Feeds:
Posts
Comments

Archive for the ‘ดร ฮิชาม อัลอะลาวะดียฺ’ Category

นบีมุหัมมัดศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม รับมือกับผู้คนที่ทำบาปอย่างไร 

๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑

จากบทความของ ดร. ฮิชาม อัลอะวะดีย์ แปล เรียบเรียง บินติ อัลอิสลาม

เราทราบกันดีว่า “ประชาชาติมุสลิมที่ดีที่สุด คือ กลุ่มชนที่ดำเนินชีวิตอยู่ในยุคของท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม”

อย่างไรก็ตาม พวกเขาเหล่านั้นก็เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา และพวกเขาบางคนก็เคยทำบาปใหญ่ และมีอีกหลายคนที่เพิ่งเข้ารับอิสลาม ซึ่งก่อนหน้านั้น (ก่อนอิสลาม) “การดื่มแอลกอฮอล์หรือการทำผิดประเวณี” เป็นเรื่องปกติสำหรับบางคน 

ดังนั้นเราจำต้องเข้าใจว่ามันยากเพียงใดสำหรับหลายๆ คนที่ต้องเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของเขาอย่างฉับพลัน

การเลิกทำนิสัยบางอย่างที่เป็นความเคยชินอาจง่ายสำหรับบางคน และยากสำหรับบางคน 

และแน่นอนว่าคนที่เพิ่งเข้ารับอิสลามในปัจจุบันนี้รู้ดีว่ามันหมายความเช่นไร

หากทว่าความแตกต่างระหว่างคนในยุคนี้ กับคนในยุคท่านนบีคือ ผู้ที่ทำการละเมิด ทำบาปในยุคของท่านนบีจะเกิดความรู้สึกเสียใจกับสิ่งที่ทำลงไป และพวกเขาก็สำนึกผิด กลับเนื้อกลับตัวด้วยความจริงใจ 

แน่นอนว่า พวกเขาอาจจะโชคดีกว่าเราที่พวกเขามี “คนคนหนึ่ง” ที่อยู่เคียงข้างเขา ซึ่งคือ นบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ผู้ที่ทราบดีว่าควรจะจัดการกับสิ่งที่เกิดขึ้นและรับมือกับมันอย่างไรด้วยวิธีที่ชาญฉลาด

—แล้วท่านนบีรับมืออย่างไรเล่า?—

– ท่านทำตัวของท่านให้เป็นบุคคลที่เข้าถึงง่ายต่อผู้คน

– ท่านไม่เคยตะคอก ท่านไม่เคยสาปแช่ง และท่านไม่เคยตัดสิน 

– ท่านไม่เคยต้องการทราบเกี่ยวกับข้อมูลส่วนตัวของผู้ที่ทำบาป หรือซักถามสอบสวนผู้ที่ทำบาปนั้น 

– ท่านมุ่งความสนใจไปที่การแก้ไข ว่าคนทำบาปนั้นควรทำอย่างไรหลังจากนั้น มากกว่าการให้ความสนใจว่าเขาได้ทำอะไรไปบ้าง หรือเหตุใดเขาจึงทำมัน 

ชายคนหนึ่งเข้ามาพบท่านนบีมุหัมมัด และบอกท่านว่าเขาได้ล่วงละเมิดสตรีนางหนึ่ง หากทว่าเขาไม่ได้หลับนอนกับนาง 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น เริ่มต้นนบีได้แต่นิ่งเงียบ จากนั้นท่านก็กล่าวขึ้นมาว่า “และเจ้าจงดำรงไว้ซึ่งการละหมาด ตามปลายช่วงทั้งสองของกลางวัน และยามต้นจากกลางคืน แท้จริงความดีทั้งหลายย่อมลบล้างความชั่วทั้งหลายนั่นคือข้อเตือนสำหรับบรรดาผู้ที่รำลึก” {ฮูด 11 : 114} คัดลอกจาก app Quran 

แทนที่ท่านจะเน้นย้ำเกี่ยวกับบาปที่เขาได้กระทำ แต่ท่านได้ให้ทางออกแก่เขาด้วยการสั่งใช้ให้ทำความดี ซึ่งในกรณีนี้ คือการละหมาด 

“การทำความดี” ยังหมายรวมถึง การถือศีลอด การบริจาค การดูแลรับใช้ครอบครัว เพื่อน สังคม  

นบีมุหัมมัดอาจทำให้คนทำบาปรู้สึกผิดกับสิ่งที่เขาทำลงไป แต่ท่านไม่เคยทำให้เขารู้สึกไม่ดีเกี่ยวกับตัวเอง 

การรักษา “การเคารพตัวเอง” ของผู้ทำบาป (ของท่าน) คือกุญแจสำคัญในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้ทำผิด 

มีชายคนหนึ่งซึ่งเป็นคนตลก เขาเคยทำให้ท่านนบีมุหัมมัดหัวเราะ แต่ชายคนดังกล่าวมีปัญหาเกี่ยวกับการดื่มเหล้า และถูกลงโทษอยู่บ่อยครั้งอันเนื่องมาจากการดื่มเหล้าของเขา

วันหนึ่งเขาถูกนำตัวมายังท่านนบีด้วยความผิดเดิม และมีมุสลิมคนหนึ่งกล่าวสาปแช่งเขา

ท่านนบีจึงกล่าวแก่มุสลิมคนนั้นว่า “จงอย่าสาปแช่งเขา เพราะฉันรู้ว่าเขารักอัลลอฮฺและศาสนทูตของเขา”

แน่นอนว่า การติดเหล้าของเขานั้นถูกต่อต้านและต้องได้รับการลงโทษ แต่ความรักที่เขามีต่ออัลลอฮฺและนบีมุหัมมัด ก็ยังเป็นที่รับรู้และได้รับการชื่นชม

ดังนั้น หากว่าคุณต้องการเปลี่ยนแปลงทัศนคติของคนทำบาป มันจำเป็นอย่างที่มากที่คุณจะมุ่งเน้นไปที่การให้ทางออกแก่ผู้ทำบาปด้วยการแนะนำให้เขาทำความดี และคุณควรแนะนำเขาด้วยวิธีการที่ยังคงรักษา “ความเชื่อมั่นในตัวเองของผู้ทำบาปในการที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดีกว่าเดิม” ด้วย

ขออัลลอฮฺทรงให้อภัยต่อบาปทั้งหลายของเรา และให้แรงกำลังแก่เราในการที่จะรับใช้พระองค์ในช่วงเวลาแห่งความท้าทายที่เรากำลังดำเนินชีวิตอยู่ด้วยเถิด อามีน

รูปจาก Google search

Read Full Post »

​เมื่อเกิดการทะเลาะเบาะแว้งกับคู่ครองของคุณ คุณควรรับมือกับมันอย่างไร 

๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑

จากข้อความของ ดร ฮิชาม อัลอะวาดียฺ แปล เรียบเรียง บินติ อัลอิสลาม

คำตอบก็คือ “ไม่ต้องทำอะไรเลย” 

…ใช่แล้วล่ะ บางครั้งคุณไม่ควรทึ่จะทำอะไรเลย…

เมื่ออารมณ์ความรู้สึกกำ้ลังร้อนแรงพลุ่งพล่าน สิ่งที่ดีที่สุดที่คุณควรจะทำคือ การถอนทัพ แทนที่จะทำการจู่โจม การเดินออกจากสถานการณ์ดังกล่าวย่อมดีกว่าการดันทุลังที่จะโต้เถียงต่อไป

ครั้งหนึ่งเมื่อท่านอาลี อิบนุ อบี ฏอลิบ หลานและลูกเขยของท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม มีปากเสียงกับภรรยาของท่าน ซึ่งคือท่านหญิงฟาติมะฮฺ 

เมื่อท่านอาลีเกิดความรู้สึกโกรธ ท่านรับมือกับมันอย่างไร?

…ท่านออกจากบ้าน ไปข้างนอก…

นบีมุหัมมัดทราบถึงเหตุการณ์ดังกล่าว หากทว่าท่านไม่ต้องการทราบถึงเหตุผลของมัน 

แม้ว่าท่านจะรักและห่วงใยท่านหญิงฟาติมะฮฺ ผู้เป็นบุตรสาวของท่านเพียงใด ท่านก็ไม่ต้องการที่จะเข้าไปแทรกแซงเรื่องภายในครอบครัวของบุตรสาวของท่าน 

…นี่คือสิ่งที่พ่อตาหรือแม่ยาย (พ่อสามี หรือแม่สามี) ที่เฉลียวฉลาดควรทำ…

บางครั้งปัญหาต่างๆ เลวร้ายยิ่งกว่าเดิม อันเนื่องมาจากการเข้ามาแทรกแซงที่ไม่จำเป็นของสมาชิกภายในครอบครัว 

อีกทั้งการทะเลาะเบาะแว้ง ขัดแย้ง ระหว่างสามีภรรยาก็อาจเกิดจากความเหนื่อยล้าได้เช่นกัน

“บางครั้งการได้หยุดพัก” ก็เป็นวิธีการที่ดีที่สุดในการรับมือกับการโต้แย้ง 

เมื่อท่านอาลีโกรธภรรยาของท่าน ท่านได้ออกจากบ้าน และไปนอนกลางวันที่มัสญิด 

ท่านอาลียุติการทะเลาะเบาะแว้ง และออกไปข้างนอก จากนั้นก็ไปพักผ่อน 

อีกทั้งเมื่อท่านออกไปข้างนอก ท่านก็เลือกที่จะออกไปยังมัสญิดด้วย 

ดังนั้น “สถานที่ที่คุณเดินทางไป คนที่คุณพูดคุยด้วย เมื่อคุณกำลังมีอารมณ์โกรธ มีความสำคัญเช่นกัน” 

…เพราะหากว่าคุณไปผิดที่ หรือพูดคุยกับคนที่ไม่ควรคุยด้วย เรื่องราวต่างๆ ก็อาจจะยิ่งเลวร้ายขึ้น และคุณอาจกลับเข้ามาบ้านอีกครั้งและทำให้เรื่องราวเลวร้ายยิ่งกว่าเดิม…

….และนี่ล่ะ ที่อันตราย…

ดังนั้น มันจึงจำเป็นอย่างมากที่คุณจะต้องหลบเลี่ยงออกไป แต่มันก็สำคัญเช่นกันที่คุณจำต้องรู้ว่าคุณจะหลบเลี่ยงการทะเลาะเบาะแว้งนั้นอย่างไร 

ขออัลลอฮฺทรงอำนวยพรชีวิตการแต่งงานของคุณและประทาน “ไหวพริบ สติปัญญา” ในการรับมือกับ “ความท้าทายของชีวิตคู่” แด่คุณ อามีน

รูป จาก google search

Read Full Post »

10 สิ่งที่คุณควรทำกับลูกของคุณ
***********************
แปลเรียบเรียงจากบทความของ ดร ฮิชาม อัลอะวาดียฺ
โดย บินติ อัลอิสลาม

1. แสดงความรู้สึกของคุณให้เขาได้รับรู้
การบอกให้ลูกของคุณรับทราบว่าคุณรู้สึกอย่างไรเกี่ยวกับพฤติกรรมของเขาจะช่วยพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ของเขา และสร้างความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับลูกให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น

การแสดงความรู้สึกของคุณให้เขารับรู้ยังหมายรวมถึง “ความคาดหวังของคุณ” เช่น บอกเขาว่า “แม่คาดหวังว่าลูกจะทำตัวดีกับน้องชายของลูก” ความรู้สึกที่เป็นด้านลบควรแสดงออกมาโดยมุ่งเน้นไปยังการกระทำของเขา ไม่ใช่ที่ตัวของเขา ยกตัวอย่างเช่น ให้พูดว่า “การตีน้องของหนูไม่ใช่การกระทำที่น่ารัก” ไม่ใช่การพูดว่า “หนูใจร้ายกับน้องของหนูมากเลย”

2. ให้เกียรติความรู้สึกของลูก
คุณอาจจะไม่เห็นด้วยกับพฤติกรรมของลูกในบางสถานการณ์ แต่คุณจำต้องทำความเข้าใจและให้เกียรติความรู้สึกของเขา

เมื่อเด็กชายคนหนึ่งรู้สึกเสียใจกับการตายของนกตัวโปรดของเขา นบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมก็ไม่ได้เพิกเฉก หรือดูแคลนต่อความเสียใจนั้น หากทว่าท่านได้แสดงความห่วงใยและความเห็นใจต่อเขา

การให้เกียรติความรู้สึกของลูกจะช่วยสร้างความมั่นใจในตัวเองต่อตัวเขา และความมั่นใจที่เขาพึงมีต่อผู้อื่น

3. หอม จูบแก้มลูก
เรามักจะหอมลูกๆ ของเรา ก็เฉพาะตอนที่เขายังเป็นเด็กเล็ก และเริ่มหอมเขาน้อยลงเมื่อเขาเริ่มโตขึ้น

เมื่อใดก็ตามที่นบีมุหัมมัดเห็นลูกสาวของท่าน “ท่านหญิงฟาติมะฮฺ” มาพบท่าน ซึ่งขณะนั้นนางก็โตเป็นสาวแล้ว ท่านนบีก็จะยืนขึ้นต้อนรับนาง ทำให้นางรู้สึกว่าได้รับการต้อนรับ จากนั้นก็ท่านก็หอมนางและให้นางนั่งตรงที่นั่งของท่าน “การหอม จูบแก้มทำให้ลูกรู้สึกว่าเขายังเป็นที่รัก อีกทั้งยังทำให้เกิดความรู้สึกปลอดภัยอีกด้วย” ซึ่งรวมไปถึงการแสดงออกทางกายอื่นๆ เช่นการกอด การลูบหัว หรือการตบที่บ่าเบาๆ

4. รับฟังด้วยความใส่ใจ
มันไม่ใช่เพียงแค่การฟังในสิ่งที่ลูกพูด แต่มันยังรวมไปถึงการรับฟังในสิ่งที่ลูกไม่ได้พูดออกมาจากปากของเขาด้วย ภาษากาย น้ำเสียง และการแสดงออกทางสีหน้าของลูก ทั้งหมดนี้มีความสำคัญเช่นกัน

เมื่อใดก็ตามที่ใครสักคนพูด นบีมุหัมมัด ก็จะตั้งใจฟังด้วยความกระตือรือร้น โดยไม่มีการพูดแทรกหรือตัดสินเขา การรับฟังด้วยความตั้งใจจะช่วยสร้างความไว้วางใจให้แก่เขาและแสดงออกให้เขารับรู้ว่าคุณใส่ใจ

5. ใช้เวลาส่วนตัวกับลูกวันละ 30 นาที
สละเวลาวันละ 30 นาทีเพื่อเล่าเรื่องราวต่างๆ ให้เขาฟัง เล่นเกมส์กับเขา หรือเพียงแค่นั่งฟังเขาพูด ด้วยกับชีวิตที่แสนจะยุ่งยากวุ่นวายของเรา มันอาจจะเป็นการยากสำหรับคนที่มีลูกมากกว่าหนึ่ง และมีอายุ ความต้องการ ความสนใจที่แตกต่างกันไป แต่ด้วยความพยายามและการบริหารเวลา คุณย่อมสามารถที่จะทำให้พวกเขาทั้งหมดรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งกับคุณ และพวกเขาก็จะซาบซึ้งกับความเสียสละ ความใส่ใจที่คุณมีต่อพวกเขา

6. ดุอาอฺ
ดุอาอฺให้ลูกของคุณทั้งในขณะที่เขาอยู่กับคุณ และขณะที่เขาไม่ได้อยู่กับคุณ พวกเรามักจะเป็นกังวลเกี่ยวกับความสำเร็จทางโลกดุนยาของลูกๆ ของพวกเรา (เช่นการเรียนได้เกรดดี เป็นต้น) แต่สิ่งที่สำคัญคือการที่พวกเขาสามารถรับรู้ได้ว่า เรา พ่อแม่ เป็นห่วงต่อความความสำเร็จของอาคิเราะห์ของเขาด้วย ทำให้พวกเขาเห็นและได้ยินคุณวิงวอนขอดุอาอฺต่ออัลลอฮฺให้กับพวกเขาทุกครั้ง ไม่ว่าจะเป็นตอนที่พวกเขาไปโรงเรียน หรือก่อนเข้านอนเป็นต้น

7. ยิ้ม
บางคนคิดว่าการเลี้ยงลูกที่ดี คือการต้องเข้มงวดกับลูก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับลูกชาย การทำให้ลูกเกิดความกลัวอาจนำมาซึ่งอุปนิสัยที่ชอบหลอกลวง กลับกลอก การทำให้ลูกรู้สึกเป็นที่รักและได้รับการให้เกียรติย่อมทำให้เขาสามารถเผยบุคลิกที่แท้จริงของเขาได้

ในหะดีษบทหนึ่ง เศาะฮาบะฮฺท่านหนึ่งกล่าวว่า “ฉันไม่เคยพบเห็นผู้ใดที่ยิ้มมากเท่าท่านศาสนทูตเลย” อีกทั้งท่านนบียังกล่าวว่า “การยิ้มให้กับพี่น้องของท่าน คือการเศาะดาเกาะฮฺ” เช่นนั้น พวกคุณไม่ชอบหรอกหรือที่จะทำเศาะดาเกาะฮฺให้กับลูกชาย ลูกสาวของคุณ

8. ให้รางวัลเมื่อพวกเขามีพฤติกรรมที่ดี
การแสดงความรับรู้ถึงการกระทำที่ดีของเขาและให้รางวัลโดยทันที การให้รางวัลหมายถึง การที่คุณพูดถึงการกระทำดีที่ลูกของคุณได้ทำ และความรู้สึกของคุณที่มีต่อการกระทำนั้น และขณะที่คุณบอกให้เขารับรู้ คุณควรแสดงความรู้สึกออกมาอย่างชัดเจนและจริงใจ แต่ก็อย่าชื่นชมจนเกินความพอดี

9. แนะนำเพื่อนที่ดีให้เขา
การเลี้ยงดูลูก ไม่ได้หมายความว่า คุณควรทำทุกอย่างที่เกี่ยวกับการเลี้ยงดูลูกเพียงลำพังด้วยตัวคุณเองเท่านั้น คุณควรให้คนอื่นช่วยคุณด้วย การช่วยให้ลูกของคุณมีเพื่อนที่ดีจะช่วยพัฒนาทักษะทางสังคมให้แก่เขาและแบ่งเบาภาระคุณให้เบาลง

ครั้งหนึ่งนบีมุหัมมัดได้ส่งท่านอนัส (ตอนนั้นท่านอนัสยังเป็นเด็ก) ไปทำบางอย่างให้ท่าน แต่ทว่าท่านอนัสกลับเล่นกับเพื่อนๆ ของท่าน โดยที่ท่านลืมทำงานให้กับท่านนบี ซึ่งท่านนบีมุหัมมัดก็ไม่ได้ติดใจอะไร เพราะท่านทราบว่าการเล่นกับเพื่อนนั้นเป็นสิ่งที่ดีสำหรับเด็ก

10. แบบอย่างที่ดี
การเลี้ยงดูลูก ไม่ได้เป็นเพียงแค่การแสดงหรือการแสร้งทำ การเลี้ยงดูลูกไม่ใช่การใช้คำพูดมากมาย หรือการให้คำแนะนำตักเตือนอยู่เป็นนิจ เด็กนั้นจะปฏิบัติตามในสิ่งที่เขาเห็นจากการกระทำและพฤติกรรมของพ่อแม่เป็นประจำทุกวันมากกว่า ดังนั้นสามีที่มักตบตี ทำร้ายร่างกายภรรยาย่อมไม่สามารถคาดหวังที่จะเปลี่ยนแปลงทัศนคติเรื่องความรุนแรงของลูกชายที่มีต่อน้องสาวของเขาได้ คุณไม่จำเป็นต้องเป็นนักพูดที่ดี หรือนักวิชาการที่ดีเพื่อที่จะเป็นแม่ที่มีคุณภาพ หากแต่คุณเพียงแค่ต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับพวกเขา

Read Full Post »

ให้อภัยผู้อื่น ให้อภัยคนที่เคยทำผิดต่อคุณหรือทำให้คุณเจ็บปวด
๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑
เมื่อนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม พิชิตมักกะฮฺและเอาชนะศัตรูของท่านได้ ท่านได้รวบรวมตัวของพวกเขามา และถามพวกเขาว่า “พวกท่านคิดว่าฉันจะทำการตัดสินกับพวกท่านเช่นไร” พวกเขาตอบว่า “ด้วยความเมตตา เพราะท่านคือผู้ที่มีคุณธรรมและเป็นบุตรของพี่ชายผู้ซึ่งมีคุณธรรมของเรา” จากนั้นท่านได้ตอบพวกเขาว่า “พวกท่านได้รับอิสระแล้ว พวกท่านได้รับการให้อภัย”

ข้อแนะนำที่จะช่วยให้คุณสามารถให้อภัยต่อผู้อื่นมีสามขั้นตอนต่อไปนี้

๑. คิดถึงคนที่สร้างความเจ็บปวดให้แก่คุณ และตั้งใจว่าจะให้อภัยพวกเขา จากนั้นก็วิงวอนขอต่ออัลลอฮด้วยความจริงใจว่า “โอ้ อัลลอฮฺ ข้าพระองค์รู้ว่าพระองค์ทรงพึงพอพระทัยต่อผู้ที่ปฏิบัติ เช่นศาสนทูตที่รักของพระองค์ได้เคยปฏิบัติ โอ้ อัลลอฮ ข้าพระองค์จะให้อภัยพวกเขาเช่นที่ศาสนทูตเคยให้อภัย ขอพระองค์ได้โปรดพึงพอพระทัยในข้าพระองค์ด้วยเถิด โอ้ อัลลอฮฺ โปรดทรงอภัยโทษแก่ความผิดบาปของข้าพระองค์ เช่นนี้ข้าพระองค์ได้ให้อภัยสิ่งที่คนเหล่านั้นได้กระทำต่อข้าพระองค์ด้วยเถิด”

๒. กล่าวทักทายด้วยถ้อยคำแห่งสันติ “อัสลามุอะลัยกุม” แก่ผู้ที่คุณไม่ปรารถนาที่จะกล่าวทักทายพวกเขาในอดีต ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม ในหะดีษบทหนึ่งบอกเล่าว่า มีคนคนหนึ่งถามท่านนบีมุหัมมัดว่า “การงานใดที่เป็นการงานที่ดียิ่ง” ท่านตอบว่า “การให้อาหาร และทักทายคนที่ท่านรู้จัก และคนที่ท่านไม่รู้จัก”

แน่นอนว่าเราคงไม่จำเป็นต้อง “ชอบ” คนทุกคนที่เรากล่าวทักทายพวกเขา ไม่ว่าเราจะรู้จัก หรือไม่รู้จักพวกเขาก็ตาม

อีกทั้งในหะดีษบทหนึ่ง ท่านนบีมุหัมมัด กล่าวว่า “ฉันควรจะบอกแก่พวกท่านให้ทราบถึงสิ่งหนึ่งหรือไม่ เพราะหากว่าท่านกระทำมัน ท่านจะมีความรักต่อกัน นั่นคือการกล่าวทักทายด้วยถ้อยคำแห่งสันติระหว่างกันในหมู่พวกท่าน” ซึ่งนี่หมายถึงการกล่าวทักทายเพื่อให้เกิดความรู้สึกที่ดีที่เป็นด้านบวก มากกว่าเพื่อให้เกิดความรู้สึกชื่นชอบต่อคนที่คุณกล่าวทักทายพวกเขา

๓. ฟังหรืออ่านเรื่องราวที่เกี่ยวกับการให้อภัยผู้อื่น

แปลจากบทความของ ดร. ฮิชาม อัลอะวาดียฺ
-Bint Al Islam-

Read Full Post »

สำนึกผิด กลับเนื้อกลับตัว
๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑
๑. ตั้งใจที่จะออกห่างจาก “บาปบางอย่างที่คุณทำอยู่เป็นประจำ” และขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮฺด้วยความจริงใจให้พระองค์ทรงช่วยทำให้คุณสามารถเลิกทำบาปเหล่านั้น
๒. หากว่าบาปนั้น คือ บาปที่เกิดจากการที่คุณทำผิด หรืออธรรมกับคนอื่น คุณก็ควรขอให้พวกเขาให้อภัยแก่คุณ และส่งมอบ “สิ่งที่คุณเอามาจากพวกเขาอย่างไม่เป็นธรรม” คืนให้แก่พวกเขา
๓. หากว่าคุณมีนิสัยที่ชอบนินทา ก็ขอให้คุณหยุดพฤติกรรมนั้นโดยทันที และขอดุอาอฺให้คนเหล่านั้น (ที่คุณตั้งใจจะนินทา)
๔. ฟังหรืออ่านเรื่องราวที่เกี่ยวกับการสำนึกผิด กลับเนื้อกลับตัว
๕. ฝึกตัวเองให้เป็นคนที่รักการขออภัยโทษจากอัลลอฮฺอยู่เป็นประจำ ด้วยการกล่าว “อัสตัฒฟิรุลลอฮฺ” ด้วยความจริงใจ

แปลจากข้อความของ ดร ฮิชาม อัลอะวาดียฺ
-Bint Al Islam-

Read Full Post »

พ่อแม่คือผู้ที่ช่วยชีวิตของคุณไว้  (บทเรียนจากเรื่องราวของชายสามคนที่ติดอยู่ในถ้ำ)
****************************************************

??????????

แปล เรียบเรียง จากข้อความของ ดร ฮิชาม อัลอะวาดียฺ
แปลโดย บินติ อัล อิสลาม

ท่านอับดุลลอฮฺ อิบนุ อุมัร รายงานว่า นบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวไว้ว่า

“มีชายสามคนก่อนหน้าพวกท่าน (อยู่ในยุคก่อนหน้าบรรดาเศาะฮาบะฮฺ) ได้อยู่ระหว่างการเดินทาง ครั้งนั้นพวกเขาต้องเผชิญกับลมพายุ ดังนั้นพวกเขาจึงเข้าไปหลบพักในถ้ำ จากนั้นก้อนหินได้ไหลตกลงมาจากเขาและปิดทางออกของถ้ำนั้นไว้

หนึ่งในพวกเขากล่าวว่า “หนทางเดียวที่จะทำให้เราออกจากสถานที่แห่งนี้ไปได้ คือการวิงวอนขอความช่วยเหลือของอัลลอฮฺด้วยการอ้างถึงความดีที่เราเคยได้ทำไว้

ดังนั้นหนึ่งในพวกเขาจึงวิงวอนว่า

“โอ้พระผู้เป็นเจ้าของฉัน บิดามารดาของฉันนั้นแก่ชรามาก และฉันเคยเอานมไปให้พวกท่านดื่มทุกๆ ค่ำคืน ก่อนที่จะให้ลูกๆ และสมาชิกคนอื่นในครอบครัวของฉันได้ดื่ม และมีวันหนึ่งที่ฉันได้ออกไปค้นหาต้นไม้สีเขียวจนหลงทาง และกลับมาถึงบ้านหลังจากที่บิดามารดาของฉันได้หลับไปแล้ว เมื่อฉันไปคั้นนมวัวและนำน้ำนมมาให้ท่านทั้งสองดื่มยามกลางคืน พวกเขาก็ได้นอนหลับไปแล้ว แต่ฉันก็ไม่อยากจะรบกวนท่าน หรือนำเอาน้ำนมไปให้ลูกๆ ของฉัน หรือสมาชิกคนอื่นในครอบครัวของฉันก่อนที่ท่านทั้งสองจะได้ดื่ม ดังนั้นฉันจึงถือเหยือกนมไว้ในมือของฉัน และรอคอยให้ท่านทั้งสองตื่นจนใกล้รุ่งอรุณ ในขณะที่ลูกๆ ของฉันต่างพากันร้องไห้ด้วยความหิวที่เท้าของฉัน เมื่อบิดามารดาของฉันตื่นขึ้น พวกท่านจึงได้ดื่มนม (ที่ฉันเตรียมไว้) โอ้ พระผู้เป็นเจ้าของฉัน หากว่าฉันได้ทำสิ่งนี้ด้วยเพราะหวังความพึงพอใจของพระองค์ เช่นนั้นขอพระองค์โปรดบรรเทาความโศกเศร้าของพวกเราด้วยหินก้อนนี้ด้วยเถิด”

ดังนั้น หินก้อนนั้นก็ได้เคลื่อนออกไปจากปากถ้ำเล็กน้อย แต่ไม่มากพอที่จะให้เขาทั้งสามคนรอดผ่านออกไปได้

และจากนั้นชายคนที่สอง และคนที่สามก็ได้วิงวอนขอความช่วยเหลือจากพระองค์ด้วยการกล่าวอ้างถึงความดีที่เขาได้เคยทำไว้ จนกระทั่งก้อนหินได้เคลื่อนออกไปจากปากถ้ำ จนเขาทั้งสามสามารถออกไปจากถ้ำได้ ด้วยความปลอดภัย (เรื่องเต็มนั้นยาวกว่านี้ แต่ผู้แปลได้สรุปเรื่องราว)

จากเรื่องราวข้างต้น หนึ่งในบรรดาชายสามคนที่ติดอยู่ในถ้ ได้วิงวอนขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮฺ โดยได้กล่าวถึงความดีงามที่เขาเคยได้ทำครั้งหนึ่งกับบิดามารดาของเขา

ข้อคิดจากเรื่องนี้
1. เรื่องราวดังกล่าวไม่ได้มีการบอกเล่าถึงเรื่องใดๆ ที่เกี่ยวกับพ่อแม่ของชายผู้นี้ ว่าพ่อแม่ของเขาเลี้ยงดูเขาอย่างดีหรือไม่ ไม่แม้แต่จะบอกให้ทราบว่าพ่อแม่ของเขาเป็นมุสลิมหรือไม่ นั่นเป็นเพราะว่าคุณไม่ได้..ทำดีกับพ่อแม่ของคุณ เพราะพวกเขาทำดีกับคุณ แต่การที่คุณปฏิบัติดีกับท่านทั้งสอง เพราะนั่นคือสิ่งที่คุณควรต้องทำ ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม

2. การรอคอยพ่อแม่ของเขาจนกระทั่งท่านทั้งสองตื่นขึ้น คือหนทางของการใช้เวลาที่มีคุณภาพของผู้เป็นบุตรต่อผู้เป็นบิดามารดา แม้ว่าในขณะที่ท่านทั้งสองยังคงหลับใหลอยู่ก็ตาม คุณลองคิดดูสิว่า ชายผู้นี้จะให้ความใส่ใจต่อพ่อแม่ของเขามากเพียงใด ในขณะที่พ่อแม่ของเขาตื่น (เพราะขณะที่พ่อแม่ของเขาหลับ เขาก็ยังห่วงใยท่านทั้งสอง)

บรรดาลูกสาว และลูกสาวทั้งหลาย ที่ใช้เวลาของพวกเขาอยู่หน้าจอ (โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ มือถือ เป็นต้น) ควรเรียนรู้ที่จะเห็นคุณค่า ของการใช้ที่มีคุณภาพกับพ่อและแม่ของพวกเขาจากเรื่องราวของชายผู้นี้

3. ลูกๆ ของเขาต่างร้องไห้อันเนื่องมาจากความหิวกระหาย ขณะที่พ่อแม่ของเขากำลังนอนหลับใหลอยู่และอาจจะไม่รู้สึกกระหายเลยก็ได้ แต่กระนั้นลูกชายก็ยังให้ความใส่ใจต่อความต้องการของบิดามารดามากยิ่งกว่า ปัจจุบันนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้าม ผู้เป็นพ่อให้ความใส่ใจต่อความต้องการของลูกมากยิ่งกว่า แม้ว่ามันจะเป็นเพียงแค่ความคิดคำนึงหรือเป็นสิ่งที่ไม่มีความสำคัญนักก็ตาม ในขณะที่ลูกๆ ต่างเพิกเฉยต่อความต้องการของพ่อแม่ แม้ว่ามันเป็นความต้องการที่แท้จริง หรือพ่อแม่ได้บอกให้เขารับรู้ก็ตาม

ตอนนี้คุณซาบซึ้งมากขึ้นหรือไม่เกี่ยวกับเรื่องราวของชายผู้นี้ ว่าเหตุใดอัลลอฮฺจึงทรงปกป้องชีวิตชายผู้นี้ไว้ และทำให้หินเคลื่อนไหวได้ .. พ่อแม่ของคุณก็เช่นกัน แม้ว่าพวกเขาจะเสียชีวิตลงไปแล้ว แต่ด้วยหลากหลายหนทาง พวกท่านก็สามารถช่วยชีวิตของคุณไว้ได้เช่นกัน

Read Full Post »

image

รูป:: อินเตอร์เนต

สตรีนางหนึ่งได้เข้ามาเสนอตัวเพื่อขอแต่งงานกับท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม หากทว่านบีได้ปฏิเสธเธออย่างสุภาพ ในขณะเดียวกันหนึ่งในบรรดาเศาะฮาบะฮฺก็แสดงความปรารถนาที่จะแต่งงานกับสตรีนางนั้น และเธอก็ได้ตอบตกลงเขา (เรื่องราวจากหะดีษ บันทึกโดยบุคอรียฺ)

สิ่งที่น่าสนใจในเหตุการณ์นี้คือ “การที่ท่านนบีไม่มีความปรารถนาที่จะแต่งงานกับสตรีนางนั้น” ไม่ได้มีอิทธิพลต่อ “การตัดสินใจของเศาะฮาบะฮฺท่านนั้น ในการที่จะเสนอตัวขอแต่งงานกับสตรีที่ท่านนบีเพิ่งปฏิเสธไปแต่อย่างใด”  ท่านไม่แม้แต่จะถามท่านนบีว่าเหตุใดท่านนบีจึงไม่ปรารถนาที่จะแต่งงานกับเธอ หรือคิดว่าการปฏิเสธของท่านนบีนั้นหมายความว่า เธอผู้นั้นไม่ใช่สตรีที่ดีเพียงพอ

นบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมเป็นแบบอย่างของเราทั้งคำพูดของท่านและการกระทำของท่าน อย่างไรก็ตามบรรดาเศาะฮาบะฮฺต่างทราบดีถึงความแตกต่างระหว่างการกระทำที่ควรปฏิบัติตาม และความชื่นชอบส่วนตัว

ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ นบีมุหัมมัดได้สร้างแรงบันดาลใจและเปลี่ยนแปลงบรรดาผู้คนมากมายในช่วงเวลาของท่าน และถึงแม้ว่าท่านจะทำหน้าที่ดังกล่าว แต่ท่านก็ยังปล่อยให้พวกเขาได้คงไว้ซึ่งอุปนิสัยส่วนตัวของพวกเขา และให้พวกเขาได้มีสิทธิ์ในการตัดสินใจตามที่ศาสนาอนุมัติไว้

นี่คือส่วนสำคัญของการเป็นผู้นำ คุณมีอิทธิพล สร้างแรงบันดาลใจต่อผู้คน แต่คุณก็ไม่กำจัดคุณสมบัติอันโดดเด่นที่ทำให้พวกเขานั้นมีความเป็นเอกลักษณ์

แปล เรียบเรียงจากข้อความ ดร ฮิชาม อัลอะวาดียฺ
โดย บินติ อัลอิสลาม

Read Full Post »

Older Posts »

%d bloggers like this: