Feeds:
Posts
Comments

Archive for the ‘ความอิจฉาริษยา’ Category

🍃🍃🍃🍃คำอธิบายซูเราะฮฺ อันนาส🍃🍃🍃🍃

เป็นหนึ่งในสองซูเราะฮฺที่มีการขอความคุ้มครองด้วยพระเจ้าผู้ทรงยิ่งใหญ่ให้พ้นจากความชั่วร้ายของศัตรูตัวฉกาจ คือ อิบลีสและพรรคพวกของมัน ที่เป็นชัยฏอนมารร้ายแห่งมนุษย์และญิน ซึ่งหลอกล่อมนุษย์ด้วยการกระซิบกระซาบ และกระทำชั่วด้วยวิธีการต่างๆ 

🌱จงกล่าวเถิด ข้าขอความคุ้มครองและการปกป้องด้วยพระผู้อภิบาลของมวลมนุษย์ผู้ทรงพระเดชานุภาพเพียงพระองค์เดียวในการขจัดความชั่วร้ายของการกระซิบกระซาบ

🌱พระองค์ผู้ทรงเป็นราชาแห่งมนุษยชาติ ผู้ทรงบริหารจัดการทุกเรื่องทุกกิจการของพวกเขา ผู้ทรงมั่งมีไม่ต้องพึ่งพวกเขา

🌱พระองค์ผู้ทรงเป็นพระเจ้าของมวลมนุษย์ ผู้ซึ่งไม่มีสิ่งเคารพอื่นใดที่สัตย์แท้นอกเหนือไปจากพระองค์

👉👉สามอายะฮฺแรกจะกล่าวถึงคุณลักษณะของพระองค์ พระองค์ทรงสั่งใช้ให้เราขอความคุ้มครองจากพระองค์ด้วยการใช้ “คุณลักษณะอันโดดเด่นของพระองค์” ให้พ้นจาก 👿ความชั่วร้ายของชัยฏอน👿 ที่คอยกระซิบกระซาบในหูของเรา เพราะแท้จริงแล้ว ไม่มีมนุษย์คนใดที่ถูกสร้างขึ้นมาโดยไม่มีญินเป็นสหายของเขาซึ่งมันจะอยู่เคียงข้างเขาเสมอ โดยมันจะพยายามทำให้  🚨ความชั่วร้าย🚨 ดูน่าหลงใหลสำหรับเขา และมันไม่ได้ใช้ความพยายามในการโกหกหลอกลวง และความเพ้อฝันของมันแต่อย่างใด และ 🔰การปกป้องคุ้มครองให้พ้นจากมัน🔰 นั้นอยู่ ณ ที่อัลลอฮฺ👈👈

🌱ขอความคุ้มครองให้พ้นจากภัยของชัยฏอนที่คอยกระซิบกระซาบยุแหย่เมื่อผลั้งเผลอ และมันก็จะหลบซ่อนหนีหายเมื่อมีการรำลึกถึงอัลลอฮฺ

🌱ชัยฏอนที่คอยกระจายความชั่วร้ายและความเคลือบแคลงในหัวอกมนุษย์

🌱เป็นชัยฏอนจากหมู่ญินและมนุษย์

🎋🎋นบีมุหัมมัด เคยกล่าวว่า อย่าพูดว่า “จงประสบความย่อยยับเถิดชัยฏอน (Perish Satan!)” เพราะเมื่อท่านพูดเช่นนั้น ชัยฏอนจะตัวใหญ่ขึ้น และกล่าวว่า “ด้วยพลังอำนาจของข้า ข้าได้เอาชนะเขาแล้ว” แต่หากว่าท่านกล่าวว่า “บิสมิลลาฮฺ” ชัยฏอนจะตัวเล็กลง และเล็กลงไปอีกจนกระทั่งมันเล็กเหมือนแมลงวัน (รายงานโดยอะหฺมัด ด้วยสายรายงานที่ดี) 🎋🎋

ในหะดีษบทนี้ คือหลักฐานที่พิสูจน์ว่า เมื่อหัวใจรำลึกถึงอัลลอฮฺ มันจะทำให้ชัยฏอนตัวเล็กลง ในขณะที่หากว่าไม่มีการกล่าวถึงอัลลอฮฺ ชัยฏอนก็จะสามารถเอาชนะเขาได้ และมันก็จะเข้มแข็งมากขึ้น

สรุปเรียบเรียงจาก 

✏คัมภีร์อัลกุรอานแปลไทย

✏อรรถาธิบายอัลกุรอาน 3 ญุซอ์สุดท้าย จากอัตตัฟสีรฺ อัลมุยัสสัรฺ

✏Tafseer Ibn Katheer – part 30 juz amma

Read Full Post »

positive-thinking-b
รูปจากอินเตอร์เนต
เรียนรู้ที่จะคิดบวกจากหะดีษ (5 บท)
**********************************
จากบทความ Hadith 5 on positive thinking
ผู้เขียน อบู มุอาวิยะฮฺ อิสมาอีล กัมดัร /แปล บินติ อัลอิสลาม
 
การรายงานหะดีษของอิสลามได้เน้นในเรื่องของการคิดบวก แม้ว่าปัจจุบันนี้มุสลิมมากมายเลือกที่จะคิดในแง่ลบเกี่ยวกับโลกใบนี้ และเกี่ยวกับบรรดาผู้คนที่อยู่อาศัยอยู่ที่นี่ ซึ่งในความเป็นจริงนั้น อิสลามส่งเสริมในสิ่งที่ตรงกันข้าม
 
ดังนั้นขอให้เราใคร่ครวญหะดีษ 5 บทต่อไปนี้ และเริ่มการเดินทางไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่เป็นด้านบวกกัน
 
หะดีษบทที่หนึ่ง ให้คิดว่า “ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมีความดีซ่อนอยู่”
—————————————–
“การงานของบรรดาผู้ศรัทธานั้นน่าอัศจรรย์ยิ่ง แท้จริงแล้วทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของเขาคือความดีงาม และสิ่งนี้ไม่เกิดขึ้นกับผู้ใดเว้นแต่ บรรดาผู้ศรัทธา หากสิ่งที่ดีงามเกิดขึ้นกับเขา เขาก็ขอบคุณ และนั่นเป็นการดีสำหรับเขา และหากว่าสิ่งที่เลวร้ายเกิดขึ้นกับเขา เขาก็อดทน และนั่นก็เป็นการดีสำหรับเขาด้วยเช่นกัน” (เศาะเหียะฮฺมุสลิม 2999)
 
หะดีษบทนี้สอนให้เรารู้จักที่จะมองสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับชีวิตในแง่บวก ช่วงเวลาสุขสบายคือโอกาสแห่งการขอบคุณ และช่วงเวลาที่ยากลำบากก็คือบททดสอบแห่งความอดทน สถานการณ์ทั้งสองแบบต่างเป็นสิ่งดีงามสำหรับเรา ดังนั้นไม่ว่าจะมีอะไรก็ตามที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรา มันมักจะมีหนทางที่ทำให้เราได้รับผลประโยชน์จากสถานการณ์เหล่านั้นเสมอ
 
หะดีษบทที่สอง ให้คิดดีเกี่ยวกับอัลลอฮฺ
—————————————–
“ข้าเป็นดังเช่นที่บ่าวของเขานึกคิดเกี่ยวกับข้า ข้าอยู่กับเขาเมื่อเขานึกถึงข้า และหากเขากล่าวรำลึกถึงข้ากับตัวเขา ข้าก็จะกล่าวรำลึกถึงเขากับตัวข้า และหากเขากล่าวรำลึกถึงข้าในกลุ่มคน ข้าจะกล่าวถึงรำลึกถึงเขาในกลุ่มคนที่ดีกว่า หากเขาเข้ามาใกล้ชิดข้าหนึ่งคืบมือ ข้าก็จะเข้าไปใกล้ชิดเขาศอกหนึ่ง และหากเขาเข้ามาใกล้ชิดข้าศอกหนึ่ง ข้าก็จะเข้าไปใกล้ชิดเขาวาหนึ่ง และหากเขาเข้ามาหาข้าด้วยการเดิน ข้าก็จะเข้าไปหาเขาด้วยการวิ่ง” (เศาะเหียะฮฺบุคอรียฺ 6856 และเศาะเหียะฮฺมุสลิม 4832)
 
ในหะดีษกุดซียฺบทนี้ พระองค์อัลลอฮฺเองได้ทรงแจ้งแก่เราถึงความสำคัญของการคิดในแง่ดีเกี่ยวกับพระองค์ เราจำต้องคิดถึงแต่สิ่งที่ดีงามเกี่ยวกับพระผู้ทรงสร้างของเรา และไม่ปล่อยให้ชัยฎอนมาใส่ความคิดที่ชั่วร้ายในหัวของเรา และยิ่งเราคิดดีเกี่ยวกับอัลลอฮฺมากเท่าไร เราก็จะยิ่งได้รับสิ่งที่ดีสิ่งที่เป็นประโยชน์จากการมีความคิดเช่นนี้ทั้งในโลกดุนยาและอาคิเราะหฺ
 
หะดีษบทที่สาม หลีกเลี่ยงการคิดแง่ลบ
—————————————–
“พึงระวังความหวาดระแวงสงสัย เพราะความหวาดระแวงสงสัยคือการกล่าวเท็จที่เลวร้ายที่สุด และอย่าได้สอดแนมกัน และอย่ารับฟังการพูดคุยที่ชั่วร้ายของผู้คนเกี่ยวกับเรื่องราวของผู้อื่น (นินทา) และอย่าสร้างความเป็นศัตรูระหว่างกัน แต่จงเป็นพี่น้องกัน และไม่ควรมีการเสนอตัวต่อสตรีที่พี่น้อง (มุสลิม) ของเขาได้เข้าไปเสนอตัวแล้ว ทว่าเขาควรรอจนกว่าผู้เสนอตัวคนแรกได้แต่งงานกับนางแล้ว หรือถอดถอนการเสนอตัวต่อนาง” (เศาะเหียะฮฺบุคอรียฺ 5970)
 
การมีความคิดในด้านลบเกี่ยวกับพี่น้องมุสลิม คือต้นเหตุของความเป็นศัตรู ความอิจฉาริษยา และความแตกแยก หะดีษบทนี้ได้สั่งห้ามการคิดลบในทุกกรณีไม่ว่ามันจะการสงสัยที่ไม่ได้อยู่บนความเป็นจริง การนินทา การสอดแนม ความผิดบาปเหล่านี้ เราจำต้องหลีกเลี่ยง
 
หะดีษบทที่สี่ จงทำให้เกิดความง่ายดาย
—————————————–
“จงทำให้เกิดความง่ายดายในสิ่งต่างๆ ต่อผู้คนและจงอย่าสร้างความยากลำบากแก่พวกเขา” (เศาะเหียะฮฺบุคอรียฺ 6125)
 
คำแนะนำที่สั้นกระชับนี้มุ่งเน้นไปยังผู้ที่ทำการดะอฺวะฮฺและผู้ที่สอนอิสลามเป็นอันดับแรก หลักปฏิบัติหนึ่งแห่งรากฐานของกฎชารีอะฮฺเบื้องต้น คือหลักปฏิบัติของการสร้างความง่ายดาย ซึ่งมีการรายงานหะดีษมากมายที่เน้นในเรื่องเดียวกันนี้ อิสลามนั้นมีจุดประสงค์ที่จะทำให้การใช้ชีวิตนั้นง่ายดายสำหรับผู้คน ดังนั้นขอให้คุณตรวจสอบว่าวิธีการที่คุณเรียกร้องและชี้แนะผู้คนมาสู่อิสลามนั้นเป็นวิธีการที่เน้นการคิดบวกและการดึงดูดผู้คนไปสู่ความสวยงามแห่งอิสลาม
 
หะดีษบทที่ห้า ให้คิดบวกเมื่อมีความตายเกิดขึ้น
—————————————–
“ผู้ใดก็ตามที่รักการเข้าพบอัลลอฮฺ (พึงรู้เถอะว่า) อัลลอฮฺเองเช่นกันที่ทรงรักการพบกับเขา และผู้ใดก็ตามที่เกลียดการเข้าพบอัลลอฮฺ อัลลอฮฺเองเช่นกันทีทรงเกลียดการพบกับเขา” (เศาะเหียะฮฺบุคอรียฺ 6508)
 
การคิดในแง่บวก ในแง่ดีนั้นสำคัญอย่างมากในอิสลาม แม้แต่ในช่วงเวลาที่มีความตายเกิดขึ้น มุสลิมจำต้องคิดต่อพระผู้ทรงสร้างเขาในด้านที่ดีที่สุด สิ่งนี้สำคัญอย่างยิ่งโดยเฉพาะในช่วงเวลาแห่งความตาย คือบรรดาผู้ศรัทธาควรนึกถึงความเมตตาของอัลลอฮฺและการให้อภัยโทษของพระองค์ ด้วยการคิดเช่นนี้ ย่อมทำให้พวกเขาจากโลกนี้ไปในสภาพของการคิดดี เพราะเราไม่ควรที่จะใช้ชีวิตของเราด้วยการคิดบวกเพียงอย่างเดียวเท่านั้น หากทว่าเราควรตายหรือจากโลกนีไปในสภาพของการคิดบวก คิดดีด้วย
 
ขออัลลอฮฺทรงปกปองเราจากความคิดลบ ความคิดที่ชั่วร้ายทั้งหลาย อามีน
 

Read Full Post »

image

“พระองค์ตรัสว่า อะไรที่ขัดขวางเจ้ามิให้เจ้าสุญูด ขณะที่ข้าได้ใช้เจ้า มันกล่าวว่า ข้าพระองค์ดีกว่าเขา โดยที่พระองค์ทรงบังเกิดข้าพระองค์จากไฟ และได้บังเกิดเขาจากดิน” (ซูเราะฮฺ อัลอะอฺรอฟ 07:12)

คุณลักษณะของชัยฏอน (ซูเราะฮฺ อัลอะอฺรอฟ 07:12)
~~~~~~~~~~~~
เขียนโดย อบู มุอาวิยะฮฺ อิสมาอีล กัมดัรฺ
แปล บินติ อัลอิสลาม

“พระองค์ตรัสว่า อะไรที่ขัดขวางเจ้ามิให้เจ้าสุญูด ขณะที่ข้าได้ใช้เจ้า มันกล่าวว่า ข้าพระองค์ดีกว่าเขา โดยที่พระองค์ทรงบังเกิดข้าพระองค์จากไฟ และได้บังเกิดเขาจากดิน” (ซูเราะฮฺ อัลอะอฺรอฟ 07:12)

เรื่องราวของนบีอาดัมและชัยฏอนคือหนึ่งในเรื่องราวที่ถูกบอกเล่าบ่อยครั้งในอัลกุรอาน ด้วยเพราะว่าในเรื่องราวนี้มีบทเรียนมากมายสำหรับมวลมนุษย์ เรื่องราวนี้บอกเล่าถึงต้นกำเนิดของมนุษย์และต้นกำเนิดของความชั่วร้าย อย่างไรก็ตามมันก็ยังมีบทเรียนมากมายสำหรับมนุษย์เพื่อให้พวกเราได้ใคร่ครวญ อายะฮฺนี้ช่วยทำให้เราได้ทราบถึงกระบวนความคิดที่นำพาอิบลิสไปสู่การเป็นชัยฏอน เมื่ออัลลอฮฺทรงถามมันว่าเหตุใดมันจึงไม่ยอมโค้งคำนับต่อนบีอาดัม มันได้ตอบพระองค์ว่า “มันดียิ่งกว่าอาดัม ด้วยเพราะวิธีการที่มันถูกสร้างขึ้นมา”

ซึ่งสิ่งนี้เองที่ให้บทเรียนมากมายแก่เราเพื่อให้เราได้ใคร่ครวญ “การไม่เชื่อฟังต่ออัลลอฮฺของชัยฏอน เกิดจาก ความหลงตัวเอง ความทะนงตน” และจริงๆ แล้ว มันเป็นรูปแบบของความหลงตัวเองเช่นเดียวกับการแบ่งแยกชนชั้น เชื้อชาติ สีผิวที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน “การแบ่งแยกชนชั้น” คือโรคร้ายชนิดหนึ่งที่มนุษย์คนหนึ่งคิดและเชื่อว่าเขานั้นดีกว่าคนอีกคนหนึ่ง เพียงเพราะเหตุผลง่ายๆ ที่ว่าเขาดูแตกต่างไป ซึ่งความคิดเช่นนั้นไม่ต่างอะไรมากนักจากความคิดของชัยฏอน ที่มันคิดว่ามันดีกว่านบีอาดัมเพราะมันคือญินและนบีอาดัมคือมนุษย์ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ไม่ได้บ่งชี้ถึงคุณค่าของใครคนหนึ่งแต่อย่างใด เพราะไม่มีใครเลือกได้ว่าเขาจะเกิดมารูปร่างหน้าตาอย่างไร เกิดที่ไหน เกิดขึ้นมาอย่างไร ดังนั้นสิ่งเหล่านี้จึงไม่สามารถนิยามความเป็นตัวตนของเราได้

นบีอาดัมดียิ่งกว่าชัยฏอน ไม่ใช่เพราะว่าท่านถูกสร้างขึ้นมาอย่างไร หากแต่เป็นเพราะว่าเมื่อทั้งสอง (อิบลีสและนบีอาดัม) กระทำความผิด นบีอาดัมได้ทำการสำนึกผิดขออภัยโทษต่ออัลลอฮฺ ในขณะที่ชัยฏอนยังคงดื้อดึงในความผิดพลาดที่มันได้กระทำจนกระทั่งกาลอวสาน นี่คือปัจจัยที่บ่งชี้ว่าใครที่เป็นมนุษย์ที่ดีที่สุดในพระเนตรของอัลลอฮฺ ความสามารถในการสำนึกต่อความผิดพลาดของเราและลุกขึ้นมาปรับปรุงแก้ไขและหันเข้าสู่ความดีงาม

และยังมีอีกมุมมองหนึ่งเพื่อใคร่ครวญถึงอายะฮฺนี้ที่คนหลายคนมองข้ามไป เช่น การกุฟรฺของชัยฏอน ชัยฏอนกลายเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธาได้อย่างไร มันเคยศรัทธาต่ออัลลอฮฺ แต่กระนั้นมันก็ยังฝ่าฝืนพระองค์และไม่ยอมขออภัยโทษกลับเนื้อกลับตัว แต่เราก็รู้ว่านั่นไม่ใช่การกุฟรฺ แต่มันคือบาปและการปฏิเสธที่จะขออภัยโทษต่อบาปนั้น แต่ทว่า “การกุฟรฺที่แท้จริง” คือถ้อยคำของมันที่กล่าวว่า “ข้าพระองค์ดีกว่าเขา” เมื่อชัยฏอนกล่าวในสิ่งที่เขาหมายความว่า “ข้าพระองค์ไม่โค้งคำนับต่ออาดัมเพราะข้าพระองค์ดีกว่าเขา ดังนั้นพระองค์ทรงทำความผิดพลาดด้วยการร้องขอให้ข้าพระองค์โค้งคำนับต่อเขาและพิจารณาว่าเขานั้นดีกว่าข้าพระองค์” อีกทั้งการปฏิเสธของชัยฏอนนั้นเกิดจากการที่เขาตัดสินความผิดพลาดของอัลลอฮฺและนึกคิดเอาเองว่าเขารู้ดียิ่งกว่าอัลลอฮฺ

บ่อยครั้งเพียงใดที่มุสลิมทำความผิดพลาดนี้ในปัจจุบัน พวกเราบางคนอาจพบว่ากฎหรือคำสั่งใช้ในอัลกุรอานหรือสุนนะฮฺ ขัดแย้งกับความปรารถนา ความต้องการ หรือวัฒนธรรมสมัยใหม่ของเรา ดังนั้นเราจึงนึกคิดเอาเองว่า “กฎเกณฑ์นั้น” ไม่ถูกต้อง เช่นข้อห้ามในเรื่องของการรักร่วมเพศ ในการทำเช่นนั้นหมายถึง การที่เรากำลังเดินตามรอยเท้าของชัยฏอน

อิสลามหมายถึงการยอมจำนน และนั่นหมายรวมถึงการยอมจำนนต่อข้อเท็จจริงที่ว่าอัลลอฮฺทรงรู้ดียิ่งและกฎของพระองค์นั้นดีที่สุด แม้ว่าผู้คนจะไม่พอใจก็ตาม

Read Full Post »

เขียนโดย ซัลมาน อิบนุ ฟะฮัดฺ อัล เอาวฺดะฮฺ
บทความ Humbleness จากเวปไซท์ www.idealmuslimah.com

“ความนอบน้อม” คือการรู้คุณค่าของตัวเอง และการออกห่างจากความยโส ทะนงตน หรือการเพิกเฉยต่อความจริงรวมไปถึงการประเมินคุณค่าของผู้อื่นต่ำ ดังที่ท่านศาสนทูต ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะศัลลัม กล่าวต่อบรรดามุสลิมและผู้คนทั่วไปว่า “อัล กิบัรฺ” คือการปฏิเสธสัจธรรมและการดูถูกเหยียดหยามผู้คน (มุสลิม ติรฺมิซีย์ และอบู ดาวูด)

ความนอบน้อม เป็นคุณสมบัติหนึ่งที่มนุษย์ทุกคนพึงมี โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับบุคคลที่มีความสำคัญ มีความโดดเด่นทางสังคม และผู้ที่มีความเกรงกลัวว่าเขาจะเป็นที่รู้จักมากขึ้น หรือกลายเป็นบุคคลที่มีความสำคัญต่อผู้คนมากขึ้น ดังเช่นคำกล่าวที่ ว่า “จงถ่อมตน แล้วท่านจะเป็นดังเช่นดวงดาวที่ส่องแสงริบหรี่ต่อผู้ที่มองเห็นบนผืนน้ำ แม้ว่าในความเป็นจริง ดาวดวงนั้นจะมีความสูงส่งเพียงใดก็ตาม” เราจะไม่กล่าวต่อผู้คนว่า “จงถ่อมตนเถิด” แต่เราจะกล่าวว่า “จงรู้คุณค่าของตัวเอง และอย่านำคุณค่านั้นไปวางไว้ผิดที่”

อัล-ค็อฏฏ็อบ รายงานไว้ใน อัล อุซลอฮฺ ว่า “อิหม่าม อับดุลลอฮฺ บิน อัลมูบาร็อกเดินทางมาที่ เมืองคูรอซซาน และได้เข้าพบ “บุรุษท่านหนึ่ง” ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีว่า เขาเป็นผู้ที่มีความสันโดษ (ซุฮดฺ) และความเคร่งครัด (วะรออฺ) ต่อการปฏิบัติตามหลักการศาสนา – แต่เมื่อท่านอิบนุ อัล มูบาร็อค ได้เข้าไปยังสถานที่พำนักของบุรุษท่านนั้น เขาก็ไม่ได้หันหน้ามามองหรือแม้แต่จะแสดงความสนใจต่อท่านอิบนุ อัลมูบาร็อคเลยแม้แต่น้อย และเมื่อท่านได้จากสถานที่ไป ผู้คนที่อยู่ข้างในกับบุรุษท่านนั้นก็กล่าวแก่เขาว่า “ท่านไม่ทราบหรอกหรือว่าบุรุษท่านนั้นเป็นใคร?”เขาตอบว่า “ฉันไม่ทราบ” คนเหล่านั้นจึงบอกแก่เขาว่า “บุรุษท่านนั้นคือ อามีรฺผู้ศรัทธา และท่านคือ อับดุลลอฮฺ บิน อัล มูบาร็อค” เมื่อได้ยินเช่นนั้น เขาก็เกิดอาการตกใจและเร่งรีบออกไปพบกับ ท่านอิบนุ อัลมูบาร็อค พร้อมทั้งกล่าวคำขอโทษต่อสิ่งที่เกิดขึ้นว่า “โอ้ อบู อับดุล เราะฮฺมาน โปรดอภัยให้แก่ฉันและจงให้การตักเตือนแก่ฉันด้วยเถิด” อิบนุ อัล มูบาร็อค กล่าวว่า “ได้สิ เมื่อใดก็ตามที่ท่านออกมาจากบ้านของท่าน และพบเห็นบุคคลใดบุคคลหนึ่ง จงตระหนักเสมอว่า เขานั้นดีกว่าท่าน” ท่านอิบนุ อัล มูบาร็อค ทราบดีว่าบุรุษท่านนั้นเป็นผู้ที่ถือดีและมีความทะนงตน – เมื่อท่านได้สอบถามถึงอาชีพการงานของเขา ท่านก็ทราบว่าเขาเป็นช่างทอผ้า (ดู ความคิดเห็นของ อัศเศาะฮาบียฺ ใน อัล มีซาน เกี่ยวกับ วาซีลฺ บิน อะฏออฺ) เมื่อทราบดังนั้น อิหม่ามผู้มีการศึกษาเช่นท่านก็ตระหนักว่า มูฏอซะฮีด ท่านนี้ (ผู้อุทิศตนเพื่อศาสนาอย่างเคร่งครัด) มีลักษณะของ บุคคลที่มีความหลงตัวเอง ยโส และเชื่อว่าตัวเองนั้นเหนือกว่าผู้อื่น”

โรคติดต่อชนิดนี้ บางครั้งก็เกิดขึ้นกับบุคคลที่มีความเคร่งครัดในศาสนา นี่จึงเป็นเหตุผลว่าเหตุใดท่านอิบนุ อัล มูบาร็อคจึงให้คำแนะนำที่เรียบง่ายต่อบุรุษท่านนั้น หลายครั้งเราอาจพบว่า ลักษณะนิสัยดังกล่าวมีอยู่ใน หมู่คนที่มีความเคร่งครัดศาสนา หรือดุอาตฺบางท่าน (ผู้เรียกร้องสู่อิสลาม)หากแต่ว่าเมื่อ “ลักษณะนิสัยดังกล่าวนั้น” มีอยู่ในหมู่นักเรียนบางคน ซึ่งทำให้พวกเขามีพฤติกรรมที่เลวร้ายต่อบรรดาชัยคฺ นักวิชาการ และครูอาจารย์ ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่น่าเจ็บปวดอยู่ไม่น้อย

การที่เรามีความคิดเห็น ทัศนคติหรือการตัดสินที่แตกต่างจากบรรดานักวิชาการหรือดาอียฺนั้น ก็ไม่ถือว่าเป็นเรื่องที่ผิดหรือเลวร้ายแต่อย่างใด ตราบใดที่เรามีความรู้ มีคุณสมบัติที่ดีพอที่จะโต้แย้ง แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า เมื่อ “ความคิดเห็นแตกต่าง” กลายเป็นปัจจัยที่ใช้ในการทำลายเกียรติ ลดคุณค่าความน่าเชื่อถือ และหมิ่นประมาทบรรดานักวิชาการเหล่านั้น ต่างหาก – ซึ่งการกระทำเช่นนี้อาจจะเป็นที่ยอมรับในหมู่ผู้คนทั่วไป หรือคนสมัยใหม่ที่ถูกชักนำไปในทางที่ผิด หากแต่ว่า “การกระทำดังกล่าว” นั้น ไม่เป็นที่ยอมรับ และเป็นที่อนุมัติในสถานการณ์ใดๆ สำหรับบรรดาอะฮลุซซุนนะ และนักเรียนแห่ง อลิม อัล ชารียฺยะฮฺ

แน่นอนว่า เหล่าบรรดานักวิชาการแห่งอะฮฺลุซซุนนะฮฺวัลญะมาอะฮฺได้รับเกียรติให้เป็น บุคคลที่มีหน้าที่ในการเรียกร้องเชิญชวนผู้คนสู่ความดีและละเว้นความชั่ว และยังได้รับการนับถือจากผู้คนทั่วไปให้เป็น “บุคคลที่มีความสำคัญ” อีกด้วย หากแต่ว่ามันก็เป็นเรื่องที่น่าเห็นใจ ในกรณีที่บรรดานักวิชาการเหล่านั้นมีความรู้สึกผิดหวัง ท้อแท้หรือเสียใจในเรื่องใดเรื่องหนึ่งต่อบุคคลที่ใกล้ชิดกับเขา และคนส่วนใหญ่มักคาดหวังอย่างมากว่าบรรดานักวิชาการเหล่านั้นจะไม่แสดงอาการตอบโต้เมื่อพวกเขาถูกกระทำ – ดังนั้นบรรดานักวิชาการเหล่านี้ก็เปรียบเหมือน “อัศวินผู้กล้า” ที่มีบรรดาสตรีคอยให้การสนับสนุนเท่านั้น (ความหมายคือต้องทำตัวเข้มแข็ง เป็นผู้นำอยู่ตลอด) — หากแม้ว่าบรรดาอะฮลุซซุนนะฮฺได้ทำการปกป้องเกียรติของบรรดานักวิชาการ และรู้ซึ้งถึงคุณค่าของพวกเขา อีกทั้งให้การปกป้องคุ้มครองพวกเขาจากเหล่าศัตรู นักวิชาการเหล่านั้นย่อมสามารถที่จะทำหน้าที่ในการเรียกร้องผู้คนสู่ความดีและละเว้นจากความชั่วในหนทางที่ถูกต้องได้ต่อไป — แต่ในความเป็นจริงแล้ว เมื่อนักวิชาการรู้สึกท้อแท้ผิดหวังจากสิ่งต่างๆ ที่อยู่ล้อมรอบตัวเขา เขาไม่สามารถที่จะกล่าวสิ่งใดได้ (พวกเขาถูกคาดหวัง ให้เป็น “ผู้ที่มีความเข้มแข็งตลอดเวลา”) และในทางกลับกัน มันก็เป็นเรื่องที่น่าเศร้า ที่มีกลุ่มคนรุ่นใหม่บางคนได้ให้ความเคารพ และความสำคัญต่อบรรดาชัยคฺและครูอาจารย์จนเกินขอบเขต และดำเนินรอยตามพวกเขาแบบผิดๆ อย่างไม่ลืมหูลืมตา

นี่เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้น ซึ่งเปรียบเสมือนกับ “ระบบทาสและความแตกแยกของผู้ตามและผู้ที่ถูกตาม” อันเป็นรูปแบบการปฏิบัติของกลุ่มบาตินิยฺยะอฺ ตลอดช่วงยุคสมัยหนึ่ง โดยการสร้างเงื่อนไขต่อบุคคล เพื่อสร้างระดับความมั่นคงของอัล อิสมา (การปกป้องความผิดพลาด) แก่บรรดาผู้นำและอีหม่ามของเขา

แม้แต่ “บรรดามูอะฏอซิลอ” (Mu’atazila) หรือ บรรดาผู้ที่ปฏิบัติตาม “หลักความเชื่อในเรื่องเหตุผล” และปฏิเสธที่จะแสดงออกถึงอารมณ์ความรู้สึกต่อสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับพวกเขา – พวกเขาก็ได้ประพันธ์กลอนบทหนึ่งที่เกี่ยวกับชัยคฺของพวกเขา หรือ “ชัยคฺ วาซิล บิน อตาอฺ” ซึ่งมีเนื้อหาว่า“จากด้านหลังของทะเลจีนไปสู่ส่วนที่ไกลสุดสายตา และในทุกๆ ที่ที่อยู่ด้านหลังของเผ่าบาบาเรียน บรรดาบุรุษ (ดูอาตฺ) ที่ “ผู้นำของเขา” ไม่ตื่นตระหนกต่อคำถากถางของทรราชย์ หรือแม้แต่แผนการของบรรดาจอมหลอกลวง พวกเขาเป็นประชาชาติแห่งศาสนาของอัลลอฮฺในทุกๆ ที่ และพระเจ้าแห่งการฟัตวาและศาสตร์แห่งความขัดแย้ง”

“ประชาชาติแห่งซุนนะฮฺ คือบุคคลที่มีคุณค่าและก็เป็นผู้ที่ให้เกียรติต่อบรรดาผู้รู้ นักวิชาการ”ดังนั้นมันจึงถือเป็นเรื่องที่เลวร้ายยิ่งในชนชาติที่เด็กไม่ให้ความเคารพต่อผู้ใหญ่และผู้ใหญ่ไม่มีความเมตตาต่อเด็ก เพราะนี่คือ คุณสมบัติแห่งความนอบน้อม และ การรู้คุณค่าของตัวเอง ว่าบรรดาเยาวชนไม่ควรมองตัวเองดังเช่นคู่ต่อสู้กับ บรรดานักวิชาการและกล่าวว่า “พวกเขา เป็นมนุษย์ และเราก็เป็นมนุษย์เช่นกัน” เพราะแท้จริงแล้วความเป็น “มนุษย์” นั้นมีความแตกต่างกัน เราลองมาพิจารณาจากการบรรยายคุณลักษณะของความเป็นมนุษย์ในอัลกุรอาน ในลักษณะของการยกย่อง

“และอัลลอฮฺนั้นทรงรักบรรดาผู้ที่ชำระตัวให้สะอาดบริสุทธิ์อยู่ เสมอ” (ซูเราะ อัล เตาบัตฮฺ 108)

“ในบรรดาบ้าน (หมายถึงมัสญิด) อัลลอฮฺทรงอนุญาตให้เทิดพระเกียรติและให้พระนามของพระองค์ถูกรำลึกอยู่เสมอ พวกเขาจะกล่าวสรรเสริญพระองค์ทั้งในยามเช้าและยามเย็น บรรดาบุรุษผู้ที่ทำการค้าและการขายมิได้ทำให้พวกเขาหันห่างออกจากการรำลึกถึงอัลลอฮฺ และการดำรงนมาซ การจ่ายซะกาต เพราะพวกเขากลัววันที่หัวใจและสายตาจะเหลือกลานในวันนั้น” (ซูเราะฮฺ อันนูรฺ 36-37)

และยังมีการบรรยายคุณลักษณะของมนุษย์อีกด้านหนึ่งไว้ ด้วยว่า

“และแท้จริงมนุษย์บางคนเคยขอความคุ้มครองจากญินบางคน” (ซูเราะฮฺ อัล ญิน 6)

หากเราได้พิจารณาดูจากอายะฮฺดังกล่าว เราจะพบว่า มนุษย์แต่ละคนนั้นมีความแตกต่างกัน

ความนอบน้อม คือ การที่บุคคลคนหนึ่งมีความนอบน้อมต่อบรรดามิตรสหายของเขา บ่อยครั้งที่ “ความปรารถนาที่จะแข่งขัน ชิงดีชิงเด่น” และ “ความ อิจฉา” ได้กลายเป็นตัวก่อกวน ระหว่าง “มิตรภาพ” และ “ความเป็นศัตรู” — บุคคลคนหนึ่งนั้นอาจจะเกิดความรู้สึกว่า “ตัวเอง (มีความเก่ง ความดีงาม) เหนือกว่าเพื่อนของเขา” และ บางครั้งเขาก็เกิดความรู้สึกพึงพอใจเมื่อเขาสามารถทำร้ายอีกฝ่ายหนึ่ง สร้างความเสื่อมเสียให้อีกฝ่ายหนึ่ง ใส่ร้ายเกี่ยวกับความผิดพลาดของอีกฝ่ายหนึ่ง หรือแม้แต่กล่าวหาอีกฝ่ายหนึ่งจนเกินความจริงได้ — ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว “ความผิดพลาดทั้งหลายที่เกิดขึ้น” นั้นสามารถนำไปสู่ “แสงสว่างแห่งความดีงาม” ได้ โดยการให้คำแนะนำตักเตือนอันก่อให้เกิดการปรับปรุงแก้ไข” และแท้จริงแล้วการกระทำเลวร้ายดังกล่าว เรียกว่า “ความอิจฉา”

มันเป็นเรื่องน่าแปลก ที่บรรดาดาอียะฮฺบางคนเกิดความอิจฉาต่อ ”การรวมตัวของคนจำนวนหนึ่งพันหรือสองพันคนในการเข้าร่วม รับฟังการบรรยายศาสนา หรือการดะวะฮฺของดาอียะฮฺหรือนักวิชาการท่านอื่น” หากแต่เขาไม่เกิดความรู้สึกใดๆ เมื่อมีการรวมตัวของคนจำนวนสองหมื่น สามหมื่นคนที่เข้าไปดูคอนเสิร์ตหรือเข้าชมกีฬา — ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ มันเป็นเรื่องที่น่าเศร้า

หากแม้ว่าท่านนั้นอาจจะไม่มีความสุขใจ หรือยินดีต่อพี่น้องแห่งอิสลามของท่านเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง แต่มันก็น่าจะทำให้ท่านรู้สึกพึงพอใจต่อการที่เขาเรียกร้องผู้คนสู่อัลลอฮฺ และให้การศึกษาต่อผู้คนเกี่ยวกับศาสนาของพระองค์ อีกทั้งยังมีความจริงใจในการทำงานนี้ และในความเป็นจริงแล้วนั้น บางที “สิ่งที่ท่านได้ตำหนิเขา” มันอาจจะเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ดีงาม ณ ที่อัลลอฮฺ ก็เป็นได้

“ความนอบน้อม” คือ การมีความถ่อมตนต่อบุคคลที่มีสถานะที่ด้อยกว่า หากท่านได้พบกับบุคคลที่มีอายุน้อยกว่าท่าน หรืออาจมีความสำคัญน้อยกว่าท่าน ท่านก็ไม่ควรดูถูกเขา เพราะเขานั้นอาจมีจิตใจที่ดีกว่าท่าน บาปน้อยกว่าท่าน และใกล้ชิดอัลลอฮฺมากกว่าท่าน และแม้ว่าท่านได้พบกับบุคคลที่มีความผิดบาปและตัวท่านนั้นเป็นผู้ที่อยู่ในศีลธรรม ท่านก็จงอย่าแสดงอาการยโส ทะนงตน หรือหลงตัวเอง (ว่าท่านนั้นดีกว่าเขา) แต่จงทำการสรรเสริญต่ออัลลอฮฺที่พระองค์ทรงปกป้องท่านจากบททดสอบที่บุคคลคน นั้นได้รับ

จงระลึกเสมอว่าการมี “ริยาอฺ” หรือ “ความหลงตัวเอง” ที่แอบแฝงอยู่ในการกระทำที่ดีงามของท่าน อาจจะเป็นเหตุให้ท่านไม่ได้รับผลบุญใดๆ เลยจากการกระทำเหล่านั้น – อีกทั้ง มันก็เป็นไปได้ว่า “บุคคลที่มีความผิดบาปเหล่านั้น” อาจเกิดความรู้สึกเสียใจ สำนึกผิดและเกรงกลัวต่อการลงโทษจากการกระทำอันชั่วร้ายของเขา และนั่นอาจเป็นเหตุให้เขาได้รับ “การอภัยโทษ” จากความผิดบาปทั้งหลายก็เป็นได้

จากรายงานของ ญันดับ (เราะฎิยัลลอฮุ อันฮุ) ศาสนทูตของอัลลอฮฺกล่าวว่า มีบุรุษท่านหนึ่งกล่าวว่า “ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ อัลลอฮฺจะไม่ทรงให้การอภัยโทษต่อคนนั้นหรือคนนี้” และด้วยเหตุนั้นอัลลอฮฺจึงตรัสว่า “ผู้ ใดที่ทำการสาบานด้วยนามของข้าว่าข้าจะไม่ให้อภัยโทษต่อคนนั้น หรือคนนี้? แท้จริงแล้ว ข้าได้ให้อภัยโทษแก่พวกเขาและทำให้การงานของเจ้านั้นเป็นโมฆะ (ด้วยการสาบานเช่นนั้น)” (มุสลิม) เช่นนั้นแล้ว ท่านจงอย่าได้แสดงอาการงยะโส ทะนงตนต่อผู้อื่น แม้ว่าท่านอาจได้พบปะกับบุคคลที่มีความผิดบาป ก็จงอย่าได้แสดงตัวเหนือเขา และอย่าปฏิบัติต่อเขาด้วยความทะนงตน หรือแสดงอำนาจเหนือเขา และหากท่านรู้สึกว่า “คนบาปเหล่านั้น” อาจจะกระทำบางสิ่งบางอย่างอันเป็นการแสดงออกถึงการเชื่อต่ออัลลอฮฺในสิ่งที่ท่านอาจจะไม่ได้กระทำเช่นเดียวกับเขา และตัวท่านเองอาจจะมีข้อบกพร่องบางอย่างที่พวกเขาไม่มี ดังนั้นท่านก็จงปฏิบัติต่อเขาด้วยความสุภาพและให้การดะวะฮฺแก่เขาด้วยวิธีการที่อ่อนโยน เพราะนั่นอาจเป็นเหตุให้เขาน้อมรับและระลึกถึงอัลลอฮฺ

“ความนอบน้อม” นั้นคือการที่ท่านไม่ประเมินค่า “การงาน” ของท่านสูงเกินไป เพราะหากแม้นว่า ท่านจะกระทำสิ่งดีงามมากมาย หรือพยายามที่จะใกล้ชิดอัลลอฮฺให้มากขึ้นโดยการแสดงออกถึงความเชื่อฟังต่อพระองค์ การงานของท่านก็จะไม่เป็นที่ยอมรับ ณ ที่พระองค์ (ด้วยเพราะความหลงตัวเอง และเชื่อมั่นว่าการกระทำต่างๆ ของท่านนั้นดีพอแล้ว)

“อัลลอฮฺจะทรงตอบรับ (การงาน) จากผู้ที่มีความยำเกรงต่อพระองค์” (ซูเราะฮฺ อัล มัยดะอฺ 27)

และนี่เป็นสาเหตุที่ว่าเหตุใดสลัฟบางท่านกล่าวว่า “หากฉันทราบว่าอัลลอฮฺจะทรงตอบรับเพียง แค่หนึ่ง ตัสบีฮฺจากฉัน ฉันก็ปรารถนาที่จะตาย ณ ตอนนี้”

“ความนอบน้อม” คือ การที่เมื่อท่านได้รับคำแนะนำตักเตือนจากพี่น้องของท่าน และขณะเดียวกันชัยฎอนก็พยายามล่อลวงให้ท่านปฏิเสธคำตักเตือนเหล่านั้น หากแต่ท้ายที่สุดแล้ว ท่านก็ปฏิเสธการล่อลวงของมัน – ด้วยเพราะว่า แท้จริงแล้ว เป้าหมายของการตักเตือนนั้น คือการที่พี่น้องของท่านได้ชี้ให้ท่านเห็นข้อบกพร่องในตัวท่าน (เพื่อให้ท่านได้ปรับปรุงแก้ไข) –

และ สำหรับบุคคลที่อัลลอฮฺ ตะอาลา ทรงปกครองคุ้มครองนั้น คือบรรดาผู้ที่ เมื่อมีใครสักคนให้คำแนะนำตักเตือนเขา และเขาก็มองเห็นข้อผิดพลาดของตัวเอง อีกทั้งยังเอาชนะนัฟซูด้วยการยอมรับคำตักเตือนนั้น พร้อมทั้งกล่าวขอบคุณและขอดุอาอฺให้แก่ผู้ที่ตักเตือนเขา ดังที่ท่านรสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะศัลลัม ได้กล่าวว่า “อัล กิบัรฺ” คือการปฏิเสธความจริงและการดูถูกเหยียดหยามผู้คน (มุสลิม ติรฺมิซีย์ และอบู ดาวูด)

บุคคลที่มีความหลงตัวเอง ย่อมไม่สร้างผลประโยชน์อันใดต่อใคร หรือไม่เคยแม้แต่จะกล่าวสิ่งดีงามเกี่ยวกับใคร และหากว่าเขาต้องการจะทำเช่นนั้น เขาก็จะกล่าวถึงข้อเสียของบุคคลนั้นสัก 5 ข้อ และ หากมีใครสักคนให้การตักเตือนเขาเกี่ยวกับข้อบกพร่องของเขา เขาก็จะไม่ยอมรับหรือปฏิบัติตามคำตักเตือนนั้นๆ อันเนื่องมาจากความซับซ้อนทางจิตใจที่ต่ำกว่ามาตรฐานของเขา

ด้วยเหตุนี้ภายใต้ “หลักคุณธรรมของมนุษย์” จึงสอนให้เรานั้นน้อมรับคำวิพากษ์วิจารณ์และความคิดเห็นของผู้อื่น โดยปราศจากความรู้สึกในด้านลบ ความไม่สบายใจ ความ รู้สึกละอายหรืออ่อนไหวต่อคำวิพากษ์นั้นๆ และบุคคลที่เป็นตัวอย่างที่ดีแก่เราในเรื่องนี้ นั่นคือ “อามีรฺแห่งผู้ศรัทธา” ท่านอุมัร (รอฎิยัลลอฮุ อันฮุ) ผู้ซึ่งยกธงและกล่าวว่า “ขอ อัลลอฮฺทรงประทานความเมตตาต่อบรรดาผู้ที่แจ้งให้เราทราบถึงข้อบกพร่องของเรา ด้วยเถิด”

ถอดความ::بنت الاٍسلام

Read Full Post »

ความแตกต่างระหว่าง ‘ความอิจฉาริษยา’ และ ‘สายตาแห่งความอิจฉาที่ชั่วร้าย’
~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~

image

ถอดความบางส่วนจากบทความของชัยคฺ อัซซิม อัลฮากีม
โดย บินติ อัลอิสลาม

‘สายตาแห่งความอิจฉาที่ชั่วร้าย’ คือสิ่งที่อาจเกิดขึ้นได้แม้แต่กับคนที่ดีมีศาสนา มันสามารถเกิดขึ้นได้แม้ไม่มีเจตนาที่จะอิจฉา ซึ่งต่างจาก ‘ความอิจฉาริษยา’ โดยตรง

‘ความอิจฉาริษยา’ คือสิ่งที่ชั่วร้ายและคนที่อิจฉาโดยเจตนานั้น มีความคาดหวังและปรารถนาให้ความดีงามที่เกิดขึ้นกับคนใดคนหนึ่งนั้นมลายหายไป พวกเขาปรารถนาโดยเจตนาให้มีความเลวรัายเกิดขึ้นกับคนนั้นๆ หรือใครก็ตามที่พวกเขาตัองการแข่งขัน ชิงดีชิงเด่นด้วย

ส่วน ‘สายตาแห่งความอิจฉาที่ชั่วร้าย คืออะไร? อิบนุ ก็อยยิม กล่าวไว้ว่า ‘อัยน์’ หรือ ‘สายตาแห่งความอิจฉาที่ชั่วร้าย’ คือสิ่งที่มาจาก ‘จิตวิญญาณ ความรูัสึกภายในตัวคุณ’ ซึ่งไร้การควบคุม โดยส่วนใหญ่มักเกิดขึ้นเมื่อคุณเห็นบางสิ่งบางอย่างและคุณชื่นชอบในสิ่งนั้น หากทว่าคุณลืมที่จะกล่าวพระนามของอัลลอฮฺต่อสิ่งนั้น คุณไม่ได้กล่าว ‘มาชาอัลลอฮฺ ตะบาเราะกั้ลลอฮฺ’ ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับสิ่งที่คุณอยากจะกล่าวเมื่อคุณเห็นบางสิ่งบางอย่างที่คุณพึงพอใจ 

‘อัยน์’ สามารถส่งผ่านออกมาจากดวงตาทั้งสองข้างของคุณโดยที่คุณเองก็ไม่รู้ตัว และนั่นเป็นส่วนหนึ่งของจิตวิญญาณที่ชั่วร้ายที่มีอยู่ในตัวของแต่ละคนและในตัวของพวกเราทุกๆ คน ซึ่งออกมาจากตัวคุณเมื่อคุณมองดู หรือเห็นบางสิ่งที่คุณชื่นชอบ พึงพอใจ
——————

ดังนั้นเราต้องระวังให้มากนะคะ และกล่าว ‘มาชาอัลลอฮฺ ตะบาเราะกั้ลลอฮฺ’ ให้ติดปาก เพราะบางทีเราอาจเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำร้ายเพื่อน พี่น้อง ลูกหลานของเรา โดยไม่รู้ตัวก็ได้

Read Full Post »

อย่าปล่อยให้ ‘ความอิจฉาริษยา’ กัดกินความดีงามมากมายของคุณ

หากอัลลอฮฺประทานบางสิ่งบางอย่างที่คุณต้องการให้แก่คนบางคน

พึงตระหนักไว้เถอะว่า..พระองค์ทรงสามารถให้แก่คุณในสิ่งที่คุณต้องการ หรือแม้แต่สิ่งที่ดียิ่งกว่านั้นได้เช่นกัน

แทนที่จะอิจฉาผู้อื่น คุณควรจะวิงวอนขอต่อพระองค์และเชื่อฟังพระองค์

ผมรับรองได้ว่า ท้ายที่สุดแล้ว คุณจะไม่ผิดหวังเลย

-ถ้อยคำของอับดุลฮัฟเซาะฮฺ อับดุล มาลิก แคลร์- จากเพจ Saudi Life

Read Full Post »

ยา อัลลอฮฺ พระองค์ทรงเห็นทั้งในส่วนที่ดีที่สุด และส่วนที่เลวที่สุดของข้าพระองค์ 
พระองค์ทรงอยู่เคียงข้างข้าพระองค์เสมอ ทั้งในยามที่ข้าพระองค์ร้องไห้ 
หัวเราะ หรือกรีดร้องคร่ำครวญ

พระองค์ทรงเป็นพยานต่อความดีงามและความชั่วร้ายของข้าพระองค์ 
ความยโสทะนงตน และความอ่อนน้อมของข้าพระองค์ 

พระองค์ทรงเห็นทุกๆ ย่างก้าวแห่งการดำเนินชีวิตของข้าพระองค์ 
แต่กระนั้นพระองค์ก็ยังคงประทานให้..ในสิ่งที่ข้าพระองค์วิงวอนขอ 

ยา อัลลอฮฺ ถ้อยคำที่จะกล่าวขอบคุณพระองค์นั้นไม่อาจเพียงพอ 
แต่ข้าพระองค์รู้ว่า พระองค์ทรงรู้ถึง “ความรู้สึกขอบคุณ” ที่วิ่งพล่านอยู่ในตัวของข้าพระองค์ 

ยาอัลลอฮฺ เมื่อข้าพระองค์ก้มศีรษะน้อมลงเพื่อทำการสักการะต่อพระองค์ 
ข้าพระองค์ได้ก้มหัวใจน้อมลงเพื่อขอบคุณพระองค์ด้วยเช่นกัน

ญะซากั้ลลอฮุ ค็อยร็อน เพจ Islamic Quotes 
แปล بنت الاٍسلام

Read Full Post »

7 ข้อคิดเพื่อชีวิตที่เป็นสุข 
~~~~~~
1 ลืมอดีตที่เลวร้าย เพื่อที่คุณจะไม่ทำลาย “ปัจจุบันของคุณ”
2 สิ่งที่ผู้คนคิดเกี่ยวกับคุณ ไม่ใช่ธุระของคุณ 
3 “เวลา” คือสิ่งที่เยียวยาเกือบทุกสิ่งทุกอย่าง จงให้เวลากับมันบ้าง 
4 “ไม่มีใคร” ที่เป็นสาเหตุแห่งความสุขของคุณ เว้นแต่ “ตัวของคุณเอง” 
5 อย่าเปรียบเทียบชีวิตของคุณกับผู้อื่น เพราะคุณไม่ทราบว่าการเดินทางของพวกเขาเป็นเช่นไรบ้าง
6 หยุดคิดมาก มันไม่เป็นไรหรอกที่คุณจะไม่รู้คำตอบสำหรับทุกๆ สิ่ง 
7 ยิ้มเข้าไว้ คุณไม่ได้ครอบครองทุกๆ ปัญหาในโลกนี้สักหน่อย 

แหล่งที่มาเพจ I love Simplicity
แปล บินติ อัลอิสลาม

Read Full Post »

image

ทำอย่างไรเมื่อบุคคลหนึ่งเกิดความอิจฉาต่อพี่น้องของเขา แหล่งที่มา islamqa ฟัตวา How can he rid himself of jealousy towards his brothers?

คำถาม
*******
การที่จะเป็นผู้ศรัทธาที่แท้จริงนั้น ควรมีคุณสมบัติหนึ่ง
นั่นคือ การที่ปรารถนาสิ่งใดสิ่งหนึ่งต่อพี่น้องของเขาดังเช่นที่เขาปรารถนาต่อตัวของเขาเอง

อัลฮัมดุลิลลาฮฺ
นี่ถือว่าเป็นเรื่องง่ายที่จะคิดเช่นนี้กับพี่น้องทางสายเลือด หากแต่ว่ามันค่อนข้างจะยากพอสมควรที่จะคิดเช่นนี้กับพี่น้องมุสลิม ยกเว้นบางคนเท่านั้น เหตุผลที่เป็นเช่นนี้ เป็นเพราะว่าเมื่อใดก็ตามที่ฉันพบเจอพี่น้องมุสลิมคนใดคนหนึ่งที่ดีกว่าฉันในด้านใดด้านหนึ่ง ฉันก็จะเริ่มมีความรู้สึกอิจฉาเขาขึ้นมาทันที
ฉันเชื่อว่าที่เกิดจากความทะนงตนของฉัน (อย่างไรก็ตาม เมื่อฉันมีความรู้สึกเช่นนั้น ฉันมักจะขอดุอาอฺต่ออัลลอฮฺให้พระองค์อภัยต่อฉัน แต่เมื่อใดก็ตามที่ฉันได้พบพี่น้องมุสลิมคนเดิม ความรู้สึกอิจฉานี้ก็จะกลับมาอีกครั้ง)

ฉันอยากจะมีความรู้สึกที่เป็นสุข เมื่อพี่น้องมุสลิมเป็นสุข และฉันก็อยากจะรู้สึกถึงความทุกข์ เมื่อพี่น้องมุสลิมมีทุกข์ แต่เมื่อใดก็ตามที่ฉันพบเจอ พี่น้องมุสลิมได้รับการยกย่อง ชื่นชม ฉันก็จะรู้สึกอิจฉาขึ้นมาเสมอ

ในขณะเดียวกันฉันก็ต้องการที่จะให้พี่น้องมุสลิมได้เข้าสู่สวรรค์ญันนะฮฺ

แต่เมื่อไรก็ตามที่พี่น้องกล่าวตักเตือนให้คำแนะนำฉันในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อศาสนา แม้ว่าฉันจะอยากปฏิบัติตามคำแนะนำ ชัยฏอนก็จะเริ่มล่อลวงให้ฉันมีความรู้สึกว่า  “หากฉันปฏิบัติตามสิ่งที่เขาสอน เขาก็จะได้ผลบุญเช่นเดียวกับฉัน อีกทั้งเขาก็จะอยู่ในสถานที่ที่ดีกว่าในญันนะฮฺ” บางครั้งความรู้สึกใฝ่ต่ำนี้ทำให้ฉันต้องตกอยู่ในหลุมพราง

ฉันจึงอยากทราบว่าฉันจะสามารถรักษาเยียวยาจากอาการนี้ออกไปให้หมดอย่างไร

คำตอบ
*******
การสรรเสริญเป็นของอัลลอฮฺตะอาลา สิ่งที่คุณกล่าวไว้ข้างต้นนั้น คือ
สิ่งที่มุสลิมทุกคนจำเป็นจะต้องกระทำ “การปรารถนาสิ่งใดสิ่งหนึ่งต่อพี่น้องของเขาดังเช่นที่เขาปรารถนาสิ่งที่ดีนั้นต่อตัวของเขาเอง
และการที่เขาเกลียดชังสิ่งใดสิ่งหนึ่งต่อพี่น้องของเขาดังเช่นที่เขาเกลียดความชั่วนั้นๆ ต่อตัวของเขาเอง” แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่า เขาไม่สามารถที่จะปรารถนาในสิ่งที่เขาปรารถนาต่อผู้อื่นเพื่อตัวของเขาเองได้

หากว่าเขาพบว่าพี่น้องของเขามีสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ที่ตัวเขาเองไม่มี และเขาปรารถนาที่จะมีสิ่งนั้น นี่ถือว่าเป็น “ฆิบเฏาะฮฺ” (ความอิจฉาที่ปราศจากความริษยา พยาบาท) และหากว่าเขาปรารถนาที่จะให้พี่น้องไม่ได้รับผลบุญจากการอำนวยพรทั้งหลาย นี่ถือว่าเป็น “ฮะซัด” (ความอิจฉาริษยา)

มุสลิมจำเป็นต้องพยายามที่จะต่อต้านความรู้สึกใฝ่ต่ำนี้ด้วยตัวของเขาเอง (ญิฮาด อันนัฟซู) เพื่อที่ว่าหัวใจจะบริสุทธิ์ปราศจากความรู้สึกอิจฉาริษยาต่อพี่น้องของเขา หากเขารักพี่น้องด้วยความบริสุทธิ์ใจแล้ว ปัญหาต่างๆ ที่ทำให้เขาทุกข์ทรมานใจนั้นก็จะหมดไป

มุสลิมจะตระหนักถึงคุณค่าและสถานะอันยิ่งใหญ่นี้ก็ต่อเมื่อเขามีความรักต่อพี่น้องและปรารถนาให้เกิดสิ่งที่ดีกับพี่น้องของเขา
และเมื่อเขาทราบถึงรางวัลอันยิ่งใหญ่ที่เขาจะได้รับเมื่อเขาปฏิบัติดีต่อพี่น้องของเขา
และสิ่งนี้จะเป็นตัวที่ช่วยผลักดันให้เขาปฏิบัติดีต่อพวกเขาในทุกๆ ด้าน และเขาควรที่จะพยายามทำให้พี่น้องของเขาได้รับผลบุญความดี แทนที่จะมีความคิดอิจฉาว่า ‘พวกเขาจะได้รับอะไร ไม่ได้รับอะไร’ เข้ามาครอบงำจิตใจ

ชัยคฺมุหัมมัด อัล ดูวัยชฺ กล่าวว่า

ท่านจำต้องคิดให้ยาวและคิดให้หนักเกี่ยวกับสิ่งที่อัลลอฮฺตรัสไว้ว่า “นั่นคือความโปรดปรานของอัลลอฮฺซึ่ง
พระองค์จะประทานมันแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์” (อัล-มาอิดะฮ์ 5.54)

“เราต่างหากที่เป็นผู้จัดสรรการทำมาหากินของพวกเขาระหว่างพวกเขาในการมีชีวิตอยู่ในบนโลกนี้ และเราได้เชิดชูบางคนในหมู่พวกเขาเหนือกว่าอีกบางคนหลายชั้น เพื่อบางคนในหมู่พวกเขาจะเอาอีกบางคนมาใช้งาน” (อัซซุครุฟ 43.32)

ฮะซัด (ความอิจฉาริษยา) เป็นสาเหตุของความหายนะที่เลวร้ายอย่างยิ่งทั้งในโลกนี้และโลกหน้า

ติรฺมิซีย์รายงานจาก อัซ-ซุบัยรฺ อิบนุ อัล เอาวาม ว่าศาสนทูต ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า

“มันได้มายังเจ้าแล้วซึ่ง…โรคร้ายแห่งประชาชาติก่อนหน้าท่าน (นั่นคือ) “ความอิจฉาริษยาและความเกลียดชัง”  มันคือ “มีดโกน” (ตัวทำลายล้าง) ฉันไม่ได้กล่าวว่า มันคือสิ่งที่โกนขน หากแต่มันคือสิ่งที่โกน (ทำลาย) ความศรัทธาออกไป ขอสาบานผู้ที่ชีวิตมุหัมมัดอยู่ในมือของเขา ท่านจะไม่ได้เข้าสวรรค์จนกว่าท่านจะเชื่อ และท่านจะไม่มีความเชื่อจนกว่าท่านนั้นมีความรักต่อกันและกัน ฉันควรจะบอกท่านหรือไม่ถึงสิ่งที่จะเป็นตัวช่วยสร้างความรักที่มั่นคงเข้มแข็งให้เกิดขึ้นในหมู่พวกท่าน? จงกล่าว (ทักทาย) “สลาม” ในหมู่พวกท่าน”
(หะดีษหะซัน ญามิอุล ติรฺมิซีย์ 2434)

ความหมายของสำนวนที่ว่า “มันจะโกน (ทำลาย) ความศรัทธา”
อัฏฏ็อยยิบียฺกล่าวว่า “ตัวอย่างเช่น ความเกลียดชังนั้นเป็นตัวที่ทำลายความศรัทธาดังเช่นที่ใบมีดโกนขจัดขน
(ของร่างกาย) ออกไป” (ตุฮฺฟะตุล อะฮฺวะษี บิ ชัรฮฺ ญามิอุล ติรฺมิซิยฺ)

พี่น้องแห่งอิสลามของฉัน ดูเหมือนว่า
ท่านนั้นทราบดีถึงตัวบทกฎเกณฑ์และผลที่ตามมา (จากความอิจฉาริษยา) และท่านเองก็ต้องการที่จะกำจัดคุณลักษณะอันน่าตำหนินี้ออกไปจากตัวท่าน

ฉันขอแนะนำวิธีแก้ปัญหาดังต่อไปนี้

1. ขอดุอาอฺ (วิงวอนขอ)
ต่ออัลลอฮฺให้พระองค์เมตตาขจัดปัญหานี้ออกไปจากตัวท่าน
ท่านศาสนทูต ศ็อลลัลลอฮุ
อะลัยฮิ วะสัลลัม เคยกล่าวในดุอาอฺของท่านว่า “วาหฺดิ ก็อลบิ วัสลุล สะฆีมะตา ซัดริ” (Wa’hdi qalbi wa’slul sakheemata sadri) แปลว่า ขอโปรดทรงนำทางให้หัวใจของฉันและทรงนำความปรารถนาอันชั่วร้ายนี้ออกไปจากอกของฉัน –

สำนวนที่ว่า “นำทางให้หัวใจฉัน” หมายความว่า นำไปสู่ทางอันเที่ยงตรง และ “นำความปรารถนาอันชั่วร้ายนี้ออกจากอกฉัน”หมายความว่า นำสิ่งที่ไม่บริสุทธิ์ ความพยาบาท ความเกลียดชัดทั้งหลายออกไป

2. ใคร่ครวญและตระหนักถึงความหมายของอัลกุรอาน
พร้อมทั้งอ่านอัลกุรอานอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในอายะหฺที่กล่าวถึง “ฮะซัด” (ความอิจฉาริษยา) เนื่องจากว่า การอ่านอัลกุรอานนั้นจะนำมาซึ่งฮะซะนาต (รางวัลแห่งความดี) อันยิ่งใหญ่ อัลลอฮฺตรัสว่า

“แท้จริงความดีทั้งหลายย่อมลบล้างความชั่วทั้งหลาย” (ฮูด 11.114)

3. การอ่านซีเราะฮฺ (ชีวประวัติ) ของท่านศาสนทูต มุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม และศีกษาวิธีการที่ท่่านปกป้องตัวท่านออกจากฮะซัด (ความอิจฉาริษยา) อย่างไร และท่านปรารถนาสิ่งดีดีต่อผู้อื่น หรือแม้แต่ผู้ที่เป็นศัตรูท่านอย่างไร –
หนึ่งในบรรดาหนังสือเกี่ยวกับซีเราะฮฺที่ดีคือ “นูรฺฺ
อัล-ยากีน ฟิ ซีเราะตฺ ซัยยิด อัล-มูรฺซะลีน” (์Noor
Al Yaqeen fi Seerat Sayyid al-Mursaleen)

(เป็นหนังสือซีเราะฮฺ (ชีวประวัติ) ที่มีชื่อเสียง
ซึ่งมีการแปลเป็นภาษาอังกฤษโดยใช้ชื่อหนังสือว่า “the Sealed Nectar – Biography of the Noble Prophet (peace and blessings of Allaah be upon him)”, เขียนโดย Safi-ur-Rahmaan al Mubarakpuri

4. การอ่านชีวประวัติและเรื่องราวของบรรดาเศาะฮาบะฮฺจากหนังสือต่างๆ เช่น “Suwar min Hayaat al-Sahaabah เขียนโดย “Abd al-Rahmaan Ra’fat
al-Basha

5. หากเกิดความรู้สึกเลวร้าย (ที่เกิดจากฮะซัดหรือความรู้สึกไม่ดีอื่น) เข้ามาในจิตใจ
ให้ขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮฺให้ปกป้องท่านจากชัยฏอนที่ถูกสาปแช่ง และพยายามทำตัวให้ยุ่งอยู่กับงานอื่นๆ หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่จะช่วยให้ท่านลืมการกระซิบกระซาบ (ของชัยฏอน) และความคิดชั่วร้ายต่างๆ

6. หากว่าชัยฏอนพยายามที่จะสร้าง “ฮะซัด” (ความอิจฉาริษยา) ให้อยู่ในจิตใจของท่าน เช่นนั้นท่านควรระมัดระวังการพูด การกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่จะแสดงถึงความอิจฉาริษยานั้นๆ

มนุษย์ทุกคนย่อมมี “ฮะซัด” อยู่ในตัวเองไม่มากก็น้อยอยู่แล้ว ดังที่ชัยคุล อิสลาม อิบนุ ตัยมียะฮฺได้กล่าวว่า “ไม่มีผู้ใดที่จะบริสุทธิ์จาก “ฮะซัด” หากแต่ว่าบุคคลที่มีคุณธรรม (ผู้ศรัทธา) ย่อมจะปิดบังมันไว้ ในขณะที่คนชั่วจะแสดงมันออกมา” (อัมราต อัล กุลูบ Amraad al-Quloob)

“เขาจะไม่ถูกคิดบัญชีในสิ่งที่เขาคิด หากแต่เขาจะถูกคิดบัญชีในสิ่งที่เขาพูดและกระทำออกมา”

ท่านนบีได้กล่าวว่า “อัลลอฮฺจะทรงอภัยให้กับประชาชาติของฉันต่อความผิดพลาดของเขา ต่อสิ่งที่เขาลืม ต่อสิ่งที่เขาถูกบังคับให้กระทำ” (รายงานโดย อัล บุคคอรียฺ 2033)

7. หากท่านรู้สึกว่าท่านกำลังรู้สึกอิจฉาใครคนใดคนหนึ่งเป็นการส่วนตัว เช่นนั้นแล้วท่านควรจะซื้อของขวัญให้แก่เขาและจับมือเขา ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “จงจับมือกัน เพราะมันจะขจัดความอาฆาตแค้น และจงแลกเปลี่ยนกันซึ่งของขวัญ อีกทั้งจงมีความรักต่อกัน เพราะมันจะขจัดความเกลียดชัง” (รายงานโดย มาลิก ใน อัล มุวัฏฏอ 1413)

“ฮะซัด” เป็นผลแห่งความเกลียดชัง คุณสมบัติที่ตรงข้ามกับมัน คือ “ความรัก” วิธีการที่จะแก้ไขคือการให้ของขวัญและการกล่าวทักทายด้วย “สลาม” เพราะท่านนบีกล่าวว่า “ท่านจะไม่ได้เข้าสวรรค์จนกว่าท่านจะเชื่อ
และท่านจะไม่มีความเชื่อจนกว่าท่านนั้นมีความรักต่อกันและกัน ฉันควรจะบอกท่านหรือไม่ถึงสิ่งที่จะเป็นตัวช่วยสร้างความรักที่เข้มแข็งให้เกิดขึ้นระหว่างหมู่พวกท่าน? จงกล่าว (ทักทาย) “สลาม” ในหมู่พวกท่าน” (รายงานโดย มุสลิม 81)

ชัยคุล อิสลาม อิบนุ ตัยมิยยะฮฺ กล่าวในหนังสือ Amraad Al-Quloob (หนังสือภาษาอังกฤษ Diseases of the heart)

“ผู้ใดก็ตามที่พบว่าตัวเขานั้นมี “ฮะซัด” ต่อผู้อื่น
เขาจำเป็นต้องลบล้างความรู้สึกชั่วร้ายนี้ด้วยความตักวา (ความยำเกรงต่ออัลลอฮฺ) และซอบัรฺ (ความอดทน) เขาควรเกลียดชังความรู้สึกนั้น (ฮะซัด หรือความอิจฉาริษยา) ที่มีอยู่ในตัวเขา แต่สำหรับผู้ที่กระทำความผิดต่อพี่น้องของเขาด้วยคำพูดหรือการกระทำนั้นจะต้องได้รับการลงโทษจากการกระทำของเขา ส่วนผู้ที่มีความยำเกรงต่ออัลลอฮฺและมีความอดทน
(ซึ่งไม่รวมถึงหมู่คนที่กระทำผิดศีลธรรม) อัลลอฮฺจะทรงให้รางวัลแก่เขาสำหรับความตักวาของเขา (ความยำเกรงต่ออัลลอฮฺ)”

แท้จริงแล้ว อัลลอฮฺทรงรู้ยิ่ง

แปล: bint Al Islam

Read Full Post »

นักวิชาการเตาฟิก เชาษุรียฺ:: “การปรารถนาให้ใครบางคนสูญเสีย “สิ่งดีงามที่เขาได้รับ (การอำนวยพรจากอัลลอฮฺ)” เพียงเพราะว่าคุณอิจฉาพวกเขา” คือ สัญญาณที่บ่งบอกว่าคุณไม่รู้จักพระผู้เป็นเจ้าของคุณเลยสักนิด พระองค์ คืออัร ร็อซซาก พระองค์ประทานปัจจัยให้กับทุกสรรพสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างทั้งในสวนสวรรค์และผืนแผ่นดิน ทั้งกลางวันและกลางคืน ดังนั้นเหตุใดจึงปรารถนาสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่ผู้อื่นครอบครอง? อีกทั้งในท้ายที่สุดแล้ว แม้ว่าพวกเขาจะสูญเสียสิ่งที่พวกเขามีไปจริงๆ คุณก็ไม่มีทางที่จะได้ความสงบสุขใดๆ จากความสูญเสียของพวกเขา .. นั่นเป็นเพราะว่า “ความสงบสุข” ไม่ได้เกิดขึ้นมาได้ด้วย “ความอิจฉาริษยา” 

ปรับมาตรฐานความคิดของคุณให้สูงขึ้น และวิงวอนขอต่ออัลลอฮฺในสิ่งใดก็ตาม และทุกๆ สิ่งที่เหนือความคาดหวังที่กว้างไกลของคุณ .. แล้วคุณจะไม่มีความรู้สึกกังวลเกี่ยวกับสิ่งที่คนอื่นมี หรือไม่มีอีกต่อไป (อินชาอัลลอฮฺ)

Ref: Tawfique Chowdhury
แปล bint Al Islam

Read Full Post »

Older Posts »