Feeds:
Posts
Comments

Archive for the ‘บุคลิกภาพของมุสลิม’ Category

​🔥🔥อีโก้ (การเชื่อว่าตัวเองเหนือกว่าคนอื่น) & ความหลงตัวเอง🔥🔥

จากคลิป ego and arrogance (นุอมาน อาลี คาน) ▪The daily reminder▪ แปลเรียบเรียง Bint al islam

บางคนมีปัญหาเรื่องบุคลิกภาพหรือภาพลักษณ์ภายนอกที่แสดงออกถึงความมีศาสนาที่แลดูน่ากลัว น่าเกรงขาม…  มันยากที่จะเข้าไปพูดคุยกับพวกเขา เรากลัวที่จะอยู่ใกล้พวกเขา เพราะเรารู้ว่า พวกเขาจะต้องพูดจาดูถูกดูแคลนเราในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง ใช่ไหม? เรากลัวที่จะอยู่ใกล้ชิดพวกเขา

ยกตัวอย่างเช่น มีพี่น้องมุสลิมะฮฺบางคนที่ยังไม่ได้สวมฮิญาบ เมื่อพวกเธอเจอคนเหล่านั้น พวกเธอจำต้องข้ามถนนเดินหลบเลี่ยงไปอีกทาง ในใจก็คิดไปว่า “โอ้ เธอมาอีกแล้ว ตำรวจตรวจฮิญาบ หรือเดี๋ยวเธอต้องพูดอะไรให้ฉันรู้สึกไม่ดีแน่ๆ เลย” เป็นแบบนั้นใช่มั้ย?

ในอีกมุมนึง มันอาจจะเป็นความหวาดระแวงของเราเอง แต่ในทางกลับกันบางครั้งมันคือความจริง เพราะจะมีกลุ่มคนบางคนที่มักแสดงความดูถูกดูแคลนต่อผู้อื่น แสดงความทะนงตนกับผู้คน ทั้งที่ จริงๆ แล้ว เขาเองก็เคยเป็นหนึ่งในคนที่รักการไปปาร์ตี้ (ทำตัวไม่ดี) มาก่อนเช่นกัน

จริงหรือไม่ คุณเองก็เคยเป็นหนึ่งในนั้น และเวลาที่มีคนพยายามจะตักเตือนคุณ คุณปฏิบัติตัวอย่างไรกับคนที่มาเตือนคุณ คุณจำได้ไหม?

คุณลืมหรือว่า คุณมาจากไหน เคยมีสภาพอย่างไร อัลลอฮฺทรงดึงคุณออกมาไกลเพียงใด หลายคน (ที่เปลี่ยนแปลงตัวเอง) มักลืมในข้อเท็จจริงนี้ หลายคนลืมไปว่าพวกเขาเคยเป็นเช่นไรและอัลลอฮฺทรงดึงเขาออกมาจากที่ไหน และหลังจากนั้นเพียงไม่กี่ปี เมื่อพวกเขาเห็นใครบางคนที่เป็นคนรักการปาร์ตี้ (ทำตัวไม่ดี) พวกเขาก็จะเริ่มตำหนิคนเหล่านั้นว่า “ทำไมเขาทำตัวแบบนั้น อัสตัฒฟิรุลลอฮฺ”

ลองถามตัวเองว่า…แล้วก่อนหน้านี้ คุณเป็นอะไร จริงๆ คนคนนั้น (ที่คุณกำลังตำหนิอยู่) น่าจะช่วยรื้อฟื้นความจำว่าคุณเคยเป็นเช่นไรมาก่อนด้วยซ้ำ

คุณเป็นแบบเขาเลย แบบนั้นเลย จำได้ไหม? ดังนั้นคุณควรจะรำลึกถึงความโปรดปรานที่อัลลอฮฺทรงประทานให้กับคุณ

คุณเคยยืนอยู่ตรงขอบเหวไฟนรกนั้น และอัลลอฮฺทรงดึงคุณออกมาจากขอบเหวนั้น ในอายะฮฺหนึ่ง อัลลอฮฺตรัสว่า  🌱และทรงให้มีความรักใคร่และความเมตตาระหว่างพวกเจ้า แท้จริงในการนี้ แน่นอน ย่อมเป็นสัญญาณแก่หมู่ชนผู้ใคร่ครวญ🌱 [อัลกุรอาน 30 : 21] *quran app

✔✔คุณต้องนึกถึงอดีตของคุณ ว่าคุณเองก็เคยอยู่ตรงขอบเหวนั้นเอง และคุณได้รับการช่วยเหลือให้กลับมาอยู่ในหนทางนี้ ซึ่งมันไม่ใช่เพราะตัวคุณเอง มันไม่ได้เป็นเพราะว่าคุณเป็นคนฉลาด และนั่นคือเหตุผลที่คุณได้รับการช่วยเหลือ✔

✔✔ความเมตตาของใครกันที่มอบให้กับคุณ? นั่นคือความเมตตาของอัลลอฮฺต่างหากที่มีต่อคุณ ✔✔

แล้วคุณกล้ามองคนอื่น และคิดไม่ดีกับเขาได้อย่างไร? ใช่หรือไม่? ความทะนงตน หลงตัวเองนี้ คือสิ่งที่เลวร้ายเป็นอย่างมาก มันสามารถลบล้างความดีทั้งหมดของคุณที่คุณทำมาได้

และปัญหาอีกอย่างหนึ่งคือ โดยส่วนใหญ่แล้ว บรรดาเยาวชนที่เข้าไปสู่การโต้แย้งที่รุนแรงเกี่ยวกับอะไรก็ตาม ไม่ว่าจะเป้นประเด็นเรื่องศาสนา ฟิกฮฺฟิกฮฺ หรืออะไรก็ตาม

✔✔คุณรู้ไหม จริงๆ แล้ว สาเหตุของปัญหาที่นำมาซึ่งการโต้แย้ง ปกติแล้วมาจากอะไร มันมาจาก “อีโก้ (ความเชื่อว่าตนดีกว่า เหนือกว่า)” มันเป็นเช่นนั้นจริงๆ มันเป็น “อีโก้ขั้นสูง” ด้วย นั่นล่ะคือ ปัญหาที่แท้จริง✔✔

หลายพูดเกี่ยวกับผู้รู้ นักวิชาการเสมือนกับว่าพวกเขากำลังพูดคุยเกี่ยวกับนักกีฬา เช่นว่า “นายรู้จักไอผู้ชายคนนั้นไหม ฉันไม่ชอบสิ่งที่เขาพูดเลยว่ะ”

ก่อนที่คุณจะพูดเช่นนั้น คุณรู้ไหมว่า ผู้รู้คนนั้นเดินทางมาไกลแค่ไหน เขาต้องพบเจออะไรบ้างในหนทางของอัลลอฮฺ แม้ว่าคุณจะไม่เห็นด้วยกับเขาก็ตาม แต่คุณไม่ควรลืมข้อเท็จจริงที่ว่า เขาต้องจากบ้านเมืองของเขามา ไม่ว่าจะเป็นนักวิชาการท่านใดก็ตาม พวกเขาต้องเดินทางไกลค่อนโลกเพื่อแสวงหาความรู้และใช้เวลาทั้งคืน ตลอดทั้งคืนยืนละหมาด ท่องจำ ทบทวบ และร่ำเรียนอย่างหนัก

พอได้ยินแบบนี้ คุณก็จะแสดงความเห็นว่า “ก็ฉันไม่ชอบสิ่งที่เขาพูด ฉันคิดว่าเขาหลงทาง ไม่ปกติ”

คุณกล้าพูดแบบนั้นได้อย่างไร คุณทำอะไรลงไป อะไรที่ทำให้คุณอยู่ในสถานะที่พูดสิ่งนั้นออกมาได้ ?

และคุณก็รู้ว่า หากว่าคุณไม่เห็นด้วยกับมุสลิมคนหนึ่ง และคุณคิดว่าเขาผิด ความคิดแรกที่คุณควรมีต่อเขาคืออะไร?

คุณควรทำการตัดสินพวกเขาว่าพวกเขาต้องตกลงไปในนรกหรือ หรือคุณควรมีความห่วงใยเขาด้วยความจริงใจ และหากว่าคุณห่วงใยเขาด้วยความจริงใจ คุณก็คงจะไม่ไปพูดคุยกับใครๆ เกี่ยวกับเขาแบบนั้น… 

เมื่อเป็นเช่นนั้น คุณควรพูดคุยกับใคร ก็พูดกับเขาเองเลยสิ 

คุณย่อมเข้าไปคุยกับเขาตรงๆ หากว่าคุณจริงใจ 

คุณย่อมบอกให้เขารับรู้ถึงความห่วงใยที่คุณมีต่อเขา ไม่ใช่ไปบอกคนอื่น  

แต่นี่คืออะไร นี่คือการแสดงออกถึงความไม่จริงใจ และอีโก้

มันบ่งบอกให้เห็นว่า คุณต้องการพรรคพวก คุณกำลังสร้างฐานของคุณอยู่ และคุณก็จะแสดงความเห็นเกี่ยวกับคนนั้นคนนี้ ซึ่งนั่นคือ การแสดงออกถึงความไม่มีวุฒิภาวะ ความหลงตัวเอง และอีโก้ และนั่นคือสิ่งที่คุณกำลังเป็น

🌱และพวกเจ้าจงยึดสายเชือก ของอัลลอฮ์โดยพร้อมกันทั้งหมดและจงอย่าแตกแยกกัน และจำรำลึกถึงความเมตตาของอัลลอฮ์ที่มีแต่พวกเจ้า ขณะที่พวกเจ้าเป็นศัตรูกัน แล้วพระองค์ได้ทรงให้สนิทสนมกันระหว่างหัวใจของพวกเจ้า แล้วพวกเจ้าก็กลายเป็นพี่น้องกันด้วย ความเมตตาของพระองค์ และพวกเจ้าเคยปรากฏอยู่บนปากหลุมแห่งไฟนรก แล้วพระองค์ก็ทรงช่วยพวกเจ้าให้พ้นจากปากหลุมแห่งนรกนั้น ในทำนองนั้นแหละ อัลลอฮ์จะทรงแจกแจงแก่พวกเจ้าซึ่งบรรดาโองการของพระอง๕เพื่อว่าเพวกเจ้าจะได้รับแนวทางอันถูกต้อง🌱 [อัลกุรอาน 3 : 103 ] *quran app

Image: internet

Read Full Post »

หากผู้หญิง (ภรรยา) ปกปิดร่างกายของเธอ และผู้ชาย (สามี) ลดสายตาของเขาลงต่ำ (ตามคำสั่งใช้ของอัลลอฮฺ) พวกเขาย่อมเห็นคุณค่าของสิ่งที่เขาครอบครอง พวกเขาย่อมพึงพอใจในกันและกัน มันย่อมมีความเมตตาต่อกันภายในบ้าน อัลลอฮฺทรงสั่งใช้คุณให้ต่างปกปิดร่างกาย ลดสายตาลงต่ำ เพื่อทำให้คุณดำเนินชีวิตครอบครัวอย่างมีความสุข และพึงพอใจสิ่งที่มี ไม่มองไปยังสิ่งอื่นที่คุณไม่ได้ครอบครอง

ผู้ชายบางคนออกไปนอกบ้าน มองเห็นผมยาวสลวยของผู้หญิงอื่น จากนั้นพอกลับมาบ้าน ก็หาเรื่องตำหนิภรรยาตนว่า “ดูสภาพผมของเธอสิ วันนี้ฉันออกไปข้างนอก เห็นผู้หญิงคนหนึ่งยาวสลวยมาก ทำไมผมเธอไม่สวยแบบนั้นบ้างล่ะ” ภรรยาก็ตอบว่า “ฟังนะ ผมฉันไม่มีทางเป็นแบบนั้นหรอก ผมของฉันร่วงอยู่ตลอดก็เพราะว่าคุณคอยแต่กดดันฉัน บางทีถ้าคุณหยุดกดดันฉัน ผมฉันอาจจะสวยขึ้นมาบ้างก็ได้”

บางคนชอบวิพากษ์วิจารณ์แบบนั้น ความเมตตาภายในครอบครัวหายไปไหน คำพูดของคุณไร้ซึ่งความเมตตา

บางคนกลับบ้านมาก็วิจารณ์ภรรยา “เธอดูอ้วนมากๆ เลย” ภรรยาตอบกลับว่า “แล้วไงล่ะ แกทำให้ฉันท้องถึง 5 ครั้ง แล้วตอนนี้แกมาบอกฉันว่า ฉันอ้วนนี่นะ เชิญไปแต่งงานกับนางแบบของแกเลย เธอก็คงคาดหวังที่จะได้เงินจากแกมากเป็นสองเท่าเพื่อรักษาหุ่นให้ดีเหมือนเดิมอยู่ตลอดเวลา”

เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นกับหลายครอบครัว ดังนั้นขอให้คุณใช้ถ้อยคำที่มีความเมตตา พูดจาด้วยถ้อยคำที่แสดงออกถึงความรักกับคนที่ควรได้รับคำพูดนั้น

เรียบเรียงบางส่วนจากบรรยายมุฟตี อิสมาอีล เมงก หัวข้อ mercy to the world

Read Full Post »

ปัจจุบันนี้ พวกเราต่างโชว์ โอ้อวดทุกสิ่งทุกอย่างทาง whats app, tweeter, IG, facebook โชว์แม้แต่สิ่งเล็กๆ น้อยๆ เพื่อให้ผู้คนเข้ามาดู สำหรับคนที่ไม่มีในสิ่งที่คุณโชว์ ก็ได้แต่นั่งมองดูด้วยหัวใจที่เจ็บปวด จากนั้นพวกเขาก็เกิดความรู้สึกอิจฉา

เราไม่จำเป็นต้องโชว์ทุกอย่างก็ได้ แน่นอนว่าบางครั้งเราอาจจะอยากโชว์สิ่งที่ดีงามสัก 2-3 อย่าง ด้วยเหตุผลที่จะก่อให้เกิดประโยชน์แก่ผู้พบเห็น

แต่คำเตือน ก็คือ “หากคุณปรารถนาที่จะได้รับเราะฮฺมัต ความเมตตาจากอัลลอฮฺ คุณก็ควรนึกถึง และเห็นใจคนที่ไม่มีเช่นคุณ ที่คุณกำลังโชว์พวกเขาผ่านทาง social media ด้วย”

อีกทั้งยังมีคนบางประเภทที่โชว์สิ่งของที่ไม่ใช่ของตน แต่แสร้งทำเสมือนว่าเป็นของตัวเอง บางคนไปตามร้านค้า ลองสินค้า ถ่ายรูป โดยไม่ซื้อ แสร้งว่าเขาครอบครองมัน และมันก็กลายเป็นการสร้างชีวิตใหม่เพื่อการหลอกลวง

คุณโชว์ โอ้อวดผู้คนในสิ่งที่คุณไม่มี ที่คุณไม่ได้เป็น ความเมตตาประเภทใดที่คุณมี ในเมื่อจริงๆ แล้วคุณไร้ความเมตตาต่อผู้อื่น ทำไมต้องอวด ทำไมต้องสร้างความเจ็บปวดต่อจิตใจของผู้อื่น

ใช้ชีวิตด้วยวิถีของอิสลาม ใช้ชีวิตแบบเรียบง่าย มีความสุขกับสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่คุณมี ให้ความช่วยเหลือผู้คน หากคุณอยากได้รับความเมตตาจากอัลลอฮฺ ขอให้คุณมีความเมตตาต่อผู้คนที่อัลลอฮฺทรงสร้างพวกเขา

มีความกรุณา มีความเมตตา ไม่มีความตระหนี่ ไม่คิดถึงแต่ตัวเอง

หะดีษบทหนึ่ง ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “จงแสดงความเมตตาต่อผู้คนบนผืนแผ่นดิน และผู้ที่ทรงอยู่บนฟากฟ้าจะแสดงความเมตตาต่อท่าน”
———-
สรุปบางส่วนจากบรรยายของมุฟตี อิสมาอีล เมงกฺ หัวข้อ Mercy to the worlds/โดย บินติ อัลอิสลาม

อัสตัฒฟิรุลลอฮฺ ขออภัยเพื่อนๆ หากการโพสต์บางอย่าง ทำร้ายจิตใจเพื่อนๆ ค่ะ

Read Full Post »

อบู อุมามะฮฺรายงานว่า นบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “ฉันขอรับรองซึ่งสถานที่พำนักในสวรรค์ญันนะฮฺต่อบรรดาผู้ที่ละทิ้งการโต้เถียง (ทะเลาะ) แม้ว่าเขาจะเป็นฝ่ายที่ถูกต้องก็ตาม และฉันขอรับรองซึ่งสถานที่พำนักกลางสวรรค์ญันนะฮฺ ต่อผู้ที่ละทิ้งการกล่าวเท็จแม้ว่าจะเป็นไปเพื่อความสนุกสนานก็ตาม และฉันขอรับรองซึ่งส่วนที่สูงสุดในสวรรค์ญันนะฮฺต่อผู้ที่มีพฤติกรรมมรรยาทที่ดีงาม” (สุนันอบีดาวูด 4800 หะซัน)

ท่านหญิงอาอิชะฮฺรายงานว่า “นบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “แท้จริงนั้น ผู้เป็นที่เกลียดชังยิ่งต่ออัลลอฮฺ คือผู้ที่ก้าวร้าว หยาบคายในการโต้แย้ง” (เศาะหีฮฺมุสลิม เล่มที่สามสิบสี่ เลขที่หกพันสี่ร้อยสี่สิบเจ็ด)

ท่านอบู อุมามะฮฺรายงานว่า “นบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “จะไม่มีผู้ใดที่หลงทาง หลังจากที่ได้รับทางนำแล้ว เว้นแต่ว่าพวกเขาหมกมุ่นอยู่กับการโต้เถียง (ทะเลาะเบาะแว้ง)” จากนั้นท่านก็อ่านอายะฮฺ “พวกเขายกตัวอย่างแก่เจ้าเพียงเพื่อการโต้แย้ง พวกเขาเป็นกลุ่มคนที่ชอบการโต้เถียง” (อัลกุรอาน 43:58) (สุนัน อัตติรฺมิซียฺ Book of Exegesis, 3253, เศาะหีฮฺ)

และมีการรายงานว่า มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่มาจากกลุ่มชนแห่งความรู้ เขามักจะเสนอตัวเองก่อนใครอยู่เสมอ อีกทั้งยังพูดและประพฤติตัวด้วยความยโสทะนงตนในความรู้ของเขาต่อหน้าบรรดาผู้ที่อาวุโสกว่าเขา ซึ่งการกระทำนี้สร้างความขุ่นเคืองต่อท่านสุฟยาน อัษเษารียฺ ด้วยเหตุนี้ท่านจึงกล่าวว่า “บรรดาสลัฟนั้นไม่เคย (ประพฤติตัว) เช่นนี้ พวกท่านไม่เคยกล่าวอ้างถึงความเป็นผู้นำ หรือนั่งอยู่ตรงส่วนหัวของการชุมนุมจนกว่าพวกเขาจะได้แสวงหาความรู้แล้วเป็นระยะเวลาสามสิบปี และท่านกลับแสดงความยโสต่อหน้าบรรดาผู้ที่อาวุโสมากกว่าท่าน จงลุกขึ้นเถอะ ฉันไม่แม้แต่ต้องการที่จะเห็นท่านอยู่ใกล้ๆ กับวงสนทนาของฉัน” (อัลบัยฮากียฺ Al Madhkal Ila Al-Sunan al-Kubra 2:74)

แหล่งที่มา App: Shortcuts to Jannah
แปล บินติ อัลอิสลาม

Read Full Post »

การใช้จ่ายเงินฟุ่มเฟือย ถือเป็นอุปนิสัยที่ไม่ดีอย่างหนึ่ง บางครั้ง บางคนหมดเงินไปกับการซื้อบุหรี่ บางคนหมดเงินไปกับการซื้อกระเป๋าถือ หรือเครื่องสำอางค์ หรือแว่นตากันแดด หรือเสื้อผ้ามากมาย อย่างไรก็ตามมันไม่ได้หมายความว่าเราไม่สามารถที่จะซื้อของดีๆ ใช้ได้เลย แน่นอนว่า คุณซื้อได้ หากคุณมีความสามารถ คุณสามารถมีความสุขกับการซื้อของที่คุณชอบได้ แต่ได้โปรดอย่าใช้จ่ายเงินไปโดยเปล่าประโยชน์ บางคนซื้อเสื้อผ้าใหม่เป็นเซตในทุกๆ โอกาส ซึ่งนั่นไม่ใช่การใช้จ่ายในแบบอิสลาม คุณควรเห็นคุณค่าของทรัพย์สินที่อัลลอฮฺทรงประทานให้คุณ

อีกทั้งบางคนก็มีนิสัยที่ไม่ชอบแสดงความขอบคุณต่ออัลลอฮฺในสิ่งที่พระองค์ทรงประทานให้ อัลลอฮฺทรงประทานให้แก่เรามากมาย คุณควรคิดใคร่ครวญให้ดี ไม่ว่าจะเป็น หู ตา จมูก ความสงบสุข ความดีงาม ความศรัทธาของเรา พวกเราเคยขอบคุณอัลลอฮฺในสิ่งเหล่านี้บ้างไหม ซึ่งไม่ใช่การขอบคุณเพียงแค่การกล่าวอัลฮัมดุลิลลาฮด้วยปากเท่านั้น เพราะบางคนก็เพียงแค่กล่าวอัลฮัมดุลิลลาฮให้พอเป็นพิธี แต่เขาไม่เข้าใจความหมายที่แท้จริงของคำคำนี้

เราควรคิดใคร่ครวญให้ดีว่าอัลลอฮฺทรงประทานสิ่งใดให้แก่เราบ้าง แล้วขอบคุณพระองค์ด้วยวาจา และหลังจากนั้นก็ขอบคุณพระองค์ผ่านการกระทำ

รู้ไหมว่า การขอบคุณอัลลอฮฺผ่านการกระทำเป็นเช่นไร
หากเรากล่าวอัลฮัมดุลิลลาเป็นพันครั้งต่อวัน แต่กลับไม่ละหมาดฟัจญรฺ เช่นนี้เรียกว่าเป็นการขอบคุณ หรือสำนึกในบุญคุณของอัลลอฮฺหรือไม่? หากเรากล่าวอัลฮัมดุลิลลา วะชุกริลลา เป็นพันครั้งต่อวัน แต่เรากลับโกหก คดโกง ทำร้ายผู้อื่น เชนนี้ไม่เรียกว่าการขอบคุณ

การแสดงความขอบคุณต่ออัลลอฮฺนั้น คือการปรับปรุงคุณภาพ (ของการเป็นผู้ศรัทธา) ของเราให้ดีขึ้น พัฒนาบุคลิกภาพของเราให้ดียิ่งขึ้น พัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างคุณกับอัลลอฮฺให้ใกล้ชิดมากยิ่งขึ้น ทำหน้าที่ของคุณที่มีต่อพระองค์ให้สมบูรณ์

พวกเราหลายคนไม่มีความขอบคุณต่ออัลลอฮฺจริงๆ เช่นในเวลาที่เรามีอาหารเหลือในจาน หรือในหม้อ หลังจากที่ทานเสร็จแล้ว ขอให้เราอย่าได้ทิ้งอาหารเหลือนั้น พยายามทำอะไรสักอย่างกับอาหารที่เหลือนั้น

อย่างแรกที่เราควรทำก่อนจะทานอาหารคือ เมื่อเราจะตักอาหารใส่จาน ขอให้ตักในปริมาณที่พอดี ไม่ตักมากเกินไปจนเราไม่สามารถทานได้หมด และเวลาที่เราจะไปทานอาหารนอกบ้านตามร้านอาหาร เราควรทานอะไรจากบ้านไปก่อนที่จะไปทานที่ร้าน และสั่งอาหารในปริมาณที่เหมาะสมจะได้ไม่เหลือทิ้ง ทานสิ่งที่อยู่ในจานให้หมด และคุณจะได้รับความบะเราะกัตอย่างมากมาย คุณจะได้รับการอำนวยพรมากมายจากพระองค์

ปัญหาหนึ่งที่พวกเรามีคือ เราไม่เคยตระหนักว่าอัลลอฮฺทรงสามารถยึดสิ่งที่พระองค์ทรงประทานให้แก่เรากลับคืนไปเมื่อใดก็ได้ ซึ่งแน่นอนว่า เราไม่อยากให้มันเกิดขึ้น แต่หากว่าเราซาบซึ้งขอบคุณต่อของขวัญที่อัลลอฮฺทรงประทานให้แก่เรา อัลลอฮฺจะทรงตอบแทนให้แก่เรามากขึ้นไปอีก

“หากพวกเจ้าขอบคุณ เราเพิ่มพูนให้แก่พวกเจ้า” อิบรอฮีม 14:7

หนึ่งในสัญญาณแห่งการขอบคุณต่ออัลลอฮฺคือการไม่ใช้ ไม่จ่าย ไม่บริโภคสิ่งใดไปโดยเปล่าประโยชน์ เพราะนี่คืออุปนิสัยที่ผู้ศรัทธาไม่ควรมี

และหากกล่าวถึงการแต่งกาย บางครั้งพี่น้องของเราก็แต่งกายไม่เหมาะสม นี่คืออุปนิสัยที่ไม่ดีเช่นกัน พวกเขาเพียงแค่ต้องการที่จะโอ้อวดผู้คน พวกเขาเพียงแค่อยากจะตามให้ทันเทรน แม้ว่าเทรนต่างๆ เหล่านั้นอาจสร้างความโกรธกริ้วต่ออัลลอฮฺ ขอให้เราแก้ไขในจุดนี้ เพื่อความพึงพอพระทัยของอัลลอฮฺให้ได้ ขอให้เราแต่งกายให้เหมาะสมถูกต้องตามหลักการศาสนา

แม้แต่การละหมาดที่ล่าช้า ไม่ตรงเวลา นี่ก็ถือว่าเป็นอุปนิสัยที่ไม่ดีด้วยเช่นกัน บางคนรอให้ถึงช่วงเวลาที่ใกล้จะหมดเวลาละหมาด จึงจะทำการละหมาด เช่นนี้เป็นสิ่งที่เราจำต้องปรับปรุงแก้ไข เราควรละหมาดให้ตรงเวลา ในเวลาต้นของมัน

อย่างไรก็ตาม แน่นอนว่า พวกเราแต่ละคนย่อมมีพฤติกรรมหรืออุปนิสัยที่ไม่ดีบางอย่าง แตกต่างกันไป แต่ขอให้เราคิดใคร่ครวญให้ดีว่าเรามีข้อเสียใดบ้าง และจัดการกับมันเสีย ขจัดมันออกไปให้หมดสิ้นเพื่ออัลลอฮฺ

ขณะเดียวกัน เราก็ควรขอบคุณอัลลอฮฺให้มากที่พระองค์ทรงปกปิดข้อเสีย พฤติกรรมที่เลวร้ายของเราไว้ไม่ให้ใครรับรู้ ดังนั้นเราจึงควรปรับปรุงแก้ไขขจัดข้อเสียเหล่านั้นออกไปจากชีวิต ก่อนที่พระองค์จะทรงเปิดเผยมันให้คนอื่นรับรู้

อัลลอฮฺตรัสว่า
“อย่าโยนตัวของพวกเจ้าสู่ความพินาศด้วยมือของพวกเจ้าเอง” อัลบะเกาะเราะฮฺ 195

“อย่าฆ่าตัวของพวกเจ้าเอง แท้จริงอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงเมตตาต่อพวกเจ้าเสมอ” อันนิซาอฺ 29

ขออัลลอฮฺโปรดทรงช่วยเหลือเราในการที่จะจัดการกับอุปนิสัยไม่ดีต่างๆ ของเรา อามีน
—————-
สรุปเรียบเรียงบางส่วนจากบรรยายของมุฟตีอิสมาอีล เมงกฺ หัวข้อ Bad habits/โดย บินติ อัลอิสลาม

รูปจาก internet

image

Read Full Post »

พวกเราทุกคนต่างมีอุปนิสัยบางอย่างที่ไม่ดี ไม่ว่าเราจะชอบอุปนิสัยนั้นหรือไม่ก็ตาม เราต้องยอมรับว่า เรามีนิสัยบางอย่างที่เราต้องจัดการกับมัน ที่เราต้องขจัดมันไปให้หมดสิ้น เราต้องยอมรับข้อเท็จจริงนี้

ซึ่งโดยธรรมชาติของมนุษย์นั้น เรามักมองไปที่ผู้อื่นและคิดว่าพวกเขาเหล่านั้นมีนิสัย หรือพฤติกรรมบางอย่างที่ไม่ดี เช่นเราเห็นใครบางคนสูบบุหรี่ จากนั้นเราก็จะขอบคุณอัลลอฮฺโดยกล่าวว่า “อัลฮัมดุลิลลาฮฺ ที่เราไม่สูบบุหรี่” ใช่แล้วคนคนนั้นมีพฤติกรรมบางอย่างที่ไม่ดี แต่เราเองก็ไม่ตระหนักเลยว่า ตัวเราเองก็มีพฤติกรรมหรือนิสัยบางที่ไม่ดีมากๆ เช่นกัน และควรต้องได้รับการเยียวยา ขณะที่เราเห็นความผิดของผู้อื่น เราก็ควรทบทวน ประเมินตัวเองด้วยเช่นกัน

อย่าปล่อยให้ “การมองเห็นความผิดของคนอื่น” ทำให้คุณนั่งเล่นอย่างสบายอกสบายใจ ทั้งที่จริงๆแล้วคุณเองก็มีนิสัยที่ชอบโกหก ซึ่งบางคนอาจไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่าเขามีนิสัยที่ชอบโกหก นั่นเป็นเพราะว่าเพราะว่าเขาชินกับพฤติกรรมนั้น คนบางคนก็คิดว่าการโกหกที่ไม่ได้สร้างความเดือดร้อนนั้นเป็นที่ยอมรับได้ ทั้งที่จริงๆแล้วการโกหกนั้นเป็นนิสัยที่เขาต้องจัดการกับมันให้หมดสิ้น

เรียบเรียงบางส่วนจากบรรยายหัวข้อ bad habits ของ มุฟตี อิสมาอีล เมงกฺ/โดย บินติ อัลอิสลาม

Read Full Post »

image

ผู้ศรัทธาทั้งหลาย! จงเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยดีเพื่ออัลลอฮฺ เป็นพยานด้วยความเที่ยงธรรม และจงอย่าให้การเกลียดชังพวกหนึ่งพวกใด ทำให้พวกเจ้าไม่ยุติธรรม จงยุติธรรมเถิด มันเป็นสิ่งที่ใกล้กับความยำเกรงยิ่งกว่า และพึงยำเกรง อัลลอฮฺเถิด แท้จริงอัลลอฮฺนั้น เป็นผู้ทรงรอบรู้อย่างละเอียดในสิ่งที่พวกเจ้ากระทำกัน (ซูเราะฮฺ อัลมาอิดะฮฺ 05:08) *คัดลอกจากโปรแกรมอัลกุรอาน

ความยุติธรรม คือองค์ประกอบสำคัญของความตักวา (ซูเราะฮฺ อัลมาอิดะฮฺ 05:08)
~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~
เขียนโดย อบู มุอาวิยะฮฺ อิสมาอีล กัมดัรฺ
แปล บินติ อัลอิสลาม

ผู้ศรัทธาทั้งหลาย! จงเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยดีเพื่ออัลลอฮฺ เป็นพยานด้วยความเที่ยงธรรม และจงอย่าให้การเกลียดชังพวกหนึ่งพวกใด ทำให้พวกเจ้าไม่ยุติธรรม จงยุติธรรมเถิด มันเป็นสิ่งที่ใกล้กับความยำเกรงยิ่งกว่า และพึงยำเกรง อัลลอฮฺเถิด แท้จริงอัลลอฮฺนั้น เป็นผู้ทรงรอบรู้อย่างละเอียดในสิ่งที่พวกเจ้ากระทำกัน (ซูเราะฮฺ อัลมาอิดะฮฺ 05:08) *คัดลอกจากโปรแกรมอัลกุรอาน

อายะฮฺนี้คือหนึ่งในถ้อยคำที่มีความหมายทีทรงพลังที่สุดในอิสลาม อันเกี่ยวกับความสำคัญของความยุติธรรม ในอายะฮฺนี้ อัลลอฮฺทรงชี้แจงว่า “ความยุติธรรม” เป็นสิ่งที่ใกล้ชิดที่สุดกับ “ความตักวา (ยำเกรง)”  หมายความว่า ความยุติธรรมคือ  ส่วนสำคัญของคุณธรรมความดีงาม ‘มุสลิมคนหนึ่ง จะไม่ถือว่าเป็นผู้ศรัทธาที่แท้จริง ณ ที่อัลลอฮฺ  หากว่าเขาเป็นผู้ที่ไร้ซึ่งความยุติธรรมต่อสิ่งที่อัลลอฮฺทรงสร้าง แม้ว่าเขาจะละหมาดและถือศีลอดอย่างมากมายก็ตาม นี่เป็นเพราะว่า ‘ความยุติธรรม’ คือสิ่งที่เกิดขึ้นมาจากความศรัทธาที่แท้จริง ผู้ใดก็ตามที่เชื่อว่าอัลลอฮฺทรงรับรู้ถึงทุกสิ่งที่เขาทำ และเขาจะต้องตอบคำถาม ณ ที่อัลลอฮฺในทุกๆ การกระทำของเขาย่อมได้รับความชอบธรรม

นี่คือสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าความเข้าใจของเราที่มีต่อ “ความตักวา” นั้นผิดเพี้ยนไปไกลจากความเข้าใจของมุสลิมยุคแรกเพียงใด พวกเขาต่างให้คุณค่าความสำคัญต่อความยุติธรรมมากกว่าการละหมาดนะฟีลและการถือศีลอดนะฟีล (สมัครใจ สุนนะฮฺ) เพราะความยุติธรรมคือหนึ่งปัจจัยขั้นพื้นฐานของกฏแห่งอิสลามและหน้าที่ความรับผิดชอบของผู้ศรัทธาทุกคน

ท่านอุมัรฺ อิบนุ อับดุล อะซีซ ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในบรรดาเคาะลีฟะฮฺที่มีคุณธรรมที่สุดในยุคต้นๆ ซึ่งภรรยาของท่าน นางฟาติมะฮฺ บินตฺ อับดุลมาลิก บรรยายคุณลักษณะของท่านไว้ว่า “ขอสาบานด้วยอัลลอฮฺ ท่านจะไม่ละหมาดหรือถือศีลอดมากกว่าใครอื่นใด หากทว่า ขอสาบานด้วยอัลลอฮฺ ฉันเองไม่เคยพบเห็นใครคนใดที่มีความเกรงกลัวต่ออัลลอฮฺมากไปกว่าท่านอุมัรฺ!”

หากว่าท่านอุมัรฺไม่ได้ละหมาดหรือถือศีลอด (นะฟีล) มากไปกว่ามุสลิมทั่วไป เหตุใดท่านจึงได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้ที่อยู่กลุ่มคนที่มีคุณธรรมที่สุดในยุคสมัยของท่าน แม้แต่ภรรยาของท่านเองก็ยืนยันเช่นนั้น? นั่นเป็นเพราะความรับผิดชอบของท่านที่มีต่อความยุติธรรมในทุกๆ ด้านของการใช้ชีวิตของท่าน แบบอย่างนี้แสดงให้เห็นว่ามุสลิมในยุคแรกนั้นเชื่อม “ความยุติธรรม” กับ “ความตักวา” เข้าไว้ด้วยกัน

ปัจจุบันนี้ เมื่อพูดถึงเรื่องของ “ความไม่ยุติธรรม” เราก็มักจะคิดในเรื่องของการเมืองเพียงอย่างเดียวเท่านั้น มุสลิมหลายคนมองข้ามอายะฮฺนี้ไปและคิดว่ามันไม่เกี่ยวข้องกับเขา แต่ในความเป็นจริง “ความยุติธรรม” คือคุณสมบัติที่ควรมีในมนุษย์ทุกคน ส่วน “ความไม่ยุติธรรม” นั้นเกิดขึ้นได้ในหลายรูปแบบ และมีมุสลิมหลายคนที่มักวิพากษ์วิจารณ์ความเผด็จการ การใช้อำนาจกดขี่ของผู้นำ ในขณะที่ตัวของพวกเขาเองก็เผด็จการ กดขี่ข่มเหงคนจำนวนหนึ่งที่อยู่ภายใต้การดูแลของพวกเขา

สิ่งที่จะกล่าวต่อไปนี้คือรูปแบบของความอธรรมที่เกิดขึ้นได้ด้วยน้ำมือของมุสลิมเอง

1. ทารุณ สบประมาทคนในครอบครัว
2. ข่มเหงลูกจ้าง
3. ทำร้ายสัตว์และทำลายสิ่งแวดล้อม
4. เข้าข้างสมาชิกครอบครัว ทั้งที่เขาเป็นฝ่ายผิด
5. แสดงความรักต่อลูกคนใดคนหนึ่งมากกว่าอีกคนหนึ่ง หรือต่อภรรยาคนหนึ่งมากกว่าอีกคนหนึ่ง
6. ปล่อยข่าวลือ เรื่องโกหก ใส่ร้ายเกี่ยวกับผู้อื่น

ดังนั้นก่อนที่เราจะวิพากษ์วิจารณ์ความไม่ยุติธรรมของผู้อื่น เราจำต้องย้อนมองดูการใช้ชีวิตของตัวเราเองด้วย หากเราต้องการเห็นความยุติธรรมในระดับการเมือง มันควรต้องเริ่มจากตัวเราแต่ละคนก่อนในการที่จะแพร่ขยายความยุติธรรมในระดับของบุคคล เมื่อเรามีความยุติธรรม เที่ยงตรงต่อสิ่งถูกสร้างของอัลลอฮฺ เราก็จะสัมผัสได้ถึงความดีงามที่แท้จริง และความช่วยเหลือของอัลลอฮฺ

Read Full Post »

Older Posts »

%d bloggers like this: