Feeds:
Posts
Comments

Archive for the ‘บทความจาก Enjoy your life’ Category

รวมบทความแปลบางส่วนจากหนังสือ Enjoy your life โดยชัยคฺอะรีฟียฺ

ดาวน์โหลดได้จากลิงค์นี้ค่ะ Enjoy your life – Bookletเพื่อชีวิตที่เป็นสุข

 

Read Full Post »

Image

“ปัญหาที่ไร้ทางแก้”
จากหนังสือ
Enjoy your life โดย ดร. มุหัมมัด อับดุรเราะหฺมาน อัลอะรีฟีย์
บท Problems with no solutions ถอดความ بنت الاٍسلام

กี่ครั้งที่คุณเห็นผู้คนขับรถด้วยความโมโห พวกเขามักจะตบพวงมาลัย และตะโกนว่า “โอ้ย ทำไมมันแย่อย่างนี้วะ”

บาง ครั้ง คุณอาจเห็นคนบางคนเดินอยู่บนท้องถนน ไม่มีใครกล้าเข้าไปพูดคุยกับเขา เพราะเขามีท่าทางหงุดหงิดฉุนเฉียว และปากก็พร่ำบ่นไม่หยุดว่า “ร้อนจริงๆ เลย!”

หาก คุณเป็นเพื่อนร่วมงานอยู่ในที่ทำงานเดียวกันกับเขา มันคงจะเป็นเรื่องยากสำหรับคุณที่จะต้องเจอเขาทุกวัน เพราะเขามักจะสร้างความรำคาญใจให้กับคุณด้วยการพร่ำบ่นอยู่เสมอๆ ว่า “โอ้ย เพื่อน งานเยอะมากเลย เมื่อไหร่เงินเดือนจะขึ้นสักทีเนี่ยะ” อีกทั้งเขามักจะเข้ามาถึงที่ทำงานด้วยใบหน้าบึ้งตึงและเดินออกจากที่ทำงาน ด้วยความขุ่นเคือง บางครั้งเขาก็บ่นเกี่ยวกับความเจ็บปวดของร่างกายหรือบ่นเกี่ยวกับพฤติกรรม ที่ไม่ดีของลูกชายเขา

ความจริงแล้ว เราควรตระหนักว่า ในชีวิตของเรานั้น มีปัญหาอยู่มากมายที่ไม่มีทางแก้ไข และหนทางเดียวที่เราสามารถทำได้ คือ “การยอมรับและทำใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น”

ดัง นั้น จงมีความสุขกับชีวิตเถิด และพึงระวังการทำให้ “ปัญหาที่คุณกำลังประสบ” มีผลกระทบกับพฤติกรรมของคุณในที่ทำงาน กับลูกๆ ของคุณ กับเพื่อนร่วมงานของคุณ และคนอื่นๆ ด้วย คุณเคยคิดบ้างไหมว่า … พวกเขาทำอะไรให้คุณ เขาจึงต้องมารับการลงโทษจากปัญหาที่เขาไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย หรือจากปัญหาที่เขาไม่สามารถช่วยแก้ไขให้คุณได้? .. จงอย่าทำให้ พวกเขาเหล่านั้นต้องรู้สึกโศกเศร้า เสียใจกับคุณ ทุกๆ ครั้งที่พวกเขาได้พบเห็นคุณ หรือเมื่อใดก็ตามที่พวกเขานึกถึงคุณเลย

ด้วย เหตุนี้ ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม จึงห้ามไม่ให้ผู้คนร้องไห้คร่ำครวญต่อผู้เสียชีวิต รวมไปถึงการกรีดร้อง ฉีกเสื้อผ้า หรือการโกนหัว… เพราะเหตุใดหรือ? เพราะว่าสิ่งที่เราควรกระทำต่อผู้เสียชีวิต คือการทำความสะอาดร่างกายของเขา และปกคลุมร่างกายด้วยผ้าห่อศพ และทำการละหมาดให้กับเขา จากนั้นก็ทำการฝังในหลุมฝังศพและทำการละหมาดให้กับผู้เสียชีวิต การกรีดร้อง คร่ำครวญนั้นเป็นการกระทำที่มิได้ก่อประโยชน์ใดๆ นอกเสียจากการทำให้ความสุขของชีวิตกลายเป็นความโศกเศร้า

ครั้งหนึ่ง ขณะที่ท่านอัลมะอฺฟียฺ บิน สุลัยมาน กำลังเดินกับสหายของท่าน สักพักสหายของท่านก็หันหน้ามาทางท่าน ทำหน้าบึ้งตึง และกล่าวว่า ทำไมวันนี้มันถึงหนาวแบบนี้นะ

ท่าน อัล มะอฺฟียฺ จึงตอบกลับว่า แล้วท่านทำให้ตัวของท่านอุ่นหรือยัง

ยังเลย เขาตอบ

ท่านอัล มะอฺฟีย์ กล่าว หากเช่นนั้น ท่านจะพร่ำบ่นไปเพื่ออะไร หากว่าท่านทำการกล่าวสรรเสริญอัลลอฮฺ อย่างน้อย มันก็น่าจะเป็นการดีกว่าสำหรับท่าน

ท่านช่างมีความเข้าใจและมีสติปัญญาที่ล่ำเลิศเสียนี่กระไร

จงดำเนินชีวิตของคุณเถิด…จงอย่าขุดคุ้ยปัญหาที่คุณไม่รู้ และจงอย่าพร่ำบ่นถึงปัญหาเล็กๆ จงใช้ชีวิตของคุณอย่างมีความสุขเถิด

Read Full Post »

Image

จงทำให้ลิ้นของท่านชุ่มไปด้วยความหวาน

จากหนังสือ Enjoy your life โดย ดร. มุหัมมัด อับดุรเราะหฺมาน อัลอะรีฟีย์
บท Make your tongue sweet ถอดความ بنت الاٍسلام

มีหลายครั้งในชีวิต ที่เราจำต้องให้คำแนะนำตักเตือนและให้คำปรึกษากับผู้คน บางคนให้คำตักเตือนแก่ลูกสาว ลูกชาย สามี เพื่อน เพื่อนบ้าน หรือแม้แต่บิดาและมารดาของเขา และผลที่ได้รับจากการให้คำตักเตือนนั้นมักจะขึ้นอยู่กับวิธีการตักเตือนของผู้ให้คำตักเตือนนั้น

ซึ่งหมายความว่า หาก “คำแนะนำตักเตือน” ที่ให้ไปนั้นกระทำไปด้วยมรรยาทที่เหมาะสม ด้วยความอ่อนโยน ผลลัพท์ที่ได้มักจะไม่ต่างกันกับวิธีการของมัน แต่หากว่า “คำแนะนำตักเตือน” ที่ให้ไปนั้นเป็นไปด้วยความรุนแรง หรือแข็งกระด้าง ผลลัพท์ของมันย่อมเหมือนกับวิธีการที่ใช้ไปเช่นกัน

เมื่อใดก็ตามที่เราให้การตักเตือนผู้คน แท้จริงแล้ว เราควรตระหนักว่า เรากำลังทำการปฏิสัมพันธ์กับหัวใจของเขา ไม่ใช่ ร่างกายของเขา นี่คือเหตุผลว่า เหตุใด บรรดาลูกๆ มักจะรับเอาคำตักเตือนของผู้เป็นมารดา มากกว่าคำตักเตือนของผู้ที่เป็นบิดา หรืออาจน้อมรับต่อคำตักเตือนของบิดา มากกว่ามารดา และเหตุใดนักเรียนบางคนอาจจะรับเอาคำสั่งสอนของอาจารย์บางคน และไม่รับเอาคำสั่งสอนของอาจารย์อีกคน

ทักษะสำคัญอันดับแรกที่ เราควรใช้ขณะให้คำแนะนำตักเตือนต่อผู้คนนั้น คือ การไม่กระทำเกินขอบเขต และการตำหนิต่อทุกๆ ความผิดพลาดของเขา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องใหญ่ หรือเรื่องเล็กก็ตาม เพื่อที่ว่าผู้รับคำตักเตือนจะไม่เกิดความรู้สึกว่าคุณกำลังจ้องมองดูทุกๆ การเคลื่อนไหวของเขา หากไม่เช่นนั้น พวกเขาย่อมมองว่าคุณเป็นจอมวุ่นวาย (แทนที่จะเป็นผู้ที่คอยให้ความช่วยเหลือ)

และแท้จริง ผู้นำของประชาชน ไม่ใช่ คนโง่  และผู้นำของประชาชน ไม่ใช่ ผู้ที่แสร้งทำเป็นโง่

หากคุณสามารถเปลี่ยน “การตักเตือนของคุณ” ให้เป็น “การเสนอแนะ” แทนได้ คุณก็ควรกระทำเช่นนั้น

ยกตัวอย่างเช่น หากภรรยาของคุณนำอาหารเย็นมาให้คุณ และคุณก็ทราบดีว่าเธอต้องเหนื่อยเพียงใดในการเตรียมอาหารมื้อนี้ หากแต่ว่ารสชาติอาหารนั้นค่อนข้างจะเค็มมาก อย่างไรก็ตาม คุณไม่ควรพูดว่า “โอ้ โฮ อาหารอะไรเนี่ยะ? ขอความคุ้มครองจากอัลลอฮฺด้วยเถิด ดูเหมือนว่าเธอจะเทเกลือลงไปหมดกระปุกเลยนะ!” แต่คุณควรจะพูดว่า “ถ้าเธอใส่เกลือน้อยลงกว่านี้ รสชาติอาหารจะดีกว่านี้มากเลยนะจ๊ะ”

เช่นเดียวกัน หากคุณพบว่าลูกชายของคุณใส่เสื้อผ้าสกปรก  คุณก็ควรให้การตักเตือนต่อเขาเสมือนว่าคุณกำลังเสนอแนะวิธีการให้กับเขา เพราะคนส่วนใหญ่นั้นไม่ชอบที่จะถูกสั่ง คุณอาจจะพูดกับเขาว่า “ลูกคงจะดูดีมากๆ เลยนะจ๊ะ หากลูกใส่เสื้อผ้าที่ดีกว่านี้” 

หากนักเรียนคนหนึ่งเข้าห้องเรียนสาย คุณก็ควรพูดกับเขาว่า  “มันคงจะดีมากเลยนะ หากคุณไม่มาสายอีก” (ด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน) การตักเตือนด้วยวิธีการเสนอแนะเช่นนี้ย่อมเหมาะสมกว่า คุณจึงควรใช้วิธีการเสนอะแนะเช่นนี้ตลอดเวลา “ถ้าคุณทำแบบนี้จะดีกว่าไหม?” “ฉันขอเสนอแนะว่า ถ้าคุณทำแบบนี้…มันน่าจะดีกว่า”

วิธีการเช่นนี้ย่อมดีกว่าการที่คุณจะพูดว่า “เธอไม่มีมรรยาทเอาซะเลย ฉันบอกเธอไปกี่ครั้งแล้ว แต่เธอก็ไม่เคยเข้าใจ?” “จะต้องให้ฉันบอกเธอแบบนี้ไปอีกนานแค่ไหนกัน”

คุณควรทำให้ผู้รับคำตักเตือนนั้นได้รักษาเกียรติของเขาและรู้สึกว่าตัวของเขานั้นมีคุณค่า ถึงแม้เขาจะกระทำความผิดพลาดก็ตาม คุณรู้ไหมว่าเพราะเหตุใด? เพราะ “เป้าหมายของการให้คำตักเตือน” คือการช่วยแก้ไขข้อผิดพลาด ไม่ใช่การแก้แค้น หรือการหมิ่นประมาทเขา หากจะพูดกันแบบง่ายๆ แล้วนั้น ก็หมายความว่า ไม่มีใครปรารถนาหรือชอบที่จะถูก “สั่ง”

จงพิจารณาดูจาก “วิธีการที่ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ใช้ในการตักเตือนผู้คน” วันหนึ่งท่านตัดสินใจที่จะให้การตักเตือน ท่านอับดุลลอฮฺ บิน อุมัรฺ เกี่ยวกับเรื่องการละหมาดยามค่ำคืน

ท่านเราะสูลมิได้เรียกท่านอับดุลลอฮฺ และกล่าวว่า “โอ้ อับดุลลอฮฺ จงทำการละหมาดยามค่ำคืนเถิด” หากแต่ท่านเราะสูลให้การตักเตือนเสมือนว่าท่านกำลังให้การเสนอแนะ โดยท่านกล่าวว่า “โอ้ อับดุลลอฮฺ มันจะเป็นการดีเพียงใด หากท่านทำการละหมาดยามค่ำคืนด้วย” ในอีกรายงานท่านเราะสูลกล่าวว่า “โอ้ อับดุลลอฮฺ ท่านจงอย่าเป็นเช่นคนเหล่านั้น พวกเขาเคยละหมาดยามค่ำคืน หากแต่เขาก็ละทิ้งมัน”

ในความเป็นจริงแล้ว หากคุณสามารถที่จะนำ “ข้อผิดพลาดของเขา” ไปสู่  “การใคร่ครวญของเขา” เองได้ โดยปราศจากการทำให้เขารู้ว่าคุณกำลังให้การตักเตือนเขาอยู่  เช่นนั้นก็ถือว่าเป็นวิธีการที่ดียิ่ง

ครั้งหนึ่ง มีบุรุษท่านหนึ่งได้จามขึ้นมา ขณะที่เขาอยู่ร่วมกับท่านอับดุลลอฮฺ บิน อัลมุบาร็อค หากแต่เขามิได้กล่าวว่า “อัลฮัมดุลิลลาฮฺ” ดังนั้น ท่านอับดุลลอฮฺ บิน อัลมุบาร๊อค จึงกล่าวว่า  “เมื่อบุคคลหนึ่งจาม เขาควรกล่าวว่าอะไรหรือ” เขาจึงตอบว่า “อัลฮัมดุลิลลาฮฺ” จากนั้นท่านอับดุลลอฮฺ บิน อัลมุบาร๊อค จึงกล่าวว่า “ยัรฮัมมุกัลลอฮฺ” (ขออัลลอฮฺทรงเมตตาต่อท่าน)

ท่านเราะสูลเองก็มีวิธีการเช่นเดียวกันนี้ เมื่อท่านทำการละหมาดอัสรฺเสร็จ ท่านมักจะไปเยี่ยมภรรยาของท่านทีละคน เพื่อนั่งและพูดคุยกับพวกนาง ครั้งหนึ่งท่านเข้าไปเยี่ยมท่านหญิงซัยนับ บินติ ญะฮชฺ และพบว่านางมีน้ำผึ้ง ท่านเราะสูลชอบน้ำผึ้งมาก รวมไปถึงของหวานอื่นๆ ครั้งนั้นท่านจึงดื่มน้ำผึ้งไปพร้อมกับการพูดคุยกับนาง ซึ่งทำให้ท่านใช้เวลาอยู่กับนางนานกว่าที่ท่านใช้เวลาอยู่กับภรรยาท่านอื่น

ด้วยเหตุดังกล่าวท่านหญิงอาอิชะฮฺและท่านหญิงฮัฟเซาะฮฺจึงเกิดความหึงหวง และวางแผนกันว่าหากท่านเราะสูลเข้าเยี่ยมใครก็ตามในสองท่านนี้ พวกนางต้องพูดกับท่านว่า “ท่านมีกลิ่นเหมือนกับมะฆอฟีรฺ (Maghafir)” (มะฆอฟีรฺ คือเครื่องดื่มรสหวาน คล้ายกับน้ำผึ้งแต่มีกลิ่นที่ไม่ค่อยดีนัก) และท่านเราะสูลเป็นผู้ที่ระมัดระวังเรื่องสุขภาพและกลิ่นของร่างกายและปากของท่านอย่างมาก เพราะท่านมักจะพูดคุยกับญิบรีลและผู้คนมากมาย

และเมื่อท่านเข้าเยี่ยมท่านหญิงฮัฟเซาะฮฺ นางจึงถามท่านว่าท่านทานสิ่งใดมา ท่านจึงตอบว่า “ฉันได้ดื่มน้ำผึ้งขณะที่เข้าเยี่ยมนางซัยนับ” นางจึงกล่าวว่า “ฉันได้กลิ่นมะฆอฟีรฺจากท่าน” ท่านจึงกล่าวว่า “ไม่ใช่ ฉันดื่มน้ำผึ้งเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แต่ฉันจะไม่ดื่มมันอีกแล้ว” และเมื่อท่านไปพบท่านหญิงอาอิชะฮฺ นางก็กล่าวเช่นเดียวกันต่อท่าน

เมื่อวันเวลาผ่านไป อัลลอฮฺได้ทรงเปิดเผยความลับหนึ่งต่อท่านเราะสูล หลังจากนั้นสองสามวัน ท่านเราะสูลจึงบอกเล่าให้ท่านหญิงฮัฟเซาะฮฺทราบโดยให้นางเก็บเป็นความลับ หากแต่นางได้เปิดเผยความลับนั้น วันหนึ่งท่านเราะสูลได้เข้าไปเยี่ยมนางขณะที่นางมีแขกอยู่  ซึ่งคือ อัชชิฟะอฺ บินติ อับดุลลอฮฺ นางเป็นเศาะฮาบียะฮฺท่านหนึ่งและเป็นนักศึกษาแพทย์ที่เคยให้การดูแลผู้ป่วย

ท่านเราะสูลต้องการที่จะทำให้ท่านหญิงฮัฟเซาะฮฺใคร่ครวญถึงความผิดของนางด้วยวิธีการตักเตือนทางอ้อม และอ่อนโยน

ท่านจึงกล่าวต่อนางอัชชิฟะอฺว่า  “ท่านจะไม่สอน “คาถาของมด” แก่นางเช่นที่ท่านสอนวิธีการเขียนให้แก่นางหรือ”

“คาถามด” คือถ้อยคำที่สตรีชาวอาหรับมักจะท่องกันซ้ำๆ และทุกคนทราบดีว่ามันไม่ได้ก่อให้เกิดอันตรายใดๆ หรือก่อประโยชน์อันใดทั้งสิ้น

คาถาดังกล่าวเป็นที่รู้จักกันดีในบรรดาสตรี มีเนื้อหาว่า “เจ้าสาวทำการเฉลิมฉลอง ย้อมสี ทากอฮัล (ทาตา) และทำทุกสิ่งทุกอย่างที่นางทำได้ หากแต่ นางมิได้เชื่อฟังสามีของนาง” 

ท่านเราะสูลต้องการที่จะให้บทเรียนแก่ท่านหญิงฮัฟเซาะฮฺทางอ้อมด้วยการกล่าวย้ำซ้ำๆ ว่า “หากแต่นางมิได้เชื่อฟังสามีของนาง”

ช่างเป็นวิธีการตักเตือนอันงดงาม ในการแก้ไขข้อผิดพลาดของผู้คน อีกทั้ง “การตักเตือนเช่นนี้” ยังคงทิ้งไว้ซึ่ง “ความรัก” ให้อยู่ในหัวใจของผู้คน โดยไม่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อจิตใจของพวกเขาด้วยความบกพร่องใดๆ และไม่ก่อให้เกิดความเสียหายใดๆ ด้วยการตักเตือนที่เกินขอบเขต!

ชายคนหนึ่งได้ยืมหนังสือจากญาติคนหนึ่งของเขา เมื่อเขานำหนังสือเล่มนั้นมาคืนในสองวันให้หลัง กลับพบว่ามีรอยเปื้อนของอาหารบนหนังสือ ซึ่งดูเหมือนว่ามันเคยถูกใช้รองขนมปังหรือองุ่น เจ้าของหนังสือเห็นเช่นนั้นจึงเงียบเฉย แต่หลังจากนั้นสองวัน ชายคนเดิมก็มาพบเขาเพื่อยืมหนังสืออีกเล่ม เจ้าของจึงนำหนังสือวางไว้บนจานและมอบให้แก่เขา ชายคนดังกล่าวจึงพูดว่า “ผมต้องการเพียงแค่หนังสือ ทำไมคุณต้องให้จานกับผมด้วยหละครับ” เจ้าของหนังสือจึงตอบว่า “หนังสือเล่มนี้สำหรับคุณเพื่ออ่าน และจานใบนี้สำหรับคุณเพื่อใส่อาหาร”  เขาจึงหยิบหนังสือเล่มดังกล่าวและจากไป และเขาก็ได้รับบทเรียนจากคำตักเตือนของเจ้าของหนังสือ

ผม (ผู้เขียน) จำได้ว่ามีชายคนหนึ่งที่กลับบ้านดึก จากนั้นเขาก็ถอดเสื้อนอกของเขาออก และห้อยมันไว้ที่กำแพง จากนั้นเขาก็เข้านอน ภายหลังภรรยาของเขาก็เข้ามาในห้อง และเปิดกระเป๋าเสื้อนอกของเขาและเอาเงินย่อยที่อยู่ในกระเป๋าออกไป ซึ่งมีทั้งธนบัตรใบละ 1 และ 5 ริยาล และเมื่อเขาตอนขึ้นมาในตอนเช้า เพื่อออกไปทำงาน เขาต้องการซื้อของ เมื่อหยิบเงินในกระเป๋าเสื้อ เขาพบว่าเขาไม่มีเงินเหลือเลยสักใบ เขาจึงรู้สึกประหลาดใจ และครุ่นคิดว่าเงินหายไปไหน จากนั้นเขาก็เริ่มจะคิดได้ว่าเงินหายไปไหน

วันต่อมา เมื่อเขากลับมาถึงบ้าน เขาได้เอากบใส่ลงไปในกระเป๋าเสื้อนอกของเขา จากนั้นเขาก็ถอดเสื้อออก และห้อยไว้ตามปกติ และนอนลงบนเตียง ทำท่าเหมือนว่าเขาหลับไปแล้ว พร้อมทั้งทำเสียงกรน ขณะเดียวกันก็เฝ้ามองดูว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับเสื้อของเขา จากนั้นภรรยาของเขาก็เข้ามาในห้อง และหยิบเอาสิ่งใดก็ตามที่เธอสามารถนำเอาไปได้ตามปกติ  จากนั้นเธอก็ค่อยๆ พลิกเสื้อนอกของเขาออกอย่างช้าๆ และล้วงมือเข้าไปในกระเป๋า จากนั้นมือของเธอก็สัมผัสกับกบ และเมื่อกบกระโดด เธอจึงร้องขึ้นมาว่า “โอ้ยยย มือของฉัน” สามีของเธอถึงลืมตาและร้องขึ้นมาว่า “โอ้ยย กระเป๋าของผม”

หากเพียงแค่เรานำวิธีการในรูปแบบเดียวกันนี้มาใช้กับทุกคนที่เราปรารถนาที่จะให้คำตักเตือน ซึ่งรวมไปถึงบรรดาลูกๆ ของเรา นักเรียนของเรา เมื่อพวกเขากระทำความผิดพลาดใดๆ มันย่อมได้ผลลัพธ์ที่น่าพอใจแน่

“นัยฟฺ” เป็นเพื่อนคนหนึ่งของผม แม่ของเขาเป็นผู้ศรัทธาที่มีความเคร่งครัด เธอไม่ชอบให้มีรูปภาพใดๆ ภายในบ้าน เพราะมลาอิกะฮฺจะไม่เข้าบ้านที่มีสุนัขหรือรูปภาพ เธอมีลูกสาวคนเล็กอีกคนหนึ่งที่มีของเล่นมากมาย ยกเว้นตุ๊กตา อีกทั้งเธอมักจะห้ามปรามไม่ให้ลูกสาวของเธอซื้อตุ๊กตา แต่อนุญาตให้ซื้อของเล่นอื่นๆ  ครั้งหนึ่งคุณป้าของเด็กสาวซื้อตุ๊กตาให้เธอเป็นของขวัญและบอกเธอว่า “เล่นตุ๊กตาในห้องของหนูนะจ๊ะ และอย่าให้คุณแม่เห็นนะ”

สองสามวันหลังจากนั้น เธอพบว่าลูกสาวของเธอมีตุ๊กตาอยู่ในห้อง เธอจึงตัดสินใจที่จะให้การตักเตือนลูกสาวของเธอด้วยวิธีที่เหมาะสม และเมื่อทุกคนนั่งพร้อมหน้าพร้อมตากันที่โต๊ะรับประทานอาหาร อุมมุ นัยฟฺ จึงพูดขึ้นมาว่า “ลูกๆ ที่รักจ๋า ช่วงสองสามวันนี้แม่รู้สึกว่าไม่มีมลาอิกะฮฺอยู่ในบ้านของเราเลย แต่แม่ก็ไม่รู้ว่าทำไมพวกเขาถึงหายไป แท้จริงไม่มีอำนาจอื่นใดเว้นแต่อัลลอฮฺ”

เด็กหญิงเมื่อได้ยินเช่นนั้น จึงนิ่งเงียบ หลังจากรับประทานอาหาร เด็กหญิงจึงกลับไปที่ห้องของเธอและเห็นตุ๊กตาหนึ่งตัวถูกล้อมรอบด้วยของเล่นอื่นๆ เธอจึงหยิบมันขึ้นมาและนำไปให้คุณแม่ของเธอ และพูดว่า “คุณแม่คะ นี่คือสาเหตุที่ทำให้มลาอิกะฮฺจากไป คุณแม่จะทำอะไรกับมันก็ได้ค่ะ”

วิธีนี้ช่างเป็นวิธีที่งดงามยิ่ง คนคนหนึ่งสามารถแก้ไขข้อผิดพลาดของคนอีกคนหนึ่ง พร้อมทั้งยังให้ข้อคิด ด้วยความอ่อนโยนโดยปราศจากความรุนแรงหรือความแข็งกระด้าง

ความหมายคือ  “การทำให้ผู้ที่ได้รับคำตักเตือนได้รักษาไว้ซึ่งเกียรติของเขา”  มันเป็นเรื่องที่เป็นไปได้ในการที่จะดื่มน้ำผึ้งโดยปราศจากซึ่งการทำลายรังผึ้ง ดังนั้นจงอย่าให้การตักเตือนผู้คน เสมือนว่าเขาเป็นผู้ปฏิเสธเพียงเพราะการกระทำบางอย่างของเขา หากแต่เราควรคิดดีต่อเขาและให้เหตุผลต่อการกระทำของเขาว่าเขาอาจจะกระทำไปโดยมิได้เจตนา หรืออาจจะไม่รู้ก็เป็นได้

ในช่วงระยะต้นๆ แห่งศาสนาอิสลามนั้น เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (สุรา) ยังไม่ถูกสั่งห้าม แต่มันได้ถูกสั่งห้ามในช่วงเวลาหนึ่ง

ในช่วงแรกเริ่ม อัลลอฮฺทรงประกาศว่า “เครื่องดื่มแอลกอฮอล์นั้นเป็นสิ่งที่ควรออกห่าง” พระองค์ตรัสว่า “พวกเขาจะถามเจ้า เกี่ยวกับน้ำเมา และการพนัน จงกล่าวเถิดว่า ในทั้งสองนั้นมีโทษมากและมีคุณหลายอย่างแก่มนุษย์” (2:219)

ในช่วงที่สอง อัลลอฮฺทรงสั่งห้ามผู้คนจากการดื่มกินมันก่อนการละหมาด โดยตรัสว่า “ผู้ศรัทธาทั้งหลาย! จงอย่าเข้าใกล้การละหมาด ขณะที่พวกเจ้ากำลังมึนเมาอยู่ จนกว่าพวกเจ้าจะรู้ สิ่งที่พวกเจ้าพูด” (4:43)

ในระยะสุดท้าย อัลลอฮฺตรัสว่า “สุรา (สิ่งมึนเมา) และการพนันและ นั้นเป็นสิ่งโสมมอันเกิดจากการกระทำของชัยฏอน  ดังนั้นพวกเจ้าจงห่างไกลจากมันเสียเพื่อว่าพวกเจ้าจะได้รับความสำเร็จ”  (5:90) ดังนั้นผู้คนที่เคยดื่มสิ่งมึนเมาก็ละทิ้งมันตามคำสั่งใช้ของพระองค์

อย่างไรก็ตาม ยังคงมีผู้คนบางส่วนที่อาศัยอยู่นอกเมืองมาดีนะฮฺ ที่ไม่ทราบเกี่ยวกับข้อห้ามเกี่ยวกับสิ่งมึนเมา (แอลกอฮลล์) วันหนึ่ง ท่านอมีรฺ บิน รอบีอะฮฺ เศาะฮาบะฮฺท่านหนึ่ง ได้กลับจากการเดินทางและนำเหล้าเต็มขวดมาให้ท่านเราะสูล

ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม นั้นไม่เคยดื่มเหล้า ไม่ว่าจะเป็นช่วงก่อนอิสลาม ยุคญาฮีลียะฮฺ หรือช่วงอิสลาม  อย่างไรก็ตาม ผู้คนต่างเคยนำของขวัญมามอบให้แก่ท่าน บางอย่างที่ท่านไม่ได้ใช้ ท่านก็จะมอบให้ผู้อื่นหรือขายมันไป บางคนก็นำทองคำหรือเงินมามอบให้แก่ท่าน แต่ท่านก็มิได้สวมใส่มัน หากแต่จะมอบสิ่งนั้นให้กับบรรดาภรรยาของท่านหรือคนอื่น

ท่านเราะสูล มองดูขวดเหล้าที่ท่านอมีรฺนำมาให้ด้วยความประหลาดใจ และท่านได้ส่งมันคืนให้กับอมีรฺ บิน รอบีอะฮฺ และกล่าวว่า “ท่านไม่ทราบหรอกหรือว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งต้องห้าม”

ท่านอมีรฺตอบว่า “เป็นสิ่งต้องห้ามหรือท่าน ฉันไม่ทราบมาก่อนเลย โอ้ ท่านเราะสูล”

ท่านเราะสูลจึงตอบว่า “ใช่ มันเป็นสิ่งต้องห้าม” จากนั้นท่านอมีรฺจึงนำมันออกไป บางคนเสนอแนะให้ท่านอมีรฺนำมันไปขาย แต่เมื่อท่านเราะสูลได้ยินเช่นนั้น ท่านจึงกล่าวว่า “ไม่ได้ เมื่ออัลลอฮฺทรงสั่งห้ามสิ่งใดสิ่งหนึ่ง พระองค์ก็ทรงสั่งห้ามมูลค่าของมันเช่นกัน” (ห้ามขาย)

เมื่อได้ยินเช่นนั้น เศาะฮาบะฮฺจึงนำขวดเหล้าออกไปและเทเหล้าทิ้งลงที่พื้น

พึงระวังการสรรเสริญตัวท่านเองขณะให้คำตักเตือนต่อผู้คน หรือการยกตัวของท่านให้สูงขึ้นและกดผู้ที่รับการตักเตือนให้ต่ำลง ไม่มีผู้ใดปรารถนาที่จะได้รับการปฏิบัติเช่นนั้น

ยกตัวอย่าง ผู้เป็นบิดาบางคน เมื่อเขาให้การตักเตือนต่อลูกชายของเขา เขาก็มันจะเริ่มด้วยการกล่าวถึงความสำเร็จ ความดีงามทั้งหลายของตัวเอง เช่น “พ่อเคยเป็นแบบนั้น พ่อเคยทำแบบนี้” เป็นไปได้ว่าลูกชายอาจจะทราบถึงประวัติของผู้เป็นบิดาดีแล้วก็ได้

ดังนั้นเมื่อคุณต้องการที่จะยกตัวอย่างขณะที่ให้คำแนะนำตักเตือน จงพยายามอย่างมากที่สุดที่จะไม่กล่าวถึงตัวท่านเอง หรือยกเรื่องราวความกล้าหาญ การกระทำที่ดีงามทั้งหลายของตัวเองเป็นตัวอย่าง จงยกตัวอย่างเรื่องราวของผู้อื่น ด้วยวิธีการดังกล่าว ผู้ที่ได้รคำตักเตือนย่อมไม่รู้สึกว่าคุณกำลังดูถูกเขาและคุณกำลังยกย่องตัวคุณเอง

 “แม้แต่คำพูดที่ดี คือ การเศาะดะเกาะฮฺ”

 

Read Full Post »

Image

อย่าสาปแช่งเขา …
แหล่งที่มา หนังสือ Enjoy your life โดย ดร มุหัมมัด อับดุรเราะหฺมาน อัลอะรีฟีย์
บท Do not curse him because he drinks alcohol! ถอดความ بنت الاٍسلام

คนส่วนใหญ่ที่เราได้อยู่ร่วมกับพวกเขาหรือรู้จักกับพวกเขาในสังคม..   ไม่ว่าพวกเขาจะเลวร้ายอย่างไร แต่ความเป็นจริงแล้วนั้น พวกเขาก็มักจะมี “บางสิ่งบางอย่างที่ดีงาม” ในตัวเขาอยู่เสมอ แม้ว่ามันจะมีเพียงเล็กน้อยก็ตาม  ในกรณีเช่นนี้ หากเราสามารถที่จะเข้าถึง “คุณสมบัติที่ดีงาม” ของพวกเขาได้ มันก็จะเป็นสิ่งที่ดียิ่ง (ต่อเขาและเรา)

“อาชญากร” เป็นที่ทราบกันดีว่า คนเหล่านี้นั้นมักจะปืนเข้าไปในบ้านของผู้คนและขโมยทรัพย์สิน …แต่พวกเขาอาจจะกระทำไปเพื่อที่จะนำทรัพย์สินที่ได้มาไปช่วยเหลือคนอนาถาและเด็กกำพร้า หรือแม้แต่นำไปสร้างมัสญิดก็เป็นได้

เช่นเดียวกัน สตรีคนหนึ่งอาจเห็นเด็กกำพร้ากำลังหิวโหย เธอจึงทำผิดประเวณีเพื่อหารายได้มาช่วยเหลือเด็กเหล่านั้นเพื่อประทังความหิวโหย หรือคนคนหนึ่งอาจมีเจตนาที่ใช้มีดแทงใครสักคน แต่เมื่อเขาเห็นเด็กหรือผู้หญิง หัวใจของเขาก็สลายและต้องทิ้งมีดลง

ด้วยเหตุนี้ คุณจึงควรปฏิบัติต่อผู้คนด้วยการคำนึงถึงความดีงามในตัวเขา ก่อนที่จะคำนึงถึงความเลวร้ายในตัวเขา

เป็นที่ทราบกันดีว่า ศาสนาทูตที่รักของเรา นบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม นั้นมักจะหาข้ออ้างหรือเหตุผลให้กับบรรดาผู้ที่กระทำสิ่งผิดพลาดทั้งหลาย และคิดดีต่อผู้ที่กระทำความชั่วอยู่เสมอ

เมื่อท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมพบกับผู้กระทำบาป ท่านมักจะพิจารณาเขาจากความศรัทธาในตัวเขา จากนั้นก็พิจารณาจากความคิดและการฝ่าฝืนของเขา ท่านจะไม่คิดกับผู้ใดในแง่ร้าย และท่านก็จะปฏิบัติต่อพวกเขาเหล่านั้นเสมือนลูกชายและน้องชายของท่านเอง

ในช่วงสมัยของท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม มีชายคนหนึ่งที่ติดสุรา ครั้งหนึ่งเขาถูกนำตัวไปยังท่านเราะสูลในสภาพที่มึนเมา และได้มีการตัดสินให้เขาต้องได้รับการลงโทษโดยการถูกเฆี่ยน หลังจากนั้นสองสามวัน เขาก็ถูกจับได้อีกว่าดื่มเหล้า และถูกนำตัวมายังท่านเราะสูลและถูกเฆี่ยนเป็นการลงโทษอีกครั้ง และหลังจากนั้นอีกสองสามวันเขาก็ถูกจับได้อีกว่าดื่มสุรา และถูกนำตัวมายังท่านเราะสูลและถูกเฆี่ยนอีก

หลังจากที่เขาถูกเฆี่ยนแล้ว ขณะที่เขากำลังจะเดินจากไป มีชายคนหนึ่งในหมู่ เศาะฮาบะฮฺกล่าวขึ้นมาว่า “ขออัลลอฮฺทรงสาปแช่งเขาด้วยเถิด เขามาที่นี่และถูกเฆี่ยนบ่อยครั้งเหลือเกิน!!”

ท่านเราะสูลจึงหันไปยังชายคนดังกล่าว และสีหน้าของท่านเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด และกล่าวว่า “จงอย่าสาปแช่งเขา!! ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ฉันรู้ว่าเขารักอัลลอฮฺและเราะสูลของเขา!” (อัลบุคอรียฺ และมุสลิม)

เมื่อคุณปฏิบัติต่อผู้คน จงมีความยุติธรรมต่อพวกเขา ระลึกถึงสิ่งดีงามในตัวเขา และทำให้พวกเขารู้สึกว่า “ความชั่ว” ของพวกเขา ไม่ได้ทำให้คุณลืม “ความดีงาม” ในตัวเขา และสิ่งนี้ย่อมทำให้พวกเขาเข้าใกล้ชิดคุณมากยิ่งขึ้น

ข้อคิด ก่อนที่คุณจะถอนราก “ต้นไม้แห่งความชั่ว” ของผู้อื่น จงมองหา “ต้นไม้แห่งความดีงาม” และรดน้ำให้มันเถิด

—————————————————————-
หมายเหตุ (ผู้แปล)
การนำบทความดังกล่าวมานำเสนอ มิได้มีเจตนา (และเชื่อว่าผู้เขียนบทความต้นฉบับก็มิได้มีเจตนา) ที่จะสนับสนุนให้ผู้คนกระทำความชั่วด้วยเจตนาที่ดี หรือกระทำความดีบนความทุกข์ของผู้อื่น หากแต่เป็นการให้แง่คิดในเรื่องของการ “มองคน” ในอีกมุมหนึ่ง หากเราสามารถเข้าใจและเข้าถึง “เจตนาที่แท้จริง” ในการกระทำบางสิ่งบางอย่างของคนคนหนึ่งได้ ย่อมทำให้เราสามารถที่จะช่วยเหลือเขาได้ดียิ่งขึ้น อีกทั้งหากเราสามารถช่วยทำให้เขามองเห็น “คุณค่าความดีงาม” ที่มีอยู่ตัวเขา มันอาจจะทำให้เขาสามารถดึงตัวเองออกจากความชั่วทั้งปวงก็เป็นได้ …  เราจึงควรที่จะให้ความช่วยเหลือคนเหล่านี้ และพยายามดึงเขากลับมาสู่หนทางที่ดีงาม มิใช่การทอดทิ้ง ละเลย หรือเพิกเฉย ..

สังเกตได้ว่า “อาชญากร” หรือ “ผู้กระทำความผิดซ้ำๆ ซากๆ” ส่วนใหญ่ไม่สามารถกลับมาสู่หนทางที่ดีงามได้ สาเหตุหนึ่งก็เป็นเพราะว่า ครอบครัว และสังคมไม่ให้โอกาส  ความช่วยเหลือและการสนับสนุนที่จะทำให้เขาสามารถยืนอยู่ในสังคมได้ จึงทำให้เขากลับเข้าสู่ความชั่วเดิมๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

Read Full Post »

Image อย่าฆ่าตัวเองด้วยความโศกเศร้า
แหล่งที่มา
หนังสือ Enjoy your life โดย ดร มุหัมมัด อับดุรเราะหฺมาน อัลอะรีฟีย์
บท Do not kill yourself by grief ถอดความ بنت الاٍسلام

สะอีดฺเป็นลูกศิษย์คนหนึ่งของผมที่มหาวิทยาลัย ครั้งหนึ่งเขาหายหน้าไปหนึ่งสัปดาห์เต็มๆ เมื่อผมพบกับเขาอีกครั้ง ผมก็พูดกับเขาว่า “หวังว่าทุกๆ อย่างคงเป็นไปด้วยดีนะ สะอีดฺ”

“ไม่มีอะไรแย่หรอกครับ ผมเพียงแค่ยุ่งนิดหน่อย สะอีดฺ ตอบ แต่เห็นได้ชัดเจนว่าเขากำลังเป็นทุกข์อยู่ ผมจึงถามเขาว่า “มีเรื่องอะไรหรือเปล่า”

เขาตอบว่า “ลูกชายผมกำลังป่วย เขามีอาการตับอักเสบ สองวันก่อนเขาติดเชื้อในกระแสเลือด และเมื่อวานผมก็ตกใจเมื่อทราบว่าเชื้อได้ลุกลามเข้าไปในสมองแล้ว”

ผมบอกสะอีดฺว่า “ไม่มีพลังหรืออำนาจใดเว้นแต่พระประสงค์ของอัลลอฮฺ! อดทนเถอะ ผมจะขอดุอาอฺต่ออัลลอฮฺให้พระองค์ทรงเยียวยาลูกชายของคุณ และหากว่าอัลลอฮฺทรงกำหนดสิ่งใดให้กับเขาแล้ว (เช่น ความตาย) ผมจะขอต่ออัลลอฮฺให้พระองค์ทรงทำให้เขาเป็นผู้ขอความช่วยเหลือ (ชะฟาอะฮฺ) ของคุณในวันกิยามะฮฺ”

เขาตอบว่า “ผู้ขอความช่วยเหลือ (ชะฟาอะฮฺ) ? โอ้ ชัยคฺ ลูกชายของผมไม่ได้เด็กขนาดนั้น”

“เขาอายุเท่าไหร่” ผมถาม “สิบเจ็ดปีครับ” เขาตอบ
ผมจึงบอกเขาว่า “ผมขอวิงวอนต่ออัลลอฮฺให้พระองค์ทรงเยียวยาเขาและประทานการอำนวยพรต่อพี่น้องของเขา”

สะอีดฺก้มหน้าลงและพูดว่า “โอ้ ชัยคฺ เขาไม่มีพี่น้องเลย ผมไม่ได้รับการอำนวยพรให้มีลูกมากกว่านี้ และลูกชายผมก็กำลังทุกข์ทรมานกับความเจ็บป่วยนี้ อย่างที่ท่านทราบ”

สิ่งที่เกิดขึ้นกับสะอีดฺสร้างความสะเทือนใจต่อผม แต่ผมก็ยังคงหนักแน่นในคำพูด “สะอีดฺ ที่รัก จะอย่างไรเสีย คุณก็อย่าฆ่าตัวของคุณเองด้วยความเศร้าโศกเสียใจ ไม่มีสิ่งใดที่จะสร้างความเจ็บปวดกับเราได้ เว้นแต่สิ่งที่อัลลอฮฺทรงบันทึกไว้แล้ว” ผมปลอบโยนเขาและจากไป

ใช่แล้ว จงอย่าฆ่าตัวคุณเองด้วยความโศกเศร้า เพราะมันย่อมไม่ทำให้ปัญหาที่คุณกำลังประสบเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นได้

ผมจำได้ว่า เมื่อไม่นานมานี้ ผมเดินทางไปยัง อัลมาดีนะฮฺ อันนะบาวียะอฺ และได้พบกับคอลิด เขาถามผมว่า “หากเราไปเยี่ยมด็อกเตอร์อับดุลลอฮฺ คุณจะพูดอะไรกับเขา?”

ผมถามว่า “ทำไม มีอะไรเกิดขึ้นหรือ”

เขาตอบว่า “ก็สำหรับการแสดงความเสียใจ”

“แสดงความเสียใจ?” ผมกล่าวด้วยความประหลาดใจ

เขากล่าวว่า “ใช่ ลูกชายคนโตของท่านพร้อมกับคนในครอบครัวทั้งหมดไปร่วมงานเลี้ยงงานแต่งงานในเมืองใกล้ๆ นี้ แต่ตัวของด็อกเตอร์อยู่ที่มาดีนะฮฺเพราะท่านติดภารกิจที่มหาวิทยาลัย และระหว่างการเดินทางขากลับ พวกเขาทั้งหมดก็ประสบกับอุบัติเหตุที่รุนแรง และทั้งสิบเอ็ดคนก็เสียชีวิตจากอุบัติเหตุครั้งนั้น”

ด็อกเตอร์เป็นผู้ชายที่มีศีลธรรมคนหนึ่ง ท่านอยู่ในวัยเกินกว่า 50 ปี อย่างไรก็ตาม ด้วยความเป็นมนุษย์ที่มีอารมณ์ ความรู้สึก ท่านเองก็มีหัวใจ มีน้ำตาในดวงตา และจิตวิญญาณที่มีทั้งความทุกข์และความสุข

เมื่อท่านได้ทราบข่าวร้ายนี้ ท่านขอดุอาอฺใหักับสมาชิกทุกคนในครอบครัวของท่านและท่านก็ทำการฝังศพพวกเขาทั้งหมดด้วยมือของท่านเอง ทั้ง 11 ศพ

จากนั้น ท่านเริ่มเดินไปรอบๆ บ้านของท่านด้วยความสับสน ท่านเดินผ่านของเล่นที่วางอยู่ ที่ไม่ได้ถูกแตะต้องเป็นเวลาหลายวัน เพราะคุลัดและซาราฮฺที่มักเล่นของเล่นพวกนั้นได้เสียชีวิตไปแล้ว

ท่านเดินกลับมาที่เตียงของท่านที่ยังไม่ได้ถูกจัดให้เรียบร้อย เพราะอุมมุ เศาะลิฮฺ ภรรยาของท่าน เสียชีวิตลงแล้ว

ท่านเดินผ่านจักรยานของยะซีรฺ ที่ไม่ได้มีการเคลื่อนย้ายมาหลายวัน เพราะเจ้าของที่มักขี่มันได้เสียชีวิตลงแล้วเช่นกัน

ท่านเดินเข้าไปในห้องของลูกสาวคนโตเพื่อดูกระเป๋าที่เธอจัดเตรียมไว้สำหรับงานแต่งงานของเธอ และเสื้อผ้าของเธอที่วางอยู่บนเตียง เธอเสียชีวิตลงขณะที่เธออยู่ระหว่างการจัดเตรียมชุดแต่งงานของเธอ

มหาบริสุทธิ์ยิ่งต่ออัลลอฮฺผู้ประทานความอดทนและความเข้มแข็งแก่ท่าน

บรรดาแขกเหรื่อเข้ามาภายในบ้านของท่านพร้อมกับนำกาแฟมาเอง เพราะท่านไม่มีใครช่วยจัดเตรียมของรับรองแขก และที่น่าประหลาดใจก็คือ หากคุณได้เห็นชายท่านนี้คอยรับการแสดงความเสียใจและการปลอบโยนจากแขก คุณจะคิดว่า ความจริงแล้วนั้น เขาเป็นผู้ที่คอยปลอบโยนบรรดาแขกมากกว่า และผู้ที่โศกเศร้านั้นคือบรรดาแขกเอง

การกระทำของท่านเป็นการกระทำที่ฉลาดยิ่ง เพราะหากท่านไม่แสดงออกด้วยการกระทำเช่นนั้น ท่านคงต้องตายตามครอบครัวของท่านไปด้วยความโศกเศร้า

ผมรู้จักคนบางคนที่เมื่อใดก็ตามที่ผมได้พบเขา เขาจะมีความสุขอยู่เสมอ แต่หากว่าคุณได้ทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับชีวิตของเขา คุณจะพบว่าเขามีอาชีพการงานที่ไม่ค่อยดีนัก เขาอาศัยอยู่ในห้องเช่าเล็กๆ รถของเขาก็เก่ามาก และเขาเองก็มีลูกหลายคน แต่กระนั้น เขาก็จะมักยิ้มแย้ม มีชีวิตชีวาอยู่เสมอ และเขาก็รักชีวิตความเป็นอยู่ของเขา

ถูกต้องแล้วหละ ดังนั้นคุณจงอย่าฆ่าตัวของคุณเองด้วยความโศกเศร้า และอย่าได้พร่ำบ่นมากมายจนกระทั่งผู้คนรอบข้างเบื่อหน่ายคุณ เช่น หากคุณรู้จักใครคนหนึ่งที่ลูกชายของเขาพิการ และทุกครั้งที่เขาพบคุณ เขาก็มักจะทำให้คุณเสียเวลาไปกับการพร่ำบ่นของเขาว่า “ลูกชายของผมกำลังป่วย ผมเห็นใจเขามากเลย โถ ลูกชายที่น่าสงสารของผม”

และวันหนึ่งคุณจะพบว่าตัวคุณเองเบื่อหน่ายต่อเขาและอยากจะตะโกนออกมาว่า “พอได้แล้ว พี่ชายที่รักของฉัน พอสักทีเถอะ ผมเข้าใจประเด็นคุณแล้ว”

หรือ หากมีผู้หญิงคนหนึ่งที่มักจะพูดกับสามีของเธอว่า “บ้านของเราเก่าแล้วนะ รถที่มีอยู่ก็แทบจะพังอยู่แล้ว เสื้อผ้าของฉันก็ไม่ทันสมัยเอาซะเลย”

อะไรคือผลดีจากการพร่ำบ่นเช่นนี้? มันมีเพียงแต่จะเพิ่มความทุกข์ให้กับตัวคุณเอง
คุณใช้ชีวิตทั้งชีวิตของคุณ ไปกับสิ่งนี้ ช่างน่าสงสารเหลือเกิน คร่ำครวญ เศร้าโศก เสียใจ
คุณมัดมือตัวเอง และพร่ำบ่นว่า
“เวลา กำลังต่อต้านฉัน”
ถ้าคุณไม่แบกภาระไว้กับตัวเอง แล้วใครจะทำแบบนั้นได้เล่า?

ถ้อยคำแห่งปัญญา
จงใช้ชีวิตของคุณ อยู่กับสิ่งที่คุณมี และคุณก็จะมีความสุขอยู่เสมอ

Read Full Post »

Image

แหล่งที่มา หนังสือ Enjoy Your Life โดย ดร มุหัมมัด อับดุรเราะหฺมาน อัลอะรีฟีย์
บท
Do not criticize ถอดความ بنت الاٍسلام

ชายคนหนึ่งนั่งอยู่บนรถยนต์ของเพื่อนเขา และสิ่งแรกที่เขาพูดออกมาคือ “โอ้ โฮ รถของนายนี่เก่ามากเลยนะ”

เมื่อเขาเข้าไปภายในบ้านของเพื่อน และเห็นเฟอร์นิเจอร์ภายในบ้าน เขาก็พูดออกมาว่า “โฮ นี่นาย ยังไม่คิดจะเปลี่ยนเฟอร์นิเจอร์บ้างเหรอ”

เมื่อเขาเห็นลูกๆ ของเพื่อน เขาก็พูดขึ้นมาว่า “มาชาอัลลอฮฺ เด็กพวกนี้ช่างน่ารักเสียจริง แต่ทำไมนายถึงไม่เอาเสื้อผ้าที่ดีกว่านี้ให้พวกเขาใส่หละ”

เมื่อภรรยาของเพื่อนเขาที่แลดูว่ามีท่าทีเหน็ดเหนื่อย นำอาหารมาเสิร์ฟให้กับเขา หลังจากที่เธอต้องยืนอยู่ในครัวเป็นระยะเวลาหลายชั่วโมงเพื่อทำอาหารให้พวก เขาได้รับประทาน เขาก็มองดูอาหาร และพูดขึ้นมาว่า “อัลลอฮฺ ทำไมเมียนายถึงไม่หุงข้าวด้วยหละ แล้วจานนี้ก็เหมือนกับว่าจะไม่มีเกลือตกลงไปเลยแม้แต่น้อย.. โฮ ไม่มีอารมณ์จะกินแล้วอะ”

และเมื่อเขาเข้าไปในร้านขายผลไม้เพื่อมองหาผลไม้หลากหลายชนิด เขาก็ถามเจ้าของร้านว่า “คุณมีมะม่วงหรือเปล่าครับ”

เจ้าของร้านตอบว่า “ไม่ครับ เราจะมีมะม่วงที่ร้านเฉพาะช่วงหน้าร้อนเท่านั้นครับ”

เขาตอบว่า “โอเค ไม่เป็นไร แล้วคุณมีแตงโมไหม”

เจ้าของร้านตอบว่า “ไม่มีครับ”

จากนั้นท่าทางของเขาเริ่มเปลี่ยนไป และเขาก็พูดกับเจ้าของร้านว่า “คุณไม่มีอะไรเลยสักอย่างในร้าน แล้วอย่างนี้ คุณเสียเวลามาเปิดร้านขายของทำไม” แล้วเขาก็เดินออกไปจากร้าน ขณะที่เขาลืมไปว่าจริงๆ แล้วในร้านค้านั้นก็ยังมีผลไม้มากกว่า 40 ชนิดที่เขาสามารถเลือกซื้อได้

แต่มันก็ไม่ได้เป็นเรื่องที่น่าแปลก เพราะคนบางคนก็มักจะสร้างความรำคาญใจให้กับคุณด้วยคำวิพากษ์วิจารณ์ที่ไม่มี วันสิ้นสุด จนดูเหมือนว่าไม่มีสิ่งใดเลยบนโลกใบนี้ที่จะทำให้พวกเขาพอใจ พวกเขาไม่ได้คิดถึงรสชาติที่เอร็ดอร่อยของอาหาร เว้นแต่การมุ่งประเด็นไปกับเส้นผมเพียง 1 เส้นที่ตกลงไปในอาหารโดยไม่ได้ตั้งใจ พวกเขาไม่ได้สังเกตเห็นความสะอาดของเสื้อผ้า หากแต่เห็นรอยหยดหมึกเพียง 1 หยดที่ติดอยู่บนมัน ไม่เพียงแต่พวกเขาไม่ตระหนักถึงประโยชน์จากหนังสือดีดีเล่มหนึ่ง หากแต่พวกเขากลับใส่ใจกับความผิดพลาดจากการพิมพ์เล็กๆ น้อยๆ ในหนังสือ ดังนั้นแน่นอนว่า ย่อมไม่มีใครที่จะปลอดภัยจากคำวิพากษ์วิจารณ์ของคนเหล่านี้ได้ พวกเขามักจะต้องกล่าวตำหนิ ติเตียนอยู่เสมอ ซึ่งคนเหล่านี้จะพินิจพิเคราะห์รายละเอียดในทุกๆ สิ่งเสมอ ไม่ว่าจะเป็นมันจะเล็กหรือใหญ่ก็ตาม

ผม (ผู้เขียน ดร อะรีฟียฺ) รู้จักคนอยู่คนหนึ่ง ซึ่งเป็นเพื่อนร่วมห้องของผมในสมัยเรียนมัธยมจนถึงมหาวิทยาลัย ด้วยเหตุนี้ความสัมพันธ์ของเราจึงดำเนินต่อเรื่อยมาภายหลังจากนั้น หากแต่ผมเองก็จำไม่ได้ว่าเขาเคยแสดงความคิดเห็นที่เป็นแง่บวกในเรื่องใดบ้าง หรือไม่

ผมเคยถามความคิดเห็นของเขาเกี่ยวกับหนังสือเล่มหนึ่งที่ผมเขียนไว้ ซึ่งมันเป็นหนังสือที่ได้รับคำชมมากมายจากผู้อ่าน และถูกพิมพ์มากกว่าพันเล่ม และเขาก็ตอบผมมาว่า “เออ มันก็เป็นหนังสือที่ใช้ได้นะ แต่ว่ามันก็ยังมีเรื่องบางเรื่องที่ไม่เหมาะสมอยู่ อีกอย่างผมก็ไม่ชอบขนาดของตัวหนังสือ แล้วคุณภาพงานพิมพ์ก็ไม่ดีเลย” และคำตำหนิอื่นๆ อีกมากมาย

ผมเคยถามความคิดเห็นของเขาอีกครั้งหนึ่งเกี่ยวกับการบรรยายของคนคนหนึ่ง ในคุฏบะฮฺวันศุกร์ และก็ดูเหมือนว่าเขาไม่ได้กล่าวสิ่งใดเลยที่เป็นแง่บวก จนกระทั่งเขากลายเป็นสิ่งที่สร้างความคับอกคับใจสำหรับผมมากยิ่งกว่าภูเขา ลูกหนึ่งเสียอีก จากนั้นผมก็ไม่เคยถามความคิดเห็นใดๆ จากเขาอีก เพราะผมทราบดีว่าคำตอบที่ผมจะได้รับมันจะเป็นแง่ลบ

และเช่นเดียวกัน คนบางคนก็มักมีความคาดหวังให้ทุกๆ คนเป็น “แบบอย่างที่ดีงาม” เสมอ ดังนั้นเขาจึงคาดหวังว่าภรรยาของเขาจะดูแลบ้านได้สะอาด 100 เปอร์เซ็นต์ตลอด 24 ชั่วโมงต่อวัน เขายังคาดหวังด้วยว่าภรรยาของเขาจะทำให้ลูกๆ ดูดีและสะอาดอยู่ตลอดทั้งวัน และเมื่อมีแขกมาเยี่ยมเขา เขาก็คาดหวังว่าเธอจะต้องทำอาหารที่ดีที่สุด เมื่อเขานั่งกับเธอ เขาก็คาดหวังว่าเธอจะพูดแต่เรื่องที่ดีที่สุดเท่านั้น

และเขาก็คาดหวังสิ่งเดียวกันนี้จากลูกๆ ของเขา เขาต้องการให้ลูกๆ ของเขาเก่งในทุกๆ เรื่อง เป็นที่รักของเพื่อนๆ ของเขาและกับใครก็ตามที่เขาพบตามท้องถนนหรือตลาด เป็นต้น หากลูกคนใดของเขาพลาดพลั้งไป เขาก็จะตำหนิด้วยคำพูด และคำวิพากษ์วิจารณ์จนเกินขอบเขตและต่อว่าซ้ำๆ จนกระทั่ง คนรอบข้างเกิดความเบื่อหน่ายในตัวเขา นี่เป็นเพราะว่าเขามองไม่เห็น “หน้ากระดาษทั้งแผ่นที่เป็นสีขาว” หากแต่เขามองเห็นจุดดำเพียงจุดเดียวบนมัน

คนเหล่านี้มักลงโทษตัวเองด้วยพฤติกรรมของพวกเขา เพื่อนสนิทของเขาต่างไม่ชอบเขาและออกห่างจากการคบค้าสมาคมกับเขา

ซุบฮานั้ลลอฮฺ อัลลอฮฺตรัสว่า “เมื่อสูเจ้าพูด จงยุติธรรมเถิด”

มารดาของเรา ท่านหญิงอาอิชะฮฺ เราะฏิยัลลอฮุ อันฮา กล่าวไว้ ขณะที่ท่านบรรยายถึงคุณลักษณะที่ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ปฏิบัติต่อผู้อื่น ว่า “ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ไม่เคยกล่าวพร่ำบ่นเกี่ยวกับอาหาร หากท่านชอบมัน ท่านก็จะทาน และหากท่านไม่ชอบมัน ท่านก็จะไม่ทาน” (อัลบุคอรียฺ และมุสลิม) แน่นอนว่าท่านเราะสูลไม่เคยสร้างความยุ่งยากในเรื่องใดๆ เลย

ท่านอนัส เราะฏิยัลลอฮุ อันฮุ กล่าวว่า “ฉันทำการรับใช้ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม มาเป็นระยะเวลา 9 ปี ฉันไม่เคยได้ยินท่านกล่าวตำหนิในสิ่งใดที่ฉันทำว่า “ทำไมท่านถึงทำเช่นนั้น” ท่านไม่เคยวิพากษ์วิจารณ์ฉันเกี่ยวกับสิ่งใดเลย ด้วยอัลลอฮฺ ท่านไม่เคยแม้แต่จะกล่าวคำว่า “อุฟ (คำอุทานแสดงความไม่พอใจ) ต่อฉัน”นี่คือสิ่งที่ท่านเราะสูล ได้ปฏิบัติ และนี่คือสิ่งที่พวกเราจำต้องปฏิบัติตาม

อย่างไรก็ตาม ผมไม่ได้ให้คำแนะนำกับพวกคุณว่าคุณไม่ควรที่จะให้คำตักเตือนผู้ใดเลย หรือคุณควรที่จะนิ่งเฉยต่อความผิดพลาดของพวกเขา หากทว่า คุณไม่ควรที่จะจับจ้องรายละเอียดในทุกๆ สิ่งที่คนทั้งหลายทำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของโลกดุนยานี้ เราจำต้องเรียนรู้ที่จะมองข้ามสิ่งเหล่านี้ไปบ้าง

ยกตัวอย่างเช่น.. หากมีแขกมาเคาะที่ประตูบ้านของคุณ คุณได้ให้การต้อนรับเขาและพาเขาเข้าไปในห้องรับแขก เมื่อคุณนำชาร้อนมาเสิร์ฟ เขาก็จะรับถ้วยชานั้นไว้ ขณะที่เขามองไปที่ถ้วยน้ำชาย เขาก็กล่าวขึ้นมาว่า “ทำไมคุณไม่เติมน้ำชาให้เติมถ้วยหละ”

หากคุณตอบว่า “ผมควรเติมชาเพิ่มเข้าไปอีกไหมครับ”

เขาย่อมตอบว่า “ไม่ต้องหรอก แค่นี้ก็พอแล้ว”

จากนั้นเมื่อเขาขอน้ำเปล่าจากคุณ และคุณนำน้ำมาให้เขา เมื่อเขาดื่มเสร็จ เขาก็พูดขึ้นมาว่า “น้ำนี้ค่อนข้างจะอุ่นหน่อยนะ”

จากนั้นเมื่อเขาหันหน้าไปที่แอร์ และพูดขึ้นมาว่า “แอร์ของคุณดูเหมือนจะไม่ทำงานเลย” และก็เริ่มพร่ำบ่นเกี่ยวกับความร้อนภายในบ้านของคุณ

คุณจะไม่รู้สึกเลยหรือว่า คนคนนี้เป็นคนเจ้าปัญหาเกินที่คุณจะรับได้ และคุณก็ปรารถนาที่จะให้เขากลับไปและไม่ต้องย้อนกลับมาอีก?

อย่างไรก็ตาม หากคุณต้องการที่จะแสดงความคิดเห็น วิพากษ์วิจารณ์จริงๆ ดังนั้นก็จงคิดหาถ้อยคำที่ดี และกล่าวต่อผู้คนด้วยความเมตตา แสดงความรู้สึกนึกคิดของคุณเสมือนว่ามันเป็น “คำแนะนำ” มากกว่าที่จะเป็น “คำวิพากษ์วิจารณ์” แสดงความคิดเห็น ความรู้สึกต่อพวกเขาด้วยวิธีการแบบอ้อมๆ

เมื่อท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม พบว่ามีคนทำความผิดพลาด ท่านจะไม่เข้าไปหาเขาตรงๆ หากแต่ท่านจะกล่าวว่า “เกิดอะไรขึ้นกับผู้คน ผู้ที่กระทำในสิ่งนั้น สิ่งนี้” ซึ่งมีความหมายว่า “ฉันหมายถึงท่าน (ฉันกำลังบอกท่านอยู่) เพื่อนบ้านที่รักของฉัน ได้โปรดรับฟัง และให้ความใส่ใจต่อสิ่งนี้ด้วย”

ครั้งหนึ่ง มีเด็กหนุ่มสามคนที่มีความกระตือรือร้น (ในเรื่องของศาสนา) ได้เดินทางมายังเมืองมะดีนะฮฺ ด้วยความปรารถนาอยากจะทราบว่าท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมทำการอิบาดะฮฺอย่างไรและทำการละหมาดอย่างไร พวกเขาจีงได้ถามบรรดาภรรยาของท่านเราะสูลว่าท่านเราะสูลได้ทำสิ่งใดบ้างใน ยามที่ไม่มีผู้ใดพบเห็นท่าน (ในที่ส่วนตัวของท่าน) บรรดาภรรยาของท่านได้แจ้งแก่พวกเขาว่า บางเวลาท่านจะทำการถือศีลอด และบางเวลาท่านก็มิได้ถือศีลอด ท่านหลับนอนในบางส่วนของคืน และท่านจะทำการละหมาดในอีกส่วนของคืน

จากนั้นพวกเขาทั้งสามต่างก็พูดคุยกันว่า “หากแต่ ท่านคือศาสนทูตแห่งอัลลอฮฺ ที่ความผิดบาปของท่านในอดีตได้รับการอภัยโทษจากอัลลอฮฺแล้ว” จากนั้นพวกเขาแต่ละคนจึงตัดสินใจจะกระทำการบางอย่าง

หนึ่งในพวกเขากล่าวว่า “ฉันจะไม่แต่งงาน ฉันจะอยู่เป็นโสด เพื่อที่ว่าฉันจะได้มีเวลาว่างที่จะทำการอิบาดะฮฺ”

อีกคนหนึ่งกล่าวว่า “ส่วนฉันจะถือศีลอด ทุกๆ วัน”

คนที่สามกล่าวว่า “ฉันจะไม่หลับนอนในยามค่ำคืน เพื่อที่ฉันจะได้ทำการละหมาดตลอดทั้งคืน”

เมื่อข่าวคราวนี้ได้ไปถึงท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ท่านจึงลุกขึ้นยืนที่มินบัรฺ และกล่าวว่า “เกิด อะไรขึ้นกับผู้คนกัน ที่พวกเขากล่าวเช่นนั้น อย่างไรก็ตามฉันทำการละหมาด และหลับนอน ฉันถือศีลอด และบางครั้งฉันก็มิได้ถือศีลอด อีกทั้งฉันก็แต่งงานกับสตรี ผู้ใดก็ตามที่ผินหลังให้กับสุนนะฮฺของฉัน ถือว่าเขามิได้มาจากฉัน (คือเขามิได้ปฏิบัติตามหนทางของฉัน)” (อัลบุคอรียฺ และมุสลิม)

ในอีกเหตุการณ์หนึ่ง ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม สังเกตเห็นว่ามีบางคนที่ละหมาดร่วมกับท่านเงยหน้ามองท้องฟ้าขณะทำการละหมาด ซึ่งนี่เป็นการกระทำที่ผิด เพราะผู้ที่ทำการละหมาดจำต้องมองไปยัง “จุดที่เขาจะทำการสูญูด” ขณะละหมาด

ท่านเราะสูล จึงได้กล่าวขึ้นมาว่า “เกิดอะไรขึ้นกับผู้คนกัน พวกเขาจึงแหงนหน้ามองฟ้าในการละหมาดของพวกเขา” เมื่อพวกเขามิได้หยุดการกระทำดังกล่าว และยังคงแหงนมองฟ้าอยู่ อย่างไรก็ตามท่านเราะสูลมิได้เปิดเผยว่าพวกเขาคือใคร หรือเอ่ยชื่อของพวกเขาแต่อย่างใด หากทว่าท่านกล่าวว่า “พวกเขาจำต้องหยุดการกระทำนี้ หรือมิเช่นนั้นดวงตา (การมองเห็นของเขา) จะถูกกระชากออกมา” (อัลบุคอรียฺ)

บะรีเราะฮฺ เป็นทาสสตรีนางหนึ่งในเมืองมะดีนะฮฺ นางมีความปรารถนาที่จะได้รับการปลดปล่อยให้เป็นอิสระ นางจึงร้องขอให้เจ้านายของนางปลดปล่อยนางไป หากแต่เจ้านายของนางได้วางเงื่อนไขว่านางจำต้องจ่ายเงินจำนวนหนึ่งแก่เขา เพื่ออิสรภาพของนาง บะรีเราะฮฺจึงเข้ามาพบท่านหญิงอาอิชะฮฺเพื่อขอความช่วยเหลือด้านการเงินจาก นาง ท่านหญิงอาอิชะฮฺจึงกล่าวต่อนางว่า “หากเธอปรารถนา ฉันสามารถที่จะมอบเงินให้กับเจ้านายของเธอเพื่อให้เธอได้เป็นอิสระ ด้วยเงื่อนไขที่ว่าเธอจำต้องซื่อสัตย์ภักดีต่อฉัน” บะ รีเราะฮฺจึงแจ้งต่อเจ้านายของนางให้รับทราบถึงเรื่องดังกล่าว หากทว่า พวกเขาต่างปฏิเสธ เพราะพวกเขาต้องการประโยชน์จากนางทั้งสองประการ คือพวกเขาต้องการเงินจากนาง  และหนี้สินแห่งความซื่อสัตย์ของนางที่มีต่อพวกเขา

ดังนั้น ท่านหญิงอาอิชะฮฺจึงสอบถามท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ถึงเรื่องดังกล่าว ท่านเราะสูลจึงเกิดความประหลาดใจต่อความปรารถนาในทรัพย์สินของพวกเขา และการที่พวกเขาปฏิเสธที่จะให้ทาสของเขาได้รับอิสรภาพ

ท่านเราะสูลจึงกล่าวต่อท่านหญิงอาอิชะฮฺว่า “จงซื้อตัวนาง และจากนั้นก็ปล่อยให้นางเป็นอิสระเสีย หนี้สินแห่งความซื่อสัตย์นั้นย่อมเป็นของผู้ที่ปลดปล่อยทาสของเขาให้เป็น อิสระเท่านั้น” หมายความว่า “หนี้สิ้นแห่งความซื่อสัตย์จะเป็นของท่าน ตราบใดที่ท่านจ่ายเงิน และไม่ได้มีความกังวลใจเกี่ยวกับเงื่อนไขของพวกเขา เพราะพวกเขาไร้ซึ่งความยุติธรรม”

จากนั้นท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม จึงยืนขึ้นที่มินบัรฺและกล่าวว่า “เกิดอะไรขึ้นกับผู้คนกัน” และท่านมิได้กล่าวว่า “เกิดอะไรขึ้นกับครอบครัวนั้น ครอบครัวนี้” จากนั้นท่านได้กล่าวต่อว่า “… ที่พวกเขากำหนดเงื่อนไขที่มิได้อยู่ในคัมภีร์ของอัลลอฮฺ เงื่อนไขของเขาไม่สมควรที่จะได้รับการเติมเต็ม แม้ว่าเขาจะกำหนดเงื่อนไขเช่นนั้นขึ้นมาสัก 100 เงื่อนไขก็ตาม” (อัลบุคอรียฺ และมุสลิม)

นี่คือสิ่งที่ท่านเราะสูลได้กล่าว และท่านได้ยกไม้เท้า (ที่ท่านมักถือไว้ ขณะยืนอยู่บนมินบัรฺ) ขึ้น โดยที่ท่านมิได้ใช้มันตีหรือฟาดไปที่สิ่งใด

เช่นนั้นแล้ว.. มันจะมีอะไรที่ดีมากไปกว่าการที่คุณจะพูดกับภรรยาที่ไม่ได้ดูแลบ้านให้เป็นระเบียบเรียบร้อยว่า “เมื่อวานนี้ พวกเราไปที่บ้านเพื่อน และทุกคนต่างพูดชมความสะอาดภายในบ้านของเขา” (เพื่อให้ภรรยาของคุณได้ตระหนัก) และมันจะมีอะไรที่ดีมากไปกว่าการที่คุณจะพูดกับลูกชายที่ไม่ได้ไปละหมาดที่มัสญิดว่า “พ่อออกจะประหลาดใจกับเพื่อนบ้านของเราคนหนึ่ง เพราะพ่อไม่เคยที่จะไม่เห็นเขาในมัสญิดเลยแม้แต่ครั้งเดียว” ซึ่งหมายความว่า “พ่อกำลังพูดเกี่ยวกับลูกอยู่นะ ดังนั้นช่วยรับฟังและใส่ใจด้วย”

คุณอาจจะสงสัยว่าทำไมผู้คนถึงเกลียด “การวิพากษ์วิจารณ์” ซึ่งผม (ผู้เขียน ดร อาริฟียฺ) จะให้คำตอบกับคุณว่า “นั่นเป็นเพราะว่ามันทำให้พวกเขารู้สึกว่าตัวเขามีความบกพร่อง และแน่นอนว่า ทุกคนต่างปรารถนาความสมบูรณ์แบบ”

เคยมีคนเล่าว่า ครั้งหนึ่งมีชายคนหนึ่งมีความปรารถนาที่จะเป็น “คนทำหน้าที่ควบคุม (ผู้คน)” ด้วยเหตุนี้เขาจึงนำกระติกน้ำมาสองใบ ใบหนึ่งเป็นสีเขียว และอีกใบหนึ่งเป็นสีแดง

เขาเติมน้ำเย็นลงไปในกระติกน้ำทั้งสอง  จากนั้นเขาก็นั่งอยู่ตรงทาง ที่ผู้คนเดินผ่านเข้ามา และเขาก็เริ่มตะโกนออกไปว่า “น้ำเย็นฟรีครับ” ดัง นั้นคนที่กำลังกระหายน้ำอยู่ต่างก็เข้ามาหาเขา เพื่อหยิบแก้วน้ำและเทน้ำบางส่วนให้ตัวเอง เมื่อชายคนดังกล่าวสังเกตว่าคนกระหายน้ำต้องการดื่มจากกระติกสีเขียว เขาก็จะร้องขึ้นมาว่า “ไม่ได้ ต้องดื่มจากกระติกสีแดงเท่านั้น” และผู้กระหายน้ำก็จะดื่มจากกระติกสีแดง

เมื่อมีคนอีกคนเข้ามา และต้องการที่จะดื่มน้ำจากกระติกสีแดง เขาก็จะร้องขึ้นมาว่า “ไม่ได้ ต้องดื่มจากกระติกสีเขียวเท่านั้น”

หากว่ามีใครบางคนถามเขาว่า “มันมีอะไรที่แตกต่างกันระหว่างกระติกน้ำทั้งสองใบนี้หรือ” เขาก็จะตอบว่า “ผมเป็นคนดูแลรับผิดชอบน้ำเปล่านี้ ถ้าคุณไม่พอใจกับน้ำนี้ คุณก็ไปหาน้ำจากที่อื่นดื่มเถอะ”

ซึ่งนี่คือความรู้สึกหนึ่งที่มีในตัวบุคคลคนหนึ่งที่ปรารถนาจะเป็นที่ รู้จักและเป็นที่ยอมรับว่าเขาเป็นคนสำคัญ อันเป็นสิ่งที่ผลักดันให้เขากระทำเช่นนี้

ข้อคิดเตือนใจ

จงเป็นเช่น “ผึ้ง” ที่แสวงหาเพียงแต่กลิ่นหอม และมองข้ามความสกปรก

จงอย่าเป็นเช่น “แมลง” ที่แสวงหาเพียงแต่บาดแผลที่เต็มไปด้วยเลือดเลย

Read Full Post »

Image

แหล่งที่มา หนังสือ Enjoy Your Life โดย ดร มุหัมมัด อับดุรเราะหฺมาน อัลอะรีฟีย์
บท Do not care about what people say ถอดความ بنت الاٍسلام

ครั้ง หนึ่ง ลูกชายของผม (ดร. มุหัมมัด ผู้เขียน) “อับดุลเราะหฺมาน” ท่องสำนวนหนึ่งอยู่ซ้ำๆ จนผมประหลาดใจ และผมก็คิดว่า “ด้วยวัยของเขา เขาย่อมไม่เข้าใจในความหมายของสิ่งที่เขากล่าวเป็นแน่” เขาเคยท่องสำนวนหนึ่ง (ที่มีความหมายว่า) “อย่าใส่ใจ จงใช้ชีวิต และจงมีชีวิตอยู่…” ผมใคร่ครวญถึง “สำนวนนี้” และนึกถึง “คำวิพากษ์วิจารณ์ของผู้คน” “ความเห็นของผู้คน” และ “บทสนทนา (คำพูด) ของผู้คน” และตระหนักได้ว่า ผู้คนต่างมีความแตกต่างในการพูดและการวิพากษ์วิจารณ์ของพวกเขา

ในบรรดาผู้คนเหล่านั้นก็มีทั้ง “ผู้ให้คำตักเตือนที่จริงใจ” หากแต่ไม่ค่อยมีทักษะความเชี่ยวชาญ (ในการให้คำตักเตือน) มากนัก อีกทั้ง “การเข้าหาของพวกเขา” กลับสร้างความทุกข์ใจต่อคุณมากกว่าที่จะสร้างความสบายใจต่อคุณ  – ในบรรดาผู้คนเหล่านั้นก็มี “ผู้ที่มีความอิจฉา” ผู้ที่มีเจตนาที่จะทำให้คุณเกิดความทุกข์ใจและทำให้คุณเสียใจ และในบรรดาผู้คนเหล่านั้นก็มีทั้ง “ผู้ที่ไม่รู้ (หรือไม่มีความรู้) มากนัก”  ดัง นั้น พวกเขาเหล่านี้มักจะไม่ทราบว่าเขากำลังพูดสิ่งใดอยู่ มันจึงเป็นการดีกว่าสำหรับคนประเภทนี้ที่จะนิ่งเงียบเสีย อีกทั้งในบรรดาผู้คนเหลานั้น ก็ยังมี “ผู้ที่อุปนิสัยของเขานั้นเป็นผู้ที่ชอบการวิพากษ์วิจารณ์” เพราะพวกเขามอง “การมีชีวิต” ผ่านแว่นดำ (การมองในแง่ลบ หรือมุมมืด)

มีสำนวนโบราณหนึ่งที่ว่า “หากผู้คนมีความชื่นชอบที่เหมือนกัน (รสนิยมเดียวกัน) แน่นอนว่าสินค้าทั้งหลายย่อมไม่มีคุณค่าใดๆ” 

มี เรื่องเล่าว่า ครั้งหนึ่ง “ญูฮาอฺ” ได้เดินทางโดยขึ้นนั่งบนลาของเขา และลูกชายของเขาก็เดินอยู่ข้างๆ ขณะที่พวกเขาพ่อลูกเดินทางผ่านคนกลุ่มหนึ่ง คนเหล่านั้นก็พูดว่า “ดูสิ ช่างเป็นพ่อที่เห็นแก่ตัวเสียจริง เขาขึ้นนั่งบนลาเพื่อให้ตัวเองสบาย ขณะที่ลูกของเขาต้องเดินตากแดดอยู่ข้างๆ เขา”

เมื่อญูฮาอฺได้ยินดังนั้น เขาจึงหยุดลาของเขา และลงจากลาตัวนั้นเพื่อให้ลูกชายเขาได้นั่งบนลาแทน

จาก นั้นพวกเขาจึงเดินทางต่อ และญูฮาอฺก็รู้สึกดีต่อตัวเอง (กับสิ่งที่เขาได้ทำ) ไม่นานนัก พวกเขาได้เดินผ่านคนอีกกลุ่มหนึ่ง และมีคนหนึ่งในนั้นกล่าวขึ้นมาว่า “ดูลูกชายจอมเกเรคนนี้สิ เขาขึ้นนั่งบนลาและปล่อยให้พ่อของเขาต้องเดินกลางแดดร้อนจ้า” เมื่อญูฮาอฺได้ยินเช่นนั้น เขาจึงหยุดลาของเขา และขึ้นนั่งบนลากับลูกชายของเขาเพื่อปกป้องตัวเองให้พ้นจากคำครหาของผู้คน

จากนั้นพวกเขาก็ได้เดินทางผ่านผู้คนอีกกลุ่มที่กล่าวว่า “ดูสิ ช่างเป็นคนที่เห็นแก่ตัวกันเสียจริง พวกเขาไม่สงสารสัตว์บ้างเลย” เมื่อญูฮาอฺได้ยินเช่นนั้น เขาจึงลงจากลาและกล่าวต่อลูกชายของเขาว่า “ลูกชายที่รัก จงลงมาเถิด” ลูกชายของเขาจึงลงมาจากลาและเดินเคียงข้างพ่อของเขา หลังจากนั้น สองพ่อลูกก็เดินผ่านผู้คนอีกกลุ่มหนึ่งที่กล่าวว่า “ดูคนโง่สองคนนี้สิ พวกเขาเดินเท้ากันและไม่มีใครสักคนขึ้นนั่งบนลา! เจ้าลานี้มันไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อไว้นั่งเป็นพาหนะหรือ?” เมื่อได้ยินดังนั้น ญูฮาอฺจึงร้องดังขึ้นมา และลากตัวลูกชายของเขาไป จากนั้นก็ไปนั่งอยู่ใต้ตัวลาและยกมันขึ้นบนบ่าของพวกเขา!

หากว่าผม (ผู้เขียน) อยู่กับเขาขณะนั้น ผมคงจะบอกกับเขาว่า “พี่ ชายที่รัก จงทำในสิ่งที่ท่านพึงพอใจเถอะ และอย่าได้ใส่ใจต่อสิ่งที่ผู้คนพูดกันเลย การสร้างความพึงพอใจต่อผู้คนนั้น เป็นเป้าหมายที่ไม่มีวันที่จะบรรลุความสำเร็จได้”

บางคนมัก จะไม่ไตร่ตรองให้ดีเกี่ยวกับ “ความคิดเห็นของเขา” ก่อนที่จะเสนอแนะหรือให้การคำแนะนำตักเตือนต่อผู้อื่น ยกตัวอย่างเช่น หากมีคนคนหนึ่งเข้ามาหาคุณหลังจากที่คุณแต่งงานไปแล้ว และพูดกับคุณว่า “ทำไมคุณไม่ขอผู้หญิงคนนั้น คนนี้แต่งงานหละ?” “ทำไมคุณถึงไม่แต่งงานกับเธอ?”  ณ จุดนี้ คุณคงรู้สึกอยากจะระเบิดใส่หน้าเขา และพูดว่า “พี่ชายที่รัก ผมแต่งงานไปเรียบร้อยแล้ว พอสักทีเถอะ ไม่มีใครขอความเห็นจากคุณเลยสักนิด!”

หรือหากว่าเขาอาจจะเข้ามาหาคุณหลังจากที่คุณเพิ่งขายรถของคุณไป และพูดว่า “ถ้าคุณบอกผมเร็วกว่านี้ คุณคงขายได้ราคามากกว่านี้แน่ๆ” และคุณอาจจะตอบเขาไปว่า “พี่ ชายที่รัก พอเถอะ ผมเพิ่งขายรถออกไป และเรื่องมันก็เสร็จสิ้นไปแล้ว อย่าทำให้ผมต้องรู้สึกว้าวุ่นใจ ด้วยการทำให้ผมคิดถึงมันได้ไหม!”

มีคำกล่าวที่ว่า ..

มนุษย์ ย่อมไม่มีทางที่จะดำเนินอยู่โดยปราศจาก “ศัตรู” (ฝ่ายตรงข้าม หรือความเห็นที่แตกต่าง)  แม้ว่าเขาจะดำเนินชีวิตอยู่บนยอดเขาสูงก็ตาม ดังนั้นจงอย่าลงโทษตัวคุณเอง

ประสบการณ์ มีคนในยุคก่อนเคยกล่าวไว้ว่า “ผู้ที่นำ “ศาสนาของเขา” ไปสู่การโต้แย้ง” มักจะเปลี่ยนความคิดในตัวเขาเองอยู่เสมอ”

Read Full Post »

Older Posts »

%d bloggers like this: