Feeds:
Posts
Comments

Archive for the ‘ความรู้’ Category

image

“แท้จริงอัลลอฮฺจะไม่ทรงอภัยโทษให้แก่การที่สิ่งหนึ่งจะถูกให้เป็นภาคีกับพระองค์ แต่พระองค์จะทรงอภัยโทษให้ซึ่งสิ่งอื่นจากนั้น สำหรับผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ และผู้ใดให้มีภาคี ขึ้นแก่อัลลอฮฺแล้ว แน่นอน เขาก็ได้หลงทางไปแล้วอย่างไกล” (ซูเราะฮฺ อันนิซาอฺ 04:116) คัดลอกจากโปรแกรมอัลกุรอาน

ที่สุดของบาปใหญ่ (ซูเราะฮฺอันนิซาอฺ 04:116)
~~~~~~~~~~~~
เขียนโดย อบู มุอาวิยะฮฺ อิสมาอีล กัมดัรฺ
แปล บินติ อัลอิสลาม

“แท้จริงอัลลอฮฺจะไม่ทรงอภัยโทษให้แก่การที่สิ่งหนึ่งจะถูกให้เป็นภาคีกับพระองค์ แต่พระองค์จะทรงอภัยโทษให้ซึ่งสิ่งอื่นจากนั้น สำหรับผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ และผู้ใดให้มีภาคี ขึ้นแก่อัลลอฮฺแล้ว แน่นอน เขาก็ได้หลงทางไปแล้วอย่างไกล” (ซูเราะฮฺ อันนิซาอฺ  04:116) คัดลอกจากโปรแกรมอัลกุรอาน

อายะฮฺนี้มักจะถูกเข้าใจผิดและถูกมองข้าม และด้วยเพราะมีความเข้าใจผิดมากมายเกี่ยวกับอายะฮฺนี้ คำอธิบายตัฟซีรฺของอายะฮฺนี้จึงจะมีความยาวกว่าปกติ

อายะฮฺนี้ยืนยันว่า “บาปที่ใหญ่ที่สุด ณ ที่อัลลอฮฺ คือ การทำชิริก” และสิ่งใดก็ตามที่เล็กน้อยกว่า การชิริกนั้นจะได้รับการอภัย โทษจากอัลลอฮฺ ซึ่งความเข้าใจผิดประการแรกเกี่ยวกับอายะฮฺนี้คือ ผู้คนมักจะเข้าใจบริบทของอายะฮฺนี้ผิดๆ ในบริบทของอายะฮฺนี้ มีความหมายว่า “อัลลอฮฺจะมิทรงอภัยโทษต่อ ‘การทำชิริก’ หากว่าบุคคลหนึ่งนั้นเสียชีวิตลงโดยไม่ได้ทำการสำนึกผิด ขออภัยโทษต่อพระองค์ (เตาบัตตัว) จากการกระทำดังกล่าว หากทว่าพระองค์จะทรงอภัยโทษให้กับบาปอื่นๆ นอกเหนือจากนี้ หากว่าบุคคลหนึ่งเสียชีวิตลงโดยไม่ได้ทำการสำนึกผิด หรือขออภัยโทษต่อพระองค์”

อายะฮฺนี้กล่าวถึง “บาปทั้งหลายที่ถูกกระทำ โดยไม่ได้มีการเตาบัต” และนี่มักจะถูกเข้าใจผิดโดยคนบางกลุ่มอยู่เป็นประจำ มากกว่าหนึ่งครั้งที่ผม (อบูมุอาวิยะฮฺ) ได้รับคำถามจากพี่น้องที่เพิ่งเข้ารับอิสลามเกี่ยวกับอายะฮฺนี้ โดยกล่าวว่า ก่อนเข้ารับอิสลาม พวกเขาได้กระทำการชิริก ดังนั้นในอายะฮฺนี้ มีความหมายว่าอัลลอฮฺจะมิทรงอภัยโทษแก่พวกเขาใช่หรือไม่? คำตอบคือ สิ่งที่พวกเขาเข้าใจนั้นไม่ใช่สิ่งที่อายะฮฺนี้ได้แจ้งแก่เรา หากทว่าการเข้ารับอิสลามนั้นได้ลบล้างความผิดที่ผ่านมาทั้งหมดก่อนหน้านี้แล้ว เพราะการเข้ารับอิสลามคือรูปแบบของการสำนึกผิด และขออภัยโทษต่ออัลลอฮฺ (เตาบัต) นั่นเอง

ความเข้าใจผิดประการที่สองเกี่ยวกับอายะฮฺนี้คือ หลายคนคิดว่า “การทำชิริก” หมายถึงการเคารพสักการะต่อรูปปั้นเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ความหมายโดยนัยของอายะฮฺนี้ยังหมายรวมถึงรูปแบบของการทำชิริกที่ชัดเจนที่บุคคลหนึ่งไม่ได้ทำการเตาบัตจากการกระทำนั้น และไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การเคารพสักการะต่อรูปปั้นเท่านั้น มันไม่ได้หมายรวมถึงสิ่งที่บุคคลแห่งเตาฮีดทำโดยที่เขาไม่รู้ว่าสิ่งนั้นคือ “ชิริก” ซึ่งการกระทำดังกล่าวอาจได้รับการอภัยโทษอันเนื่องมาจากความโง่เขลา ดังนั้นการลงโทษจะเกิดขึ้นกับผู้คนที่มีความรู้ แต่ยังคงดื้อดึงที่จะกระทำการชิริก นี่คือเหตุผลที่มุสลิมทุกคนจำต้องเพียรพยายามอย่างมากที่จะศึกษา “เตาฮีด” และศึกษาว่าความเชื่อใด และการกระทำใดที่ถือเป็นการทำชิริก

ความเข้าใจผิดที่สามเกี่ยวกับอายะฮฺนี้คือ บางคนเชื่อว่าอายะฮฺนี้กล่าวถึงบรรดาผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมเท่านั้น ไม่ได้กล่าวถึงมุสลิมคนใด ในความเป็นจริงแล้ว อายะฮฺนี้กล่าวถึงผู้ใดก็ตามที่ทำชีริก ทั้งที่รู้ว่ามันเป็นสิ่งที่ผิด และเขาก็ได้รับสาห์นแห่งอิสลามแล้ว ซึ่งรวมถึงผู้ที่กล่าวว่าเขาเป็นมุสลิม แต่ยังคงมีความเชื่อในเรื่องของชิริกและดื้อดึงในการทำชิริก และไม่ได้หมายรวมถึงผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมที่เสียชีวิตลงโดยที่เขาไม่เคยรับรู้เกี่ยวกับสัจธรรมแห่งอิสลามเลย “ผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมเช่นนี้” จะได้รับการทดสอบจากอัลลอฮฺในวันแห่งการตั่ดสิน เช่นที่มีการแจ้งไว้ในหนังสือตัฟซีรฺหลายเล่ม ด้วยเพราะอัลลอฮฺคือผู้ทรงยุติธรรมยิ่งและพระองค์จะมิทรงลงโทษผู้คนในสิ่งที่พวกเขาไม่รู้

ความเข้าใจผิดที่สี่เกี่ยวกับอายะฮฺนี้ คือ มุสลิมบางคนคิดว่า ด้วยเพราะการทำชิริกคือบาปที่ใหญ่ที่สุด ดังนั้นมันจึงให้สิทธิแก่พวกเขาในการที่จะปฏิบัติต่อผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมอย่างอธรรม และเลวร้าย ความเชื่อเช่นนี้ขัดแย้งกับคำสอนของอิสลามอย่างชัดเจน เพราะนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้เรียกร้องผู้คนสู่อิสลามด้วยความอ่อนโยนและความเมตตา นี้คือวิธีการเข้าผู้คนของท่าน ไม่ว่าพวกเขาจะนับถือศาสนาใดอยู่ก็ตาม และ “ความผิดบาปของผู้คน” ไม่ใช่เหตุผลที่พวกเขาไม่ควรได้รับสิทธิในการที่จะได้รับการปฏิบัติด้วยความเมตตาและความยุติธรรมจากเราแต่อย่างใด

เรื่องสุดท้ายที่จำต้องมีการกล่าวถึงเกี่ยวกับอายะฮฺนี้ คือ “ความสงสัย ที่เกิดขึ้นในความคิดของเยาวชนหลายคน”  การเติบโตขึ้นมาในสิ่งแวดล้อมแบบเชคิวลาร์ (มุ่งเน้นเรื่องทางโลก) มุสลิมบางคนจึงไม่สามารถเข้าใจได้ว่าทำไม “การทำชิริก” จึงเป็นสิ่งที่เลวร้ายยิ่งกว่า การข่มขืน การฆ่า การขโมย และอาชญากรรมอื่นๆ  “ความคิดมากมายของมนุษย์ ได้เป็นสาเหตุที่ทำให้มุสลิมหลายคนให้ความสำคัญต่อ “การทำชีริก” ลดลง และมองว่าการกระทำดังกล่าวไม่ใช่เรื่องใหญ่แต่อย่างใด ซึ่ง “ปัญหานี้” เกิดจากมุมมองหรือทัศนคติของเรานี่เอง ความคิดมุมมองแบบสมัยใหม่ คือ (เชื่อว่า) มนุษย์ คือสิ่งมีชีวิตที่มีความสำคัญที่สุดในการมีอยู่ และการละเมิดสิทธิมนุษย์ถือเป็นอาชญากรรมที่เลวร้ายที่สุด

แน่นอนว่า การละเมิดสิทธิใดๆ ก็ตามต่อสิ่งถูกสร้างของอัลลอฮฺ ถือเป็นบาป และเป็นสิ่งต้องห้ามในอิสลาม แต่ทว่า “การทำชีริก” ถือเป็นการละเมิดที่หนักหนากว่าสิ่งอื่นๆ ทั้งหมด เพราะ “ชีริก” คือ การละเมิดสิทธิของพระผู้ทรงสร้าง นั่นคืออัลลอฮฺ และในฐานะ ‘มุสลิม’ เราจำต้องเปลี่ยนมุมมองความคิดของเราและน้อมรับว่าอัลลอฮฺทรงยิ่งใหญ่กว่ามนุษย์ ดังนั้นการละเมิดสิทธิของอัลลอฮฺจึงรุนแรงยิ่งกว่าการละเมิดสิทธิของมนุษย์ แม้ว่าการกระทำทั้งสองรูปแบบจะผิดเหมือนกันก็ตาม ซึ่งในทางการเมือง นี่อาจจะไม่ถูกต้องนักที่จะกล่าวเช่นนี้ในโลกแห่งยุคสมัยใหม่ เพราะผู้คนต่างกำลังยัดเยียดความคิดที่ว่าทุกศาสนาเท่าเทียมกัน แต่นี่คือความจริงที่ได้รับการยืนยันโดยอัลลอฮฺ และเป็นสิ่งที่มุสลิมจำต้องเชื่อ

คุณธรรมที่แท้จริงไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ตราบใดที่เราประเมินคุณค่าของเตาฮีดต่ำ และมองว่าการทำชีริกนั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่ “เตาฮีด คือรากฐานแห่งอิสลาม และคุณธรรมเริ่มต้นจากการเติมเต็มสิทธิของอัลลอฮฺและเรียกร้องผู้อื่นให้กระทำสิ่งเดียวกัน”

แน่นอนว่า การเติมเต็มสิทธิของมนุษย์คือส่วนหนึ่งของคุณธรรม ความดีงาม หากทว่าสิทธิของอัลลอฮฺ ที่รวมถึงเตาฮีดและเศาะลาฮฺ (ละหมาด) ควรเป็นสิ่งแรกที่เราให้ความสำคัญ

Read Full Post »

แปลจากบทความ EASY GOOD DEEDS ~ www.islamation.com

ถอดความ :: بنت الاٍسلام
รูปจาก อินเตอร์เน็ต

1. ระลึกถึงอัลลอฮฺในทุกๆ การกระทำของท่าน ขอดุอาอฺต่อพระองค์ก่อนจะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ไม่ว่าจะก่อนนอน ก่อนทานอาหาร ก่อนเริ่มต้นการเรียน ก่อนขับรถ เป็นต้น

2. อ่านอัลกุรอานภาษาอาหรับและศึกษาความหมายทุกวัน ใช้เวลาว่างในการฟังพระดำรัสของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮู วะตะอาลา

3. ตั้งใจศึกษา ศาสนาอย่างจริงจัง พยายามทำให้การเรียนศาสนาในห้องเรียน การฮาละเกาะฮฺ หรือการพบปะพี่น้องนั้นเต็มไปด้วยความรู้ที่เกิดประโยชน์

4. ประเมินตัวเองทุกๆ วันก่อนเข้านอน ขอบคุณอัลลอฮฺสำหรับทุกๆ ความดีงามที่ท่านได้กระทำ และขออภัยโทษต่อพระองค์กับความผิดพลาดหรือบาปต่างๆ ที่ท่านได้กระทำไปในแต่ละวัน

5. หลีกเลี่ยงการมองดูภาพ หรือสิ่งใดก็ตามที่เป็นสิ่งหะรอม ไม่ว่าจะเป็นภาพจากโทรทัศน์ นิตยสาร หรือที่ใดก็ตาม

6. ศึกษาประวัติ ศาสตร์อิสลาม รวมไปถึงเรื่องราวของบรรดาอุลามะอฺและบรรดานักต่อสู้ที่เสียชีวิตในหนทางของ อัลลอฮฺที่หัวใจของพวกท่านนั้นเต็มไปด้วยอิสลาม และพยายามนำแบบอย่างของพวกท่านเหล่านั้นมาใช้ในการดำเนินชีวิต

7. ใช้ เวลาว่างไปกับการฟังอัลกุรอานของนักกอรีย์ที่ชอบ

8. ชักชวนกลุ่มเพื่อนที่ไม่ใช่มุสลิม เข้าร่วมงานศาสนา เช่นการไปฟังบรรยาย หรือเข้าร่วมกิจกรรมศาสนาต่างๆ

9. พบปะ พูดคุยกับเพื่อนมุสลิมคนอื่นๆ (เพื่อเป็นการเพิ่มพูนอีหม่านให้ตัวท่าน)

10. พูดคุยกับเพื่อนที่ไม่ใช่มุสลิมเกี่ยวกับอิสลาม ลองถามตัวเองดูว่า ท่านเคยใช้เวลาไปกับการอธิบายหลักการอิสลามเบื้องต้นให้พวกเขาทราบหรือยัง

11. เข้าร่วมกิจกรรม การปราศรัย หรือค่ายที่จัดโดยมุสลิม ปีละครั้ง

12. ละหมาดซุนนะฮฺ นะวาฟีล ให้มากเท่าที่ท่านจะทำได้ หาเวลาในการละหมาดอื่นๆ เพิ่มเติม เช่น การละหมาดดุฮาอฺ ละหมาดกิยามุลลัย ละหมาดตะฮัดยุด

13. เป็นสมาชิกนิตยสารมุสลิม (ที่มีประโยชน์และน่าเชื่อถือ)

14. ซื้อสินค้าอิสลาม (สินค้าที่ผลิตโดยมุสลิม) แทนการซื้อสินค้าของแบรนด์ทอมมี่ ฮิล เควิน ไคลน์ ไนกี้ หรืออดิแด็ซ เป็นต้น

15. ศึกษาและติดตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับโลกมุสลิมในปัจจุบัน พยายามมีส่วนร่วมในการให้ความช่วยเหลือ โดยท่านอาจจะให้การสนับสนุนบริจาคเงิน สิ่งของให้กับองค์กรที่ให้ความช่วยเหลือพี่น้องมุสลิมที่ประสบปัญหาต่างๆ

16. ถือศีลอดทุกๆ วัน จันทร์และพฤหัสบดี

17. ลดสายตาลงต่ำ (มีความนอบน้อม)

18. อ่านอัลกรุอานหลังการละหมาดฟัรดู

19. เข้านอนแต่หัวค่ำ เพื่อที่ท่านจะได้ตื่นขึ้นมาละหมาดฟัรดูในช่วงต้นเวลาได้

20. พยายามให้ตัวของท่านนั้นมีน้ำละหมาดอยู่ตลอดเวลา

21. เมื่อมีการบรรยายศาสนา ให้ตั้งใจฟัง และนำคำสอนคำตักเตือนเหล่านั้นมาปฏิบัติอย่างจริงจัง โดยมีเจตนาที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองไปในทางที่ดีขึ้น

22. หาเวลากับตัวเองบ้าง เพื่อที่ท่านจะได้ใช้เวลานั้นในการใคร่ครวญถึงการดำเนินชีวิตของท่าน การงานต่างๆ ของท่านที่ผ่านมา และเพื่อทำการซิเกรฺ ระลึกถึงอัลลอฮฺ

23. ทำเศาะดาเกาะฮฺทุกวัน ให้เป็น “นิสัย” เหมือนการกิน การดึ่ม ในทุกๆ วันของท่าน และไม่สำคัญว่าการทำเศาะดาเกาะฮฺของท่านนั้นจะมากหรือน้อย

24. ใช้เวลาอยู่กับกลุ่มคนที่มีความรู้ เช่น ฮาฟิซ กอรีย์ หรือบรรดาอุลามะอฺ แน่นอนว่าท่านต้องได้เรียนรู้บางสิ่งบางอย่างจากคนเหล่านั้น

25. ศึกษาวิธีการดะวะฮฺให้กับคนที่ไม่ใช่มุสลิม การดะวะฮฺนั้นถือเป็นศิลปะอย่างหนึ่งที่ต้องใช้ความรู้และความชำนาญถึงจะทำ หน้าที่นี้ได้

26. ดูโทรทัศน์ให้น้อยลงเท่าที่จะทำได้

27. ไปมัสญิด (เพื่อทำการละหมาด พบปะพี่น้องมุสลิม)

28. อย่าพร่ำบ่นหรือวิจารณ์หากท่านไม่ชอบในสิ่ง ใดสิ่งหนึ่ง หากแต่ทำในส่วนของท่านให้ดีที่สุดเพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งนั้นๆ ไปในทางที่ดี

29. ยืนหยัดในสิ่งที่ดีงาม และสิ่งที่ถูกต้อง ละทิ้งสิ่งชั่วร้าย และปฏิเสธการฆีบะ (การนินทา)

30. หลีกเลี่ยงการกิน ดื่มที่มากจนเกินพอดี อย่ากินหรือดึ่มจนกว่าท่านจะรู้สึกหิวจริงๆ และพยายามอย่าทำให้กระเพาะของท่านนั้นเต็ม

31. หากท่านเป็นคนที่ชอบฟังเพลง ดนตรี ให้ท่านเปลี่ยนมาฟังนะซีด (ที่ไม่มีเครื่องดนตรีเป็นเสียงประกอบ) หรืออัลกุรอาน

32. ให้การสนับสนุนพี่น้องมุสลิมของท่าน โดยการซื้อวีซีดี ดีวีดี เทป โปสเตอร์ หนังสือที่เกี่ยวกับอิสลาม รวมไปถึงเสื้อผ้าของมุสลิม ท่านจำต้องทำให้ “อิสลาม” นั้นเป็นส่วนหนึ่งของทุกๆกฎเกณฑ์ในการ ดำเนินชีวิตของท่าน

33. หากท่านได้พบปะพี่น้องมุสลิมใหม่ ท่านก็ควรจะทำความรู้จักกับพวกเขาและทำให้พวกเขารู้สึกว่า พวกเขาเป็นส่วนหนึ่งกับท่าน เป็นพี่น้องของท่าน

34. เลิกการตั้งแก๊ง การแบ่งพรรคแบ่งพวก หรือคบเพียงแค่เฉพาะกลุ่มคนของตน

35. ท่านควรมีหนังสือเกี่ยวกับอิสลาม หรืออัลกุรอานแปลไทยไว้ที่บ้านของท่านมากกว่า 1 เล่ม เพราะท่านไม่อาจรู้ได้ วันหนึ่งอาจจะมีใครสักคนที่สนใจอยากศึกษาเกี่ยวกับอิสลาม เพื่อที่ว่าท่านจะสามารถแบ่งปันหนังสือที่มีอยู่ให้เขาได้

Read Full Post »

image

ความหยิ่งยะโส
———————–
อัลลอฮฺตรัสว่า “และบรรดาผู้ที่เกรงกลัวต่อการลงโทษของพระเจ้าของพวกเขา” (อัลกุรอาน 70:27)

มีการรายงานว่าท่านอิบนุ มัสอูด (เราะฎิยัลลอฮุ อันฮุ) กล่าวว่า “ความวิบัตินั้นประกอบด้วยสองสิ่งคือ “ความสิ้นหวัง และความหยิ่งยะโส”

และท่านอบูบักรฺ (เราะฎิยัลลอฮุ อันฮุ) เคยเล่าว่า “มีชายคนหนึ่งที่ทำการชื่มชมยกย่องชายอีกคนหนึ่งอย่างมากต่อหน้าท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ด้วยเหตุนี้ ท่านเราะสูลจึงกล่าวกับเขาว่า “ความทุกข์ร้อนจงประสบแด่ท่าน ท่านได้ตัดคอพี่น้องของท่านเสียแล้ว” และท่านกล่าวย้ำประโยคนั้นอยู่หลายครั้ง และจากนั้นท่านเราะสูลก็กล่าวว่า “ผู้ใดก็ตามในหมู่พวกเขาที่ไม่สามารถยั้บยั้งจากการแสดงความชื่นชมพี่น้องของเขา ควรกล่าวว่า “ฉันคิดว่า..เขาเป็นเช่นนั้น เช่นนี้” ในกรณีที่เขาเห็นว่าพี่น้องของเขาเป็นเช่นนั้น และอัลลอฮฺทรงรู้ซึ่งความจริง และฉันเอง (ท่านเราะสูล) ก็มิได้ยืนยันพฤติกรรมความดีงามของผู้ใดก็ตาม ก่อนอัลลอฮฺ (จะทรงยืนยันมัน)” (บุคอรียฺ และมุสลิม)

ท่านฮาริษ อิบนุ มุอาวิยะฮฺ (เราะฎิยัลลอฮุ อันฮุ) เล่าว่าท่านได้บอกแก่ท่านอุมัรฺ อิบนุ อัลค็อฏฏ็อบ (เราะฎิยัลลอฮุ อันฮุ) ว่า “ผู้คนเคยพยายามขอให้ฉันบอกเล่าเรื่องราวทั้งหลายให้พวกเขาฟัง” ซึ่งท่านอุมัรฺได้กล่าวว่า “ฉันเกรงว่าเมื่อท่านบอกเล่าเรื่องราวทั้งหลายแก่พวกเขาแล้ว ท่านอาจจะคิดไปว่าตัวของท่านนั้นเป็นผู้ที่ดีงามยิ่งในหมู่พวกเขา และเมื่อท่านกระทำเช่นนั้นบ่อยครั้ง พวกเขาอาจคิดไปว่าท่านนั้นอยู่ในกลุ่มหมู่ดาวที่เจิดจรัสเหนือกว่าพวกเขา และด้วยเหตุนั้นอัลลอฮฺจะทรงนำท่านไปอยู่ภายใต้ฝ่าเท้าของพวกเขาในวันแห่งการฟื้นคืนชีพมากเท่านั้น” (อะหมัด พร้อมด้วยสายรายงานที่ดี)

ท่านอนัสบอกเล่าว่า ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “หากท่านมิได้กระทำความผิดบาปใดๆ แล้ว ฉันคงจะเกรงกลัวแทนพวกท่านในสิ่งที่รุนแรงมากยิ่งกว่า “ความหยิ่งยะโส” (บัยฮะกียฺ ใน Ithaf as-Sada al-Muttaqeen)

แหล่งที่มา จากหนังสือ The Book of Major sins
เขียนโดย: Muhammad Ibn Sulayman at-Tamimi
แปล بنت الاٍسلام

Read Full Post »

image

Read Full Post »

ท่านสุฟยาน อัษเษารียฺ เราะหิมะฮุลลอฮฺกล่าวว่า ‘ความประเสริฐของการมีความรู้’ นั้นขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงที่ว่า ความรู้นั้นเป็นสาเหตุที่ทำให้คนคนหนึ่งเกิดความยำเกรงและเชื่อฟังในอัลลอฮฺ หากมิเช่นนั้น ‘ความรู้’ ก็ไม่ต่างอะไรกับสิ่งอื่นๆ (รายงานโดยอิบนุ รอญับ)

จาก Islamic online university

image

Read Full Post »

ผู้ใดก็ตามดำเนินตามแนวทางเพื่อแสวงหาความรู้ อัลลอฮฺจะทรงทำให้ “หนทางไปสู่สวนสวรรค์” ง่ายดายสำหรับเขา 

ไม่มีผู้ใดที่รวมตัวกันภายในบ้านหลังหนึ่งหลังใดของอัลลอฮฺ เพื่ออ่านพระคัมภีร์ของพระองค์ และศึกษาหาความรู้ใน หมู่พวกเขา จะไม่ได้รับซึ่งซากีนะฮฺ (ความสงบสุข) และความเมตตาในหมู่พวกเขา และบรรดามลาอิกะฮฺจะทำการโอบล้อมพวกเขา 

และอัลลอฮฺจะทรงกล่าวถึงพวกเขาในหมู่ผู้ที่อยู่ร่วมกับพระองค์” 

หะดีษ รายงานโดยมุสลิม

Read Full Post »

ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ออกมาพบบรรดาเศาะฮาบะฮฺของท่าน และระหว่างนั้นพวกเขากำลังทะเลาะกันเกี่ยวกับ “อัลกอฎัรฺ” เศาะฮาบะฮฺท่านหนึ่งกล่าวอ้างถึงอายะฮฺหนึ่ง (จากอัลกุรฺอาน) และอีกท่านหนึ่งกล่าวอ้างถึงอีกอายะฮฺหนึ่ง (จากอัลกุรอาน) จากนั้นก็เสมือนกับว่าผลทับทิมถูกโยนใส่ที่ใบหน้าของท่านเราะสูล (เพราะแดงกล่ำจากความโกรธ) ด้วยเหตุนี้ ท่านเราะสูลจึงกล่าวว่า 

“พวกท่านถูกสร้างขึ้นมาเพื่อการนี้ เช่นนั้นหรือ 
นี่คือสิ่งที่พวกท่านถูกสั่งใช้ให้กระทำ เช่นนั้นหรือ
จงอย่าใช้ส่วนหนึ่งของพระคัมภีร์แห่งอัลลอฮฺ เพื่อขัดแย้งอีกส่วนหนึ่งของมัน 
จงพิจารณาดูว่าพวกท่านถูกสั่งใช้ให้กระทำสิ่งใด และจงทำมันเสีย 
และพวกท่านถูกสั่งห้ามมิให้กระทำสิ่งใด จงออกห่างจากมันเสีย” 

(อัซซุนนะฮฺ โดยอิบนุ อบู อะซิม แก้ไขโดยอัลอัลบานียฺ หะดีษเลขที่ 406 ซึ่งท่านกล่าวว่า สายรายงานของหะดีษนี้ เป็น ฮะซัน) 

แหล่งที่มา the book “the prophet’s methods of correcting people’s mistakes”
แปล بنت الإسلام

Read Full Post »

Older Posts »

%d bloggers like this: