Feeds:
Posts
Comments

Archive for the ‘ความสัมพันธ์กับผู้ที่ไม่ใช่มุสลิม’ Category

🍃🍃🍃🍃คำอธิบาย ซูเราะฮฺ อัลมาอูน🍃🍃🍃🍃

🌱เจ้าเห็นสภาพของผู้ที่ปฏิเสธการฟื้นคืนชีพและการตอบแทนหรือไม่

🌱นั่นคือ ผู้ที่ผลักไส กดขี่ ข่มเหงเด็กกำพร้า ปฏิเสธที่จะให้สิทธิที่พวกเขาพึงได้รับ ไม่ให้อาหาร หรือความช่วยเหลือใดๆ เลย

🌱เขาไม่เชิญชวน ส่งเสริมให้ผู้อื่นให้อาหารแก่คนยากจน และนอกจากตัวเขาจะไม่ช่วยเหลือเองแล้ว เขายังไม่ให้ผู้อื่นกระทำด้วย (นั่นคือเมื่อมีคนที่กำลังทุกข์ร้อน ขัดสน ขาดแคลน ต้องการความช่วยเหลือ คนที่เห็นแก่ตัวก็จะไม่สนับสนุนช่วยเหลือคนทุกข์ยากเหล่านั้น)

🌱ความหายนะจงประสบแด่บรรดาผู้ละหมาด (ที่ละเลยการละหมาดของเขา หมายถึงผู้ที่ละหมาดในที่สาธารณะ แต่ไม่ละหมาดในที่ส่วนตัว หรือผู้ที่รักษาการละหมาดอย่างดีในตอนเริ่มต้น และหลังจากนั้นเขาก็ละเลยการละหมาด หรือผู้ที่ละเลยการละหมาดในเวลาของมัน จนกระทั่งทำให้พวกเขาต้องละหมาดนอกเวลาที่กำหนด — จากการรายงานของท่านอิบนุ อับบาส) 

🌱บรรดาผู้ที่โอ้อวด แสดงตนด้วยการทำดีให้ผู้อื่นได้เห็นได้ชื่นชม 

อีหม่ามอะหฺมัดรายงานว่า นบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “ผู้ใดก็ตามกระทำการใดการหนึ่งเพื่อให้ได้มาซึ่งชื่อเสียงที่ดี อัลลอฮฺจะทรงลดเกียรติของเขาและทำให้เขาต่ำต้อย” 

🌱ผู้ที่หวงแหนของใช้เล็กๆ น้อยๆ แก่เพื่อนบ้าน คนในชุมชน หรือปฏิเสธที่จะแสดงความเมตตาต่อเพื่อนร่วมโลก พวกเขาไม่ยอมแม้แต่จะให้การหยิบยืม แก่ผู้ที่ลำบากขัดสน แม้ว่ามันจะเป็นการยืมที่จะได้รับคืนภายหลัง

สรุปเรียบเรียงจาก 

✏คัมภีร์อัลกุรอานแปลไทย

✏อรรถาธิบายอัลกุรอาน 3 ญุซอ์สุดท้าย จากอัตตัฟสีรฺ อัลมุยัสสัรฺ

✏Tafseer Ibn Katheer – part 30 juz amma

Read Full Post »

image

“และในทำนองนั้นแหละ เราได้ให้มีขึ้นในแต่ละเมืองซึ่งบรรดาบุคคลสำคัญเป็นผู้กระทำความผิดแห่งเมืองนั้นๆ เพื่อที่พวกเขาจะได้วางอุบายหลอกลวงในเมืองนั้น (หากทว่า) การวางแผนของพวกเขามีแต่จะทำร้ายตัวของพวกเขาเองเท่านั้น แต่พวกเขาหาได้รู้ไม่”  (ซูเราะฮฺอัล อันอาม 06:123)

ผู้ก่อความวุ่นวาย (ซูเราะฮฺอัลอันอาม 06:123)
~~~~~~~~~~~~
เขียนโดย อบู มุอาวิยะฮฺ อิสมาอีล กัมดัรฺ
แปล บินติ อัลอิสลาม

“และในทำนองนั้นแหละ เราได้ให้มีขึ้นในแต่ละเมืองซึ่งบรรดาบุคคลสำคัญเป็นผู้กระทำความผิดแห่งเมืองนั้นๆ เพื่อที่พวกเขาจะได้วางอุบายหลอกลวงในเมืองนั้น (หากทว่า) การวางแผนของพวกเขามีแต่จะทำร้ายตัวของพวกเขาเองเท่านั้น แต่พวกเขาหาได้รู้ไม่”  (ซูเราะฮฺอัล อันอาม 06:123)

อายะฮฺนี้ถูกประทานลงมาอันเนื่องมาจากผู้นำนอกรีตแห่งมักกะฮฺ เช่นอบู ญะฮัล และอบู ลาฮับ อัลลอฮฺประทานอำนาจให้แก่บุคคลเหล่านี้ และพวกเขากลับกลายเป็นผู้ที่กระทำความผิดที่เลวร้ายที่สุดในเมือง ในอายะฮฺนี้อัลลอฮฺทรงยืนยันว่าสิ่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ หรือเป็นเรื่องใหม่แต่อย่างใด เพราะพระองค์ทรงเคยประทานอำนาจให้กับนิมร็อด ฟิรอาวน์ อ็าด เษามูด และอีกหลายๆ คนก่อนหน้าคนเหล่านี้ และนี่คือส่วนหนึ่งของบททดสอบในชีวิต

จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา อัลลอฮฺทรงทดสอบเรื่องของการกระทำความผิด (ของผู้คน) ด้วยการให้อำนาจและสิทธิพิเศษแก่พวกเขา แม้แต่ในโลกยุคปัจจุบันนี้ ก็ยังคงมีการกระทำความผิดมากมายของผู้ที่อยู่ในฐานะหรือตำแหน่งที่สูงๆ ที่มีหน้าที่คุมอำนาจ   ซึ่งนี่ถือเป็นบททดสอบทั้งของผู้ถืออำนาจและประชาชนพลเมืองของพวกเขา สำหรับบรรดาผู้คุมอำนาจแล้ว บททดสอบก็คือการพิสูจน์ว่าพวกเขาจะละเมิดอำนาจที่มีอยู่นั้นหรือไม่ และสำหรับบรรดาประชาชนพลเมืองคือ การพิสูจน์ว่าพวกเขาจะยังคงยืนหยัดหนักแน่นต่อสัจธรรมหรือทำตามผู้นำ มีหลายคนที่เลือกที่จะทำและเชื่อในสิ่งใดก็ตามที่สะดวกง่ายดายต่อความปลอดภัยของพวกเขา ดังนั้นพวกเขาจึงเปลี่ยนแปลงวิถึการใช้ชีวิตและความเชื่อของพวกเขาเพื่อให้สอดคล้องกับผู้นำ หากว่าผู้นำประกาศหรือกำหนดให้สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ผิดศีลธรรมเป็นสิ่งที่สามารถกระทำได้ พวกเขาก็จะน้อมรับมัน และหากว่าผู้นำประกาศหรือกำหนดให้สิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นสิ่งที่ดีงาม พวกเขาก็จะน้อมรับมันด้วยเช่นกัน และยอมละทิ้งสิ่งที่อัลลอฮฺทรงประทานลงมายังพวกเขา เพื่อที่พวกเขาจะสามารถอยู่ได้ในสังคม

เราจะผ่านบททดสอบนี้ไปได้ด้วยการยืนหยัดต่อความศรัทธาที่มีต่ออัลลอฮฺ รำลึกถึงคำสั่งใช้ของพระองค์และตระหนักว่าผู้นำที่เลวเหล่านั้นคือบททดสอบจากอัลลอฮฺ เราเองก็ต้องผ่านบททดสอบนี้ด้วยวิธีการเดียวกันกับที่มุสลิมในมักกะฮฺ (สมัยนั้น) ได้ผ่านมาแล้ว ด้วยการต่อต้านสังคมส่วนหนึ่งเมื่อพวกเขากระทำความผิด และยืนหยัดอย่างหนักแน่นต่อความจริง แม้ว่าในทางการเมืองแล้วมันจะสมควรหรือไม่อย่างไรก็ตาม

บททดสอบในเรื่องของอำนาจ สิทธิพิเศษ คือหนึ่งในบรรดาบททดสอบที่มุสลิมหลายคนต่างสอบตก เมื่ออัลลอฮฺทรงให้เรามีอำนาจเหนือผู้อื่น จะมีพวกเราสักกี่คนกันที่ใช้อำนาจนั้นเพื่อสร้างความยุติธรรมและเพื่อการช่วยเหลือผู้อื่น? บ่อยครั้งที่เราพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องสำคัญมากมายที่เราจะทำให้บรรลุผลสำเร็จและเรากลับล้มเหลวในการที่จะใช้มันไปในหนทางที่ก่อให้เกิดประโยชน์ แม้แต่การใช้อำนาจเล็กๆ ที่เรามีเพื่อช่วยเหลือหรือทำประโยชน์ต่อผู้อื่นก็ตาม หากเราปรารถนาที่จะเห็นโลกที่ดีกว่านี้ ดังนั้นเราก็สามารถเริ่มได้ด้วยการใช้ทรัพยากรทั้งหลายที่มีและทุกๆ อำนาจที่อัลลอฮฺทรงประทานแก่เราไปในหนทางที่จะทำให้โลกใบนี้กลายเป็นสถานที่ที่ดียิ่งกว่าเดิม

Read Full Post »

image

และจงให้แก่บรรดาเด็กกำพร้าซึ่งทรัพย์สมบัติของพวกเขา และจงอย่าเปลี่ยนเอาของเลวด้วยของดี และจงอย่ากินทรัพย์ของพวกเขาร่วมกับทรัพย์ของพวกเจ้า แท้จริงมันเป็นบาปอันยิ่งใหญ่ (ซูเราะฮฺอันนิซาอฺ 04:02) คัดลอกจากโปรแกรมอัลกุรอาน

ทรัพย์สินที่ต้องถูกสอบสวน (ซูเราะฮฺอันนิซาอฺ 04:02)
~~~~~~~~~~~~
เขียนโดย อบู มุอาวิยะฮฺ อิสมาอีล กัมดัรฺ
แปล บินติ อัลอิสลาม

“และจงให้แก่บรรดาเด็กกำพร้าซึ่งทรัพย์สมบัติของพวกเขา และจงอย่าเปลี่ยนเอาของเลวด้วยของดี และจงอย่ากินทรัพย์ของพวกเขาร่วมกับทรัพย์ของพวกเจ้า แท้จริงมันเป็นบาปอันยิ่งใหญ่ ” (ซูเราะฮฺอันนิซาอฺ 04:02)

อายะฮฺนี้ถูกประทานลงมาอันเนื่องมาจากการปฏิบัติตัวต่อบรรดาเด็กกำพร้าของคนนอกรีต (มุชริก) ชาวอาหรับ

คำว่า “เด็กกำพร้า” ในความหมายตามหลักอิสลาม คือ เด็กที่ “บิดาของเขาได้เสียชีวิต” ซึ่งเด็กเหล่านี้จะถูกจัดประเภทว่าเป็น “เด็กกำพร้า” ในชารีอะฮฺจนกระทั่งพวกเขาเข้าสู่วัยบรรลุนิติภาวะ และมันเป็นธรรมเนียมของชาวอาหรับที่สมาชิกอาวุโสของครอบครัวจะทำหน้าที่ดูแลเด็กกำพร้าและมรดก (ทรัพย์สิน) ของพวกเขา จนกระทั่งเด็กกำพร้าเหล่านั้นมีอายุมากพอที่จะเรียกร้องขอสิทธิในมรดกนั้น อย่างไรก็ตาม ผู้ปกครองเด็กกำพร้าหลายคนมักจะละเมิดทรัพย์สินของพวกเขาและใช้จ่ายมรดกของพวกเขาเสมือนว่าเป็นทรัพย์สินของตัวเอง  และปฏิเสธที่จะมอบมรดกให้แก่พวกเขาเมื่อพวกเขาบรรลุวัยผู้ใหญ่ ด้วยเหตุนี้อายะฮฺนี้จึงถูกประทานลงมาเพื่อตำหนิและสั่งห้ามการกระทำดังกล่าว

ในความหมายที่กว้างกว่านั้นสำหรับอายะฮฺนี้นั้นยังใช้ได้ในสถานการณ์ที่เมื่อมีใครคนหนึ่งได้รับมอบหมายให้ดูแลทรัพย์สินของผู้อื่น ทรัพย์สินเหล่านั้นจำต้องได้รับการให้เกียรติ (ไม่ถูกละเมิด) อีกทั้งนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้จัดประเภทของการละเมิดทรัพย์สินเช่นนี้ว่าเป็นคุณสมบัติของ “คนกลับกลอก” ซึ่งสิ่งนี้ได้สอนเราในหลักการศาสนาอิสลามว่า เราจะต้องถูกสอบสวน ณ ที่อัลลอฮฺว่าเราได้ใช้จ่ายทรัพย์สินอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สินของเราเอง หรือทรัพย์สินที่เราได้รับการมอบหมายให้ดูแล

ส่วนหนึ่งของความดีงามในอิสลาม คือ การมีความเข้าใจว่าเราต่างต้องถูกสอบสวนว่าเราได้รับรายได้มาอย่างไร และเราได้ใช้จ่ายทรัพย์สินของเราออกไปอย่างไร มันไม่มีการกำหนดขอบเขตในอิสลามว่าเราได้รับรายได้มาจำนวนเท่าไร หากทว่ามันเป็นเรื่องของ “การหามา” และ “การใช้จ่ายออกไป” ที่เราจะต้องถูกสอบสวน การตระหนักรู้ถึงหน้าที่ความรับผิดชอบนี้เป็นสิ่งที่สำคัญมากในความสัมพันธ์ของเราที่มีต่ออัลลอฮฺ เพราะผู้ที่สามารถละเมิดทรัพย์สินได้นั้นก็มีแนวโน้มว่าพวกเขาจะทำการละเมิดอำนาจและทรัพยากรอื่นๆ ได้เช่นกัน  ในขณะที่คนคนหนึ่งที่รู้ว่า “ทรัพย์สิน” คือของขวัญ และบททดสอบจากอัลลอฮฺ ย่อมจะทำให้การได้มาซึ่งรายได้ของเขานั้นมีความสุจริต เที่ยงตรง และการใช้จ่ายของเขานั้นมีความสะอาดบริสุทธิ์

ตัวอย่างของของบรรดาผู้ปกครองของเด็กกำพร้าที่กล่าวมาข้างต้นได้สอนพวกเราไม่ให้ทำการละเมิดอำนาจที่มีอยู่ และโดยปกติแล้ว บรรดาเด็กกำพร้าเองก็ไม่มีความสามารถหรือหนทางใดๆ ที่จะต่อกรกับผู้ปกครองที่อธรรมได้ และมีหลายคนที่ฉวยโอกาส หาผลประโยชน์จากสถานการณ์เช่นนี้ด้วยการละเมิดเด็กกำพร้าด้วยหนทางใด หนทางหนึ่ง อายะฮฺนี้จึงเป็นการตักเตือนที่รุนแรงต่อคนประเภทนั้น

หากว่าอัลลอฮฺทรงมอบหมายอำนาจในการดูแลใครก็ตามให้แก่คุณ ไม่ว่าจะเป็นสมาชิกในครอบครัว ลูกจ้าง หรือเด็กกำพร้า นั่นหมายความว่าคุณต้องรับผิดชอบกับอัลลอฮฺว่าคุณปฏิบัติต่อผู้คนเหล่านั้นอย่างไร โปรดใคร่ครวญถึงอายะฮฺนี้ หากว่าคุณเคยสัมผัสถึงการถูกล่อลวงให้ทำการละเมิดอำนาจของตำแหน่งหน้าที่การงานกับผู้อื่น

Read Full Post »

การบริจาคเลือดให้กับธนาคารเลือด และการบริจาคเลือดให้กับผู้ที่ไม่ใช่มุสลิม
*******************

การบริจาคเลือด ให้กับธนาคารเลือด
แหล่งที่มา http://islamqa.com/en/ref/239
ถอดความ  บินติ อัลอิสลาม
 

image

คำถาม

อัสลามุอลัยกุม วะเราะหฺมะตุ้ลลอฮิ วะบาเราะกาตุฮฺ

มันเป็นที่อนุมัติ (สำหรับมุสลิม) หรือไม่ที่จะ “บริจาค” เลือดให้กับธนาคารเลือดในอเมริกา เพราะเลือดที่บริจาคไปนั้น ส่วนใหญ่จะนำไปใช้กับผู้ที่ไม่ใช่มุสลิม อีกทั้ง มันเป็นที่อนุมัติหรือไม่ที่จะ “รับบริจาค” เลือดจากธนาคารเลือด ทั้งที่ทราบว่าเลือดเหล่านั้นส่วนใหญ่เป็นของผู้ที่ไม่ใช่มุสลิม

เรารักท่านเพื่ออัลลอฮฺ ขออัลลอฮฺประทานรางวัลการตอบแทนแก่ท่าน

คำตอบ

วาลัยกุมมุสลาม วะเราะหฺมะตุ้ลลอฮิ วะบาเราะกาตุฮฺ

อัลฮัมดุลิลละฮฺ

มันเป็นที่อนุมัติที่จะรับบริจาคเลือดจากผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมจากธนาคารเลือด แม้ว่าผู้บริจาคจะเป็นกาฟีรฺก็ตาม เช่นเดียวกัน มันก็เป็นการอนุมัติที่จะบริจาคเลือดต่อผู้ที่ไม่ใช่มุสลิม ตราบใดที่พวกเขาไม่ใช่ “ผู้ต่อต้าน (หรือศัตรู) อิสลาม” ซึ่ง “ผู้ต่อต้าน (หรือศัตรู) อิสลามนั้น” คือผู้ที่ต่อสู้กับมุสลิมด้วยอาวุธหรือการเงิน เช่นการต่อสู้ด้วยทรัพย์สินของเขา หรือให้การช่วยเหลือในการต่อสู้กับมุสลิม หากเขาไม่สามารถทราบอย่างแน่นอน (ว่าจะเป็นการบริจาคให้กับศัตรูอิสลามหรือไม่) มันก็เพียงพอสำหรับเขา ที่จะปฏิบัติตาม “ฆุรอบาตฺ อุล ซานนฺ” (การคาดการณ์อย่างสุดความสามารถของคนคนหนึ่ง หรือสิ่งใดก็ตามที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุด)

Islam QA ชัยคฺมุหัมมัด อัลมุนัจญิด

—————————————————————

“การบริจาคเลือดให้กับผู้ที่ไม่ใช่มุสลิม”
แหล่งที่มา http://islamqa.com/en/ref/958

คำถาม

อะไรคือกฎเกณฑ์ของการบริจาคเลือด? โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากว่ามันเป็นการบริจาคเลือดในอเมริกา และทราบว่าเลือดที่บริจาคไปนั้น เป็นไปได้ว่ามันจะถูกนำไปใช้กับผู้ที่ไม่ใช่มุสลิม

คำตอบ

การสรรเสริญเป็นของอัลลอฮฺ

มันเป็นที่อนุมัติสำหรับมุสลิมในการที่จะบริจาคเลือดให้กับผู้ที่ไม่ใช่มุสลิม เว้นเสียแต่ว่า เป็นที่ทราบกันดีว่า  “ผู้ที่ไม่ใช่มุสลิม” นั้นอยูในสถานะของผู้ที่ทำการต่อสู้กับมุสลิม (ไม่ว่าจะเป็นการ (ที่เขา) เป็นส่วนหนึ่งในรัฐที่อยู่ในสภาวะสงครามกับมุสลิม หรือการสนับสนุนการต่อต้าน รุกรานบรรดามุสลิมก็ตาม) ซึ่งในกรณีนี้ มันไม่เป็นการอนุมัติ (สำหรับมุสลิม) ที่จะบริจาคเลือด เพราะมันเป็นการช่วยเหลือคนเหล่านั้นในการต่อสู้กับมุสลิม

หากว่า “มุสลิม” ไม่สามารถทราบได้เลยว่าเลือดที่เขาบริจาคไปนั้นจะถูกนำไปใช้อย่างไร เขาควรปฏิบัติตามสิ่งที่เขาคิดว่ามันน่าจะเป็นไปได้ หากเขาคิดว่า “เลือดที่บริจาคไปนั้น” จะถูกนำไปใช้กับ “กาเฟรฺ” ที่ไม่ได้ต่อสูักับมุสลิม มันก็เป็นการอนุมัติที่จะบริจาคเลือดของเขา  และหากเป็นไปในทางที่กลับกัน มันก็ไม่เป็นที่อนุมัติสำหรับเขา

Read Full Post »

image

แหล่งที่มา Giving sadaqah (charity) to non-Muslims – 3854 – http://islamqa.com/en/ref/3854/helping%20non%20muslim

ถอดความ بنت الاٍسلام
 
คำถาม  

คำถามที่หนึ่ง การทำเศาะดะเกาะฮฺให้กับผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมนั้น สามารถทำได้หรือไม่

คำถามที่สอง มีบางคนที่ (เป็นไปได้ว่าเป็นมุสลิม) ขอทานโดยระบุจำนวนเงิน ตามหลักอิสลามนั้น เราควรปฏิบัติตัวในสถานการณ์นี้เช่นไร? และขอท่านช่วยชี้แจงเกี่ยวกับสถานการณ์นี้ หากว่าผู้ที่ขอทานนั้นเป็นผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมด้วย

คำถามที่สาม แล้วเราสามารถใช้กฎเกณฑ์ของ “ข้อที่หนึ่ง และข้อที่สอง” สำหรับผู้ที่ติดเหล้า หรือติดยาเสพติดได้หรือไม่ เพราะอาจเป็นไปได้ว่า พวกเขาอาจนำเงินที่ได้รับ ไปใช้ในหนทางที่ผิด

คำตอบ 

การสรรเสริญเป็นของอัลลอฮฺ

คำถามที่หนึ่ง การทำเศาะดะเกาะฮฺให้กับผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมนั้น สามารถทำได้หรือไม่ 

คำตอบ:: มันเป็นที่อนุมัติในการบริจาค นอกเหนือจากการบริจาคภาคบังคับ (ซะกาตฺ เป็นต้น) ทั้งต่อคนยากจนที่ไม่ใช่มุสลิมด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากพวกเขาเป็นญาติพี่น้อง หากแต่อยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า “พวกเขา” จะต้องไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับผู้ที่อยู่ในสภาวะทำการสงคราม (ต่อสู้) กับมุสลิม และไม่ได้มีพฤติกรรมที่ละเมิด (หรือรุกราน) อันเป็นเหตุที่ขัดขวางคุณจากการปฏิบัติต่อพวกเขาด้วยความเมตตา อัลลอฮฺตรัสว่า (ความหมายว่า)

“อัลลอฮฺมิได้ทรงห้ามพวกเจ้าในการปฏิบัติดีด้วยความยุติธรรมและความเมตตาต่อผู้ที่มิได้ต่อต้านพวกเจ้าในเรื่องของศาสนาหรือ (ผู้ที่) มิิได้ขับไล่พวกเจ้าออกจากบ้านเรือนของพวกเจ้า แท้จริงอัลลอฮฺทรงรักผู้มีความยุติธรรม แต่ว่าอัลลอฮทรงห้ามพวกเจ้าในการที่พวกจะผูกมิตรกับผู้ที่ต่อต้านพวกเจ้าในเรื่องศาสนาและขับไล่พวกเจ้าออกจากบ้านเรือนของพวกเจ้า และ (ผู้ที่) ช่วยเหลือในการขับไล่พวกเจ้า และผู้ใดผูกมิตรกับพวกเขา ชนเหล่านั้นพวกเขาเป็นผู้อธรรม”  (อัลกุรอาน 60:8-9) *คัดลอกจากอัลกุรอานแปลไทย

อัสมา บินติ อบีบักรฺ (เราะฎิยัลลอฮุ อันฮา) กล่าวว่า “มารดาของฉันพร้อมกับบิดาของท่าน มาพบฉัน และขณะนั้นท่านเป็นมุชริก (คนนอกศาสนา, ผู้ปฏิเสธศรัทธา) ซึ่งขณะนั้นเป็นช่วงเวลาที่มี “สนธิสัญญาสงบศึก” ระหว่างชาวกุร็อยซฺกับท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ฉันจึงได้สอบถามท่านเราะสูลว่า “มารดาของฉันได้มาพบฉัน และต้องการความช่วยเหลือ เช่นนั้นแล้วฉันควรรักษาความสัมพันธ์กับท่านหรือไม่” ท่านเราะสูลตอบว่า “ถูกแล้ว จงรักษาความสัมพันธ์กับนาง” (รายงานโดย บุคอรียฺ เลขที่ 2946) 

มีรายงานว่า สตรีชาวยิวคนหนึ่งได้เข้ามาขอทานจากท่านหญิงอาอิชะฮฺ (เราะฎิยัลลอฮุ อันฮา) และนางได้ให้บางสิ่งบางอย่างแก่สตรีชาวยิวคนนั้น สตรีชาวยิวจึงกล่าวต่อท่านหญิงอาอิชะฮฺว่า “ขออัลลอฮฺทรงปกป้องท่านจากการลงโทษในหลุมฝังศพด้วยเถิด” หากแต่ท่านหญิงอาอิชะฮฺไม่ชอบ (ที่ได้ยิน) เช่นนั้น เมื่อนางพบท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม นางจึงถามท่านเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว (ว่ามีการลงโทษในหลุมฝังศพหรือไม่) ท่านเราะสูลตอบว่า “ไม่” จากนั้นท่านหญิงอาอิชะฮฺเล่าว่า หากแต่ภายหลัง ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “ฉันได้รับการแจ้งมาว่า พวกท่านจะถูกทดสอบในหลุมฝังศพ” (มุสนาด อะหมัด เลขที่ 24815)

จากสองหะดีษนี้ได้บ่งชี้ให้เห็นว่า “มันเป็นที่อนุมัติที่จะทำการบริจาคต่อกาเฟรฺ (ผู้ที่ไม่ใช่มุสลิม) แต่มันไม่เป็นที่อนุมัติที่จะจ่ายซะกาตฺให้กับคนยากจนที่ไม่ใช่มุสลิม เพราะ “ซะกาตฺ” นั้นสามารถจ่ายให้กับผู้ที่เป็นมุสลิมเพื่อการใช้จ่ายเพื่อคนยากจน หรือขัดสนในหมู่มุสลิมเท่านั้น” ดังที่มีการกล่าวไว้ในอายะฮฺเกี่ยวกับการจ่ายซะกาตฺ

อิม่ามอัชชาฟิอียฺ กล่าวว่า “ไม่มีความผิดอันใดในการที่จะบริจาคให้กับ “มุชริก (คนนอกศาสนา ผู้ปฏิเสธศรัทธา)” ในรูปแบบของการกระทำ “นาฟีละฮฺ” (การกระทำที่นอกเหนือจากที่ถูกกำหนดไว้ เป็นการกระทำความดีงามแบบสมัครใจ) หากแต่เขาไม่มีสิทธิ์ในการที่จะบริจาคจาก “สิ่งที่เป็นฟัรดู (ภาคบังคับ) เช่นซะกาตฺ” อัลลอฮฺทรงยกย่องคนเหล่านี้ โดยตรัสว่า “และพวกเขาให้อาหารเนื่องด้วยความรักต่อพระองค์แก่คนยากจน เด็กกำพร้าและเชลยศึก” (อัลกุรอาน 76:8) (กิตาบ อัลอุมมฺ ภาคที่สอง)

การบริจาคต่อมุสลิมที่ยากจนนั้นเป็นสิ่งที่ดีกว่าและสมควรกระทำมากกว่า เพราะการใช้จ่ายทรัพย์แก่พวกเขานั้น เป็นการช่วยให้พวกเขานั้นมีความเชื่อฟังต่ออัลลอฮฺ อีกทั้งยังเป็นการช่วยเหลือพวกเขาในเรื่องของกิจการทางโลกและทางศาสนาอีกด้วย และสิ่งนี้เป็นการช่วยทำให้ความสัมพันธ์ในหมู่มุสลิมนั้นมีความแข็งแกร่งมั่นคงมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  ในปัจจุบันนี้ “คนยากจนในหมู่มุสลิม” นั้นมีจำนวนมากยิ่งกว่า “คนร่ำรวย” และอัลลอฮฺคือผู้ที่เราทรงขอความช่วยเหลือ

คำถามที่สอง มีบางคนที่ (เป็นไปได้ว่าเป็นมุสลิม) ขอทานโดยระบุจำนวนเงิน ตามหลักอิสลามนั้น เราควรปฏิบัติตัวในสถานการณ์นี้เช่นไร? และขอท่านช่วยชี้แจงเกี่ยวกับสถานการณ์นี้ หากว่าผู้ที่ขอทานนั้นเป็นผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมด้วย

คำตอบ:: หากผู้ที่ขอเงินนั้นเป็นมุสลิม และมีความจำเป็น (ที่จะต้องใช้เงิน) จริงๆ ดังนั้นคุณก็ควรบริจาคให้แก่เขาตามความสามารถของคุณ และกฎเกณฑ์นี้ก็ใช้กับผู้ที่มิใช่มุสลิมด้วยเช่นกัน
 
หากแต่มันเป็นการดีกว่าสำหรับ “มุสลิมที่กำลังขัดสน” ที่จะละเว้นจากการขอทานตามถนน หากพวกเขาไม่มีทางเลือก พวกเขาก็ควรจะไปที่องค์กรการกุศลของอิสลามซึ่งมีช่องทางการบริจาค ให้ความช่วยเหลือผู้ที่ยากจนและขัดสน และเช่นเดียวกันสำหรับผู้ที่ประสงค์ที่จะทำการบริจาคก็สามารถติดต่อกับองค์กรการกุศลที่น่าเชื่อถือได้ เพื่อที่ว่า “ทรัพย์สินที่บริจาค” จะตกไปถึงมือผู้ที่สมควรได้รับการบริจาคนั้น
 
คำถามที่สาม แล้วเราสามารถใช้กฎเกณฑ์ของ “ข้อที่หนึ่ง และข้อที่สอง” สำหรับผู้ที่ติดเหล้า หรือติดยาเสพติดได้หรือไม่ เพราะอาจเป็นไปได้ว่า พวกเขาอาจนำเงินที่ได้รับไปใช้ในหนทางที่ผิด

คำตอบ:: หากผู้ที่ขอเงินนั้น “ไม่ว่าจะเป็นมุสลิมหรือกาเฟรฺก็ตาม” ขอรับบริจาคเพื่อไปกระทำสิ่งที่เป็นบาป หรือซื้อสิ่งของที่หะรอม หรือเขาจะใช้จ่ายเงินนั้นไปเพื่อการช่วยเหลือกิจการหรือการกระทำที่หะรอม เช่นนั้นมันไม่เป็นที่อนุมัติในการที่จะบริจาคให้แก่เขา เพราะการกระทำเช่นนั้น หมายความว่า  อัลลอฮฺตรัสว่า

“จงช่วยเหลือกันในสิ่งที่เป็นคุณธรรม และความยำเกรง และจงอย่าช่วยกันในสิ่งที่เป็นบาป และเป็นศัตรูกันและพึงกลัวเกรงอัลลอฮ์เถิด แท้จริงอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงรุนแรงในการลงโทษ” (อัลกุรอาน 5:2) *คัดลอกจากอัลกุรอานแปลไทย

และอัลลอฮฺทรงรู้ดียิ่ง 

Islam Q&A
ชัยคฺมุหัมมัด ศอลีฮฺ อัลมุนัจญิด

 

Read Full Post »

จงให้เกียรติต่อความแตกต่างของเรา (ตอนที่ 2)

เขียนโดย นักวิชาการศาสนามุหัมมัด อัลชารีฟ ชาวแคนาดา
แหล่งที่มา http://www.missionislam.com/knowledge/respectdifference.html
แปล บินติ อัลอิสลาม

ใครคือผู้ชนะ
*********

ท่านมุอาวิยะฮฺ อิบนุ อัลฮะกัม อัซซะลามียฺ ได้เดินทางจากทะเลทรายมายังเมืองมาดีนะฮฺ ขณะนั้นท่านไม่ทราบว่า “การพูดระหว่างการละหมาดนั้น เป็นสิ่งต้องห้าม”  ท่านเล่าว่า “ขณะที่ฉันกำลังละหมาดอยู่ข้างหลังท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม มีชายคนหนึ่งจามขึ้นมาระหว่างนั้น ด้วยเหตุนี้ ฉันจึงกล่าวว่า “ยัรฮัมมุกัลลอฮฺ (ขออัลลอฮฺทรงเมตตาต่อท่าน)” จากนั้นผู้คนต่างจ้องมองมายังฉัน ฉันจึงกล่าวต่อพวกเขาว่า “ขอให้มารดาของฉันสูญเสียฉันไปเสีย (ให้ฉันตายเสีย) พวกท่านเป็นอะไรกัน จึงจ้องมองมายังฉัน” พวกเขาเหล่านั้นต่างเริ่มใช้มือตบที่หน้าตักของตัวเอง เมื่อนั้นฉันจึงทราบว่าพวกเขากำลังบอกให้ฉันนิ่งเงียบ ฉันจึงหยุดพูดต่อ (คือ ฉันเกือบจะตอบโต้พวกเขากลับไปแล้ว หากแต่ฉันควบคุมตัวเองไว้ และนิ่งเงียบเสีย)

เมื่อท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ละหมาดเสร็จสิ้นแล้ว ท่านก็มิได้ว่ากล่าวฉัน หรือตีฉัน หรือสร้างความอับอายให้แก่ฉันแต่อย่างใด ฉันไม่เคยเห็นครูผู้สอนท่านใดที่ดียิ่งไปกว่าท่านเลยไม่ว่าจะเป็นก่อนหน้านี้ หรือหลังจากนั้น ท่านเพียงแต่กล่าวกับฉันว่า “ในการละหมาดนั้นไม่ควรมีถ้อยคำใดๆ ของมนุษย์รวมอยู่ด้วย  มันมีเพียงแต่การตัสบีฮฺ ตักบีรฺ และการกล่าวถ้อยคำแห่งอัลกุรอาน” (เศาะหิฮฺ มุสลิม)

“อิสลาม” ได้สอนให้เราเห็นถึง “วิธีการแสดงความเห็นที่แตกต่างกับผู้คนนั้นควรเป็นเช่นไร” บางคนคิดว่าเราไม่ควรมีความคิดเห็นที่แตกต่างกันเลย และการขัดแย้งไม่ลงรอยกันนั้นเป็นสิ่งที่เราจำต้องหลีกเลี่ยง หากแต่มันไม่ใช่เช่นนั้น นี่ถือเป็นความเข้าใจผิด เพราะในอัลกุรอานและสุนนะฮฺได้แจ้งแก่เราไว้อย่างชัดเจนว่า เมื่อมีความผิดพลาดเกิดขึ้น ความผิดพลาดนั้นจำต้องได้รับการแก้ไขให้ถูกต้อง  แท้จริงแล้ว การช่วยเหลือผู้อื่นให้กระทำสิ่งที่ถูกต้อง คือสิ่งที่จำเป็นในศาสนาของเรา และมันคือการนะซีฮัตที่จริงใจ

เราได้เห็นตัวอย่างจากท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม เมื่อท่านผินหลังให้กับอับดุลลอฮฺ อิบนุ อุมมฺ มักตูม ชายตาบอด จากนั้นอัลลอฮฺได้ทรงตักเตือนท่านในอัลกุรอานว่า

“(มุหัมมัด) ทำหน้าบูดบึ้ง และผินหน้าหนี เพราะมีชายตาบอดคนหนึ่งมายังเขา แต่อะไรเล่าที่เจ้าจะได้รู้ บางทีเขาอาจจะมาเพื่อซักฟอกจิตใจ (จากบาป) ก็เป็นได้ หรือเขาอาจต้องการรับคำตักเตือน เพื่อที่คำตักเตือนนั้นจะเป็นประโยชน์แก่เขา”  (ซูเราะฮฺอะบะซะ 80:1-4)

ครั้ง หนึ่งเมื่อท่านฮาติบ อิบนุ อะบี อัลตะอะฮฺ (เราะฎิยัลลอฮุ อันฮุ) ได้ทำความผิดพลาดโดยการเขียนจดหมายถึงบรรดากาเฟรฺแห่งเผ่ากุเรซและแจ้งให้ พวกเขาทราบถึงเส้นทางที่ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กำลังจะมุ่งหน้าไปพร้อมกับกองกำลังเพื่อทำการสู้รบกับพวกเขา อัลลอฮฺจึงได้ประทานอายะฮฺหนึ่งลงมาว่า

“โอ้ บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลาย จงอย่านำเอาศัตรูของข้าและศัตรูของพวกเจ้ามาเป็นมิตรของพวกเจ้า” (ซูเราะฮฺอัลมุมตะฮินะฮฺ 60:1)

และจากหลายๆ ตัวอย่างอีกมากมาย ดังนั้นเราจึงได้เรียนรู้ว่าเมื่อมีความผิดพลาดเกิดขึ้น ความผิดพลาดเหล่านั้น จำต้องได้รับการแก้ไข อย่างไรก็ตามวิธีการแก้ไขข้อผิดพลาดคือ “ความใส่ใจของเรา”

เมื่อใดก็ตามที่บรรดามุสลิมทะเลาะเบาะแว้งกัน มันก็เหมือนกับว่าแต่ละฝ่ายกำลังชูธงประกาศว่า “เราต้องชนะ และพวกท่านต้องประสบกับความพ่ายแพ้” การศึกษาสุนนะฮฺอย่างละเอียดรอบคอบนั้นย่อมทำให้เราเห็นว่า สิ่งนี้ไม่ใช่วิธีการที่ท่านเราะสูลุลลอฮฺปฏิบัติ โปรดพิจารณาจากตัวอย่างข้างล่างต่อไปนี้

“ฉันพ่ายแพ้ และท่านคือผู้ชนะ”
 *********

ชาวเบดูอินคนหนึ่งได้มายังท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม และกล่าวต่อท่านว่า “โปรดมอบสิ่งที่อัลลอฮฺประทานแก่ท่านให้แก่ฉัน ที่ไม่ใช่สิ่งที่มาจากทรัพย์สินของมารดาท่าน หรือทรัพย์สินของบิดาท่าน” บรรดาเศาะฮาบะฮฺต่างเกิดอารมณ์โกรธเคืองต่อชายคนดังกล่าว และตรงไปยังเขาเพื่อที่จะทำร้ายเขาเป็นการลงโทษต่อสิ่งที่เขาได้กล่าวขึ้นมา หากแต่เราะสูลุลลอฮฺได้สั่งให้ทุกคนปล่อยเขาไป

จากนั้นท่านเราะสูลจึงได้จูงมือเขาไปที่บ้านของท่าน ขณะที่ท่านเปิดประตูบ้านของ ท่านได้กล่าวว่า “จงหยิบเอาสิ่งที่ท่านปรารถนา และละทิ้งสิ่งที่ท่านมิปรารถนาเถิด”  ชายคนดังกล่าวจึงกระทำตามที่ท่านเราะสูลบอก และเมื่อเขาได้สิ่งที่เขาต้องการแล้ว เราะสูลุลลอฮฺจึงถามเขาว่า “ฉันได้ให้เกียรติท่านหรือไม่” ชาวเบดูอินจึงตอบว่า “ด้วยอัลลอฮฺ ท่านได้ให้เกียรติฉัน”   “อัชฮะดุ อัลลา อิลาหะ อินลัลลอหฺ วะอัชฮะดุ อันนะ มุหัมมะดัร เราะสูลุลลอฮฺ” (หมายความว่า เขาได้เข้ารับอิสลาม)

เมื่อ บรรดาเศาะฮาบะฮฺทราบว่าชาวเบดูอินท่านนั้นได้เปลี่ยนไปและเข้ารับอิสลาม เราะสูลุลลอฮฺจึงทำการสั่งสอนพวกเขาว่า “แท้จริงแล้ว แบบอย่างของฉัน ของท่าน และของชาวเบดูอินท่านนี้ คือแบบอย่างของชายคนหนึ่งที่อูฐของเขาวิ่งหนีจากเขาไป จากนั้นบรรดาชาวเมืองต่างพยายามที่จะจับตัวอูฐนั้นไว้ให้เขาด้วยการวิ่งไล่ และร้องตะโกนตาม แต่นั่นยิ่งเป็นการขับไล่มันออกไป ด้วยเหตุนี้ชายผู้เป็นเจ้าของอูฐจึงร้องตะโกนขึ้นมาว่า “จงปล่อยฉันและอูฐของฉันเสีย ฉันรู้จักอูฐของฉันดี” จากนั้นเขาจึงหยิบแก้วน้ำใบหนึ่งขึ้นมาไว้ในมือ เพื่อใช้หลอกล่ออูฐของเขา จนกระทั่งมันกลับมายังเขาด้วยความเต็มใจ

ด้วยอัลลอฮฺ หากฉันปล่อยชาวเบดูอินคนดังกล่าวไว้กับพวกท่าน พวกท่านคงตีเขา ทำร้ายเขา และเขาย่อมจากไปโดยปราศจากอิสลามติดตัวกลับไปด้วย และท้ายที่สุดเขาต้องตกลงไปในไฟนรก”

“ฉันชนะและท่านพ่ายแพ้”
*********

มุสลิมไม่ควรแสดงท่าทีโอนอ่อนผ่อนตามต่อทุกๆ สถานการณ์ที่เขาเผชิญ เพราะมันย่อมมีช่วงเวลาที่ “สัจธรรม” ควรถูกกล่าวให้เป็นที่ชัดแจ้ง และช่วงเวลาที่ไม่ควรมีการประนีประนอมใดๆ

ครั้งหนึ่งเมื่อสตรีชาวมัคซูมียฺคนหนึ่งที่มาจากครอบครัวที่ร่ำรวยได้ทำผิดฐานลักขโมย ผู้คนจึงพากันเข้าไปหาท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม เพื่อให้ท่านยกเลิกการลงโทษต่อนาง ซึ่งทำให้ท่านเราะสูลโกรธเคืองเป็นอย่างมาก ด้วยเหตุนี้ท่านจึงได้ยืนขึ้นที่มิมบัรฺและประกาศว่า “ด้วยอัลลอฮฺ หากแม้ว่า ฟาติมะฮฺ บุตรสาวของมุหัมมัดทำการขโมย ฉันจะเป็นผู้ที่ตัดมือของนางเอง”

จาก ตัวอย่างนี้ ไม่มีการประนีประนอมใดๆ และ “สัจธรรม” จำต้องถูกยึดให้มั่น และนี่คือธรรมเนียมปฏิบัติของการมีความเห็นต่างที่เราได้กล่าวไว้ข้างต้นว่า มันจำต้องถูกแสดงออกมาให้เห็นเป็นประจักษ์

“ฉันชนะ และท่านก็ชนะ”
 *********

มันไม่จำเป็นว่า “เราต้องเป็นผู้พ่ายแพ้” อยู่เสมอ เช่นที่เราได้เห็นจากหลายตัวอย่างที่ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมได้ให้ทางออกแก่บรรดาผู้คนที่มีความเห็นต่างกัน

เมื่อท่านได้ส่งจดหมายไปยังซีซาร์ ท่านกล่าวไว้ในจดหมายนั้นว่า “จงเป็นมุสลิมเถิด และท่านจะได้รับความปลอดภัย อัลลอฮฺจะประทานรางวัลแก่ท่านอีกเท่าตัว”

ท่านมิได้กล่าวว่า “จะยอมแพ้ หรือตาย” ไม่มีถ้อยคำเช่นนั้นเลย หากแต่เมื่อท่านเป็นมุสลิม ท่านย่อมได้รับชัยชนะ อีกทั้งชัยชนะของท่านจะเพิ่มขึ้นเป็นอีกเท่าตัว”

ผม (ผู้เขียน) จะขอจบบทความนี้ด้วยวิธีการปฏิบัติต่อพี่น้องมุสลิมจากแบบอย่างของท่านอบูบักรฺ เราะฎิยัลลอฮุ อันฮุ

ครั้งหนึ่งท่านอบูบักรฺได้โต้แย้งกับสหายอีกคนหนึ่งเกี่ยวกับต้นไม้ต้นหนึ่ง ระหว่างการโต้แย้งนั้น ท่านอบูบักรฺได้กล่าวบางสิ่งที่ท่านไม่ควรจะกล่าวออกมา ท่านมิได้ทำการสาปแช่ง หรือทำร้ายเกียรติของเขา หรือกล่าวถึงข้อผิดพลาดของใคร แต่สิ่งที่ท่านกล่าวคือถ้อยคำบางอย่างที่ทำร้ายความรู้สึกของสหายของท่าน

และโดยทันทีทันใด เมื่อท่านอบูบักรฺเกิดการสำนึกผิด ท่านจึงกล่าวต่อสหายของท่านว่า “จงกล่าวถ้อยคำนั้นกลับมายังฉัน” สหายท่านจึงกล่าวว่า “ฉันจะไม่กล่าวถ้อยคำนั้นกลับไป” ท่านอบูบักรฺจึงกล่าวว่า “มิเช่นนั้น ฉันจะบอกเล่าสิ่งนี้ต่อท่านเราะสูล” สหายของท่านปฏิเสธที่จะกล่าวถ้อยคำนั้นออกไป และเดินจากไป

ท่านอบุบักรฺจึงได้ไปพบกับท่านเราะสูลุลอฮฺ และบอกเล่าถึงสิ่งที่เกิดขึ้นและสิ่งที่ท่านได้กล่าวต่อสหายของท่าน เราะสูลุลลอฮฺจงเรียกสหายท่านนั้นมาและถามเขาว่า “อบูบักรได้กล่าวเช่นนั้นต่อท่าน กระนั้นหรือ” เขาตอบว่า “ขอรับ” ท่านถามต่อว่า “แล้วท่านตอบโต้เขาไปอย่างไร” เขาตอบว่า “ฉันไม่ได้ตอบโต้ถ้อยคำนั้นแก่เขา” ท่านเราะสูลจึงกล่าวว่า “ดีแล้ว จงอย่าตอบโต้เขาด้วยถ้อยคำนั้น (จงอย่าสร้างความเจ็บปวดต่ออบูบักรฺ” จากนั้นท่านเราะสูลจึงกล่าววว่า “ขออัลลอฮฺทรงอภัยโทษต่ออบูบักรฺด้วยเถิด”

สหายคนดังกล่าวจึงหันหน้าไปยังท่านอบูบักรฺ และกล่าววว่า “ขออัลลอฮฺทรงอภัยโทษต่ออบูบักรฺด้วยเถิด ขออัลลอฮฺทรงอภัยโทษต่ออบูบักรฺด้วยเถิด” ท่านอบูบักรฺจึงหันหลังกลับไปและร้องไห้ระหว่างที่ท่านเดินทางกลับออกไป

ขอให้พวกเราทั้งหลายได้ปฏิบัติตามแบบอย่างอันดีงามที่ท่านเราะสูลุลลอฮฺ และบรรดาเศาะฮาบะของท่านได้เคยปฏิบัติ ด้วยความเมตตา ความรัก และความเป็นพี่น้องกัน

Read Full Post »

จงให้เกียรติต่อความแตกต่างของเรา (ตอนที่ 1)

เขียนโดย นักวิชาการศาสนามุหัมมัด อัลชารีฟ ชาวแคนาดา 

แหล่งที่มา http://www.missionislam.com/knowledge/respectdifference.html

แปล  บินติ อัลอิสลาม

 รูป อินเตอร์เน็ต

“อย่ามัวแต่เสียเวลาถกเถียงกันเลยว่า “มุสลิมที่ดีนั้นควรเป็นเช่นไร” เราควรเป็น “มุสลิมที่ดี” นั้นเองเสีย

วันหนึ่งอีหม่ามมาลิกเข้าไปในมัสญิดหลังเวลาละหมาดอัสรฺ ท่านเดินเข้าไปภายในข้างหน้าตัวมัสญิดอันนะบาวีย์และนั่งลง อย่างไรก็ตามท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมเคยกำชับว่าผู้ใดก็ตามที่เข้าไปภายในมัสญิดไม่ควรนั่งลงจนกว่าเขาจะทำการละหมาดสองร็อกอัต เพื่อเป็นการเคารพมัสญิดเสียก่อน หากแต่อีหม่ามมาลิกได้ยึดเอาทัศนะหนึ่ง อันเป็นคำสั่งห้ามของท่านเราะสูลที่ว่า “มิให้กระทำการละหมาดหลังจากที่เวลาอัสรฺได้ผ่านพ้นไปแล้ว” ดังนั้นท่านจึงได้ทำการสั่งสอนบรรดาลูกศิษย์ของท่านไม่ให้ทำการละหมาดตะฮิญาตุลมัสญิด หากพวกเขาอยู่ในระหว่างเวลาอัสรฺและเวลามัฆริบ

ขณะที่อีหม่ามมาลิกนั่งลง ก็มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งเห็นท่านกำลังนั่งลงโดยมิได้ทำการละหมาดตะฮิญาตุลมัสญิดสองร็อกอัต เด็กหนุ่มจึงกล่าวตำหนิท่านขึ้นมาว่า “ลุกขึ้น และทำการละหมาดสองร็อกอัตเสีย”

อีหม่ามมาลิกจึงลุกขึ้นยืนอีกครั้ง และทำการละหมาดสองร็อกอัต บรรดาลูกศิษย์ของท่านจึงเกิดความงุนงนว่า “เกิดอะไรขึ้นนี่ ทัศนะของอีหม่ามมาลิกเปลี่ยนแปลงไปแล้วอย่างนั้นหรือ”

หลังจากที่ท่านทำการละหมาดเสร็จสิ้นแล้ว บรรดาลูกศิษย์ได้จับกลุ่มล้อมวงกันและตั้งคำถามต่อการกระทำของท่าน อีหม่ามมาลิกจึงกล่าวว่า “ทัศนะของฉันมิได้เปลี่ยนแปลงไปแต่อย่างใด และฉันก็มิได้กลับคำพูดต่อสิ่งที่ฉันได้สั่งสอนพวกท่านก่อนหน้านี้ ฉันเพียงแต่เกรงกลัวว่า หากฉันไม่ทำกาละหมาดสองร็อกอัต เช่นที่เด็กหนุ่มนั้นได้ให้การตักเตือนฉัน อัลลอฮฺอาจทรงรวมฉันเข้าไปในหมู่คนที่พระองค์ตรัสไว้ในอายะฮฺที่ว่า “และเมื่อมีการกล่าวแก่พวกเขาว่า “จงรุกั๊ว (เพื่อการละหมาด) พวกเขาก็ไม่รุกั๊ว” (อัลมัรซะลาต 77:48)

ส่วนอีหม่ามอะหมัดก็ยึดเอาทัศนะที่ว่า “การกินเนื้ออูฐ ทำให้เสียน้ำละหมาด” ซึ่งเป็นทัศนะที่นักวิชาการส่วนใหญ่ ณ ขณะนั้นเห็นต่างไป ลูกศิษย์บางคนจึงถามท่านว่า “หากท่านพบเห็นอีหม่ามท่านหนึ่งกำลังทานเนื้ออูฐอยู่ตรงหน้าท่าน และไม่ได้ทำการอาบน้ำละหมาดก่อนที่จะไปละหมาด ท่านจะทำการละหมาดอยู่ข้างหลังอีหม่ามท่านนั้นหรือไม่?” อีหม่ามอะหมัดตอบว่า “ท่านคิดว่าฉันจะไม่ละหมาดอยู่ข้างหลังผู้ที่ปฏิบัติเสมือนกับอีหม่ามมาลิก และสะอีดฺ อิบนุ อัลมุซัยยับ เช่นนั้นหรือ?”

อัลลอฮฺทรงสร้างมวลมนุษย์ทั้งหลายให้มีความแตกต่างกัน และนั้นคือกฎแห่งการสร้างของพระองค์ อันได้แก่ การมีลิ้นที่แตกต่างกัน สีผิวที่แตกต่างกัน วัฒนธรรมที่แตกต่างกัน และความแตกต่างของรูปลักษณ์ภายนอกทั้งหมด ส่วนสิ่งที่อยู่ภายในนั้น มนุษย์ต่างถูกสร้างมาพร้อมกับระดับขั้นความรู้ สติปัญญา และแนวความคิดที่หลากหลายแตกต่างกันออกไป ซึ่งนี้คือสัญญาณแห่งอำนาจทั้งมวลของอัลลอฮฺ ที่พระองค์จะทรงกระทำสิ่งใดก็ได้ที่พระองค์ทรงประสงค์

“และในบรรดาสัญญาณทั้งหลายของพระองค์ คือการสร้างชั้นฟ้าและผืนแผ่นดิน และความหลากหลายทางภาษาของพวกเจ้า และผิวพรรณของพวกเจ้า แท้จริงแล้ว สิ่งเหล่านั้นคือสัญญาณแก่ผู้ที่มีความรู้” (อัรฺรูม 30:22)

มนุษย์นั้นมีความแตกต่างกัน หากแต่มันก็ไม่ใช่ประเด็นแต่อย่างใด ประเด็นก็คือ “มุสลิมควรรับมือกับความแตกต่างทางความคิดเห็นเช่นไร และความสัมพันธ์ของเรากับผู้ที่มีความเห็นที่แตกต่างกันนั้นควรเป็นเช่นไร”

อัลลอฮฺ ตะอาลาได้ทรงสั่งใช้ให้เราทำการเรียกร้องและตักเตือนผู้คนในศาสนาแห่งอัลอิสลามนี้ ซึ่งมีมุสลิมหลายคนที่เดินทางเพื่อปฏิบัติภารกิจนี้ด้วยการปิดตาทั้งสองข้างของพวกเขา โดยไม่ตระหนักว่า “แผนที่แห่งการเดินทางนั้น” อยู่ในอัลกุรอานด้วยเช่นกัน และแท้จริงแล้ว ในอัลกุรอานได้มีอายะฮฺหนึ่งที่อัลลอฮฺทรงสั่งใช้ให้เราทำการเรียกร้องและตักเตือนผู้คนในศาสนานี้ โดยที่พระองค์ได้ทรงสั่งสอนวิธีการปฏิบัติแก่เรา ในอายะฮฺต่อไปนี้

“จงเชิญชวนสู่หนทางแห่งพระเจ้าของเจ้าด้วยสติปัญญา และการตักเตือนที่ดี และจงโต้แย้งกับพวกเขาด้วยวิธีการที่ดีที่สุด” (อันนะฮฺล 16:125)

ซึ่งเราไม่จำเป็นที่จะต้องยึดหลักปรัชญา ไม่จำเป็นต้องพูดจาภาษาดอกไม้ เพียงแค่ถ้อยคำที่จริงใจและเรียบง่ายเพื่อให้ผู้คนตระหนักและพึงระวังเท่านั้น

ในอายะฮฺดังกล่าวนั้น มีองค์ประกอบอยู่สามส่วนที่เราควรนำมาใช้ เมื่อเราไม่เห็นด้วยกับความเห็นของคนอีกคนหนึ่ง อัลลอฮฺได้ทรงให้การสั่งสอนเราในการโต้แย้งเพื่อสัจธรรม และทรงสอนวิธีการแก่เราไว้ คือ

หนึ่ง ด้วยฮิกมะฮฺ (วิทยปัญญา)  

สอง ด้วยการตักเตือนที่ดี

สาม ด้วยการโต้แย้งด้วยวิธีการที่ดีที่สุด

การมีฮิกมะฮฺ ขณะที่เรามีความเห็นที่แตกต่างไปจากผู้อื่น นั้นหมายความว่าอย่างไร?  ครั้งหนึ่งหลานของท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้สร้างแบบอย่างอันงดงามแห่งการมีฮิกมะฮฺในการให้คำแนะนำตักเตือนแก่ผู้คน วันหนึ่งท่านอัลหะซัน และท่านอัลหุซัยนฺได้เห็นชายอาวุโสท่านหนึ่งอาบน้ำละหมาดไม่ถูกต้อง ดังนั้นพวกท่านทั้งสองจึงจัดการวางแผนที่จะให้การตักเตือนชายอาวุโสท่านนั้นโดยไม่ใช้วิธีการที่เป็นการประนามหรือสบประมาทเขา หากแต่เป็นการตักเตือนด้วยมารยาทที่ดีงามอันเหมาะสมแก่วัยของชายอาวุโสท่านนั้น

ดังนั้นท่านทั้งสองจึงเข้าไปใกล้ชายอาวุโสท่านนั้นและประกาศต่อผู้คนขึ้นมาว่า “พี่ชายของฉัน และฉันมีความเห็นที่แตกต่างกันว่าใครในหมู่พวกเราทั้งสองที่ทำการอาบน้ำละหมาดได้ดีที่สุด พวกท่านจะว่าอะไรหรือไม่ที่จะเป็นผู้ตัดสิน และพิจารณาดูว่าใครในพวกเราที่อาบน้ำละหมาดได้ถูกต้องมากกว่ากัน”

ชายอาวุโสมองดูความตั้งใจขณะที่หลานของท่านเราะสูลทั้งสองทำการอาบน้ำละหมาดให้เห็นวิธีการอย่างชัดเจน หลังจากที่พวกท่านทั้งสองอาบน้ำละหมาดเสร็จแล้ว  ชายอาวุโสก็กล่าวขอบคุณท่านทั้งสองและกล่าวว่า “ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ก่อนหน้านี้ฉันไม่รู้เลยว่าต้องอาบน้ำละหมาดเช่นไร หากแต่ท่านทั้งสองได้สอนวิธีการปฏิบัติมันอย่างถูกต้องแก่ฉัน”

เราจำต้องเข้าใจว่ามันมีฮิกมะฮฺอยู่สองประเภท ประเภทแรกคือ “ฮิกมะฮฺแห่งความรู้ (ฮิกมะฮฺ อิลมิยยะฮฺ)” และประเภทที่สอง คือ “ฮิกมะฮฺแห่งการปฏิบัติ (ฮิกมะฮฺ อะมาลิยฺยะฮฺ)”

บางคนอาจมี “ฮิกมะฮฺแห่งความรู้” แต่เราก็พบว่าเมื่อพวกเขาพยายามที่จะแก้ไขข้อผิดพลาดของผู้อื่น หรือให้คำแนะนำตักเตือนผู้อื่น พวกเขากลับขาดซึ่ง “ฮิกมะฮฺแห่งการปฏิบัติ” อันเป็นสาเหตุที่ทำให้คนทั่วไปปฏิเสธฮิกมะฮฺแห่งความรู้กัน

ตัวอย่างหนึ่งของ “การมีฮิกมะฮฺแห่งความรู้ หากแต่ปราศจากฮิกมะฮฺแห่งการปฏิบัติ”  คือครั้งหนึ่ง เมื่อชายคนหนึ่งได้ทำการละหมาดเสร็จสิ้นแล้วในมัสญิดท้องถิ่นแห่งหนึ่ง เขาจึงได้ทำการจับมือทักทายผู้คนด้วยทั้งมือขวาและมือซ้ายของเขา จากนั้นได้มีชายอีกคนหนึ่งตีที่มือของเขาและตะคอกใส่เขาว่า “นั่นมันไม่ใช่การกระทำแบบสุนนะฮฺ!!” ชายคนดังกล่าวจึงตอบเขาไปว่า “โอ้ แล้ว “การไม่ให้เกียรติ พร้อมทั้งการประนาม”  เป็นการกระทำแบบสุนนะฮฺเช่นนั้นหรือ”

การแสดงออกถึงฮิกมะฮฺ เมื่อเรามีความเห็นต่างกันนั้น จำต้องมีองค์ประกอบดังนี้

1. ความบริสุทธิ์ใจ 

ประการแรก หากเราเห็นต่าง เจตนาของเรานั้นควรเป็นเช่นว่า “เราคิดเห็นต่างกันด้วยความหวังที่บริสุทธิ์ใจว่าจะได้มาซึ่งสัจธรรมที่แท้จริง และ “เจตนาของเรา” ควรมีความบริสุทธิ์ใจเพื่ออัลลอฮฺเท่านั้น”

เราไม่ควรคิดเห็นต่างหรือขัดแย้ง เพียงเพื่อที่จะปลดปล่อยความเกลียดชัง หรือความอิจฉาที่มีอยู่ในหัวใจของเราออกมา เราไม่ควรคิดเห็นต่างหรือขัดแย้งเพื่อที่จะสร้างความอับอายแก่ผู้คนเช่นเดียวกับที่เราถูกทำให้อับอาย

ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “ผู้ใดก็ตามที่ศึกษาหาความรู้ (อันเป็นความรู้ที่ควรถูกแสวงหาเพื่อความพึงพอพระทัยต่ออัลลอฮฺ) เพียงเพื่อที่จะได้รับผลประโยชน์แห่งโลกแห่งวัตถุนี้ เขาจะไม่พบกับความหอมแห่งญันนะฮฺในวันกิยามะฮฺ”

หะดีษเศาะหีฮฺ รายงานโดยอบูดาวูด ในกิตา อัลอิลมฺ

2. ความเมตตาและความอ่อนโยน  

ประการที่สอง การมีฮิกมะฮฺ เมื่อมีความเห็นต่าง หมายความว่าเราควรที่จะแยก “สถานการณ์” ออกจาก “ความเมตตาและความอ่อนโยน” เราไม่ควรที่จะปล่อยให้ตัวเราเกิดอารมณ์โกรธหรือขึ้นเสียง (ต่อผู้ที่เราเห็นต่างด้วย)

ฟิรฺเอาน์ (ฟาโรห์) คือหนึ่งในบรรดาผู้คนที่มีความชั่วร้ายมากที่สุด และนบีมูซาคือหนึ่งในบรรดาผู้ที่มีความดีงามมากที่สุด เรามาดูว่าอัลลอฮฺทรงสั่งใช้นบีมูซาให้ทำการตักเตือนฟิรฺเอาน์เช่นไร

“จงไปเถิด ท่านทั้งสอง จงไปพบกับฟิรฺเอา แท้จริงนั้น เขาได้ทำการละเมิด และจงกล่าวกับเขาด้วยถ้อยคำที่อ่อนโยน เผื่อว่าบางทีเขาอาจรำลึกถึง หรือเกรงกลัว (ต่ออัลลอฮฺ)” (ฎอฮา 20:44)

ครั้งหนึ่งมีชายคนหนึ่งได้เข้าไปพบกับเคาะลิฟะฮฺท่านหนึ่ง และกล่าวตำหนิท่านอย่างรุนแรงเกี่ยวกับนโยบายบางข้อที่ท่านได้กำหนดไว้ เคาะลิฟะฮฺท่านนั้นจึงตอบชายคนดังกล่าวกลับไปว่า “ด้วยอัลลอฮฺ ฟิรฺเอาน์นั้นมีความชั่วร้ายยิ่งกว่าฉัน และด้วยอัลลอฮฺ นบีมูซานั้นเป็นผู้ที่มีความดีงามมากยิ่งกว่าท่าน แต่กระนั้นอัลลอฮฺได้ทรงสั่งใช้ท่านนบีมูซาว่า “และจงกล่าวกับเขาด้วยถ้อยคำที่อ่อนโยน เผื่อว่าบางทีเขาอาจรำลึกถึง หรือเกรงกลัว (ต่ออัลลอฮฺ)” (ฎอฮา 20:44)

3. ใช้เวลาและอธิบายให้ชัดแจ้ง 

ประการที่สาม การมีฮิกมะฮฺขณะเจรจากับผู้คน คือการมีความอดทนและอธิบายสิ่งต่างๆ ให้ชัดเจนก่อนที่จะเร่งรีบไปสู่ข้อสรุป

อีหม่ามอะหมัดรายงาน ด้วยการบอกเล่าจากผู้รายงานหลายท่าน ว่าท่านอิบนุ อับบาซ กล่าวว่า “ชายคนหนึ่งจากบนู ซะลีม ได้เดินทางผ่านกลุ่มเศาะฮาบะฮฺของท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมไป (ในช่วงเวลาแห่งสงคราม) และชายคนนั้นได้กล่าว “อัสลามุอลัยกุม” ต่อพวกเขา หากแต่บรรดาเศาะฮาบะฮฺได้ให้ข้อสรุปว่า การที่ชายผู้นั้นกล่าว “อัสลามุอลัยกุม” ต่อพวกเขานั้น เป็นเพียงแค่การหลอกลวงเพื่อที่จะปกป้องตัวเขาให้พ้นจากการถูกจับตัว จากนั้นพวกเขาจึงได้ล้อมตัวชายคนดังกล่าวไว้ และท่านมัลฮาม อิบนุ ญุซอมะฮฺ (Malham Ibn Juthaamah) ได้ฆ่าเขา จากเหตุการณ์ดังกล่าว อัลลอฮฺจึงทรงส่งอายะฮฺนี้ลงมา

“โอ้ ผู้ศรัทธาทั้งหลายเอ๋ย เมื่อเจ้ามุ่งหน้าเดินทางไป (เพื่อการต่อสู้) ในหนทางของอัลลอฮฺ จงทำการสอบหาความจริงให้ประจักษ์ และจงอย่ากล่าวต่อผู้ที่ให้แก่พวกเจ้า (ซึ่งการทักทายแห่งสานติ) “อัสลามุอลัยกุม” ว่า “ท่านมิไม่ใช่ผู้ศรัทธา” ด้วยความปรารถนาต่อผลประโยชน์แห่งชีวิตบนโลกดุนยานี้ เพราะ ณ ที่อัลลอฮฺนั้นมีซึ่งปัจจัยยังชีพอันมากมาย เช่นเดียวกันนั้นพวกเจ้า (ตัวของพวกเจ้าเอง) ก็เคยเป็นเยี่ยงนั้นมาก่อน และอัลลอฮฺได้ประทานความโปรดปราน (คือ ทางนำ) แก่พวกเจ้า ดังนั้น จงทำการสอบหาความจริงให้ประจักษ์ แท้จริงอัลลอฮฺทรงรอบรู้อย่างชัดแจ้งในสิ่งที่พวกเจ้ากระทำ” (อันนิซาอฺ 4:94)

4. คำพูดที่ดี

ประการที่สี่ อย่าแลกเปลี่ยน “คำพูดที่ดี” ด้วย “ความหยาบกระด้าง” โดยเฉพาะขณะที่ทำการเจรรากับมุสลิมท่านอื่น

มีตัวอย่างของพลังอำนาจของถ้อยคำอันบริสุทธิ์ใจและสุภาพ ดังนี้

ท่านมุซอับ อิบนุ อุมัยรฺเป็นตัวแทน (ทูต) คนแรกของท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมในเมืองมาดีนะฮฺ  ก่อนที่ท่านเราะสูลจะเดินทางไปถึงเมืองมาดีนะฮฺ ท่านมุซอับได้ทำการสอนผู้คนในเมืองมาดีนะฮฺเกี่ยวกับศาสนาอิสลาม และพวกเขาต่างพากันเข้ารับศาสนาอิสลาม

แม้แต่สะดฺ อิบนุ อุบาดะฮฺผู้เกรี้ยวกราด หนึ่งในบรรดาผู้นำของเมืองมาดีนะฮฺ ครั้งหนึ่งเขาได้เตรียมดาบไว้ด้วยความตั้งใจที่จะตัดหัวของท่านมุซอับ อิบนุ อุมัยรฺ และเมื่อเขาได้เผชิญหน้ากับท่านมุซอับ เขาก็กล่าวขู่ท่านว่า “จงหยุดพูดสิ่งที่เหลวไหลนี้เสีย หรือไม่แล้วท่านก็สมควรตาย”

ท่านมุซอับจึงตอบสะดฺกลับไปด้วยวิธีการที่น่าจะเป็นบทเรียนที่ดีงามแก่พวกเราทุกๆ คน

ขณะที่ชายคนที่ยืนอยู่หน้าท่านไม่ได้หยุดความหยาบคายและความโง่เขลา อีกทั้งยังต้องการที่จะเชือดคอของท่าน ท่านมุซอับได้ตอบเขากลับไปว่า “ท่านจะไม่นั่งลงและรับฟังฉันสักชั่วขณะหนึ่งหรือ หากท่านเห็นด้วยกับสิ่งที่ฉันพูดเช่นนั้น ท่านจงน้อมรับมัน และหากว่าท่านมิได้เห็นด้วย เราจะยุติการการสนทนานี้” จากนั้นสะดฺจึงนั่งลง

ท่านมุซอับได้พูดเกี่ยวกับอัลลอฮฺและศาสนทูตของพระองค์ จนกระทั่งใบหน้าของสะดฺ อิบนุ อุบาดะฮฺส่องแสงสว่างเสมือนดวงจันทร์เต็มดวง และเขาได้ถามท่านมุซอับขึ้นมาว่า “เมื่อบุคคลหนึ่งปรารถนาที่จะเข้าสู่ศาสนานี้ เขาต้องทำเช่นไร” เมื่อท่านมุซอับได้บอกแก่เขาแล้ว เขาก็กล่าวขึ้นมาว่า “มีชายคนหนึ่ง ที่หากเขาเข้ารับศาสนานี้แล้ว มันย่อมไม่มีครอบครัวใดในเมืองมาดีนะฮฺที่จะไม่กลายเป็นมุสลิม  นั่นคือ สะดฺ อิบนุ มุอ๊าซ”

และเมื่อสะดฺ อิบนุ มุอ๊าซได้ยินเกี่ยวกับสิ่งที่เกิดขึ้น เขาก็เกิดความโกรธเกรี้ยว จากนั้นเขาจึงออกจากบ้านไป โดยมีความตั้งใจที่จะฆ่าชายที่ชื่อว่า “มุซอับ อิบนุ อุมัยรฺ” ต่อความขัดแย้งที่ท่านได้สร้างขึ้น เมื่อเขาเข้าไปหาท่านมุซอับและประกาศว่า “ท่านจำต้องยุติการพูดเกี่ยวกับศาสนานี้ หรือมิเช่นนั้นแล้วท่านก็สมควรตาย”

ท่านมุซอับได้ตอบกลับไปว่า “ท่านจะไม่นั่งลงและรับฟังฉันสักชั่วขณะหนึ่งหรือ หากท่านเห็นด้วยกับสิ่งที่ฉันพูดเช่นนั้น ท่านจงน้อมรับมัน และหากว่าท่านมิได้เห็นด้วย เราจะยุติการการสนทนานี้” จากนั้นสะดฺจึงนั่งลง

ท่านมุซอับพูดเกี่ยวกับอัลลอฮฺและศาสนทูตของพระองค์ จนกระทั่งใบหน้าของสะดฺ อิบนุ มุอ๊าซ ส่องสว่างเสมือนดวงจันทร์เต็มดวง จากนั้นสะดฺได้ถามท่านมุซอับขึ้นมาว่า  “เมื่อบุคคลหนึ่งปรารถนาที่จะเข้าสู่ศาสนานี้ เขาต้องทำเช่นไร”

ดูสิว่า “ถ้อยคำที่ดีงามนั้น” ได้ส่งผลให้เกิดอะไรขึ้นบ้าง เมื่อสะดฺ อิบนุ มุอ๊าซเดินทางกลับไปที่บ้านของเขา เขาได้ไปพบกับชาวเผ่ามาดีนะฮฺในค่ำคืนนั้นและประกาศต่อพวกเขาทั้งหมดว่า “ทุกๆ สิ่งที่เป็นของพวกท่านนั้นคือสิ่งที่หะรอมสำหรับฉัน จนกว่าท่านทั้งหมดจะเข้ารับอิสลาม”

ในค่ำคืนนั้น ทุกๆ ครอบครัวในเมืองมาดีนะฮฺต่างเข้านอนพร้อมกับคำกล่าวว่า “ลาอิลาฮะ อิลลัลลอฮฺ” และทั้งหมดที่เกิดขึ้นนั้นเป็นเพราะ “คำพูดที่ดีงาม” (ด้วยพระประสงค์ของอัลลอฮฺ)

Read Full Post »

Older Posts »

%d bloggers like this: