Feeds:
Posts
Comments

Archive for the ‘ความอิจฉาริษยา’ Category

🍃🍃🍃🍃คำอธิบายซูเราะฮฺ อันนาส🍃🍃🍃🍃

เป็นหนึ่งในสองซูเราะฮฺที่มีการขอความคุ้มครองด้วยพระเจ้าผู้ทรงยิ่งใหญ่ให้พ้นจากความชั่วร้ายของศัตรูตัวฉกาจ คือ อิบลีสและพรรคพวกของมัน ที่เป็นชัยฏอนมารร้ายแห่งมนุษย์และญิน ซึ่งหลอกล่อมนุษย์ด้วยการกระซิบกระซาบ และกระทำชั่วด้วยวิธีการต่างๆ 

🌱จงกล่าวเถิด ข้าขอความคุ้มครองและการปกป้องด้วยพระผู้อภิบาลของมวลมนุษย์ผู้ทรงพระเดชานุภาพเพียงพระองค์เดียวในการขจัดความชั่วร้ายของการกระซิบกระซาบ

🌱พระองค์ผู้ทรงเป็นราชาแห่งมนุษยชาติ ผู้ทรงบริหารจัดการทุกเรื่องทุกกิจการของพวกเขา ผู้ทรงมั่งมีไม่ต้องพึ่งพวกเขา

🌱พระองค์ผู้ทรงเป็นพระเจ้าของมวลมนุษย์ ผู้ซึ่งไม่มีสิ่งเคารพอื่นใดที่สัตย์แท้นอกเหนือไปจากพระองค์

👉👉สามอายะฮฺแรกจะกล่าวถึงคุณลักษณะของพระองค์ พระองค์ทรงสั่งใช้ให้เราขอความคุ้มครองจากพระองค์ด้วยการใช้ “คุณลักษณะอันโดดเด่นของพระองค์” ให้พ้นจาก 👿ความชั่วร้ายของชัยฏอน👿 ที่คอยกระซิบกระซาบในหูของเรา เพราะแท้จริงแล้ว ไม่มีมนุษย์คนใดที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยไม่มีญินเป็นสหายของเขาซึ่งมันจะอยู่เคียงข้างเขาเสมอ โดยมันจะพยายามทำให้  🚨ความชั่วร้าย🚨 ดูน่าหลงใหลสำหรับเขา และมันไม่ได้ใช้ความพยายามในการโกหกหลอกลวง และความเพ้อฝันของมันแต่อย่างใด และ 🔰การปกป้องคุ้มครองให้พ้นจากมัน🔰 นั้นอยู่ ณ ที่อัลลอฮฺ👈👈

🌱ขอความคุ้มครองให้พ้นจากภัยของชัยฏอนที่คอยกระซิบกระซาบยุแหย่เมื่อผลั้งเผลอ และมันก็จะหลบซ่อนหนีหายเมื่อมีการรำลึกถึงอัลลอฮฺ

🌱ชัยฏอนที่คอยกระจายความชั่วร้ายและความเคลือบแคลงในหัวอกมนุษย์

🌱เป็นชัยฏอนจากหมู่ญินและมนุษย์

🎋🎋นบีมุหัมมัด เคยกล่าวว่า อย่าพูดว่า “จงประสบความย่อยยับเถิดชัยฏอน (Perish Satan!)” เพราะเมื่อท่านพูดเช่นนั้น ชัยฏอนจะตัวใหญ่ขึ้น และกล่าวว่า “ด้วยพลังอำนาจของข้า ข้าได้เอาชนะเขาแล้ว” แต่หากว่าท่านกล่าวว่า “บิสมิลลาฮฺ” ชัยฏอนจะตัวเล็กลง และเล็กลงไปอีกจนกระทั่งมันเล็กเหมือนแมลงวัน (รายงานโดยอะหฺมัด ด้วยสายรายงานที่ดี) 🎋🎋

ในหะดีษบทนี้ คือหลักฐานที่พิสูจน์ว่า เมื่อหัวใจรำลึกถึงอัลลอฮฺ มันจะทำให้ชัยฏอนตัวเล็กลง ในขณะที่หากว่าไม่มีการกล่าวถึงอัลลอฮฺ ชัยฏอนก็จะสามารถเอาชนะเขาได้ และมันก็จะเข้มแข็งมากขึ้น

สรุปเรียบเรียงจาก 

✏คัมภีร์อัลกุรอานแปลไทย

✏อรรถาธิบายอัลกุรอาน 3 ญุซอ์สุดท้าย จากอัตตัฟสีรฺ อัลมุยัสสัรฺ

✏Tafseer Ibn Katheer – part 30 juz amma

Read Full Post »

positive-thinking-b
รูปจากอินเตอร์เนต
เรียนรู้ที่จะคิดบวกจากหะดีษ (5 บท)
**********************************
จากบทความ Hadith 5 on positive thinking
ผู้เขียน อบู มุอาวิยะฮฺ อิสมาอีล กัมดัร /แปล บินติ อัลอิสลาม
 
การรายงานหะดีษของอิสลามได้เน้นในเรื่องของการคิดบวก แม้ว่าปัจจุบันนี้มุสลิมมากมายเลือกที่จะคิดในแง่ลบเกี่ยวกับโลกใบนี้ และเกี่ยวกับบรรดาผู้คนที่อยู่อาศัยอยู่ที่นี่ ซึ่งในความเป็นจริงนั้น อิสลามส่งเสริมในสิ่งที่ตรงกันข้าม
 
ดังนั้นขอให้เราใคร่ครวญหะดีษ 5 บทต่อไปนี้ และเริ่มการเดินทางไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่เป็นด้านบวกกัน
 
หะดีษบทที่หนึ่ง ให้คิดว่า “ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมีความดีซ่อนอยู่”
—————————————–
“การงานของบรรดาผู้ศรัทธานั้นน่าอัศจรรย์ยิ่ง แท้จริงแล้วทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของเขาคือความดีงาม และสิ่งนี้ไม่เกิดขึ้นกับผู้ใดเว้นแต่ บรรดาผู้ศรัทธา หากสิ่งที่ดีงามเกิดขึ้นกับเขา เขาก็ขอบคุณ และนั่นเป็นการดีสำหรับเขา และหากว่าสิ่งที่เลวร้ายเกิดขึ้นกับเขา เขาก็อดทน และนั่นก็เป็นการดีสำหรับเขาด้วยเช่นกัน” (เศาะเหียะฮฺมุสลิม 2999)
 
หะดีษบทนี้สอนให้เรารู้จักที่จะมองสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับชีวิตในแง่บวก ช่วงเวลาสุขสบายคือโอกาสแห่งการขอบคุณ และช่วงเวลาที่ยากลำบากก็คือบททดสอบแห่งความอดทน สถานการณ์ทั้งสองแบบต่างเป็นสิ่งดีงามสำหรับเรา ดังนั้นไม่ว่าจะมีอะไรก็ตามที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรา มันมักจะมีหนทางที่ทำให้เราได้รับผลประโยชน์จากสถานการณ์เหล่านั้นเสมอ
 
หะดีษบทที่สอง ให้คิดดีเกี่ยวกับอัลลอฮฺ
—————————————–
“ข้าเป็นดังเช่นที่บ่าวของเขานึกคิดเกี่ยวกับข้า ข้าอยู่กับเขาเมื่อเขานึกถึงข้า และหากเขากล่าวรำลึกถึงข้ากับตัวเขา ข้าก็จะกล่าวรำลึกถึงเขากับตัวข้า และหากเขากล่าวรำลึกถึงข้าในกลุ่มคน ข้าจะกล่าวถึงรำลึกถึงเขาในกลุ่มคนที่ดีกว่า หากเขาเข้ามาใกล้ชิดข้าหนึ่งคืบมือ ข้าก็จะเข้าไปใกล้ชิดเขาศอกหนึ่ง และหากเขาเข้ามาใกล้ชิดข้าศอกหนึ่ง ข้าก็จะเข้าไปใกล้ชิดเขาวาหนึ่ง และหากเขาเข้ามาหาข้าด้วยการเดิน ข้าก็จะเข้าไปหาเขาด้วยการวิ่ง” (เศาะเหียะฮฺบุคอรียฺ 6856 และเศาะเหียะฮฺมุสลิม 4832)
 
ในหะดีษกุดซียฺบทนี้ พระองค์อัลลอฮฺเองได้ทรงแจ้งแก่เราถึงความสำคัญของการคิดในแง่ดีเกี่ยวกับพระองค์ เราจำต้องคิดถึงแต่สิ่งที่ดีงามเกี่ยวกับพระผู้ทรงสร้างของเรา และไม่ปล่อยให้ชัยฎอนมาใส่ความคิดที่ชั่วร้ายในหัวของเรา และยิ่งเราคิดดีเกี่ยวกับอัลลอฮฺมากเท่าไร เราก็จะยิ่งได้รับสิ่งที่ดีสิ่งที่เป็นประโยชน์จากการมีความคิดเช่นนี้ทั้งในโลกดุนยาและอาคิเราะหฺ
 
หะดีษบทที่สาม หลีกเลี่ยงการคิดแง่ลบ
—————————————–
“พึงระวังความหวาดระแวงสงสัย เพราะความหวาดระแวงสงสัยคือการกล่าวเท็จที่เลวร้ายที่สุด และอย่าได้สอดแนมกัน และอย่ารับฟังการพูดคุยที่ชั่วร้ายของผู้คนเกี่ยวกับเรื่องราวของผู้อื่น (นินทา) และอย่าสร้างความเป็นศัตรูระหว่างกัน แต่จงเป็นพี่น้องกัน และไม่ควรมีการเสนอตัวต่อสตรีที่พี่น้อง (มุสลิม) ของเขาได้เข้าไปเสนอตัวแล้ว ทว่าเขาควรรอจนกว่าผู้เสนอตัวคนแรกได้แต่งงานกับนางแล้ว หรือถอดถอนการเสนอตัวต่อนาง” (เศาะเหียะฮฺบุคอรียฺ 5970)
 
การมีความคิดในด้านลบเกี่ยวกับพี่น้องมุสลิม คือต้นเหตุของความเป็นศัตรู ความอิจฉาริษยา และความแตกแยก หะดีษบทนี้ได้สั่งห้ามการคิดลบในทุกกรณีไม่ว่ามันจะการสงสัยที่ไม่ได้อยู่บนความเป็นจริง การนินทา การสอดแนม ความผิดบาปเหล่านี้ เราจำต้องหลีกเลี่ยง
 
หะดีษบทที่สี่ จงทำให้เกิดความง่ายดาย
—————————————–
“จงทำให้เกิดความง่ายดายในสิ่งต่างๆ ต่อผู้คนและจงอย่าสร้างความยากลำบากแก่พวกเขา” (เศาะเหียะฮฺบุคอรียฺ 6125)
 
คำแนะนำที่สั้นกระชับนี้มุ่งเน้นไปยังผู้ที่ทำการดะอฺวะฮฺและผู้ที่สอนอิสลามเป็นอันดับแรก หลักปฏิบัติหนึ่งแห่งรากฐานของกฎชารีอะฮฺเบื้องต้น คือหลักปฏิบัติของการสร้างความง่ายดาย ซึ่งมีการรายงานหะดีษมากมายที่เน้นในเรื่องเดียวกันนี้ อิสลามนั้นมีจุดประสงค์ที่จะทำให้การใช้ชีวิตนั้นง่ายดายสำหรับผู้คน ดังนั้นขอให้คุณตรวจสอบว่าวิธีการที่คุณเรียกร้องและชี้แนะผู้คนมาสู่อิสลามนั้นเป็นวิธีการที่เน้นการคิดบวกและการดึงดูดผู้คนไปสู่ความสวยงามแห่งอิสลาม
 
หะดีษบทที่ห้า ให้คิดบวกเมื่อมีความตายเกิดขึ้น
—————————————–
“ผู้ใดก็ตามที่รักการเข้าพบอัลลอฮฺ (พึงรู้เถอะว่า) อัลลอฮฺเองเช่นกันที่ทรงรักการพบกับเขา และผู้ใดก็ตามที่เกลียดการเข้าพบอัลลอฮฺ อัลลอฮฺเองเช่นกันทีทรงเกลียดการพบกับเขา” (เศาะเหียะฮฺบุคอรียฺ 6508)
 
การคิดในแง่บวก ในแง่ดีนั้นสำคัญอย่างมากในอิสลาม แม้แต่ในช่วงเวลาที่มีความตายเกิดขึ้น มุสลิมจำต้องคิดต่อพระผู้ทรงสร้างเขาในด้านที่ดีที่สุด สิ่งนี้สำคัญอย่างยิ่งโดยเฉพาะในช่วงเวลาแห่งความตาย คือบรรดาผู้ศรัทธาควรนึกถึงความเมตตาของอัลลอฮฺและการให้อภัยโทษของพระองค์ ด้วยการคิดเช่นนี้ ย่อมทำให้พวกเขาจากโลกนี้ไปในสภาพของการคิดดี เพราะเราไม่ควรที่จะใช้ชีวิตของเราด้วยการคิดบวกเพียงอย่างเดียวเท่านั้น หากทว่าเราควรตายหรือจากโลกนีไปในสภาพของการคิดบวก คิดดีด้วย
 
ขออัลลอฮฺทรงปกปองเราจากความคิดลบ ความคิดที่ชั่วร้ายทั้งหลาย อามีน
 

Read Full Post »

image

“พระองค์ตรัสว่า อะไรที่ขัดขวางเจ้ามิให้เจ้าสุญูด ขณะที่ข้าได้ใช้เจ้า มันกล่าวว่า ข้าพระองค์ดีกว่าเขา โดยที่พระองค์ทรงบังเกิดข้าพระองค์จากไฟ และได้บังเกิดเขาจากดิน” (ซูเราะฮฺ อัลอะอฺรอฟ 07:12)

คุณลักษณะของชัยฏอน (ซูเราะฮฺ อัลอะอฺรอฟ 07:12)
~~~~~~~~~~~~
เขียนโดย อบู มุอาวิยะฮฺ อิสมาอีล กัมดัรฺ
แปล บินติ อัลอิสลาม

“พระองค์ตรัสว่า อะไรที่ขัดขวางเจ้ามิให้เจ้าสุญูด ขณะที่ข้าได้ใช้เจ้า มันกล่าวว่า ข้าพระองค์ดีกว่าเขา โดยที่พระองค์ทรงบังเกิดข้าพระองค์จากไฟ และได้บังเกิดเขาจากดิน” (ซูเราะฮฺ อัลอะอฺรอฟ 07:12)

เรื่องราวของนบีอาดัมและชัยฏอนคือหนึ่งในเรื่องราวที่ถูกบอกเล่าบ่อยครั้งในอัลกุรอาน ด้วยเพราะว่าในเรื่องราวนี้มีบทเรียนมากมายสำหรับมวลมนุษย์ เรื่องราวนี้บอกเล่าถึงต้นกำเนิดของมนุษย์และต้นกำเนิดของความชั่วร้าย อย่างไรก็ตามมันก็ยังมีบทเรียนมากมายสำหรับมนุษย์เพื่อให้พวกเราได้ใคร่ครวญ อายะฮฺนี้ช่วยทำให้เราได้ทราบถึงกระบวนความคิดที่นำพาอิบลิสไปสู่การเป็นชัยฏอน เมื่ออัลลอฮฺทรงถามมันว่าเหตุใดมันจึงไม่ยอมโค้งคำนับต่อนบีอาดัม มันได้ตอบพระองค์ว่า “มันดียิ่งกว่าอาดัม ด้วยเพราะวิธีการที่มันถูกสร้างขึ้นมา”

ซึ่งสิ่งนี้เองที่ให้บทเรียนมากมายแก่เราเพื่อให้เราได้ใคร่ครวญ “การไม่เชื่อฟังต่ออัลลอฮฺของชัยฏอน เกิดจาก ความหลงตัวเอง ความทะนงตน” และจริงๆ แล้ว มันเป็นรูปแบบของความหลงตัวเองเช่นเดียวกับการแบ่งแยกชนชั้น เชื้อชาติ สีผิวที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน “การแบ่งแยกชนชั้น” คือโรคร้ายชนิดหนึ่งที่มนุษย์คนหนึ่งคิดและเชื่อว่าเขานั้นดีกว่าคนอีกคนหนึ่ง เพียงเพราะเหตุผลง่ายๆ ที่ว่าเขาดูแตกต่างไป ซึ่งความคิดเช่นนั้นไม่ต่างอะไรมากนักจากความคิดของชัยฏอน ที่มันคิดว่ามันดีกว่านบีอาดัมเพราะมันคือญินและนบีอาดัมคือมนุษย์ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ไม่ได้บ่งชี้ถึงคุณค่าของใครคนหนึ่งแต่อย่างใด เพราะไม่มีใครเลือกได้ว่าเขาจะเกิดมารูปร่างหน้าตาอย่างไร เกิดที่ไหน เกิดขึ้นมาอย่างไร ดังนั้นสิ่งเหล่านี้จึงไม่สามารถนิยามความเป็นตัวตนของเราได้

นบีอาดัมดียิ่งกว่าชัยฏอน ไม่ใช่เพราะว่าท่านถูกสร้างขึ้นมาอย่างไร หากแต่เป็นเพราะว่าเมื่อทั้งสอง (อิบลีสและนบีอาดัม) กระทำความผิด นบีอาดัมได้ทำการสำนึกผิดขออภัยโทษต่ออัลลอฮฺ ในขณะที่ชัยฏอนยังคงดื้อดึงในความผิดพลาดที่มันได้กระทำจนกระทั่งกาลอวสาน นี่คือปัจจัยที่บ่งชี้ว่าใครที่เป็นมนุษย์ที่ดีที่สุดในพระเนตรของอัลลอฮฺ ความสามารถในการสำนึกต่อความผิดพลาดของเราและลุกขึ้นมาปรับปรุงแก้ไขและหันเข้าสู่ความดีงาม

และยังมีอีกมุมมองหนึ่งเพื่อใคร่ครวญถึงอายะฮฺนี้ที่คนหลายคนมองข้ามไป เช่น การกุฟรฺของชัยฏอน ชัยฏอนกลายเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธาได้อย่างไร มันเคยศรัทธาต่ออัลลอฮฺ แต่กระนั้นมันก็ยังฝ่าฝืนพระองค์และไม่ยอมขออภัยโทษกลับเนื้อกลับตัว แต่เราก็รู้ว่านั่นไม่ใช่การกุฟรฺ แต่มันคือบาปและการปฏิเสธที่จะขออภัยโทษต่อบาปนั้น แต่ทว่า “การกุฟรฺที่แท้จริง” คือถ้อยคำของมันที่กล่าวว่า “ข้าพระองค์ดีกว่าเขา” เมื่อชัยฏอนกล่าวในสิ่งที่เขาหมายความว่า “ข้าพระองค์ไม่โค้งคำนับต่ออาดัมเพราะข้าพระองค์ดีกว่าเขา ดังนั้นพระองค์ทรงทำความผิดพลาดด้วยการร้องขอให้ข้าพระองค์โค้งคำนับต่อเขาและพิจารณาว่าเขานั้นดีกว่าข้าพระองค์” อีกทั้งการปฏิเสธของชัยฏอนนั้นเกิดจากการที่เขาตัดสินความผิดพลาดของอัลลอฮฺและนึกคิดเอาเองว่าเขารู้ดียิ่งกว่าอัลลอฮฺ

บ่อยครั้งเพียงใดที่มุสลิมทำความผิดพลาดนี้ในปัจจุบัน พวกเราบางคนอาจพบว่ากฎหรือคำสั่งใช้ในอัลกุรอานหรือสุนนะฮฺ ขัดแย้งกับความปรารถนา ความต้องการ หรือวัฒนธรรมสมัยใหม่ของเรา ดังนั้นเราจึงนึกคิดเอาเองว่า “กฎเกณฑ์นั้น” ไม่ถูกต้อง เช่นข้อห้ามในเรื่องของการรักร่วมเพศ ในการทำเช่นนั้นหมายถึง การที่เรากำลังเดินตามรอยเท้าของชัยฏอน

อิสลามหมายถึงการยอมจำนน และนั่นหมายรวมถึงการยอมจำนนต่อข้อเท็จจริงที่ว่าอัลลอฮฺทรงรู้ดียิ่งและกฎของพระองค์นั้นดีที่สุด แม้ว่าผู้คนจะไม่พอใจก็ตาม

Read Full Post »

เขียนโดย ซัลมาน อิบนุ ฟะฮัดฺ อัล เอาวฺดะฮฺ
บทความ Humbleness จากเวปไซท์ www.idealmuslimah.com

“ความนอบน้อม” คือการรู้คุณค่าของตัวเอง และการออกห่างจากความยโส ทะนงตน หรือการเพิกเฉยต่อความจริงรวมไปถึงการประเมินคุณค่าของผู้อื่นต่ำ ดังที่ท่านศาสนทูต ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะศัลลัม กล่าวต่อบรรดามุสลิมและผู้คนทั่วไปว่า “อัล กิบัรฺ” คือการปฏิเสธสัจธรรมและการดูถูกเหยียดหยามผู้คน (มุสลิม ติรฺมิซีย์ และอบู ดาวูด)

ความนอบน้อม เป็นคุณสมบัติหนึ่งที่มนุษย์ทุกคนพึงมี โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับบุคคลที่มีความสำคัญ มีความโดดเด่นทางสังคม และผู้ที่มีความเกรงกลัวว่าเขาจะเป็นที่รู้จักมากขึ้น หรือกลายเป็นบุคคลที่มีความสำคัญต่อผู้คนมากขึ้น ดังเช่นคำกล่าวที่ ว่า “จงถ่อมตน แล้วท่านจะเป็นดังเช่นดวงดาวที่ส่องแสงริบหรี่ต่อผู้ที่มองเห็นบนผืนน้ำ แม้ว่าในความเป็นจริง ดาวดวงนั้นจะมีความสูงส่งเพียงใดก็ตาม” เราจะไม่กล่าวต่อผู้คนว่า “จงถ่อมตนเถิด” แต่เราจะกล่าวว่า “จงรู้คุณค่าของตัวเอง และอย่านำคุณค่านั้นไปวางไว้ผิดที่”

อัล-ค็อฏฏ็อบ รายงานไว้ใน อัล อุซลอฮฺ ว่า “อิหม่าม อับดุลลอฮฺ บิน อัลมูบาร็อกเดินทางมาที่ เมืองคูรอซซาน และได้เข้าพบ “บุรุษท่านหนึ่ง” ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีว่า เขาเป็นผู้ที่มีความสันโดษ (ซุฮดฺ) และความเคร่งครัด (วะรออฺ) ต่อการปฏิบัติตามหลักการศาสนา – แต่เมื่อท่านอิบนุ อัล มูบาร็อค ได้เข้าไปยังสถานที่พำนักของบุรุษท่านนั้น เขาก็ไม่ได้หันหน้ามามองหรือแม้แต่จะแสดงความสนใจต่อท่านอิบนุ อัลมูบาร็อคเลยแม้แต่น้อย และเมื่อท่านได้จากสถานที่ไป ผู้คนที่อยู่ข้างในกับบุรุษท่านนั้นก็กล่าวแก่เขาว่า “ท่านไม่ทราบหรอกหรือว่าบุรุษท่านนั้นเป็นใคร?”เขาตอบว่า “ฉันไม่ทราบ” คนเหล่านั้นจึงบอกแก่เขาว่า “บุรุษท่านนั้นคือ อามีรฺผู้ศรัทธา และท่านคือ อับดุลลอฮฺ บิน อัล มูบาร็อค” เมื่อได้ยินเช่นนั้น เขาก็เกิดอาการตกใจและเร่งรีบออกไปพบกับ ท่านอิบนุ อัลมูบาร็อค พร้อมทั้งกล่าวคำขอโทษต่อสิ่งที่เกิดขึ้นว่า “โอ้ อบู อับดุล เราะฮฺมาน โปรดอภัยให้แก่ฉันและจงให้การตักเตือนแก่ฉันด้วยเถิด” อิบนุ อัล มูบาร็อค กล่าวว่า “ได้สิ เมื่อใดก็ตามที่ท่านออกมาจากบ้านของท่าน และพบเห็นบุคคลใดบุคคลหนึ่ง จงตระหนักเสมอว่า เขานั้นดีกว่าท่าน” ท่านอิบนุ อัล มูบาร็อค ทราบดีว่าบุรุษท่านนั้นเป็นผู้ที่ถือดีและมีความทะนงตน – เมื่อท่านได้สอบถามถึงอาชีพการงานของเขา ท่านก็ทราบว่าเขาเป็นช่างทอผ้า (ดู ความคิดเห็นของ อัศเศาะฮาบียฺ ใน อัล มีซาน เกี่ยวกับ วาซีลฺ บิน อะฏออฺ) เมื่อทราบดังนั้น อิหม่ามผู้มีการศึกษาเช่นท่านก็ตระหนักว่า มูฏอซะฮีด ท่านนี้ (ผู้อุทิศตนเพื่อศาสนาอย่างเคร่งครัด) มีลักษณะของ บุคคลที่มีความหลงตัวเอง ยโส และเชื่อว่าตัวเองนั้นเหนือกว่าผู้อื่น”

โรคติดต่อชนิดนี้ บางครั้งก็เกิดขึ้นกับบุคคลที่มีความเคร่งครัดในศาสนา นี่จึงเป็นเหตุผลว่าเหตุใดท่านอิบนุ อัล มูบาร็อคจึงให้คำแนะนำที่เรียบง่ายต่อบุรุษท่านนั้น หลายครั้งเราอาจพบว่า ลักษณะนิสัยดังกล่าวมีอยู่ใน หมู่คนที่มีความเคร่งครัดศาสนา หรือดุอาตฺบางท่าน (ผู้เรียกร้องสู่อิสลาม)หากแต่ว่าเมื่อ “ลักษณะนิสัยดังกล่าวนั้น” มีอยู่ในหมู่นักเรียนบางคน ซึ่งทำให้พวกเขามีพฤติกรรมที่เลวร้ายต่อบรรดาชัยคฺ นักวิชาการ และครูอาจารย์ ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าเจ็บปวดอยู่ไม่น้อย

การที่เรามีความคิดเห็น ทัศนคติหรือการตัดสินที่แตกต่างจากบรรดานักวิชาการหรือดาอียฺนั้น ก็ไม่ถือว่าเป็นเรื่องที่ผิดหรือเลวร้ายแต่อย่างใด ตราบใดที่เรามีความรู้ มีคุณสมบัติที่ดีพอที่จะโต้แย้ง แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า เมื่อ “ความคิดเห็นแตกต่าง” กลายเป็นปัจจัยที่ใช้ในการทำลายเกียรติ ลดคุณค่าความน่าเชื่อถือ และหมิ่นประมาทบรรดานักวิชาการเหล่านั้น ต่างหาก – ซึ่งการกระทำเช่นนี้อาจจะเป็นที่ยอมรับในหมู่ผู้คนทั่วไป หรือคนสมัยใหม่ที่ถูกชักนำไปในทางที่ผิด หากแต่ว่า “การกระทำดังกล่าว” นั้น ไม่เป็นที่ยอมรับ และเป็นที่อนุมัติในสถานการณ์ใดๆ สำหรับบรรดาอะฮลุซซุนนะ และนักเรียนแห่ง อลิม อัล ชารียฺยะฮฺ

แน่นอนว่า เหล่าบรรดานักวิชาการแห่งอะฮฺลุซซุนนะฮฺวัลญะมาอะฮฺได้รับเกียรติให้เป็น บุคคลที่มีหน้าที่ในการเรียกร้องเชิญชวนผู้คนสู่ความดีและละเว้นความชั่ว และยังได้รับการนับถือจากผู้คนทั่วไปให้เป็น “บุคคลที่มีความสำคัญ” อีกด้วย หากแต่ว่ามันก็เป็นเรื่องที่น่าเห็นใจ ในกรณีที่บรรดานักวิชาการเหล่านั้นมีความรู้สึกผิดหวัง ท้อแท้หรือเสียใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่งต่อบุคคลที่ใกล้ชิดกับเขา และคนส่วนใหญ่มักคาดหวังอย่างมากว่าบรรดานักวิชาการเหล่านั้นจะไม่แสดงอาการตอบโต้เมื่อพวกเขาถูกกระทำ – ดังนั้นบรรดานักวิชาการเหล่านี้ก็เปรียบเหมือน “อัศวินผู้กล้า” ที่มีบรรดาสตรีคอยให้การสนับสนุนเท่านั้น (ความหมายคือต้องทำตัวเข้มแข็ง เป็นผู้นำอยู่ตลอด) — หากแม้ว่าบรรดาอะฮลุซซุนนะฮฺได้ทำการปกป้องเกียรติของบรรดานักวิชาการ และรู้ซึ้งถึงคุณค่าของพวกเขา อีกทั้งให้การปกป้องคุ้มครองพวกเขาจากเหล่าศัตรู นักวิชาการเหล่านั้นย่อมสามารถที่จะทำหน้าที่ในการเรียกร้องผู้คนสู่ความดีและละเว้นจากความชั่วในหนทางที่ถูกต้องได้ต่อไป — แต่ในความเป็นจริงแล้ว เมื่อนักวิชาการรู้สึกท้อแท้ผิดหวังจากสิ่งต่างๆ ที่อยู่ล้อมรอบตัวเขา เขาไม่สามารถที่จะกล่าวสิ่งใดได้ (พวกเขาถูกคาดหวัง ให้เป็น “ผู้ที่มีความเข้มแข็งตลอดเวลา”) และในทางกลับกัน มันก็เป็นเรื่องที่น่าเศร้า ที่มีกลุ่มคนรุ่นใหม่บางคนได้ให้ความเคารพ และความสำคัญต่อบรรดาชัยคฺและครูอาจารย์จนเกินขอบเขต และดำเนินรอยตามพวกเขาแบบผิดๆ อย่างไม่ลืมหูลืมตา

นี่เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้น ซึ่งเปรียบเสมือนกับ “ระบบทาสและความแตกแยกของผู้ตามและผู้ที่ถูกตาม” อันเป็นรูปแบบการปฏิบัติของกลุ่มบาตินิยฺยะอฺ ตลอดช่วงยุคสมัยหนึ่ง โดยการสร้างเงื่อนไขต่อบุคคล เพื่อสร้างระดับความมั่นคงของอัล อิสมา (การปกป้องความผิดพลาด) แก่บรรดาผู้นำและอีหม่ามของเขา

แม้แต่ “บรรดามูอะฏอซิลอ” (Mu’atazila) หรือ บรรดาผู้ที่ปฏิบัติตาม “หลักความเชื่อในเรื่องเหตุผล” และปฏิเสธที่จะแสดงออกถึงอารมณ์ความรู้สึกต่อสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับพวกเขา – พวกเขาก็ได้ประพันธ์กลอนบทหนึ่งที่เกี่ยวกับชัยคฺของพวกเขา หรือ “ชัยคฺ วาซิล บิน อตาอฺ” ซึ่งมีเนื้อหาว่า“จากด้านหลังของทะเลจีนไปสู่ส่วนที่ไกลสุดสายตา และในทุกๆ ที่ที่อยู่ด้านหลังของเผ่าบาบาเรียน บรรดาบุรุษ (ดูอาตฺ) ที่ “ผู้นำของเขา” ไม่ตื่นตระหนกต่อคำถากถางของทรราชย์ หรือแม้แต่แผนการของบรรดาจอมหลอกลวง พวกเขาเป็นประชาชาติแห่งศาสนาของอัลลอฮฺในทุกๆ ที่ และพระเจ้าแห่งการฟัตวาและศาสตร์แห่งความขัดแย้ง”

“ประชาชาติแห่งซุนนะฮฺ คือบุคคลที่มีคุณค่าและก็เป็นผู้ที่ให้เกียรติต่อบรรดาผู้รู้ นักวิชาการ”ดังนั้นมันจึงถือเป็นเรื่องที่เลวร้ายยิ่งในชนชาติที่เด็กไม่ให้ความเคารพต่อผู้ใหญ่และผู้ใหญ่ไม่มีความเมตตาต่อเด็ก เพราะนี่คือ คุณสมบัติแห่งความนอบน้อม และ การรู้คุณค่าของตัวเอง ว่าบรรดาเยาวชนไม่ควรมองตัวเองดังเช่นคู่ต่อสู้กับ บรรดานักวิชาการและกล่าวว่า “พวกเขา เป็นมนุษย์ และเราก็เป็นมนุษย์เช่นกัน” เพราะแท้จริงแล้วความเป็น “มนุษย์” นั้นมีความแตกต่างกัน เราลองมาพิจารณาจากการบรรยายคุณลักษณะของความเป็นมนุษย์ในอัลกุรอาน ในลักษณะของการยกย่อง

“และอัลลอฮฺนั้นทรงรักบรรดาผู้ที่ชำระตัวให้สะอาดบริสุทธิ์อยู่ เสมอ” (ซูเราะ อัล เตาบัตฮฺ 108)

“ในบรรดาบ้าน (หมายถึงมัสญิด) อัลลอฮฺทรงอนุญาตให้เทิดพระเกียรติและให้พระนามของพระองค์ถูกรำลึกอยู่เสมอ พวกเขาจะกล่าวสรรเสริญพระองค์ทั้งในยามเช้าและยามเย็น บรรดาบุรุษผู้ที่ทำการค้าและการขายมิได้ทำให้พวกเขาหันห่างออกจากการรำลึกถึงอัลลอฮฺ และการดำรงนมาซ การจ่ายซะกาต เพราะพวกเขากลัววันที่หัวใจและสายตาจะเหลือกลานในวันนั้น” (ซูเราะฮฺ อันนูรฺ 36-37)

และยังมีการบรรยายคุณลักษณะของมนุษย์อีกด้านหนึ่งไว้ ด้วยว่า

“และแท้จริงมนุษย์บางคนเคยขอความคุ้มครองจากญินบางคน” (ซูเราะฮฺ อัล ญิน 6)

หากเราได้พิจารณาดูจากอายะฮฺดังกล่าว เราจะพบว่า มนุษย์แต่ละคนนั้นมีความแตกต่างกัน

ความนอบน้อม คือ การที่บุคคลคนหนึ่งมีความนอบน้อมต่อบรรดามิตรสหายของเขา บ่อยครั้งที่ “ความปรารถนาที่จะแข่งขัน ชิงดีชิงเด่น” และ “ความ อิจฉา” ได้กลายเป็นตัวก่อกวน ระหว่าง “มิตรภาพ” และ “ความเป็นศัตรู” — บุคคลคนหนึ่งนั้นอาจจะเกิดความรู้สึกว่า “ตัวเอง (มีความเก่ง ความดีงาม) เหนือกว่าเพื่อนของเขา” และ บางครั้งเขาก็เกิดความรู้สึกพึงพอใจเมื่อเขาสามารถทำร้ายอีกฝ่ายหนึ่ง สร้างความเสื่อมเสียให้อีกฝ่ายหนึ่ง ใส่ร้ายเกี่ยวกับความผิดพลาดของอีกฝ่ายหนึ่ง หรือแม้แต่กล่าวหาอีกฝ่ายหนึ่งจนเกินความจริงได้ — ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว “ความผิดพลาดทั้งหลายที่เกิดขึ้น” นั้นสามารถนำไปสู่ “แสงสว่างแห่งความดีงาม” ได้ โดยการให้คำแนะนำตักเตือนอันก่อให้เกิดการปรับปรุงแก้ไข” และแท้จริงแล้วการกระทำเลวร้ายดังกล่าว เรียกว่า “ความอิจฉา”

มันเป็นเรื่องน่าแปลก ที่บรรดาดาอียะฮฺบางคนเกิดความอิจฉาต่อ ”การรวมตัวของคนจำนวนหนึ่งพันหรือสองพันคนในการเข้าร่วม รับฟังการบรรยายศาสนา หรือการดะวะฮฺของดาอียะฮฺหรือนักวิชาการท่านอื่น” หากแต่เขาไม่เกิดความรู้สึกใดๆ เมื่อมีการรวมตัวของคนจำนวนสองหมื่น สามหมื่นคนที่เข้าไปดูคอนเสิร์ตหรือเข้าชมกีฬา — ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ มันเป็นเรื่องที่น่าเศร้า

หากแม้ว่าท่านนั้นอาจจะไม่มีความสุขใจ หรือยินดีต่อพี่น้องแห่งอิสลามของท่านเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่มันก็น่าจะทำให้ท่านรู้สึกพึงพอใจต่อการที่เขาเรียกร้องผู้คนสู่อัลลอฮฺ และให้การศึกษาต่อผู้คนเกี่ยวกับศาสนาของพระองค์ อีกทั้งยังมีความจริงใจในการทำงานนี้ และในความเป็นจริงแล้วนั้น บางที “สิ่งที่ท่านได้ตำหนิเขา” มันอาจจะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ดีงาม ณ ที่อัลลอฮฺ ก็เป็นได้

“ความนอบน้อม” คือ การมีความถ่อมตนต่อบุคคลที่มีสถานะที่ด้อยกว่า หากท่านได้พบกับบุคคลที่มีอายุน้อยกว่าท่าน หรืออาจมีความสำคัญน้อยกว่าท่าน ท่านก็ไม่ควรดูถูกเขา เพราะเขานั้นอาจมีจิตใจที่ดีกว่าท่าน บาปน้อยกว่าท่าน และใกล้ชิดอัลลอฮฺมากกว่าท่าน และแม้ว่าท่านได้พบกับบุคคลที่มีความผิดบาปและตัวท่านนั้นเป็นผู้ที่อยู่ในศีลธรรม ท่านก็จงอย่าแสดงอาการยโส ทะนงตน หรือหลงตัวเอง (ว่าท่านนั้นดีกว่าเขา) แต่จงทำการสรรเสริญต่ออัลลอฮฺที่พระองค์ทรงปกป้องท่านจากบททดสอบที่บุคคลคน นั้นได้รับ

จงระลึกเสมอว่าการมี “ริยาอฺ” หรือ “ความหลงตัวเอง” ที่แอบแฝงอยู่ในการกระทำที่ดีงามของท่าน อาจจะเป็นเหตุให้ท่านไม่ได้รับผลบุญใดๆ เลยจากการกระทำเหล่านั้น – อีกทั้ง มันก็เป็นไปได้ว่า “บุคคลที่มีความผิดบาปเหล่านั้น” อาจเกิดความรู้สึกเสียใจ สำนึกผิดและเกรงกลัวต่อการลงโทษจากการกระทำอันชั่วร้ายของเขา และนั่นอาจเป็นเหตุให้เขาได้รับ “การอภัยโทษ” จากความผิดบาปทั้งหลายก็เป็นได้

จากรายงานของ ญันดับ (เราะฎิยัลลอฮุ อันฮุ) ศาสนทูตของอัลลอฮฺกล่าวว่า มีบุรุษท่านหนึ่งกล่าวว่า “ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ อัลลอฮฺจะไม่ทรงให้การอภัยโทษต่อคนนั้นหรือคนนี้” และด้วยเหตุนั้นอัลลอฮฺจึงตรัสว่า “ผู้ ใดที่ทำการสาบานด้วยนามของข้าว่าข้าจะไม่ให้อภัยโทษต่อคนนั้น หรือคนนี้? แท้จริงแล้ว ข้าได้ให้อภัยโทษแก่พวกเขาและทำให้การงานของเจ้านั้นเป็นโมฆะ (ด้วยการสาบานเช่นนั้น)” (มุสลิม) เช่นนั้นแล้ว ท่านจงอย่าได้แสดงอาการงยะโส ทะนงตนต่อผู้อื่น แม้ว่าท่านอาจได้พบปะกับบุคคลที่มีความผิดบาป ก็จงอย่าได้แสดงตัวเหนือเขา และอย่าปฏิบัติต่อเขาด้วยความทะนงตน หรือแสดงอำนาจเหนือเขา และหากท่านรู้สึกว่า “คนบาปเหล่านั้น” อาจจะกระทำบางสิ่งบางอย่างอันเป็นการแสดงออกถึงการเชื่อต่ออัลลอฮฺในสิ่งที่ท่านอาจจะไม่ได้กระทำเช่นเดียวกับเขา และตัวท่านเองอาจจะมีข้อบกพร่องบางอย่างที่พวกเขาไม่มี ดังนั้นท่านก็จงปฏิบัติต่อเขาด้วยความสุภาพและให้การดะวะฮฺแก่เขาด้วยวิธีการที่อ่อนโยน เพราะนั่นอาจเป็นเหตุให้เขาน้อมรับและระลึกถึงอัลลอฮฺ

“ความนอบน้อม” นั้นคือการที่ท่านไม่ประเมินค่า “การงาน” ของท่านสูงเกินไป เพราะหากแม้นว่า ท่านจะกระทำสิ่งดีงามมากมาย หรือพยายามที่จะใกล้ชิดอัลลอฮฺให้มากขึ้นโดยการแสดงออกถึงความเชื่อฟังต่อพระองค์ การงานของท่านก็จะไม่เป็นที่ยอมรับ ณ ที่พระองค์ (ด้วยเพราะความหลงตัวเอง และเชื่อมั่นว่าการกระทำต่างๆ ของท่านนั้นดีพอแล้ว)

“อัลลอฮฺจะทรงตอบรับ (การงาน) จากผู้ที่มีความยำเกรงต่อพระองค์” (ซูเราะฮฺ อัล มัยดะอฺ 27)

และนี่เป็นสาเหตุที่ว่าเหตุใดสลัฟบางท่านกล่าวว่า “หากฉันทราบว่าอัลลอฮฺจะทรงตอบรับเพียง แค่หนึ่ง ตัสบีฮฺจากฉัน ฉันก็ปรารถนาที่จะตาย ณ ตอนนี้”

“ความนอบน้อม” คือ การที่เมื่อท่านได้รับคำแนะนำตักเตือนจากพี่น้องของท่าน และขณะเดียวกันชัยฎอนก็พยายามล่อลวงให้ท่านปฏิเสธคำตักเตือนเหล่านั้น หากแต่ท้ายที่สุดแล้ว ท่านก็ปฏิเสธการล่อลวงของมัน – ด้วยเพราะว่า แท้จริงแล้ว เป้าหมายของการตักเตือนนั้น คือการที่พี่น้องของท่านได้ชี้ให้ท่านเห็นข้อบกพร่องในตัวท่าน (เพื่อให้ท่านได้ปรับปรุงแก้ไข) –

และ สำหรับบุคคลที่อัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงปกครองคุ้มครองนั้น คือบรรดาผู้ที่ เมื่อมีใครสักคนให้คำแนะนำตักเตือนเขา และเขาก็มองเห็นข้อผิดพลาดของตัวเอง อีกทั้งยังเอาชนะนัฟซูด้วยการยอมรับคำตักเตือนนั้น พร้อมทั้งกล่าวขอบคุณและขอดุอาอฺให้แก่ผู้ที่ตักเตือนเขา ดังที่ท่านรสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะศัลลัม ได้กล่าวว่า “อัล กิบัรฺ” คือการปฏิเสธความจริงและการดูถูกเหยียดหยามผู้คน (มุสลิม ติรฺมิซีย์ และอบู ดาวูด)

บุคคลที่มีความหลงตัวเอง ย่อมไม่สร้างผลประโยชน์อันใดต่อใคร หรือไม่เคยแม้แต่จะกล่าวสิ่งดีงามเกี่ยวกับใคร และหากว่าเขาต้องการจะทำเช่นนั้น เขาก็จะกล่าวถึงข้อเสียของบุคคลนั้นสัก 5 ข้อ และ หากมีใครสักคนให้การตักเตือนเขาเกี่ยวกับข้อบกพร่องของเขา เขาก็จะไม่ยอมรับหรือปฏิบัติตามคำตักเตือนนั้นๆ อันเนื่องมาจากความซับซ้อนทางจิตใจที่ต่ำกว่ามาตรฐานของเขา

ด้วยเหตุนี้ภายใต้ “หลักคุณธรรมของมนุษย์” จึงสอนให้เรานั้นน้อมรับคำวิพากษ์วิจารณ์และความคิดเห็นของผู้อื่น โดยปราศจากความรู้สึกในด้านลบ ความไม่สบายใจ ความ รู้สึกละอายหรืออ่อนไหวต่อคำวิพากษ์นั้นๆ และบุคคลที่เป็นตัวอย่างที่ดีแก่เราในเรื่องนี้ นั่นคือ “อามีรฺแห่งผู้ศรัทธา” ท่านอุมัร (รอฎิยัลลอฮุ อันฮุ) ผู้ซึ่งยกธงและกล่าวว่า “ขอ อัลลอฮฺทรงประทานความเมตตาต่อบรรดาผู้ที่แจ้งให้เราทราบถึงข้อบกพร่องของเรา ด้วยเถิด”

ถอดความ::بنت الاٍسلام

Read Full Post »

ความแตกต่างระหว่าง ‘ความอิจฉาริษยา’ และ ‘สายตาแห่งความอิจฉาที่ชั่วร้าย’
~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~

image

ถอดความบางส่วนจากบทความของชัยคฺ อัซซิม อัลฮากีม
โดย บินติ อัลอิสลาม

‘สายตาแห่งความอิจฉาที่ชั่วร้าย’ คือสิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้แม้แต่กับคนที่ดีมีศาสนา มันสามารถเกิดขึ้นได้แม้ไม่มีเจตนาที่จะอิจฉา ซึ่งต่างจาก ‘ความอิจฉาริษยา’ โดยตรง

‘ความอิจฉาริษยา’ คือสิ่งที่ชั่วร้ายและคนที่อิจฉาโดยเจตนานั้น มีความคาดหวังและปรารถนาให้ความดีงามที่เกิดขึ้นกับคนใดคนหนึ่งนั้นมลายหายไป พวกเขาปรารถนาโดยเจตนาให้มีความเลวรัายเกิดขึ้นกับคนนั้นๆ หรือใครก็ตามที่พวกเขาตัองการแข่งขัน ชิงดีชิงเด่นด้วย

ส่วน ‘สายตาแห่งความอิจฉาที่ชั่วร้าย คืออะไร? อิบนุ ก็อยยิม กล่าวไว้ว่า ‘อัยน์’ หรือ ‘สายตาแห่งความอิจฉาที่ชั่วร้าย’ คือสิ่งที่มาจาก ‘จิตวิญญาณ ความรูัสึกภายในตัวคุณ’ ซึ่งไร้การควบคุม โดยส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นเมื่อคุณเห็นบางสิ่งบางอย่างและคุณชื่นชอบในสิ่งนั้น หากทว่าคุณลืมที่จะกล่าวพระนามของอัลลอฮฺต่อสิ่งนั้น คุณไม่ได้กล่าว ‘มาชาอัลลอฮฺ ตะบาเราะกั้ลลอฮฺ’ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับสิ่งที่คุณอยากจะกล่าวเมื่อคุณเห็นบางสิ่งบางอย่างที่คุณพึงพอใจ 

‘อัยน์’ สามารถส่งผ่านออกมาจากดวงตาทั้งสองข้างของคุณโดยที่คุณเองก็ไม่รู้ตัว และนั่นเป็นส่วนหนึ่งของจิตวิญญาณที่ชั่วร้ายที่มีอยู่ในตัวของแต่ละคนและในตัวของพวกเราทุกๆ คน ซึ่งออกมาจากตัวคุณเมื่อคุณมองดู หรือเห็นบางสิ่งที่คุณชื่นชอบ พึงพอใจ
——————

ดังนั้นเราต้องระวังให้มากนะคะ และกล่าว ‘มาชาอัลลอฮฺ ตะบาเราะกั้ลลอฮฺ’ ให้ติดปาก เพราะบางทีเราอาจเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำร้ายเพื่อน พี่น้อง ลูกหลานของเรา โดยไม่รู้ตัวก็ได้

Read Full Post »

อย่าปล่อยให้ ‘ความอิจฉาริษยา’ กัดกินความดีงามมากมายของคุณ

หากอัลลอฮฺประทานบางสิ่งบางอย่างที่คุณต้องการให้แก่คนบางคน

พึงตระหนักไว้เถอะว่า..พระองค์ทรงสามารถให้แก่คุณในสิ่งที่คุณต้องการ หรือแม้แต่สิ่งที่ดียิ่งกว่านั้นได้เช่นกัน

แทนที่จะอิจฉาผู้อื่น คุณควรจะวิงวอนขอต่อพระองค์และเชื่อฟังพระองค์

ผมรับรองได้ว่า ท้ายที่สุดแล้ว คุณจะไม่ผิดหวังเลย

-ถ้อยคำของอับดุลฮัฟเซาะฮฺ อับดุล มาลิก แคลร์- จากเพจ Saudi Life

Read Full Post »

ยา อัลลอฮฺ พระองค์ทรงเห็นทั้งในส่วนที่ดีที่สุด และส่วนที่เลวที่สุดของข้าพระองค์ 
พระองค์ทรงอยู่เคียงข้างข้าพระองค์เสมอ ทั้งในยามที่ข้าพระองค์ร้องไห้ 
หัวเราะ หรือกรีดร้องคร่ำครวญ

พระองค์ทรงเป็นพยานต่อความดีงามและความชั่วร้ายของข้าพระองค์ 
ความยโสทะนงตน และความอ่อนน้อมของข้าพระองค์ 

พระองค์ทรงเห็นทุกๆ ย่างก้าวแห่งการดำเนินชีวิตของข้าพระองค์ 
แต่กระนั้นพระองค์ก็ยังคงประทานให้..ในสิ่งที่ข้าพระองค์วิงวอนขอ 

ยา อัลลอฮฺ ถ้อยคำที่จะกล่าวขอบคุณพระองค์นั้นไม่อาจเพียงพอ 
แต่ข้าพระองค์รู้ว่า พระองค์ทรงรู้ถึง “ความรู้สึกขอบคุณ” ที่วิ่งพล่านอยู่ในตัวของข้าพระองค์ 

ยาอัลลอฮฺ เมื่อข้าพระองค์ก้มศีรษะน้อมลงเพื่อทำการสักการะต่อพระองค์ 
ข้าพระองค์ได้ก้มหัวใจน้อมลงเพื่อขอบคุณพระองค์ด้วยเช่นกัน

ญะซากั้ลลอฮุ ค็อยร็อน เพจ Islamic Quotes 
แปล بنت الاٍسلام

Read Full Post »

Older Posts »

%d bloggers like this: