Feeds:
Posts
Comments

Archive for the ‘ความเมตตาของอัลลอฮฺ’ Category

ในสมัยราชวงศ์อับบาสสิยะฮ์
มีสตรีท่านหนึ่งเป็นที่รู้จักกันในนามว่า สุบัยดะฮฺ หรือ อุมมุ ญะฟัรฺ ซึ่งผู้คนต่างรู้กันดีว่าเธอเป็นคนจิตใจกว้างขวางและมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่เป็นอย่างมาก

ด้วยเหตุนี้เองจึงมีชายตาบอดสองคนไปหาเธอ ที่บริเวณถนนที่เธออาศัยอยู่

หนึ่งในชายสองคนนั้นกล่าวขึ้นมาว่า “ฉันวิงวอนขอจากท่านด้วยความบริสุทธิ์ของอัลลอฮฺ”
ส่วนชายอีกคนกล่าวขึ้นมาว่า “ฉันวิงวอนขอจากท่านด้วยความบริสุทธิ์ของอุมมุ ญะฟัรฺ”

หลังจากนั้นเธอจึงได้ให้เงินจำนวน 2 ดิรฮัมกับคนที่ขอจากเธอด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ส่วนคนที่ขอเธอด้วยนามของเธอ เธอให้ไก่ย่างแก่เขาพร้อมกับสอดเงิน 10 ดิรนารเข้าไปในตัวไก่ด้วย

ดังนั้นคนที่ขอด้วยพระนามของอัลลอฮฺจึงได้น้อยกว่า
และคนที่ขอด้วยนามของอุมมุ ญะฟัรฺได้มากกว่า

ซึ่งอุมมุ ญะฟัรฺได้ทำการบริจาคให้กับชายทั้งสองคนนี้เป็นเวลา 10 วัน

วันหนึ่งอุมมุ ญะฟัรฺได้เข้าไปถามชายที่ได้ทั้งไก่และเงิน 10 ดิรนารว่า “นี่ท่านไม่ได้มีทรัพย์สินมากขึ้นหรอกหรือ”

เขาตอบเธอว่า “ไม่ครับ พอผมได้ไก่จากท่านมา ผมก็เอาไก่ตัวนั้นไปขายให้กับเพื่อนอีกคนของผมตัวละ 2 ดิรฮัม ทุกวันเลย”

เมื่อได้ยินเช่นนั้น อุมมุ ญะฟัรฺก็พูดขึ้นมาว่า “ซุบฮานั้ลลอฮฺ คนที่ขอจากอัลลอฮฺ อัลลอฮฺทรงประทานให้แก่เขา ส่วนคนที่ขอจากผู้อื่น อัลลอฮฺทรงปิดหนทางแห่งการได้รับจากเขา”

คุณรู้แล้วใช่ไหมว่า ริสกีอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์

ดังนั้นขอให้คุณวิงวอนขอจากอัลลอฮฺต่อไป
ขอให้คุณวิงวอนขอดุอาอฺจากอัลลอฮฺต่อไป
ไม่มีปัญหาใดที่จะยิ่งใหญ่เกินกว่าที่จะแก้ไขได้สำหรับพระองค์

และหากว่าอัลลอฮฺยังคงทำให้คุณต้องเผชิญอยู่กับปัญหาต่างๆมากมาย นั่นเป็นเพราะว่าพระองค์ทรงประสงค์เช่นนั้น

ขอให้คุณจำไว้ว่า หากอัลลอฮฺทรงทำให้คุณอยู่ในสถานการณ์ที่คุณเรียกมันว่า “ความวุ่นวาย” แต่ ณ ที่อัลลอฮฺ มันไม่ใช่ “ความวุ่นวาย” พระองค์ทรงต้องการให้คุณเผชิญกับมันอย่างมีเหตุผล

พระองค์ทรงต้องการให้คุณร้องขอจากพระองค์ ขอดูอาอฺจากพระองค์ ตื่นขึ้นมาตอนเช้าเพื่อทำการละหมาดต่อพระองค์ นั่นคือความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดที่สุดที่คุณจะเคยมีกับอัลลอฮฺ ในยามที่คุณมีปัญหา

อย่างไรก็ตาม ด้วยความเมตตาของอัลลอฮฺ พระองค์ยังทรงเปิดประตูไปสู่ทางออกให้แก่คุณ

เรียบเรียงจากบรรยายของมุฟตี เมงก์ หัวข้อ Jumping the gun/โดยบินติ อัลอิสลาม

รูปจากอินเตอร์เนต

image

Read Full Post »

หากใครเคยดูคลิปชายผิวคล้ำกลางทะเลทรายคนหนึ่งที่ไม่ยอมขายแกะให้กับชายสองคนที่เสนอเงินจำนวนมากมายให้เขา ด้วยเพราะความยำเกรงที่เขามีต่ออัลลอฮฺ อยากให้อ่านบทความนี้ที่สรุปมาจากบรรยายของมุฟตี อิสมาอีล เมงกฺ.. เรื่องราวดังกล่าว ไม่จบแค่นั้น ยังมีตอนต่อไป.. ขอเสนอเรื่องราวทั้งหมดอีกครั้ง สำหรับคนที่ไม่เคยดูคลิปวิดีโอดังกล่าว

มุฟตี เมงก์เล่าว่า ท่านได้ดูคลิปวิดีโอ ซึ่งมีชายชาวซูดานคนหนึ่ง สวมผ้าพันศีรษะ เขาใช้ชีวิตอยู่กลางทะเลทรายที่แสนร้อนระอุในประเทศซาอุดิอารเบีย

จากนั้นมีคนกลุ่มหนึ่งต้องการทดสอบเขา ซึ่งจะด้วยจุดประสงค์ใดก็ตามแต่ อัลลอฮฺทรงรู้ดียิ่ง

ชายชาวซูดานคนนี้ทำหน้าที่เป็นคนเลี้ยงดูแลแกะจำนวนหลายตัวกลางทะเลทราย และชายสองคนนี้ได้ขับรถเข้าไปหาชายชาวซูดานคนดังกล่าว และทักทายเขา จากนั้นก็บอกเขาว่า พวกเขาต้องการแกะ 1 ตัว ซึ่งคนเลี้ยงแกะชาวซูดานได้ปฏิเสธไปว่า เขาไม่สามารถให้แกะแก่พวกเขาได้ เพราะแกะเหล่านั้นไม่ใช่ของเขา และเขาก็ไม่ใช่เจ้าของมัน

ชายสองคนจึงให้เงื่อนไขกับเขาว่า “แล้วถ้าพวกเขาจ่ายเงินเพื่อซื้อแกะตัวนี้ล่ะ?” คนเลี้ยงแกะได้ปฏิเสธข้อเสนอ โดยให้เหตุผลว่า “ไม่ได้ แม้ว่าพวกคุณจะให้เงินผม เพราะเมื่อผมไปอยู่ในหลุมฝังศพของผม ผมต้องตอบคำถามนี้” แต่ชายสองคนยังคงพยายามต่อไปโดยแนะให้เขาบอกเจ้าของว่าแกะหายไป และเขาได้ตอบกลับไปว่า “มันไม่มีข้ออ้างที่ว่า แกะหายไปในหลุมฝังศพหรอก ผมห่วงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในหลุมฝังศพของผม เพราะมันจะมีการคิดบัญชีที่นั้น และมันเป็นการคิดบัญชีที่รุนแรง”

ชายสองคนที่ขับรถ GMC คันใหญ่แสนหรูหรา ยังคงไม่ลดละความพยายาม คนเลี้ยงแกะชาวซูดานบอกพวกเขาว่า “คุณเห็นท้องฟ้า และผืนแผ่นดินนั้นไหม มันต้องประกบเข้าหากันก่อน ผมถึงจะให้คุณได้” (ความหมายคือ มันเป็นไปไม่ได้)

ท้ายที่สุดชายสองคนจึงเสนอเงิน 200,000 ริยาล (ประมาณ 50,000 ดอลล่าห์) ให้แก่ชายชาวซูดานเพื่อซื้อแกะหนึ่งตัวที่เขาเลี้ยงมัน และบอกเขาว่า “ไม่มีใครเห็นหรอก” ช่วงเวลานี้เองที่ชายชาวซูดานชักสีหน้าแสดงความโกรธขึ้นมา และตอบว่า “ไม่มีใครเห็นหรือ! อัลลอฮฺทรงกำลังมองดูผมอยู่ คุณไม่รู้จักอัลลอฮฺหรือไง”

ดูความซื่อสัตย์ของคนเลี้ยงแกะชาวซูดานคนนี้สิ เงินเดือนของเขาน่าจะประมาณ 200 ดอลล่าห์ต่อเดือน และเขาได้รับข้อเสนอให้ขายแกะ 1 ตัวที่ไม่ใช่ของเขาถึง 200,000 ริยาล บางคนคงรับข้อเสนอนี้และขายไปเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง

แต่คุณไม่รู้หรอกว่าแผนการของอัลลอฮฺเป็นเช่นไร

จากนั้น มีสตรีท่านหนึ่งได้ดูคลิปวิดีโอนี้ และเธอตัดสินใจที่จะตามหาชายชาวซูดานคนนี้ที่สถานทูตซูดาน พวกเขาใช้เวลา 2 สัปดาห์ในการตามหาตัวและขอให้เขามายังสถานทูต และสตรีท่านนั้นได้มอบเงินจำนวน 200,000 ริยาลเป็นของขวัญให้แก่เขาสำหรับความซื่อสัตย์ของเขา อันเป็นบทเรียนแก่มุสลิมทั่วโลก… และเมื่อชายชาวซูดานได้รับเงิน เขาก็พูดขึ้นมาว่า “นี่เป็นเพราะอัลลอฮฺ” 

มันได้มีการบันทึกไว้แล้วว่า เงินจำนวน 200,000 ริยาลเป็นของเขา ซึ่งเขาสามารถได้เงินนี้มาด้วยการฉ้อฉล ด้วยความหลอกลวง แต่เขาได้เงินนี้มาด้วยเพราะความซื่อสัตย์ของเขา เขายับยั้งตัวเองจากหนทางที่หะรอม ด้วยเหตุนี้ อัลลอฮฺจึงทรงเปิดประตูแห่งความหะลาลให้แก่เขา

นั่นเป็นเพราะความยำเกรงของเขา เขารู้ว่าเขาไม่สามารถปิดบังซ่อนเร้นการกระทำของเขาจากอัลลอฮฺได้

หากคุณยำเกรงต่ออัลลอฮฺ ทุกอย่างก็จะดำเนินไปด้วยดี

อัลลอฮฺตรัสว่า “จงยำเกรงอัลลอฮฺ”

ความตักวา (ยำเกรงต่ออัลลอฮฺ) นี้ มาพร้อมกับ การตะวักกุล (การมอบหมาย ไว้วางใจในอัลลอฮฺ) ดังนั้นหากคุณไม่มี “ตะวักกุล” คุณก็ไม่มี “ตักวา”

ปัจจัยยังชีพของแต่ละคนนั้นได้ถูกกำหนดไว้แล้ว อัลลอฮฺจะประทานให้คุณแน่นอน แต่มันขึ้นอยู่กับว่าทางเลือกของคุณจะอยู่ในหนทางที่หะลาล หรือ หะรอม

สรุปเรียบเรียงจากบางส่วนของบรรยายมุฟตี อิสมาอีล เมงก์ หัวข้อ Jumping the gun/โดย บินติ อัลอิสลาม

image

รูป จาก อินเตอร์เนต

Read Full Post »

image

“แท้จริงอัลลอฮฺจะไม่ทรงอภัยโทษให้แก่การที่สิ่งหนึ่งจะถูกให้เป็นภาคีกับพระองค์ แต่พระองค์จะทรงอภัยโทษให้ซึ่งสิ่งอื่นจากนั้น สำหรับผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ และผู้ใดให้มีภาคี ขึ้นแก่อัลลอฮฺแล้ว แน่นอน เขาก็ได้หลงทางไปแล้วอย่างไกล” (ซูเราะฮฺ อันนิซาอฺ 04:116) คัดลอกจากโปรแกรมอัลกุรอาน

ที่สุดของบาปใหญ่ (ซูเราะฮฺอันนิซาอฺ 04:116)
~~~~~~~~~~~~
เขียนโดย อบู มุอาวิยะฮฺ อิสมาอีล กัมดัรฺ
แปล บินติ อัลอิสลาม

“แท้จริงอัลลอฮฺจะไม่ทรงอภัยโทษให้แก่การที่สิ่งหนึ่งจะถูกให้เป็นภาคีกับพระองค์ แต่พระองค์จะทรงอภัยโทษให้ซึ่งสิ่งอื่นจากนั้น สำหรับผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ และผู้ใดให้มีภาคี ขึ้นแก่อัลลอฮฺแล้ว แน่นอน เขาก็ได้หลงทางไปแล้วอย่างไกล” (ซูเราะฮฺ อันนิซาอฺ  04:116) คัดลอกจากโปรแกรมอัลกุรอาน

อายะฮฺนี้มักจะถูกเข้าใจผิดและถูกมองข้าม และด้วยเพราะมีความเข้าใจผิดมากมายเกี่ยวกับอายะฮฺนี้ คำอธิบายตัฟซีรฺของอายะฮฺนี้จึงจะมีความยาวกว่าปกติ

อายะฮฺนี้ยืนยันว่า “บาปที่ใหญ่ที่สุด ณ ที่อัลลอฮฺ คือ การทำชิริก” และสิ่งใดก็ตามที่เล็กน้อยกว่า การชิริกนั้นจะได้รับการอภัย โทษจากอัลลอฮฺ ซึ่งความเข้าใจผิดประการแรกเกี่ยวกับอายะฮฺนี้คือ ผู้คนมักจะเข้าใจบริบทของอายะฮฺนี้ผิดๆ ในบริบทของอายะฮฺนี้ มีความหมายว่า “อัลลอฮฺจะมิทรงอภัยโทษต่อ ‘การทำชิริก’ หากว่าบุคคลหนึ่งนั้นเสียชีวิตลงโดยไม่ได้ทำการสำนึกผิด ขออภัยโทษต่อพระองค์ (เตาบัตตัว) จากการกระทำดังกล่าว หากทว่าพระองค์จะทรงอภัยโทษให้กับบาปอื่นๆ นอกเหนือจากนี้ หากว่าบุคคลหนึ่งเสียชีวิตลงโดยไม่ได้ทำการสำนึกผิด หรือขออภัยโทษต่อพระองค์”

อายะฮฺนี้กล่าวถึง “บาปทั้งหลายที่ถูกกระทำ โดยไม่ได้มีการเตาบัต” และนี่มักจะถูกเข้าใจผิดโดยคนบางกลุ่มอยู่เป็นประจำ มากกว่าหนึ่งครั้งที่ผม (อบูมุอาวิยะฮฺ) ได้รับคำถามจากพี่น้องที่เพิ่งเข้ารับอิสลามเกี่ยวกับอายะฮฺนี้ โดยกล่าวว่า ก่อนเข้ารับอิสลาม พวกเขาได้กระทำการชิริก ดังนั้นในอายะฮฺนี้ มีความหมายว่าอัลลอฮฺจะมิทรงอภัยโทษแก่พวกเขาใช่หรือไม่? คำตอบคือ สิ่งที่พวกเขาเข้าใจนั้นไม่ใช่สิ่งที่อายะฮฺนี้ได้แจ้งแก่เรา หากทว่าการเข้ารับอิสลามนั้นได้ลบล้างความผิดที่ผ่านมาทั้งหมดก่อนหน้านี้แล้ว เพราะการเข้ารับอิสลามคือรูปแบบของการสำนึกผิด และขออภัยโทษต่ออัลลอฮฺ (เตาบัต) นั่นเอง

ความเข้าใจผิดประการที่สองเกี่ยวกับอายะฮฺนี้คือ หลายคนคิดว่า “การทำชิริก” หมายถึงการเคารพสักการะต่อรูปปั้นเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ความหมายโดยนัยของอายะฮฺนี้ยังหมายรวมถึงรูปแบบของการทำชิริกที่ชัดเจนที่บุคคลหนึ่งไม่ได้ทำการเตาบัตจากการกระทำนั้น และไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การเคารพสักการะต่อรูปปั้นเท่านั้น มันไม่ได้หมายรวมถึงสิ่งที่บุคคลแห่งเตาฮีดทำโดยที่เขาไม่รู้ว่าสิ่งนั้นคือ “ชิริก” ซึ่งการกระทำดังกล่าวอาจได้รับการอภัยโทษอันเนื่องมาจากความโง่เขลา ดังนั้นการลงโทษจะเกิดขึ้นกับผู้คนที่มีความรู้ แต่ยังคงดื้อดึงที่จะกระทำการชิริก นี่คือเหตุผลที่มุสลิมทุกคนจำต้องเพียรพยายามอย่างมากที่จะศึกษา “เตาฮีด” และศึกษาว่าความเชื่อใด และการกระทำใดที่ถือเป็นการทำชิริก

ความเข้าใจผิดที่สามเกี่ยวกับอายะฮฺนี้คือ บางคนเชื่อว่าอายะฮฺนี้กล่าวถึงบรรดาผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมเท่านั้น ไม่ได้กล่าวถึงมุสลิมคนใด ในความเป็นจริงแล้ว อายะฮฺนี้กล่าวถึงผู้ใดก็ตามที่ทำชีริก ทั้งที่รู้ว่ามันเป็นสิ่งที่ผิด และเขาก็ได้รับสาห์นแห่งอิสลามแล้ว ซึ่งรวมถึงผู้ที่กล่าวว่าเขาเป็นมุสลิม แต่ยังคงมีความเชื่อในเรื่องของชิริกและดื้อดึงในการทำชิริก และไม่ได้หมายรวมถึงผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมที่เสียชีวิตลงโดยที่เขาไม่เคยรับรู้เกี่ยวกับสัจธรรมแห่งอิสลามเลย “ผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมเช่นนี้” จะได้รับการทดสอบจากอัลลอฮฺในวันแห่งการตั่ดสิน เช่นที่มีการแจ้งไว้ในหนังสือตัฟซีรฺหลายเล่ม ด้วยเพราะอัลลอฮฺคือผู้ทรงยุติธรรมยิ่งและพระองค์จะมิทรงลงโทษผู้คนในสิ่งที่พวกเขาไม่รู้

ความเข้าใจผิดที่สี่เกี่ยวกับอายะฮฺนี้ คือ มุสลิมบางคนคิดว่า ด้วยเพราะการทำชิริกคือบาปที่ใหญ่ที่สุด ดังนั้นมันจึงให้สิทธิแก่พวกเขาในการที่จะปฏิบัติต่อผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมอย่างอธรรม และเลวร้าย ความเชื่อเช่นนี้ขัดแย้งกับคำสอนของอิสลามอย่างชัดเจน เพราะนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้เรียกร้องผู้คนสู่อิสลามด้วยความอ่อนโยนและความเมตตา นี้คือวิธีการเข้าผู้คนของท่าน ไม่ว่าพวกเขาจะนับถือศาสนาใดอยู่ก็ตาม และ “ความผิดบาปของผู้คน” ไม่ใช่เหตุผลที่พวกเขาไม่ควรได้รับสิทธิในการที่จะได้รับการปฏิบัติด้วยความเมตตาและความยุติธรรมจากเราแต่อย่างใด

เรื่องสุดท้ายที่จำต้องมีการกล่าวถึงเกี่ยวกับอายะฮฺนี้ คือ “ความสงสัย ที่เกิดขึ้นในความคิดของเยาวชนหลายคน”  การเติบโตขึ้นมาในสิ่งแวดล้อมแบบเชคิวลาร์ (มุ่งเน้นเรื่องทางโลก) มุสลิมบางคนจึงไม่สามารถเข้าใจได้ว่าทำไม “การทำชิริก” จึงเป็นสิ่งที่เลวร้ายยิ่งกว่า การข่มขืน การฆ่า การขโมย และอาชญากรรมอื่นๆ  “ความคิดมากมายของมนุษย์ ได้เป็นสาเหตุที่ทำให้มุสลิมหลายคนให้ความสำคัญต่อ “การทำชีริก” ลดลง และมองว่าการกระทำดังกล่าวไม่ใช่เรื่องใหญ่แต่อย่างใด ซึ่ง “ปัญหานี้” เกิดจากมุมมองหรือทัศนคติของเรานี่เอง ความคิดมุมมองแบบสมัยใหม่ คือ (เชื่อว่า) มนุษย์ คือสิ่งมีชีวิตที่มีความสำคัญที่สุดในการมีอยู่ และการละเมิดสิทธิมนุษย์ถือเป็นอาชญากรรมที่เลวร้ายที่สุด

แน่นอนว่า การละเมิดสิทธิใดๆ ก็ตามต่อสิ่งถูกสร้างของอัลลอฮฺ ถือเป็นบาป และเป็นสิ่งต้องห้ามในอิสลาม แต่ทว่า “การทำชีริก” ถือเป็นการละเมิดที่หนักหนากว่าสิ่งอื่นๆ ทั้งหมด เพราะ “ชีริก” คือ การละเมิดสิทธิของพระผู้ทรงสร้าง นั่นคืออัลลอฮฺ และในฐานะ ‘มุสลิม’ เราจำต้องเปลี่ยนมุมมองความคิดของเราและน้อมรับว่าอัลลอฮฺทรงยิ่งใหญ่กว่ามนุษย์ ดังนั้นการละเมิดสิทธิของอัลลอฮฺจึงรุนแรงยิ่งกว่าการละเมิดสิทธิของมนุษย์ แม้ว่าการกระทำทั้งสองรูปแบบจะผิดเหมือนกันก็ตาม ซึ่งในทางการเมือง นี่อาจจะไม่ถูกต้องนักที่จะกล่าวเช่นนี้ในโลกแห่งยุคสมัยใหม่ เพราะผู้คนต่างกำลังยัดเยียดความคิดที่ว่าทุกศาสนาเท่าเทียมกัน แต่นี่คือความจริงที่ได้รับการยืนยันโดยอัลลอฮฺ และเป็นสิ่งที่มุสลิมจำต้องเชื่อ

คุณธรรมที่แท้จริงไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ตราบใดที่เราประเมินคุณค่าของเตาฮีดต่ำ และมองว่าการทำชีริกนั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่ “เตาฮีด คือรากฐานแห่งอิสลาม และคุณธรรมเริ่มต้นจากการเติมเต็มสิทธิของอัลลอฮฺและเรียกร้องผู้อื่นให้กระทำสิ่งเดียวกัน”

แน่นอนว่า การเติมเต็มสิทธิของมนุษย์คือส่วนหนึ่งของคุณธรรม ความดีงาม หากทว่าสิทธิของอัลลอฮฺ ที่รวมถึงเตาฮีดและเศาะลาฮฺ (ละหมาด) ควรเป็นสิ่งแรกที่เราให้ความสำคัญ

Read Full Post »

image

การสำนึกผิด (ซูเราะฮฺอัลบะเกาะเราะฮฺ 02:37)
~~~~~~~~~~~~
เขียนโดย อบู มุอาวิยะฮฺ อิสมาอีล กัมดัรฺ
แปล บินติ อัลอิสลาม

“ภายหลังอาดัมได้เรียนรู้คำวิงวอนจากพระเจ้าของเขา แล้วพระองค์อภัยโทษแก่เขา แท้จริงพระองค์คือผู้ทรงอภัยโทษ ผู้ทรงเมตตาเสมอ” (ซูเราะฮฺอัลบะเกาะเราะฮฺ 02:37)

พวกเราหลายคนอาจจะรู้สีกผิดที่จะเริ่มต้นสู่การเปลี่ยนแปลงในเราะมาฎอนนี้ ด้วยเพราะจำนวนของบาปที่มากมายที่เราได้กระทำมาตลอดปี ซึ่งความรู้สึกผิดนี้ยับยั้งเราจากการพยายามอย่างสุดความสามารถของเรา และยับยั้งเราจากการทำอิบาดะฮฺต่ออัลลอฮฺให้ดีที่สุด เพราะเราอาจไม่รู้สึกถึงความเมตตาของพระองค์และการอภัยโทษของพระองค์

“การมีความรู้สึกผิดต่อความผิดบาปของเรา” ถือเป็นสิ่งที่ดี มันแสดงให้เห็นว่า “เรามีความศรัทธาและรู้ว่าสิ่งที่ทำไปนั้นเป็นสิ่งที่ผิด”  อย่างไรก็ตาม ความรู้สีกผิดที่ว่านั้นไม่ควรทำให้เราสูญสิ้นความหวังในความเมตตาของอัลลอฮฺ

เรื่องราวแรกที่ถูกบอกเล่าไว้ในอัลกุรอาน คือเรื่องราวของนบีอาดัม และชัยฏอน ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับจุดกำเนิดของมนุษย์ที่เราต่างทราบกันดี อัลลอฮฺทรงสร้างอาดัม และพระองค์ทรงบอกแก่บรรดามลาอิกะฮฺให้ทำการสูญูด (โค้งคำนับ) ต่ออาดัม หากทว่าญินตัวหนึ่งที่มีชื่อว่า “อิบลีส” กลับปฏิเสธที่จะสูญูดต่อนบีอาดัม ดังนั้นอิบลีสจึงกลายเป็นชัยฏอน (หรือซาตานมารร้าย) จากนั้นนบีอาดัมได้เข้าสู่สวนสวรรค์ และนางเฮาวาก็ถูกสร้างขึ้น จากนั้นไม่นานนักพวกท่านทั้งสองต่างก็ทำความผิดพลาด ด้วยการกินผลไม้ต้องห้าม และจากนั้นก็ถูกส่งลงมายังผืนแผ่นดิน

อายะฮฺนี้ได้แจ้งว่า หลังจากที่พวกท่านทั้งสองถูกส่งลงมายังผืนแผ่นดินแล้ว อัลลอฮฺได้ทรงสอนอาดัมถึงถ้อยคำแห่งการสำนึกผิดซึ่งมีรายละเอียดแจ้งไว้ในอัลกุรอาน และจากนั้นอัลลอฮฺก็ทรงตอบรับการขออภัยโทษของนบีอาดัมและนางเฮาวา จากนั้นก็เตือนพวกเราว่าพระองค์ทรงตอบรับทุกๆ การสำนึกผิด และพระองค์คือพระผู้ทรงเมตตายิ่ง เช่นนี้นี่เอง เรื่องราวแรกที่ถูกแจ้งไว้ในอัลกุรอาน คือหนึ่งแห่งความหวังสำหรับทุกคนที่เคยก้าวพลั้งพลาด

มนุษย์นั้นไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาให้มีความสมบูรณ์แบบ หรือปราศจากบาปใดๆ เพราะจากจุดเริ่มต้น มนุษย์ได้กระทำความผิดพลาดและฝ่าฝืนพระผู้เป็นเจ้าของพวกเขา และหนึ่งความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างคนดีและคนชั่ว คือ “การสำนึกผิด”

“การสำนึกผิด กลับเนื้อกลับตัว” คือสิ่งที่แบ่งแยก ‘ความดี’ ออกจาก ‘ความชั่ว’ “มัน” คือสิ่งที่แบ่งแยก ‘ผู้ที่รักอัลลอฮอย่างแท้จริง และต้องการความเมตตาของพระองค์’  ออกจาก ‘ผู้ที่ไม่ใส่ใจต่อพระองค์’ ซึ่ง “คนทั้งสองกลุ่มนี้” ต่างเป็นผู้กระทำบาป หากทว่าผู้กระทำบาปที่สำนึกผิดกลับเนื้อกลับตัว คือบรรดาผู้ที่อยู่บนหนทางที่ถูกต้อง

ในการเดินทางของเราที่จะมุ่งไปสู่อัลลอฮฺนั้น แน่นอนว่าเราย่อมต้องพลั้งพลาด ทำความผิดและตกหลุมพลางแห่งบาปที่เราเองก็ไม่เคยรู้ว่าเราจะสามารถทำมันลงไปได้  นี่คือส่วนหนึ่งของบททดสอบ และเป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงความเป็นมนุษย์ของเรา บททดสอบในสถานการณ์เหล่านี้ คือ “การเลือกหนทางของนบีอาดัม ซึ่งนั่นคือ การสำนึกผิด และออกห่างจากหนทางของชัยฏอน ซึ่งนั่นคือการดื้อดึงอยู่ในบาป”

ในขณะที่เราะมาฎอนได้เริ่มต้นขึ้น ขอให้พวกเราชำระล้างบาปทั้งหลายของเราที่เคยทำมาในปีก่อนๆ ด้วยการสำนึกผิดอย่างจริงใจต่ออัลลอฮฺ ซึ่งสามารถทำได้ด้วยการสำนึกในบาปของเรา และรู้สึกผิดต่อมัน วิงวอนขอการอภัยโทษจากอัลลอฮฺ และปฏิญาณตนว่าจะไม่กลับไปทำบาปนั้นอีกครั้ง และขออย่าได้กังวลเกี่ยวกับอนาคต หรือกังวลว่าเราอาจจะกลับไปทำบาปเหล่านั้นอีกครั้ง ขอให้เรามุ่งความสนใจกับปัจจุบัน เวลานี้ เพราะนี่คือเดือนแห่งความเมตตา (จากอัลลอฮฺ) ฉวยโอกาส ความดีงามจากมัน และใช้ช่วงเวลาแห่งเดือนนี้ให้เป็นประโยชน์ไปกับการสำนึกผิด กลับเนื้อกลับตัว ศึกษาอัลกุรอาน และเปลี่ยนแปลงตัวเองไปสู่การเป็นมุสลิมที่ดีกว่าเดิม ผม (อบู มุอาวิยะฮฺ) วิงวอนต่ออัลลอฮฺให้พระองค์ทรงอภัยโทษต่อบาปในอดีตทั้งหลายของเราด้วยเถิด

Read Full Post »

พวกท่านจงกลับไปยังพ่อของพวกท่าน (นบียากูบ) แล้วกล่าวว่า โอ้คุณพ่อของเรา! แท้จริงลูก
ของท่าน (บินยามิน) ขโมยและเราไม่เป็นพยานเว้นแต่ในสิ่งที่เรารู้และเรามิใช่ผู้เก็บความลับ [Quran 12 : 81 ]

และจงถามชาวเมืองซึ่งเราพำนักอยู่ในนั้นและกองคาราวานซึ่งเราเดินทางร่วมมากับมัน และแท้จริงเรานั้นเป็นผู้สัตย์จริงอย่างแน่นอน [Quran 12 : 82 ]

เขา (นบียากูบ) กล่าวว่า “แต่ว่าจิตใจของพวกเจ้าได้ตกแต่งเรื่องขึ้นเพื่อพวกเจ้า ดังนั้นการอดทนเป็นสิ่งที่ดี หวังว่าอัลลอฮฺจะทรงนำพวกเขาทั้งหมด (ยุซุฟและบินยามิน) มาหาฉัน แท้จริงพระองค์เป็นผู้ทรงรอบรู้ ผู้ทรงปรีชาญาณ” [Quran 12 : 83 ]
——————————————
ตอนนี้นบียากูบได้สูญเสียบุตรชายคนที่สองของท่าน ดูสิว่า ท่านได้รับมือกับความสูญเสียนี้เช่นไร .. ท่านรับมือกับมันด้วยความอดทนอดกลั้นและมอบหมายต่ออัลลอฮฺ โดยเชื่อว่าพระองค์จะทรงทำให้ทุกอย่างกลับมาดีอีกครั้ง ดังนั้น ไม่ว่าจะเกิดความอธรรมใดๆ ขึ้นกับคุณในชีวิตนี้ คุณก็คงรู้แล้วว่าคุณควรรับมือกับมันอย่างไรเพื่อที่จะทำให้จิตใจสงบ
——————————————
และเขา (นบียากูบ) ผินหลังให้พวกเขา (ลูกๆ คนโต) และกล่าวว่า “โอ้อนิจจา ยูซุฟเอ๋ย!” และตาทั้งสองข้างของเขามัวเนื่องจากความเศร้าโศก และเขาเป็นผู้อดกลั้น [Quran 12 : 84 ]

พวกเขากล่าวว่า “ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ ท่านยังคงรำลึกถึงยูซุฟอยู่ จนกระทั่งท่านเจ็บจวนจะตายหรือท่านจะพินาศไป” [Quran 12 : 85 ]

เขากล่าวว่า “แท้จริงฉันร้องเรียนความเศร้าสลดของฉันและความทุกข์ระทมของฉันต่ออัลลอฮฺ และฉันรู้ (เรื่องความเมตตา) จากอัลลอฮฺซึ่งพวกเจ้าไม่รู้” [Quran 12 : 86 ]
——————————————
ในอายะฮฺที่ 84 เราได้บทเรียนอย่างหนึ่งว่านบียากูบได้ข่มความโศกเศร้าจากการสูญเสียบุตรชายของท่านด้วยการเก็บกลั้นความโกรธของท่านไว้ภายใน และผลของมันก็คือ “ท่านกลายเป็นคนตาบอด”

ดังนั้น โปรดอย่าได้เก็บกดความโกรธ ความผิดหวัง ไม่พอใจไว้ภายใน

แล้วเราจะสามารถทำอะไรได้บ้างหละ? พาลใส่ภรรยาและลูกๆ หรือ?

ไม่ใช่แน่นอน แต่สิ่งที่นบียากูบทำคือ “แท้จริงฉันร้องเรียนความเศร้าสลดของฉันและความทุกข์ระทมของฉันต่ออัลลอฮฺ”

ใช่แล้วหละ ร้องเรียนความทุกข์กับอัลลอฮฺ พระองค์จะทรงรับฟัง และพระองค์จะประทานรางวัลการตอบแทนให้ และระหว่างนั้นขอให้คุณจงอดทน
————————-
จากหนังสือ Real life lessons from The Holy Quran
โดย Muhammad Bilal Lakhani
คัดลอกคำแปลอัลกุรอานจาก quran App
แปล บินติ อัลอิสลาม

*หากต้องการคัดลอกบทความ โปรดระบุแหล่งที่มา*
รูป::อินเตอร์เนต

image

Read Full Post »

นบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “อัลลอฮฺทรงมอบหมายให้มลาอิกะฮฺตนหนึ่งไว้อยู่ภายในมดลูก

และมลาอิกะฮฺจะกล่าวว่า “โอ้ พระผู้เป็นเจ้า น้ำเชื้อหยดหนึ่ง
โอ้ พระผู้เป็นเจ้า ลิ่มเลือดก้อนหนึ่ง
โอ้พระผุ้เป็นเจ้า ก้อนเนื้อชิ้นหนึ่ง”

และจากนัั้น หากอัลลอฮฺทรงประสงค์ที่จะทำให้การสร้างของเด็กน้อยนั้นสมบูรณ์

มลาอิกะฮฺก็จะกล่าวว่า “โอ้ พระผู้เป็นเจ้า เพศหญิง หรือเพศชายหรือ?
โอ้ พระผู้เป็นเจ้า เป็นคนเลว หรือคนดี (ในศาสนา) หรือ?
การดำรงชีวิตของเขาจะเป็นเช่นไรหรือ
อายุขัยของเขาคืออะไร?”

จากนั้นมลาอิกะฮฺก็จะบันทึกทั้งหมดนี้ไว้ขณะที่เด็กทารกนั้นอยู่ในมดลูกของมารดาของเขา” (เศาะฮีหฺ อัลบุคอรียฺ)

image

Read Full Post »

image

แหล่งที่มา Giving sadaqah (charity) to non-Muslims – 3854 – http://islamqa.com/en/ref/3854/helping%20non%20muslim

ถอดความ بنت الاٍسلام
 
คำถาม  

คำถามที่หนึ่ง การทำเศาะดะเกาะฮฺให้กับผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมนั้น สามารถทำได้หรือไม่

คำถามที่สอง มีบางคนที่ (เป็นไปได้ว่าเป็นมุสลิม) ขอทานโดยระบุจำนวนเงิน ตามหลักอิสลามนั้น เราควรปฏิบัติตัวในสถานการณ์นี้เช่นไร? และขอท่านช่วยชี้แจงเกี่ยวกับสถานการณ์นี้ หากว่าผู้ที่ขอทานนั้นเป็นผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมด้วย

คำถามที่สาม แล้วเราสามารถใช้กฎเกณฑ์ของ “ข้อที่หนึ่ง และข้อที่สอง” สำหรับผู้ที่ติดเหล้า หรือติดยาเสพติดได้หรือไม่ เพราะอาจเป็นไปได้ว่า พวกเขาอาจนำเงินที่ได้รับ ไปใช้ในหนทางที่ผิด

คำตอบ 

การสรรเสริญเป็นของอัลลอฮฺ

คำถามที่หนึ่ง การทำเศาะดะเกาะฮฺให้กับผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมนั้น สามารถทำได้หรือไม่ 

คำตอบ:: มันเป็นที่อนุมัติในการบริจาค นอกเหนือจากการบริจาคภาคบังคับ (ซะกาตฺ เป็นต้น) ทั้งต่อคนยากจนที่ไม่ใช่มุสลิมด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากพวกเขาเป็นญาติพี่น้อง หากแต่อยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า “พวกเขา” จะต้องไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับผู้ที่อยู่ในสภาวะทำการสงคราม (ต่อสู้) กับมุสลิม และไม่ได้มีพฤติกรรมที่ละเมิด (หรือรุกราน) อันเป็นเหตุที่ขัดขวางคุณจากการปฏิบัติต่อพวกเขาด้วยความเมตตา อัลลอฮฺตรัสว่า (ความหมายว่า)

“อัลลอฮฺมิได้ทรงห้ามพวกเจ้าในการปฏิบัติดีด้วยความยุติธรรมและความเมตตาต่อผู้ที่มิได้ต่อต้านพวกเจ้าในเรื่องของศาสนาหรือ (ผู้ที่) มิิได้ขับไล่พวกเจ้าออกจากบ้านเรือนของพวกเจ้า แท้จริงอัลลอฮฺทรงรักผู้มีความยุติธรรม แต่ว่าอัลลอฮทรงห้ามพวกเจ้าในการที่พวกจะผูกมิตรกับผู้ที่ต่อต้านพวกเจ้าในเรื่องศาสนาและขับไล่พวกเจ้าออกจากบ้านเรือนของพวกเจ้า และ (ผู้ที่) ช่วยเหลือในการขับไล่พวกเจ้า และผู้ใดผูกมิตรกับพวกเขา ชนเหล่านั้นพวกเขาเป็นผู้อธรรม”  (อัลกุรอาน 60:8-9) *คัดลอกจากอัลกุรอานแปลไทย

อัสมา บินติ อบีบักรฺ (เราะฎิยัลลอฮุ อันฮา) กล่าวว่า “มารดาของฉันพร้อมกับบิดาของท่าน มาพบฉัน และขณะนั้นท่านเป็นมุชริก (คนนอกศาสนา, ผู้ปฏิเสธศรัทธา) ซึ่งขณะนั้นเป็นช่วงเวลาที่มี “สนธิสัญญาสงบศึก” ระหว่างชาวกุร็อยซฺกับท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ฉันจึงได้สอบถามท่านเราะสูลว่า “มารดาของฉันได้มาพบฉัน และต้องการความช่วยเหลือ เช่นนั้นแล้วฉันควรรักษาความสัมพันธ์กับท่านหรือไม่” ท่านเราะสูลตอบว่า “ถูกแล้ว จงรักษาความสัมพันธ์กับนาง” (รายงานโดย บุคอรียฺ เลขที่ 2946) 

มีรายงานว่า สตรีชาวยิวคนหนึ่งได้เข้ามาขอทานจากท่านหญิงอาอิชะฮฺ (เราะฎิยัลลอฮุ อันฮา) และนางได้ให้บางสิ่งบางอย่างแก่สตรีชาวยิวคนนั้น สตรีชาวยิวจึงกล่าวต่อท่านหญิงอาอิชะฮฺว่า “ขออัลลอฮฺทรงปกป้องท่านจากการลงโทษในหลุมฝังศพด้วยเถิด” หากแต่ท่านหญิงอาอิชะฮฺไม่ชอบ (ที่ได้ยิน) เช่นนั้น เมื่อนางพบท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม นางจึงถามท่านเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว (ว่ามีการลงโทษในหลุมฝังศพหรือไม่) ท่านเราะสูลตอบว่า “ไม่” จากนั้นท่านหญิงอาอิชะฮฺเล่าว่า หากแต่ภายหลัง ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “ฉันได้รับการแจ้งมาว่า พวกท่านจะถูกทดสอบในหลุมฝังศพ” (มุสนาด อะหมัด เลขที่ 24815)

จากสองหะดีษนี้ได้บ่งชี้ให้เห็นว่า “มันเป็นที่อนุมัติที่จะทำการบริจาคต่อกาเฟรฺ (ผู้ที่ไม่ใช่มุสลิม) แต่มันไม่เป็นที่อนุมัติที่จะจ่ายซะกาตฺให้กับคนยากจนที่ไม่ใช่มุสลิม เพราะ “ซะกาตฺ” นั้นสามารถจ่ายให้กับผู้ที่เป็นมุสลิมเพื่อการใช้จ่ายเพื่อคนยากจน หรือขัดสนในหมู่มุสลิมเท่านั้น” ดังที่มีการกล่าวไว้ในอายะฮฺเกี่ยวกับการจ่ายซะกาตฺ

อิม่ามอัชชาฟิอียฺ กล่าวว่า “ไม่มีความผิดอันใดในการที่จะบริจาคให้กับ “มุชริก (คนนอกศาสนา ผู้ปฏิเสธศรัทธา)” ในรูปแบบของการกระทำ “นาฟีละฮฺ” (การกระทำที่นอกเหนือจากที่ถูกกำหนดไว้ เป็นการกระทำความดีงามแบบสมัครใจ) หากแต่เขาไม่มีสิทธิ์ในการที่จะบริจาคจาก “สิ่งที่เป็นฟัรดู (ภาคบังคับ) เช่นซะกาตฺ” อัลลอฮฺทรงยกย่องคนเหล่านี้ โดยตรัสว่า “และพวกเขาให้อาหารเนื่องด้วยความรักต่อพระองค์แก่คนยากจน เด็กกำพร้าและเชลยศึก” (อัลกุรอาน 76:8) (กิตาบ อัลอุมมฺ ภาคที่สอง)

การบริจาคต่อมุสลิมที่ยากจนนั้นเป็นสิ่งที่ดีกว่าและสมควรกระทำมากกว่า เพราะการใช้จ่ายทรัพย์แก่พวกเขานั้น เป็นการช่วยให้พวกเขานั้นมีความเชื่อฟังต่ออัลลอฮฺ อีกทั้งยังเป็นการช่วยเหลือพวกเขาในเรื่องของกิจการทางโลกและทางศาสนาอีกด้วย และสิ่งนี้เป็นการช่วยทำให้ความสัมพันธ์ในหมู่มุสลิมนั้นมีความแข็งแกร่งมั่นคงมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  ในปัจจุบันนี้ “คนยากจนในหมู่มุสลิม” นั้นมีจำนวนมากยิ่งกว่า “คนร่ำรวย” และอัลลอฮฺคือผู้ที่เราทรงขอความช่วยเหลือ

คำถามที่สอง มีบางคนที่ (เป็นไปได้ว่าเป็นมุสลิม) ขอทานโดยระบุจำนวนเงิน ตามหลักอิสลามนั้น เราควรปฏิบัติตัวในสถานการณ์นี้เช่นไร? และขอท่านช่วยชี้แจงเกี่ยวกับสถานการณ์นี้ หากว่าผู้ที่ขอทานนั้นเป็นผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมด้วย

คำตอบ:: หากผู้ที่ขอเงินนั้นเป็นมุสลิม และมีความจำเป็น (ที่จะต้องใช้เงิน) จริงๆ ดังนั้นคุณก็ควรบริจาคให้แก่เขาตามความสามารถของคุณ และกฎเกณฑ์นี้ก็ใช้กับผู้ที่มิใช่มุสลิมด้วยเช่นกัน
 
หากแต่มันเป็นการดีกว่าสำหรับ “มุสลิมที่กำลังขัดสน” ที่จะละเว้นจากการขอทานตามถนน หากพวกเขาไม่มีทางเลือก พวกเขาก็ควรจะไปที่องค์กรการกุศลของอิสลามซึ่งมีช่องทางการบริจาค ให้ความช่วยเหลือผู้ที่ยากจนและขัดสน และเช่นเดียวกันสำหรับผู้ที่ประสงค์ที่จะทำการบริจาคก็สามารถติดต่อกับองค์กรการกุศลที่น่าเชื่อถือได้ เพื่อที่ว่า “ทรัพย์สินที่บริจาค” จะตกไปถึงมือผู้ที่สมควรได้รับการบริจาคนั้น
 
คำถามที่สาม แล้วเราสามารถใช้กฎเกณฑ์ของ “ข้อที่หนึ่ง และข้อที่สอง” สำหรับผู้ที่ติดเหล้า หรือติดยาเสพติดได้หรือไม่ เพราะอาจเป็นไปได้ว่า พวกเขาอาจนำเงินที่ได้รับไปใช้ในหนทางที่ผิด

คำตอบ:: หากผู้ที่ขอเงินนั้น “ไม่ว่าจะเป็นมุสลิมหรือกาเฟรฺก็ตาม” ขอรับบริจาคเพื่อไปกระทำสิ่งที่เป็นบาป หรือซื้อสิ่งของที่หะรอม หรือเขาจะใช้จ่ายเงินนั้นไปเพื่อการช่วยเหลือกิจการหรือการกระทำที่หะรอม เช่นนั้นมันไม่เป็นที่อนุมัติในการที่จะบริจาคให้แก่เขา เพราะการกระทำเช่นนั้น หมายความว่า  อัลลอฮฺตรัสว่า

“จงช่วยเหลือกันในสิ่งที่เป็นคุณธรรม และความยำเกรง และจงอย่าช่วยกันในสิ่งที่เป็นบาป และเป็นศัตรูกันและพึงกลัวเกรงอัลลอฮ์เถิด แท้จริงอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงรุนแรงในการลงโทษ” (อัลกุรอาน 5:2) *คัดลอกจากอัลกุรอานแปลไทย

และอัลลอฮฺทรงรู้ดียิ่ง 

Islam Q&A
ชัยคฺมุหัมมัด ศอลีฮฺ อัลมุนัจญิด

 

Read Full Post »

« Newer Posts - Older Posts »

%d bloggers like this: