Feeds:
Posts
Comments

Archive for the ‘ชัยคฺมุหัมมัด อัลอะรีฟิยฺ’ Category

ผมอยากพบแฟนของผม..
———–
ถ่ายทอดโดยชัยคฺมุหัมมัด อาริฟียฺ

สองปีก่อน ผม (ชัยคฺอะรีฟียฺ) ได้เดินทางไปยังประเทศแคนาดาและพักอยู่ที่นั่นเป็นช่วงระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งระหว่างที่ผมอยู่ที่นั่น ผมได้พบกับพี่ชายชาวอาหรับท่านหนึ่ง เขาเป็นนายแพทย์ จบการศึกษาปริญญาโทที่นั่นแต่เขาเป็นอาหรับมุสลิม ด้วยเหตุนี้ผมจึงถามเขาเกี่ยวกับงานที่เขาทำที่นั่นว่าเป็นอย่างไร

เขาบอกผมว่าเขาเคยพบเจอกับเหตุการณ์ประหลาดมากมาย ผมถามเขาว่าประหลาดแบบไหน เขาเล่าให้ผมฟังว่าเขาเคยทำงานเป็นนายแพทย์ฝึกหัดอยู่ที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่ง และเช้าตรู่วันหนึ่งเขาเข้าไปในห้องไอซียู (หน่วยรักษาพยาบาลผู้ป่วยขั้นวิกฤต) เขาเริ่มงานประจำวันของเขาด้วยการเข้าไปตรวจดูอาการของคนไข้แต่ละคน และตรวจดูเวชระเบียนคนไข้ (ประวัติการรักษาและอาการของผู้ป่วย) ตามปกติ จากนั้นเมื่อเขาเดินไปหยุดที่เตียงของคนไข้ผู้ชายวัย 21 ปีที่ชื่อมุหัมมัดกำลังนอนอยู่ เขาจึงเข้าไปตรวจสอบประวัติการรักษาของคนไข้ และพบว่าเด็กหนุ่มติดเชื้อเอดส์ และสาเหตุที่เขาต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลนั่นเป็นเพราะว่า เขามีอาการทรมานกับโรคทางทรวงอก เพราะอย่างที่พวกคุณทราบดีว่า ผู้ป่วยที่ติดเชื้อเอดส์จะไม่มีภูมิต้านทานต่อโรคใดๆ เพราะโรคดังกล่าวจะทำลายระบบภูมิคุ้มกันไปจนหมด จากนั้นนายแพทย์หนุ่มจึงเข้าไปพูดคุยกับผู้ป่วย ซึ่งขณะนั้นผู้ป่วยไม่มีสติและร้องครวญครางอันเนื่องมาจากอาการเจ็บปวด นายแพทย์จึงเรียกชื่อของเขาและกล่าวทักทาย หากแต่เด็กหนุ่มได้แต่อ้าปากค้าง นายแพทย์เรียกเขาอีกครั้งแต่เด็กหนุ่มไม่มีสติเลย ด้วยเหตุนี้เขาจึงโทรหาครอบครัวของคนไข้เพื่อสอบถามเกี่ยวกับเขา

แม่ของคนไข้รับโทรศัพท์ นายแพทย์แนะนำตัวกับเธอ จากนั้นเขาจึงแจ้งเธอให้ทราบถึงอาการของลูกชายของเธอว่า เขากำลังทรมานจากอาการป่วยและขอให้เธอเข้ามาที่โรงพยาบาล แต่เธอบอกว่าเธอกำลังยุ่งมากและจะเข้าไปหลังเลิกงาน แต่นายแพทย์ขอร้องให้เธอเข้ามาโดยทันที

ขณะที่เขากำลังพูดคุยกับแม่ของคนไข้ เสียงร้องเตือนจากอุปกรณ์ที่ติดตัวคนไข้ได้ดังขึ้น นายแพทย์จึงแจ้งกับแม่ของผู้ป่วยว่าหากเธอเข้ามาหลังเลิกงาน มันอาจจะสายเกินไป จากนั้นเขาจึงวางสายโทรศัพท์และรีบไปที่เตียงคนไข้ ‘ชีพจร การหายใจ และความดันโลหิตของคนไข้’ ลดลง เด็กหนุ่มกำลังจะจากโลกนี้ไป ไม่นานนักแม่ของคนไข้ก็มาถึงที่โรงพยาบาล นายแพทย์จึงถามผู้เป็นแม่ว่าลูกชายของเธอชื่ออะไร เธอตอบ “มุหัมมัด” และถามถึงอายุของคนไข้ เธอตอบว่า “21” จากนั้นเขาจึงถามเธอว่าลูกชายของเธอเคยละหมาดหรือไม่ หากแต่เธอตอบปฏิเสธ และบอกว่าลูกชายของเธอตั้งใจว่าจะไปทำฮัจญ์และขออภัยโทษ กลับเนื้อกลับตัวตอนแก่ ซึ่งความคิดเช่นนี้เป็นสิ่งที่ชัยฏอนใช้ล่อลวงคนมาหลายคนแล้ว ‘มัน’ เชิญชวนให้พวกเขาทำในสิ่งที่พวกเขาต้องการทำ แล้วค่อยสำนึกผิดภายหลัง สิ่งเดียวกันนี้ได้เกิดขึ้นกับเด็กหนุ่มคนนั้น อย่างไรก็ตาม นายแพทย์ถามเธอต่อไปว่าลูกชายของเธอรู้อายะฮฺใดอายะฮฺหนึ่งในอัลกุรอานหรือไม่ แต่ผู้เป็นแม่ ตอบมาว่า “เขาคงไม่รู้หรอก”

จากนั้นเสียงร้องเตือนจากอุปกรณ์ที่ติดตัวคนไข้ก็ส่งเสียงดังมากขึ้น พวกเขาจึงรีบรุดไปที่เตียงของผู้ป่วย ขณะนั้นคนไข้กำลังเผชิญกับความทุกข์ทรมานจากอาการเจ็บปวดที่รุนแรง พวกเขาต่างเรียกชื่อของเขาอีกครั้ง และนายแพทย์หนุ่มได้ขอให้เขากล่าว “ลาอิลาฮะ อิลลัลลอฮฺ (ไม่มีพระเจ้าอื่นใด นอกจากอัลลอฮฺ)” แต่คนไข้ได้แต่ร้องครวญคราง นายแพทย์จึงกล่าวถ้อยคำชะฮาดะฮฺอีกครั้งเป็นการกระตุ้นให้คนไข้กล่าวตาม นายแพทย์หนุ่มเริ่มร้องไห้ออกมาขณะที่เขาพยายามทำให้คนไข้กล่าวชะฮาดะฮฺ แต่ดูเหมือนว่าไม่มีหนทางใดที่จะช่วยเหลือเขาได้อีก และเครื่องมือทางการแพทย์ใดๆ ที่มีอยู่ก็ไม่สามารถยื้อชีวิตของเขาไว้ได้ และมันเป็นเวลาที่เขาควรต้องกล่าวชะฮาดะฮฺ นายแพทย์ยังคงกล่าวถ้อยคำชะฮาดะฮฺซ้ำๆ ต่อไป เขาพยายามทุกวิธีทางที่จะทำให้คนไข้กล่าวมันออกมา แต่คนไข้กลับส่งเสียงออกมาแต่เพียงว่า ‘อ่าาา’ จากนั้นเขาก็หยุดครวญครางและดูเหมือนว่าเขากำลังจะพูดอะไรสักอย่าง นายแพทย์คิดว่าเขาคงจะกล่าวชะฮาดะฮฺออกมาในท้ายที่สุด หากแต่เขากล่าวออกมาว่า “ผมอยากพบแฟนของผม” “ผมเพียงแค่อยากได้แฟนของผม” จากนั้นเขาก็เอ่ยถึงชื่อหญิงสาวที่เขาเคยมีความสัมพันธ์ที่หะรอมด้วยออกมา

นายแพทย์บอกกับผม (ชัยคฺอะรีฟียฺ) ว่าเขาถึงกับร้องไห้ และพยายามทำให้คนไข้กล่าวปฏิญานความศรัทธา “ลาอิลาฮะ อิลลัลลอฮฺ” ออกมาอย่างไม่ย่อท้อ แต่เด็กหนุ่มกลับพูดออกมาว่า “ผมอยากพบแฟนของผม” แม่ของเขาได้แต่ร้องไห้และพยาบาลต่างก็งุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น

ท้ายที่สุด ความดันของเขาก็หยุดลง ชีพจรของเขาก็หยุดเต้น และอุปกรณ์ทางการแพทย์ก็หยุดทำงาน แม่ของเขาร้องไห้ นายแพทย์เองก็รู้สึกสะเทือนใจ พยาบาลต่างก็ตื่นตระหนกกับสิ่งที่เห็น เด็กหนุ่มเสียชีวิตลงแล้ว ทั้งความเยาว์และสิ่งใดก็ตามที่เขาครอบครองไม่สามารถให้คุณประโยชน์ใดแก่เขาได้ ความสุขบนโลกดุนยาและเงินทองไม่สามารถช่วยเขาไว้ได้ เขาไม่ได้เอาอะไรติดตัวไปยังอาคิเราะฮฺ ถึงตอนนั้นเขาคงจะรู้ตัวว่า เขาไม่ควรใช้ชีวิตของเขาไปโดยเปล่าประโยชน์

แหล่งที่มา บทความ “Aaah Aaah Aaah My Girlfriend”-
A Story By Sheikh Muhammad Al Arifi
แปล بنت الاسلام

20130524-133634.jpg

Read Full Post »

“จงเป็นผู้ขอบคุณ”
เรียบเรียง จากการบรรยายของชัยคฺมุหัมมัด อะรีฟียฺ จากคลิป http://www.youtube.com/watch?v=Pk9rm_BOgxM

ชัยคฺมุหัมมัด อะรีฟียฺเล่าว่า

“ครั้งหนึ่งขณะที่เรากำลังเดินทางไปยังเมืองหนึ่ง เราได้เข้าไปยังสถานที่แห่งหนึ่งในเมืองนั้น มันเป็นชายฝั่งทะเล ซึ่งตอนนั้นผมกับเพื่อนของผมได้นำอาหารกลางวันไปนั่งทานกันที่นั้น

เมื่อทานอาหารเสร็จ ผมบอกกับเพื่อนผมว่า “เราไปกันเถอะและเดินเล่นกันสักหน่อย”

บริเวณนั้น มีบ้านเก่าๆ อยู่หลายหลังซึ่งบ่งบอกให้เห็นได้ชัดถึงความยากจนของผู้อยู่อาศัย จากนั้นพวกเราก็ลุกขึ้นเดิน แล้วเราก็ได้เดินมาถึงบ้านหลังหนึ่ง ซึ่งข้างๆ บ้านหลังนั้นมีเด็กตัวเล็กๆ คนหนึ่งซึ่งน่าจะอายุประมาณ 8 ขวบ ผมถามเขาว่า “พ่อของหนูอยู่ไหน ลูก?” เด็กชายตอบผมว่า “ขอสาบานด้วยอัลลอฮฺ ผมไม่ทราบครับ” ผมจึงถามเขาว่า “ถ้าอย่างนั้น แม่ของหนูอยู่ที่ไหน?” เขาตอบว่า “อยู่ในบ้านครับ” ผมจึงบอกเขาว่า “หนูไปเรียกแม่ของหนูออกมาจะได้ไหม?”

แม่ของเด็กน้อยเดินออกมาจากบ้าน และเธอก็แลดูยากจน ผมจึงถามเธอว่า “สามีของคุณอยู่ที่ไหน ครับ?” เธอตอบผมว่า “เขาติดอยู่ในคุกเพราะเรื่องหนี้สินค่ะ”

ผมถามเธอต่อว่า “แล้วใครดูแลเรื่องค่าใช้จ่ายภายในบ้านให้ครับ?” เธอตอบว่า “ขอสาบานด้วยอัลลอฮฺ ไม่มีใครดูแลเราค่ะ” ดังนั้นผมจึงมองเข้าไปภายในบ้านเพื่อตรวจสอบดูว่าครอบครัวเธอยากจนจริงๆ หรือไม่

ตอนนั้นผมมีเงินเศาะดะเกาะฮฺอยู่จำนวนหนึ่ง ผมจึงให้เธอไป จากนั้นพวกเราก็เดินผ่านไปยังบ้านอีกหลังหนึ่ง มีผู้หญิงคนหนึ่งยืนอยู่หน้าประตู หน้าบ้านของเธอมีสวนเล็กๆ อยู่ผืนหนึ่ง ซึ่งน่าจะมีขนาดประมาณ 5-6 เมตร

ผมทักทายเธอ “อัสลามุอลัยกุม สามีของคุณอยู่ที่ไหนหรือครับ?” เธอตอบ “ขอสาบานด้วยอัลลอฮฺ สามีของฉันเขาเสียชีวิตไปแล้วค่ะ”

ผมถามต่อว่า “แล้วคุณมีลูกๆ หรือเปล่า?” เธอตอบว่า “มีค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้น ให้ลูกคนไหนก็ได้ออกมาหาพวกเราได้ไหมครับ?” ผมถาม
เธอตอบว่า “พวกเขาออกมาไม่ได้หรอกค่ะ เชิญท่านเข้าไปในบ้านและเข้าไปพบพวกเขาได้เลยค่ะ”

เมื่อผมเข้าไปภายในบ้าน ผมเห็นเด็กสี่คน ซึ่งคนโตน่าจะมีอายุประมาณ 15 ปี อย่างไรก็ตาม พวกเขาทั้งสี่คนพิการ พวกเขามีโรคเกี่ยวกับเส้นประสาท ซึ่งไม่สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวของแขนและขาได้

พื้นบ้านของเธอ ไม่มีแม้แต่กระเบื้องปูพื้นหรือฟูกนอน ทั้งบ้านมีอยู่ห้องเดียว เป็นทั้งห้องครัวและใช้ทำอย่างอื่น

ลูกๆ ของเธอนั่งหัวชนกัน ซึ่งตรงกลางนั้นมี แตงและแครอทเป็นชิ้นๆ วางอยู่

พวกเขาไม่สามารถกินมันด้วยมือ พวกเขาจึงต้องกินมันด้วยปาก พวกเขาไม่สามารถควบคุมการเคลื่อนไหวของมือได้ พวกเขาจึงต้องใช้ปาก

ผมถามเธอว่า “เด็กๆ พวกนี้เป็นลูกของคุณหรือครับ?” เธอตอบว่า “ใช่ค่ะ พวกเขาทั้งหมดพิการ”

ผมถามเธอว่า “เมื่อเป็นแบบนี้ คุณไม่มีรถเข็นให้พวกเขาหรือครับ?” เธอตอบ “ฉันจะไปหารถเข็นจากที่ไหนได้คะ แม้แต่ผ้าอ้อมฉันยังไม่มีให้พวกเขาใส่เลยค่ะ ท่าน ฉันไม่มีเลย ท่านก็เห็นว่าตัวฉันเองก็อายุมากแล้ว ฉันเองต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อทำความสะอาดอึและฉี่ให้พวกเขาในเวลาเดียวกันมาตลอด”

“ฉันไม่สามารถป้อนอาหารให้พวกเขาแต่ละคนได้ พวกเขาต้องช่วยตัวเอง เพราะฉันเองก็ยุ่งอยู่กับการปลูกแตงและแครอท เพื่อให้พวกเขาประทังชีวิตอยู่ต่อไปได้”

นี่คือลูกๆ ของพวกเธอ จากการเลี้ยงดูด้วยมือทั้งสองข้างของเธอ

ดังนั้นหากพวกคุณเห็นว่าลูกๆ ของคุณมีสุขภาพที่ดี ก็ให้วิงวอนขอต่ออัลลอฮฺเถอะว่า “โอ้ พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์ โปรดทำให้ข้าพระองค์เป็นผู้ขอบคุณต่อความดีงามมากมายที่พระองค์ประทานให้แก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด”

หากคุณกระหาย คุณหยิบแก้วน้ำขึ้นมา และยกขึ้นดื่ม ก็ให้วิงวอนขอต่ออัลลอฮฺเถอะว่า “โอ้ พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์ โปรดทำให้ข้าพระองค์เป็นผู้ขอบคุณต่อความดีงามมากมายที่พระองค์ประทานให้แก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด”

ยังมีอีกหลายคนที่ไร้ความสามารถในการที่จะยกแก้วน้ำขึ้นดื่มเช่นคุณ ไม่ว่าจะเป็นอัมพาตหรือจะเกิดจากอะไรก็ตามที่ทำให้เขาไม่สามารถเคลื่อนไหวร่างกายของเขาได้ เว้นแต่ศีรษะของเขา

หากคุณยังคงเห็นลูกๆ ของคุณ ภรรยาของคุณอยู่ภายในบ้าน และเวลาที่คุณออกไปข้างนอกบ้าน พวกเขาก็ยังคงอยู่ในบ้าน ก็ให้วิงวอนขอต่ออัลลอฮฺเถอะว่า “โอ้ พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์ โปรดทำให้ข้าพระองค์เป็นผู้ขอบคุณต่อความโปรดปรานของพระองค์ด้วยเถิด”

หากเกียรติของคุณได้รับการปกป้อง ก็ให้วิงวอนขอต่ออัลลอฮฺเถอะว่า “โอ้ พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์ โปรดทำให้ข้าพระองค์เป็นผู้ขอบคุณต่อความดีงามมากมายที่พระองค์ประทานให้แก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด”

หากคุณทำการอิบาดะฮฺต่ออัลลอฮฺเพียงพระองค์เดียว โดยไม่เคารพสักการะต่อรูปปั้น วัว หรือสิ่งใดก็ตามที่เกี่ยวข้องกับไม้กางเขน หรือการไปโบสถ์ ก็ให้วิงวอนขอต่ออัลลอฮฺเถอะว่า “โอ้ พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์ โปรดทำให้ข้าพระองค์เป็นผู้ขอบคุณต่อความดีงามมากมายที่พระองค์ประทานให้แก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด”

หากคุณตื่นขึ้นมาตอนเช้าในสภาพของ ‘ผู้ศรัทธา’ และเข้าสู่กลางคืนในสภาพของ ‘ผู้ศรัทธา’ ก็ให้วิงวอนขอต่ออัลลอฮฺเถอะว่า “โอ้ พระผู้เป็นเจ้าของข้าพระองค์ โปรดทำให้ข้าพระองค์เป็นผู้ขอบคุณต่อความดีงามมากมายที่พระองค์ประทานให้แก่ข้าพระองค์ด้วยเถิด”

พึงรู้เถิดว่า..เมื่อใดก็ตามที่ผู้คนขอบคุณต่อความโปรดปรานของอัลลอฮฺ และพวกเขารับรู้ถึงความโปรดปรานนั้นได้เป็นอย่างดี อัลลอฮฺจะทรงรักเขา และเพิ่มพูนความโปรดปรานให้แก่เขาเป็นสองเท่า

แปลเรียบเรียง بنت الاسلام

Read Full Post »

รวมบทความแปลบางส่วนจากหนังสือ Enjoy your life โดยชัยคฺอะรีฟียฺ

ดาวน์โหลดได้จากลิงค์นี้ค่ะ Enjoy your life – Bookletเพื่อชีวิตที่เป็นสุข

 

Read Full Post »

Image

“ปัญหาที่ไร้ทางแก้”
จากหนังสือ
Enjoy your life โดย ดร. มุหัมมัด อับดุรเราะหฺมาน อัลอะรีฟีย์
บท Problems with no solutions ถอดความ بنت الاٍسلام

กี่ครั้งที่คุณเห็นผู้คนขับรถด้วยความโมโห พวกเขามักจะตบพวงมาลัย และตะโกนว่า “โอ้ย ทำไมมันแย่อย่างนี้วะ”

บาง ครั้ง คุณอาจเห็นคนบางคนเดินอยู่บนท้องถนน ไม่มีใครกล้าเข้าไปพูดคุยกับเขา เพราะเขามีท่าทางหงุดหงิดฉุนเฉียว และปากก็พร่ำบ่นไม่หยุดว่า “ร้อนจริงๆ เลย!”

หาก คุณเป็นเพื่อนร่วมงานอยู่ในที่ทำงานเดียวกันกับเขา มันคงจะเป็นเรื่องยากสำหรับคุณที่จะต้องเจอเขาทุกวัน เพราะเขามักจะสร้างความรำคาญใจให้กับคุณด้วยการพร่ำบ่นอยู่เสมอๆ ว่า “โอ้ย เพื่อน งานเยอะมากเลย เมื่อไหร่เงินเดือนจะขึ้นสักทีเนี่ยะ” อีกทั้งเขามักจะเข้ามาถึงที่ทำงานด้วยใบหน้าบึ้งตึงและเดินออกจากที่ทำงาน ด้วยความขุ่นเคือง บางครั้งเขาก็บ่นเกี่ยวกับความเจ็บปวดของร่างกายหรือบ่นเกี่ยวกับพฤติกรรม ที่ไม่ดีของลูกชายเขา

ความจริงแล้ว เราควรตระหนักว่า ในชีวิตของเรานั้น มีปัญหาอยู่มากมายที่ไม่มีทางแก้ไข และหนทางเดียวที่เราสามารถทำได้ คือ “การยอมรับและทำใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น”

ดัง นั้น จงมีความสุขกับชีวิตเถิด และพึงระวังการทำให้ “ปัญหาที่คุณกำลังประสบ” มีผลกระทบกับพฤติกรรมของคุณในที่ทำงาน กับลูกๆ ของคุณ กับเพื่อนร่วมงานของคุณ และคนอื่นๆ ด้วย คุณเคยคิดบ้างไหมว่า … พวกเขาทำอะไรให้คุณ เขาจึงต้องมารับการลงโทษจากปัญหาที่เขาไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย หรือจากปัญหาที่เขาไม่สามารถช่วยแก้ไขให้คุณได้? .. จงอย่าทำให้ พวกเขาเหล่านั้นต้องรู้สึกโศกเศร้า เสียใจกับคุณ ทุกๆ ครั้งที่พวกเขาได้พบเห็นคุณ หรือเมื่อใดก็ตามที่พวกเขานึกถึงคุณเลย

ด้วย เหตุนี้ ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม จึงห้ามไม่ให้ผู้คนร้องไห้คร่ำครวญต่อผู้เสียชีวิต รวมไปถึงการกรีดร้อง ฉีกเสื้อผ้า หรือการโกนหัว… เพราะเหตุใดหรือ? เพราะว่าสิ่งที่เราควรกระทำต่อผู้เสียชีวิต คือการทำความสะอาดร่างกายของเขา และปกคลุมร่างกายด้วยผ้าห่อศพ และทำการละหมาดให้กับเขา จากนั้นก็ทำการฝังในหลุมฝังศพและทำการละหมาดให้กับผู้เสียชีวิต การกรีดร้อง คร่ำครวญนั้นเป็นการกระทำที่มิได้ก่อประโยชน์ใดๆ นอกเสียจากการทำให้ความสุขของชีวิตกลายเป็นความโศกเศร้า

ครั้งหนึ่ง ขณะที่ท่านอัลมะอฺฟียฺ บิน สุลัยมาน กำลังเดินกับสหายของท่าน สักพักสหายของท่านก็หันหน้ามาทางท่าน ทำหน้าบึ้งตึง และกล่าวว่า ทำไมวันนี้มันถึงหนาวแบบนี้นะ

ท่าน อัล มะอฺฟียฺ จึงตอบกลับว่า แล้วท่านทำให้ตัวของท่านอุ่นหรือยัง

ยังเลย เขาตอบ

ท่านอัล มะอฺฟีย์ กล่าว หากเช่นนั้น ท่านจะพร่ำบ่นไปเพื่ออะไร หากว่าท่านทำการกล่าวสรรเสริญอัลลอฮฺ อย่างน้อย มันก็น่าจะเป็นการดีกว่าสำหรับท่าน

ท่านช่างมีความเข้าใจและมีสติปัญญาที่ล่ำเลิศเสียนี่กระไร

จงดำเนินชีวิตของคุณเถิด…จงอย่าขุดคุ้ยปัญหาที่คุณไม่รู้ และจงอย่าพร่ำบ่นถึงปัญหาเล็กๆ จงใช้ชีวิตของคุณอย่างมีความสุขเถิด

Read Full Post »

Image

จงทำให้ลิ้นของท่านชุ่มไปด้วยความหวาน

จากหนังสือ Enjoy your life โดย ดร. มุหัมมัด อับดุรเราะหฺมาน อัลอะรีฟีย์
บท Make your tongue sweet ถอดความ بنت الاٍسلام

มีหลายครั้งในชีวิต ที่เราจำต้องให้คำแนะนำตักเตือนและให้คำปรึกษากับผู้คน บางคนให้คำตักเตือนแก่ลูกสาว ลูกชาย สามี เพื่อน เพื่อนบ้าน หรือแม้แต่บิดาและมารดาของเขา และผลที่ได้รับจากการให้คำตักเตือนนั้นมักจะขึ้นอยู่กับวิธีการตักเตือนของผู้ให้คำตักเตือนนั้น

ซึ่งหมายความว่า หาก “คำแนะนำตักเตือน” ที่ให้ไปนั้นกระทำไปด้วยมรรยาทที่เหมาะสม ด้วยความอ่อนโยน ผลลัพท์ที่ได้มักจะไม่ต่างกันกับวิธีการของมัน แต่หากว่า “คำแนะนำตักเตือน” ที่ให้ไปนั้นเป็นไปด้วยความรุนแรง หรือแข็งกระด้าง ผลลัพท์ของมันย่อมเหมือนกับวิธีการที่ใช้ไปเช่นกัน

เมื่อใดก็ตามที่เราให้การตักเตือนผู้คน แท้จริงแล้ว เราควรตระหนักว่า เรากำลังทำการปฏิสัมพันธ์กับหัวใจของเขา ไม่ใช่ ร่างกายของเขา นี่คือเหตุผลว่า เหตุใด บรรดาลูกๆ มักจะรับเอาคำตักเตือนของผู้เป็นมารดา มากกว่าคำตักเตือนของผู้ที่เป็นบิดา หรืออาจน้อมรับต่อคำตักเตือนของบิดา มากกว่ามารดา และเหตุใดนักเรียนบางคนอาจจะรับเอาคำสั่งสอนของอาจารย์บางคน และไม่รับเอาคำสั่งสอนของอาจารย์อีกคน

ทักษะสำคัญอันดับแรกที่ เราควรใช้ขณะให้คำแนะนำตักเตือนต่อผู้คนนั้น คือ การไม่กระทำเกินขอบเขต และการตำหนิต่อทุกๆ ความผิดพลาดของเขา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใหญ่ หรือเรื่องเล็กก็ตาม เพื่อที่ว่าผู้รับคำตักเตือนจะไม่เกิดความรู้สึกว่าคุณกำลังจ้องมองดูทุกๆ การเคลื่อนไหวของเขา หากไม่เช่นนั้น พวกเขาย่อมมองว่าคุณเป็นจอมวุ่นวาย (แทนที่จะเป็นผู้ที่คอยให้ความช่วยเหลือ)

และแท้จริง ผู้นำของประชาชน ไม่ใช่ คนโง่  และผู้นำของประชาชน ไม่ใช่ ผู้ที่แสร้งทำเป็นโง่

หากคุณสามารถเปลี่ยน “การตักเตือนของคุณ” ให้เป็น “การเสนอแนะ” แทนได้ คุณก็ควรกระทำเช่นนั้น

ยกตัวอย่างเช่น หากภรรยาของคุณนำอาหารเย็นมาให้คุณ และคุณก็ทราบดีว่าเธอต้องเหนื่อยเพียงใดในการเตรียมอาหารมื้อนี้ หากแต่ว่ารสชาติอาหารนั้นค่อนข้างจะเค็มมาก อย่างไรก็ตาม คุณไม่ควรพูดว่า “โอ้ โฮ อาหารอะไรเนี่ยะ? ขอความคุ้มครองจากอัลลอฮฺด้วยเถิด ดูเหมือนว่าเธอจะเทเกลือลงไปหมดกระปุกเลยนะ!” แต่คุณควรจะพูดว่า “ถ้าเธอใส่เกลือน้อยลงกว่านี้ รสชาติอาหารจะดีกว่านี้มากเลยนะจ๊ะ”

เช่นเดียวกัน หากคุณพบว่าลูกชายของคุณใส่เสื้อผ้าสกปรก  คุณก็ควรให้การตักเตือนต่อเขาเสมือนว่าคุณกำลังเสนอแนะวิธีการให้กับเขา เพราะคนส่วนใหญ่นั้นไม่ชอบที่จะถูกสั่ง คุณอาจจะพูดกับเขาว่า “ลูกคงจะดูดีมากๆ เลยนะจ๊ะ หากลูกใส่เสื้อผ้าที่ดีกว่านี้” 

หากนักเรียนคนหนึ่งเข้าห้องเรียนสาย คุณก็ควรพูดกับเขาว่า  “มันคงจะดีมากเลยนะ หากคุณไม่มาสายอีก” (ด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน) การตักเตือนด้วยวิธีการเสนอแนะเช่นนี้ย่อมเหมาะสมกว่า คุณจึงควรใช้วิธีการเสนอะแนะเช่นนี้ตลอดเวลา “ถ้าคุณทำแบบนี้จะดีกว่าไหม?” “ฉันขอเสนอแนะว่า ถ้าคุณทำแบบนี้…มันน่าจะดีกว่า”

วิธีการเช่นนี้ย่อมดีกว่าการที่คุณจะพูดว่า “เธอไม่มีมรรยาทเอาซะเลย ฉันบอกเธอไปกี่ครั้งแล้ว แต่เธอก็ไม่เคยเข้าใจ?” “จะต้องให้ฉันบอกเธอแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหนกัน”

คุณควรทำให้ผู้รับคำตักเตือนนั้นได้รักษาเกียรติของเขาและรู้สึกว่าตัวของเขานั้นมีคุณค่า ถึงแม้เขาจะกระทำความผิดพลาดก็ตาม คุณรู้ไหมว่าเพราะเหตุใด? เพราะ “เป้าหมายของการให้คำตักเตือน” คือการช่วยแก้ไขข้อผิดพลาด ไม่ใช่การแก้แค้น หรือการหมิ่นประมาทเขา หากจะพูดกันแบบง่ายๆ แล้วนั้น ก็หมายความว่า ไม่มีใครปรารถนาหรือชอบที่จะถูก “สั่ง”

จงพิจารณาดูจาก “วิธีการที่ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ใช้ในการตักเตือนผู้คน” วันหนึ่งท่านตัดสินใจที่จะให้การตักเตือน ท่านอับดุลลอฮฺ บิน อุมัรฺ เกี่ยวกับเรื่องการละหมาดยามค่ำคืน

ท่านเราะสูลมิได้เรียกท่านอับดุลลอฮฺ และกล่าวว่า “โอ้ อับดุลลอฮฺ จงทำการละหมาดยามค่ำคืนเถิด” หากแต่ท่านเราะสูลให้การตักเตือนเสมือนว่าท่านกำลังให้การเสนอแนะ โดยท่านกล่าวว่า “โอ้ อับดุลลอฮฺ มันจะเป็นการดีเพียงใด หากท่านทำการละหมาดยามค่ำคืนด้วย” ในอีกรายงานท่านเราะสูลกล่าวว่า “โอ้ อับดุลลอฮฺ ท่านจงอย่าเป็นเช่นคนเหล่านั้น พวกเขาเคยละหมาดยามค่ำคืน หากแต่เขาก็ละทิ้งมัน”

ในความเป็นจริงแล้ว หากคุณสามารถที่จะนำ “ข้อผิดพลาดของเขา” ไปสู่  “การใคร่ครวญของเขา” เองได้ โดยปราศจากการทำให้เขารู้ว่าคุณกำลังให้การตักเตือนเขาอยู่  เช่นนั้นก็ถือว่าเป็นวิธีการที่ดียิ่ง

ครั้งหนึ่ง มีบุรุษท่านหนึ่งได้จามขึ้นมา ขณะที่เขาอยู่ร่วมกับท่านอับดุลลอฮฺ บิน อัลมุบาร็อค หากแต่เขามิได้กล่าวว่า “อัลฮัมดุลิลลาฮฺ” ดังนั้น ท่านอับดุลลอฮฺ บิน อัลมุบาร๊อค จึงกล่าวว่า  “เมื่อบุคคลหนึ่งจาม เขาควรกล่าวว่าอะไรหรือ” เขาจึงตอบว่า “อัลฮัมดุลิลลาฮฺ” จากนั้นท่านอับดุลลอฮฺ บิน อัลมุบาร๊อค จึงกล่าวว่า “ยัรฮัมมุกัลลอฮฺ” (ขออัลลอฮฺทรงเมตตาต่อท่าน)

ท่านเราะสูลเองก็มีวิธีการเช่นเดียวกันนี้ เมื่อท่านทำการละหมาดอัสรฺเสร็จ ท่านมักจะไปเยี่ยมภรรยาของท่านทีละคน เพื่อนั่งและพูดคุยกับพวกนาง ครั้งหนึ่งท่านเข้าไปเยี่ยมท่านหญิงซัยนับ บินติ ญะฮชฺ และพบว่านางมีน้ำผึ้ง ท่านเราะสูลชอบน้ำผึ้งมาก รวมไปถึงของหวานอื่นๆ ครั้งนั้นท่านจึงดื่มน้ำผึ้งไปพร้อมกับการพูดคุยกับนาง ซึ่งทำให้ท่านใช้เวลาอยู่กับนางนานกว่าที่ท่านใช้เวลาอยู่กับภรรยาท่านอื่น

ด้วยเหตุดังกล่าวท่านหญิงอาอิชะฮฺและท่านหญิงฮัฟเซาะฮฺจึงเกิดความหึงหวง และวางแผนกันว่าหากท่านเราะสูลเข้าเยี่ยมใครก็ตามในสองท่านนี้ พวกนางต้องพูดกับท่านว่า “ท่านมีกลิ่นเหมือนกับมะฆอฟีรฺ (Maghafir)” (มะฆอฟีรฺ คือเครื่องดื่มรสหวาน คล้ายกับน้ำผึ้งแต่มีกลิ่นที่ไม่ค่อยดีนัก) และท่านเราะสูลเป็นผู้ที่ระมัดระวังเรื่องสุขภาพและกลิ่นของร่างกายและปากของท่านอย่างมาก เพราะท่านมักจะพูดคุยกับญิบรีลและผู้คนมากมาย

และเมื่อท่านเข้าเยี่ยมท่านหญิงฮัฟเซาะฮฺ นางจึงถามท่านว่าท่านทานสิ่งใดมา ท่านจึงตอบว่า “ฉันได้ดื่มน้ำผึ้งขณะที่เข้าเยี่ยมนางซัยนับ” นางจึงกล่าวว่า “ฉันได้กลิ่นมะฆอฟีรฺจากท่าน” ท่านจึงกล่าวว่า “ไม่ใช่ ฉันดื่มน้ำผึ้งเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่ฉันจะไม่ดื่มมันอีกแล้ว” และเมื่อท่านไปพบท่านหญิงอาอิชะฮฺ นางก็กล่าวเช่นเดียวกันต่อท่าน

เมื่อวันเวลาผ่านไป อัลลอฮฺได้ทรงเปิดเผยความลับหนึ่งต่อท่านเราะสูล หลังจากนั้นสองสามวัน ท่านเราะสูลจึงบอกเล่าให้ท่านหญิงฮัฟเซาะฮฺทราบโดยให้นางเก็บเป็นความลับ หากแต่นางได้เปิดเผยความลับนั้น วันหนึ่งท่านเราะสูลได้เข้าไปเยี่ยมนางขณะที่นางมีแขกอยู่  ซึ่งคือ อัชชิฟะอฺ บินติ อับดุลลอฮฺ นางเป็นเศาะฮาบียะฮฺท่านหนึ่งและเป็นนักศึกษาแพทย์ที่เคยให้การดูแลผู้ป่วย

ท่านเราะสูลต้องการที่จะทำให้ท่านหญิงฮัฟเซาะฮฺใคร่ครวญถึงความผิดของนางด้วยวิธีการตักเตือนทางอ้อม และอ่อนโยน

ท่านจึงกล่าวต่อนางอัชชิฟะอฺว่า  “ท่านจะไม่สอน “คาถาของมด” แก่นางเช่นที่ท่านสอนวิธีการเขียนให้แก่นางหรือ”

“คาถามด” คือถ้อยคำที่สตรีชาวอาหรับมักจะท่องกันซ้ำๆ และทุกคนทราบดีว่ามันไม่ได้ก่อให้เกิดอันตรายใดๆ หรือก่อประโยชน์อันใดทั้งสิ้น

คาถาดังกล่าวเป็นที่รู้จักกันดีในบรรดาสตรี มีเนื้อหาว่า “เจ้าสาวทำการเฉลิมฉลอง ย้อมสี ทากอฮัล (ทาตา) และทำทุกสิ่งทุกอย่างที่นางทำได้ หากแต่ นางมิได้เชื่อฟังสามีของนาง” 

ท่านเราะสูลต้องการที่จะให้บทเรียนแก่ท่านหญิงฮัฟเซาะฮฺทางอ้อมด้วยการกล่าวย้ำซ้ำๆ ว่า “หากแต่นางมิได้เชื่อฟังสามีของนาง”

ช่างเป็นวิธีการตักเตือนอันงดงาม ในการแก้ไขข้อผิดพลาดของผู้คน อีกทั้ง “การตักเตือนเช่นนี้” ยังคงทิ้งไว้ซึ่ง “ความรัก” ให้อยู่ในหัวใจของผู้คน โดยไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อจิตใจของพวกเขาด้วยความบกพร่องใดๆ และไม่ก่อให้เกิดความเสียหายใดๆ ด้วยการตักเตือนที่เกินขอบเขต!

ชายคนหนึ่งได้ยืมหนังสือจากญาติคนหนึ่งของเขา เมื่อเขานำหนังสือเล่มนั้นมาคืนในสองวันให้หลัง กลับพบว่ามีรอยเปื้อนของอาหารบนหนังสือ ซึ่งดูเหมือนว่ามันเคยถูกใช้รองขนมปังหรือองุ่น เจ้าของหนังสือเห็นเช่นนั้นจึงเงียบเฉย แต่หลังจากนั้นสองวัน ชายคนเดิมก็มาพบเขาเพื่อยืมหนังสืออีกเล่ม เจ้าของจึงนำหนังสือวางไว้บนจานและมอบให้แก่เขา ชายคนดังกล่าวจึงพูดว่า “ผมต้องการเพียงแค่หนังสือ ทำไมคุณต้องให้จานกับผมด้วยหละครับ” เจ้าของหนังสือจึงตอบว่า “หนังสือเล่มนี้สำหรับคุณเพื่ออ่าน และจานใบนี้สำหรับคุณเพื่อใส่อาหาร”  เขาจึงหยิบหนังสือเล่มดังกล่าวและจากไป และเขาก็ได้รับบทเรียนจากคำตักเตือนของเจ้าของหนังสือ

ผม (ผู้เขียน) จำได้ว่ามีชายคนหนึ่งที่กลับบ้านดึก จากนั้นเขาก็ถอดเสื้อนอกของเขาออก และห้อยมันไว้ที่กำแพง จากนั้นเขาก็เข้านอน ภายหลังภรรยาของเขาก็เข้ามาในห้อง และเปิดกระเป๋าเสื้อนอกของเขาและเอาเงินย่อยที่อยู่ในกระเป๋าออกไป ซึ่งมีทั้งธนบัตรใบละ 1 และ 5 ริยาล และเมื่อเขาตอนขึ้นมาในตอนเช้า เพื่อออกไปทำงาน เขาต้องการซื้อของ เมื่อหยิบเงินในกระเป๋าเสื้อ เขาพบว่าเขาไม่มีเงินเหลือเลยสักใบ เขาจึงรู้สึกประหลาดใจ และครุ่นคิดว่าเงินหายไปไหน จากนั้นเขาก็เริ่มจะคิดได้ว่าเงินหายไปไหน

วันต่อมา เมื่อเขากลับมาถึงบ้าน เขาได้เอากบใส่ลงไปในกระเป๋าเสื้อนอกของเขา จากนั้นเขาก็ถอดเสื้อออก และห้อยไว้ตามปกติ และนอนลงบนเตียง ทำท่าเหมือนว่าเขาหลับไปแล้ว พร้อมทั้งทำเสียงกรน ขณะเดียวกันก็เฝ้ามองดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเสื้อของเขา จากนั้นภรรยาของเขาก็เข้ามาในห้อง และหยิบเอาสิ่งใดก็ตามที่เธอสามารถนำเอาไปได้ตามปกติ  จากนั้นเธอก็ค่อยๆ พลิกเสื้อนอกของเขาออกอย่างช้าๆ และล้วงมือเข้าไปในกระเป๋า จากนั้นมือของเธอก็สัมผัสกับกบ และเมื่อกบกระโดด เธอจึงร้องขึ้นมาว่า “โอ้ยยย มือของฉัน” สามีของเธอถึงลืมตาและร้องขึ้นมาว่า “โอ้ยย กระเป๋าของผม”

หากเพียงแค่เรานำวิธีการในรูปแบบเดียวกันนี้มาใช้กับทุกคนที่เราปรารถนาที่จะให้คำตักเตือน ซึ่งรวมไปถึงบรรดาลูกๆ ของเรา นักเรียนของเรา เมื่อพวกเขากระทำความผิดพลาดใดๆ มันย่อมได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจแน่

“นัยฟฺ” เป็นเพื่อนคนหนึ่งของผม แม่ของเขาเป็นผู้ศรัทธาที่มีความเคร่งครัด เธอไม่ชอบให้มีรูปภาพใดๆ ภายในบ้าน เพราะมลาอิกะฮฺจะไม่เข้าบ้านที่มีสุนัขหรือรูปภาพ เธอมีลูกสาวคนเล็กอีกคนหนึ่งที่มีของเล่นมากมาย ยกเว้นตุ๊กตา อีกทั้งเธอมักจะห้ามปรามไม่ให้ลูกสาวของเธอซื้อตุ๊กตา แต่อนุญาตให้ซื้อของเล่นอื่นๆ  ครั้งหนึ่งคุณป้าของเด็กสาวซื้อตุ๊กตาให้เธอเป็นของขวัญและบอกเธอว่า “เล่นตุ๊กตาในห้องของหนูนะจ๊ะ และอย่าให้คุณแม่เห็นนะ”

สองสามวันหลังจากนั้น เธอพบว่าลูกสาวของเธอมีตุ๊กตาอยู่ในห้อง เธอจึงตัดสินใจที่จะให้การตักเตือนลูกสาวของเธอด้วยวิธีที่เหมาะสม และเมื่อทุกคนนั่งพร้อมหน้าพร้อมตากันที่โต๊ะรับประทานอาหาร อุมมุ นัยฟฺ จึงพูดขึ้นมาว่า “ลูกๆ ที่รักจ๋า ช่วงสองสามวันนี้แม่รู้สึกว่าไม่มีมลาอิกะฮฺอยู่ในบ้านของเราเลย แต่แม่ก็ไม่รู้ว่าทำไมพวกเขาถึงหายไป แท้จริงไม่มีอำนาจอื่นใดเว้นแต่อัลลอฮฺ”

เด็กหญิงเมื่อได้ยินเช่นนั้น จึงนิ่งเงียบ หลังจากรับประทานอาหาร เด็กหญิงจึงกลับไปที่ห้องของเธอและเห็นตุ๊กตาหนึ่งตัวถูกล้อมรอบด้วยของเล่นอื่นๆ เธอจึงหยิบมันขึ้นมาและนำไปให้คุณแม่ของเธอ และพูดว่า “คุณแม่คะ นี่คือสาเหตุที่ทำให้มลาอิกะฮฺจากไป คุณแม่จะทำอะไรกับมันก็ได้ค่ะ”

วิธีนี้ช่างเป็นวิธีที่งดงามยิ่ง คนคนหนึ่งสามารถแก้ไขข้อผิดพลาดของคนอีกคนหนึ่ง พร้อมทั้งยังให้ข้อคิด ด้วยความอ่อนโยนโดยปราศจากความรุนแรงหรือความแข็งกระด้าง

ความหมายคือ  “การทำให้ผู้ที่ได้รับคำตักเตือนได้รักษาไว้ซึ่งเกียรติของเขา”  มันเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ในการที่จะดื่มน้ำผึ้งโดยปราศจากซึ่งการทำลายรังผึ้ง ดังนั้นจงอย่าให้การตักเตือนผู้คน เสมือนว่าเขาเป็นผู้ปฏิเสธเพียงเพราะการกระทำบางอย่างของเขา หากแต่เราควรคิดดีต่อเขาและให้เหตุผลต่อการกระทำของเขาว่าเขาอาจจะกระทำไปโดยมิได้เจตนา หรืออาจจะไม่รู้ก็เป็นได้

ในช่วงระยะต้นๆ แห่งศาสนาอิสลามนั้น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (สุรา) ยังไม่ถูกสั่งห้าม แต่มันได้ถูกสั่งห้ามในช่วงเวลาหนึ่ง

ในช่วงแรกเริ่ม อัลลอฮฺทรงประกาศว่า “เครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้นเป็นสิ่งที่ควรออกห่าง” พระองค์ตรัสว่า “พวกเขาจะถามเจ้า เกี่ยวกับน้ำเมา และการพนัน จงกล่าวเถิดว่า ในทั้งสองนั้นมีโทษมากและมีคุณหลายอย่างแก่มนุษย์” (2:219)

ในช่วงที่สอง อัลลอฮฺทรงสั่งห้ามผู้คนจากการดื่มกินมันก่อนการละหมาด โดยตรัสว่า “ผู้ศรัทธาทั้งหลาย! จงอย่าเข้าใกล้การละหมาด ขณะที่พวกเจ้ากำลังมึนเมาอยู่ จนกว่าพวกเจ้าจะรู้ สิ่งที่พวกเจ้าพูด” (4:43)

ในระยะสุดท้าย อัลลอฮฺตรัสว่า “สุรา (สิ่งมึนเมา) และการพนันและ นั้นเป็นสิ่งโสมมอันเกิดจากการกระทำของชัยฏอน  ดังนั้นพวกเจ้าจงห่างไกลจากมันเสียเพื่อว่าพวกเจ้าจะได้รับความสำเร็จ”  (5:90) ดังนั้นผู้คนที่เคยดื่มสิ่งมึนเมาก็ละทิ้งมันตามคำสั่งใช้ของพระองค์

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีผู้คนบางส่วนที่อาศัยอยู่นอกเมืองมาดีนะฮฺ ที่ไม่ทราบเกี่ยวกับข้อห้ามเกี่ยวกับสิ่งมึนเมา (แอลกอฮลล์) วันหนึ่ง ท่านอมีรฺ บิน รอบีอะฮฺ เศาะฮาบะฮฺท่านหนึ่ง ได้กลับจากการเดินทางและนำเหล้าเต็มขวดมาให้ท่านเราะสูล

ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม นั้นไม่เคยดื่มเหล้า ไม่ว่าจะเป็นช่วงก่อนอิสลาม ยุคญาฮีลียะฮฺ หรือช่วงอิสลาม  อย่างไรก็ตาม ผู้คนต่างเคยนำของขวัญมามอบให้แก่ท่าน บางอย่างที่ท่านไม่ได้ใช้ ท่านก็จะมอบให้ผู้อื่นหรือขายมันไป บางคนก็นำทองคำหรือเงินมามอบให้แก่ท่าน แต่ท่านก็มิได้สวมใส่มัน หากแต่จะมอบสิ่งนั้นให้กับบรรดาภรรยาของท่านหรือคนอื่น

ท่านเราะสูล มองดูขวดเหล้าที่ท่านอมีรฺนำมาให้ด้วยความประหลาดใจ และท่านได้ส่งมันคืนให้กับอมีรฺ บิน รอบีอะฮฺ และกล่าวว่า “ท่านไม่ทราบหรอกหรือว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งต้องห้าม”

ท่านอมีรฺตอบว่า “เป็นสิ่งต้องห้ามหรือท่าน ฉันไม่ทราบมาก่อนเลย โอ้ ท่านเราะสูล”

ท่านเราะสูลจึงตอบว่า “ใช่ มันเป็นสิ่งต้องห้าม” จากนั้นท่านอมีรฺจึงนำมันออกไป บางคนเสนอแนะให้ท่านอมีรฺนำมันไปขาย แต่เมื่อท่านเราะสูลได้ยินเช่นนั้น ท่านจึงกล่าวว่า “ไม่ได้ เมื่ออัลลอฮฺทรงสั่งห้ามสิ่งใดสิ่งหนึ่ง พระองค์ก็ทรงสั่งห้ามมูลค่าของมันเช่นกัน” (ห้ามขาย)

เมื่อได้ยินเช่นนั้น เศาะฮาบะฮฺจึงนำขวดเหล้าออกไปและเทเหล้าทิ้งลงที่พื้น

พึงระวังการสรรเสริญตัวท่านเองขณะให้คำตักเตือนต่อผู้คน หรือการยกตัวของท่านให้สูงขึ้นและกดผู้ที่รับการตักเตือนให้ต่ำลง ไม่มีผู้ใดปรารถนาที่จะได้รับการปฏิบัติเช่นนั้น

ยกตัวอย่าง ผู้เป็นบิดาบางคน เมื่อเขาให้การตักเตือนต่อลูกชายของเขา เขาก็มันจะเริ่มด้วยการกล่าวถึงความสำเร็จ ความดีงามทั้งหลายของตัวเอง เช่น “พ่อเคยเป็นแบบนั้น พ่อเคยทำแบบนี้” เป็นไปได้ว่าลูกชายอาจจะทราบถึงประวัติของผู้เป็นบิดาดีแล้วก็ได้

ดังนั้นเมื่อคุณต้องการที่จะยกตัวอย่างขณะที่ให้คำแนะนำตักเตือน จงพยายามอย่างมากที่สุดที่จะไม่กล่าวถึงตัวท่านเอง หรือยกเรื่องราวความกล้าหาญ การกระทำที่ดีงามทั้งหลายของตัวเองเป็นตัวอย่าง จงยกตัวอย่างเรื่องราวของผู้อื่น ด้วยวิธีการดังกล่าว ผู้ที่ได้รคำตักเตือนย่อมไม่รู้สึกว่าคุณกำลังดูถูกเขาและคุณกำลังยกย่องตัวคุณเอง

 “แม้แต่คำพูดที่ดี คือ การเศาะดะเกาะฮฺ”

 

Read Full Post »

Image

อย่าสาปแช่งเขา …
แหล่งที่มา หนังสือ Enjoy your life โดย ดร มุหัมมัด อับดุรเราะหฺมาน อัลอะรีฟีย์
บท Do not curse him because he drinks alcohol! ถอดความ بنت الاٍسلام

คนส่วนใหญ่ที่เราได้อยู่ร่วมกับพวกเขาหรือรู้จักกับพวกเขาในสังคม..   ไม่ว่าพวกเขาจะเลวร้ายอย่างไร แต่ความเป็นจริงแล้วนั้น พวกเขาก็มักจะมี “บางสิ่งบางอย่างที่ดีงาม” ในตัวเขาอยู่เสมอ แม้ว่ามันจะมีเพียงเล็กน้อยก็ตาม  ในกรณีเช่นนี้ หากเราสามารถที่จะเข้าถึง “คุณสมบัติที่ดีงาม” ของพวกเขาได้ มันก็จะเป็นสิ่งที่ดียิ่ง (ต่อเขาและเรา)

“อาชญากร” เป็นที่ทราบกันดีว่า คนเหล่านี้นั้นมักจะปืนเข้าไปในบ้านของผู้คนและขโมยทรัพย์สิน …แต่พวกเขาอาจจะกระทำไปเพื่อที่จะนำทรัพย์สินที่ได้มาไปช่วยเหลือคนอนาถาและเด็กกำพร้า หรือแม้แต่นำไปสร้างมัสญิดก็เป็นได้

เช่นเดียวกัน สตรีคนหนึ่งอาจเห็นเด็กกำพร้ากำลังหิวโหย เธอจึงทำผิดประเวณีเพื่อหารายได้มาช่วยเหลือเด็กเหล่านั้นเพื่อประทังความหิวโหย หรือคนคนหนึ่งอาจมีเจตนาที่ใช้มีดแทงใครสักคน แต่เมื่อเขาเห็นเด็กหรือผู้หญิง หัวใจของเขาก็สลายและต้องทิ้งมีดลง

ด้วยเหตุนี้ คุณจึงควรปฏิบัติต่อผู้คนด้วยการคำนึงถึงความดีงามในตัวเขา ก่อนที่จะคำนึงถึงความเลวร้ายในตัวเขา

เป็นที่ทราบกันดีว่า ศาสนาทูตที่รักของเรา นบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม นั้นมักจะหาข้ออ้างหรือเหตุผลให้กับบรรดาผู้ที่กระทำสิ่งผิดพลาดทั้งหลาย และคิดดีต่อผู้ที่กระทำความชั่วอยู่เสมอ

เมื่อท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมพบกับผู้กระทำบาป ท่านมักจะพิจารณาเขาจากความศรัทธาในตัวเขา จากนั้นก็พิจารณาจากความคิดและการฝ่าฝืนของเขา ท่านจะไม่คิดกับผู้ใดในแง่ร้าย และท่านก็จะปฏิบัติต่อพวกเขาเหล่านั้นเสมือนลูกชายและน้องชายของท่านเอง

ในช่วงสมัยของท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม มีชายคนหนึ่งที่ติดสุรา ครั้งหนึ่งเขาถูกนำตัวไปยังท่านเราะสูลในสภาพที่มึนเมา และได้มีการตัดสินให้เขาต้องได้รับการลงโทษโดยการถูกเฆี่ยน หลังจากนั้นสองสามวัน เขาก็ถูกจับได้อีกว่าดื่มเหล้า และถูกนำตัวมายังท่านเราะสูลและถูกเฆี่ยนเป็นการลงโทษอีกครั้ง และหลังจากนั้นอีกสองสามวันเขาก็ถูกจับได้อีกว่าดื่มสุรา และถูกนำตัวมายังท่านเราะสูลและถูกเฆี่ยนอีก

หลังจากที่เขาถูกเฆี่ยนแล้ว ขณะที่เขากำลังจะเดินจากไป มีชายคนหนึ่งในหมู่ เศาะฮาบะฮฺกล่าวขึ้นมาว่า “ขออัลลอฮฺทรงสาปแช่งเขาด้วยเถิด เขามาที่นี่และถูกเฆี่ยนบ่อยครั้งเหลือเกิน!!”

ท่านเราะสูลจึงหันไปยังชายคนดังกล่าว และสีหน้าของท่านเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด และกล่าวว่า “จงอย่าสาปแช่งเขา!! ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ฉันรู้ว่าเขารักอัลลอฮฺและเราะสูลของเขา!” (อัลบุคอรียฺ และมุสลิม)

เมื่อคุณปฏิบัติต่อผู้คน จงมีความยุติธรรมต่อพวกเขา ระลึกถึงสิ่งดีงามในตัวเขา และทำให้พวกเขารู้สึกว่า “ความชั่ว” ของพวกเขา ไม่ได้ทำให้คุณลืม “ความดีงาม” ในตัวเขา และสิ่งนี้ย่อมทำให้พวกเขาเข้าใกล้ชิดคุณมากยิ่งขึ้น

ข้อคิด ก่อนที่คุณจะถอนราก “ต้นไม้แห่งความชั่ว” ของผู้อื่น จงมองหา “ต้นไม้แห่งความดีงาม” และรดน้ำให้มันเถิด

—————————————————————-
หมายเหตุ (ผู้แปล)
การนำบทความดังกล่าวมานำเสนอ มิได้มีเจตนา (และเชื่อว่าผู้เขียนบทความต้นฉบับก็มิได้มีเจตนา) ที่จะสนับสนุนให้ผู้คนกระทำความชั่วด้วยเจตนาที่ดี หรือกระทำความดีบนความทุกข์ของผู้อื่น หากแต่เป็นการให้แง่คิดในเรื่องของการ “มองคน” ในอีกมุมหนึ่ง หากเราสามารถเข้าใจและเข้าถึง “เจตนาที่แท้จริง” ในการกระทำบางสิ่งบางอย่างของคนคนหนึ่งได้ ย่อมทำให้เราสามารถที่จะช่วยเหลือเขาได้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งหากเราสามารถช่วยทำให้เขามองเห็น “คุณค่าความดีงาม” ที่มีอยู่ตัวเขา มันอาจจะทำให้เขาสามารถดึงตัวเองออกจากความชั่วทั้งปวงก็เป็นได้ …  เราจึงควรที่จะให้ความช่วยเหลือคนเหล่านี้ และพยายามดึงเขากลับมาสู่หนทางที่ดีงาม มิใช่การทอดทิ้ง ละเลย หรือเพิกเฉย ..

สังเกตได้ว่า “อาชญากร” หรือ “ผู้กระทำความผิดซ้ำๆ ซากๆ” ส่วนใหญ่ไม่สามารถกลับมาสู่หนทางที่ดีงามได้ สาเหตุหนึ่งก็เป็นเพราะว่า ครอบครัว และสังคมไม่ให้โอกาส  ความช่วยเหลือและการสนับสนุนที่จะทำให้เขาสามารถยืนอยู่ในสังคมได้ จึงทำให้เขากลับเข้าสู่ความชั่วเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

Read Full Post »

Image อย่าฆ่าตัวเองด้วยความโศกเศร้า
แหล่งที่มา
หนังสือ Enjoy your life โดย ดร มุหัมมัด อับดุรเราะหฺมาน อัลอะรีฟีย์
บท Do not kill yourself by grief ถอดความ بنت الاٍسلام

สะอีดฺเป็นลูกศิษย์คนหนึ่งของผมที่มหาวิทยาลัย ครั้งหนึ่งเขาหายหน้าไปหนึ่งสัปดาห์เต็มๆ เมื่อผมพบกับเขาอีกครั้ง ผมก็พูดกับเขาว่า “หวังว่าทุกๆ อย่างคงเป็นไปด้วยดีนะ สะอีดฺ”

“ไม่มีอะไรแย่หรอกครับ ผมเพียงแค่ยุ่งนิดหน่อย สะอีดฺ ตอบ แต่เห็นได้ชัดเจนว่าเขากำลังเป็นทุกข์อยู่ ผมจึงถามเขาว่า “มีเรื่องอะไรหรือเปล่า”

เขาตอบว่า “ลูกชายผมกำลังป่วย เขามีอาการตับอักเสบ สองวันก่อนเขาติดเชื้อในกระแสเลือด และเมื่อวานผมก็ตกใจเมื่อทราบว่าเชื้อได้ลุกลามเข้าไปในสมองแล้ว”

ผมบอกสะอีดฺว่า “ไม่มีพลังหรืออำนาจใดเว้นแต่พระประสงค์ของอัลลอฮฺ! อดทนเถอะ ผมจะขอดุอาอฺต่ออัลลอฮฺให้พระองค์ทรงเยียวยาลูกชายของคุณ และหากว่าอัลลอฮฺทรงกำหนดสิ่งใดให้กับเขาแล้ว (เช่น ความตาย) ผมจะขอต่ออัลลอฮฺให้พระองค์ทรงทำให้เขาเป็นผู้ขอความช่วยเหลือ (ชะฟาอะฮฺ) ของคุณในวันกิยามะฮฺ”

เขาตอบว่า “ผู้ขอความช่วยเหลือ (ชะฟาอะฮฺ) ? โอ้ ชัยคฺ ลูกชายของผมไม่ได้เด็กขนาดนั้น”

“เขาอายุเท่าไหร่” ผมถาม “สิบเจ็ดปีครับ” เขาตอบ
ผมจึงบอกเขาว่า “ผมขอวิงวอนต่ออัลลอฮฺให้พระองค์ทรงเยียวยาเขาและประทานการอำนวยพรต่อพี่น้องของเขา”

สะอีดฺก้มหน้าลงและพูดว่า “โอ้ ชัยคฺ เขาไม่มีพี่น้องเลย ผมไม่ได้รับการอำนวยพรให้มีลูกมากกว่านี้ และลูกชายผมก็กำลังทุกข์ทรมานกับความเจ็บป่วยนี้ อย่างที่ท่านทราบ”

สิ่งที่เกิดขึ้นกับสะอีดฺสร้างความสะเทือนใจต่อผม แต่ผมก็ยังคงหนักแน่นในคำพูด “สะอีดฺ ที่รัก จะอย่างไรเสีย คุณก็อย่าฆ่าตัวของคุณเองด้วยความเศร้าโศกเสียใจ ไม่มีสิ่งใดที่จะสร้างความเจ็บปวดกับเราได้ เว้นแต่สิ่งที่อัลลอฮฺทรงบันทึกไว้แล้ว” ผมปลอบโยนเขาและจากไป

ใช่แล้ว จงอย่าฆ่าตัวคุณเองด้วยความโศกเศร้า เพราะมันย่อมไม่ทำให้ปัญหาที่คุณกำลังประสบเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นได้

ผมจำได้ว่า เมื่อไม่นานมานี้ ผมเดินทางไปยัง อัลมาดีนะฮฺ อันนะบาวียะอฺ และได้พบกับคอลิด เขาถามผมว่า “หากเราไปเยี่ยมด็อกเตอร์อับดุลลอฮฺ คุณจะพูดอะไรกับเขา?”

ผมถามว่า “ทำไม มีอะไรเกิดขึ้นหรือ”

เขาตอบว่า “ก็สำหรับการแสดงความเสียใจ”

“แสดงความเสียใจ?” ผมกล่าวด้วยความประหลาดใจ

เขากล่าวว่า “ใช่ ลูกชายคนโตของท่านพร้อมกับคนในครอบครัวทั้งหมดไปร่วมงานเลี้ยงงานแต่งงานในเมืองใกล้ๆ นี้ แต่ตัวของด็อกเตอร์อยู่ที่มาดีนะฮฺเพราะท่านติดภารกิจที่มหาวิทยาลัย และระหว่างการเดินทางขากลับ พวกเขาทั้งหมดก็ประสบกับอุบัติเหตุที่รุนแรง และทั้งสิบเอ็ดคนก็เสียชีวิตจากอุบัติเหตุครั้งนั้น”

ด็อกเตอร์เป็นผู้ชายที่มีศีลธรรมคนหนึ่ง ท่านอยู่ในวัยเกินกว่า 50 ปี อย่างไรก็ตาม ด้วยความเป็นมนุษย์ที่มีอารมณ์ ความรู้สึก ท่านเองก็มีหัวใจ มีน้ำตาในดวงตา และจิตวิญญาณที่มีทั้งความทุกข์และความสุข

เมื่อท่านได้ทราบข่าวร้ายนี้ ท่านขอดุอาอฺใหักับสมาชิกทุกคนในครอบครัวของท่านและท่านก็ทำการฝังศพพวกเขาทั้งหมดด้วยมือของท่านเอง ทั้ง 11 ศพ

จากนั้น ท่านเริ่มเดินไปรอบๆ บ้านของท่านด้วยความสับสน ท่านเดินผ่านของเล่นที่วางอยู่ ที่ไม่ได้ถูกแตะต้องเป็นเวลาหลายวัน เพราะคุลัดและซาราฮฺที่มักเล่นของเล่นพวกนั้นได้เสียชีวิตไปแล้ว

ท่านเดินกลับมาที่เตียงของท่านที่ยังไม่ได้ถูกจัดให้เรียบร้อย เพราะอุมมุ เศาะลิฮฺ ภรรยาของท่าน เสียชีวิตลงแล้ว

ท่านเดินผ่านจักรยานของยะซีรฺ ที่ไม่ได้มีการเคลื่อนย้ายมาหลายวัน เพราะเจ้าของที่มักขี่มันได้เสียชีวิตลงแล้วเช่นกัน

ท่านเดินเข้าไปในห้องของลูกสาวคนโตเพื่อดูกระเป๋าที่เธอจัดเตรียมไว้สำหรับงานแต่งงานของเธอ และเสื้อผ้าของเธอที่วางอยู่บนเตียง เธอเสียชีวิตลงขณะที่เธออยู่ระหว่างการจัดเตรียมชุดแต่งงานของเธอ

มหาบริสุทธิ์ยิ่งต่ออัลลอฮฺผู้ประทานความอดทนและความเข้มแข็งแก่ท่าน

บรรดาแขกเหรื่อเข้ามาภายในบ้านของท่านพร้อมกับนำกาแฟมาเอง เพราะท่านไม่มีใครช่วยจัดเตรียมของรับรองแขก และที่น่าประหลาดใจก็คือ หากคุณได้เห็นชายท่านนี้คอยรับการแสดงความเสียใจและการปลอบโยนจากแขก คุณจะคิดว่า ความจริงแล้วนั้น เขาเป็นผู้ที่คอยปลอบโยนบรรดาแขกมากกว่า และผู้ที่โศกเศร้านั้นคือบรรดาแขกเอง

การกระทำของท่านเป็นการกระทำที่ฉลาดยิ่ง เพราะหากท่านไม่แสดงออกด้วยการกระทำเช่นนั้น ท่านคงต้องตายตามครอบครัวของท่านไปด้วยความโศกเศร้า

ผมรู้จักคนบางคนที่เมื่อใดก็ตามที่ผมได้พบเขา เขาจะมีความสุขอยู่เสมอ แต่หากว่าคุณได้ทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับชีวิตของเขา คุณจะพบว่าเขามีอาชีพการงานที่ไม่ค่อยดีนัก เขาอาศัยอยู่ในห้องเช่าเล็กๆ รถของเขาก็เก่ามาก และเขาเองก็มีลูกหลายคน แต่กระนั้น เขาก็จะมักยิ้มแย้ม มีชีวิตชีวาอยู่เสมอ และเขาก็รักชีวิตความเป็นอยู่ของเขา

ถูกต้องแล้วหละ ดังนั้นคุณจงอย่าฆ่าตัวของคุณเองด้วยความโศกเศร้า และอย่าได้พร่ำบ่นมากมายจนกระทั่งผู้คนรอบข้างเบื่อหน่ายคุณ เช่น หากคุณรู้จักใครคนหนึ่งที่ลูกชายของเขาพิการ และทุกครั้งที่เขาพบคุณ เขาก็มักจะทำให้คุณเสียเวลาไปกับการพร่ำบ่นของเขาว่า “ลูกชายของผมกำลังป่วย ผมเห็นใจเขามากเลย โถ ลูกชายที่น่าสงสารของผม”

และวันหนึ่งคุณจะพบว่าตัวคุณเองเบื่อหน่ายต่อเขาและอยากจะตะโกนออกมาว่า “พอได้แล้ว พี่ชายที่รักของฉัน พอสักทีเถอะ ผมเข้าใจประเด็นคุณแล้ว”

หรือ หากมีผู้หญิงคนหนึ่งที่มักจะพูดกับสามีของเธอว่า “บ้านของเราเก่าแล้วนะ รถที่มีอยู่ก็แทบจะพังอยู่แล้ว เสื้อผ้าของฉันก็ไม่ทันสมัยเอาซะเลย”

อะไรคือผลดีจากการพร่ำบ่นเช่นนี้? มันมีเพียงแต่จะเพิ่มความทุกข์ให้กับตัวคุณเอง
คุณใช้ชีวิตทั้งชีวิตของคุณ ไปกับสิ่งนี้ ช่างน่าสงสารเหลือเกิน คร่ำครวญ เศร้าโศก เสียใจ
คุณมัดมือตัวเอง และพร่ำบ่นว่า
“เวลา กำลังต่อต้านฉัน”
ถ้าคุณไม่แบกภาระไว้กับตัวเอง แล้วใครจะทำแบบนั้นได้เล่า?

ถ้อยคำแห่งปัญญา
จงใช้ชีวิตของคุณ อยู่กับสิ่งที่คุณมี และคุณก็จะมีความสุขอยู่เสมอ

Read Full Post »

Older Posts »

%d bloggers like this: