Feeds:
Posts
Comments

Archive for the ‘บิดะอะฮฺ’ Category

image

และเมื่อได้ถูกกล่าวแก่พวกเขาว่า ท่านทั้งหลายจงมาสู่สิ่งที่อัลลอฮฺได้ทรงประทานลงมาเถิด และสิ่งที่ส่งลงมาสู่เราะสูลด้วย พวกเขาก็กล่าวว่า เป็นการพอเพียงแก่เราแล้ว สิ่งที่เราได้พบบรรพบุรุษของเราเคยกระทำมันมา ถึงแม้ได้ปรากฏว่าบรรพบุรุษของพวกเขาไม่เข้าใจสิ่งใด และทั้งไม่ได้รับคำแนะนำอีกด้วยกระนั้นหรือ? (ซูเราะฮฺ อัลมาอิดะฮฺ 05:104) *คัดลอกจากโปรแกรมอัลกุรอาน

ดำเนินรอยตาม..อย่างหน้ามืดตามัว.. (ซูเราะฮฺ อัลมาอิดะฮฺ 05:104)
~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~
เขียนโดย อบู มุอาวิยะฮฺ อิสมาอีล กัมดัรฺ
แปล บินติ อัลอิสลาม

และเมื่อได้ถูกกล่าวแก่พวกเขาว่า ท่านทั้งหลายจงมาสู่สิ่งที่อัลลอฮฺได้ทรงประทานลงมาเถิด และสิ่งที่ส่งลงมาสู่เราะสูลด้วย พวกเขาก็กล่าวว่า เป็นการพอเพียงแก่เราแล้ว สิ่งที่เราได้พบบรรพบุรุษของเราเคยกระทำมันมา ถึงแม้ได้ปรากฏว่าบรรพบุรุษของพวกเขาไม่เข้าใจสิ่งใด และทั้งไม่ได้รับคำแนะนำอีกด้วยกระนั้นหรือ? (ซูเราะฮฺ อัลมาอิดะฮฺ 05:104)

มีคนอยู่สามประเภทในโลกนี้
– กลุ่มคนที่ดำเนินการชีวิตตามบรรพบุรุษของพวกเขาอย่างไม่ลืมหูลืมตา
– กลุ่มคนที่ดำเนินชีวิตตามความปรารถนาของพวกเขา
– และกลุ่มคนที่แสวงหาสัจธรรม ความจริง

คนทั้งสามประเภทนี้มีอยู่ในทุกๆ ศาสนา รวมทั้งมุสลิมด้วย
เริ่มต้นด้วยกลุ่มคนประเภทที่สาม คนเหล่านี้คือมนุษย์ที่มีความจริงใจที่ต้องการจะรู้ว่าผู้ที่สร้างพวกเขาขึ้นมาคาดหวังสิ่งใดจากพวกเขา และปรารถนาที่จะปฏิบัติตามสิ่งที่เป็นสัจธรรม พวกเขาได้รับทางนำพร้อมด้วยความเข้าใจที่ถูกต้องตามแบบฉบับของอิสลาม ไม่ว่าพื้นฐานชีวิตของพวกเขาจะเป็นเช่นไรก็ตาม ในอีกนัยหนึ่ง อัลลอฮฺทรงสัญญาว่าพระองค์จะทรงให้ทางนำบรรดาผู้ที่แสวงหาทางนำ โดยระบุว่าผู้ใดก็ตามที่แสวงหาสัจธรรมด้วยความจริงใจก็จะได้รับทางนำมาสู่อิสลาม นี่คือกลุ่มคนประเภทที่เราควรพยายามจะเป็นส่วนหนึ่งของพวกเขา

กลุ่มคนประเภทที่สอง มีการกล่าวถึงไว้ในอัลกุรอานว่าเป็น “บรรดาผู้ที่ถือเอาความปรารถนาของพวกเขาเป็นพระเจ้า” พวกเขาคือกลุ่มคนที่หาข้ออ้างในการทำสิ่งใดก็ตามที่นัฟซู (ความใคร่ปรารถนา) ของพวกเขาต้องการ และผลของมันก็คือ พวกเขาจะบิดเบือนสิ่งที่อัลลอฮฺทรงประทานลงมา หรือไม่ก็ปฏิเสธมัน เพื่อหาข้ออ้างให้กับความเชื่อและการปฏิบัติที่ผิดของพวกเขา ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วคนประเภทนี้มักจะกลายเป็นคนที่ไม่เชื่อว่าพระเจ้ามีอยู่จริงหรือเป็นคนที่มุ่งให้ความสำคัญแค่เพียงเรื่องทางโลกเท่านั้น เพราะการใช้ชีวิตในรูปแบบหรือหนทางเช่นนี้ทำให้พวกเขาสามารถวิ่งตามความปรารถนาของพวกเขาได้โดยไม่มีกฏเกณฑ์ของศาสนาใดมากำหนดขอบเขตการกระทำของพวกเขา แต่ท้ายที่สุด พวกเขาย่อมต้องเผชิญกับผลของการเลือกทำตามความใคร่ปรารถนาของตัวเอง เหนือกว่าพระเจ้า ในวันที่พวกเขาจะต้องเผชิญหน้ากับพระองค์ในวันกิยามะฮฺ

อายะฮฺข้างต้นนั้นมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับกลุ่มคนประเภทแรก คือบรรดาผู้ที่ดำเนินชีวิตตามวัฒนธรรมของบิดามารดาของพวกเขาในทุกๆ ด้านอย่างไม่ลืมหูลืมตา ไม่ว่ามันจะเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ดีก็ตาม อัลลอฮฺทรงประนามการมีความเชื่อเช่นนี้ เพราะมันเป็นสิ่งที่ยับยั้งบุคคลหนึ่งจากการคิดพิจารณาถึงการปฏิบัติต่างๆ และความเชื่อทั้งหลายด้วยสติปัญญา และยับยั้งพวกเขาจากการแสวงหาสัจธรรม กลุ่มคนที่ลุ่มหลงกับวัฒนธรรมของพวกเขาอย่างไม่ลืมหูลืมตามักจะทำการปกป้อง แม้ว่าการปฏิบัติและความเชื่อบางอย่างนั้นจะเป็นสิ่งที่ไร้ซึ่งมนุษยธรรมก็ตาม เพียงเพราะว่า “เราได้พบว่าบรรพบุรุษของเราเคยกระทำมันมา” และพวกเขาก็จะเพิกเฉยต่อพระวัจนะของอัลลอฮฺ แม้ว่าพวกเขาจะกล่าวอ้างว่าตัวเองนั้นเป็นมุสลิม

ทัศนคติเช่นนี้ สามารถพบเห็นได้ในโลกมุสลิม ในหลายๆ ประเทศ ผู้คนต่างทำการปกป้องการกระทำที่ไร้ซึ่งความยุติธรรมและการกระทำที่อุตริกรรมอย่างรุนแรง เพราะว่าการกระทำดังกล่าวเป็นสิ่งที่บิดามารดาของเขากระทำมา ความคิดเช่นนี้ขัดแย้งกับรากฐานของการยอมจำนนต่ออัลลอฮฺ (อิสลาม) ซึ่งรากฐานของอิสลามคือการยอมจำนนต่อสิ่งที่พระองค์ทรงประทานลงมาและนี่หมายความว่าเราจำต้องตรวจสอบการปฏิบัติตามวัฒนธรรมของเราอย่างถี่ถ้วนว่ามันขัดกับหลักการของศาสนาหรือไม่ และยอมรับในการปฏิบัติที่มันไม่ขัดแย้งกับคำสอนและเป้าหมายของอิสลามเท่านั้น

อิสลามไม่ได้ต่อต้านวัฒนธรรมประเพณีโดยสิ้นเชิง หากท่ว่าอิสลามคือศาสนาแห่งสากลโลกที่ยอมรับสิ่งที่ดีงามจากทุกๆ วัฒนธรรม นี่คือเหตุผลว่าทำไม อุรฺฟ (วัฒนธรรมท้องถิ่น) คือหนึ่งในสิ่งที่มีสำคัญของฟิกฮฺ เพราะบรรดานักวิชาการจะตรวจสอบการกระทำตามวัฒนธรรมแต่ละอย่างโดยละเอียดถี่ถ้วนเพื่อดูว่าการกระทำนั้นขัดต่อหลักคำสอนของอิสลามหรือไม่ อายะฮฺนี้ไม่ได้บอกให้เราออกห่างจากทุกๆ การกระทำที่บิดามารดา บรรพบุรุษของเราเคยปฏิบัติ หากทว่าอายะฮฺนี้ได้สอนให้เราคิด ใคร่ครวญ วิเคราะห์ และออกห่างจากการกระทำตามวัฒนธรรมที่ส่งผลร้ายต่อเรา

Read Full Post »

เรื่องบิดะอะฮฺ (อุตริกรรม) ในอิสลาม
~~~~~~~~~~~~
โดย ชัยคฺ อัซซิม อัลฮะกีม

พี่น้องมุสมีนท่านหนึ่งถามผมเกี่ยวกับ “หะดีษบทหนึ่ง” เนื่องจากมีผู้ที่ทำบิดะอะฮฺ (อุตริกรรม) ในอิสลามหลายคนได้ใช้หะดีษบทดังกล่าวเพื่อพิสูจน์ความถูกต้องของการทำบิดะอะฮฺของเขา

(หะดีษที่ว่านั้นคือ) ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “ผู้ใดก็ตามที่เริ่มต้น “สิ่งที่ดีงาม” ในอิสลาม และผู้คนปฏิบัติตามเขา มันจะมีการบันทึกแก่เขาซึ่ง “รางวัลการตอบแทน” เช่นเดียวกับบรรดาผู้ที่ปฏิบัติตามเขา (ได้รับ) โดยปราศจากซึ่งการตัดทอน “รางวัลการตอบแทนใดๆ” ของพวกเขาเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย ผู้ใดก็ตามที่เริ่มต้น “สิ่งที่ชั่วร้าย” ในอิสลาม และผู้คนปฏิบัติตามเขา มันจะมีการบันทึกแก่เขาซึ่ง “ภาระแห่งบาป” เช่นเดียวกับบรรดาผู้ที่ปฏิบัติตามเขา (ได้รับ) โดยปราศจากซึ่งการตัดทอน “ภาระแห่งบาปใดๆ” ของพวกเขาเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย” (รายงานโดยมุสลิม เลขที่ 1017)

พวกเขาเหล่านั้นกล่าวว่า “พวกเขาได้เริ่มต้นกระทำสิ่งที่ดีในอิสลาม” 

ความเข้าใจเช่นนี้ของพวกเขาเป็น “สิ่งที่ผิด” ในการที่จะทำความเข้าใจกับหะดีษบทนี้นั้น เราจำต้องพิจารณาดูที่ “บริบทของมัน” หะดีษบทนี้ได้ถูกกล่าวขึ้นเมื่อ “ชาวเบดูอิน จากเผ่ามุฎ็อรฺ” ที่เข้ามาภายในมัสญิด ด้วยสภาพการแต่งกายด้วยเสื้อผ้าที่ขาดหลุดรุ่ย อันเนื่องมาจากความยากจนของพวกเขา” (เมื่อท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม เห็นดังนั้น) ใบหน้าของท่านได้เปลี่ยนไป และท่านได้ทำการส่งเสริมให้ผู้คนทำการบริจาค หากแต่ไม่มีผู้ใดเคลื่อนไหว (หรือตอบสนองต่อคำกล่าวของท่าน) หลังจากนั้นไม่นานนัก (ประมาณหนึ่งหรือสองนาที) ได้มีชายคนหนึ่งเข้ามาพร้อมกับถุงใหญ่ใบหนึ่งที่ตัวของเขาเองแทบจะไม่สามารถแบกมันไว้ได้ จากนั้นก็วางมันลงข้างหน้าท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม 

หลังจากที่ผู้คนเห็นการกระทำดังกล่าว พวกเขาจึงรีบรุดกลับไปที่บ้านของพวกเขา และนำสิ่งใดก็ตามที่พวกเขาสามารถนำมาได้ (จากภายในบ้าน) จนกระทั่งมีถุงมากมายที่ถูกนำมากองไว้ข้างหน้าท่านเราะสูล ผู้ซึ่งรู้สึกมีความสุขเป็นอย่างมาก (ที่เห็นเช่นนั้น) จากนั้น ท่านจึงได้กล่าวถ้อยคำจากหะดีษข้างต้น 

ดังนั้นเช่นที่พวกท่านได้เห็น (จากหะดีษบทนี้) มันไม่มี “การบิดะอะฮฺ (หรือการอุตริกรรม)” เกิดขึ้นเลย สิ่งที่เกิดขึ้นขณะนั้น คือ “ชายคนดังกล่าว” ได้ตอบสนอง “การเรียกร้องของท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม และทำการบริจาค อันเป็นเหตุให้ผู้คนต่างปฏิบัติตามเขา” 

บรรดานักวิชาการ (ศาสนา) ต่างกล่าวว่าหะดีษบทนี้ได้อ้างถึง “บรรดาผู้ที่ทำการสอนสุนนะฮฺแก่ผู้คนที่หลงลืม และพวกเขาได้ทำการฟื้นฟู (สุนนะฮฺ) กลับมาอีกครั้ง 

ผมหวังว่า “คำอธิบาย” จะทำให้ความสับสนคลุมเคลือที่มี(ถูกลบล้าง) นั้นชัดเจนขึ้น

แหล่งที่มา https://www.facebook.com/assim.alhakeem/posts/10150631012716678 
แปล بنت الإسلام

 

Read Full Post »

เราจะเฉลิมฉลอง (เมาลิด) วันเกิดของเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมได้หรือไม่ 
********************************************
ชัยคฺอัซซิม อัลฮะกีม กล่าวว่า “ในช่วงเวลาไม่กี่วัน มุสลิมต่างตระเตรียมที่จะทำการเฉลิมฉลอง “เมาลิด (วันเกิด)” ของท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม

อย่างไรก็ตาม “การเฉลิมฉลองดังกล่าวเป็นที่อนุมัติให้กระทำได้ หรือเป็นสิ่งที่ถูกสั่งห้ามไม่ให้กระทำ (ตามหลักการของศาสนาอิสลาม)?”

เพื่อที่จะได้รู้คำตอบของคำถามนี้ เราจำต้องถามคำถามอื่นๆ จากนี้และตอบคำถามเหล่านั้นเสียก่อน …

– ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้ทำการเฉลิมฉลอง “วันเกิดของท่าน ซึ่งเป็นวันที่บางคนบอกว่าตรงกับวันที่ 12 รอบีอุล เอาวัล หรือไม่”?

– และบรรดาเศาะฮาบะฮฺที่รักท่านเราะสูลมากที่สุด ได้ทำการเฉลิมฉลองวันเกิดของท่านเราะสูลหรือไม่?

– และบรรดาผู้ที่มาหลังจากบรรดาเศาะฮาบะฮฺ ได้ทำการเฉลิมฉลองมันหรือไม่?

หากว่าหมู่ผู้คนที่ดีที่สุดทั้งสามยุคนี้ ไม่ได้ทำการเฉลิมฉลองวันเกิดของท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม แล้วมันเป็นไปได้หรือว่า..”พวกเรา” รู้ดียิ่งกว่า “พวกท่านเหล่านั้น”?

สิ่งใดก็ตามที่ “ไม่เคยเป็น” ส่วนหนึ่งของศาสนาเรา เช่นนั้นมัน “ย่อมไม่มีทาง” ที่จะเป็นส่วนหนึ่งของศาสนาเรา ณ วันนี้ เพราะมันคือการอุตริกรรม (บิดะอะฮฺ)” 

Source: https://www.facebook.com/assim.alhakeem/posts/10150613561636678
แปล بنت الإسلام
————————-

ว่าด้วยเรื่องของการอุตริกรรม (เมาลิด) ชัยคฺอัซซิม อัลฮะกีม ได้โพสต์ที่สถานะของท่านอีกครั้งเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวว่า… 

พี่น้องบางท่านได้ขอให้ชี้แจงคำอธิบาย เกี่ยวกับ “กฎเกณฑ์ของการเฉลิมฉลอง “เมาลิด” ให้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น 

บรรดาผู้ที่ทำการเฉลิมฉลอง (เมาลิดนี้) ได้ให้เหตุผลสนับสนุนมากมาย (เกี่ยวกับการกระทำดังกล่าว) ซึ่งหนึ่งในบรรดาเหตุผลเหล่านั้นคือ “มันเป็น “บิดะอะฮฺ (การอุตริกรรมที่ดี)” 

ในอิสลามนั้น ไม่มี (คำว่า) “บิดะอะฮฺที่ดี” เพราะท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้กล่าวว่า “ทุกๆ บิดะอะฮฺ คือการหลงผิด” 

ส่วนเรื่องการเปรียบเทียบ “การอุตริกรรมนี้ (เมาลิด)” กับ “การรวบรวมอัลกุรอาน” มันเป็นสิ่งที่เปรียบเทียบกันไม่ได้เลยแม้แต่นิดเดียว 

การรวบรวมอัลกุรอานถูกกระทำด้วยความเห็นพ้องต้องกันของบรรดาเศาะฮาบะฮฺ (สหายของท่านเราะสูล) ผู้ซึ่งไม่มีทางที่จะยอมรับต่อสิ่งที่ไม่ดี 

ดังนั้น “การอุตริกรรมเพื่อการเฉลิมฉลองเมาลิดนั้น” จึงไม่สามารถที่จะนำมาเปรียบเทียบกับ “การปกป้องอัลกุรอาน และการรักษามันเอาไว้” ได้ 

เรารักท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ถึงขั้นที่เรานั้นดำเนินชีวิตตามทุกๆ กฎเกณฑ์แห่งสุนนะฮฺของท่าน โดยปราศจากการตั้งคำถามใดๆ และรวมไปถึงการที่เรายอมละทิ้งการอุตริกรรม (บิดะอะฮฺ) ใดๆ ก็ตาม 

ผู้คนส่วนใหญ่ที่ทำการเฉลิมฉลองเมาลิดได้ละทิ้งสุนนะฮฺหลายๆ อย่างของท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม เพราะมันขัดแย้งกับความปรารถนาและเหตุผลของพวกเขา

นี่คือเหตุผลว่า เหตุใดท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม จึงเตือนพวกเขาโดยกล่าวว่า “อัลลอฮฺทรงยับยั้ง (ปิดกั้นหนทาง) การสำนึกผิดกลับเนื้อกลับตัวจากทุกๆ ผู้ที่กระทำบิดะอะฮฺ (อุตริกรรม)” นักวิชาการกล่าวว่า นั่นเป็นเพราะว่า “ผู้กระทำบิดะอะฮฺ เชื่อว่าเขากำลังกระทำในสิ่งที่ดีงามอยู่ และนั่นเป็นเหตุผลที่เขาไม่ทำการสำนึกผิด 

ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ยังบอกกับเราไว้ด้วยว่า “ท่านจะทำการคัดค้านต่อผู้คนในอุมมะฮฺ (ประชาชาติ) ของท่านที่พวกเขาถูกขับไล่ออกจากบ่อน้ำของท่านในวันแห่งการตัดสิน” และท่านได้บอกเราด้วยว่าเหตุผล (ที่พวกเขาถูกขับไล่) ที่ท่านได้รับคือ (มีการกล่าวแก่ท่านว่า) “ท่านไม่ทราบว่าพวกเขาได้อุตริกรรมอะไรขึ้นหลังจากท่าน” 

ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมได้บอกแก่เราด้วยว่า ท่านจะกล่าวตำหนิ (ต่อผู้คนเหล่านั้น) ว่า “หายนะจงประสบแก่ผู้ที่ทำการอุตริกรรมขึ้นหลังจากฉัน” ด้วยเหตุนี้ กระผมจึงขอร้องพวกท่านพี่น้องทั้งหลายให้ออกห่างจากการอุตริกรรมนี้

แหล่งที่มา https://www.facebook.com/assim.alhakeem/posts/10150614458781678
แปล بنت الإسلام

image

Read Full Post »

%d bloggers like this: