Feeds:
Posts
Comments

Archive for the ‘บิดามารดา’ Category

image

แหล่งที่มา https://www.facebook.com/note.php?note_id=191661177459
ถอดความ بنت الاٍسلام

คืนหนึ่ง ชารีฟะฮฺทะเลาะกับแม่ของเธอ และเธอหนีออกจากบ้านไปโดยไม่ได้เอาอะไรติดตัวออกไปด้วย ขณะที่เธอกำลังเดินอยู่ข้างถนน เธอก็เพิ่งจะรู้ตัวว่าเธอไม่มีเงินติดตัวมาด้วยเลย แม้แต่เงินเหรียญที่พอจะใช้โทรศัพท์สาธารณะได้ และขณะเดียวกันนั้น เธอได้มองไปเห็นร้านขายก๋วยเตี๋ยวเล็กๆ ข้างทาง กลิ่นก๋วยเตี๋ยวจากร้านนั้นหอมโชยมาแตะจมูกของเธอ จนทำให้เธออยากจะทานมันสักชาม แต่ทว่า่เธอไม่มีเงินสักบาทเลย

เมื่อเจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวเห็นชารีฟะฮฺยืนอยู่หน้าร้านของเขาเป็นเวลานานพอสมควร เขาจึงถามเธอว่า “นี่หนู หนูอยากจะทานก๋วยเตี๋ยวสักชามไหม”
เธอตอบด้วยความอายว่า “แต่ แต่ หนูไม่ได้เอาเงินติดตัวมาเลยค่ะ”

“ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวลุงจะเลี้ยงเอง” คนขายก๋วยเตี๋ยวบอก “มานั่งตรงนี้สิ เดี๋ยวลุงจะทำก๋วยเตื๋ยวให้”

ไม่นานนัก เจ้าของร้านก็เอาก๋วยเตี๋ยว พร้อมกับผักอีกหนึ่งจานมาวางไว้บนโต๊ะให้เธอ ชารีฟะฮฺทานไปได้ไม่กี่คำ เธอก็เริ่มร้องไห้ออกมา

“เป็นอะไรไปหรือ หนูน้อย” เจ้าของร้านถาม

“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ หนูแค่รู้สึกซาบซึ้ง” ชารีฟะฮฺกล่าวขณะที่เธอเช็ดน้ำตา “แม้แต่คนแปลกหน้าที่เจอตรงข้างถนนยังมีเมตตาเลี้ยงก๋วยเตี๋ยวหนู แต่แม่แท้ๆ ของหนูนะสิคะ พอเราทะเลาะกัน แม่ก็ไล่หนูออกจากบ้านและบอกไม่ให้หนูกลับไปบ้านอีก แต่คุณลุงเป็นคนแปลกหน้าแต่กลับแสดงความห่วงใยและใส่ใจหนู ขณะที่แม่แท้ๆ ของหนู ใจร้ายกับเหลือเกิน” เธอบอกกับเขา

เมื่อเจ้าของร้านได้ยินสิ่งที่ชารีฟะฮฺบอกเล่า เขาก็ตอบเธอว่า “หนูเอ้ย หนูคิดแบบนั้นได้ยังไงกัน ลองคิดให้ดีนะ ลุงเพิ่งจะทำก๋วยเตี๋ยวเพียงหนึ่งชามให้หนูเท่านั้น และหนูก็ซาบซึ้งในสิ่งนี้ แต่แม่ของหนูทำก๋วยเตี๋ยว ข้าว (อาหารอื่นๆ อีกมากมาย) ให้หนูทานตั้งแต่หนูยังเป็นเด็ก จนถึงตอนนี้ ทำไมหนูถึงไม่ซาบซึ้งในสิ่งที่แม่ทำให้หนูมาตลอด และหนูเองก็ยังไปทะเลาะกับแม่อีก”

คำพูดของเจ้าของร้าน ทำให้เธอหยุดนิ่งชั่วขณะ “ทำไมเราถึงไม่คิดแบบนั้น เราซาบซึ้งกับก๋วยเตี๋ยวเพียงชามเดียวจากคนแปลกหน้า แต่กับแม่แท้ๆ ที่ทำอาหารให้เราทานมาตลอดหลายปี เรากลับไม่ใส่ใจ และเพียงเพราะปัญหาเล็กน้อยๆ เรากลับหาเรื่องทะเลาะกับแม่” เธอรีบทานก๋วยเตี๋ยวที่อยู่ในชามจนหมดและรีบรุดตรงไปที่บ้านของเธอ

ขณะที่เธอกำลังเดินกลับบ้าน เธอคิดอยู่ในใจถึงสิ่งที่เธออยากจะบอกกับแม่ของเธอเสียตอนนั้นว่า “แม่คะ หนูขอโทษ หนูรู้ว่าหนูผิด แม่ยกโทษให้หนูด้วยนะคะ”

เมื่อชารีฟะฮฺเดินไปหยุดที่ประตูทางเข้าบ้าน เธอเห็นแม่ของเธอ มีท่าทีเหน็ดเหนื่อย กังวลใจ กำลังตามหาเธอทุกๆ หนแห่งอย่างลนลาน และเมื่อผู้เป็นแม่เห็นชารีฟะฮฺ ประโยคแรกที่ออกมาจากปากของผู้เป็นแม่คือ “ชารีฟะฮฺ เข้ามาในบ้านเร็วๆ สิลูก แม่เตรียมอาหารไว้ให้เรียบร้อยแล้ว เดี๋ยวอาหารจะเย็นหมด ถ้าลูกไม่กินตอนนี้” ชั่วขณะเดียวกันนั้น ชารีฟะฮฺไม่สามารถกลั้นน้ำตาของเธอไว้ได้อีกต่อไปและเธอก็เริ่มร้องไห้ออกมาต่อหน้าแม่ของเธอ

บางครั้ง เราอาจจะรู้สึกซาบซึ้งกับสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่คนอื่นๆ ที่อยู่รอบข้างทำให้กับเรา แต่กับคนที่ใกล้ชิดกับเรามากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งพ่อและแม่ของเรา สิ่งที่ท่านทำให้เรานั้นมันเป็น “บุญคุณทั้งชีวิต” ที่เราจำต้องจดจำไว้

เราไม่ควรที่จะลืมถึงสิ่งที่พ่อและแม่ทำให้กับเรา บ่อยครั้งเรามักจะทำตัวเหมือนกับว่า มันเป็นเรื่องปกติที่พวกท่านควรต้องเสียสละให้เรา

อย่างไรก็ตาม “ความรัก ความห่วงใยของพ่อและแม่นั้น เป็นของขวัญที่ล้ำค่าที่สุดที่เราได้รับ ตั้งแต่เราเกิดมา พวกเขาไม่ได้คาดหวังที่จะได้รับสิ่งใดตอบแทนจากเราสำหรับการที่ท่านเลี้ยงดูเรามา แต่เราลองคิดใคร่ครวญให้ดีเกี่ยวกับ “ความรักนี้” เราจะเห็นคุณค่าของความเสียสละที่ปราศจากเงื่อนไขจากพ่อแม่ของเราหรือไม่ และเราได้ตอบแทนบุญคุณของท่านอย่างครบถ้วนหรือไม่

Read Full Post »

มุสลิมควรมีความเมตตาและให้เกียรติต่อบิดามารดาของเขา แม้ว่าพวกเขาไม่ใช่มุสลิมก็ตาม 
——————————————-
ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้ให้การสั่งสอนต่อบรรดาผู้ทีดำเนินชีวิตตามหนทางของท่านให้พวกเขาปฏิบัติต่อบิดา มารดาของพวกเขา ด้วยความเมตตาและการให้เกียรติ ถึงแม้ว่าบิดามารดาของพวกเขาจะยึดมั่นอยู่ในศาสนาอื่นจากอิสลามก็ตาม ซึ่งมีหลักฐานกล่าวไว้อย่างชัดเจนจากหะดีษบทหนึ่ง ที่บอกเล่าโดยอัสมา บินติ อบี บักรฺ อัศศิดดิ๊ก นางเล่าว่า 

“มารดาของฉันมาพบฉัน และขณะนั้นนางเป็นมุชริก (คนนอกศาสนา, ผู้ปฏิเสธศรัทธา) ฉันจึงถามท่านเราะสูลว่า “มารดาของฉันได้มาพบฉัน และต้องการความช่วยเหลือ เช่นนั้นแล้วฉันควรให้ความช่วยเหลือแก่นางหรือไม่” ท่านเราะสูลตอบว่า “ใช่แล้ว จงติดต่อมารดาของท่าน (สม่ำเสมอ) และให้ความช่วยเหลือแก่นาง” (รายงานโดย บุคอรียฺ และมุสลิม) 

จากหนังสือ Ideal Muslimah หน้าที่ 162-163
แปล بنت الإسلام

Read Full Post »

เด็กชายและแม่ของเขากำลังข้ามฝั่งแม่น้ำ 

ผู้เป็นแม่บอกลูกชายของเธอว่า “จับมือแม่ สิลูก” 

ลูกชายตอบ “ไม่ครับ แม่ต้องจับมือผม” 

ผู้เป็นแม่ “มันต่างกันอย่างไรหรือลูก” 

ลูกชายตอบ “หากผมจับมือแม่และมีบางอย่างเกิดขึ้นกับผม อาจเป็นไปได้ว่าผมจะปล่อยมือแม่ออกไป แต่หากว่าแม่จับมือผม ผมมั่นใจว่าแม่ไม่มีทางที่จะปล่อยมือผมออกไปแน่นอน” 

ขออัลลอฮฺโปรดปกป้องคุ้มครองแม่ของเรา และประทานสวรรค์ญันนะแก่ท่าน และทรงทำให้ท่านเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติอันงดงาม อามีน 

เราไม่มีทางที่จะตอบแทนบุญคุณของแม่ได้หมด แต่อย่างน้อยที่สุด เราก็สามารถขอดุอาอฺให้ท่านได้รับความดีงามทั้งในดุนยาและอาคิเราะหฺ แท้จริงแล้ว “แม่ของเรา” คือของขวัญจากอัลลอฮฺ ขอพระองค์โปรดประทานรางวัลการตอบแทนต่อท่านสำหรับความอดทนและความรักที่ไม่มีเงื่อนไขของท่านด้วยเถิด อามีน 

โดย Purification of the soul
แหล่งที่มา Reminders benefit the believers
แปล บินติ อัลอิสลาม

image

Read Full Post »

image

ฮากีมเติบโตมาในครอบครัวที่ใช้ความรุนแรง พ่อของเขามักจะตีแม่ของเขาเป็นประจำด้วยเหตุผลเล็กๆ น้อยๆ เช่นทำอาหารเค็มไป ฮากีมรู้สึกได้ถึงความโกรธของพ่อผ่านถ้อยคำของท่าน ฮากีมถูกเรียกว่า “ตัวฉิบหาย” “ตัวน่ารังเกียจ” “ไม่มีดีอะไรเลย” และ “ปัญญาอ่อน”

ขณะที่ฮากีมเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ เขาไม่เคยมีความสุขในชีวิตเลย เขามองสถานการณ์ทุกๆ อย่างที่เกิดขึ้นกับชีวิตเขาในแง่ลบ ไม่เคยมีอะไรดีๆ เกิดขึ้นกับเขา (แน่นอนว่ามันมี แต่เขาไม่เคยมองเห็นมัน)

ฮากีมทำงานเป็นนักวิเคราะห์ระบบคอมพิวเตอร์ เมื่อใดก็ตามที่เพื่อนร่วมงานขอความช่วยเหลือจากเขาด้วยเพราะทักษะความสามารถที่เขามี เขาก็มักจะพร่ำบ่นกับเพื่อนๆ เสมอว่า เพื่อนร่วมงานของเขาเรียกร้องมากเกินไป อีกทั้งยังจองหองด้วย โดยที่เขาไม่ได้มองว่าเพื่อนร่วมงารมาหาเขาเพราะเขาเป็นคนที่มีคุณค่าในบริษัท และหากว่าเขาทำความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ เช่น ทำกาแฟหกใส่เสื้อตัวเอง เขาก็จะด่าตัวเองว่า “ไอ้ งั่ง”
เมื่อเขาตกงาน เขาก็กลายเป็นคนที่มีพฤติกรรมที่ชอบทำร้ายตัวเอง ด้วยการเอาแขนกระทุ้งกับกำแพงหลายๆ ครั้ง

ฮากีมไม่เคยเรียนรู้ที่จะเห็นคุณค่าของตัวเองตลอดช่วงเวลาวัยเด็กของเขา และเขาก็ยังนำเอาความเชื่อผิดๆ นี้ไปดำเนินชีวิตในวัยผู้ใหญ่ แท้จริงสิ่งที่เขาต้องการอย่างมากคือ การมีความเมตตาต่อตัวเอง และเห็นคุณค่าของตัวเอง เรื่องราวของเขาอาจจะดูสุดโต่ง แต่หลายคนก็มีลักษณะของฮากีมในตัวพวกเขา
—————–
จากหนังสือ:: the path to self fulfilment
แปล:: บินติ อัลอิสลาม

เรื่องราวแบบนี้คุ้นๆ มั้ย..  อ่านแล้วเราคงหาทางออกให้กับตัวเองได้นะ แม้จะใช้เวลาก็ตาม

บทเรียนอีกอย่างที่ได้จากเรื่องนี้ คือ คนเป็นพ่อแม่ และสมาชิกคนอื่นๆ ในครอบครัวควรระวังพฤติกรรมและคำพูดของตัวเองได้มาก อย่าคิดว่าเด็กไม่รับรู้ ไม่ซึมซับ ไม่ฝังใจ… และจะไม่นำไปใช้…

อัลฮัมดุลิลลา ได้รู้จักอิสลาม

Read Full Post »

image

ท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺรายงานว่า “ศาสนทูตมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “จงสั่งสอนลูกๆ ของท่านให้ละหมาด เมื่อพวกเขาเข้าสู่วัยเจ็ดขวบ และตีเขา (เป็นการลงโทษเบาๆ) หากว่าพวกเขาไม่ละหมาดเมื่อเข้าสู่วัยสิบขวบ และแยกเตียงนอนระหว่างลูกๆ ของท่าน” (รายงานโดยอบูดาวูด 495; จัดเป็นหะดีษเศาะหีฮฺ โดยชัยคฺอัลอัลบานียฺ ในเศาะหีฮฺ อัลญามิอฺ 5868)

อย่างไรก็ตามผู้ที่ทำการอบรมสั่งสอนจำต้องมีความเมตตา อดทนอดกลั้น ไม่เข้มงวดจนเกินไป และสามารถเข้าถึง พูดคุยด้วยได้ง่าย ไม่ใช่เป็นบุคคลที่ปากร้าย หรือหยาบคาย เมื่อโต้แย้งก็โต้แย้งด้วยมารยาทที่ดีงาม ออกห่างจากการด่าทอ กล่าวร้าย และแสดงความรุนแรงด้วยการตี (ทำร้ายร่างกาย) เว้นเสียแต่ว่าเด็กไม่ยอมเชื่อฟังโดยเจตนา และปฏิเสธที่จะปฏิบัติตามคำสั่งของบิดาของเขา และเพิกเฉยต่อหน้าที่ของเขา อีกทั้งยังยุ่งเกี่ยวกับสิ่งที่หะรอม ในกรณีเช่นนี้มันย่อมเป็นการดีกว่าที่จะผู้ทำการอบรมสั่งสอนจะแสดงความเข้มงวดเอาจริงเอาจังกับเขา โดยปราศจากการทำร้าย หรือทำความรุนแรงต่อเขา 

อัลมินาวียฺกล่าวว่า “สำหรับผู้เป็นพ่อ ในการที่จะอบรมลูกของเขาให้อยู่ในระเบียบวินัย เมื่อลูกของเขาเข้าสู่วัยที่เขามีความเข้าใจและมีสติสัมปะชัญญะแล้ว นั่นหมายถึงผู้เป็นพ่อจำต้องอบรมเลี้ยงดูลูกของเขาให้มีคุณสมบัติหรือพฤติกรรมของผู้ศรัทธาที่ดีมีศีลธรรม และปกป้องลูกของเขาจากการคบหาหรือปะปนอยู่กับคนไม่ดี เขาจำต้องสอนอัลกุรอาน จรรยามารยาทที่ดีงาม และภาษาอาหรับให้กับลูกของเขา อีกทั้งเขายังต้องสอนสุนนะฮฺ และถ้อยคำของบรรดาสลัฟ กฏเกณฑ์ต่างๆ ของศาสนาที่จำต้องทำด้วย และเขาต้องคอยตักเตือนลูกๆ และสามารถตีเบาๆ ได้ หากว่าลูกของเขาไม่ยอมละหมาด 

ซึ่ง “การอบรมเลี้ยงดูลูกให้ดีได้นั้น” ย่อมดียิ่งกว่าการที่เขาจะให้อาหารแห้งเป็นเศาะดะเกาะฮฺแก่ผู้คนเสียอีก เพราะหากว่าเขาอบรมสั่งสอนลูกของเขาได้เป็นอย่างดี การกระทำทั้งหลายของเขาย่อมถือเป็นหนึ่งในเศาะดาเกาะฮฺญาริยะฮฺ (การทำทานที่ผลบุญมีผลต่อเนื่อง) ในขณะที่ผลบุญของการทำเศาะดาเกาะฮฺปกตินั้นมีช่วงเวลาจำกัด แต่ผลบุญของเศาะดาเกาะฮฺญาริยะฮฺนี้จะมีผลตราบเท่าที่ลูกของเขายังคงมีชีวิตอยู่ 

ส่วนหนึ่งจาก ฟัตวา IslamQA Raising Righteous Children
แปล บินติ อัลอิสลาม

Read Full Post »

“โอ้บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย จงคุ้มครองตัวของพวกเจ้าและครอบครัวของพวกเจ้าให้พ้นจากไฟนรก” (อัล ตะฮฺรีม 66:6) *www.quran .com 

การปกป้องตัวของคุณและครอบครัวของคุณจาก “ไฟนรก” หมายถึง การย้ำเตือนพวกเขาเกี่ยวกับ “ไฟนรก” ซึ่งการอบรมสั่งสอนพวกเขาให้อยู่ในหนทางที่ดีงามนั้นหมายรวมถึง การสั่งสอน การเตือน การขู่กำชับ การตี (เบาๆ หากจำเป็น) การกักบริเวณ การให้ และการมีความเมตตา ทั้งนี้การให้การอบรม ตักเตือนคนที่ดีและมีศีลธรรมอยู่แล้วนั้น ย่อมแตกต่างจากการอบรม ตักเตือนคนที่ดื้อรั้นและเพิกเฉย (ฟัยดฺ อัลกอดีรฺ 5/257) 

การตี คือวิธีการหนึ่งในการอบรมสั่งสอนเด็กให้ไปสู่ความถูกต้อง มันไม่ใช่สิ่งที่มีความจำเป็น หากทว่ามันก็เป็นวิธีการหนึ่งที่สามารถช่วยได้ หากว่าเด็กมีความดื้อดึงและไม่เชื่อฟัง 

ในอิสลามนั้น มีระบบของการลงโทษ และมีการลงโทษในหลายรูปแบบ เช่นการลงโทษสำหรับการทำผิดประเวณี การขโมย การนินทาใส่ร้ายเป็นต้น ซึ่งการลงโทษเหล่านี้ได้ถูกกำหนดไว้เพื่อช่วยทำให้ผู้คนอยู่ในหนทางที่เที่ยงตรงและยับยั้งพวกเขาจากความชั่วร้าย 

ทั้งนี้ศาสนทูตมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมได้แนะนำบรรดาพ่อแม่ให้ยับยั้งลูกๆ ของพวกเขาจากการทำสิ่งที่ไม่ดี หรือสิ่งที่เป็นบาป 

อิบนุ อับบาส รายงานว่า ศาสนทูตมุหัมมดั ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้กล่าวว่า “จงแขวนแส้ (ไม้เรียว) ไว้ในที่ที่สมาชิกภายในครอบครัวสามารถมองเห็นได้ เพื่อที่ว่ามันจะเป็นการทำให้พวกเขาอยู่ในกฏระเบียบ” (รายงานโดยอัลฏ็อบบะรอนียฺ 10/248 อิสนาดของหะดีษบทนี้ถูกจัดเป็นหะดีษหะซัน โดยอัลฮัยษะมียฺ ในมัจมา อัซซะวาอิด 8/106) 

ส่วนอัลอัลบานียฺกล่าวไว้ในเศาะหีฮุลญามิอฺ, 4022, ว่าเป็นหะดีษหะซัน 

ดังนั้นในการอบรมเลี้ยงดูลูก ควรมีความสมดุลระหว่างการเสริมสร้างให้กำลังใจและการแนะนำตักเตือน สิ่งที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในการที่จะอบรมเลี้ยงดูลูกให้ดีได้นั้น คือ “การสร้างบรรยากาศที่ดีในสถานที่ที่เขาอาศัยอยู่ให้กับพวกเขา ด้วยการทำทุกๆ วิธีทางที่จะทำให้พวกกเขาได้รับทางนำ ซึ่งหมายถึง ผู้ที่ให้การอบรมสั่งสอนเขาจำต้องเป็นคนที่ปฏิบัติยึดมั่นอยู่ในหลักการศาสนา (เพื่อเป็นแบบอย่าง) อันรวมถึงผู้เป็นพ่อแม่ด้วย 

แหล่งที่มา IslamQA-Raising Righteous Children
แปล bint Al Islam

Nov 23, 2013

Read Full Post »

พ่อแม่ ควรพึงตระหนักว่า .. “พวกเขามีสิทธิ์ในการตัดสินใจเลือกสิ่งต่างๆ ให้กับลูกๆ ของพวกเขาในขณะที่ลูกๆ ของพวกเขายังอยู่ในวัยเด็ก ไม่ว่าจะเป็นผ้าอ้อม การแต่งกาย สถานศึกษาเล่าเรียน ดังนั้นพวกเขาควรใช้สิทธิ์นี้ให้เต็มที่และให้ดีที่สุด ขณะที่พวกเขายังมีความสามารถ เพราะ.. เมื่อลูกของพวกเขาเติบโตขึ้นเรื่อยๆ อัลลอฮฺจะทรงถอดถอนสิทธิ์ในการตัดสินใจเลือกสิ่งต่างๆ ให้กับลูกๆ ของพวกเขา ลงเรื่อยๆ” 

ปลูกฝัง และให้พวกเขาซึมซับสิ่งที่ดีงาม ความเป็นอิสลาม เพราะเมื่อพวกเขาเติบโตไป พวกเขาจะสามารถตัดสินใจเลือกสิ่งที่ดีที่สุดอันสอดคล้องกับหลักการศาสนาให้กับตัวของพวกเขาเองได้

สรุปจากบรรยายของมุฟตี อิสมาอีล เมงกฺ หัวข้อ Social Conduct part three
โดย บินติ อัล อิสลาม

Read Full Post »

ท่านอุมัร อิบนุ อัลค็อฏฏ็อบ กล่าวว่า “มีนักโทษจำนวนหนึ่งได้ถูกนำมายังนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม และในบรรดานักโทษนั้น มีสตรีอยู่นางหนึ่ง ที่กำลังตามหาบุตรของนาง เมื่อนางได้พบบุตรของนาง นางจึงเข้าไปกอดบุตรของนางและดึงเขามาแนบที่อกของนาง จากนั้นนบีมุหัมมัดได้ถามพวกเราว่า “พวกท่านคิดว่าสตรีนางนี้จะโยนบุตรของนางเข้าไปในกองไฟหรือไม่?” พวกเราจึงตอบท่านว่า “ขอสาบานด้วยอัลลอฮฺ ไม่ครับ นางทำเช่นนั้นไม่ได้หรอก” นบีมุหัมมัดจึงกล่าวว่า “อัลลอฮฺทรงเมตตาต่อปวงบ่าวของพระองค์มากยิ่งกว่าที่สตรีนางนั้นเมตตาต่อบุตรของนางเสียอีก”
(บุคอรียฺ 5653; มุสลิม, 6912.]

Read Full Post »

แน่นอนว่า สังคมเราต้องการเยาวชนรุ่นใหม่ ที่มาทำหน้าที่รับผิดชอบดูแลประชาชาติและสังคม ไม่ว่าจะด้วยฐานะหมอ พยาบาล ครู วิศวกร และอื่นๆ อีกมากมาย แต่คนเป็นพ่อแม่ก็ไม่ควรลืมว่า .. สิ่งที่สำคัญที่สุดสำหรับลูกๆ ของพวกเขาคือ “อิสลาม” 

ดังนั้น ให้ “อิสลาม” กับพวกเขาก่อน จากนั้นจึงค่อยให้ความรู้ด้านอื่นๆ เพื่อการพัฒนาของพวกเขา .. 

เพราะในสังคมเราปัจจุบัน จะพบว่าส่วนใหญ่ จะมี “มุสลิมที่มีอาชีพ ตำแหน่งการงานที่ดี” มากกว่า “คนที่มีอาชีพ ตำแหน่งการงานที่ดีที่เป็นมุสลิมจริงๆ” 

สรุป เรียบเรียง จากบรรยายของมุฟตี อิสมาอีล เมงกฺ
แปลเรียบเรียง : Bint Al Islam

Read Full Post »

– ชัยคฺอัซซิม อัลฮากีม
—————————————————–
การปรนนิบัติรับใช้พ่อแม่ของสามีนั้นไม่ใช่หน้าที่หลักของผู้เป็นภรรยา และสามีไม่มีสิทธิ์ที่จะบังคับให้เธอต้องทำหน้าที่นั่น หรือข่มขู่เธอด้วยการหย่าร้างหากว่าเธอไม่ทำหน้าที่นั้น 

แน่นอนว่าการปรนนิบัติรับใช้พวกท่านทั้งสองย่อมเป็นสิ่งที่ดีงามและเป็นประโยชน์ต่อตัวของผู้เป็นภรรยา หากทว่ามันไม่ใช่ “หน้าที่ภาคบังคับตามหลักการศาสนาที่เธอต้องทำ” 
อีกทั้ง เธอควรได้รับความเป็นส่วนตัว มีพื้นที่ส่วนตัว โดยปราศจากการถูกรบกวน 

อย่างไรก็ตาม หากว่าคุณพูดจาดีกับภรรยาของคุณ และปฏิบัติดีต่อเธอ แล้วการปฏิบัติดีของคุณจะทำให้เธออยากปรนนิบัติดูแลพ่อแม่ของคุณก็ถือว่าเป็นสิ่งที่ดี และหากว่าเธอปฏิบัติดีต่อพ่อแม่ของคุณด้วยความเต็มใจ คุณเอง “ในฐานะสามี” ก็ควรซาบซึ้งและขอบคุณต่อความดีงามของเธอ 

สรุปจาก “การตอบคำถามของชัยคฺอัซซิม อัลฮากีม” 
โดย บินติ อัลอิสลาม

Read Full Post »

« Newer Posts - Older Posts »

%d bloggers like this: