Feeds:
Posts
Comments

Archive for the ‘ชัยฎอน ญิน ความชั่วร้าย’ Category

เวลาที่คุณดำเนินชีวิตตามความต้องการของชัยฏอน มากกว่าอัลลอฮฺ .. คุณคิดจริงๆ หรือว่า มันรู้จักคุณมากกว่าอัลลอฮฺ คุณคิดหรือว่ามันรักคุณ และอัลลอฮฺมิได้ทรงรักคุณ คุณคิดหรือว่ามันสามารถปกป้องคุณจากไฟนรกได้ แต่อัลลอฮฺทรงทำไม่ได้ .. หรือคุณคิดหรือว่ามันจะปล่อยให้คุณมีความสุข แต่อัลลอฮฺจะไม่ทรงทำให้คุณมีความสุข?

หากเช่นนั้น ขอให้คุณรู้เถอะว่า … ชัยฏอน ผู้ถูกสาปแช่ง มันจะพูดในวันสุดท้ายนั้นว่า “แท้จริงอัลลอฮได้ทรงสัญญาพวกท่านซึ่งเป็นสัญญาแห่งความจริง และฉันได้สัญญาพวกท่านแล้วฉันได้บิดพลิ้วพวกท่าน ฉันไม่มีอำนาจใดๆ เหนือพวกท่าน นอกจากฉันได้เรียกร้องพวกท่าน แล้วพวกท่านก็ตอบสนองฉัน ดังนั้นพวกท่านอย่าได้ประณามฉัน แต่ทว่าจงประณามตัวพวกท่านเอง ฉันไม่อาจร้องทุกข์แทนพวกท่านได้ และพวกท่านก็ไม่อาจ ร้องทุกข์แทนฉัน (จากการลงโทษของอัลลอฮ) ได้ แท้จริงฉันได้ปฏิเสธต่อสิ่งที่พวกท่านตั้งฉันให้เป็นภาคี (กับอัลลอฮ) แต่ก่อนนี้ แท้จริงบรรดาผู้อธรรมนั้น สำหรับพวกเขาคือการลงโทษอย่างเจ็บปวด” (อิบรอฮีม 14:22 คัดลอกจากเวป quran. com)

Ref: Tawfique Chowdhury

Read Full Post »

พึงระวังเพราะเราคงไม่อยากเป็นหนึ่งในเหตุผลที่สร้างความเสียหายต่อใคร

การปัดเป่า ‘อัยน์'(สายตาแห่งความอิจฉา) ก่อนที่มันจะประสบกับคุณ
~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~
(จากหนังสือ the jinn and human sickness)

การป้องกันสามารถทำได้ด้วยการขอการอำนวยพรจากอัลลอฮฺ ด้วยพระปรีชาญาณของอัลลอฮฺ หากว่าบุคคลคนหนึ่งได้ส่งสายตาแห่งความอิจฉาไปยังคนอีกคนหนึ่ง แล้วเขาวิงวอนขอให้เกิดความดีงามต่อสิ่งที่เขาอิจฉา เช่นนั้น ‘ความชั่วร้ายที่เกิดจากสายตาแห่งความอิจฉา’ ก็จะถูกขจัดออกไปและจะไม่ก่อให้เกิดผลประทบใดๆ อัลลอฮฺทรงยับยั้งการกำหนดของพระองค์ด้วยหนทางแห่งการกำหนดของพระองค์ ดังนั้นกิจการทั้งหมดจึงอยู่ภายใต้การควบคุมของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา

ด้วยเหตุนี้ศาสนทูตมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมจึงสั่งใช้ให้เราวิงวอนขอการอำนวยพร (ความดีงาม) สำหรับทุกๆ สิ่งที่เราชื่นชอบ ท่านกล่าวว่า “หากผู้ใดก็ตามในหมู่พวกท่านเห็นบางสิ่งบางอย่างที่พี่น้องของเขามีหรือครอบครอง ขอให้เขาจงวิงวอนขอความดีงามต่อเขา”

และท่านได้กล่าวต่ออามีรฺ อิบนุ เราะบิอะฮฺว่า “เหตุใดท่านจึงไม่วิงวอนขอซึ่งการอำนวยพรเล่า?”

อีกทั้งยังมีการรายงานว่าท่านสะฮฺล อิบนุ ฮานีฟ กล่าวว่า ‘ศาสนทูตมุหัมมัดกล่าวว่า “หากผู้ใดก็ตามในหมู่พวกท่านพบเห็นบางสิ่งที่เขาชื่นชอบให้เกิดขึ้นแก่ตัวของเขาหรือทรัพย์สินของเขา เช่นนั้นเขาจงวิงวอนขอการอำนวยพรต่อสิ่งนั้น เพราะ ‘สายตาแห่งความอิจฉาที่ชั่วร้าย’ นั้นมีอยู่จริง” รายงานโดยอิบนุ อัซซุนนียฺ และอีหม่ามอะหมัดและอัลฮากีม

หะดีษข้างต้นได้บ่งบอกให้ทราบว่า ‘สายตาแห่งความอิจฉา’ ไม่สามารถทำร้ายหรือทำความเสียหายใดๆ ได้ หากว่าผู้ที่อิจฉาวิงวอนขอต่ออัลลอฮฺซึ่งความดีงาม หากทว่ามันจะสามารถสร้างความเสียหายได้ในกรณีที่เขาไม่ได้ขอซึ่งความดีงาม มุสลิมทุกๆ คนที่ชื่นชอบหรือพอใจในสิ่งใดสิ่งหนึ่งจำต้องวิงวอนขอการอำนวยพร เพราะหากว่าเขากระทำเช่นนั้น มันจะป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นได้โดยปราศจากข้อสงสัย (ตัฟซีรฺ อัลกุรตุบียฺ9/227)

การวิงวอนขอการอำนวยพรนั้นสามารถทำได้ด้วยการกล่าวว่า ‘บาริก อัลลอฮุ ฟิฮฺ (ขออัลลอฮฺประทานความดีงามแก่สิ่งนั้น)’ หรือ ‘อัลลอฮุมมา บาริก อะลัยฮิ (โอ้ อัลลอฮฺ โปรดประทานการอำนวยพรต่อสิ่งนั้น)’

และอาจกล่าวด้วยคำว่า ‘มาชาอัลลอฮฺ (ในสิ่งที่อัลลอฮฺทรงประสงค์ (ซึ่งมันจะเกิดขึ้น))’ ดังที่ในอายะฮฺอัลกะฮฺฟฺ

“มันเป็นสิ่งที่ดียิ่งกว่าในการที่ท่านจะกล่าว เมื่อท่านเข้าไปในสวนของท่าน ว่า สิ่งที่อัลลอฮฺทรงประสงค์ (ย่อมเกิดขึ้น) (มาชาอัลลอฮฺ) ไม่มีพลังใดๆ (ที่จะช่วยเราได้) นอกจากที่อัลลอฮฺ” (คัดลอกจากอัลกุรอานแปลไทย. ปรับถ้อยคำเล็กน้อย)

[ซูเราะฮฺอัลกะฮฺฟฺ 18:39]

แปล เรียบเรียง : บินติ อัลอิสลาม

20140108-133406.jpg

Read Full Post »

การกล่าวโทษว่าทุกๆ สิ่งที่เลวร้ายที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรานั้นเกิดจากเวทมนตร์ ไสยศาสตร์ หรืออัยน์ นั่นคือสัญญาณหนึ่งที่บ่งบอกถึงความอ่อนแอของอีหม่าน (ความศรัทธา)

การมีความเชื่อเช่นนี้ทำให้การทำงานของมารร้ายชัยฏอนในการที่จะสร้างความเสียหายต่อชีวิตของเรานั้นง่ายดายมากขึ้น ด้วยการที่มันทำให้เราเข้าใจผิดว่าใครคนหนึ่งกำลังใช้วิธีการสกปรกเหล่านี้กับเราอยู่

และคนที่ถูกกล่าวโทษว่าทำในสิ่งเหล่านั้น โดยส่วนใหญ่แล้วมักจะเป็นผู้ที่บริสุทธิ์เสมอ

ขอให้เราแสวงหาความคุ้มครองจากอัลลอฮฺเป็นประจำทุกวันด้วยการละหมาด ดุอาอฺ และการชำระล้างจิตใจกายให้สะอาด ด้วยการทำเช่นนี้มันย่อมไม่มีสิ่งใดที่จะสามารถทำร้ายหรือสร้างความเสียหายต่อเราได้

แปลเรียบเรียงจาก มุฟตี อิสมาอีล เมงกฺ
-บินติ อัลอิสลาม-

Read Full Post »

อย่าเสี่ยงกับความโกรธกริ้วของอัลลอฮฺเพื่อความพึงพอใจชั่วคราวแห่งโลกดุนยา
~~~~~~~~~~~~~~~~~~~
ส่วนหนึ่งจากบรรยายของมุฟตีอิสมาอีล เมงกฺ temporary pleasure
สรุป เรียบเรียงถ้อยคำ: บินติ อัลอิสลาม

มีเด็กหนุ่มมุสลิมีนที่เคร่งครัดศาสนาคนหนึ่งมาพบกับมุฟตี และเล่าให้ท่านฟังว่า เมื่อปีที่แล้ว เขาไปเที่ยวคลับกับเพื่อนๆ เขาได้ใช้เวลาอยู่ในนั้นประมาณ 3 ชั่วโมง มุฟตีจึงถามเขาว่า เขาได้ทำการเตาบัตต่ออัลลอฮฺหรือยัง เขาบอกว่าเขาทำการเตาบัตต่อพระองค์ทุกวัน ร้องไห้ทุกคืน หากแต่ว่าเขามีปัญหาอยู่เรื่องหนึ่ง คือ ตอนนี้สถานะของเขาได้กลายเป็นพ่อคนแล้ว…

…เพราะว่าเขาได้ทำให้ผู้หญิงคนหนึ่งท้อง ในค่ำคืนเดียวกันนั้น…

เขาเริ่มร้องไห้หนักขึ้น ขณะที่่เล่าให้มุฟตีฟัง มุฟตีพยายามปลอบโยนเขา ให้เขามีความหวัง แต่ดูเหมือนว่า เขาไม่สามารถสงบลงได้

จากนั้นเขาจึงเล่าต่อว่า ‘แต่ผมเป็นพ่อลูกสาม ครับ’
มุฟตีถามเขาว่า ‘มันเป็นไปได้อย่างไร?’
เขาตอบว่า ‘เธอมีลูกแฝดสามครับ’

เขาบอกต่อว่า ‘ผมไม่เคยไปคลับมาก่อนคืนนั้น หรือหลังจากคืนนั้นเลย’

ดูสิว่า..ผลที่เกิดจากช่วงเวลาแห่งความพึงพอใจสั้นๆ ที่เกิดจากนัฟซูนั้นเป็นเช่นไร?

อีกทั้งผู้หญิงที่ให้กำเนิดลูกของเขาก็ไม่ใช่มุสลิมด้วย อัลลอฮุ อักบัรฺ

เหตุการณ์เช่นนี้ สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกคน หากเพียงแค่คุณหลงลืมอัลลอฮฺ ทำให้อัลลอฮฺทรงโกรธกริ้ว

ดังนั้นพี่น้องมุสลิมะฮฺ โปรดรักษาความบริสุทธิ์ของท่าน ปกป้องมันไว้ เพราะมันเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดที่คุณครอบครอง

พี่น้องมุสลิมีน อย่าคิดว่าคุณจะรอดพ้นมันไปได้ โปรดควบคุมความใคร่ปรารถนาของท่าน อย่าปล่อยให้ตัวเองตกลงไปในความชั่วนั้น

และนี่คือเหตุผลที่ว่าเหตุใดอัลลอฮฺจึงทรงสั่งใช้เราให้ลดสายตาลงต่ำ เพื่อที่ว่าเราจะไม่ถูกชี้นำไปหนทางนั้น

อีกทั้งการแต่งกายของท่าน พี่น้องมุสลิมะฮฺ แท้จริงมันสามารถสร้างความเสียหายต่อท่านได้

ความสัมพันธ์ที่หะรอมของท่าน จงละทิ้งมันเสีย เพราะหากท่านไม่ละทิ้งมัน มันอาจกลับมาไล่ล่าท่านไปตลอดชีวิต
**************************
อัลลอฮฺตรัสว่า…

“จงกล่าวเถิด (มุหัมมัด) แก่บรรดามุอ์มิน (ผู้ศรัทธาชาย) ให้พวกเขาลดสายตาของพวกเขาลงต่ำ และให้พวกเขารักษาทวารของพวกเขา นั่นเป็นการบริสุทธิ์ยิ่งแก่พวกเขา แท้จริงอัลลอฮฺทรงรอบรู้สิ่งที่พวกเขากระทำ

และจงกล่าวเถิด (มุหัมมัด)ทแก่บรรดามุอ์มินะฮ์ (ผู้ศรัทธาหญิง) ให้พวกเธอลดสายตาของพวกเธอลงต่ำ และให้พวกเธอรักษาทวารของพวกเธอ และอย่าเปิดเผยเครื่องประดับของพวกเธอ เว้นแต่สิ่งที่พึงเปิดเผยได้

และให้เธอปิดด้วยผ้าคลุมศรีษะของเธอลงมาถึงหน้าอกของเธอ และอย่าให้เธอเปิดเผยเครื่องประดับของพวกเธอ เว้นแต่แก่สามีของพวกเธอ หรือบิดาของสามีของพวกเธอ หรือลูกชายของพวกเธอ หรือลูกชายสามีของพวกเธอ หรือพี่ชายน้องชายของพวกเธอ หรือลูกชายของพี่ชายน้องชายของพวกเธอหรือลูกชายของพี่สาวน้องสาวของพวกเธอ หรือพวกผู้หญิงของพวกเธอ หรือที่มือขวาของพวกเธอครอบครอง (ทาสและทาสี) หรือคนใช้ผู้ชายที่ไม่มีความรู้สึกทางเพศ หรือเด็กที่ยังไม่รู้เรื่องเพศสงวนของผู้หญิง และอย่าให้เธอกระทืบเท้าของพวกเธอ เพื่อให้ผู้อื่นรู้สิ่งที่พวกเธอควรปกปิดในเครื่องประดับของพวกเธอ และพวกกเจ้าทั้งหลายจงขอลุแก่โทษต่ออัลลอฮฺเถิด โอ้ บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้รับชัยชนะ”

[อันนูรฺ 24: 30-31] **คัดลอกจากโปรแกรมอัลกุรอาน

20130609-043614.jpg

Read Full Post »

มุฟตี อิสมาอีล เมงกฺกล่าวว่า
“ผมไม่ เข้าใจ กลุ่มคนที่ทำให้คนอื่นรู้สึกว่า พวกเขาเป็นเพียงคนกลุ่มเดียวที่จะได้เข้าสวนสวรรค์ และคนอื่นๆ นั้นไม่มีค่าเพียงพอที่จะได้รับการทักทาย หรือแม้แต่รอยยิ้ม เพียงเพราะว่าเขาเหล่านั้นต้องประสบกับความหายนะ

แน่นอนว่าการกระทำ (ความคิดเช่นนี้) ไม่ใช่ “ความศรัทธา” หากแต่ความเป็นจริงแล้วนี่คือสัญญาณแห่งความยโสทะนงตนที่เป็นคุณลักษณะของ ชัยฏอน

ขอจงอย่าปล่อยให้ตัวเราตกอยู่ในประเภทของความยโสทะนงตนที่คนบางคนเชื่อว่ามันคือ “ความศรัทธา”

Read Full Post »

backbiters_by_islamicwallpers

ดาวน์โหลด E Book PK Book – อัลฆีบะ

Al-GHIBA Slander & Backbiting: The Way To The Hellfire

ผู้เขียน วาฮีด วับดุสสลาม บาลี แปลอังกฤษ อุมัรฺ อะหฺมัด กาเซรฺ
แปลไทย
بنت الاٍسلام เรียบเรียง อับดุลอะซีซ (นภ) โสภณวสุ
*คัดลอกอัลกุรอานแปลไทยจาก http://www.alquran-thai.com

การนินทา สิ่งควรประนาม

อัล ลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา ทรงสั่งห้ามเราจากการพูดจาให้ร้ายหรือจากการนินทาผู้อื่น พระองค์ทรงบรรยายคุณลักษณะของผู้ที่ให้ร้ายผู้อื่นในรูปแบบที่เลวร้ายที่สุด ไว้ในอัล-กุรอาน ว่าพวกเขาเหล่านั้นเปรียบเสมือนกับ “สุนัข” อัลลอฮฺตรัสว่า

“และ จงอย่าสอดแนม อย่านินทา ให้ร้ายคนใดในหมู่พวกเจ้า พวกเจ้านั้นชอบที่จะกินเนื้อพี่น้องของเจ้าที่ตายไปแล้วกระนั้นหรือ (แน่นอนว่า) พวกเจ้าย่อมเกลียดมัน และจงยำเกรงต่ออัลลอฮฺเถิด แท้จริงอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงอภัยโทษ ผู้ทรงเมตตาเสมอ” (อัลหุจญฺรอต 49:12)

อัลลอฮฺทรงเปรียบผู้ที่ชอบนินทาว่าเป็นดั่งเช่น สุนัขเพราะ สุนัข เป็นสัตว์ประเภทเดียวที่กินเนื้อศพของสุนัขด้วยกัน สัตว์ใหญ่เช่น “สิงโต” หรือแม้แต่ “หมาป่า” และ “สุนัขจิ้งจอก” ก็ไม่ได้ทำเยี่ยงมัน

หากเรา ลองสำรวจในสถานที่ที่ผู้คนมักมีการนัดพบปะ รวมตัวกัน จะสังเกตได้ว่าพวกเขาต่างกำลังกินเนื้อศพกันอยู่โดยผ่านการกล่าวร้าย นินทา — ปัจจุบัน น้อยคนนักที่พร้อมจะปกป้องเกียรติของพี่น้องมุสลิม หรือพยายามที่จะช่วยให้พวกเขาพ้นจากเจตนาร้ายและคำครหาของผู้อื่น

เราควรตระหนักว่าการพูดจาให้ร้ายผู้อื่นลับหลังนั้นเป็นสิ่งต้องห้าม จากการรายงานในหะดีษเศาะเหียะฮฺ ของ อัลบุคอรียฺและมุสลิม โดยการบอกเล่าของท่านอบู ฮูร็อยเราะฮฺ ศาสนทูตมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมกล่าวว่า สิ่งใดก็ตามที่เป็นส่วนหนึ่งของมุสลิมคนหนึ่งนั้น ไม่เป็นที่อนุญาตให้พี่น้องของเขาทำการละเมิดได้ , เลือดเนื้อ, ทรัพย์สิน และเกียรติยศของเขา

จากการบอกเล่าของ ท่านอิบนุ อุมัรฺ ศาสนทูตมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมกล่าวว่า อัลลอฮฺทรงสร้างเลือด ทรัพย์สิน และเกียรติอันยิ่งใหญ่ให้แก่เจ้า อันซึ่งเป็นสิ่งหวงห้ามในหมู่พวกเจ้า(เศาะเหียะฮฺ อัลบุคอรียฺ)

พี่ น้องแห่งอิสลามทั้งหลาย ความศรัทธาและความเชื่อของพวกท่านจะไม่สามารถสมบูรณ์ได้ จนกว่าบรรดาพี่น้องมุสลิมของเราจะปลอดภัยจากพฤติกรรมชั่วร้ายที่เกิดจากการ นินทา

จากการบอกเล่าของท่านอับดุลลอฮฺ อิบนุ อัมรุ อิบนุ อัลอัซฺ ศาสนทูตมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมกล่าวว่า มุสลิม คือผู้ที่หลีกห่างจากการทำร้ายมุสลิมอีกคนหนึ่งด้วยลิ้นและมือทั้งสองข้างของเขาและ มูฮาญิรีน (ผู้อพยพ ย้ายถิ่นฐานเพื่ออัลลอฮฺ) นั้น คือผู้ที่ละทิ้งทุกสิ่งที่อัลลอฮฺทรงห้าม(เศาะเหียะฮฺ อัลบุคอรียฺ)

จากการบอกเล่าของท่านอบู มูซา อัลอัชชารียฺ มีหมู่คนบางพวกได้ถามศาสนทูตมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมว่า ศาสนาอิสลามของผู้ใดที่ดีที่สุด (หรือ ผู้ใดเป็นมุสลิมที่ดีที่สุด) ศาสนทูตมุหัมมัดได้ตอบว่า ผู้ที่หลีกห่างจากการทำร้ายมุสลิมด้วยลิ้นและมือทั้งสองของเขา(เศาะเหียะฮฺ อัลบุคอรียฺ)

การ พูดจาให้ร้ายลับหลังผู้อื่นนั้นเป็นการบ่งบอกถึงความศรัทธา (อีหม่าน) ที่ไม่ได้อยู่ในหัวใจ (ของผู้นินทา) มิเช่นนั้นแล้วเราคงไม่กระทำพฤติกรรมที่น่ารังเกียจเช่นนั้น

จากการบอกเล่าของท่านอบู บูรฺซาฮฺ อัลอัซละมียฺ ศาสนทูตมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมกล่าวว่า โอ้ ประชาชาติของฉัน ผู้ที่มีความเชื่อด้วยลิ้นของเขา หากแต่ความเชื่อนั้นไม่ได้เข้าไปในจิตใจของพวกเขา — จงอย่านินทาพี่น้องมุสลิม จงอย่ามองหาความผิดของพวกเขา เพราะหากว่าใครก็ตามที่มองหาความผิดในพี่น้องของเขา อัลลอฮฺจะทรงมองหาความผิดในตัวเขาเช่นกัน และพระองค์จะทรงมอบความอัปยศให้แก่เขา ณ บ้านของพระองค์ (สุนัน อบู ดาวูด: 4/27)

แท้จริงแล้ว การรำลึกถึง อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา นั้นจะเพิ่มพูนความศรัทธา (อีหม่าน) แก่ท่าน ส่วนการนินทา ให้ร้าย นั้นจะทำลายความศรัทธา (อีหม่าน) ของท่านและทำให้ท่านได้ใกล้ชิดซัยฏอนมากขึ้น

ท่านอุมัรฺ อิบนุ อัลค็อฏฏอบ กล่าวว่า โอ้ บรรดามุสลิมทั้งหลาย จงรำลึกถึงอัลลอฮฺ เนื่องจากสิ่งนี้จะเป็นยารักษาโรคแก่ท่าน และจงตระหนักเถิดว่าการนินทาผู้อื่นนั้นเป็นโรคติดต่อชนิดหนึ่ง

ช่าง น่าเสียดายที่มุสลิมบางท่านนั้นรักษาการละหมาดญะมาอะฮฺที่มัสญิด ใช้เวลาไปกับการขอพรจากอัลลอฮฺทั้งกลางวันและกลางคืน อ่านอัลกุรอานเป็นกิจวัตรประจำวัน อีกทั้งยังทำการละหมาดสุนนะฮฺ และละหมาดยามค่ำคืน หากแต่พวกเขามิได้รับผลบุญจากการกระทำเหล่านั้น

ความดีงามที่พวกเขาได้ทำไว้ หายไปไหน? เพราะเหตุใดพวกเขาจึงไม่ได้รับผลบุญจากความดีงาม และการแสดงออกถึงความศรัทธาเหล่านั้น?

คำตอบก็คือ พวกเขาได้อุทิศความดีงามทั้งหลายเหล่านั้นและแจกจ่ายมันให้กับผู้อื่น นั่นเป็นเพราะว่า ไม่ว่าพวกเขาจะก้าวย่างไปที่ใด พวกเขาก็ทำการนินทาและกล่าวร้ายในเกียรติของผู้อื่น พวกเขาต่างจบลงด้วยการเป็น บุคคลล้มละลาย นั่นคือบุคคลที่สะสมความดีมากมาย ทั้งกลางวันและกลางคืน หากแต่มิได้รับรางวัลหรือผลบุญใดๆ จากความดีเหล่านั้นเลย

จากการบอกเล่าของท่าน อบู ฮุร็อยเราะฮฺ ศาสนทูตมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมกล่าวว่า ท่านทราบหรือไม่ว่าใครคือ บุคคลล้มละลาย”? พวกเขา (บรรดาเศาะฮาบะฮฺ) ตอบกลับไปว่า “บุคคลล้มละลายในหมู่พวกเราคือผู้ที่ไม่มีแม้แต่ “ดิรฮัม” หรือทรัพย์สินใดๆ ติดตัว” ศาสนทูตมุหัมมัดจึงกล่าวว่า “บุคคล ล้มละลายในประชาชาติของฉันคือผู้ที่จะปรากฏตัวในวันแห่งการตัดสิน (กิยามะห์) พร้อมด้วยการละหมาดทั้งหลาย การถือศีลอด และการจ่ายซะกาต หากแต่ว่า (เขาจะพบว่าเขาได้กลายเป็น “บุคคลล้มละลาย” ในวันนั้น เนื่องจากเขาได้เผาผลาญคุณงามความดีทั้งหลายจนมอดแล้ว) ตั้งแต่เขาได้เริ่มทำการด่าทอ หมิ่นประมาทผู้อื่น อีกทั้งกล่าวร้ายและผลาญทรัพย์สินผู้อื่นไปโดยมิชอบ พร้อมกับการหลั่งเลือดของผู้บริสุทธิ์ ดังนั้นความดีต่างๆ ของเขาจะถูกมอบให้แก่บัญชีของผู้ (ที่ทนทุกข์ทรมานด้วยมือและลิ้นของเขา) และหากว่าความดีของเขามีไม่มากพอ (ต่ำกว่าที่คาดไว้) เช่นนั้นแล้ว บาปต่างๆ ของผู้ (ที่ถูกเขากล่าวร้าย) จะถูกโอนไปยังบัญชีของเขา และเขาจะถูกโยนลงไปในไฟนรก” (เศาะเหียะฮฺ มุสลิม 6251)

ครั้งหนึ่งเมื่อ ท่านอัลหะซัน อัลบัศรี ขออัลลอฮฺทรงเมตตาต่อท่าน ได้รับการบอกเล่าจากบุคคลผู้หนึ่งว่า “มีคนบางคนได้ใส่ร้ายท่าน” เมื่อท่านได้ยินเช่นนั้น ท่านจึงส่งจานที่มีอินทผลัมให้แก่บุคคล (ที่มาเล่า) พร้อมกับฝากข้อความแก่ (ผู้ที่กล่าวร้ายถึงท่าน) ว่า “ฉัน ได้ยินมาว่า ท่านได้ให้มอบฮะซะนาต (ความดี) ของท่านให้แก่ฉันเป็นของขวัญ ดังนั้นฉันจึงอยากจะตอบแทนท่านด้วยสิ่งนี้ และขอโปรดให้อภัย ที่ไม่สามารถจะชดใช้แก่ท่านได้หมด”

การลงโทษในหลุมฝังศพของบรรดาผู้ชอบนินทานั้นรุนแรงยิ่งนัก

จากการบอกเล่าของท่านอิบนุ อับบาส มีครั้งหนึ่งขณะที่ศาสนทูตมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้เดินผ่านหลุมฝังศพ 2 หลุม ท่านได้กล่าวขึ้นมาว่า “บุคคลทั้งสองนี้ (ที่อยู่ในหลุมฝังศพ) กำลังได้รับการทรมานอยู่ และสาเหตุที่ทำให้พวกเขาถูกทรมานนี้ มิได้เกิดจากเรื่องราวที่ใหญ่โต หรือยากลำเค็ญแต่อย่างใด – หนึ่งในสองท่านนี้เป็นผู้ที่ไม่เข้มงวดเกี่ยวกับความสะอาด และเขามักจะทำให้ตัวเองมีรอยเปื้อนเวลาที่เขาปลดทุกข์ (ปัสสาวะ) ส่วนอีกคนหนึ่งนั้นชอบที่จะปล่อยข่าวโคมลอย (โกหก) (อันเป็นสาเหตุให้หมู่คนเกิดความบาดหมางใจ เป็นศัตรูต่อกัน)” (เศาะเหียะฮฺ อัลบุคอรียฺ 8:78 และมุสลิม)

ผู้ที่ชอบนินทานั้นจะถูกลงโทษในหลุมฝังศพ อันเนื่องจากพฤติกรรมที่น่ารังเกียจของเขาหากแต่ว่า พวกเขาจะได้รับการลงโทษเช่นไรในหลุมศพ? — เขาจะขีดข่วนใบหน้าของตัวเองด้วยเล็บมือของเขา จนกระทั่งเลือดไหลออกมาจากปาก ตา และจมูกของเขา ดังเช่นที่เขาได้เคยกล่าวร้ายนินทาผู้อื่นในแผ่นดิน

จากการบอกเล่าของท่านอนัส อิบนุ มาลิก ศาสนทูตมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมกล่าวว่า “ขณะที่ฉันได้ถูกนำขึ้นไปยังสวนสวรรค์ ฉันได้ผ่านผู้คนที่มีเล็บเป็นเหล็กทองแดง กำลังขีดข่วนใบหน้าและหน้าอกของตัวเอง ฉันจึงถามขึ้นมาว่า “ผู้คนเหล่านั้นคือใครหรือ ญิบรีล”? ญิบรีล ตอบว่า “พวกเขาคือผู้ที่เคยนินทาและละเมิดเกียรติของผู้อื่น” (สุนัน อบูดาวุด หะดีษเลขที่ 4860 และ “เศาะเหียะฮฺ อัลญามียฺ 2/926”)

——————————————-

ความหมายของ อัลฆีบะฮฺ

อัลฆีบะฮฺ คือการกล่าวถึงสิ่งต่างๆ เกี่ยวกับบุคคลใดบุคคลหนึ่งที่ตัวเขาเองก็ไม่ใคร่จะรับรู้ แม้ว่าสิ่งนั้นจะเป็นความจริงก็ตาม

มีการยืนยันเกี่ยวกับเรื่องนี้ในเศาะเหียะฮฺมุสลิม โดยการรายงานของท่านอบู ฮูร็อยเราะฮฺ ศาสนทูตมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมได้กล่าวว่า ท่านทราบหรือไม่ว่า อะไรคือ การนินทา?” พวกเขา (เศาะฮาบะฮฺ) กล่าวว่า “อัลลอฮฺและศาสนทูตของพระองค์รู้ดีที่สุด” ศาสนทูตมุหัมมัดจึงกล่าวต่อไปว่า การนินทา นั้นหมายถึง การพูดเกี่ยวกับพี่น้องของท่านด้วยวิธีการที่พี่น้องของท่านไม่ชอบมัน” จากนั้นศาสนทูตมุหัมมัด ถูกถามต่อไปว่า “แล้วท่านมีความคิดเห็นอย่างไร หากความผิดที่เราได้กล่าวถึงพี่น้องของเราเป็นเรื่องจริง?” ศาสนทูตมุหัมมัด จึงกล่าวว่า “หาก แม้สิ่งที่ท่านได้กล่าวเกี่ยวกับพี่น้องของท่านเป็นเรื่องจริง แท้จริงแล้ว ท่านได้กระทำการนินทา เขา และหากว่าความผิดที่กล่าวนั้นมิได้เป็นเรื่องจริง แท้จริงแล้วมันคือ การใส่ร้าย

ดัง นั้น หากแม้ว่าเจตนาของท่านนั้นดีจริง และท่านต้องการจะให้คำแนะนำแก่พี่น้องของท่าน ท่านก็มิควรจะนินทาพวกเขาในที่สาธารณะ หากแต่จงเข้าหาเขาเป็นการส่วนตัว และบอกให้เขาทราบเกี่ยวกับความผิดของเขา เพื่อที่เขาจะได้มีโอกาสแก้ไขมัน

อัลฆีบะฮฺ มิได้เป็นเรื่องที่ถูกจำกัดเพียงแค่ ลิ้น เท่านั้น หากแต่ยังรวมไปถึงการแสดงออกด้วยกิริยาท่าทางอีกด้วย เช่น การเดินตามหลังคนพิการและเลียนแบบท่าทางของเขา หรือการแสดงท่าทางดูถูกผู้ใดผู้หนึ่งด้วยลิ้น อัลลอฮฺทรงตรัสว่า

“ความหายนะจงประสบแด่ทุกผู้นินทา และผู้ใส่ร้ายผู้อื่น” (อัลฮุมะซะฮ์ 104.1)

“และเจ้าอย่าปฏิบัติตามผู้ที่เป็นนักสาบานที่ต่ำช้า ผู้นินทาตระเวนใส่ร้ายผู้อื่น” (อัลกอลัม 68.10 – 11)

——————————————-

ประเภทของอัลฆีบะฮฺ

อัลฆีบะฮฺ มี 5 ประเภท

  1. การนินทาเกี่ยวกับลักษณะบุคลิกภาพของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เช่นการกล่าวว่า บุคคลนั้น บุคคลนี้ตาบอด หัวล้าน สูง เตี้ย ดำ ขาว หรือการบรรยายลักษณะต่างๆ ที่ถือเป็นการตำหนิ การวิจารณ์ในทางไม่ดี ที่ซึ่งเป็นสิ่งที่พวกท่านเองก็มิใคร่จะได้ยินเกี่ยวกับมัน
  2. การนินทาเกี่ยวกับวงศ์ตระกูล/บรรพบุรุษของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง การพูดจาดูถูก สบประมาทว่า พวกเขานั้นสืบเชื้อสายมาจากครอบครัวชั้นต่ำ หรือสืบเชื้อสายมาจากคนกวาดถนน หรือการกล่าวถึงลักษณะ ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาเพื่อเป็นดูถูก หรือสร้างความอับอายแก่เขา
  3. การนินทาเกี่ยวกับคุณสมบัติ/ลักษณะนิสัยของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง คือ การบรรยายลักษณะนิสัยของพวกเขาว่า เป็นคนหยิ่งยโส ตะกละ โอ้อวด ใจร้อน รนราน มรรยาททราม หรือขี้ขลาด เป็นต้น
  4. การนินทาเกี่ยวกับคุณลักษณะของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ที่เป็นเรื่องทางโลก คือ การกล่าวถึงพวกเขาว่าเป็น คนพูดมาก กินเก่ง นอนเยอะ เห็นแก่ตัว ไม่ใส่ใจความเป็นไปของคนอื่น สกปรกและไม่ดูแลตัวเอง
  5. การนินทาใส่ร้ายเกี่ยวกับคุณลักษณะทางด้านศีลธรรมจรรยาของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง คือ การกล่าวร้ายว่าพวกเขา เป็นคนขี้ขโมย โกหก ขี้เมา ไม่ใส่ใจในความสะอาด ไม่เอาจริงเอาจังในการละหมาด ชอบนินทา ใส่ร้าย หรือไม่มีความรู้เกี่ยวกับศาสนาอิสลาม เป็นต้น

ดังนั้น มุสลิมทั้งหลายควรตระหนักถึงการล่อลวงของชัยฏอน เนื่องจากมันจะไม่ยุติการล่อลวงเพื่อทำให้เราเชื่อว่า เรานั้นกำลังให้คำแนะนำช่วยเหลือพี่น้องของเราอย่างจริงใจ แต่ทว่าในความเป็นจริงแล้วเราต่างกำลังนินทา ใส่ร้ายพี่น้องของเราอยู่

ผู้ ที่ต้องการให้คำแนะนำด้วยความจริงใจนั้น ควรหาทางติดต่อกับพี่น้องมุสลิมของเขาเป็นการส่วนตัว หรือเป็นการลับ เพื่อแจ้งให้เขาทราบเกี่ยวกับการกระทำที่ไม่ดีหรือไม่เป็นที่ยอมรับของเขา และขณะเดียวกันก็ขอดุอาอฺต่ออัลลอฮฺตะอาลาให้ทรงช่วยรักษาโรคร้าย (นินทา) นี้ให้หายไปจากพี่น้องมุสลิม

——————————————-

สาเหตุของ อัลฆีบะฮฺ

สาเหตุของ อัลฆีบะฮฺ มี 7 อย่าง

1. ความต้องการระบายอารมณ์โกรธ เมื่อมีการทะเลาะเบาะแว้งเกิดขึ้นระหว่างบุคคลสองคน หลังจากนั้น หนึ่งในสองคนนั้นจะตั้งวงนินทาบุคคลอีกคน เพื่อหาต้องการหาคำสนับสนุนหรือสร้างความสาใจให้กับอารมณ์โกรธของเขา

2. ความต้องการที่จะเป็นส่วนหนึ่ง หรือถูกยอมรับจากคนกลุ่มหนึ่ง เมื่อ มีบุคคลหนึ่งได้ยินเพื่อนของเขากำลังกล่าวร้ายพี่น้องมุสลิมลับหลังอยู่ — แทนที่เขาจะเข้าไปห้ามปรามหรือกล่าวตักเตือนเพื่อนของเขาเพื่อให้หยุดการ นินทา กล่าวร้าย แต่เขากลับช่วยเพื่อนด้วยการร่วมนินทาพี่น้องมุสลิมเช่นกัน หากแม้ว่าเขาระลึกและเชื่อฟังในพระดำรัสของอัลลอฮฺตะอาลาที่ว่า “ในวันนั้นบรรดามิตรสหายจะเป็นศัตรูกัน นอกจากบรรดาผู้ยำเกรง (อัลลอฮฺ) (อัซซุครุฟ 43.67) เขาย่อมมีความเข้าใจถึงผลกระทบที่จะตามมา

3. ความต้องการที่จะยกตนเองให้เหนือกว่าผู้อื่น โดยการทำให้ผู้อื่นดูไร้ค่า ด้วยวิธีการเดียวกัน บุคคลหนึ่งอาจจะเกิดความอิจฉาเมื่อผู้อื่นได้รับการยกย่อง และด้วยเหตุผลนี้ทำให้เขาต้องหาวิธีที่จะสร้างความเสื่อมเสียและใส่ร้าย บุคคลผู้นั้น เป็นต้นว่า เมื่อผู้ใดก็ตามได้รับการชื่นชมในความรู้ เกียรติ และคุณสมบัติที่ดีต่อหน้าเขา– เขาก็จะกล่าวว่า ใช่แล้วหละ เขาเป็นเช่นนั้น หากแต่ว่าเขายังมีอะไรที่ไม่ดีหลายๆ อย่างในตัวเขา (เพื่อเป็นการสร้างความเสื่อมเสียให้กับผู้ที่ได้รับการชื่นชม)

ชัย ฏอน (ผู้ถูกสาปแช่ง) ได้ล่อลวงให้เขาเชื่อว่า เขากำลังให้คำแนะนำแก่พี่น้องของเขา แต่หากว่าเขานั้นมีความจริงใจ เขาย่อมให้คำแนะนำและให้คำปรึกษาต่อพี่น้องของเขาเป็นการส่วนตัว มิใช่การเปิดเผยมันออกมาต่อที่สาธารณะ

4. ความอิจฉา บุคคล หนึ่งอาจจะมีความอิจฉาต่อบุคคลอีกคนหนึ่ง เมื่อใดก็ตามที่เขาได้ยินผู้คนชื่นชม ยินยอบุคคลผู้นั้นอยู่ ชัยฏอนจะทำการล่อลวงโดยการทำให้เขาเกิดความรู้สึกอิจฉาต่อความดีงามที่บุคคล นั้นได้รับ อีกทั้งยังมีความปรารถนาที่จะให้บุคคลนั้นได้รับความเสียหาย ดังนั้นวิธีการเดียวที่จะสร้างความเสื่อมเสียแก่บุคคลนั้นคือ การนินทา กล่าวร้าย

แท้จริงนั้น มุสลิมต่างทราบดีจากสิ่งที่กล่าวในอัลกุรอานว่า “อัลลอฮฺจะประทานผลบุญความดีแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์และไม่มีผู้ใดสามารถเปลี่ยนแปลงบทบัญญัตินี้ได้”

5. การล้อเล่น และเย้าแหย่เพื่อความสนุกสนาน นอกจากการดูหมิ่นเหยียดหยามพี่น้องมุสลิมแล้ว บุคคลหนึ่งอาจจะทำการนินทา ใส่ร้ายพี่น้องมุสลิมของเขาด้วยการทำให้ผู้อื่นนั้นหัวเราะเยาะพี่น้องของเขา

ผู้ที่ทำการนินทานั้นมักจะไม่รู้ตัวว่าเขากำลังกระทำความผิดที่ร้ายแรงอยู่ ศาสนทูตมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า มันเป็นความชั่วร้ายอย่างมากในการที่มุสลิมนั้นทำการดูถูกเหยียดหยามพี่น้องมุสลิมของเขา (เศาะเหียะฮฺ มุสลิม 6219)

6. การแสแสร้งเพื่อแสดงความเมตตา ตัวอย่างเช่น บุคคลหนึ่งกล่าวว่า เขาช่างยากจนเหลือเกิน ฉันรู้สึกเวทนาเขา” “เขาแทบจะไม่ละหมาดฟัรดูเลย หรือ เขาเพิ่งจะโกนเคราของเขาออก หรือ เขาได้รับบททดสอบที่ยากลำบากมากมาย

หาก ผู้นินทามีความจริงใจและความเมตตาต่อพี่น้องมุสลิมของเขาอย่างแท้จริง เขาจะไม่มีความคับแค้นใจหรือเผยแพร่เรื่องราวความประพฤติที่ชั่วร้ายของพี่ น้องเขาให้ผู้อื่นรับรู้ ในทางกลับกันเขาจะวอนขอต่ออัลลอฮฺตะอาลาให้พระองค์ทรงช่วยให้พี่น้องเขาผ่าน พ้นปัญหาที่ได้ประสบไปด้วยดี — อีกทั้งให้คำแนะนำแก่พี่น้องเขาเป็นการส่วนตัว

7. การฝืน บังคับให้ตัวเองมีความโกรธเพื่ออัลลอฮฺตะอาลา เมื่อบุคคลหนึ่งกล่าวว่า ดูพวกเขาเหล่านั้นสิ และดูสิว่า พวกเขารุกรานเขตแดนของอัลลอฮฺ และทำการละเมิดต่อพระบัญชาของพระองค์อย่างไร

อย่าง ไรก็ตาม บุคคลที่กล่าวเช่นนี้ถือเป็นบุคคลที่ชั่วร้ายและโง่เขลา เพราะหากว่าเขามีความจริงใจโดยสัตย์จริงแล้ว เขาจะไปพบกับผู้ที่มารุกรานนั้นและสั่งใช้ให้เขากระทำความดีและละเว้นความ ชั่ว

——————————————-

วิธีการรักษาเยียวยา (โรค) อัลฆีบะฮฺ

วิธีการรักษาโรคอัลฆีบะฮฺมี 5 ประการ

  1. ท่านควรตระหนักว่า อัลฆีบะฮฺ คือ บาปที่เกิดจากการเปิดเผยความผิดของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ซึ่งนำไปสู่ความไม่พอพระทัยของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา — ดังนั้นท่านจำต้องพยายามระลึกเกี่ยวกับสิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดในข้างต้น เพื่อหลีกเลี่ยงการกระทำบาปนี้
  2. จงเตือนตัวเองว่า ความ ดีของท่านนั้นจะถูกมอบให้กับผู้ที่ท่านได้กล่าวร้ายถึงเขา และบาปของเขาก็จะถูกมอบให้แก่ท่าน และในวันแห่งการตัดสิน ท่านอาจจะมีความปรารถนาที่จะได้เพียงแค่หนึ่งความดีเพื่อปกป้องตัวท่านจากไฟ นรกก็เป็นได้
  3. จงระลึกว่า ตัวท่านเองก็ไม่ปรารถนาที่จะให้ผู้อื่นนินทาท่านลับหลัง เช่นนั้นแล้วท่านควรจะเอาใจเขามาใส่ใจเรา
  4. จง ทำจิตใจของท่านให้บริสุทธิ์จากสิ่งที่ทำให้ท่านพูดจากล่าวร้ายต่อพี่น้องของ ท่านลับหลัง เช่น “ความเกลียด” “ความอิจฉา” “ความหลงตัวเอง” “ความหยิ่งยโส” และโรคทางจิตอื่นๆ
  5. จงไตร่ตรอง คิดทบทวนถึงความผิดของตัวท่านเอง แทนที่จะกล่าวนินทาผู้อื่น และจงใส่ใจพิจารณาในความผิดของตัวเองเพื่อทำการแก้ไข — จงมีความละอายที่จะวิจารณ์ กล่าวร้ายถึงความผิดของผู้อื่น เพราะแท้จริงแล้วตัวท่านเองนั้นก็มีความผิดมากมาย หากว่า ตัวท่านปราศจากซึ่งความผิดอย่างแท้จริงแล้ว ท่านจงแสดงความขอบคุณต่ออัลลอฮฺในความเมตตาของพระองค์ เนื่องจากการกล่าวร้ายนินทาผู้อื่นนั้นถือเป็น หนึ่งในบาปใหญ่

ท่านอัล หะซัน อัลบัศรี ขออัลลอฮฺประทานความเมตตาต่อท่าน ได้กล่าวว่า

โอ้ ลูกหลานของอาดัมเอ๋ย ท่านจะไม่บรรลุถึงความศรัทธาที่แท้จริง จนกว่าท่านจะหยุดมองหาความผิดของผู้อื่น ในขณะที่ตัวท่านเองก็มีความผิดหลายประการ (และท่านจะไม่ประสบความสำเร็จ) จนกว่าท่านจะเริ่มแก้ไขความผิดเหล่านั้น และหากแม้ท่านได้กระทำการดังกล่าวแล้ว จงใส่ใจต่อตัวเองเถิด เพราะว่าบ่าวที่เป็นที่รักที่สุดของอัลลอฮฺนั้น คือผู้ที่ปฏิบัติเช่นนั้น

หากจิตวิญญาณในตัวท่านสั่งให้ท่านทำการกล่าวร้ายถึงความผิดของผู้อื่น โปรดจงตั้งคำถามต่อตัวท่านเองดังนี้

– ท่านได้ทำการละหมาดพร้อมกับอิหม่ามทั้ง 5 เวลาที่มัสญิดหรือไม่? (สำหรับผู้หญิง การละหมาดที่บ้านของเธอประเสริฐกว่า)

– ท่านได้ทำละหมาดยามค่ำคืนหรือไม่?

– วันนี้ ท่านได้อ่านอัลกุรอานบ้างหรือยัง?

– วันนี้ ท่านได้วอนขอต่ออัลลอฮฺให้ทรงช่วยเหลือพี่น้องมุสลิมของเราหรือยัง?

– วันนี้ ท่านได้วอนขอต่ออัลลอฮฺให้แก่บิดามารดาของท่านหรือยัง?

– วันนี้ ท่านได้ทำการบริจาคทาน (เศาะดะเกาฮฺ) แก่คนยากจนหรือไม่?

– สัปดาห์นี้ ท่านได้ถือศีลอดสักวันหรือไม่?

– วันนี้ ท่านได้ทำการละหมาดอย่างนอบน้อมต่ออัลลอฮฺหรือไม่?

– วันนี้ ท่านได้ละหมาดดุฮาหรือไม่

– ท่านรักษาการละหมาดสุนนะฮฺอย่างสม่ำเสมอหรือไม่?

– ท่านได้กล่าวสดุดีต่ออัลลอฮฺในยามเช้าและกลางวันหรือไม่?

– วันนี้ ท่านระลึกถึงอัลลอฮฺและวอนขอต่อพระองค์หรือไม่ หรือท่านไม่ใส่ใจ?

หาก ท่านมองย้อนกลับมาที่ตัวท่านเองแล้ว จะพบว่าแท้จริงแล้ว ท่านได้ทำให้ตัวท่านนั้นถดถอย — เมื่อเป็นเช่นนั้น จงพยายามหาประโยชน์จากเวลาที่ท่านมี เพื่อทำการขออภัยโทษต่ออัลลอฮฺจากสิ่งที่ท่านได้เคยกระทำผิด และจงใส่ใจต่อปัญหาของตัวท่านเองเถิด

เอาวฟ์ ได้กล่าวว่า “ฉันได้ไปเยี่ยมอิบนฺ ซีรีน และได้กล่าวร้ายถึง อัล ฮัจญาจ [1] ดังนั้นเขา (อิบนฺ ซีรีน) จึงกล่าวแก่ฉันว่า อัล ลอฮฺเป็นผู้ทรงรอบรู้และยุติธรรมยิ่ง พระองค์จะทรงตอบแทนแก่ผู้ที่กล่าวร้ายต่ออัล ฮัจญาจ และจะทรงทำการลงโทษ อัล ฮัจญาจด้วยพระองค์เอง อันเนื่องมาจากการความชั่วร้ายของเขา และในวันแห่งการตัดสิน เมื่อท่านได้พบกับอัลลอฮฺ ความผิดที่เล็กที่สุดของท่านจะรุนแรงไม่ต่างไปจากความผิดอันใหญ่หลวงของอัล ฮัจญาจ

——————————————-

การลบล้างความผิดจาก อัลฆีบะฮฺ

อัลฆีบะฮฺ เป็นหนึ่งในบาปใหญ่ ผู้นินทานั้นต้องรับผิดชอบต่อการละเมิดของเขา ซึ่งการละเมิดนั้น มี 2 ประการ:

ประการแรกนั้น คือ การละเมิดที่เกิดจากการกระทำอันเกินขอบเขตที่อัลลอฮฺทรงกำหนด ในกรณีที่เขาได้กระทำความผิดบาปที่อัลลอฮฺทรงสั่งห้าม การกระทำดังกล่าวนี้จะต้องถูกลบล้างด้วยการสำนึกผิด เสียใจและขออภัยโทษต่ออัลลอฮฺ (เตาบะฮฺ)

ประการที่สอง คือ การละเมิดสิทธิอันชอบธรรมของพี่น้องมุสลิม หากเรื่องราวการนินทาได้ไปถึงหูผู้ถูกนินทา ผู้นินทาจำต้องขอโทษเขาผู้นั้น และแสดงความเสียใจในสิ่งที่ได้กล่าวไป และหากผู้ถูกนินทานั้นให้อภัย สิทธิอันชอบธรรมของเขาก็จะยุติลงไม่เช่นนั้นแล้ว ในวันแห่งการตัดสิน ความดีของเขา (ผู้นินทา) จะถูกมอบให้ผู้ถูกนินทา

จากการเล่าของท่านอบู ฮูร็อยเราะฮฺ ศาสนทูตมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า ผู้ ใดก็ตามที่ได้ละเมิดพี่น้องของเขา จงขออภัยจากผู้ที่เขาได้ทำการละเมิด (ก่อนที่เขาจะเสียชีวิต) เนื่องจาก (ในวันกิยามะห์) จะไม่มีแม้แต่ ดินาร หรือ ดิรฮัม (เช่นนั้นแล้ว เขาควรที่จะแสวงหาการให้อภัยในโลกดุนยานี้) ก่อนที่ความดีของเขาจะถูกนำไปแจกจ่ายให้กับพี่น้องของเขา หรือหากว่าเขาไม่มีความดีติดตัวเมื่อนั้น บาปของพี่น้องเขา จะถูกนำมาเพิ่มในบัญชีของเขาในวันกิยามะห์(เศาะเหียะฮฺอัลบุคอรียฺ 5/121 และมุสนัด อิหม่าม อะหมัด 2/435)

มีครั้งหนึ่ง ขณะที่ข้าพเจ้า (ผู้เขียน)[2] นั่งอยู่กับบุรุษสองท่าน ไม่นานนักบุรุษท่านหนึ่งได้ลุกออกไป บุรุษอีกท่านหนึ่งที่ยังนั่งอยู่กับข้าพเจ้าได้กล่าวขึ้นมาว่า บุรุษท่านนี้ไม่ดูแลตัวเองหรือใส่ใจในรูปร่างหน้าตาของตัวเองเลยข้าพเจ้าจึงได้กล่าวต่อบุรุษนั้นว่า เช่นนั้นแล้ว ท่านก็จงตามเขาไปและบอกให้เขารับทราบเถิดบุรุษท่านนั้นจึงถามกลับมาว่า จะให้ฉันไปบอกกับเขาเรื่องอะไร?” ข้าพเจ้าตอบกลับไปว่า “บอกเขาถึงสิ่งที่ท่านได้กล่าวไม่ดีเกี่ยวกับเขาลับหลังและขอให้เขาอภัยต่อท่าน” บุรุษท่านนั้นกล่าวว่า “แต่เขาก็จะโกรธนะสิ” ข้าพเจ้าจึงกล่าวว่า “แล้วเหตุใดท่านถึงกล่าวสิ่งที่ไม่ดีเกี่ยวกับเขาเล่า?บุรุษท่านนั้นกล่าวว่า อาจจะเป็นเพราะว่า หากฉันขอให้เขาอภัยแก่ฉัน จะทำให้ฉันลำบากใจ และฉันจะรู้สึกอับอายก็เป็นได้ข้าพเจ้าจึงตอบไปว่า จง ลิ้มรสความขมขื่นจากการขออภัยจากเขา (ผู้ที่ถูกใส่ร้าย) ดังเช่นที่ท่านได้สร้างความพึงพอใจแก่ตัวท่านด้วยการกล่าวถึงความผิดในตัว เขา ขณะที่เขาไม่อยู่เถิด ตั้งแต่นั้นมา ข้าพเจ้าก็ไม่เคยได้ยินบุรุษท่านนั้นกล่าวร้ายถึงผู้ใดอีกเลย

ผู้ที่ (ถูก) กล่าวร้าย ควรให้อภัยต่อผู้ที่กล่าวร้ายเขาหรือไม่

เป็น เรื่องที่สามารถกระทำได้หากผู้ที่ถูกนินทาประสงค์ที่จะให้อภัยต่อผู้ที่ นินทาเขา แต่ก็มิได้มีข้อบังคับให้ผู้ถูกนินทาต้องยกโทษต่อผู้ที่ล่วงเกินเขา

เปรียบเช่น “พวกหัวขโมย” ที่ขโมยทรัพย์สินของผู้อื่น และภายหลังเขามีความต้องการที่จะกลับตัว เขาจำต้องสำนึกผิดแสดงความเสียใจและขออภัยโทษต่ออัลลอฮฺ แต่ขณะเดียวกันนั้นเขาควรนำทรัพย์สินที่ขโมยมานั้น คืนแก่เจ้าทรัพย์และขอให้เจ้าทรัพย์ยกโทษให้ และหากเจ้าทรัพย์ยังคงยืนยันที่จะเอาทรัพย์สินคืน ผู้ที่ขโมยก็ต้องคืนมันให้แก่เขา เช่นเดียวกันกับ “ผู้นินทา”นั้น เอง เขาก็ควรที่จะขออภัยต่อผู้ที่เขาได้กล่าวร้ายถึง หากแต่ว่าผู้ที่ถูกกล่าวร้ายนั้นมีสิทธิ์ที่จะให้อภัยเขาหรือไม่ก็ได้ ซึ่งบางครั้งโทษของการนินทานั้นก็อาจจะรุนแรงยิ่งกว่าการขโมยทรัพย์สินผู้ อื่นเสียอีก

มีสลัฟบางท่าน ที่ไม่ให้อภัยต่อผู้ที่กล่าวร้ายเกี่ยวกับเขา

ท่านสะอีดฺ อิบนุ อัลมูชัยยิด ขออัลลอฮฺทรงเมตตาต่อท่าน กล่าวว่า “ฉันไม่เคยยกโทษต่อผู้ที่ปฏิบัติกับฉันอย่างไร้ความยุติธรรม”

ท่านอิบนุ ซีรีน ขออัลลอฮฺประทานความเมตตาต่อท่าน กล่าวว่า “ฉันไม่เคยยอมให้มีการนินทาเกิดขึ้น ดังเช่นที่อัลลอฮฺทรงสั่งห้ามการนินทา และฉันจะไม่ยอมรับในสิ่งที่อัลลอฮฺทรงสั่งห้าม”

——————————————-

ลักษณะที่เลวที่สุดของอัลฆีบะฮฺ

ลักษณะที่เลวที่สุดของอัลฆีบะฮฺ คือการมีส่วนร่วมในการกล่าวร้ายถึงผู้รู้ด้านศาสนา (อุละมาอฺ) และผู้เรียกร้องสู่อิสลาม (ดาอีย์)

การ กล่าวร้ายถึงบุคคลดังกล่าวนั้น เปรียบได้กับว่าท่านกำลังขับไล่ผู้คนให้ออกจากการเรียกร้องสู่อิสลาม และทำให้ผู้คนหยุดการปฏิบัติตามหนทางของอัลลอฮฺ ดังนั้นการกล่าวถึงความผิดพลาดของผู้รู้และผู้เรียกร้องสู่อิสลามนั้น หมายความว่าท่านกำลังทำให้ผู้คนหันเหออกจากหนทางแห่งศาสนาของอัลลอฮฺ

อิหม่าม อิบนุ อะซะกีรฺ ขออัลลอฮประทานความเมตตาต่อท่าน กล่าวว่า “จง รับทราบเถอะว่า การกล่าวร้ายถึงผู้รู้ในทางเสื่อมเสียนั้นเป็นเรื่องที่เลวร้ายยิ่ง และอัลลอฮฺนั้นทรงยุติธรรม พระองค์จะทรงทำการแก้แค้นต่อผู้ใดก็ตามที่กล่าวร้ายถึงผู้รู้ หากผู้ใดทำการดูหมิ่น วิพากษ์วิจารณ์ผู้รู้ อัลลอฮฺจะทรงทำให้หัวใจของเขานั้นตาย ก่อนความตายของเขา (จะมายังเขา)”

อัลลอฮฺทรงตรัสว่า “พวก เจ้าอย่าทำให้การเรียกร้องของอัรเราะสูลในหมู่พวกเจ้าเป็นเช่นเดียวกับการ เรียกร้องในระหว่างพวกเจ้าด้วยกัน แน่นอน อัลลอฮฺทรงรู้ถึงบรรดาผู้ที่แอบหลีกเลี่ยงออกไปในหมู่พวกเจ้า ดังนั้น บรรดาผู้ที่ฝ่าฝืนคำสั่งของเขา หรือว่าการลงโทษอันเจ็บปวดนั้นจะเกิดขึ้นแก่พวกเขาเช่นกัน” (อันนูรฺ 24:63)

“หากพบว่าผู้รู้ (อุลามะฮฺ) กระทำความผิด
เราควรที่จะสงบนิ่งหรือเปิดเผยให้ผู้อื่นรับรู้ในความผิดของผู้รู้ท่านนั้น

หลายคนยังมีทัศนะที่ผิดเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าวนี้ กล่าวคือพวกเขามีความสับสนเกี่ยวกับนิยามของคำว่า “การนินทา” โดยถือว่าการนำ “ความจริง” ออกมาเปิดเผยนั้นเป็นเรื่องที่ไม่ผิด[3] นี่เป็นเหตุให้เกิดความสับสนในสองประเด็น ระหว่าง “การนินทา” และ “การพูดความจริง” แต่กระนั้น ก็จะมีเพียงแค่คนบางกลุ่มเท่านั้นที่อัลลอฮฺทรงนำทางให้พวกเขามีความเข้าใจ เกี่ยวกับประเด็นนี้ รวมถึงความแตกต่างระหว่าง “สิ่งที่ถูก”และ “สิ่งที่ผิด” – ดังที่อัลลอฮตรัสไว้ว่า

“โอ้ บรรดาผู้ศรัทธา หากพวกเจ้ามีความยำเกรงต่ออัลลอฮฺ พระองค์จะทรงให้มีแก่พวกเจ้าซึ่งสิ่งที่จำแนกความจริงและความเท็จ” (อัล-อัมฟาล 8:29)

เช่น นั้นแล้ว เมื่อบรรดานักศึกษาศาสนศาสตร์พบว่าผู้รู้ (อุลามะหฺ) ทำผิดพลาดในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เขาจำต้องบอกกล่าวกับเจ้าตัวหรือคนสนิทของผู้รู้ท่านนั้นให้รับทราบถึงข้อ ผิดพลาดนั้นๆ เป็นการส่วนตัว โดยหลีกเลี่ยงการสร้างความเสื่อมเสีย การพูดจาใส่ร้ายลับหลัง หรือแม้แต่การวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับความรู้ของผู้รู้

และในทางกลับ กัน เราควรจะเพิ่มพูนผลบุญให้กับบรรดาผู้รู้ (อุลามะหฺ) และกล่าวถึงความดี มีศีลธรรม ความรู้ด้านศาสนาอันมากมายของท่าน แทนที่จะให้ความสนใจเพียงแค่ความผิดเล็กน้อย ที่ไม่ได้เกิดจากความตั้งใจ

——————————————-

แสวงหาเพื่อนที่จริงใจ

[4]พี่ น้องมุสลิมที่รัก ข้าพเจ้าได้ใช้เวลาอยู่หลายปีในการแสวงหาเพื่อนสักคนหนึ่ง ที่มีความจริงใจ ผู้ที่สามารถให้คำแนะนำต่อข้าพเจ้าเมื่อข้าพเจ้าหลงผิด หรือเมื่อข้าพเจ้าไม่สามารถกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ (ในหนทางของอิสลาม) อีกทั้งคอยแนะนำตักเตือนเมื่อข้าพเจ้าหลงลืมในสิ่งใด และตำหนิติเตียนเมื่อข้าพเจ้ากล่าวร้ายถึงผู้อื่นต่อหน้าเขา — หากแต่เป็นเรื่องที่น่าเศร้า เพราะจนถึงตอนนี้ ข้าพเจ้ายังมิได้พบเจอ “เพื่อนที่จริงใจ” ผู้นั้น แต่ข้าพเจ้าก็มิได้ละความพยายามที่จะค้นหาบุคคลพิเศษท่านนี้

แท้ จริงแล้ว ข้าพเจ้าได้พบกับบรรดามุสลิมหลายท่านที่รักษาการละหมาดยามค่ำคืน อ่านอัลกุรอาน ลดสายตาลงเมื่อพบปะผู้คน ไม่พูดจาโกหก ทานอาหารหะลาล อีกทั้งมีความใส่ใจต่อผู้อื่นมากกว่าตัวเอง บริจาคทรัพย์สินในหนทางของอัลลอฮฺ หากแต่ว่าข้าพเจ้ายังไม่พบผู้ที่ห้ามปรามข้าพเจ้าจากการกล่าวร้าย นินทาผู้อื่น

น่าเศร้านัก “ที่คนส่วนใหญ่มักจะเดินผ่านกลุ่มที่กำลังทำการให้ร้ายผู้อื่นไป (โดยมิได้ทำการห้ามปราม)” “ร่วมหัวเราะเมื่อได้ยินผู้คนกล่าวร้ายถึงผู้อื่น” “นิ่งเงียบเมื่อพี่น้องของเขาถูกใส่ร้าย หรือแม้แต่เวลาที่พวกเขากล่าวร้ายต่อความประพฤติของตัวเอง”

พี่น้อง มุสลิมที่รัก หากท่านได้พบบุคคลที่คอยปกป้องและห้ามปรามท่านจากการพูดจาหรือการกระทำ พฤติกรรมใดๆ ที่เป็นการนินทาใส่ร้าย สบประมาทผู้อื่น ขอท่านจงยึดมั่นอยู่กับเขาเถิด เพราะเขาเป็นผู้ที่มีคุณค่าอย่างแท้จริง มีค่ายิ่งกว่าทองคำและเงินนัก

——————————————-

กรณีที่ อัลฆีบะฮฺ ได้รับการอนุมัติ

แม้ว่า “การนินทา” นั้นเป็นสิ่งต้องห้าม แต่ก็มีบางกรณีที่ “การนินทา” ได้รับการอนุมัติให้กระทำได้ภายใต้เงื่อนไขที่ว่าเมื่อกระทำแล้วจะก่อให้ เกิดประโยชน์ต่อประชาชาติมุสลิม และการอนุญาตให้กระทำการนี้นั้นจะต้องมีพื้นฐานมาจากเหตุผลอันชอบธรรมและถูก ต้องตามหลักการ (ศาสนา) อีกทั้งเจตนา (ของผู้พูด) นั้นต้องบริสุทธิ์ด้วย

กรณีที่ “การนินทา” ได้รับอนุมัติมี 6 ประการดังนี้

1. “การนินทา” เป็นที่อนุมัติสำหรับ “ผู้มีความทุกข์ใจ หรือผู้ที่ถูกกดขี่” ทั้งนี้เพราะมันเป็นความจำเป็นแก่เขา ที่จะต้องเล่าเรื่องราวที่เขาได้ประสบต่อผู้บังคับบัญชา ผู้พิพากษาหรือ ผู้ที่มีอำนาจ หรือผู้ที่มีความสามารถที่จะให้ความยุติธรรมแก่เขา เพื่อให้เขาหลุดพ้นจากความทุกข์ เช่นนั้นแล้ว สิ่งที่เขาควรกล่าว (เมื่อต้องการเล่าเรื่องราวให้ผู้มีอำนาจในการตัดสินได้รับรู้) คือ “บุคคลนั้นได้กระทำผิดต่อฉัน” หรือ “บุคคลนั้นได้กระทำการเช่นนั้น…ต่อฉัน” หรือ “เขาผู้นั้นได้ยึดที่ดินของฉันไปอย่างมิชอบธรรม” “เขาปฏิบัติต่อฉันด้วยความอยุติธรรม” เป็นต้น

2. แสวงหาความช่วยเหลือเพื่อที่จะเปลี่ยนแปลงเรื่องเลวร้าย (ให้กลายเป็นดี) หรือ ปฏิรูปพฤติกรรมที่ชั่วร้าย เช่น การกล่าวถึงความผิดของผู้กระทำผิด เพื่อต้องการให้เขานั้นแก้ไขเปลี่ยนแปลงตัวเอง (ให้กลับมาสู่หนทางที่ถูกต้อง) ตัวอย่างเช่น หากท่านสังเกตว่าเพื่อนของท่านไม่ยอมทำการละหมาด หรือมีนิสัยที่ชอบทำก่อกวน สร้างความลำบากใจแก่บรรดาสตรี เช่นนั้นแล้ว ท่านก็สามารถที่จะแจ้งต่อผู้ปกครองของเพื่อนให้รับทราบถึงพฤติกรรมเหล่านี้ โดยมีเจตนาที่จะช่วยเหลือให้เพื่อนเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดี — ในขณะเดียวกัน ท่านจะต้องไม่กล่าวร้ายหรือเปิดเผยความผิดของเพื่อนในที่สาธารณะ อย่างไรก็ตาม มันย่อมเป็นการดีกว่า หากท่านจะให้การช่วยเหลืออย่างลับๆ

เช่นเดียวกับกรณีที่ ว่า หากมีพนักงานคนหนึ่งพบเห็นเพื่อนร่วมงานของเขากำลังทำการรับสินบนอยู่ เมื่อเป็นเช่นนั้นเขาควรที่จะแจ้งให้นายจ้างรับทราบ โดยมีจุดประสงค์เพื่อไม่ให้เกิดพฤติกรรมชั่วร้ายเช่นนี้อีก แต่หากว่า “เจตนา” ของเขามิได้กระทำไปเพื่อจุดประสงค์ดังกล่าว เช่นนั้นแล้วถือว่า การนินทา กล่าวร้าย (เล่าความผิดของบุคคลหนึ่งให้อีกบุคคลหนึ่งทราบ) นั้นเป็นที่ต้องห้ามสำหรับเขา

3. การขอคำชี้ขาดจากผู้รู้ (ฟัตวา) โดยขอคำปรึกษาจาก “มุฟตี” เกี่ยวกับปัญหาที่ได้ประสบ เช่นการกล่าวว่า “พ่อของฉัน/พี่ชายของฉัน/ภรรยาของฉันกระทำการ (เช่นนั้น เช่นนี้) กับฉัน โปรดให้คำแนะนำแก่ฉันด้วยว่า ฉันควรจะทำอย่างไร?” หรือ “ญาติ ของฉันได้ข่มเหงและไม่เป็นธรรมต่อฉัน (เช่นนั้น เช่นนี้) ฉันอยากทราบว่าเขามีสิทธิกระทำเช่นนั้นได้หรือไม่?” “ฉันควรจะทำอย่างไรเพื่อที่จะยุติสิ่งนี้ และให้ได้มาซึ่งสิทธิอันชอบธรรม โดยไม่ต้องรู้สึกลำบากใจ?” เป็นต้น

แม้ว่าการหาคำชี้ขาดนั้นจะ เป็นสิ่งที่อนุมัติ แต่กระนั้น ก็ควรที่จะระมัดระวังการกล่าวถึงบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นการส่วนตัว โดยให้กล่าวในลักษณะเช่นนี้แทน เช่น “ท่านมีความคิดเห็นอย่างไร ต่อคนที่มีการกระทำเช่นนี้”

การใช้วิธีการดังกล่าวนี้ย่อมเป็นการดีกว่า เพราะไม่ได้มีการอ้างหรือพาดพิงบุคคลใดเป็นการส่วนตัว อย่างไรก็ตาม การกล่าว “ชื่อ” ของบุคคลใดบุคคลหนึ่งนั้นก็สามารถกระทำได้ (ในบางสถานการณ์) ดังที่กล่าวในเศาะเหียะฮฺ บุคอรียฺและมุสลิม

จากการเล่าของท่านหญิงอาอิชะฮฺ ขออัลลอฮฺประทานความเมตตาต่อนาง“ฮินด์ ภรรยาของ ท่านอบูสุฟยาน ได้กล่าวต่อศาสนทูตมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมว่า “อบู สุฟยานเป็นบุรุษที่มีความตระหนี่ เขาไม่ให้ค่าเลี้ยงดูที่พอเพียงแก่ฉัน และลูกๆ นอกเสียจากว่า ฉันจะหยิบเงินของเขาออกมาใช้โดยที่เขาไม่รับรู้” ศาสนทูตมุหัมมัดจึงกล่าวว่า “จงเอาตามจำนวนที่เพียงพอแก่ท่านและลูกของท่านเถิด” ในกรณีนี้ ศาสนทูตมุหัมมัดมิได้ห้ามฮินด์จากการกล่าวถึงชื่อของสามีนาง

4. การให้คำแนะนำตักเตือนแก่พี่น้องมุสลิมให้หลีกห่างจากการทำชั่ว

มีหลายทัศนะเกี่ยวกับเรื่องนี้

– การกล่าวถึงผู้ที่ไม่มีความน่าเชื่อถือในฐานะ “ผู้รายงานหะดีษ” โดยมีหลักฐานสนับสนุนในการกล่าวอ้างอย่างชัดเจน เช่นนี้ถือเป็นสิ่งที่กระทำได้ตามข้อกำหนด ของ “ลิมะอฺ” (ตามทัศนะของนักวิชาการหลายท่าน) และตามหลักการศาสนานั้น สิ่งนี้ก็ถือเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องแจ้งให้ประชาชาติรับรู้

– การประเมินถึงบุคคลใดบุคคลหนึ่งอย่างตรงไปตรงมาแก่ผู้ที่มาสอบถามข้อมูล เกี่ยวกับบุคคลนั้น เช่นกรณีที่จะให้ยกลูกสาวเพื่อการแต่งงาน การเป็นหุ้นส่วนทางธุรกิจ หรือผู้ที่จะมาเป็นเพื่อนบ้านในอนาคต ฟาติมะฮฺ บินติ ก็อยซ์ ได้รายงานว่า “ ในขณะที่ฉันมีอิสระที่จะแต่งงานใหม่อีกครั้ง ฉันได้ถามท่านศาสนทูตว่า “มุอาวิยะฮฺ อิบนุ อบู สุฟยานและอบู ญาฮฺม อิบนุ ฮิซฮาม ได้ขอฉันแต่งงาน” ศาสนทูตมุหัมมัดจึงกล่าวว่า “อบู ญาฮฺมนั้น ไม่เคยดึงไม้ลงจากบ่าเขาเลย (เนื่องจากเขามักจะเดินทางอยู่เสมอ) ส่วนมุอาวิยะฮฺนั้นเป็นบุรุษที่ยากจนและปราศจากซึ่งทรัพย์สิน ท่านจงแต่งกับอุซามะฮฺ อิบนุ ชัยดฺ เถิด” ดังนั้นฉันจึงแต่งกับเขา และอัลลอฮฺได้ประทานความดีงามแก่การแต่งงานครั้งนี้ และฉันก็มีความสุขกับเขา”

ถือ เป็นสิ่งควรกระทำตามหลักการศาสนาที่จะกล่าวถึงสิ่งที่ท่านทราบเกี่ยวกับ บุคคลใดบุคคลหนึ่งที่เขาปรารถนาที่จะมีความสัมพันธ์ด้วย ไปตามความจริงโดยไร้ซึ่งอคติ โดยมีเจตนาที่จะให้คำแนะนำแก่พวกเขาเพื่ออนาคตของเขา

– อีกกรณีหนึ่ง คือ เมื่อท่านพบว่ามีนักศึกษา (ศาสนา) บางคนกำลังเดินทางไปเพื่อแสวงหาความรู้จากกลุ่มบิดะอะฮฺ หรือกลุ่มคนที่มีลักษณะไม่เป็นที่น่าเชื่อถือ และท่านเกรงว่ามันจะมีผลกระทบต่อพวกเขา (ทางด้านความคิดและหลักการศาสนา) ในสถานการณ์เช่นนี้ ท่านจำเป็นต้องให้คำแนะนำพวกเขาเกี่ยวกับกลุ่มคนเหล่านั้น และแสดงให้พวกเขาเห็นว่าเจตนาของท่านนั้นเกิดจากความหวังดีและต้องการให้คำ แนะนำ

เพราะนี่ก็เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่ทำให้คนส่วนใหญ่เกิดความสับสน เนื่องจากบางครั้ง ผู้ให้คำแนะนำได้กระทำไปโดยปราศจากความอิจฉาริษยาต่อ (กลุ่มคนอีกกลุ่ม) แต่บางครั้งชัยฏอนก็อาจล่อลวงพวกเขา (ผู้ให้คำแนะนำ) ในเรื่องนี้ ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้พวกเขาเชื่อว่าสิ่งที่พวกเขากระทำ เป็นการให้คำแนะนำที่เกิดจากความเห็นอกเห็นใจ หากแต่ความเป็นจริงมิได้เป็นเช่นนั้น ดังนั้นเราจึงควรตรวจสอบความรู้สึกและจุดประสงค์ของเราเมื่อเราจะให้คำแนะนำ ต่อใคร

– การแจ้งต่อ “ผู้นำ” “ผู้ปกครอง” ให้รับทราบเกี่ยวกับบุคคลที่ไม่สามารถทำงานได้อย่างสมบูรณ์และมีประสิทธิภาพ อันเป็นสาเหตุทำให้ประชาชาติมุสลิมได้รับความเดือดร้อนเนื่องมาจากความไร้ ประสิทธิภาพนี้ ยิ่งไปกว่านั้น หากบุคคลดังกล่าวมีบทบาททางด้านการเป็นผู้นำ และไม่ปฏิบัติภารกิจได้อย่างสมบูรณ์ เนื่องจากเขาไร้ซึ่งความสามารถ หรือละเลย เพิกเฉยต่อหน้าที่ ในกรณีดังกล่าวนี้ จำต้องมีการแจ้งให้ผู้ที่มีอำนาจ หรือมีตำแหน่งสูงกว่าให้รับทราบ ทั้งนี้เพื่อเป็นการแก้ไขสถานการณ์ให้ดีขึ้นและให้ผู้ที่มีความสามารถมาทำ หน้าที่แทน

5. การเรียกบุคคลใดบุคคลหนึ่งด้วย “ฉายา” (ที่ ถูกตั้งมาจากจุดด้อยหรือจุดบกพร่องทางร่างกายของเขา) เนื่องจากเขาเป็นที่รู้จักของคนทั่วไปด้วย “ฉายา” นั้นๆ เช่น “เป๋” “บอด” “ตาฟาง” “หนวก”“เหล่” เป็นต้น เช่นนั้นก็เป็นที่อนุมัติให้เรียกเขาด้วย “นามเช่นนั้น” ได้ โดยมีจุดประสงค์เพื่อการระบุเจาะจงบุคคลคนหนึ่งเท่านั้น แต่ถือเป็นสิ่งต้องห้าม หากจะเรียกเขาจาก “ฉายา” เพื่อสร้างความอับอายแก่เขา

6. บุคคลที่ออกนอกหลักการของศาสนาและไม่มีความรู้สึกเสียใจต่อการกระทำชั่วที่เป็นที่กล่าวถึงของเขา เช่น ผู้ที่โอ้อวดเกี่ยวกับการดื่มสุรา การทำร้ายและลักทรัพย์ผู้อื่นหรือการทำผิดประเวณีของเขาอย่างเปิดเผย เช่นนั้นแล้ว ถือเป็นเรื่องที่อนุมัติให้มีการกล่าวถึงการกระทำชั่วของบุคคลเหล่านั้นต่อ ประชาชาติมุสลิม อย่างไรก็ตาม ก็ไม่อนุญาตให้มีการกล่าวถึงความผิดที่เขากระทำอย่างลับๆ

ท่านอุมัรฺ อิบนุ อัลค็อฏฏอบ ได้กล่าวว่า “จงอย่าให้มีการ “เคารพนับถือ” ต่อบุคคลที่กระทำผิดหรือผู้ไร้ศีลธรรมที่กล่าวถึงความผิดของตัวเองอย่างเปิดเผย”

ท่าน อัซ ซอลตฺ อิบนุ ดาริฟ ได้ถาม ท่านอัล หะซัน ว่า “การที่บุคคลหนึ่งเล่าเรื่องราวความผิดของตนเองอย่างเปิดเผย เช่นนี้ถือว่าเป็น “การนินทา” หรือไม่ ท่านอัล หะซัน กล่าวว่า “ไม่”


การกล่าวร้าย

เยาวชน มุสลิมส่วนใหญ่ได้มีการจัดตั้งกลุ่มศาสนากันขึ้น ซึ่งชัยฏอนมักทำการล่อลวงเยาวชนเหล่านี้โดยการทำให้พวกเขากล่าวร้ายกลุ่ม ศาสนากลุ่มอื่น ทั้งนี้เนื่องมาจากทัศนคติ จุดประสงค์ของกลุ่มนั้นต่างกัน

สาเหตุ เกิดจากการที่พวกเขาต่างไม่ให้เกียรติซึ่งกันและกัน และพวกเขาเชื่อว่าการกล่าว (ร้าย) ถึงบุคคลอีกกลุ่มเป็นสิ่งที่ได้รับการอนุมัติ — อีกทั้ง เมื่อพวกเขาให้คำแนะนำต่อผู้อื่น พวกเขามักจะทำให้ “การกล่าวร้าย” (ต่อกลุ่มอื่น) นั้นดูเป็นเรื่องที่ถูกต้อง โดยการอ้างว่า กลุ่มนั้น หรือ คนนั้นเป็นพวกบิดะอะฮฺ หรือเป็นพวกที่ไม่น่าเชื่อถือการกระทำเช่นนี้ถือเป็นเรื่องที่เลวร้ายนัก เนื่องจากพวกเขามิได้กล่าวถึง “เหตุผล” ใดๆ เพื่อพิสูจน์ “คำพูด” ของพวกเขา

หาก พวกเขาเชื่อว่าบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นพวก “บิดะอะฮฺ” และมีหลักฐานประกอบเพื่อพิสูจน์ถึงการกระทำที่ “บิดะอะฮฺ” ของบุคคลนั้น เช่นนั้นแล้ว ก็เป็นการอนุญาตให้กล่าวถึงการกระทำดังกล่าว เพื่อยืนยันความถูกต้อง (โดยไม่ใช่การกล่าวหาอย่างพล่อยๆ)

อีกทั้ง ไม่เป็นการอนุญาตที่จะกล่าวเกินเลยและสร้างความเสื่อมเสียแก่บุคคลหนึ่ง บุคคลใด เพียงเพราะ “บุคคลนั้น” ได้เข้าร่วมกลุ่มอื่น ที่มิใช่กลุ่มเดียวกันกับตน

——————————————-

บทความเพิ่มเติมเกี่ยวกับ “การนินทา” และ “การกล่าวร้าย”

การฟังอัลฆีบะฮฺ

ผู้ใดที่รับฟังการสนทนาที่ไร้สาระ รวมไปถึงบทสนทนาที่มีการนินทา ใส่ร้ายอยู่ด้วยนั้น ถือว่า บุคคลผู้นั้นมีส่วนร่วมกับมัน — พวกเขาไม่ยอมขจัด “บาปเล็ก” ที่ว่านี้ออกไป เนื่องจากพวกเขายังคงรับฟังคำนินทาโดยปราศจากการต่อต้าน ทวงติงผู้นินทา หรืออาจเป็นเพราะว่า พวกเขามีความกลัวถึงผลที่จะตามมาในภายหลัง — หากแต่ว่า ถ้ามีใครสักคนในกลุ่มสนทนานั้นสามารถที่จะพูดถึงเรื่องอื่น หรือเปลี่ยนหัวข้อของบทสนทนาระหว่างนั้น ถือว่าเขาได้ทำสิ่งที่ถูกต้องแล้ว อัลลอฮฺตะอาลาตรัสไว้ในอัลกุรอานว่า

“และเมื่อพวกเขาได้ยินเรื่อง ไร้สาระ พวกเขาก็ผินหลังออกห่างไปจากมัน และกล่าวว่า การงานของเราก็จะได้แก่เรา และการงานของพวกท่านก็จะได้แก่พวกท่าน ศานติแด่พวกท่าน เราจะไม่ขอร่วมกับพวกงมงาย” (อัลเกาะศ็อศ 28.55)

“และบรรดาผู้ที่พวกเขาเป็นผู้ผินหลังให้จากเรื่องไร้สาระต่าง ๆ”
(อัลมุอฺมินูน 23.3)

ศาสนทูตมุหัมมัดศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้กล่าวว่า “บุคคล ใดก็ตามที่พบเห็น มุสลิมคนหนึ่งกำลังถูกทำให้อับอาย (ได้รับการสบประมาท) และเขามีความสามารถที่จะช่วยเหลือพี่น้องของเขา (หากแต่เขาไม่ช่วย) อัลลอฮฺจะทรงทำให้เขาผู้นั้นได้รับความอับอายขายหน้าก่อนสิ่งถูกสร้างทั้ง หมด” (มุสนัด อิมาม อะหมัด 3/87 และ อัซซียูติ ใน อัล-ญามิอัซซาฆีร)

ศาสนทูตมุหัมมัดศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้กล่าวว่า “บุคคล ใดก็ตามที่ปกป้องผู้ศรัทธา (มุอฺมิน) จากบรรดาผู้กลับกลอก (มุนาฟิก) อัลลอฮฺจะทรงส่งมลาอิกะฮฺมาปกป้องคุ้มครองเขาให้ออกจากไฟนรกในวันแห่งการ ตัดสิน” (อบู ดาวูด: อัล-อะดับ, 4/272)

บุคคลใดก็ตามที่ออกห่าง (จากการทำลาย) เกียรติพี่น้องของเขา อัลลอฮฺจะทรงทำให้ ไฟ ออกห่างจากใบหน้าของเขาในวันแห่งการตัดสิน(รายงานโดย อัตติรมิซยฺ หะดีษหะชัน)

“พึงระวัง “การนินทา”
เพราะการนินทานั้นร้ายแรงยิ่งกว่า “การทำผิดประเวณี”

กรณี ที่บุรุษนั้นทำผิดประเวณี หรือดื่มของหะรอม แต่หากเขาได้ทำการขออภัยโทษต่ออัลลอฮฺตะอาลา (เตาบะฮฺ) อัลลอฮฺจะทรงให้อภัยเขา แต่สำหรับ ผู้ที่ทำการนินทา นั้นจะไม่ได้รับการอภัยจากอัลลอฮฺ จนกว่าเขาจะได้รับการให้อภัยจากผู้ที่เขานินทา” (อัซ ซียูติ ใน อัล-ญามิอัซซาฆีร 1/174, อิบนุ อบู อัดดุนยา และอบู อัชชัยคฺ, อัต-เตาบีค)


อัลฆีบะฮฺ ของหัวใจ

ท่าน จะต้องไม่คิดร้ายต่อพี่น้องมุสลิมด้วยกัน นอกเสียจากว่าท่านมีข้อมูลที่แน่ชัดแล้วว่า “บุคคลนั้น” ได้กระทำการที่ชั่วร้าย และ “เขา” ก็ไม่มีข้ออ้างหรือข้อพิสูจน์ใดๆ เพื่อเป็นการยืนยันความบริสุทธิ์แก่ตัวเองอย่างแน่นอน

(ก่อนที่จะตัดสินบุคคลใดบุคคลหนึ่งนั้น) ท่านควรที่จะพยายามหา “ข้อกล่าวอ้าง” ที่อาจเป็นไปได้สำหรับ “บุคคลนั้น” มาสัก 70 ข้ออ้าง และหากว่าท่านไม่สามารถจะหาข้ออ้างใดๆ ให้แก่เขาได้อีก ก็จงลองพิจารณาว่าความคิดของท่านนั้นมีอะไรที่ผิดพลาดหรือไม่

หาก มีผู้ใดมาเล่าเรื่องไม่ดีของ “บุคคลหนึ่ง” ให้ท่านทราบ ท่านจำเป็นต้องสืบหาข้อมูลมาพิสูจน์เกี่ยวกับเรื่องที่ท่านได้ยินมาเสียก่อน ว่า ผู้เล่า และ ผู้ถูกกล่าวหานั้น มีความเกลียดชังระหว่างกันหรือไม่ ที่สำคัญราจำเป็นต้องคิดถึงสิ่งที่ดีที่สุดเกี่ยวกับพี่น้องมุสลิมของเราก่อน

ขัด ขวางชัยฏอนด้วยการ “ดุอาอฺ” แก่ผู้ที่เรามีความสัมพันธ์ด้วย และจงอย่าได้สอดรู้เรื่องราวของผู้อื่น โดยใช้ “ข้ออ้าง” ว่า ท่านเพียงพยายามที่จะสืบค้นหาความจริงเท่านั้น และหากท่านพบว่า พวกเขาได้กระทำความผิดจริง เช่นนั้นแล้วจงให้คำแนะนำแก่เขาเป็นการส่วนตัว

——————————————-

เรื่องราวเกี่ยวกับการประนามของอัลฆีบะฮฺ

  1. จากการรายงานของ อัล หะซัน อัลบัศรี (ขออัลลอฮฺทรงเมตตาต่อท่าน) “มีชายผู้หนึ่งได้กล่าวแก่เขาว่า ท่านนั้นได้นินทาฉัน เขา (อัล หะซัน อัลบัศรี) กล่าวว่า ท่านยังมิได้อยู่ในตำแหน่งที่จะควบคุม ฮะซะนาต ของฉันได้ (ความดีงามและรางวัลของผู้นินทาจะถูกมอบให้แก่ ผู้ที่ถูกนินทา)
  2. บุคคลหนึ่งได้รับการบอกเล่าว่า “คนนั้น คนนี้ ได้นินทาเกี่ยวกับท่าน” เช่นนั้น เขา (ผู้ที่ได้รับการบอกเล่า) จึงได้ยื่นจานที่เต็มไปด้วยอินผลัมให้แก่ผู้ที่มาเล่า พร้อมฝากข้อความไปว่า “ฉัน ได้ทราบมาว่า ท่านได้มอบ ฮะซะนาตของท่านให้แก่ฉันเป็นของรางวัล ฉันจึงต้องการที่จะตอบแทนความกรุณาของท่าน ได้โปรดให้อภัยแก่ฉันที่ไม่สามารถที่จะตอบแทนท่านได้อย่างเต็มที่”
  3. จากการรายงานของ อิบนุ อัลมูบาร็อค ขออัลลอฮฺทรงประทานความเมตตาต่อท่าน ท่านได้กล่าวว่า “หากฉันจะทำการนินทาใครสักคน ฉันจะนินทาเกี่ยวกับบิดามารดาของฉัน เนื่องจากท่านทั้งสองเป็นบุคคลที่สมควรได้รับฮะซะนาตจากฉัน
  4. อัล ฆีบะฮฺ ถือเป็นความเมตตา (มีน้ำใจ) ของบรรดาผู้กระทำผิด (เนื่องมาจากเมื่อเขาทำการนินทา ความดีของเขาจะถูกมอบให้กับ “ผู้ถูกนินทา”)
  5. 5. ชายผู้หนึ่งได้กล่าวถึงสิ่งไม่ดีของบุคคลหนึ่งกับเพื่อนของเขา เพื่อนของเขาจึงกล่าวต่อเขาว่า “ท่านได้ออกสู้รบกับพวกโรมันหรือไม่” เขาตอบว่า “ไม่” เพื่อนของเขาจึงถามต่อไปว่า “แล้วท่านได้ออกไปสู้รบกับพวกเติร์กหรือไม่” เขาตอบว่า “ไม่” เพื่อนของเขาจึงกล่าวว่า “เช่น นั้นแล้ว พวกโรมันต่างก็ปลอดภัยจากท่าน รวมไปจนถึง พวกเติร์กก็ปลอดภัยจากท่านเช่นกัน หากแต่พี่น้องมุสลิมของท่านต่างตกอยู่ในอันตรายที่เกิดจากท่าน”
  6. มีอยู่สามประการ หากแม้ว่าท่านไม่สามารถทำมันได้ ท่านจำต้องทำอีกสามประการอื่นเป็นการทดแทน ดังนี้
  • หากท่านไม่สามารถกระทำความดี เช่นนั้นแล้วท่านต้องหยุดกระทำความชั่ว
  • หากท่านไม่สามารถสร้างประโยชน์อันใดให้แก่ผู้อื่น เช่นนั้นแล้วท่านจำต้องไม่สร้างความเสียหายแก่ผู้อื่น
  • หากท่านไม่สามารถถือศีลอดได้ เช่นนั้นแล้วท่านจงอย่ากินเนื้อศพของพี่น้องท่าน (นินทา กล่าวร้าย)

บทสรุป

  1. การนินทาหรือการใส่ร้าย หมายถึงการที่กล่าวถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เป็นความชั่วร้ายเกี่ยวกับบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยที่เขาไม่รับรู้
  2. หากสิ่งที่กล่าวไปนั้นมิได้เป็นความจริง ถือว่าเป็นการ “ใส่ร้าย”
  3. ผู้ใดก็ตามที่ฟังการนินทา เขาคือหนึ่งในผู้นินทาเช่นกัน
  4. ผู้นินทาต้องชดใช้บาปของผู้ที่เขานินทา
  5. ผู้นินทาจะไม่ได้รับการอภัยโทษจากอัลลอฮฺซุบฮานะฮูวะตะอาลา จนกว่าเขาจะได้รับการให้อภัยจากผู้ที่ถูกเขานินทา
  6. สิ่งที่ผู้คนมักจะทำการนินทามีดังนี้ “ลักษณะนิสัย” “การกระทำ” “ศาสนา” หรือ “ปัญหาเรื่องทางโลก”
  7. การกล่าวร้ายต่ออุละมาอฺเกี่ยวกับความผิดพลาดมิถือเป็นการนินทา
  8. ไม่ ถือเป็นการนินทาหากบุคคลหนึ่งตักเตือนพี่น้องมุสลิมโดยการกล่าวถึงความชั่ว หรือนิสัยที่เลวของบุคคลใดบุคคลหนึ่งเพื่อเป็นอุทาหรณ์แก่พี่น้องของเขา
  9. ท่าน เองยังรังเกียจที่จะกินเนื้อของศพพี่น้องของท่าน เช่นนั้นแล้วท่านก็ย่อมรังเกียจที่จะทำร้ายความรู้สึกของพี่น้องมุสลิมด้วย การนินทา
  10. หากท่านปกปิดความผิดของพี่น้องท่าน อัลลอฮฺจะทรงปกปิดความผิดของท่านทั้งในโลกนี้และโลกหน้า
  11. หากท่านพบเห็นความดีงามเพียงหนี่งอย่างในตัวบุคคลใดบุคคลหนึ่ง เช่นนั้นท่านจงอย่ากล่าวถึงความผิดสิบอย่างของเขา
  12. สวรรค์มีไว้เพื่อบุคคลที่ควบคุมการใช้ลิ้นของเขา
  13. จงอย่ากล่าวร้ายต่อคนดี เช่นนั้นถือว่าท่านได้ทำให้เขาเป็น “คนไม่ดี”
  14. จงอย่ากล่าวร้ายต่อคนชั่ว มิเช่นนั้นถือว่าท่านได้สร้างศัตรูแก่ตัวท่านเอง
  15. จงอย่าให้ร้ายต่อกัน เช่นนั้นถือว่าท่านได้สร้างศัตรูแก่ตัวท่านเอง

พี่น้องมุสลิมที่รัก

ผลตอบแทนของการนินทาในสังคมนั้น แท้จริงแล้วมันคือ “หลุมศพ” และ “ความหายนะอันยิ่งใหญ่” – หาก “เวลาที่ถูกใช้ไปกับการกล่าวร้ายถึงผู้อื่นลับหลัง หรือการสอดรู้สอดเห็นในเรื่องราวของผู้อื่น” ได้ถูกใช้ไปเพื่อการกระทำความดีและเผยแพร่คำสอนของอิสลามแทน ชีวิตของเราคงจะดีขี้นมากแค่ไหน? และเราจะได้รับการยอมรับในสายตาของอัลลอฮฺซุบฮานะฮูวะตะอาลามากเท่าไหร่?

พี่น้องมุสลิมที่รัก

  • มันไม่ใช่เวลาที่เราต้องหยุดการกระทำที่น่ารังเกียจและยำเกรงต่ออัลลอฮฺหรือ
  • มันไม่ใช่เวลาที่เราต้องรวมตัวกัน หาโอกาสเพื่อการเผยแพร่ความดี และรำลึกถึงอัลลอฮฺหรือ
  • มันไม่ใช่เวลาที่จะใช้ความพยายามของเราไปในทางที่ถูกต้องและสร้างสรรค์หรือ

จง ยำเกรงต่ออัลลอฮฺ ในยามที่เรากล่าวถึงพี่น้องของเรา จงสำนึกถึง “บาป” ที่เกิดจากการใส่ร้าย หมิ่นประมาทผู้อื่นเถิด ขออัลลอฮฺทรงให้อภัยเราและเมตตาเรา เพราะแท้จริงแล้ว พระองค์คือผู้ทรงอภัย และผู้ทรงเมตตา


[1] อัล-ฮัจญาจ บิน ยูซุฟ อัษ-ษะกอฟี ผู้ปกครองเมืองแบกแดด (เมืองหลวงอิรัก) ในอดีตเป็นทรราชย์ผู้ลือชื่อ

[2] วาฮีด อับดุสสลาม บาลี

[3] ผู้แปลได้แปลให้กว้างขึ้นจากต้นฉบับภาษาต่างประเทศ เพื่อความเข้าใจของผู้อ่าน

[4] ความรู้สึกของผู้เขียนหนังสือเล่มนี้ วาฮีด อับดุสสาลาม บาลี

Read Full Post »

หายนะของ “ความทะนงตน”
เขียนโดย ชารีฟะฮ คารโล
แปลเรียบเรียง بنت الاسلام

43-important-hadith-about-women-in-islam

สตรีมุสลิมะฮฺกลุ่มหนึ่งเดินเข้าไปในมัสญิด พวกเธอเหล่านั้นมีความงดงามตามแบบฉบับของสตรีมุสลิม การแต่งกายของพวกเธอแลดูเรียบร้อย พวกเธอต่างปกปิดร่างกายมิดชิดด้วยญิลบาบ หรืออะบายา และมีบางคนที่ปิดหน้า สวมถุงมือ พวกเธอถือเป็นภาพลักษณ์ที่สมบูรณ์แบบแห่งอิสลาม

และเวลาที่พวกเธอทำการละหมาด พวกเธอต่างทำด้วยความอ่อนน้อมและสวยงาม อีกทั้งพวกเธอยังอ่านอัลกุรอานด้วยความไพเราะ

ในขณะที่พวกเธอกำลังจะเดินทางกลับจากมัสญิด มุสลิมะฮฺคนหนึ่งในกลุ่มได้มองเห็นผู้หญิงคนหนึ่งที่กำลังทำการละหมาดอยู่ภายในมัสญิด และเธอก็คิดในใจว่า “ไม่สมควรที่ใครจะเรียกผู้หญิงคนนี้ว่า “มุสลิม” เลย เพราะเธอไม่เคยแม้แต่จะสวมใส่ฮิญาบ เว้นแต่เวลาที่เธอมามัสญิดเท่านั้น”

“เธอ” ที่กำลังคิดเช่นนั้นกำลังทำร้ายตัวเธอเอง — แน่นอนว่า อิสลามคือการแสดงออกด้วยภาพลักษณ์ภายนอก และนี่ถือเป็นเหตุผลและเป็นส่วนที่มีความสำคัญมากในศาสนาอิสลาม หากทว่า “จิตใจ” “พฤติกรรม” รวมทั้ง ”จิตวิญญาณ” ก็เป็นส่วนสำคัญเช่นกัน

“เธอ” อาจไม่ได้ทำการนินทาหรือใส่ร้ายสตรีที่ไม่เป็นมูฮาญิบะฮฺ (ผู้ที่สวมฮิญาบ) ท่านนั้น ด้วยเพราะว่าเธอไม่ได้กล่าวอะไรออกมาทางวาจา หากแต่เธอได้กระทำบางอย่างที่มีความร้ายแรงและเลวร้ายยิ่งกว่านั้น นั่นคือ “ความหลงตัวเอง และความทะนงตน” ที่เกิดขึ้นภายในตัวเธอ

เธอยอมปล่อยให้การกระทำเช่นนั้นเกิดขึ้นกับเธอเพื่อที่ว่ามันจะทำให้เธอรู้สึกว่าเธอนั้นมีความเหนือกว่า ดีกว่า และมีความปลอดภัย (จากไฟนรก) มากกว่า หากแต่ว่า ไม่มีใครสามารถรับรองสิ่งเหล่านี้ให้กับเธอได้เลย

เราทุกคนต่างทำทุกอย่างให้ดีที่สุดเพื่อสร้างความพึงพอพระทัยต่ออัลลอฮฺตะอาลา แต่เราต่างก็ต้องพึ่งพาและหวังในความเมตตาของพระองค์เช่นกัน

อีกทั้งเราไม่สามารถที่จะตัดสินได้ว่าใครจะได้รับความปลอดภัยจากไฟนรก เราไม่สามารถรู้ได้ว่าอัลลอฮฺทรงประสงค์สิ่งใด

เช่นนั้นแล้ว..การดูถูกเหยียดหยาม “ผู้ที่ไม่ได้ปฏิบัติเช่นเดียวกันกับเรา” ถือว่าเป็น “ความหลงตัวเอง” และเราจำต้องหลีกเลี่ยงจากการกระทำเช่นนี้

หะดีษบทหนึ่งรายงานโดยท่านอับดุลลอฮฺ อิบนุ มัสอูด – ศาสนทูตมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “ผู้ใดที่หัวใจของเขานั้นมี ‘ความทะนงตน’ เท่ากับเมล็ดมัสตาด จะไม่ได้เข้าสู่สวนสวรรค์” จากนั้นได้มีชายคนหนึ่ง (ที่อยู่บริเวณนั้น) กล่าวขึ้นมาว่า “แท้จริงแล้ว ผู้ที่รักในเสื้อผ้าของเขาก็ไม่น่าจะถือว่าเป็นผู้ทะนงตน และผู้ที่รักรองเท้าของเขาก็ไม่น่าจะถือว่าเป็นเช่นนั้นเหมือนกัน” ศาสนทูตจึงกล่าวต่อว่า “แท้จริงแล้ว อัลลอฮฺนั้นมีความสวยงาม และพระองค์ทรงรักความสวยงาม หากแต่ ‘ความทะนงตน’ นั้นคือการปฏิเสธความจริง และการสบประมาทผู้อื่น” (เศาะเหียะฮฺ มุสลิม เล่มที่ 1 ลำดับที่ 0164)

ในหมู่เศาะฮาบะฮฺบางคนเคยมีความกลัวอย่างมากว่าพวกเขานั้นจะทำความดีไม่มากพอ บางครั้งพวกเขาก็เป็นลมล้มพับไป ในขณะที่พวกเขาทำการละหมาดยามค่ำคืนและในวันเวลาที่ถือศีลอดอุทิศตนต่ออัลลอฮฺ ด้วยเพราะว่าพวกเขานั้นมีความเกรงกลัวต่ออัลลอฮฺอย่างมาก

แล้ว “เรา” เป็นใครกัน ถึงเชื่อว่าชีวิตเรานั้นได้รับการรับรอง!!

หะดีษก่อนหน้านี้ เราะสูลุลลอฮฺได้ตักเตือนเราไว้อย่างชัดเจนว่า เราไม่มีสิทธิที่จะดูถูกดูหมิ่นกัน ไม่ว่าจะด้วยกรณีใดก็ตาม แม้ว่าในความเป็นจริงพวกเขาจะเป็นคนบาป เราก็ไม่มีสิทธิที่จะตัดสินใคร

ลองดูตัวอย่างของชายคนหนึ่งที่ได้รับการลงโทษ ซึ่งชายคนนี้ได้สารภาพความผิดและถูกขว้างด้วยก้อนหินจนสิ้นชีวิต

“….ขณะนั้นศาสนทูตได้ยินเศาะฮาบะฮฺท่านหนึ่งกำลังพูดคุยกับใครคนหนึ่งว่า “ดูชายคนนี้สิ ความผิดของเขาได้รับการปกปิดโดยอัลลอฮฺ แต่ใครเหล่าจะปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านพ้นไปได้ ด้วยเหตุนี้ เขาถึงถูกขว้างด้วยก้อนหินเหมือนกับสุนัขตัวหนึ่ง” (เมื่อได้ยินเช่นนั้น) ศาสนทูตก็ไม่ได้กล่าวสิ่งใดต่อพวกเขา ท่านเดินต่อไป จนกระทั่งท่านได้เดินมาถึงสถานที่ที่มี ซากศพของลาและขาของมันชี้ขึ้นฟ้า แล้วท่านจึงกล่าวขึ้นว่า “ท่านพวกนั้นอยู่ที่ใด” พวกเขากล่าวขึ้นว่า “พวกเราอยู่ที่นี่แล้ว” ศาสนทูตมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม จึงกล่าวว่า “จงก้มลงไปและกินซากศพของลาตัวนี้เสีย” พวกเขาตอบว่า “โอ้ ท่านศาสนทูต ใครจะไปกินสิ่งนี้ได้เล่า” ท่านตอบว่า “ความอัปยศที่ท่านเพิ่งจะแสดงแก่พี่น้องของท่านนั้นร้ายแรงยิ่งกว่าการกินบางส่วนของซากศพนี้เสียอีก ขอสาบานต่อผู้ที่ชีวิตของมุหัมมัด อยู่ในอุ้งพระหัตถ์ของพระองค์ พระองค์ทรงอยู่ท่ามกลางแม่น้ำหลายสายบนสวนสวรรค์และกระโดดลงไปในน้ำนั้น” (สุนัน อาบูดาวูด เล่มที่ 38 ลำดับที่ 4414)

ดูจากตัวอย่างนี้ ชายท่านนั้นได้กระทำบาปใหญ่ และเขาก็ได้สารภาพผิด อีกทั้งการสำนึกผิดของเขานั้นมีความบริสุทธิ์จริงใจ เราจึงไม่ควรทำการตัดสินผู้อื่น หากเราพบว่าเขาได้กระทำบาป เพราะการตัดสินนั้นเป็นอำนาจของอัลลอฮฺเพียงพระองค์เดียว — “มนุษย์เช่นเรานั้น” สามารถทำการลงโทษต่อเขาตามที่อัลลอฮฺกำหนดไว้เท่านั้น และการที่เขาจะได้รับการอภัยโทษหรือไม่ถือเป็นอำนาจหน้าที่ของอัลลอฮฺแต่เพียงพระองค์เดียวที่จะตัดสิน

– เราไม่มีสิทธิที่จะตัดสินผู้อื่น และเราไม่อาจรับรู้ได้ถึงสิ่งที่อยู่ในจิตใจของพวกเขา หากแต่เราสามารถที่จะพูดคุยกับผู้ที่ไม่ปฏิบัติตามหลักการที่ศาสนากำหนด เช่นการสวมฮิญาบ การไว้เครา หรือการหลีกเลี่ยงการฟังเพลง ดนตรี หรือเรื่องอื่นๆ ที่ผิดหลักการศาสนา

ทั้งนี้เราไม่ควรที่จะเชื่อว่า “เรานั้นดีกว่าพี่น้องของเรา” ด้วยเพราะว่าเราไม่อาจรู้ได้ว่าเขากำลังอยู่ในสถานการณ์ใด หรือเขามีอะไรอยู่ในใจของเขา หรือแม้แต่โชคชะตาของเขานั้นจะเป็นอย่างไร เพราะนี่เป็นอำนาจของอัลลอฮฺ

ลองดูจากตัวอย่างของโสเภณีคนหนึ่ง หากเราพบเห็นเธอบนท้องถนน เราจะมีความคิดต่อเธอเช่นไร? แม้ว่าเธอจะเป็นโสเภณี เธออาจได้รับสวนสวรรค์เป็นรางวัลการตอบแทนสำหรับการกระทำความดีงามเพียงเล็กน้อยของเธอก็เป็นได้

หะดีษบทหนึ่งรายงานโดยท่านอบู ฮูรอยเราะฮฺ ศาสนทูตมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมกล่าวว่า “โสเภณีนางหนึ่งได้รับการอภัยโทษจากอัลลอฮฺ ด้วยเพราะว่า เธอเดินผ่านสุนัขตัวหนึ่งที่กำลังหายใจหอบและใกล้จะตายอันเนื่องมาจากความกระหายน้ำ จากนั้นนางจึงถอดรองเท้าของนางและผูกมันไว้กับผ้าคลุมหัวของนาง และนางได้ใช้รองเท้านั้นตักน้ำให้แก่มัน ด้วยเหตุนี้อัลลอฮฺจึงทรงให้การอภัยโทษต่อบาปของนาง” (เศาะเหียะฮฺ บุคอรีย์ บทที่ 4 เล่มที่ 54 ลำดับที่ 538)

เราคงไม่มีทางที่จะรู้สึกเป็นสุขได้เพราะบาปของคนที่เป็นโสเภณี หากแต่เราต้องให้การสั่งสอน ตักเตือนเธอ หรือลงโทษเธอ (ตามหลักการที่อัลลอฮฺทรงกำหนด) เราไม่ควรที่จะต่อว่าเธอ หรือมั่นใจว่าเรานั้นดีกว่าเธอหลายเท่า อีกทั้ง เราควรที่จะใช้เวลาทำความรู้จักเป็นเพื่อนกับผู้ที่เราพบว่าเขากำลังยุ่งเกี่ยวกับบาป (หากว่าเราสามารถทำได้) เพราะบางทีคนเหล่านั้นอาจจะขาดซึ่งความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับหลักการศาสนา เราจึงควรพยายามที่จะตักเตือน ให้ความรู้ที่ถูกต้องแก่พวกเขา เพราะบางทีเราอาจจะได้บางสิ่งบางอย่างจากความพยายามนี้ และอาจจะเป็นไปได้ว่าคนเหล่านั้นจะนำมาซึ่งความดีงามแก่เรา

ฉัน (ผู้เขียน) ขอเพิ่มเติมบางอย่างที่ฉันได้ประสบ ฉันค่อนข้างที่จะแปลกใจอย่างมากเมื่อได้พบว่าพี่น้องมุสลิมนั้นดูถูกผู้อื่นด้วยสาเหตุของ “ชนชั้น” “เชื้อชาติ” หรือด้วยเพราะว่าเขาเหล่านั้นมีฐานะที่ยากจน หรือแม้แต่ด้วยสาเหตุที่ว่าพวกเขานั้นมีฐานะร่ำรวย — ฉันได้พบเจอสตรีมุสลิมะฮฺอาหรับที่ดูถูกและสบประมาทสตรีชาวอเมริกันที่เพิ่งเข้ารับอิสลาม ด้วยเหตุเพราะว่าพวกเธอไม่ใช่สาวบริสุทธิ์ก่อนที่จะเข้ารับอิสลาม แต่กระนั้นสตรีเหล่านี้ต่างมีความศรัทธาที่เข้มแข็ง มากกว่าบรรดาสตรีอาหรับที่สบประมาทพวกเธอเสียอีก

นอกจากกรณีนี้ ฉันยังได้พบกับชาวปากีสถานบางคนที่ดูถูกมุสลิม..ด้วยเพราะว่าเขาเป็นคนผิวดำ หากแต่เขาเป็นผู้ที่มีความยำเกรงต่ออัลลอฮฺมากกว่าชาวปากีสถานที่ดูถูกเขาเสียอีก – อีกทั้ง ฉันได้พบเห็นมุสลิมชาวอเมริกันที่ด่าทอชาวอาหรับและชาวปากีสถานที่มีฐานะร่ำรวยอย่างเสียหายด้วยเพราะว่าพวกเขาไม่เคยเห็นคนร่ำรวยเหล่านั้นทำการบริจาคต่อผู้ยากไร้ แต่กระนั้นก็ไม่มีใครที่จะรู้ได้ว่าพวกคนรวยเหล่านั้นได้กระทำความดีอันใดที่ปกปิดเป็นความลับบ้าง

ด้วยเหตุนี้ เราจึงจำเป็นต้องหยุดการมีความคิดที่ว่าตัวเองเป็นคนที่ดีอยู่คนเดียว

“เรา” ในฐานะ “มุสลิม” ต่างหาหนทางที่จะทำให้พวกเราหันห่างออกจากกัน ทั้งๆ ที่เราควรจะหาหนทางที่จะช่วยเหลือซึ่งกันและกัน อัลลอฮฺตรัสว่า

“….และพวกจงช่วยเหลือกันในสิ่งที่เป็นคุณธรรม และความยำเกรง และจงอย่าช่วยกันในสิ่งที่เป็นบาป และเป็นศัตรูกัน พึงกลัวเกรงอัลลอฮฺเถิด แท้จริงอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงรุนแรงในการลงโทษ” (อัลกุรอาน 5:2) **คัดลอกจากอัลกุรอานแปลไทย

เมื่อเราหยาบคายต่อกัน ดูถูกกันและกัน นั่นอาจหมายถึง เรากำลังผลักดันความอ่อนแอของเราให้เข้าสู่การกระทำบาปมากขึ้น ลองตระหนักถึงสิ่งนี้ให้ดี

เราจะยอมรับคำแนะนำตักเตือนจากผู้ที่สบประมาท หรือด่าทอเราหรือไม่? แน่นอนว่า “ไม่” ด้วยเหตุนี้ เราต่างต้องรู้สึกเคารพและมีความชอบในตัวของผู้ที่เราจะรับคำแนะนำตักเตือนจากเขาใช่หรือไม่ ดังนั้นไม่ว่าการกระทำของมุสลิมคนหนึ่งคนใดจะดูเลวร้ายสำหรับเรา

เราจำต้องลบความคิดที่ว่า “เรานั้นมีดีกว่าเขาและมีสิทธิ์ที่จะด่าทอ ต่อว่าหรือแม้แต่ดูถูกเขา” ลองดูตัวอย่างของศาสนทูตมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมผู้มีความเมตตาของเรา

หะดีษบทหนึ่งรายงานโดยท่านอนัส บิน มาลิก “ชาวเบดูอินคนหนึ่งได้เข้ามาภายในมัสญิดและได้ปัสสาวะตรงมุมหนึ่งของมัสญิกด จากนั้นผู้คนต่างตะโกนต่อว่าเขา แต่ศาสนทูตได้ห้ามปรามพวกเขาและรอจนกระทั่งชาวเบดูอินคนดังกล่าวปัสสาวะจนเสร็จ

จากนั้นศาสนทูตมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมได้สั่งให้พวกเขาสาดน้ำชำระล้างบริเวณดังกล่าว และพวกเขาก็ทำตามคำสั่งของท่าน” เศาะเหียะ บุคอรี บทที่ 1 เล่มที่ 4 ลำดับที่ 221)

การที่บรรดามุสลิมตะโกนต่อว่าชาวเบดูอินเช่นนั้นถือว่าเป็นการกระทำที่ผิด ในขณะที่ศาสนทูตมุหัมมัด ผู้มีความเมตตา และความเฉลียวฉลาดทราบดีว่าการกระทำของพวกเขานั้นไม่ใช่วิธีการที่ดีที่จะสามารถอบรมสั่งสอนชายคนนั้นได้

อดีตอาจารย์คนหนึ่งของฉัน (ผู้เขียน) ท่านค็อซซัน อัล บะเราะเกาะวียฺ (Ghassan Al Baraqawi) เคยบอกกับฉันว่า “การสอน ไม่ใช่การเทศนาต่อผู้คนเหมือนกับการให้คำอธิบาย และไม่ใช่การตรวจสอบเปรียบเทียบ” นี่เป็นคำคมยิ่งนัก

ดังนั้น เราจำต้องตระหนักให้ดีเกี่ยวกับสิ่งที่เราคิดและพูด เพื่อที่เราจะได้ช่วยเหลือซึ่งกันและกันอย่างแท้จริง ไม่ใช่การทำร้ายกัน

ไม่มีใครในหมู่พวกเราที่จะเป็นผู้ที่มีความสมบูรณ์แบบที่สุด และไม่มีใครในหมู่พวกเราที่จะสามารถรับรองได้ว่า “เขา” หรือ “เธอ” จะได้เข้าสู่ญันนะฮฺโดยปราศจากบททดสอบหรือการลงโทษ เราจะต้องไม่ช่วงชิงบทบาทอำนาจหน้าที่ของอัลลอฮฺด้วยการตัดสินกันและกัน

ความทะนงตน เป็นสิ่งที่อันตราย เราต้องหลีกเลี่ยงความรู้สึกทะนงตน หลงตัวเอง แม้ว่าความรู้สึกดังกล่าวจะเกี่ยวข้องกับเรื่องของศาสนาก็ตาม เรามาดูตัวอย่างความรอบคอบ ระมัดระวังของศาสนทูตมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม

หะดีษรายงานโดยท่านอับดุลลอฮฺ บิน อุมัร ศาสนทูตมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมกล่าวว่า “ในวันแห่งการตัดสิน อัลลอฮฺจะไม่ทอดพระเนตรผู้ที่ดึงเชือก (ไว้ข้างหลัง) ด้วยความความทะนงตน”

ท่านอบูบักรกล่าวว่า “เชือกของฉันข้างหนึ่งหย่อนลง เว้นเสียแต่ว่าฉันจะระมัดระวังมันอย่างดี”

ศาสนทูตมุหัมมัดจึงกล่าวว่า “แต่ท่านไม่ได้กระทำเช่นนั้นด้วยความทะนงตน” (เศาะเหียะฮฺบุคอรียฺ บทที่ 5 เล่มที่ 57 ลำดับที่ 17)

“ความทะนงตนและความหลงตัวเอง” เป็นเครื่องมือของชัยฏอน เมื่อมันได้รับพระบัญชาให้ก้มคำนับต่อนบีอาดัมและมันได้ตอบปฏิเสธที่จะไม่ทำตาม
อัลลอฮฺตรัสว่า “และเราได้กล่าวแก่มลาอิกะฮฺว่า “จงคำนับอาดัม” มลาอิกะฮ์ทั้งหมดได้ก้มคำนับ นอกจากอิบลีสที่ปฏิเสธไม่ยอมทำ มันยโสโอหังและเป็นผู้ปฏิเสธ” (อัลกุรอาน 2:34) **คัดลอกจากอัลกุรอานแปลไทย

หากท่านพบว่ามีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นกับท่าน จงตระหนักให้ดีถึงการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ด้วยตัวเอง ดูจากตัวอย่างของชัยฏอนและการพิสูจน์ความบริสุทธิ์ให้ตัวมันเอง เมื่ออัลลอฮฺทรงสอบถามมันเกี่ยวกับเหตุผลที่มันปฏิเสธการคำนับต่ออาดัม

“อะไรที่ขัดขวางเจ้ามิให้เจ้าสูญูด ขณะที่ข้าได้ใช้เจ้า มันกล่าวว่า ข้าพระองค์ดีกว่าเขา โดยที่พระองค์ทรงบังเกิดข้าพระองค์จากไฟ และได้บังเกิดเขาจากดิน พระองค์ตรัสว่า จงลงจากสวนนั้นไปเสีย ไม่สมควรแก่เจ้าที่จะทำโอหังในนั้น จงออกไปให้พ้นแท้จริงเจ้านั้นอยู่ในหมู่ผู้ต่ำต้อย” (อัลกุรอาน 7:12-13) **คัดลอกจากอัลกุรอานแปลไทย

เราอย่าปล่อยให้ตัวเรานตกอยู่ในกับดักอันชั่วร้ายของชัยฏอน

เราอย่าปล่อยให้ตัวเราเองคิดว่า “เราดีกว่า” ด้วยเพราะว่าบาปของการมีความทะนงตนนั้นเป็นบาปที่หนักยิ่ง

อัลลอฮฺตรัสว่า “และเมื่อได้มีการกล่าวแก่พวกเขาว่า จงเกรงกลัว (การลงโทษของ) อัลลอฮฺ ความผยองก็เกาะกุมเขาและชักนำให้เขาทำบาป สำหรับคนพวกนี้ นรกคือที่ๆ เหมาะสมสำหรับพวกเขา และมันเป็นที่พำนักอันแสนชั่วร้าย” (อัลกุรอาน 2:206) **คัดลอกจากอัลกุรอานแปลไทย

ดังนั้น พี่น้องมุสลิมทั้งหลาย หากท่านพบว่าใครคนใดคนหนึ่งกำลังทำสิ่งที่ผิด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของรูปลักษณ์ภายนอก หรือการกระทำใดๆ ก็ตาม จงตระหนักให้ดีก่อนที่ท่านจะมีความคิดที่ว่า “ท่านนั้นดีกว่า (พวกเขา)”

และหากท่านสามารถทำได้ ก็ให้เดินเข้าไปหาผู้ที่กระทำความผิดผู้นั้นด้วยความอ่อนโยนและด้วยอัธยาศัยที่ดี อย่าคิดถึงสิ่งที่เลวร้ายกับเขา ให้นึกถึงข้ออ้างสัก 70 ข้ออ้างถึงสาเหตุของการกระทำผิดของเขา และพยายามให้ความช่วยเหลือแก่เขา ทำให้เขามีความเข้าใจถึงความเลวร้ายของการกระทำดังกล่าว และอย่าคาดหวังการเปลี่ยนแปลงจากเขา เพียงแต่ให้คำแนะนำตักเตือน และมอบหมายต่ออัลลอฮฺ – ทั้งนี้ เขาอาจจะมีความขุ่นเคืองและพยายามที่จะหาเรื่องทะเลาะกับท่าน หากว่าเป็นเช่นนั้น ท่านก็อย่าตกลงไปในกับดักของชัยฏอน แต่จงให้หลักฐานจากอัลกุรอานและสุนนะฮฺที่น่าเชื่อถือแก่เขาเพียงเท่านั้น ถึงเวลานั้นก็ให้เป็นการตัดสินใจของเขาที่จะ “ยอมรับ” หรือ “ปฏิเสธ” คำตักเตือนของท่าน และถือว่าท่านได้ทำหน้าที่ของท่านเสร็จสิ้นแล้ว — แต่ท่านก็อย่าปล่อยให้เขาคิดว่าท่านนั้นดีกว่าเขา

อีกทั้งหากท่านได้พบเห็นใครคนใดคนหนึ่งที่มาจากพื้นฐานหรือวัฒนธรรมที่ต่างกันจากท่าน ก็จงอย่าตัดสินพวกเขาโดยใช้ความเชื่อส่วนตัวของท่านเป็นมาตรฐานการตัดสินเกี่ยวกับกลุ่มคนกลุ่มนั้น แต่ให้ดูเป็นรายบุคคล จงพูดคุยกับเขา เพราะอาจเป็นไปได้ว่าพวกเขาเหล่านั้นจะให้คำแนะนำอะไรบางอย่างที่เป็นประโยชน์ต่อตัวท่าน และขณะเดียวกัน ในการที่ท่านแต่งกายแสดงออกถึงความเป็น “อิสลาม” ได้ดีกว่าเขา ก็อาจเป็นไปได้ว่าเขานั้นมีมารยาทในแบบอิสลามที่ดีกว่าท่านก็เป็นได้

ขอให้ท่านอย่าคิดเอาเองว่าการที่ท่านนั้นดูเป็น “มุสลิม” มากกว่าจะทำให้ท่านเป็นมุสลิมที่ดีกว่า

ความทะนงตนและความยโสที่ท่านรู้สึก อาจจะเป็นตัวที่สร้างความหายนะแก่ท่านได้

จงยำเกรงต่ออัลลอฮฺ พี่น้องทั้งหลาย จงยำเกรงต่อพระองค์ และให้ความยุติธรรมแก่พี่น้องของท่าน อย่างที่ฉัน (ผู้เขียน) ได้กล่าวบ่อยครั้งมาก่อนหน้าที่ว่า “ที่สุดของความชั่วร้ายและความเลวทรามในหมู่พวกเรานั้นดีกว่า ที่สุดของความดีงามของกาเฟรฺ” และมันเป็นหน้าที่ของเราที่จะให้คำแนะนำตักเตือนซึ่งกันและกันเพื่อที่จะดึงพวกเราออกจากความมืดมนและความโสมมแห่งบาป มาสู่แสงสว่างและความบริสุทธิ์แห่งการเชื่อฟังอัลลอฮฺตะอาลา

ยา อัลลอฮฺ ขอพระองค์ทรงทำให้เรามีความรักต่อกัน
ยา อัลลอฮฺ ขอพระองค์ทรงทำให้เราช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
ยา อัลลอฮฺ ขอพระองค์ทรงปกป้องเราจากการทำร้ายกันและกัน
ยา อัลลอฮฺ ขอพระองค์ทรงทำให้เราเป็นพี่น้องต่อกัน
ทรงทำให้เราเป็นดังหนึ่งร่างกาย และหนึ่งจิตใจ อามีน

แหล่งที่แปล A Matter of Pride Written by Shariffa Carlo http://www.idealmuslimah.com

แปล 25 ตุลาคม 2551
แก้ไขเรียบเรียงใหม่ 28 ธันวาคม 2555

 

Read Full Post »

ชัยคฺอัซซิม อัลฮากีม::
บางครั้ง ชัยฏอนก็เข้ามาล่อลวงคุณ เวลาที่มีผู้คนพูดไม่ดีเกี่ยวกับคุณ แม้ว่าคุณจะรู้ว่าคุณอยู่ในหนทางที่ถูกต้องแล้วก็ตาม คุณไม่ควรให้ ‘สิ่งที่คนโง่เขลาเหล่านั้นพูด’ มามีผลกระทบกับตัวคุณ

อัลลอฮฺ อัซซะวะญัลเองก็ทรงได้ยินสิ่งที่บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาพูดเกี่ยวกับพระองค์ พวกเขาพูดกันว่าพระองค์มีบุตร แต่กระนั้นพระองค์ก็ยังทรงประทานปัจจัยต่างๆ แก่พวกเขา พวกเขาเรียกศาสนทูต ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมของพวกเราด้วยฉายาที่ไม่ดีมากมายแตกต่างกันไปไม่ว่าจะเป็น พ่อมด นักกวี และคนบ้า แต่สิ่งนี้ก็ไม่ได้หยุดยั้งท่านจากการเรียกร้องผู้คนมาสู่อิสลาม

ซึ่งนี่คือ ‘ความบริสุทธ์ิใจ (อิคลาส)’ .. เมื่อคำชื่นชมไม่ได้มีผลกระทบใดๆ กับคุณ และคำวิพากษ์วิจารณ์ของพวกเขาก็ไม่ได้ทำให้คุณเศร้าใจ

Read Full Post »

สาเหตุแห่งความอิจฉา (ฮะซัด) เขียนโดย Zakia Usaman
แหล่งที่มา http://www.idealmuslimah.com/character/patience/1595-the-causes-of-envy-hasad
แปล
بنت الإسلام

Image 

“ฮะซัด” คือ การมีความปรารถนาให้ “ความดีงาม” หรือ “สาเหตุแห่งความสุข” ได้สูญหายไปจากผู้ที่ครอบครองมัน และถูกส่งมอบให้แก่ตัวของเขา (ผู้ที่มีความปรารถนาต่อสิ่งเหล่านั้น) แทน

“ฮะซัด” คือมะเร็งร้ายในตัวของมันเอง อีกทั้งยังนำไปสู่ “ความเป็นศัตรู ความเกลียดชัง ความรู้สึกที่เลวร้าย และบ่อยครั้งมันคือการฝ่าฝืนต่ออัลลอฮฺ” ซึ่งได้มีการถูกกล่าวไว้ในหะดีษหลายบท ท่านอบู ฮุร็อยเราะฮฺรายงานว่า ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “ความอิจฉาริษยากัดกินการงานที่ดีทั้งหลายเช่นเดียวกับที่ไฟกัดกินฟืน” (อบูดาวูด และอัตติรฺมิซียฺ)

สาเหตุบางประการของ “ฮะซัด” มีดังต่อไปนี้

  1. ความเป็นศัตรู และความเกลียดชัง ซึ่งนี่เป็นกรณีที่เลวร้ายที่สุดของความอิจฉาริษยา เพราะเมื่อบุคคลคนหนึ่งมีความเกลียดชัง และความเป็นศัตรูต่อใครคนใดคนหนึ่งในหัวใจของเขาแล้ว “ความรู้สึกเกลียดชังที่อยู๋ในตัวเขา”  จำต้องถูกกำจัดออกไป อันเป็นสาเหตุให้เขาปรารถนาที่จะทำการแก้แค้น และหากเขาไม่สามารถที่จะแก้แค้นได้ “ความเกลียดชังนี้” จะกลายเป็น “ความอิจฉาริษยา” แทน และเขาย่อมเกิดความปรารถนาที่จะให้ศัตรูของเขาสูญเสียความดีงามทั้งหลายที่มีอยู่
  2. ความเคารพ ความเชื่อมั่นในตัวเองต่ำ ความอิจฉาริษยาประเภทนี้จะเกิดขึ้น เมื่อมีผู้ใดก็ตามได้รับสิ่งที่ดีงาม เขาก็จะเกิดความรู้สึกว่าตัวเองด้อยกว่า และ “ความรู้สึกว่าตัวเองด้อยกว่า” นี้เองที่นำพาเขาไปสู่การมีความปรารถนาให้ “สิ่งที่ดีงามทั้งหลาย” นั้นสูญหายไปจากผู้ที่ได้รับมัน
  3. ความยโสทะนงตนและความหลงตัวเอง ความอิจฉาริษยาประเภทนี้เกิดขึ้น เมื่อบุคคลหนึ่งเห็นผู้ใดก็ตามประสบความสำเร็จเหนือเขา และเขามีความเชื่อว่าคนคนนั้นไม่คู่ควรต่อความสำเร็จดังกล่าว นั่นเป็นเพราะว่าเขามีความทะนงตน และคิดว่าตัวของเขานั้นดีกว่าและคู่ควรมากกว่า (ในความสำเร็จนั้น) ดังนั้นเขาจึงปรารถนาให้ “สิ่งที่ดีงาม” นั้นสูญหายไปจากผู้ที่ได้รับมัน
  4. ความประหลาดใจ เมื่อบุคคลคนหนึ่งเกิดความประหลาดใจที่ “ผู้อื่นที่มีความแตกต่างจากเขา” ได้รับสิ่งที่ดีงาม จากนั้นเขาก็เกิดคำถามขึ้นมาว่าเหตุใด “คนแบบนั้น” จึงได้รับสิ่งที่ดีงาม ที่เขาไม่ได้รับ
  5. ความกลัวต่อการสูญเสียสิ่งที่วาดหวังไว้ ความรู้สึกเช่นนี้มักเกิดขึ้นในกรณีที่มีคนหลายคนปรารถนาที่จะบรรลุเป้าหมายเดียวกัน เช่นในสถานการณ์ที่กลุ่มคนแต่ละกลุ่มคนเกิดความอิจฉาต่อกลุ่มคนอีกกลุ่มหนึ่ง เมื่อกลุ่มคนอีกกลุ่มได้รับการอำนวยพรด้วยบางสิ่งบางอย่างที่จะช่วยทำให้พวกเขาบรรลุเป้าหมายเดียวกันได้ง่ายกว่า ดังนั้นหากว่าคู่แข่งของเขามีบางสิ่งบางอย่างที่ดีกว่า เช่นนั้นเขาก็เกิดความอิจฉา เพราะเขาเชื่อว่า “สิ่งที่คู่แข่งมีนั้น” จะช่วยทำให้พวกเขาบรรลุเป้าหมายเดียวกันที่เขาหวังไว้
  6. ความปรารถนาต่อ “การเป็นผู้นำ และตำแหน่ง”  บุคคลที่มีพรสวรรค์หรือความสามารถในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือบุคคลที่มักได้รับคำชื่นชม ยกย่องอยู่เสมอ มักจะเกิดความรู้สึกอิจฉาริษยาต่อผู้ที่มีความสามารถในเรื่องเดียวกัน และได้รับการชื่นชม ยกย่องเช่นเดียวกันกับที่เขาได้รับ เช่น เขาเกิดความทุกข์เมื่อได้ยินว่าผู้อื่นได้รับการชื่นชม หรือได้รับการให้เกียรติ และเขาก็เกิดความปรารถนาว่า “สิ่งดีงาม” ที่ผู้อื่นได้รับอยู่นั้นจะสูญหายไปจากพวกเขา ซึ่ง “ความปรารถนาต่อการเป็นที่จดจำของผู้คน และความกลัวต่อการสูญเสียเช่นนี้” มันก็เป็นเหตุผลเพียงพอแล้วที่จะก่อให้เกิดความอิจฉาริษยา
  7. จิตใจที่ไม่บริสุทธิ์ จิตใจที่ไม่บริสุทธิ์ย่อมเกิดความปิติยินดีต่อความเลวร้าย หรือความหายนะที่เกิดกับผู้อื่น และเกิดความเสียใจเมื่อมีสิ่งดีงามเกิดขึ้นกับพวกเขาเหล่านั้น ซึ่งคนประเภทนี้จะมีความตระหนี่ต่อความโปรดปรานและปัจจัยของอัลลอฮฺ และเขามีความคิดว่า “การที่ผู้อื่นได้รับความดีงามหรือความโปรดปรานทั้งหลายจากอัลลอฮฺนั้นทำให้สิ่งที่เขาควรจะได้รับ (จากพระองค์) นั้นลดลง โดยที่เขาลืมไปว่า อัลลอฮฺจะประทานให้แก่ผู้ที่พระองค์ประสงค์ โดยปราศจากการคำนวณนับ และไม่มีผู้ใดสามารถจำกัดสิ่งที่พระองค์ทรงกำหนดไว้แล้วได้

ในความเป็นจริงแล้วนั้น เมื่อบุคคลหนึ่งเกิดความอิจฉาริษยาต่อคนอีกคนหนึ่ง แท้จริงแล้วนั่นหมายความว่าเขากำลังสงสัยต่อเหตุผลอันดีงาม (ความปรีชาญาณ) ของอัลลอฮฺ และตั้งคำถามกับการตัดสินของพระองค์ นี่เป็นเพราะว่า ท้ายที่สุดแล้ว “อัลลอฮฺ” คือผู้ทรงตัดสินว่าความโปรดปรานใดที่ควรถูกมอบให้แก่ผู้คน

โอ้ ท่าน ผู้ที่อิจฉาต่อความดีงามที่ฉันครอบครอง
ท่านรู้หรือไม่ว่าท่านกำลังละเมิดผู้ใดอยู่

ท่านได้ทำการละเมิดต่ออัลลอฮฺ ต่อการตัดสินของพระองค์

ด้วยการไม่พึงพอใจต่อการอำนวยพรที่พระองค์ประทานแก่ท่าน

ขออัลลอฮฺทรงปกป้องเราจากกความชั่วร้าย และโรคร้ายนี้ด้วยเถิด อามีน

Read Full Post »

ว่าด้วยเรื่อง “ความอิจฉาริษยาทางสายตา” ผ่านรูปภาพที่โพสต์ทางเฟสบุค หรือที่อื่นๆ
เรียบเรียง การตอบคำถามโดยชัยคฺริฎอ อะหฺมัด สมะดี
จากรายการโรคมืด white channel http://www.youtube.com/watch?v=SRlYZErYBn0
ไม่ได้ถอดคำพูดของท่านทุกคำ หากแต่มีการเรียบเรียงถ้อยคำเพื่อความเข้าใจในการอ่าน)

คำถาม

เรื่องความอิจฉาริษยาทางสายตานั้น การที่เราโชว์รูปลูกหลานของเราทางใดทางหนึ่ง เช่นทางเฟสบุค ทางบล็อคต่างๆ แล้วมีคนเกิดความอิจฉาริษยาลูกหลานของเรา อยากทราบว่าการมองผ่านรูปภาพของผู้ที่มีความอิจฉาริษยา จะมีผลต่อลูกหลานของเราหรือไม่

คำตอบ

ชัยคฺริฎอตอบว่า “มีครับ มีผล ถ้าหากว่า “ผู้อิจฉา” ตาร้อนจริงๆ และทางประวัติศาสตร์ มีคนเคยบอกไว้ว่า “มีคนกลุ่มหนึ่งที่เป็นกลุ่มรับจ้างอิจฉาอยู่ที่ประเทศอินเดีย”  ซึ่งความร้อน (จากความอิจฉา) ของเขาสามารถที่จะ (ส่งความ) อิจฉาทางไกลได้

และมีคนเล่าไว้ด้วยว่า มีคนคนหนึ่งที่ประเทศอาหรับ ที่ “ความสามารถในการอิจฉาของเขา” สามารถส่งออกไปได้เป็น 100 กิโลเมตร และเขาเคยถูกจ้างให้อิจฉาแพะฝูงหนึ่งที่อยู่ในระยะไกล

ดังนั้น “การอิจฉาทางไกล” นี้มีอยู่จริง  แต่ไม่มีความสม่ำเสมอ เพราะบางทีคนที่เขาอิจฉา อาจจะมีใจที่อิจฉา แต่ส่ง (ความอิจฉา)ไปไม่ถึง และ (เรื่องความอิจฉานั้น) ถ้าจะอธิบายโดยวิทยาศาสตร์ ก็สามารถอธิบายได้ เพราะปัจจุบันนี้มีการพิสูจน์แล้วว่า ความรู้สึกของมนุษย์นั้นเป็นคลื่น ซึ่งบางเรื่อง (บางความรู้สึก) สามารถฉายให้เห็นภาพได้เลย อีกทั้งยังมีการให้คะแนน (คลื่นความรู้สึก) เป็นตัวเลขด้วย

ก็เป็นไปได้ว่า “ความอิจฉา” มันเป็นความรู้สึกชนิดหนึ่ง และความอิจฉามักจะเกิดจากกความโกรธแค้น ความไม่ปรารถนาดีต่อคนอื่น ซึ่งมันอาจจะเป็นคลื่น

และความเข้าใจของเราโดยทางวิทยาศาสตร์ “(เกี่ยวกับเรื่อง) คลื่น”  คือ “ความรุนแรงของคลื่น” นั้นขึ้นอยู่ที่ “เครื่องส่ง” บางทีคลื่นก็อาจจะมีระยะสองเมตร ซึ่งมันมีระยะของมัน ซึ่งถ้าใช้ทางไกลอาจจะไม่ถึง แต่บางคนคลื่นอิจฉาริษยาไกลมาก ก็เป็นไปได้ว่า (การโพสต์รูป) ทางเฟสบุค (อาจทำให้เกิดผลกระทบ)  ซึ่งผม (ชัยคฺ ริฎอ) เคยบอกว่าให้ระมัดระวัง เรื่องโชว์ภาพทางอินเตอร์เน็ต

อย่างไรก็ตาม รูปลูกหลานของเรา ถ้ามีประโยชน์อย่างหนึ่ง เช่นเราโชว์รูปลูกหลานของเราขณะที่เขากำลังอัลกุรอาน เพื่อเป็นการกระตุ้นให้ลูกหลานคนอื่นอ่านอัลกุรอานบ้าง (ก็ทำได้) แต่เราก็อย่าลืมขอดุอาอฺคุ้มครองปกป้องลูกของเราด้วย

ซึ่งที่กล่าวมานั้นไม่ได้หมายถึงคนที่ลงภาพตัวเอง อันนี้จะเป็นอีกประเด็นหนึ่ง ซึ่งจะมี (ผล) ทั้ง “ความอิจฉา และเป็นบาป” ด้วย

Read Full Post »

« Newer Posts - Older Posts »

%d bloggers like this: