหลายคนมองข้ามอายะฮฺนี้ไปและคิดว่ามันไม่เกี่ยวข้องกับเขา แต่ในความเป็นจริง “ความยุติธรรม” คือคุณสมบัติที่ควรมีในมนุษย์ทุกคน ส่วน “ความไม่ยุติธรรม” นั้นเกิดขึ้นได้ในหลายรูปแบบ และมีมุสลิมหลายคนที่มักวิพากษ์วิจารณ์ความเผด็จการ การใช้อำนาจกดขี่ของผู้นำ ในขณะที่ตัวของพวกเขาเองก็เผด็จการ กดขี่ข่มเหงคนจำนวนหนึ่งที่อยู่ภายใต้การดูแลของพวกเขา

สิ่งที่จะกล่าวต่อไปนี้คือรูปแบบของความอธรรมที่เกิดขึ้นได้ด้วยน้ำมือของมุสลิมเอง

1. ทารุณ สบประมาทคนในครอบครัว
2. ข่มเหงลูกจ้าง
3. ทำร้ายสัตว์และทำลายสิ่งแวดล้อม
4. เข้าข้างสมาชิกครอบครัว ทั้งที่เขาเป็นฝ่ายผิด
5. แสดงความรักต่อลูกคนใดคนหนึ่งมากกว่าอีกคนหนึ่ง หรือต่อภรรยาคนหนึ่งมากกว่าอีกคนหนึ่ง
6. ปล่อยข่าวลือ เรื่องโกหก ใส่ร้ายเกี่ยวกับผู้อื่น

ดังนั้นก่อนที่เราจะวิพากษ์วิจารณ์ความไม่ยุติธรรมของผู้อื่น เราจำต้องย้อนมองดูการใช้ชีวิตของตัวเราเองด้วย หากเราต้องการเห็นความยุติธรรมในระดับการเมือง มันควรต้องเริ่มจากตัวเราแต่ละคนก่อนในการที่จะแพร่ขยายความยุติธรรมในระดับของบุคคล เมื่อเรามีความยุติธรรม เที่ยงตรงต่อสิ่งถูกสร้างของอัลลอฮฺ เราก็จะสัมผัสได้ถึงความดีงามที่แท้จริง และความช่วยเหลือของอัลลอฮฺ

Read Full Post »

%d bloggers like this: