Feeds:
Posts
Comments

Archive for the ‘ความเมตตาของอัลลอฮฺ’ Category

image

การสำนึกผิด (ซูเราะฮฺอัลบะเกาะเราะฮฺ 02:37)
~~~~~~~~~~~~
เขียนโดย อบู มุอาวิยะฮฺ อิสมาอีล กัมดัรฺ
แปล บินติ อัลอิสลาม

“ภายหลังอาดัมได้เรียนรู้คำวิงวอนจากพระเจ้าของเขา แล้วพระองค์อภัยโทษแก่เขา แท้จริงพระองค์คือผู้ทรงอภัยโทษ ผู้ทรงเมตตาเสมอ” (ซูเราะฮฺอัลบะเกาะเราะฮฺ 02:37)

พวกเราหลายคนอาจจะรู้สีกผิดที่จะเริ่มต้นสู่การเปลี่ยนแปลงในเราะมาฎอนนี้ ด้วยเพราะจำนวนของบาปที่มากมายที่เราได้กระทำมาตลอดปี ซึ่งความรู้สึกผิดนี้ยับยั้งเราจากการพยายามอย่างสุดความสามารถของเรา และยับยั้งเราจากการทำอิบาดะฮฺต่ออัลลอฮฺให้ดีที่สุด เพราะเราอาจไม่รู้สึกถึงความเมตตาของพระองค์และการอภัยโทษของพระองค์

“การมีความรู้สึกผิดต่อความผิดบาปของเรา” ถือเป็นสิ่งที่ดี มันแสดงให้เห็นว่า “เรามีความศรัทธาและรู้ว่าสิ่งที่ทำไปนั้นเป็นสิ่งที่ผิด”  อย่างไรก็ตาม ความรู้สีกผิดที่ว่านั้นไม่ควรทำให้เราสูญสิ้นความหวังในความเมตตาของอัลลอฮฺ

เรื่องราวแรกที่ถูกบอกเล่าไว้ในอัลกุรอาน คือเรื่องราวของนบีอาดัม และชัยฏอน ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับจุดกำเนิดของมนุษย์ที่เราต่างทราบกันดี อัลลอฮฺทรงสร้างอาดัม และพระองค์ทรงบอกแก่บรรดามลาอิกะฮฺให้ทำการสูญูด (โค้งคำนับ) ต่ออาดัม หากทว่าญินตัวหนึ่งที่มีชื่อว่า “อิบลีส” กลับปฏิเสธที่จะสูญูดต่อนบีอาดัม ดังนั้นอิบลีสจึงกลายเป็นชัยฏอน (หรือซาตานมารร้าย) จากนั้นนบีอาดัมได้เข้าสู่สวนสวรรค์ และนางเฮาวาก็ถูกสร้างขึ้น จากนั้นไม่นานนักพวกท่านทั้งสองต่างก็ทำความผิดพลาด ด้วยการกินผลไม้ต้องห้าม และจากนั้นก็ถูกส่งลงมายังผืนแผ่นดิน

อายะฮฺนี้ได้แจ้งว่า หลังจากที่พวกท่านทั้งสองถูกส่งลงมายังผืนแผ่นดินแล้ว อัลลอฮฺได้ทรงสอนอาดัมถึงถ้อยคำแห่งการสำนึกผิดซึ่งมีรายละเอียดแจ้งไว้ในอัลกุรอาน และจากนั้นอัลลอฮฺก็ทรงตอบรับการขออภัยโทษของนบีอาดัมและนางเฮาวา จากนั้นก็เตือนพวกเราว่าพระองค์ทรงตอบรับทุกๆ การสำนึกผิด และพระองค์คือพระผู้ทรงเมตตายิ่ง เช่นนี้นี่เอง เรื่องราวแรกที่ถูกแจ้งไว้ในอัลกุรอาน คือหนึ่งแห่งความหวังสำหรับทุกคนที่เคยก้าวพลั้งพลาด

มนุษย์นั้นไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาให้มีความสมบูรณ์แบบ หรือปราศจากบาปใดๆ เพราะจากจุดเริ่มต้น มนุษย์ได้กระทำความผิดพลาดและฝ่าฝืนพระผู้เป็นเจ้าของพวกเขา และหนึ่งความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างคนดีและคนชั่ว คือ “การสำนึกผิด”

“การสำนึกผิด กลับเนื้อกลับตัว” คือสิ่งที่แบ่งแยก ‘ความดี’ ออกจาก ‘ความชั่ว’ “มัน” คือสิ่งที่แบ่งแยก ‘ผู้ที่รักอัลลอฮอย่างแท้จริง และต้องการความเมตตาของพระองค์’  ออกจาก ‘ผู้ที่ไม่ใส่ใจต่อพระองค์’ ซึ่ง “คนทั้งสองกลุ่มนี้” ต่างเป็นผู้กระทำบาป หากทว่าผู้กระทำบาปที่สำนึกผิดกลับเนื้อกลับตัว คือบรรดาผู้ที่อยู่บนหนทางที่ถูกต้อง

ในการเดินทางของเราที่จะมุ่งไปสู่อัลลอฮฺนั้น แน่นอนว่าเราย่อมต้องพลั้งพลาด ทำความผิดและตกหลุมพลางแห่งบาปที่เราเองก็ไม่เคยรู้ว่าเราจะสามารถทำมันลงไปได้  นี่คือส่วนหนึ่งของบททดสอบ และเป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงความเป็นมนุษย์ของเรา บททดสอบในสถานการณ์เหล่านี้ คือ “การเลือกหนทางของนบีอาดัม ซึ่งนั่นคือ การสำนึกผิด และออกห่างจากหนทางของชัยฏอน ซึ่งนั่นคือการดื้อดึงอยู่ในบาป”

ในขณะที่เราะมาฎอนได้เริ่มต้นขึ้น ขอให้พวกเราชำระล้างบาปทั้งหลายของเราที่เคยทำมาในปีก่อนๆ ด้วยการสำนึกผิดอย่างจริงใจต่ออัลลอฮฺ ซึ่งสามารถทำได้ด้วยการสำนึกในบาปของเรา และรู้สึกผิดต่อมัน วิงวอนขอการอภัยโทษจากอัลลอฮฺ และปฏิญาณตนว่าจะไม่กลับไปทำบาปนั้นอีกครั้ง และขออย่าได้กังวลเกี่ยวกับอนาคต หรือกังวลว่าเราอาจจะกลับไปทำบาปเหล่านั้นอีกครั้ง ขอให้เรามุ่งความสนใจกับปัจจุบัน เวลานี้ เพราะนี่คือเดือนแห่งความเมตตา (จากอัลลอฮฺ) ฉวยโอกาส ความดีงามจากมัน และใช้ช่วงเวลาแห่งเดือนนี้ให้เป็นประโยชน์ไปกับการสำนึกผิด กลับเนื้อกลับตัว ศึกษาอัลกุรอาน และเปลี่ยนแปลงตัวเองไปสู่การเป็นมุสลิมที่ดีกว่าเดิม ผม (อบู มุอาวิยะฮฺ) วิงวอนต่ออัลลอฮฺให้พระองค์ทรงอภัยโทษต่อบาปในอดีตทั้งหลายของเราด้วยเถิด

Read Full Post »

พวกท่านจงกลับไปยังพ่อของพวกท่าน (นบียากูบ) แล้วกล่าวว่า โอ้คุณพ่อของเรา! แท้จริงลูก
ของท่าน (บินยามิน) ขโมยและเราไม่เป็นพยานเว้นแต่ในสิ่งที่เรารู้และเรามิใช่ผู้เก็บความลับ [Quran 12 : 81 ]

และจงถามชาวเมืองซึ่งเราพำนักอยู่ในนั้นและกองคาราวานซึ่งเราเดินทางร่วมมากับมัน และแท้จริงเรานั้นเป็นผู้สัตย์จริงอย่างแน่นอน [Quran 12 : 82 ]

เขา (นบียากูบ) กล่าวว่า “แต่ว่าจิตใจของพวกเจ้าได้ตกแต่งเรื่องขึ้นเพื่อพวกเจ้า ดังนั้นการอดทนเป็นสิ่งที่ดี หวังว่าอัลลอฮฺจะทรงนำพวกเขาทั้งหมด (ยุซุฟและบินยามิน) มาหาฉัน แท้จริงพระองค์เป็นผู้ทรงรอบรู้ ผู้ทรงปรีชาญาณ” [Quran 12 : 83 ]
——————————————
ตอนนี้นบียากูบได้สูญเสียบุตรชายคนที่สองของท่าน ดูสิว่า ท่านได้รับมือกับความสูญเสียนี้เช่นไร .. ท่านรับมือกับมันด้วยความอดทนอดกลั้นและมอบหมายต่ออัลลอฮฺ โดยเชื่อว่าพระองค์จะทรงทำให้ทุกอย่างกลับมาดีอีกครั้ง ดังนั้น ไม่ว่าจะเกิดความอธรรมใดๆ ขึ้นกับคุณในชีวิตนี้ คุณก็คงรู้แล้วว่าคุณควรรับมือกับมันอย่างไรเพื่อที่จะทำให้จิตใจสงบ
——————————————
และเขา (นบียากูบ) ผินหลังให้พวกเขา (ลูกๆ คนโต) และกล่าวว่า “โอ้อนิจจา ยูซุฟเอ๋ย!” และตาทั้งสองข้างของเขามัวเนื่องจากความเศร้าโศก และเขาเป็นผู้อดกลั้น [Quran 12 : 84 ]

พวกเขากล่าวว่า “ขอสาบานต่ออัลลอฮฺ ท่านยังคงรำลึกถึงยูซุฟอยู่ จนกระทั่งท่านเจ็บจวนจะตายหรือท่านจะพินาศไป” [Quran 12 : 85 ]

เขากล่าวว่า “แท้จริงฉันร้องเรียนความเศร้าสลดของฉันและความทุกข์ระทมของฉันต่ออัลลอฮฺ และฉันรู้ (เรื่องความเมตตา) จากอัลลอฮฺซึ่งพวกเจ้าไม่รู้” [Quran 12 : 86 ]
——————————————
ในอายะฮฺที่ 84 เราได้บทเรียนอย่างหนึ่งว่านบียากูบได้ข่มความโศกเศร้าจากการสูญเสียบุตรชายของท่านด้วยการเก็บกลั้นความโกรธของท่านไว้ภายใน และผลของมันก็คือ “ท่านกลายเป็นคนตาบอด”

ดังนั้น โปรดอย่าได้เก็บกดความโกรธ ความผิดหวัง ไม่พอใจไว้ภายใน

แล้วเราจะสามารถทำอะไรได้บ้างหละ? พาลใส่ภรรยาและลูกๆ หรือ?

ไม่ใช่แน่นอน แต่สิ่งที่นบียากูบทำคือ “แท้จริงฉันร้องเรียนความเศร้าสลดของฉันและความทุกข์ระทมของฉันต่ออัลลอฮฺ”

ใช่แล้วหละ ร้องเรียนความทุกข์กับอัลลอฮฺ พระองค์จะทรงรับฟัง และพระองค์จะประทานรางวัลการตอบแทนให้ และระหว่างนั้นขอให้คุณจงอดทน
————————-
จากหนังสือ Real life lessons from The Holy Quran
โดย Muhammad Bilal Lakhani
คัดลอกคำแปลอัลกุรอานจาก quran App
แปล บินติ อัลอิสลาม

*หากต้องการคัดลอกบทความ โปรดระบุแหล่งที่มา*
รูป::อินเตอร์เนต

image

Read Full Post »

นบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “อัลลอฮฺทรงมอบหมายให้มลาอิกะฮฺตนหนึ่งไว้อยู่ภายในมดลูก

และมลาอิกะฮฺจะกล่าวว่า “โอ้ พระผู้เป็นเจ้า น้ำเชื้อหยดหนึ่ง
โอ้ พระผู้เป็นเจ้า ลิ่มเลือดก้อนหนึ่ง
โอ้พระผุ้เป็นเจ้า ก้อนเนื้อชิ้นหนึ่ง”

และจากนัั้น หากอัลลอฮฺทรงประสงค์ที่จะทำให้การสร้างของเด็กน้อยนั้นสมบูรณ์

มลาอิกะฮฺก็จะกล่าวว่า “โอ้ พระผู้เป็นเจ้า เพศหญิง หรือเพศชายหรือ?
โอ้ พระผู้เป็นเจ้า เป็นคนเลว หรือคนดี (ในศาสนา) หรือ?
การดำรงชีวิตของเขาจะเป็นเช่นไรหรือ
อายุขัยของเขาคืออะไร?”

จากนั้นมลาอิกะฮฺก็จะบันทึกทั้งหมดนี้ไว้ขณะที่เด็กทารกนั้นอยู่ในมดลูกของมารดาของเขา” (เศาะฮีหฺ อัลบุคอรียฺ)

image

Read Full Post »

image

แหล่งที่มา Giving sadaqah (charity) to non-Muslims – 3854 – http://islamqa.com/en/ref/3854/helping%20non%20muslim

ถอดความ بنت الاٍسلام
 
คำถาม  

คำถามที่หนึ่ง การทำเศาะดะเกาะฮฺให้กับผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมนั้น สามารถทำได้หรือไม่

คำถามที่สอง มีบางคนที่ (เป็นไปได้ว่าเป็นมุสลิม) ขอทานโดยระบุจำนวนเงิน ตามหลักอิสลามนั้น เราควรปฏิบัติตัวในสถานการณ์นี้เช่นไร? และขอท่านช่วยชี้แจงเกี่ยวกับสถานการณ์นี้ หากว่าผู้ที่ขอทานนั้นเป็นผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมด้วย

คำถามที่สาม แล้วเราสามารถใช้กฎเกณฑ์ของ “ข้อที่หนึ่ง และข้อที่สอง” สำหรับผู้ที่ติดเหล้า หรือติดยาเสพติดได้หรือไม่ เพราะอาจเป็นไปได้ว่า พวกเขาอาจนำเงินที่ได้รับ ไปใช้ในหนทางที่ผิด

คำตอบ 

การสรรเสริญเป็นของอัลลอฮฺ

คำถามที่หนึ่ง การทำเศาะดะเกาะฮฺให้กับผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมนั้น สามารถทำได้หรือไม่ 

คำตอบ:: มันเป็นที่อนุมัติในการบริจาค นอกเหนือจากการบริจาคภาคบังคับ (ซะกาตฺ เป็นต้น) ทั้งต่อคนยากจนที่ไม่ใช่มุสลิมด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากพวกเขาเป็นญาติพี่น้อง หากแต่อยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า “พวกเขา” จะต้องไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับผู้ที่อยู่ในสภาวะทำการสงคราม (ต่อสู้) กับมุสลิม และไม่ได้มีพฤติกรรมที่ละเมิด (หรือรุกราน) อันเป็นเหตุที่ขัดขวางคุณจากการปฏิบัติต่อพวกเขาด้วยความเมตตา อัลลอฮฺตรัสว่า (ความหมายว่า)

“อัลลอฮฺมิได้ทรงห้ามพวกเจ้าในการปฏิบัติดีด้วยความยุติธรรมและความเมตตาต่อผู้ที่มิได้ต่อต้านพวกเจ้าในเรื่องของศาสนาหรือ (ผู้ที่) มิิได้ขับไล่พวกเจ้าออกจากบ้านเรือนของพวกเจ้า แท้จริงอัลลอฮฺทรงรักผู้มีความยุติธรรม แต่ว่าอัลลอฮทรงห้ามพวกเจ้าในการที่พวกจะผูกมิตรกับผู้ที่ต่อต้านพวกเจ้าในเรื่องศาสนาและขับไล่พวกเจ้าออกจากบ้านเรือนของพวกเจ้า และ (ผู้ที่) ช่วยเหลือในการขับไล่พวกเจ้า และผู้ใดผูกมิตรกับพวกเขา ชนเหล่านั้นพวกเขาเป็นผู้อธรรม”  (อัลกุรอาน 60:8-9) *คัดลอกจากอัลกุรอานแปลไทย

อัสมา บินติ อบีบักรฺ (เราะฎิยัลลอฮุ อันฮา) กล่าวว่า “มารดาของฉันพร้อมกับบิดาของท่าน มาพบฉัน และขณะนั้นท่านเป็นมุชริก (คนนอกศาสนา, ผู้ปฏิเสธศรัทธา) ซึ่งขณะนั้นเป็นช่วงเวลาที่มี “สนธิสัญญาสงบศึก” ระหว่างชาวกุร็อยซฺกับท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ฉันจึงได้สอบถามท่านเราะสูลว่า “มารดาของฉันได้มาพบฉัน และต้องการความช่วยเหลือ เช่นนั้นแล้วฉันควรรักษาความสัมพันธ์กับท่านหรือไม่” ท่านเราะสูลตอบว่า “ถูกแล้ว จงรักษาความสัมพันธ์กับนาง” (รายงานโดย บุคอรียฺ เลขที่ 2946) 

มีรายงานว่า สตรีชาวยิวคนหนึ่งได้เข้ามาขอทานจากท่านหญิงอาอิชะฮฺ (เราะฎิยัลลอฮุ อันฮา) และนางได้ให้บางสิ่งบางอย่างแก่สตรีชาวยิวคนนั้น สตรีชาวยิวจึงกล่าวต่อท่านหญิงอาอิชะฮฺว่า “ขออัลลอฮฺทรงปกป้องท่านจากการลงโทษในหลุมฝังศพด้วยเถิด” หากแต่ท่านหญิงอาอิชะฮฺไม่ชอบ (ที่ได้ยิน) เช่นนั้น เมื่อนางพบท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม นางจึงถามท่านเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว (ว่ามีการลงโทษในหลุมฝังศพหรือไม่) ท่านเราะสูลตอบว่า “ไม่” จากนั้นท่านหญิงอาอิชะฮฺเล่าว่า หากแต่ภายหลัง ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “ฉันได้รับการแจ้งมาว่า พวกท่านจะถูกทดสอบในหลุมฝังศพ” (มุสนาด อะหมัด เลขที่ 24815)

จากสองหะดีษนี้ได้บ่งชี้ให้เห็นว่า “มันเป็นที่อนุมัติที่จะทำการบริจาคต่อกาเฟรฺ (ผู้ที่ไม่ใช่มุสลิม) แต่มันไม่เป็นที่อนุมัติที่จะจ่ายซะกาตฺให้กับคนยากจนที่ไม่ใช่มุสลิม เพราะ “ซะกาตฺ” นั้นสามารถจ่ายให้กับผู้ที่เป็นมุสลิมเพื่อการใช้จ่ายเพื่อคนยากจน หรือขัดสนในหมู่มุสลิมเท่านั้น” ดังที่มีการกล่าวไว้ในอายะฮฺเกี่ยวกับการจ่ายซะกาตฺ

อิม่ามอัชชาฟิอียฺ กล่าวว่า “ไม่มีความผิดอันใดในการที่จะบริจาคให้กับ “มุชริก (คนนอกศาสนา ผู้ปฏิเสธศรัทธา)” ในรูปแบบของการกระทำ “นาฟีละฮฺ” (การกระทำที่นอกเหนือจากที่ถูกกำหนดไว้ เป็นการกระทำความดีงามแบบสมัครใจ) หากแต่เขาไม่มีสิทธิ์ในการที่จะบริจาคจาก “สิ่งที่เป็นฟัรดู (ภาคบังคับ) เช่นซะกาตฺ” อัลลอฮฺทรงยกย่องคนเหล่านี้ โดยตรัสว่า “และพวกเขาให้อาหารเนื่องด้วยความรักต่อพระองค์แก่คนยากจน เด็กกำพร้าและเชลยศึก” (อัลกุรอาน 76:8) (กิตาบ อัลอุมมฺ ภาคที่สอง)

การบริจาคต่อมุสลิมที่ยากจนนั้นเป็นสิ่งที่ดีกว่าและสมควรกระทำมากกว่า เพราะการใช้จ่ายทรัพย์แก่พวกเขานั้น เป็นการช่วยให้พวกเขานั้นมีความเชื่อฟังต่ออัลลอฮฺ อีกทั้งยังเป็นการช่วยเหลือพวกเขาในเรื่องของกิจการทางโลกและทางศาสนาอีกด้วย และสิ่งนี้เป็นการช่วยทำให้ความสัมพันธ์ในหมู่มุสลิมนั้นมีความแข็งแกร่งมั่นคงมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  ในปัจจุบันนี้ “คนยากจนในหมู่มุสลิม” นั้นมีจำนวนมากยิ่งกว่า “คนร่ำรวย” และอัลลอฮฺคือผู้ที่เราทรงขอความช่วยเหลือ

คำถามที่สอง มีบางคนที่ (เป็นไปได้ว่าเป็นมุสลิม) ขอทานโดยระบุจำนวนเงิน ตามหลักอิสลามนั้น เราควรปฏิบัติตัวในสถานการณ์นี้เช่นไร? และขอท่านช่วยชี้แจงเกี่ยวกับสถานการณ์นี้ หากว่าผู้ที่ขอทานนั้นเป็นผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมด้วย

คำตอบ:: หากผู้ที่ขอเงินนั้นเป็นมุสลิม และมีความจำเป็น (ที่จะต้องใช้เงิน) จริงๆ ดังนั้นคุณก็ควรบริจาคให้แก่เขาตามความสามารถของคุณ และกฎเกณฑ์นี้ก็ใช้กับผู้ที่มิใช่มุสลิมด้วยเช่นกัน
 
หากแต่มันเป็นการดีกว่าสำหรับ “มุสลิมที่กำลังขัดสน” ที่จะละเว้นจากการขอทานตามถนน หากพวกเขาไม่มีทางเลือก พวกเขาก็ควรจะไปที่องค์กรการกุศลของอิสลามซึ่งมีช่องทางการบริจาค ให้ความช่วยเหลือผู้ที่ยากจนและขัดสน และเช่นเดียวกันสำหรับผู้ที่ประสงค์ที่จะทำการบริจาคก็สามารถติดต่อกับองค์กรการกุศลที่น่าเชื่อถือได้ เพื่อที่ว่า “ทรัพย์สินที่บริจาค” จะตกไปถึงมือผู้ที่สมควรได้รับการบริจาคนั้น
 
คำถามที่สาม แล้วเราสามารถใช้กฎเกณฑ์ของ “ข้อที่หนึ่ง และข้อที่สอง” สำหรับผู้ที่ติดเหล้า หรือติดยาเสพติดได้หรือไม่ เพราะอาจเป็นไปได้ว่า พวกเขาอาจนำเงินที่ได้รับไปใช้ในหนทางที่ผิด

คำตอบ:: หากผู้ที่ขอเงินนั้น “ไม่ว่าจะเป็นมุสลิมหรือกาเฟรฺก็ตาม” ขอรับบริจาคเพื่อไปกระทำสิ่งที่เป็นบาป หรือซื้อสิ่งของที่หะรอม หรือเขาจะใช้จ่ายเงินนั้นไปเพื่อการช่วยเหลือกิจการหรือการกระทำที่หะรอม เช่นนั้นมันไม่เป็นที่อนุมัติในการที่จะบริจาคให้แก่เขา เพราะการกระทำเช่นนั้น หมายความว่า  อัลลอฮฺตรัสว่า

“จงช่วยเหลือกันในสิ่งที่เป็นคุณธรรม และความยำเกรง และจงอย่าช่วยกันในสิ่งที่เป็นบาป และเป็นศัตรูกันและพึงกลัวเกรงอัลลอฮ์เถิด แท้จริงอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงรุนแรงในการลงโทษ” (อัลกุรอาน 5:2) *คัดลอกจากอัลกุรอานแปลไทย

และอัลลอฮฺทรงรู้ดียิ่ง 

Islam Q&A
ชัยคฺมุหัมมัด ศอลีฮฺ อัลมุนัจญิด

 

Read Full Post »

 franz_schumacher_02

รูป อินเตอร์เน็ต

แหล่งที่มา บทความ “Test From Allah” www islamtoday com
เขียนโดย ชัยคฺคอลิด หุซัยนฺ
ถอดความ บินติ อัลอิสลาม คัดลอกคำแปลอัลกุรอาน มาจากอัลกุรอานแปลไทย

อัลลอฮฺ ตะอาลาทรงแจ้งแก่ประชาชาติของพระองค์ว่า “มนุษย์ทุกคนต่างต้องได้รับการทดสอบ” และพระองค์ยังทรงแจ้งให้ทราบอย่างชัดเจนถึง “สิ่งที่พระองค์คาดหวังจากมนุษย์ เมื่อเขาต้องเผชิญกับบททดสอบเหล่านั้น” รวมไปถึง “ผลตอบแทนที่มนุษย์จะได้รับ หากเขามีความอดทนและสามารถผ่านพ้นกับบททดสอบต่างๆ ไปได้”

พระองค์ตรัสว่า “และแน่นอน เราจะทดสอบสูเจ้าโดยการให้สูเจ้าอยู่ในความกลัวและความหิว และโดยการให้สูญเสียทรัพย์สิน ชีวิตและพืชผล และจงแจ้งข่าวดีแก่บรรดาผู้ที่อดทน คือบรรดาผู้ที่เมื่อมีเคราะห์ร้ายมาประสบแก่พวกเขา พวกเขาก็กล่าวว่า แท้จริงพวกเรา เป็นกรรมสิทธิ์ของอัลลอฮ์ และแท้จริงพวกเราจะกลับไปยังพระองค์” (ซูเราะฮฺอัล บะเกาะเราะฮฺ 2.155-156) www alquran-thai com

ท่านศาสนทูตมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้กล่าวว่า “ไม่มีซึ่งความเหนื่อยล้า ความเจ็บป่วย ความกังวล ความทุกข์ใจ ความเสียหายและความโศกเศร้าใดๆ ที่จะสร้างความทุกข์ทรมานแก่มุสลิมคนใดได้ แม้แต่การทิ่มแทงของหนาม เว้นเสียแต่ว่าอัลลอฮฺทรงลบล้างความผิดให้แก่เขาด้วยสิ่งนั้น”(เศาะหีฮฺ อัลบุคอรีย์ และเศาะหีฮฺ มุสลิม)

มีการรายงานอีกว่า “ศาสนทูตมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้กล่าวว่า “ไม่มีมุสลิมคนใดที่จะได้รับความทุกข์ทรมานจากอันตรายใดๆ ไม่ว่าจะเป็นการถูกหนามทิ่มแทงหรือสิ่งอื่นใดที่เลวร้ายกว่านั้น เว้นเสียแต่ว่าอัลลอฮฺทรงลบล้างความชั่วของเขาในบัญชี และบาปของเขาจะตกลงมาจากตัวเขาดังเช่นใบไม้ที่ล่วงหล่นจากต้นไม้” (เศาะหีฮฺ อัลบุคอรียฺ)

ศาสนทูตมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้กล่าวว่า “เมื่ออัลลอฮฺทรงปรารถนาให้บ่าวของพระองค์ได้รับความดี พระองค์จะทรงทดสอบเขาด้วยความทุกข์ยาก” (เศาะหีฮฺอัลบุคอรียฺ)

มุสลิมนั้นอาจจะได้รับการทดสอบจากความยากลำบากหลายอย่างเช่นความเจ็บป่วย การขาดแคลนในทรัพย์สินและความดื้อรั้นของลูกๆ ของเขา — จริงอยู่ว่า บางครั้งความทุกข์ยากต่างๆ ที่รุมล้อมเขานั้นอาจจะมากเกินกว่าเขาจะรับได้ ** ด้วยเหตุนี้ศาสนทูตมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม จึงได้เน้นย้ำอยู่เสมอว่า “ไม่มีซึ่งความเหนื่อยล้า ความเจ็บป่วยความกังวล ความทุกข์ใจ ความเสียหายและความโศกเศร้าใดๆ ที่จะสร้างความทรมานแก่มุสลิมคนใดได้ แม้แต่การทิ่มแทงของหนาม”

หากผู้ศรัทธานั้นเพียรอดทนต่อทุกๆ ความยากลำบากที่ประสบแก่เขา อัลลอฮฺจะทรงประทานแก่เขาซึ่งการอภัยโทษของพระองค์เป็นการตอบแทน

มนุษย์ทุกคนต่างได้รับการทดสอบจากพระองค์ พระองค์ทรงทดสอบเราด้วยวิธีการที่ต่างกัน เราจึงไม่ควรคิดเอาเองว่า “ความยากลำบากต่างๆ ที่เราได้ประสบในชีวิต” นั้นเป็นการลงโทษของพระองค์ หรือเป็นสัญญาณว่าพระองค์ทรงโกรธเรา อีกทั้งเราก็ไม่ควรที่จะตีความไปเองว่า “ความสำเร็จและความสุขสบายที่ผู้อื่นได้รับ”นั้นเป็นสัญญาณว่าอัลลอฮฺทรงพอใจในพวกเขา หรือว่าพวกเขานั้นเป็นผู้ได้รับสิทธิพิเศษจากพระองค์ เพราะในบางครั้งความจริงคือสิ่งที่ตรงข้ามกัน”

ศาสนทูตมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้กล่าวว่า “หากอัลลอฮฺทรงปรารถนาให้บ่าวของพระองค์ได้รับซึ่งความดีงาม พระองค์จะรีบลงโทษเขาในโลก (ดุนยา) นี้ และหากพระองค์ประสงค์แก่เขาซึ่งความเจ็บปวด พระองค์จะทรงชะลอการลงโทษในบาปของเขาไว้ เพื่อที่พระองค์จะทรงทำการลงโทษเขาอย่างเต็มที่ในวันแห่งการตัดสิน”

อัลลอฮฺทรงให้ความชัดเจนแก่เราว่าทุกๆ สิ่งในชีวิตของเรานั้น ไม่ว่าจะเป็นความดีหรือความชั่ว ต่างเป็นบททดสอบแก่เรา –

เช่นนั้นแล้ว เราจะรับมือกับสถานการณ์ต่างๆ ที่อัลลอฮฺทรงประทานแก่เราอย่างไร? เราจะขอบคุณพระองค์ในความสำเร็จและความอดทนต่อความยากลำบากทั้งหลาย หรือว่าเราจะยโสทะนงตนและฝ่าฝืนพระองค์?

อัลลอฮฺตรัสว่า “ทุกชีวิตย่อมลิ้มรสความตาย และเราจะทดสอบสูเจ้าด้วยความชั่วและความดี และสูเจ้าจะต้องกลับมาสู่เราอย่างแน่นอน” (ซูเราะฮฺ อันบิยาอฺ 21.35)

อัลลอฮฺตรัสว่า “และพึงรู้เถิดว่า แท้จริงทรัพย์สินของสูเจ้า และลูกๆของสูเจ้านั้น เป็นสิ่งทดสอบชนิดหนึ่งเท่านั้น และแท้จริงอัลลอฮ์นั้น ณ พระองค์มีรางวัลอันใหญ่หลวง” (ซูเราะฮฺ อัล อัมฟาล 8.28)

หลายคนมิได้ตระหนักว่า พวกเขานั้นต่างถูกทดสอบอย่างหนักกับ “ความดีงาม” ที่ประสบกับเขา เช่นเดียวกับที่พวกเขาถูกทดสอบกับ “ความทุกข์ยาก” ทั้งหลาย ** ดังที่อัลลอฮฺทรงตรัสไว้ในอัลกุรอานว่า “ส่วนมนุษย์นั้น เมื่อพระเจ้าของเขาทรงทดสอบเขา โดยทรงให้เกียรติเขาและทรงโปรดปรานเขา เขาก็จะกล่าวว่าพระเจ้าของฉันทรงยกย่องฉัน แต่ครั้งเมื่อพระองค์ทรงทดสอบเขา โดยทรงให้การครองชีพของเขาเป็นที่คับแคบแก่เขา เขาก็จะกล่าวว่า พระเจ้าของฉันทรงเหยียดหยามฉัน”(อัลฟัจญร์ 89.15-16)

บางคนที่ได้รับการอำนวยพรจากอัลลอฮฺให้กำเนิดและได้รับการอบรมเลี้ยงดูจากครอบ ครัวมุสลิมที่ดีหากแต่เขากลับหันหลังให้กับศาสนาอิสลาม ** ในขณะที่คนอีกกลุ่มหนึ่งนั้นกำเนิดมาในประเทศที่ไม่ใช่ประเทศมุสลิม อีกทั้งได้รับการอบรมเลี้ยงดูจากพ่อแม่ที่ไม่มีความศรัทธา (กาเฟรฺ) หากแต่พวกเขากลับกลายเป็นหนึ่งในบรรดามุสลิมที่ดี

เราทุกคนต่างถูกทดสอบด้วย “ความร่ำรวย” เช่นเดียวกับ “ความยากจน” ลองตระหนักดูเถิดว่า

หากว่าเราเป็นผู้ที่ร่ำรวย เราจะใช้ทรัพย์สินที่มีอยู่ไปในหนทางใด

*เราจะสะสมทรัพย์สินเงินทองของเราไว้ หรือว่าจะใช้มันไปเพื่อการทำบุญทำกุศล?

*เราจะใช้ทรัพย์สินเงินทองไปในหนทางดีถูกต้องตามหลักการศาสนาหรือจะใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือยไปในหนทางเลว?

*เราจะเชื่อมั่นและมอบหมายต่ออัลลอฮฺกับการลงทุนต่างๆ ของเรา หรือว่า เราจะยอมให้ “ความโลภและความกลัวในการสูญเสียทรัพย์สินนั้น” ทำให้เราต้องแสวงหาปัจจัยที่ฮะรอมเพื่อนำมาเก็บสะสมและเพิ่มพูน?

และหากว่าเราเป็นผู้ที่ยากจน เราจะใช้ชีวิตของเราเช่นใด

*เราจะพอใจและอดทนต่อความยากจน (ที่อัลลอฮฺทรงกำหนด) อีกทั้งแสวงหาปัจจัยยังชีพที่ฮะลาลเพื่อการดำรงชีพ หรือเราจะแสวงหาปัจจัยยังชีพที่ฮะรอมเพื่อเติมเต็มความต้องการของเรา?

*เราจะยอมรับความจริงที่ว่าอัลลอฮฺทรงประทานปัจจัยให้กับคนกลุ่มหนึ่งมากกว่าคน อีกกลุ่มหนึ่ง หรือว่าความจริงนี้จะเพิ่มพูนความโกรธ ความเกลียดชังแก่เรา?

เราทุกคนต่างต้องถูกทดสอบกับ “การมีสุขภาพดี” เช่นเดียวกับ “การเจ็บป่วย” ดังเช่น คนที่มี “สายตาดี” ก็ต้องถูกทดสอบในการใช้ “ดวงตาทั้งสองของเขา” ว่าเขาจะใช้ “มัน” ไปในหนทางที่ฮะลาลหรือใช้ “มัน” เพื่อการจ้องมองสิ่งที่ฮะรอม เพราะ “สายตา” ของเขา อาจเป็นสาเหตุที่นำเขาเข้าสู่นรกได้ หรือแม้แต่ “คนตาบอด” ก็ต้องถูกทดสอบว่าเขาจะมีความอดทนกับความพิการนี้ได้หรือไม่ เพราะความอดทนต่อความลำบากเช่นนี้อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาได้เข้าสู่สวน สวรรค์

พึงระลึกเถิดว่าจุดหมายปลายทางของเรานั้นคืออาคิเราะฮฺและมนุษย์ทุกคนต่างต้องได้รับการทดสอบ

อัลลอฮฺตรัสว่า “พระผู้ทรงให้มีความตายและให้มีความเป็น เพื่อจะทดสอบพวกเจ้าว่า ผู้ใดบ้างในหมู่พวกเจ้าที่มีผลงานดียิ่ง และพระองค์เป็นผู้ทรงอำนาจ ผู้ทรงให้อภัยเสมอ” (ซูเราะฮฺ อัลมุลกฺ 67.2)

มนุษย์เรานั้นอาจได้รับการทดสอบโดยผ่านจากผู้อื่น หรือ สิ่งอื่นด้วยเช่นกัน **เป็นที่รู้กันดีว่า “เด็กเล็ก” และ “ผู้ที่มีปัญหาทางจิต” ซึ่ง อยู่ในขั้นที่พวกเขาไม่สามารถรับรู้และเข้าใจในแนวทางของศาสนาอิสลามได้นั้น จะถูกละเว้นจากการคิดบัญชี ณ ที่อัลลอฮฺ แต่ถึงแม้ว่าพวกเขาเหล่านั้นจะไม่ได้ประสบกับบททดสอบด้วยตัวเขาเอง — อย่างไรก็ตามด้วยสภาพที่ไม่สมบูรณ์ของพวกเขานั้น ก็อาจเป็นบททดสอบสำหรับผู้ที่มีความใกล้ชิดกับเขาหรือผู้ที่ได้รับผลกระทบ จากสภาพของเขา ** เช่นว่า ผู้ใกล้ชิดจะปฏิบัติต่อเขาอย่างไร จะดูแลเขาอย่างดีหรือไม่ จะให้เกียรติเขาหรือไม่ และจะให้สิทธิที่เขาควรมีหรือไม่

เราไม่อาจสามารถทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ในความปรีชาญาณของอัลลอฮฺได้ว่า “เหตุใดพระองค์ทรงบัญญัติและกำหนดสิ่งนั้ หรือสิ่งนี้แก่เราหรือแก่สิ่งถูกสร้างอื่นๆ” แต่กระนั้น มนุษย์เราจำเป็นต้องรับรู้ว่า “อัลลอฮฺนั้นทรงกำหนดทุกสิ่งทุกอย่างจากความปรีชาญาณของพระองค์” และเราจำต้องอดทนอย่างมากกับบททดสอบต่างๆ ที่พระองค์ทรงประทานให้

สุดท้ายนี้ เราต้องรำลึกถึงพระดำรัสของพระองค์จากอัลกุรอานที่ว่า “พระองค์จะไม่ทรงถูกสอบถามในสิ่งที่พระองค์ทรงปฏิบัติ และพวกเขาต่างหากที่จะถูกสอบถาม” (ซูเราะฮฺอัน บิยา 21.23)

Read Full Post »

Source: 15 Tips to Earn Rewards from Allah
http://muslim1st.com/15-tips-to-earn-rewards-from-allah/
Al-Basheer Magazine Written by: Jamal Zarabozo (Modified by IslamWay Team)

15 เคล็ดลับของการ ได้มาซึ่งรางวัลตอบแทนจากอัลลอฮฺมีดังนี้
แปล บินติ อัลอิสลาม

1. การออกห่างจากสิ่งที่อัลลอฮฺทรงสั่งห้าม ไม่ว่าจะเป็นบาป ใหญ่ หรือบาปเล็กที่ถูกกระทำอย่างเนืองนิจ และจำต้องปฏิบัติในสิ่งที่อัลลอฮฺทรงสั่งใช้ให้เราปฏิบัติ

ศาสนทูต ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “อัลลอฮฺทรงบันทึกทั้งการกระทำที่ดีงามและการกระทำที่เลว” ดังนั้นท่านจึงชี้แจงแก่เราไว้อย่างชัดเจนว่า “ผู้ใดก็ตามเจตนาจะกระทำความดีและไม่ได้กระทำมัน อัลลอฮฺจะทรงบันทึกไว้ว่าเขาได้กระทำความดีนั้นแล้ว และหากว่าเขาเจตนาที่จะกระทำมันและได้กระทำมัน อัลลอฮฺจะทรงบันทึกความดีนั้นจากสิบความดีงามให้เป็นเจ็ดร้อยเท่าหรือ มากกว่านั้น และหากเขาเจตนาที่จะกระทำความชั่วและไม่ได้กระทำมัน อัลลอฮฺจะทรงบันทึกว่าเป็นความดีงามแก่เขา และหากว่าเขาเจตนาที่จะกระทำชั่วและได้กระทำมัน อัลลอฮฺจะทรงบันทึกแก่เขาให้เป็นหนึ่งความชั่ว” (เศาะหีฮฺ อัลญามียฺ)

2. การอ่านอัลกุรอานและใคร่ครวญความหมายของ ถ้อยคำอัลกุรอาน
ศาสนทูต ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมกล่าวว่า “ผู้ใดก็ตามที่อ่านเพียงหนึ่งถ้อยคำ จากคัมภีร์แห่งอัลลอฮฺจะได้รับการตอบแทนให้ หนึ่งความดีนั้นมีค่าเป็นสิบเท่า ฉันไม่ได้กล่าวว่า อลิฟ ลาม มีม คือหนึ่งตัวอักษร หากแต่ “อลิฟ” คือหนึ่งตัวอักษร “ลาม” คือหนึ่งตัวอักษร และ “มีม” คือ หนึ่งตัวอักษร” (อลิฟ ลาม มีม เป็นตัวอักษรอาหรับ สามตัว)

3. การชักชวนผู้คนไปสู่การกระทำความดีงาม ศาสนทูต ศ็อลลัลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “ผู้ใดก็ตามที่ชักชวนให้คนคนหนึ่งไป สู่การกระทำความดีงาม เขาจะได้รับรางวัลการตอบแทนเช่นเดียวกับผู้ที่ประกอบความดีงาม” (เศาะหีฮฺ อัลญามียฺ)

4. การสั่งใช้ให้กระทำความดีและห้ามปรามการกระทำความชั่ว นี่เป็นหนึ่งในหน้าที่หลักที่พี่น้องมุสลิมเรามักจะละเลย ซึ่งเกิดจากสาเหตุที่ว่า ในปัจจุบันนี้ “ความชั่ว” ได้กลายเป็นที่ยอมรับในสังคมอย่างกว้างขวางและถูกกระทำขึ้นโดยปราศจากความละอาย และไม่มีใครกล้าพูดอะไรเกี่ยวกับมัน

ศาสนทูต ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมกล่าวไว้ว่า “หากผู้คนเห็นความชั่ว และไม่เปลี่ยนแปลงมัน อัลลอฮฺจะทรงลงโทษเขาอย่างเจ็บแสบ”

อัลลอฮฺตรัสไว้ในอัลกุรอานว่า “และบรรดาผู้ศรัทธาชายและบรรดาผู้ศรัทธาหญิงนั้น บางส่วนของพวกเขาต่างเป็นผู้ช่วยเหลืออีกบางส่วน ซึ่งพวกเขาจะใช้ให้ปฏิบัติในสิ่งที่ชอบและห้ามปรามในสิ่งที่ไม่ชอบ..”

5. การวอนขอต่ออัลลอฮฺ (ดุอาอฺ) นี่เป็นการแสดงออกถึงความเคารพ (ต่ออัลลอฮฺ) ที่ดีที่สุด
ดังที่ศาสนทูต ศ็อลลัลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “การกระทำที่แสดงออกถึงการเคารพที่ประเสริฐที่สุดคือการวอนขอ (ดุอาอฺ)” (เศาะหีฮฺ อัล ญามียฺ) ถือเป็นเรื่องที่สำคัญมากในการที่บรรดาบ่าวมีความเชื่อมั่นว่า อัลลอฮฺจะทรงตอบรับการวอนขอของเขา ศาสนทูต ศ็อลลัลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “ไม่มีมุสลิมคนใดบนโลกนี้ที่วอนขอต่ออัลลอฮฺ เว้นเสียแต่ว่าอัลลอฮฺจะทรงประทานแก่เขาซึ่งสิ่งที่เขาได้ขอจากพระองค์ หรือพระองค์จะส่งลบล้างความชั่วออกจากเขา ตราบใดที่เขาไม่วอนขอในสิ่งที่เป็นความชั่วร้าย ตราบใดที่เขาไม่ขอให้ตัดขาดความสัมพันธ์ระหว่างเครือญาติ และตราบใดที่เขาไม่หมดความอดทน (ในการรอการตอบรับจากพระองค์) และกล่าวว่า “ฉันวอนขอพระองค์และฉันก็วอนขอจาก พระองค์ แต่ฉันก็ไม่ได้รับการตอบรับจากพระองค์”

6. การแต่งงานกับสตรีผู้ศรัทธา
ศาสนทูต ศ็อลลัลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “สตรีจะถูกขอแต่งงานด้วยเพราะศาสนาของนาง ทรัพย์สินของนาง และความงามของนาง ดังนั้นจงแต่งงานกับสตรีผู้มีศาสนาเถิด แล้วท่านจะพึงใจ” ท่านยังกล่าวอีกว่า “หัวใจที่ขอบคุณ ลิ้นที่ใช้เพื่อการรำลึกถึงอัลลอฮฺ และภรรยาผู้ศรัทธาที่คอยช่วยเหลือท่านทั้งในโลกดุนยานี้และเรื่องของศาสนา นั้นย่อมดีกว่าสิ่งที่ผู้คนสะสมกัน” (เศาะหีฮฺ อัลญามียฺ)

7. การอบรมลูกให้อยู่ในศีลธรรมและมีบุคลิกที่ดีงามในรูปแบบแห่งอิสลาม
ศาสนทูต ศ็อลลัลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “บุคคลคนหนึ่งจะได้รับการยกสถานะในสวนสวรรค์ และเขาจะถามอัลลอฮฺว่า “ด้วยเหตุอันใดที่ทำให้ข้าพระองค์ได้รับสถานะนี้” เขาได้รับการบอกกล่าวจากอัลลอฮฺว่า “เนื่องจากบุตรชายของท่านได้ขออภัยโทษให้แก่ท่าน”  (หะดีษ กุดซียฺ) 

8. การมีมารยาทและบุคลิกที่ดี
ศาสนทูต ศ็อลลัลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมกล่าวว่า “บรรดาผู้เป็นที่รักที่สุดในหมู่พวกท่านสำหรับฉันและจะได้อยู่ใกล้ชิดกับฉันที่สุดใน โลกหน้าคือบรรดาผู้ที่มีมารยาทที่ดีงามที่สุด และบรรดาผู้เป็นที่เกลียดชังที่สุดในหมู่พวกท่านสำหรับฉันและจะได้อยู่ห่าง ไกลจากฉันมากที่สุดในโลกหน้าคือบรรดาผู้ที่มีมารยาทที่เลวทรามที่สุด บรรดาผู้ที่พูดและไม่ใส่ใจต่อสิ่งที่เขากำลังพูด” (เศาะหีฮฺ อัลญามียฺ) และท่านยังกล่าวว่า“บุคคลที่มีมารยาทที่ดีจะได้รับ รางวัลการตอบแทนเช่นเดียวกับผู้ที่ดำรงการละหมาดตลอดคืนและถือศึลอดตลอดวัน” (เศาะหีฮฺ อัลญามียฺ)

9. การละหมาดอื่นๆ ด้วยความสมัครใจ การละหมาดนี้จะนำมาซึ่งผลบุญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการละหมาดในช่วงเศษหนึ่งส่วนสามของคืนอันเป็นช่วงเวลาที่ ประตูสวรรค์ถูกเปิดและการวอนขอ (ดุอาอฺ) จะได้รับการตอบรับ

ศาสนทูต ศ็อลลัลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “อัลลอฮฺทรงรอจนกระทั่งช่วงครึ่งหนึ่งหรือสองส่วนสามของคืนได้ผ่านไป และพระองค์จะทรงกล่าวว่า “โอ้ บรรดาบ่าวของฉัน จงอย่าวอนขอจากอื่นนอกจากฉัน ผู้ใดก็ตามที่ขอจากฉัน ฉันจะตอบรับเขา ผู้ใดก็ตามที่วอนขอฉันด้วยสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ฉันจะมอบมันให้กับเขา ผู้ใดก็ตามที่ขอการอภัยโทษจากฉัน ฉันจะอภัยโทษให้แก่เขา และสิ่งนี้จะดำเนินไปเรื่อยๆ จนกระทั่งพระอาทิตย์ขึ้น” (เศาะหีฮฺ อัลญามียฺ)

ในทำนองเดียวกันนี้ การละหมาดสุนนะฮฺ เป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะได้มาซึ่งความพึงพอพระทัยและผลการตอบแทนจากอัลลอฮฺ การละหมาดสุนนะฮฺต่างๆ นั้นคือการละหมาดสองร๊อกอัตก่อนการละหมาดฟัรดูฟัจรฺ สี่ร๊อกอัตก่อนการละหมาดเที่ยง และสี่ร๊อกอัตหลังจากนั้น สองร๊อกอัตหลังการละหมาดช่วงพระอาทิตย์ตก และสองร๊อกอัตหลังการละหมาดกลางคืนและการละหมาดวิตรฺ

10. การเชื่อฟังและให้ความเคารพต่อบิดามารดา นี่เป็นอีกหนึ่งวิธีที่ดีที่สุดในการได้มาซึ่งความพึงพอพระทัยและรางวัลการตอบแทนจากอัลลอฮฺ

อัลลอฮฺตรัสถึง การทำความเคารพต่อพระองค์พร้อมกับการเชื่อฟังบิดามารดาไว้ในอัลกุรอานว่า“พระเจ้าของเจ้า บัญชาว่า พวกเจ้าอย่าเคารพภักดีผู้ใดนอกจากพระองค์เท่านั้นและจงทำดีต่อบิดามารดา เมื่อผู้ใดในทั้งสองหรือทั้งสองบรรลุสู่วัยชราอยู่กับเจ้า ดังนั้นอย่ากล่าวแก่ทั้งสองว่า อุฟ ! และอย่าขู่เข็ญท่านทั้งสอง และจงพูดแก่ท่านทั้งสองด้วยถ้อยคำที่อ่อนโยน และจงนอบน้อมแก่ท่าน ทั้งสอง ซึ่งการถ่อมตนเนื่องจากความเมตตา และจงกล่าวว่า “ข้าแต่พระเจ้าของฉัน ทรงโปรดเมตตาแก่ท่านทั้งสองเช่นที่ทั้งสองได้เลี้ยงดูฉันเมื่อเยาว์วัย” (อัลอิสรออฺ) คำแปลอัลกุรอาน คัดลอกจากอัลกุรอานแปลไทย

11. การญิฮาดในหนทางของอัลลอฮฺ
ศาสนทูต ศ็อลลัลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “การอยู่เป็นผู้ปกป้องคุ้มครอง (ศาสนาของอัลลอฮฺ) ในหนทางของอัลลอฮฺเป็นระยะเวลาหนึ่งเดือนย่อมดีกว่าการถือศีลอดต่อเนื่อง เป็นระยะเวลาหนึ่งปี ผู้ใดก็ตามที่ตายขณะที่เขาปกป้องคุ้มครองในหนทางของอัลลอฮฺจะได้รับความ ปลอดภัยจากความน่าสะพรึงกลัว และเขาจะได้รับซึ่งปัจจัยมากมายและกลิ่นไอของสวนสวรรค์และจะได้รับรางวัลของ ผู้ที่ให้ความช่วยเหลือในศาสนาของอัลลอฮฺ จนกระทั่งพระองค์ทำให้เขาฟื้นคืนชีพอีกครั้ง” (เศาะหีฮฺ อัลญามียฺ)

12. การรำลึกถึงอัลลอฮฺตลอดเวลา
ศาสนทูต ศ็อลลัลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมแจ้งว่า อัลลอฮฺตรัสว่า “ข้าเป็นดั่งที่บ่าวของข้าคิดว่าข้าเป็นต่อเขา ข้าจะอยู่กับเขาเมื่อเขารำลึกถึงข้า หากเขารำลึกถึงข้าในจิตใจของเขา ข้าจะรำลึกถึงเขาในตัวข้า และเมื่อเขากล่าวถึงข้าแก่ผู้ที่มีตำแหน่งที่สูงส่ง ข้าก็จะกล่าวเอ่ยถึงเขาแก่ผู้ที่มีตำแหน่งสูงส่งยิ่งกว่า” (อัลบุคอรียฺ)

13. การพูดความจริง และไม่เกรงกลัวต่อการลงโทษของผู้ใด (นอกจากอัลลอฮฺ)
ศาสนทูต ศ็อลลัลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “ผู้นำของบรรดาผู้พลีชีพ (ในหนทางของศาสนา) คือ ฮัมซะ อิบนุ อับดุลมุฏฏอลิบ และบรรดาผู้ที่เผชิญหน้ากับผู้นำที่อธรรมและให้คำแนะนำตักเตือนแก่ผู้นำให้ กระทำความดีและเขา (ผู้เผชิญหน้า) ต้องถูกฆ่าตายด้วยเพราะคำพูดของเขา” (เศาะหีฮฺ อัลญามียฺ)

14. การบริจาคและใช้จ่ายในหนทางของอัลลอฮฺ
อัลลอฮฺตรัสไว้ในอัลกุรอานว่า “บรรดาผู้ที่ใช้จ่ายทรัพย์สินของเขาในเวลากลางคืนและกลางวัน ทั้งในที่ลับและที่แจ้ง พวกเขาจะได้รับรางวัล ของพวกเขา ณ พระผู้เป็นเจ้าของพวกเขา และไม่มีความกลัวอย่างหนึ่งอย่างใดเกิดขึ้นแก่พวกเขา และทั้งพวกเขาก็จะไม่เสียใจ” (อัล บะเกาะเราะฮฺ 274) คำแปลอัลกุรอาน คัดลอกจากอัลกุรอานแปลไทย

และพระองค์ตรัสอีกว่า “และจงบริจาคจาก สิ่งที่เราได้ให้ปัจจัยยังชีพแก่พวกเจ้าก่อนที่ความตายจะเกิดขึ้นแก่ผู้ใดใน หมู่พวกเจ้า แล้วเขาก็จะกล่าวว่า “ข้าแต่พระเจ้าของข้า พระองค์ มาตรว่าพระองค์ท่านทรงผ่อนผันให้แก่ข้าพระองค์อีกชั่วเวลาเพียงเล็กน้อย เพื่อที่ข้าพระองค์จะได้บริจาคและข้าพระองค์ก็จะอยู่ในหมู่คนดีทั้งหลาย (ผู้ทรงคุณธรรม) แต่อัลลอฮฺจะไม่ทรงผ่อนผันให้แก่ชีวิตใด เมื่อกำหนดของมันได้มาถึงแล้ว และอัลลอฮฺนั้นทรงรู้ดียิ่งในสิ่งที่พวกเจ้ากระทำ”(อัลมุนาฟิกูน)

15. แสวงหาความรู้ที่เป็นประโยชน์ เราควรแสวงความรู้ที่จะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อตัวเราในโลกหลังความตายและจงปฏิบัติตามสิ่งที่ได้เรียนรู้มาเพื่อที่เป็นตัวอย่างที่ดีต่อผู้อื่น และความรู้ที่เป็นสัจธรรมนั้นคือความรู้ที่มาจากอัลกุรอานและสุนนะฮฺ

หมายเหตุ .. คำแปลอัลกุรอาน คัดลอกจากอัลกุรอานแปลไทย

Read Full Post »

“ฉันจะไม่แต่งงานกับท่าน จนกว่าท่านจะเปลี่ยนเป็นคริสเตียน”

แหล่งที่มา จากหนังสือ Glimpses of the lives of righteous people หน้าที่ 53-55
โดยมัจญดียฺ มุหัมมัด อัชชะฮาวียฺ
ถอดความ بنت الاٍسلام

เรื่องราวต่อไปนี้ได้รับการบอกเล่าจากกลุ่มคนที่นั่งอยู่ร่วมกันท่านอัลหะซัน อัลบัศรี ซึ่งขณะนั้นมีชายจำนวนหนึ่งกำลังลากศพของบุรุษท่านหนึ่งผ่านหน้าพวกเขาไป เมื่อท่านอัลหะซันเห็นผู้ตาย ท่านก็ตกอยู่ในสภาพที่ไร้สติอันเนื่องมาจากความตกใจเมื่อท่านระลึกถึงเรื่องราวที่เคยเกิดขึ้นในอดีต และเมื่อท่านกลับมามีสติอีกครั้ง บรรดาสหายของท่านก็ถามท่านว่ามีสิ่งใดเกิดขึ้นกับท่าน ท่านจึงกล่าวว่า “บุรุษท่านนี้ หรือผู้ตายที่ถูกลากมากับพื้นนั้น ครั้งหนึ่งเคยเป็นหนึ่งในบรรดาหมู่คนที่ดีที่สุดในการทำอิบาดะฮฺ และเป็นหนึ่งในบรรดาหมู่คนที่ดีที่สุดในการปฏิบัติตนอยู่ในหลักการศาสนาอย่างเคร่งครัด (ในโลกดุนยานี้) (ซึ่ง ณ ที่นี้ หมายถึงผู้ที่ละทิ้งความสุขแห่งโลกดุนยา เพราะเขาอุทิศตนและใช้เวลาที่มียุ่งอยู่กับการอิบาดะฮฺ)

วันหนึ่ง บุรุษท่านนี้ได้ออกจากบ้าน ด้วยความตั้งใจว่าจะไปละหมาดที่มัสญิด หากแต่ระหว่างทางนั้น เขาได้พบกับสตรีแรกรุ่นชาวคริสเตียนนางหนึ่ง ที่กลายเป็น “สิ่งที่ล่อลวงใจเขา” ทันใดนั้นเมื่อเขาเสนอตัวขอแต่งงานกับนาง นางได้ตอบปฏิเสธ และกล่าวต่อเขาว่า “ฉันจะไม่แต่งงานกับท่านจนกว่าท่านจะยึดมั่นศรัทธาในศาสนาของฉัน” ดังนั้นเขาจึงเดินทางกลับไป แต่เมื่อเวลาผ่านไป ความปรารถนาของเขาที่จะได้นางมานั้นกลับเพิ่มพูนมากขึ้น ด้วยเหตุนี้เขาจึงยอมจำนนต่อความปรารถนาของนางและละทิ้ง “อิสลาม” ศาสนาแห่งความบริสุทธิ์ ละทิ้งความเชื่อต่อพระเจ้าองค์เดียวที่ไร้มลทินนี้ไป

หลังจากที่เขาได้กลายเป็น “คริสเตียน” แล้ว และเมื่อวันเวลาผ่านไปชั่วขณะหนึ่ง สตรีชาวคริสเตียนก็ได้ออกมาจากม่านกั้นของนางเพื่อพบเขา และนางได้กล่าวต่อเขาว่า “ตอนนี้ท่านคือบุรุษที่ปราศจากซึ่งความดีงาม ท่านละทิ้ง “ศาสนาของท่าน ศาสนาที่มีความสำคัญต่อท่านและตลอดชั่วชีวิตของท่าน แต่กระนั้นท่านก็ละทิ้งมันอย่างง่ายดายด้วยความใคร่ที่ไม่มีแม้แต่คุณค่าใดๆ เลย และแท้จริงแล้ว ตอนนี้ฉันเองก็เช่นกันกำลังจะละทิ้ง “ศาสนาของฉัน” แต่มิใช่เพราะเหตุผลเดียวกันกับท่าน หากแต่ฉันละทิ้งมันเพื่อให้ได้มาซึ่งการมีชีวิตที่มีสุข อันเป็นความสุขที่ไม่มีวันหมดสิ้น การดำรงอยู่ตลอดกาลภายใต้การดูแลของพระองค์ อัศเศาะมัดฺ (อัลลอฮฺ พระผู้ทรงพึ่งพาตัวของพระองค์เอง ผู้ที่สรรพสิ่งทั้งหลายต้องการพึ่งพิง พระองค์มิทรงกินและมิทรงดื่ม)

จากนั้นนางจึงกล่าวว่า:

“จงกล่าว (โอ้มุหัมมัด) พระองค์คืออัลลอฮฺ อัลลอฮุศ เศาะมัดฺ พระองค์มิทรงประสูติ และมิทรงถูกประสูติ และไม่มีผู้ใดเสมอเหมือนพระองค์” (อัลกุรอาน 112:1-4)

เมื่อผู้คนได้ยินสิ่งที่นางกล่าว พวกเขาก็เข้าไปหานางและถามนางว่า “ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ท่านท่องจำซูเราะหฺบทนี้ได้ เช่นนั้นหรือ” นางตอบว่า “ไม่ใช่เช่นนั้นหรอก ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ฉันไม่เคยรู้เกี่ยวกับมันมาก่อน หากแต่หลังจากที่บุรุษท่านนี้ยืนกรานที่มีฉันให้ได้ ฉันก็ได้เห็นความฝัน ในความฝันนั้นฉันเห็นไฟนรก และมันก็ปรากฎให้ฉันได้เห็นสถานที่ของฉันภายในนั้น ฉันเกิดหวาดกลัวเป็นอย่างมาก จากนั้น “มาลิก” ผู้ดูแลนรก ก็กล่าวต่อฉันว่า “จงอย่ากลัวหรือโศกเศร้าไปเลย เพราะอัลลอฮฺได้ทรงไถ่ตัวของท่าน (ปกป้องท่าน) ด้วยบุรุษท่านนี้” (คือ เขาจะเข้าไปอยู่ในสถานที่ในนรกแทนท่าน อันเนื่องมาจากอัลลอฮฺได้ทรงปกป้องท่านไว้) จากนั้นเขาจึงนำฉันไปและให้ฉันได้เข้าไปอยู่ในสวนสวรรค์ และฉันก็ได้เห็นโคลงบรรทัดหนึ่งที่ถูกเขียนไว้ข้างในนั้น ซึ่งสิ่งที่ถูกเขียนไว้ในนั้นมีถ้อยคำนี้คือ

“อัลลอฮฺทรงยกเลิกสิ่งที่พระองค์ประสงค์และทรงยืนยัน (สิ่งที่พระองค์ประสงค์) และณ ที่พระองค์นั้น คือแม่บทแห่งคัมภีร์ (อัลลูฮุลมะฮฺฟูซ)” (อัลกุรอาน 13:39)

และหลังจากนั้นเขา (มาลิก) ได้อ่านซูเราะฮฺอัลอิคลาสแก่ฉัน และฉันก็เริ่มกล่าวตามเขา เมื่อฉันตื่นขึ้นมา ฉันก็จำมัน (ซูเราะฮฺอัลอิคลาส) ได้”

จากนั้นท่านอัลหะซันจึงเล่าต่อว่า “สตรีนางนั้นจึงเข้ารับอิสลาม ส่วนบุรุษที่ท่านเห็นศพของเขาถูกลากออกไปนั้นเสียชีวิตลงด้วยเพราะการละทิ้งศาสนาของเขา และฉันวิงวอนขอต่ออัลลอฮฺโปรดทำให้เราทั้งหลายจงยืนหยัดและยึดมั่น (อยู่บนหนทางที่เที่ยงตรงนี้) และขอพระองค์ประทานแก่เราซึ่งการปกป้องคุ้มครอง และความสำเร็จด้วยเถิด”

 

Read Full Post »

English Source : Islam..religion of peace Page & Kalamullah Page

ถอดความ ::: บินติ อัลอิสลาม

ท่านศาสนทูต ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะศัลลัม กล่าวว่า “มีสองสิ่งที่เป็นความโปรดปรานจากอัลลอฮฺต่อบรรดาบ่าวทั้งหลายของพระองค์ นั่นก็คือ สุขภาพ และเวลา”

เรื่องราวที่จะกล่าว ณ ที่นี้เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้น

เป็นเรื่องราวของเด็กหนุ่มคนหนึ่ง จากประเทศบาห์เรน ชื่อว่า อิบรอฮีม นัซซีรฺ เขาเป็นอัมพาตตั้งแต่กำเนิด มีเพียงแต่หัวและนิ้วของเขาเท่านั้นที่สามารถเคลื่อนไหวได้ แม้แต่การหายใจของเขาก็ต้องใช้เครื่องช่วย

ความปรารถนาของเด็กหนุ่มคนนี้คือการได้พบกับชัยคฺ นาบีล อัล เอาว์ดียฺ ด้วยเหตุนี้พ่อของอิบรอฮีมจึงติดต่อชัยคฺนาบีล ทางโทรศัพท์ เพื่อขอให้ชัยคฺนาบีลมาเยี่ยมอิบรอฮีม

ในรูปนี้ คือชัยคฺ นาบีล เมื่อท่านเดินทางถึงสนามบิน

อิบรอฮีมตื้นตันใจ เป็นอย่างมาก เมื่อเห็นชัยคฺนาบีลเปิดประตูเข้าไปในห้องของเขา เราสามารถเห็นความสุขบนใบหน้าของเขาได้ในรูปข้างล่างนี้ แม้ว่าเขาไม่สามารถที่จะพูดได้ก็ตาม

และนี่คือรอยยิ้มของอิบรอฮีมเมื่อได้พบกับ ชัยคฺนาบีล โปรดสังเกตเครื่องช่วยหายใจตรงคอของเขา เขาไม่สามารถที่จะหายใจอย่างปกติได้เช่นคนทั่วไป

ชัยคฺนาบีลก้มลงจูบที่หน้าผากของอิบรอฮีม

ข้างล่างนี้เป็นรูปของอิบรอฮีม พร้อมกับพ่อของเขา ลุงของเขา และชัยคฺนาบีล 


หลังจากนั้นชัยคฺนาบีลและอิบรอฮีมก็ได้พูด คุยกันเกี่ยวกับการดะวะฮฺทางอินเตอร์เน็ต เขาทั้งสองได้ถ่ายทอดแบ่งปันเรื่องราวระหว่างกัน

และระหว่างการสนทนากันนั้น ชัยคฺนาบีลได้ถามอิบรอฮีมด้วยคำถามหนึ่ง ซึ่งเป็นคำถามที่ทำให้อิบรอฮีมนั้นหลั่งน้ำตา

อิบรอฮีมไม่สามารถกลั้นน้ำตาเอาไว้ได้ เมื่อเขารำลึกถึงความทรงจำอันเจ็บปวด

ชัยคฺนาบีลเช็ดน้ำตาให้อิบรอฮีม

คุณทราบหรือไม่ว่า คำถามอะไรที่ทำให้อิบรอฮีมถึงกับต้องหลั่งน้ำตา? 

ชัยคฺนาบีลถามว่า “โอ้ อิบรอฮีม หากอัลลอฮฺทรงประทานแก่เธอซึ่งสุขภาพที่ดี เธอจะทำเช่นไร”

จากนั้นอิบรอฮีมก็ ร้องไห้ออกมา และเขาก็ได้ทำให้ชัยคฺ พ่อของเขา ลุงของเขา และทุกๆ คนที่อยู่ในห้อง แม้แต่ช่างถ่ายรูปต้องหลั่งน้ำตาออกมาด้วยคำตอบของเขา

คำตอบของเขาคือ “ด้วยพระนาม ของอัลลอฮฺ ผมจะละหมาดที่มัสญิดด้วยความสุขใจ ผมจะใช้ความโปรดปรานจากการมีสุขภาพที่ดีด้วยการทำทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำให้ อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา พึงพอพระทัย”

พี่น้องมุสลิมที่รัก อัลลอฮฺทรงประทานความสะดวกง่ายดายและสุขภาพที่ดีให้แก่เรา แต่บ่อยครั้งที่เราต่างพลาดการละหมาดในมัสญิด และหาข้ออ้างต่างๆ นาๆ ในการละทิ้งการละหมาด และต่างใช้เวลาเป็นชั่วโมงๆ อยู่หน้าคอมพิวเตอร์ หรือจอทีวี ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่เราจะใช้ “ความโปรดปราน” ที่อัลลอฮฺทรงประทานแก่เรา ไปในหนทางที่จะทำให้พระองค์ทรงพึงพอพระทัย ดังเช่นที่อิบรอฮีมปรารถนาที่จะกระทำต่อพระองค์

ท่านศาสนทูต ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะศัลลัม กล่าวว่า “มีสองสิ่งที่เป็นความโปรดปรานจากอัลลอฮฺต่อบรรดาบ่าวทั้งหลายของพระองค์ นั่นก็คือ สุขภาพ และเวลา”

พี่น้องมุสลิมที่รัก อัลลอฮฺประทานความสะดวกง่ายดายและสุขภาพที่ดีให้แก่เรา แต่บ่อยครั้งที่เราต่างพลาดการละหมาดในมัสยิด และหาข้ออ้างต่างๆ นาๆ ในการละทิ้งการละหมาด และต่างใช้เวลาเป็นชั่วโมงๆ อยู่หน้าคอมพิวเตอร์ หรือจอทีวี ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่เราจะใช้ “ความโปรดปราน” ที่อัลลอฮฺประทานแก่เรา ไปในหนทางที่จะทำให้พระองค์ทรงพึงพอพระทัย ดังเช่นที่อิบรอฮีมปรารถนาที่จะกระทำต่อพระองค์

บทความนี้โพสต์ครั้งแรกที่เพจ The Sweetness Of Eman {Faith} เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2553 และ “เด็กหนุ่ม” คนนี้ ได้เสียชีวิตลง เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2553

อินนาลิ้ลลา วะอินนาอิลัยฮิรอญิอูน

Read Full Post »

พ่อแม่คือผู้ที่ช่วยชีวิตของคุณไว้  (บทเรียนจากเรื่องราวของชายสามคนที่ติดอยู่ในถ้ำ)
****************************************************

??????????

แปล เรียบเรียง จากข้อความของ ดร ฮิชาม อัลอะวาดียฺ
แปลโดย บินติ อัล อิสลาม

ท่านอับดุลลอฮฺ อิบนุ อุมัร รายงานว่า นบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวไว้ว่า

“มีชายสามคนก่อนหน้าพวกท่าน (อยู่ในยุคก่อนหน้าบรรดาเศาะฮาบะฮฺ) ได้อยู่ระหว่างการเดินทาง ครั้งนั้นพวกเขาต้องเผชิญกับลมพายุ ดังนั้นพวกเขาจึงเข้าไปหลบพักในถ้ำ จากนั้นก้อนหินได้ไหลตกลงมาจากเขาและปิดทางออกของถ้ำนั้นไว้

หนึ่งในพวกเขากล่าวว่า “หนทางเดียวที่จะทำให้เราออกจากสถานที่แห่งนี้ไปได้ คือการวิงวอนขอความช่วยเหลือของอัลลอฮฺด้วยการอ้างถึงความดีที่เราเคยได้ทำไว้

ดังนั้นหนึ่งในพวกเขาจึงวิงวอนว่า

“โอ้พระผู้เป็นเจ้าของฉัน บิดามารดาของฉันนั้นแก่ชรามาก และฉันเคยเอานมไปให้พวกท่านดื่มทุกๆ ค่ำคืน ก่อนที่จะให้ลูกๆ และสมาชิกคนอื่นในครอบครัวของฉันได้ดื่ม และมีวันหนึ่งที่ฉันได้ออกไปค้นหาต้นไม้สีเขียวจนหลงทาง และกลับมาถึงบ้านหลังจากที่บิดามารดาของฉันได้หลับไปแล้ว เมื่อฉันไปคั้นนมวัวและนำน้ำนมมาให้ท่านทั้งสองดื่มยามกลางคืน พวกเขาก็ได้นอนหลับไปแล้ว แต่ฉันก็ไม่อยากจะรบกวนท่าน หรือนำเอาน้ำนมไปให้ลูกๆ ของฉัน หรือสมาชิกคนอื่นในครอบครัวของฉันก่อนที่ท่านทั้งสองจะได้ดื่ม ดังนั้นฉันจึงถือเหยือกนมไว้ในมือของฉัน และรอคอยให้ท่านทั้งสองตื่นจนใกล้รุ่งอรุณ ในขณะที่ลูกๆ ของฉันต่างพากันร้องไห้ด้วยความหิวที่เท้าของฉัน เมื่อบิดามารดาของฉันตื่นขึ้น พวกท่านจึงได้ดื่มนม (ที่ฉันเตรียมไว้) โอ้ พระผู้เป็นเจ้าของฉัน หากว่าฉันได้ทำสิ่งนี้ด้วยเพราะหวังความพึงพอใจของพระองค์ เช่นนั้นขอพระองค์โปรดบรรเทาความโศกเศร้าของพวกเราด้วยหินก้อนนี้ด้วยเถิด”

ดังนั้น หินก้อนนั้นก็ได้เคลื่อนออกไปจากปากถ้ำเล็กน้อย แต่ไม่มากพอที่จะให้เขาทั้งสามคนรอดผ่านออกไปได้

และจากนั้นชายคนที่สอง และคนที่สามก็ได้วิงวอนขอความช่วยเหลือจากพระองค์ด้วยการกล่าวอ้างถึงความดีที่เขาได้เคยทำไว้ จนกระทั่งก้อนหินได้เคลื่อนออกไปจากปากถ้ำ จนเขาทั้งสามสามารถออกไปจากถ้ำได้ ด้วยความปลอดภัย (เรื่องเต็มนั้นยาวกว่านี้ แต่ผู้แปลได้สรุปเรื่องราว)

จากเรื่องราวข้างต้น หนึ่งในบรรดาชายสามคนที่ติดอยู่ในถ้ ได้วิงวอนขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮฺ โดยได้กล่าวถึงความดีงามที่เขาเคยได้ทำครั้งหนึ่งกับบิดามารดาของเขา

ข้อคิดจากเรื่องนี้
1. เรื่องราวดังกล่าวไม่ได้มีการบอกเล่าถึงเรื่องใดๆ ที่เกี่ยวกับพ่อแม่ของชายผู้นี้ ว่าพ่อแม่ของเขาเลี้ยงดูเขาอย่างดีหรือไม่ ไม่แม้แต่จะบอกให้ทราบว่าพ่อแม่ของเขาเป็นมุสลิมหรือไม่ นั่นเป็นเพราะว่าคุณไม่ได้..ทำดีกับพ่อแม่ของคุณ เพราะพวกเขาทำดีกับคุณ แต่การที่คุณปฏิบัติดีกับท่านทั้งสอง เพราะนั่นคือสิ่งที่คุณควรต้องทำ ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม

2. การรอคอยพ่อแม่ของเขาจนกระทั่งท่านทั้งสองตื่นขึ้น คือหนทางของการใช้เวลาที่มีคุณภาพของผู้เป็นบุตรต่อผู้เป็นบิดามารดา แม้ว่าในขณะที่ท่านทั้งสองยังคงหลับใหลอยู่ก็ตาม คุณลองคิดดูสิว่า ชายผู้นี้จะให้ความใส่ใจต่อพ่อแม่ของเขามากเพียงใด ในขณะที่พ่อแม่ของเขาตื่น (เพราะขณะที่พ่อแม่ของเขาหลับ เขาก็ยังห่วงใยท่านทั้งสอง)

บรรดาลูกสาว และลูกสาวทั้งหลาย ที่ใช้เวลาของพวกเขาอยู่หน้าจอ (โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ มือถือ เป็นต้น) ควรเรียนรู้ที่จะเห็นคุณค่า ของการใช้ที่มีคุณภาพกับพ่อและแม่ของพวกเขาจากเรื่องราวของชายผู้นี้

3. ลูกๆ ของเขาต่างร้องไห้อันเนื่องมาจากความหิวกระหาย ขณะที่พ่อแม่ของเขากำลังนอนหลับใหลอยู่และอาจจะไม่รู้สึกกระหายเลยก็ได้ แต่กระนั้นลูกชายก็ยังให้ความใส่ใจต่อความต้องการของบิดามารดามากยิ่งกว่า ปัจจุบันนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้าม ผู้เป็นพ่อให้ความใส่ใจต่อความต้องการของลูกมากยิ่งกว่า แม้ว่ามันจะเป็นเพียงแค่ความคิดคำนึงหรือเป็นสิ่งที่ไม่มีความสำคัญนักก็ตาม ในขณะที่ลูกๆ ต่างเพิกเฉยต่อความต้องการของพ่อแม่ แม้ว่ามันเป็นความต้องการที่แท้จริง หรือพ่อแม่ได้บอกให้เขารับรู้ก็ตาม

ตอนนี้คุณซาบซึ้งมากขึ้นหรือไม่เกี่ยวกับเรื่องราวของชายผู้นี้ ว่าเหตุใดอัลลอฮฺจึงทรงปกป้องชีวิตชายผู้นี้ไว้ และทำให้หินเคลื่อนไหวได้ .. พ่อแม่ของคุณก็เช่นกัน แม้ว่าพวกเขาจะเสียชีวิตลงไปแล้ว แต่ด้วยหลากหลายหนทาง พวกท่านก็สามารถช่วยชีวิตของคุณไว้ได้เช่นกัน

Read Full Post »

ริสกี มาจากอัลลอฮฺ
***************************

image

สรุปเรียบเรียงจากข้อความในเพจของ อบู มุอาวิยะฮฺ อิสมาอีล กัมดัรฺ
โดย บินติ อัลอิสลาม

“คราใดที่ซะกะรียาเข้าไปหานางที่อัลมิห์รอบ เขาก็พบปัจจัยยังชีพ อยู่ที่นาง เขากล่าวว่า มัรยัมเอ๋ย! เธอได้สิ่งนี้มาอย่างไร?นางกล่าวว่า มันมาจากที่อัลลอฮฺ แท้จริงอัลลอฮฺนั้นจะทรงประทานปัจจัยยังชีพแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์โดยปราศจากการคิดคำนวณ” (อะลิอิมรอน 3:37) **คัดลอกจากอัลกุรอานแปลไทย’

เรื่องราวของท่านหญิงฮันนะฮฺ บุตรสาวของนางหรือท่านหญิงมัรยัม และบุตรชายของท่านหญิงมัรยัม หรือนบีอีซา (จีซัส) คือแก่นสำคัญของซูเราะฮฺอะลิอิมรอน เพราะพวกท่านเหล่านี้เป็นครอบครัวของอิมรอน เรื่องราวเหล่านี้เต็มไปด้วยบทเรียนต่างๆ มากมาย

จากอายะฮฺข้างต้นนี้ ท่านหญิงมัรยัมได้ใช้ชีวิตของท่านไปกับการทำอิบาดะฮฺต่ออัลลอฮฺภายใต้การดูแลของนบีซะกะรียา และนบีซะการียาก็เกิดความประหลาดใจ เพราะเมื่อใดก็ตามที่ท่านเข้าไปในห้องของนาง ท่านก็จะพบว่ามีผลไม้ตามฤดูกาลอยู่ในห้องของนางเสมอ นี่คือปาฎิหาริย์ที่อัลลอฮฺประทานให้แก่ท่านหญิงมัรยัม

ในเรื่องราวนี้ ท่านหญิงมัรยัมให้เตือนใจนบีซะการียาและยังสอนบทเรียนที่สำคัญแก่พวกเราด้วยว่า “ริสกี (ปัจจัยยังชีพ)” นั้นมาจากอัลลอฮฺ และพระองค์ทรงสามารถประทานให้แก่เราอย่างน่าอัศจรรย์โดยไม่มีสิ้นสุด และในยุคแห่งวัตถุนิยมนี้ เราก็มันจะลืมข้อเท็จจริงนี้

นบีซะการียาเองก็เคยวิงวอนขอบุตรชายจากอัลลอฮฺ ทั้งๆ ที่ท่านอยู่ในวัยชรา และอัลลอฮฺก็ประทานบุตรให้แก่ท่าน ดังนั้นเราก็เช่นเดียวกัน ขอให้เอาเรื่องราวนี้เป็นบทเรียนเตือนใจ และวิงวอนขอต่ออัลลอฮฺให้ทรงช่วยเหลือเราให้บรรลุในสิ่งใดก็ตามที่เราแสวงหา และอย่าได้สิ้นหวังในความเมตตาของพระองค์

หากว่าเราเพียรพยายามอย่างหนัก และมอบหมายต่อัลลอฮฺ และขอความช่วยเหลือจากพระองค์ เช่นนั้นเราเองก็สามารถที่จะได้รับริสกีที่พระองค์จะประทานมาให้แก่เราด้วยหนทางที่น่าอัศจรรย์ในชีวิตของเราได้ด้วยเช่นกัน

Read Full Post »

« Newer Posts - Older Posts »

%d bloggers like this: