Feeds:
Posts
Comments

Archive for the ‘บิดามารดา’ Category

มันเป็นเรื่องน่าประหลาดใจสำหรับฉัน ที่คนส่วนมากไม่พูดถึง “ปัญหาเรื่องอีหม่าน” ที่บรรดาคุณแม่ทั้งหลายต่างประสบเมื่อพวกเธอต้องรับบทบาทของการเป็นแม่

จริงๆ แล้ว มันก็พอจะมีเหตุผลอยู่ว่าเหตุใดบรรดาคุณแม่ถึงประสบกับปัญหาของเรื่องอีหม่าน เพราะสิ่งแรกเลยที่เกิดขึ้นหลังจากที่คุณให้กำเนิดบุตร คือ คุณไม่สามารถละหมาดได้อยู่หลายสัปดาห์ และแน่นอนว่าอีหม่านของคุณย่อมได้รับผลกระทบ และเมื่อคุณกลับมาละหมาดอีกครั้ง การละหมาดของคุณมันก็ไม่เหมือนเดิมแล้ว เพราะทุกๆ การทำอิบาดะฮฺของคุณต่อจากนี้ โดยส่วนมากแล้ว มักจะมีผู้ชมตัวน้อยๆ ที่คอยรบกวนคุณอยู่ ไม่ว่าจะด้วยการเคลื่อนไหว หรือด้วยเสียง และแม้ว่าอาจจะมีบางครั้งที่พวกเขาไม่แสดงตัวให้คุณเห็น แต่พวกเขาก็ทำให้คุณเสียสมาธิได้ภายในความคิดของคุณเอง มันจะไม่มีความสงบสุขเช่นที่คุณเคยมีก่อนที่คุณจะมีลูกอีกต่อไป สิ่งต่างๆ จะไม่เหมือนเดิม พวกเราหลายคนต้องเผชิญกับช่วงเวลาที่ยาวนานของการไม่ได้ละหมาด ไม่ได้ถือศีลอด หรือบางคนก็ไม่ได้ถือศีลอดเป็นระยะเวลาหลายปีติดต่อกัน หรือไม่ได้เข้าร่วมการทำอิบาดะฮฺอื่นๆ อีกมากมาย ซึ่งสิ่งเหล่านี้ถูกสะสมไว้มากจนกระทั่งมีผลกระทบกับอีหม่านของเรา

อย่างไรก็ตาม ฉันต้องการที่จะเสนอความคิดเห็นส่วนตัวของฉัน ซึ่งอาจจะมีหลายคนที่ไม่เห็นด้วย แต่ฉันเชื่อว่ามันเป็นสิ่งที่ควรจะเป็น นั่นคือ “ให้ความสำคัญต่อความต้องการที่จำเป็นของคุณก่อน ความต้องการของลูกๆ” เหตุผลก็คือในวันแห่งการตัดสินที่คุณจะต้องยืนขึ้นเพื่อเผชิญหน้ากับอัลลอฮฺ  ในวันนั้นอัลลอฮฺจะทรงถามคุณถึงการละหมาดของคุณ การถือศีลอดของคุณ การงานทั้งหลายของคุณก่อน ดังนั้นคนที่สำคัญที่สุดและสิ่งที่สำคัญที่สุดในดุนยานี้ ก็คือ ตัวคุณและอีหม่านของคุณ และนั่นมีความสำคัญต่อคุณมากกว่าลูกของคุณ

ฉันรู้ว่าหลายคนคงจะไม่ชอบสิ่งที่ฉันนำเสนอนี้ แต่ฉันอยากจะยกตัวอย่างในกรณีเมื่อคุณอยู่บนเครื่องบิน ที่เจ้าหน้าที่บนเครื่องบินมักจะบอกว่า หากว่าคุณมีลูกๆ ร่วมเดินทางมาด้วย เมื่อเกิดเหตุร้ายใดๆ ขึ้นบนเครื่องบิน คุณต้องสวมหน้ากากออกซิเจนให้กับตัวคุณเองก่อน ก่อนที่คุณจะให้ความช่วยเหลือคนที่อยู่รอบข้างคุณ เหตุผลก็คือหากว่าคุณขาดออกซิเจน คุณย่อมไม่สามารถที่จะให้ความช่วยเหลือคนอื่นได้ ดังนั้นเช่นเดียวกัน หากว่าคุณละเลยเพิกเฉยต่อตัวของคุณเองหากว่าคุณละเลยเพิกเฉยต่ออีหม่านของคุณ หากว่าคุณละเลยเพิกเฉยต่อความสัมพันธ์ของคุณกับอัลลอฮฺ ผลที่ได้ก็เป็นเช่นเดียวกันกับกรณีที่คุณไม่สวมหน้ากากออกซิเจนก่อน ถึงเวลานั้นคุณย่อมไม่สามารถให้ความช่วยเหลือลูกๆ ของคุณได้

สิ่งหนึ่งที่ฉันต้องการจะเน้นย้ำก็คือ การที่คุณละเลยต่อตัวคุณเอง นั่นหมายความว่าคุณไม่ได้ให้ความช่วยเหลือใดๆ ต่อลูกๆ ของคุณเลย ในความเป็นจริงแล้วคุณกำลังนำพาความอันตรายมายังพวกเขา ดังนั้นสิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับคุณก็คือตัวของคุณเอง ให้ความสำคัญกับอีหม่านของคุณ และความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับอัลลอฮฺก่อน แล้วคุณจึงให้ความสำคัญกับลูกของคุณ หากว่าลูกของคุณร้องไห้ในช่วงเวลาของการละหมาด คุณก็ต้องละหมาด คุณต้องให้ความสำคัญต่อตัวคุณเองก่อนความต้องการของลูกของคุณ เพราะว่าคุณจะต้องถูกคิดบัญชีสำหรับการงานของคุณเป็นอันดับแรกก่อนสิ่งอื่นใด
—————
แปลเรียบเรียงส่วนหนึ่งจากบทความ Ramadan tips for mothers
เขียนโดย Saira Siddiqui/แปล บินติ อัลอิสลาม

*แต่หากลูกกำลังจะประสบกับอันตราย เราก็ควรช่วยเหลือลูกก่อนนะ

รูปจากอินเตอร์เนต

image

Read Full Post »

 แหล่งที่มา: The Beloved Companions: Abu Huraira by Amr Khaled
(English) Translated by the www.daralislamlive.com team
ถอดความ بنت الاٍسلام 

ท่านอบู ฮุร็อยเราะหฺเป็นผู้ที่มีทัศนคติที่ดีงามต่อท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อลัยฮิ วะสัลลัมเป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม มารดาของท่านอบู ฮุร็อยเราะหฺไม่ใช่ “มุสลิม” และนางเองก็ปฏิเสธที่จะเข้ารับอิสลาม แต่ทว่า ท่านอบู ฮุร็อยเราะหฺไม่เคยหยุดเรียกร้องให้นางเข้ามาอยู่ในหนทางแห่งอัลลอฮฺ ท่านมักจะพูดคุยกับนางเกี่ยวกับอิสลามทุกๆ ครั้งที่ท่านพบนาง หากแต่นางก็ตอบโต้ท่านด้วยความหยาบกร้าวเสมอ

ครั้งหนึ่ง เมื่อท่านอบูฮุร็อยเราะหฺไปหามารดาของท่าน นางได้กล่าวร้ายเกี่ยวกับท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม อีกทั้งยังได้ด่าทอท่านเราะสูลด้วย เมื่อท่านอบู ฮุร็อยเราะหฺไปพบท่านเราะสูลทั้งน้ำตา ท่านเราะสูลจึงถามท่านว่าเกิดสิ่งใดขึ้นกับท่าน

ท่านจึงตอบว่า “ท่านเราะสูล มารดาของฉันปฏิเสธอิสลาม และวันนี้ฉันได้ขอร้องให้นางเข้ารับอิสลาม  แต่นางได้กล่าวเกี่ยวกับท่านในสิ่งที่ฉันเกลียด โอ้ ท่านเราะสูล ได้โปรดวิงวอนขอต่ออัลลอฮฺให้ประทานทางนำแก่มารดาของฉันด้วยเถิด”

ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม จึงยกมือทั้งสองข้างขึ้นฟ้า และกล่าวว่า “โอ้ อัลลอฮฺ โปรดประทานทางนำแก่มารดาของอบู ฮุร็อยเราะหฺด้วยเถิด โอ้ อัลลอฮฺ โปรดประทานทางนำแก่มารดาของอบูฮุร็อยเราะหฺด้วยเถิด”

ท่านอบู ฮุร็อยเราะหฺกล่าวว่า “ฉันจึงจากท่านเราะสูล เพื่อเดินทางกลับไปยังบ้านของฉัน ฉันเดินกลับบ้านอย่างมีความสุขด้วยเพราะการวิงวอนของท่านเราะสูล จนกระทั่งฉันมาถึงบ้าน  มารดาของฉันได้ยินเสียงเดินของฉัน ก่อนที่ฉันจะเคาะประตูบ้าน นางกล่าวว่า “อบู ฮุร็อยเราะหฺ  จงหยุดอยู่ตรงนั้น” ฉันรู้สึกหวาดกลัว ดังนั้นฉันจึงหยุดอยู่ตรงนั้น เมื่อนางเปิดประตูออกมา นางกล่าวต่อฉันว่า “อบู ฮุร็อยเราะหฺ เอ๋ย ไม่มีพระเจ้าอื่นใด นอกจากอัลลอฮฺ และมุหัมมัด คือศาสนทูตของพระองค์”

ด้วยเหตุนี้ ฉันจึงกลับไปยังท่านเราะสูลพร้อมด้วยน้ำตาอีกครั้ง และฉันกล่าวต่อท่านว่า “โอ้ ท่านเราะสูล จงยินดีเถิด อัลลอฮฺทรงตอบรับการวิงวอนของท่านแล้ว”

ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม จึงนั่งลง ทำการสรรเสริญขอบคุณอัลลอฮฺ เมื่อท่านอบู  ฮุร็อยเราะทราบว่า “การวิงวอนขอของท่านเราะสูล” ได้รับการตอบรับ ท่านจึงขอให้ท่านเราะสูลทำการวิงวอนขอต่ออัลลอฮฺให้ท่านอีกหนึ่งอย่าง

ท่านขอให้ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม วิงวอนขอให้แก่ท่านและมารดาของท่าน ขอให้ผู้ศรัทธาทั้งหลายนั้นรักพวกท่าน  และขอให้พวกท่านทั้งสองรักบรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลายด้วย

ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม จึงยกมือขึ้นฟ้า และกล่าวว่า “โอ้ อัลลอฮฺ โปรดทำให้บรรดาผู้ศรัทธารักบ่าวคนนี้ และทำให้เขารักบรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลายด้วยเถิด”

ท่านอบู ฮุร็อยเราะหฺจึงกล่าวว่า “ดังนั้น บรรดาผู้ศรัทธาทั้งหลายที่ได้ยินเรื่องราวเกี่ยวกับฉัน แม้ว่าเขาจะไม่เห็นฉันจนถึงวันแห่งการตัดสิน ต่างก็รักฉัน”

Read Full Post »

แหล่งที่มา How To Poison Your Mother-in-Law….
http://idealmuslimah.com/component/content/article/130-how-to-poison-your-mother-in-law
ถอดความ บินติ อัลอิสลาม

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วที่ประเทศจีน มีหญิงสาวคนหนึ่งชื่อว่า “ลีลี่” เมื่อเธอแต่งงาน เธอได้ออกไปใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับสามี และแม่สามีของเธอ เพียงในช่วงระยะเวลาสั้นๆ ลีลี่พบว่าเธอไม่สามารถที่จะเข้ากันกับแม่ของสามีได้เลย

ด้วยเพราะอุปนิสัยที่มีความแตกต่างกันอย่างมาก  ลีลี่เองก็โกรธเคือง ไม่พอใจต่อนิสัยหลายๆ อย่างของแม่สามี อีกทั้งนางก็มักที่จะกล่าวตำหนิลีลี่อยู่เสมอ

แต่ละวัน แต่ละสัปดาห์ผ่านไป ลีลี่และแม่สามีก็ไม่เคยหยุดทะเลาะ โต้เถียงกันเลยแม้แต่น้อย แต่สิ่งที่ทำให้สถานการณ์เลวร้ายมากยิ่งขึ้นคือ ตามธรรมเนียมของคนจีนโบราณนั้น ลีลี่จำต้องทำการคำนับแม่สามีและเชื่อฟัง ปฏิบัติตามความต้องการของนางนั่นเอง

“ความโกรธและความไม่สงบสุขทั้งหลาย” ที่เกิดขึ้นภายในบ้านกลายเป็นสาเหตุที่ทำให้สามีของลีลี่เป็นทุกข์อย่างหนัก

ท้ายที่สุด ลีลี่จึงไม่สามารถอดทนต่ออารมณ์ฉุนเฉียวและการกดขี่ข่มเหงของแม่สามีของเธอได้อีกต่อไป เธอจึงตัดสินใจที่จะทำบางสิ่งบางอย่างเพื่อแก้ไขปัญหานี้

ด้วยเหตุนี้ ลีลี่จึงเดินทางไปพบกับเพื่อนสนิทของพ่อเธอ ชื่อว่านายหวง เขามีร้านขายสมุนไพร (ยา) อยู่ เมื่อเธอได้พบกับเขา เธอจึงเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้เขาฟัง และขอให้เขาออกยาพิษให้กับเธอ เพื่อที่เธอจะได้นำมันไปใช้ในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นให้หมดไป นายหวงใช้เวลาครุ่นคิดอยู่พักหนึ่ง และบอกต่อเธอว่า

“ลีลี่ ลุงจะช่วยหนู แก้ไขปัญหาของหนู แต่หนูต้องฟังลูง และเชื่อในสิ่งที่ลุงกำลังจะบอกกับหนู”

ลีลี่ตอบว่า “ค่ะ คุณลุงหวง หนูจะทำตามสิ่งที่คุณลุงบอก”

จากนั้นนายหวงจึงเดินเข้าไปในห้องหลังบ้าน และกลับมาพร้อมกับห่อสมุนไพร และบอกกับลีลี่ว่า “หนูไม่สามารถที่จะใช้ยาพิษที่ออกฤทธิ์เร็วกับแม่ของสามีหนุได้ เพราะมันจะทำให้ผู้คนเกิดความสงสัย ดังนั้นลุงจะให้สมุนไพรบางส่วนที่มันจะค่อยๆ สร้างพิษในร่างกายของนาง และทุกๆ วันหนูจะต้องเตรียมอาหารอร่อยๆ และใส่สมุนไพรนี้ลงไปเพียงเล็กน้อย ตอนที่นำไปให้นาง จากนั้น เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีใครสงสัยหนูเมื่อนางตาย หนูก็ควรที่จะระมัดระวังอย่างมากและปรนนิบัติต่อนางอย่างดี อย่าทะเลาะกับนาง และจงเชื่อฟัง ทำตามทุกๆ สิ่งที่นางร้องขอ และปฏิบัติต่อนางเสมือนว่านางคือราชินีคนหนึ่ง”

ลีลี่รู้สึกพึงพอใจกับสิ่งที่ได้รับจากลุงหวง เธอจึงขอบคุณเขา และรีบเดินทางกลับบ้าน เพื่อเริ่มดำเนินการวิธีการฆาตรกรรมแม่สามีของเธอ

หลายสัปดาห์ผ่านไป หลายเดือนผ่านไป และเช่นทุกๆ วัน ลีลี่ให้การปรนนิบัติและทำอาหารดีดีไปให้กับแม่สามี เธอนึกถึงถึงสิ่งที่ลุงหวงได้บอกกับเธอเกี่ยวกับการหลีกเลี่ยงไม่ให้ผู้คนสงสัย ดังนั้นเธอจึงควบคุมอารมณ์ความโกรธของเธอ และเชื่อฟังแม่ของสามี และปฏิบัติต่อนางเช่นเดียวกับที่เธอปฏิบัติกับแม่ของเธอ 6 เดือนผ่านไปหลังจากนั้น บรรยากาศภายในบ้านเริ่มเปลี่ยนไป

ที่ผ่านมาลีลี่ได้ฝึกควบคุมอารมณ์โกรธของเธออย่างมาก จนกระทั่งเธอพบว่าเธอแทบจะไม่โกรธ หรือรู้สึกขุ่นเคืองใดๆ เลย เธอไม่ได้ทะเลาะกับแม่ของสามีมาเป็นระยะเวลา 6 เดือน เพราะตอนนี้นางดูมีทีท่าทีที่ดี อ่อนโยนขึ้น และง่ายที่จะเข้าหา

ทัศนคติของแม่สามีที่มีต่อลีลี่เปลี่ยนไป และนางเริ่มที่จะรักลีลี่เสมือนลูกสาวของนางเอง อีกทั้งนางยังได้บอกเล่าต่อเพื่อนๆ และญาติพี่น้องของนางว่า ลีลี่คือลูกสะใภ้ที่ดีที่สุดที่ใครสักคนจะสามารถหาได้  ถึงตอนนี้ ทั้งลีลี่และแม่สามีต่างปฏิบัติดีต่อกันเช่นเดียวกับที่แม่และลูกสาวในสายเลือดปฏิบัติต่อกัน

สามีของลีลี่เองก็มีความสุขมากที่ได้เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นภายในบ้าน

วันหนึ่ง ลีลี่ได้ไปพบกับนายหวงและขอความช่วยเหลือจากเขาอีกครั้งหนึ่ง เธอพูดกับเขาว่า “คุณลุงหวงคะ ได้โปรดช่วยหนูด้วย ช่วยถอนพิษยาให้แม่สามีของหนูด้วย ตอนนี้แม่เป็น “แม่ที่ดี” และหนูก็รักท่านเหมือนกับแม่ของหนูเอง หนูไม่อยากให้ท่านตายเพราะยาพิษที่หนูให้ท่าน”

นายหวงยิ้ม และพยักหน้า “ลีลี่ ไม่มีอะไรต้องห่วงหรอกนะ ลุงไม่เคยให้ยาพิษอะไรกับหนูเลย สมุนไพรที่ลุงให้ก็คือยาบำรุงที่ช่วยทำให้สุขภาพของนางดีขึ้น “ยาพิษอย่างเดียวที่มี” ก็คือสิ่งที่อยู่ที่ความคิดและทัศนคติที่หนูมีต่อนางเท่านั้น แต่ตอนนี้มันก็ถูกชำระล้างออกไปหมดแล้ว ด้วยความรักที่หนูได้มอบให้แก่นาง”

Read Full Post »

พ่อแม่คือผู้ที่ช่วยชีวิตของคุณไว้  (บทเรียนจากเรื่องราวของชายสามคนที่ติดอยู่ในถ้ำ)
****************************************************

??????????

แปล เรียบเรียง จากข้อความของ ดร ฮิชาม อัลอะวาดียฺ
แปลโดย บินติ อัล อิสลาม

ท่านอับดุลลอฮฺ อิบนุ อุมัร รายงานว่า นบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวไว้ว่า

“มีชายสามคนก่อนหน้าพวกท่าน (อยู่ในยุคก่อนหน้าบรรดาเศาะฮาบะฮฺ) ได้อยู่ระหว่างการเดินทาง ครั้งนั้นพวกเขาต้องเผชิญกับลมพายุ ดังนั้นพวกเขาจึงเข้าไปหลบพักในถ้ำ จากนั้นก้อนหินได้ไหลตกลงมาจากเขาและปิดทางออกของถ้ำนั้นไว้

หนึ่งในพวกเขากล่าวว่า “หนทางเดียวที่จะทำให้เราออกจากสถานที่แห่งนี้ไปได้ คือการวิงวอนขอความช่วยเหลือของอัลลอฮฺด้วยการอ้างถึงความดีที่เราเคยได้ทำไว้

ดังนั้นหนึ่งในพวกเขาจึงวิงวอนว่า

“โอ้พระผู้เป็นเจ้าของฉัน บิดามารดาของฉันนั้นแก่ชรามาก และฉันเคยเอานมไปให้พวกท่านดื่มทุกๆ ค่ำคืน ก่อนที่จะให้ลูกๆ และสมาชิกคนอื่นในครอบครัวของฉันได้ดื่ม และมีวันหนึ่งที่ฉันได้ออกไปค้นหาต้นไม้สีเขียวจนหลงทาง และกลับมาถึงบ้านหลังจากที่บิดามารดาของฉันได้หลับไปแล้ว เมื่อฉันไปคั้นนมวัวและนำน้ำนมมาให้ท่านทั้งสองดื่มยามกลางคืน พวกเขาก็ได้นอนหลับไปแล้ว แต่ฉันก็ไม่อยากจะรบกวนท่าน หรือนำเอาน้ำนมไปให้ลูกๆ ของฉัน หรือสมาชิกคนอื่นในครอบครัวของฉันก่อนที่ท่านทั้งสองจะได้ดื่ม ดังนั้นฉันจึงถือเหยือกนมไว้ในมือของฉัน และรอคอยให้ท่านทั้งสองตื่นจนใกล้รุ่งอรุณ ในขณะที่ลูกๆ ของฉันต่างพากันร้องไห้ด้วยความหิวที่เท้าของฉัน เมื่อบิดามารดาของฉันตื่นขึ้น พวกท่านจึงได้ดื่มนม (ที่ฉันเตรียมไว้) โอ้ พระผู้เป็นเจ้าของฉัน หากว่าฉันได้ทำสิ่งนี้ด้วยเพราะหวังความพึงพอใจของพระองค์ เช่นนั้นขอพระองค์โปรดบรรเทาความโศกเศร้าของพวกเราด้วยหินก้อนนี้ด้วยเถิด”

ดังนั้น หินก้อนนั้นก็ได้เคลื่อนออกไปจากปากถ้ำเล็กน้อย แต่ไม่มากพอที่จะให้เขาทั้งสามคนรอดผ่านออกไปได้

และจากนั้นชายคนที่สอง และคนที่สามก็ได้วิงวอนขอความช่วยเหลือจากพระองค์ด้วยการกล่าวอ้างถึงความดีที่เขาได้เคยทำไว้ จนกระทั่งก้อนหินได้เคลื่อนออกไปจากปากถ้ำ จนเขาทั้งสามสามารถออกไปจากถ้ำได้ ด้วยความปลอดภัย (เรื่องเต็มนั้นยาวกว่านี้ แต่ผู้แปลได้สรุปเรื่องราว)

จากเรื่องราวข้างต้น หนึ่งในบรรดาชายสามคนที่ติดอยู่ในถ้ ได้วิงวอนขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮฺ โดยได้กล่าวถึงความดีงามที่เขาเคยได้ทำครั้งหนึ่งกับบิดามารดาของเขา

ข้อคิดจากเรื่องนี้
1. เรื่องราวดังกล่าวไม่ได้มีการบอกเล่าถึงเรื่องใดๆ ที่เกี่ยวกับพ่อแม่ของชายผู้นี้ ว่าพ่อแม่ของเขาเลี้ยงดูเขาอย่างดีหรือไม่ ไม่แม้แต่จะบอกให้ทราบว่าพ่อแม่ของเขาเป็นมุสลิมหรือไม่ นั่นเป็นเพราะว่าคุณไม่ได้..ทำดีกับพ่อแม่ของคุณ เพราะพวกเขาทำดีกับคุณ แต่การที่คุณปฏิบัติดีกับท่านทั้งสอง เพราะนั่นคือสิ่งที่คุณควรต้องทำ ไม่ว่าจะอย่างไรก็ตาม

2. การรอคอยพ่อแม่ของเขาจนกระทั่งท่านทั้งสองตื่นขึ้น คือหนทางของการใช้เวลาที่มีคุณภาพของผู้เป็นบุตรต่อผู้เป็นบิดามารดา แม้ว่าในขณะที่ท่านทั้งสองยังคงหลับใหลอยู่ก็ตาม คุณลองคิดดูสิว่า ชายผู้นี้จะให้ความใส่ใจต่อพ่อแม่ของเขามากเพียงใด ในขณะที่พ่อแม่ของเขาตื่น (เพราะขณะที่พ่อแม่ของเขาหลับ เขาก็ยังห่วงใยท่านทั้งสอง)

บรรดาลูกสาว และลูกสาวทั้งหลาย ที่ใช้เวลาของพวกเขาอยู่หน้าจอ (โทรทัศน์ คอมพิวเตอร์ มือถือ เป็นต้น) ควรเรียนรู้ที่จะเห็นคุณค่า ของการใช้ที่มีคุณภาพกับพ่อและแม่ของพวกเขาจากเรื่องราวของชายผู้นี้

3. ลูกๆ ของเขาต่างร้องไห้อันเนื่องมาจากความหิวกระหาย ขณะที่พ่อแม่ของเขากำลังนอนหลับใหลอยู่และอาจจะไม่รู้สึกกระหายเลยก็ได้ แต่กระนั้นลูกชายก็ยังให้ความใส่ใจต่อความต้องการของบิดามารดามากยิ่งกว่า ปัจจุบันนี้ สิ่งที่เกิดขึ้นกลับตรงกันข้าม ผู้เป็นพ่อให้ความใส่ใจต่อความต้องการของลูกมากยิ่งกว่า แม้ว่ามันจะเป็นเพียงแค่ความคิดคำนึงหรือเป็นสิ่งที่ไม่มีความสำคัญนักก็ตาม ในขณะที่ลูกๆ ต่างเพิกเฉยต่อความต้องการของพ่อแม่ แม้ว่ามันเป็นความต้องการที่แท้จริง หรือพ่อแม่ได้บอกให้เขารับรู้ก็ตาม

ตอนนี้คุณซาบซึ้งมากขึ้นหรือไม่เกี่ยวกับเรื่องราวของชายผู้นี้ ว่าเหตุใดอัลลอฮฺจึงทรงปกป้องชีวิตชายผู้นี้ไว้ และทำให้หินเคลื่อนไหวได้ .. พ่อแม่ของคุณก็เช่นกัน แม้ว่าพวกเขาจะเสียชีวิตลงไปแล้ว แต่ด้วยหลากหลายหนทาง พวกท่านก็สามารถช่วยชีวิตของคุณไว้ได้เช่นกัน

Read Full Post »

คำสอนของท่านลุกมานต่อบุตรชายของท่านในซูเราะฮฺลุกมานนั้นเต็มไปด้วยวิทยปัญญา นี่คือสาส์นในอัลกุรอานที่ผู้เป็นพ่อแม่ทุกคนควรอ่าน และนำไปใช้วางแผนการเลี้ยงดูลูกๆ ของพวกเขา

“โอ้ลูกเอ๋ย เจ้าจงดำรงไว้ซึ่งการละหมาด และจงใช้กันให้กระทำความดี และจงห้ามปรามกันให้ละเว้นการทำความชั่ว และจงอดทนต่อสิ่งที่ประสบกับเจ้า แท้จริง นั่นคือส่วนหนึ่งจากกิจการที่หนักแน่น มั่นคง” (คัดลอกจากอัลกุรอานแปลไทย)

ในอายะฮฺนี้ 31:17 ท่านลุกมานได้ให้คำตักเตือนต่อบุตรชายของท่าน 3 ประการ

1. ให้รักษาการละหมาด ซึ่งหมายความว่า เศาะลาตฺ การละหมาด นั้นควรเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเรา อุปนิสัยของเรา และกระทำอย่างถูกต้องเหมาะสม การละหมาดนั้นเป็นรากฐานสำคัญที่สุด ถัดจาก “อีหม่าน” และเราก็จะพบว่าคำสั่งใช้นี้ถูกแจ้งไว้ซ้ำๆ ในอัลกุรอาน

2. ดะวะอฺ ด้วยการสั่งสอนผู้คนในสิ่งที่ถูกต้องและตักเตือนห้ามปรามพวกเขาให้ออกห่างจากสิ่งที่ผิด เราจำต้องเลี้ยงดูอบรมลูกๆ ของเราให้เป็นคนที่มีความภูมิใจต่อความเป็นมุสลิมของเขาและเต็มใจที่จะเชิญชวนผู้คนไปสู่หนทางที่เที่ยงตรง

3. มีความอดทน เพราะชีวิตนี้คือบททดสอบ และมันเป็นไปไม่ได้ที่จะผ่านบททดสอบในชีวิตนี้ไปได้โดยปราศจากความอดทน

จากนั้นท่านลุกมานได้บอกบุตรชายของท่านว่าทั้งสามประการนี้จำเป็นจะต้องมีความมุ่งมั่นตั้งใจที่หนักแน่น และในฐานะพ่อแม่นั้นเราจำต้องวางแผนการเลี้ยงดูลูกๆ ของเรา ด้วยการใช้หลักการสามประการนี้ การเลี้ยงดูลูกๆ ของเราด้วยวิธีการนี้นั้นจำต้องอาศัยความมุ่งมั่นตั้งใจอย่างมาก

(แปล เรียบเรียงจากข้อความของอบู มุอาวิยะ อิสมาอีล กัมดัรฺ)
โดย บินติ อัลอิสลาม
รูป จาก อินเตอร์เน็ต

image

Read Full Post »

เราควรถามคำถามกับเยาวชน (เด็กหรือวัยรุ่น) อย่างไร
**************************************

image

Image: internet

เรียบเรียงจากข้อความของ ดร ฮิชาม อะลาวะดียฺ
โดย บินติ อัลอิสลาม

วิธีถามคำถามต่อไปนี้เป็นวิธีการที่แย่ที่สุดที่คุณจะใช้ถามลูกสาวหรือลูกชายของคุณ
– ที่โรงเรียนเป็นยังไงบ้างวันนี้ ดีใช่ไหม ลูก ?
– ลูกสนุกไหม เป็นต้น

คำถามเช่นนี้คือคำถามแบบปิด เพราะคำตอบนั้นถูกจำกัดเพียงแค่ “ใช่” หรือ “ไม่ใช่” และนั่นไม่ใช่บทสนทนาที่ยาวนานเพียงพอที่จะกระชับความสัมพันธ์หรือสร้างความผูกพันระหว่างกันได้ หากทว่าคุณควรตั้งคำถามแบบเปิด ที่คำตอบนั้นมีมากกว่า “ใช่” หรือ “ไม่ใช่”

เมื่อสัตว์เลี้ยงของเด็กน้อยคนหนึ่งตายไป นบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมก็ถามเด็กน้อยว่า “โอ้ อุมัยรฺ นกน้อยเป็นอย่างไรบ้าง” ท่านนบีทราบดีว่านกน้อยตัวนั้นได้ตายไปแล้วหากแต่ท่านต้องการที่จะปลอบโยนเด็กน้อยคนนั้นและเริ่มบทสนทนาที่เป็นมิตรกับเขา มันก็เหมือนกับแสลงของคนอเมริกาที่ถามกันว่า “Hey What’s up” หรือเป็นยังไงบ้าง หรือสบายดีไหม ซึ่งท่านนบีไม่ได้เพียงแค่ถามคำถามที่เกี่ยวกับสิ่งที่เด็กน้อยรักเท่านั้น (ข้อคิด- ให้คิดถึงสิ่งที่เด็กๆ รักที่จะได้ยินหรือพูดถึง มากกว่าเรื่องที่คุณอยากได้ยินหรือพูดถึง) หากแต่ท่านยังใช้คำถามแบบเปิด ซึ่งเป็นการเปิดโอกาสให้เด็กน้อยตอบคำถามท่านมากกว่าคำว่า “ใช่” หรือ “ไม่ใช่”

ดังนั้นครั้งหน้าที่คุณถามเยาวชน (หรือเด็กๆ ทั่วไป) ขอให้ใช้คำถามแบบเปิด และคำถามที่ดีที่สุด คือคำถามที่สัมพันธ์กับความรู้สึกของพวกเขา เช่น

“ทำไมหนูถึงไม่ชอบไปโรงเรียนหละจ๊ะ”
“ทำไมหนูถึงสนุกเวลาหนูไปเที่ยวกับเพื่อนๆ แต่กลับไม่สนุกเวลาอยู่กับแม่/พ่อหละ” (แต่เด็กๆ อาจจะไม่ตอบคำถามข้อนี้ของคุณก็ได้)

คุณคงเข้าใจสิ่งที่ผมต้องการสื่อถึงนะครับ และสุดท้าย เมื่อเด็กๆ ตอบคำถามคุณ หรือกำลังมีความสุขกับการพูด ขอให้คุณอย่าได้พูดแทรกหรือตัดสินเขา

Read Full Post »

การอบรมเลี้ยงดูลูกที่ผิด และการสร้างความเชื่อมั่นในตัวเองให้กับลูก
————————————————————-

image

รูป: productivenuslim.com

หลายคนสูญเสีย “ความเชื่อมั่นในตัวเอง” ตั้งแต่ยังเป็นเด็ก ก่อนที่จะเข้าสู่วัยห้าขวบด้วยซ้ำ ทั้งนี้เนื่องมาจากการได้รับการอบรมเลี้ยงดูที่ผิด มีผู้ที่เป็นพ่อแม่หลายคนต่างทุกข์ทรมานจากการมีปัญหาเกี่ยวกับการขาดความภูมิใจในตัวเอง (เคารพตัวเองในระดับที่ต่ำ)  และผลของมันก็คือ เขาได้ส่งต่อ “คุณสมบัติของการขาดความภาคภูมิใจในตัวเอง” นี้ ไปยังลูกๆ ของพวกเขาผ่านวิธีการเลี้ยงดูลูกของพวกเขา ซึ่งมันสามารถเกิดขึ้นได้ในหลายรูปแบบ

หนึ่งในรูปแบบของการเลี้ยงดูที่ผู้เป็นพ่อแม่ได้ทำลาย “ความเชื่อมั่นในตัวเองของลูก” คือการคาดหวัง “ความสมบูรณ์แบบจากลูกๆ” พ่อแม่บางคนโกรธเคืองลูกๆ ของพวกเขาต่อทุกๆ ความผิดพลาดเล็กน้อยที่เกิดขึ้น และผลของมันก็คือ ลูกๆ ของพวกเขาเติบโตมาด้วยความหวาดกลัวต่อการทำความผิดพลาด ซึ่งความกลัวที่จะทำความผิดพลาดนั้นจะส่งผลไปยังช่วงชีวิตในวัยผู้ใหญ่ของพวกเขา และท้ายที่สุดพวกเขาก็จะใช้ชีวิตอยู่ในกะลาครอบโดยมีความหวาดกลัวที่จะทดลองสิ่งใหม่ๆ

อีกรูปแบบหนึ่งที่ พ่อแม่มักทำผิดพลาดคือ การสบประมาทหรือดูถูกลูกๆ ของพวกเขาอยู่เสมอ หรือเรียกพวกเขาด้วยฉายาที่ไม่ดี เช่น “โง่ งี่เง่า หรือขี้เหร่” ซึ่งมันไม่เป็นที่อนุมัติสำหรับมุสลิมในการที่จะใช้ภาษา ถ้อยคำเช่นนี้กับใคร แต่อย่างไรก็ตามพ่อแม่หลายคนก็ยังคงใช้ถ้อยคำเหล่านี้กับลูกของพวกเขาเอง และมันจะนำไปสู่ “การคาดเดาอนาคตของตน” หากว่าเด็กคนหนึ่งถูกเรียกว่า “ขี้เหร่” “โง่” หรือ “เลว” อยู่เป็นประจำ เช่นนั้นเขาก็จะเติบโตมาพร้อมกับความเชื่อเช่นนั้น และท้ายที่สุดพวกเขาก็จะใช้ชีวิตในรูปแบบที่พิสูจน์ให้เห็นว่าสิ่งที่พ่อแม่เขากล่าวหาเขามาตลอดนั้นเป็นความจริง

รูปแบบที่สามที่ผู้เป็นพ่อแม่ได้กำจัด “ความเชื่อมั่นในตัวเองของลูก” ออกไปจนหมดสิ้น คือการควบคุมสิ่งต่างๆ มากเกินไป พ่อแม่บางคนปฏิเสธที่จะให้พื้นที่กับเด็กๆ ในการที่พวกเขาจะได้เป็นตัวของตัวเอง ไม่มีพื้นที่ในการใช้ความคิดสร้างสรร พื้นที่ของการมีความชอบ ความสนใจส่วนตัว หรือแม้แต่การเลือกคู่ครองหรืออาชีพให้กับตัวเอง ด้วยการเลี้ยงดูในรูปแบบนี้นั้นทำให้ภายในจิตใจของเด็กถูกบดขยี้และอาจทำให้เขากลายเป็นคนขี้ขลาดที่จะลองทำสิ่งใดก็ตามที่พ่อแม่ของเขาอาจไม่ชอบ

หากคุณเป็นพ่อแม่และกำลังอ่านบทความนี้อยู่ อย่าคิดว่าผลกระทบที่เกิดกับชีวิตของลูกคุณนั้นไม่สำคัญ คุณต้องรับผิดชอบต่อการอบรมเลี้ยงดูพวกเขา และรูปแบบการเลี้ยงดูที่ไม่ดีนั้นจะมีผลกระทบกับพวกเขาไปทั้งชีวิต แล้วยาวนานแม้ว่าคุณจะเสียชีวิตไปแล้วก็ตาม “เป้าหมายของเราในฐานะพ่อแม่มุสลิม” นั้นไม่ควรที่จะเป็นไปเพื่อเติมเต็มส่วนที่ขาดของเรา แต่เราควรมุ่งเน้นไปที่การสร้างมุสลิมที่มีความเชื่อมั่นที่จะสามารถทำประโยชน์ต่อโลกใบนี้ในหนทางหรือรูปแบบของพวกเขาเอง

และหากว่าคุณเป็นเหยื่อของการเลี้ยงดูที่ผิดพลาดที่กำลังอ่านบทความนี้ เช่นนั้นขอให้คุณเข้าใจว่าพ่อแม่ของคุณรักคุณและมีเจตนาที่ดี แต่พวกท่านไม่ทราบถึงผลกระทบด้านลบที่ได้เกิดขึ้นกับชีวิตคุณ ดังนั้นอย่าถือเอาความผิดพลาดของท่านเป็นเรื่องส่วนตัว ขอดุอาอให้พวกท่าน วิงวอนขอต่ออัลลอฮฺให้อภัยโทษต่อความผิดบาปของพวกท่านและมุ่งเน้นไปยังการปรับปรุงพัฒนาตัวเองให้ดียิ่งขึ้น

เขียนโดย: อบูมุอาวิยะฮฺ อิสมาอีล กัมดัร
แปลเรียบเรียง: bint Al Islam

Read Full Post »

Older Posts »

%d bloggers like this: