Feeds:
Posts
Comments

Archive for the ‘ฟัตวาต่างๆ’ Category

เงื่อนไขของการฆีบะฮฺ (การพูดเกี่ยวกับบุคคลอื่นลับหลัง) ที่ได้รับการอนุมัติ

แหล่งที่มา https://islamqa.info/en/105391 แปล บินติ อัลอิสลาม

คำถาม: สถานการณ์ใดบ้างที่การฆีบะฮฺเป็นที่อนุมัติตามหลักการศาสนา

ตอบ: อัลฮัมดุลิลลาฮฺ 

นักวิชาการหลายท่านแจ้งว่า “การฆีบะฮฺ” จะได้รับการอนุมัติ ในกรณีต่อไปนี้

๑. การบ่น ร้องทุกข์ เช่นนี้เป็นที่อนุมัติให้กระทำได้สำหรับผู้ที่ถูกอธรรม ถูกรังแก ในการที่จะบ่นร้องทุกข์ต่อผู้ปกครอง หรือผู้พิพากษา หรือใครก็ตามที่มีอำนาจ หรือความสามารถในการจัดการลงโทษผู้กระทำความผิดได้ 

๒. การขอความช่วยเหลือเพื่อเปลี่ยนแปลงความชั่ว และนำผู้กระทำผิดกลับมาสู่หนทางที่ถูกต้อง ดังนั้นอาจจะต้องบอกกล่าวให้ “ผู้ที่เขาคาดว่ามีความสามารถที่จะจัดการบางอย่างกับผู้กระทำผิดได้” ให้ทราบ เช่น “นาย ก และนาย ข ทำเรื่อง…แบบนี้ ช่วยตักเตือนเขาให้เลิกทำแบบนั้นด้วยนะครับ” เป็นต้น 

๓. การขอคำแนะนำหรือฟัตวา ด้วยการบอกกล่าวกับมุฟตี (นักวิชาการ) ว่า “นาย ก. หรือพ่อของผม หรือพี่ชายของผม อธรรมผม ด้วยการทำเรื่อง.. แบบนั้น แบบนี้ ในกรณีเช่นนี้เขามีสิทธิกระทำกับผมได้หรือไม่ครับ แล้วผมควรจะแก้ไขปัญหาแบบนี้เช่นไร และควรทำอย่างไรให้หลุดพ้นจากความเลวร้ายของเขา” เป็นต้น 

๔. การเตือนมุสลิม เกี่ยวกับความชั่วร้าย ความไม่ดีของบางคน เช่นการเน้นย้ำถึงความอ่อนแอของผู้รายงานเรื่องราว ผู้เป็นพยานให้เหตุการณ์ต่างๆ และผู้เขียน ผู้เล่าเรื่อง ซึ่งหมายรวมถึง การเห็นใครบางคนกำลังซื้อสินค้าที่มีตำหนิ หรือเห็นใครบางคนกำลังคบหาอยู่กับคนที่เป็นคนขี้ขโมย หรือชอบทำผิดประเวณี หรือเมื่อมีคนที่ไม่ดีมาเสนอตัวขอแต่งงานกับญาติของเขา  เป็นต้น คุณควรบอกให้พวกเขารับทราบด้วยวิธีการตักเตือนที่จริงใจ ไม่ใช่ด้วยจุดประสงค์ที่ต้องการทำร้ายหรือสร้างปัญหา

๕. หากว่ามีใครกระทำความชั่ว (ผิดบาป) หรือทำบิดะอะฮฺ (อุตริกรรมทางศาสนา) อย่างเปิดเผย เช่นการดื่มเหล้า การยึดทรัพย์ผู้คนในหนทางที่มิชอบ เช่นนั้นก็เป็นที่อนุมัติในการที่จะพูดถึงสิ่งที่บุคคลนั้นทำอย่างเปิดเผย แต่ไม่เป็นที่อนุมัติในการพูดจาต่อต้าน ให้ร้ายเขา เว้นเสียแต่ว่ามีเหตุผลอื่น 

๖. สำหรับเรื่องของการระบุความเป็นตัวตน หากว่าใครคนหนึ่งเป็นที่รู้จักด้วยชื่อเล่น หรือฉายาของเขา เช่น คนที่ไร้สติ คนตาบอด หรือคนตาบอดข้างเดียว หรือคนพิการ เช่นนั้น ก็เป็นที่อนุมัติในการระบุถึงคุณลักษณะของเขา แต่มันหะรอม (ไม่เป็นที่อนุมัติ) ในการที่จะเรียกชื่อหรือฉายาใดเพื่อดูถูกดูแคลนเขา และหากว่าเป็นไปได้ในการที่จะระบุคุณสมบัติของเขาด้วยหนทางอื่น เช่นนั้นมันย่อมดีกว่า 

มีการกล่าวไว้ใน Fatawa al-Lajnah al-Daimah li’l-Ifta: 

การพูดเกี่ยวกับบุคคลหนึ่งในขณะที่เขาไม่อยู่นั้นเป็นที่อนุมัติได้ในบางสถานการณ์ ดังที่มีการกล่าวไว้โดยชารีอะฮ เช่นว่าหากมันมีความจำเป็น ยกตัวอย่างเช่น หากว่ามีใครสักคนให้คำปรึกษาคุณเกี่ยวกับการแต่งงานแบบคลุมถุงชน  หรือการร่วมหุ้นในการทำธุรกิจกับเขา หรือหากว่าใครสักคนบ่น ร้องทุกข์กับผู้มีอำนาจเพื่อเป็นการยับยั้งการกระทำของผู้กระทำผิด ในกรณี้ ไม่ถือว่าเป็นความผิดในการที่จะบอกเล่าเกี่ยวกับเขา แม้ว่าเขาจะไม่พอใจที่เขาถูกกล่าวถึงเช่นนั้นก็ตาม เพราะว่าในกรณีดังกล่าว ถือว่าเป็นการกระทำที่ก่อให้เกิดประโยชน์ นักวิชาการท่านหนึ่งได้สรุปไว้ในกวีสองบรรทัดเกี่ยวกับสถานการณ์ที่การกล่าวถึงบุคคลหนึ่งในขณะที่เขาไม่อยู่เป็นที่อนุมัติให้กระทำได้ โดยมีความหมายว่า 

การวิพากษ์วิจารณ์ ที่ไม่ถือว่าเป็นการฆีบะฮฺมีอยู่หกกรณี เมื่อมีการร้องทุกข์ เมื่อเป็นการระบุตัวตน เมื่อเป็นการเตือน 

เมื่อบุคคลหนึ่งกระทำความชั่วอย่างเปิดเผย เมื่อต้องการคำแนะนำ และเมื่อมีการขอความช่วยเหลือเพื่อขจัดความชั่วร้ายออกไป 

และอัลลอฮฺทรงรู้ดียิ่ง  

IslamQa

รูป internet

Advertisements

Read Full Post »

muslim_praying

รูปภาพ จากอินเตอร์เน็ต

การขัดเกลาตัวเอง

จากหัวข้อ Disciplining Oneself เวป IslamQA
ตอบโดย ชัยคฺมุหัมมัด เศาะลิหฺ อัลมุนาญิด
แปล เรียบเรียง บินติ อัลอิสลาม

คำถาม
มุสลิมจะสามารถทำการขัดเกลาตัวเองตามหลักการของศาสนาอิสลามได้อย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเขามีข้อเสีย ข้อบกพร่องในหน้าที่ของศาสนา ซึ่งเป็นสิ่งที่อัลลอฮฺทรงรู้ดียิ่งถึงข้อเสียเหล่านั้น
คำตอบ อัลฮัมดุลิลลาฮฺ
การยอมรับข้อเสีย ข้อบกพร่องของตัวเองนั้น คือหนึ่งในก้าวแรกของการขัดเกลาตัวเอง

ผู้ใดก็ตามที่ยอมรับว่าเขามีข้อเสีย ถือได้ว่าเขาได้เริ่มเดินอยู่บนเส้นทางของการขัดเกลาตัวเองแล้ว การยอมรับนี้คือหนึ่งในสิ่งที่ทำให้เราได้ขัดเกลาตัวเองและเพียรพยายามอย่างไม่ลดละที่บรรลุเป้าหมาย และมันคือสัญญาณแห่งความห่วงใยจากอัลลอฮฺ เมื่อใครคนหนึ่งพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้น เช่นที่อัลลอฮตรัสไว้ (โดยมีความหมายว่า) “แท้จริงแล้ว อัลลอฮฺจะมิทรงเปลี่ยนแปลงสภาพของชนกลุ่มใด ตราบใดที่เขาไม่ได้เปลี่ยนแปลงสภาพของตัวเอง” (อัรร๊อด 13:11)

ดังนัั้นผู้ใดก็ตามที่พยายามจะเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่ออัลลอฮฺ อัลลอฮฺจะทรงให้ความช่วยเหลือเขาในการเปลี่ยนแปลงนั้น

แต่ละคนนั้นต่างมีต้องรับผิดชอบต่อตัวเอง และพวกเราจะถูกถามเป็นรายบุคคล เช่นที่อัลลอฮฺตรัสไว้ (โดยมีความหมายว่า) “ไม่มีสิ่งใดในสวนสวรรค์หรือแผ่นดิน หากทว่ามันได้มายังพระผู้ทรงงดงามยิ่งในฐานะของบ่าวคนหนึ่ง แท้จริงพระองค์ทรงรู้เกี่ยวกับพวกเขาแต่ละคน และได้นับพวกเขาอย่างถี่ถ้วน และทุกคนในหมู่พวกเขาจะมายังพระองค์เพียงลำพังในวันแห่งการฟื้นคืนชีพ (โดยปราศจากผู้ช่วยเหลือ ผู้ปกป้อง หรือผู้คุ้มครอง)” (มัรยัม 19:93-95)

มนุษย์จะไม่สามารถนำมาซึ่งประโยชน์อันใด จากสิ่งที่พวกเขาได้รับการบอกกล่าวเกี่ยวกับความดีงาม เว้นเสียแต่ว่าเขาได้ให้ความใส่ใจเกี่ยวกับมัน คุณไม่ทราบเรื่องราวของภรรยาของนบีนูฮฺ และภรรยาของนบีลูฏหรือ ผู้ที่เป็นสมาชิกในครอบครัวของนบีทั้งสอง ซึ่งหนึ่งในนั้นคือหนึ่งในบรรดานบีที่มีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้า?

ลองคิดดูสิว่านบีทั้งสองท่านนี้ต้องพยายามอย่างหนักเพียงใดในการที่จะทำให้ภรรยาของท่านอยู่ในหนทางอันเที่ยงตรง และบรรดาภรรยาของท่านนั้นได้รับการชี้นำตักเตือนจากพวกท่านมากเพียงใด แต่สุดท้ายแล้ว พวกนางก็ไม่ได้ให้ความใส่ใจต่อการตักเตือน ดังนั้นจึงมีการกล่าวต่อพวกนางทั้งสองว่า “จงเข้าไปในไฟนรกพร้อมกับผู้ที่เข้าไปในนั้น” (อัตหฺรีม 66:10)

อย่างไรก็ตาม ในกรณีของภรรยาของฟิรอาวน์ แม้ว่านางจะเป็นสมาชิกครอบครัวของหนึ่งในบรรดาคนที่ชั่วร้ายที่สุด นางก็ยังได้รับเกียรติจากอัลลอฮฺให้เป็นแบบอย่างแก่บรรดาผู้ศรัทธา เพราะนางเองก็ทำการขัดเกลา สร้างวินัยแก่ตัวของนางเองเช่นกัน

หนทางที่มุสลิมสามารถทำการขัดเกลา สร้างวินัยให้แก่ตัวเองได้นั้น มีดังต่อไปนี้

1- ทำการเคารพสักการะ (อิบาดะฮฺ) ต่ออัลลอฮ รักษาความสัมพันธ์กับพระองค์และยอมจำนนต่อพระองค์ ซึ่งทำได้โดยการให้ความสำคัญต่อการทำอิบาดะฮฺที่เป็นฟัรฎูให้เป็นอย่างดี และการชำระล้างจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์โดยไม่ยึดเอาสิ่งใดมาเทียบเคียงอัลลอฮฺ

2- อ่านอัลกุรอานให้มาก ใคร่ครวญถึงความหมายของมัน และแสวงหาความรู้เพื่อที่จะเข้าใจสิ่งที่อยู่ในอัลกุรอาน

3- อ่านหนังสือศาสนาที่มีประโยชน์ที่บอกถึงวิธีการหรือหนทางแห่งการรักษาเยียวยา และชำระล้างหัวใจให้สะอาดเช่น Mukhtasar Manhaaj al-Qaasideen, Tahdheeb Madaarij al-Saalikeen และอื่นๆ รวมไปถึงการอ่านเรื่องราวของบรรดาสลัฟ (กลุ่มคนดีมีศีลธรรมในยุคก่อน) และเรียนรู้เกี่ยวกับทัศนคติ มารยาทและพฤติกรรมของพวกท่าน เช่น Sifat al-Safwah โดย Ibn al-Jawzi และ Ayna nahnu min Akhlaaq al-Salaf โดย Baha’ al-Deen ‘Aqeel และ Naasir al-Jaleel.

4- เข้าร่วมโครงการต่างๆ เพื่อแสวงหาความรู้เช่นคลาสต่างๆ หรือบรรยายต่างๆ

5- ใช้เวลาของคุณให้เป็นประโยชน์ และใช้มันไปกับการทำในสิ่งที่จะสร้างคุณประโยชน์ ความดีงามให้แก่ทั้งทางโลก และทางจิตวิญญาณ

6- อย่าหมกมุ่นมากไปกับสิ่งที่ศาสนาอนุมัติ และอย่าให้ความใส่ใจต่อสิ่งเหล่านั้นมากจนเกินไปนัก (จนไม่สนใจสิ่งที่เป็นฟัรฎู สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อศาสนามากยิ่งกว่า ยกตัวอย่าง เช่น การฟังนะชีด ทั้งวันทั้งคืน โดยไม่ละหมาดให้ตรงเวลา โดยไม่อ่านอัลกุรอาน – เพิ่มเติมโดยผู้แปล)

7- คบหากับกลุ่มคนที่ดีมีศีลธรรม และแสวงหาเพื่อนที่ดี ที่จะสามารถให้ความช่วยเหลือคุณในการทำความดี บรรดาผู้ที่อยู่เพียงลำพังมักจะพลาดโอกาสที่จะเรียนรู้หรือทำความรู้จักกับคุณสัมบัติอันดีงามของผู้อื่น (พี่น้องในอิสลาม) เช่น การเรียนรู้ที่จะชื่นชอบผู้อื่นมากกว่า (หลง) ตัวเอง และการเรียนรู้ที่จะฝึกความอดทน

8- พยายามทำในสิ่งที่คุณได้เรียนรู้มา และนำมันไปสู่การปฏิบัติอย่างแท้จริง

9- ตรวจสอบ พิจารณาตัวเองอย่างถี่ถ้วน

10- มีความเชื่อมั่นในตัวเอง และในขณะเดียวกันก็ต้องมอบหมายการงานต่ออัลลอฮฺเพราะผู้ใดก็ตามที่ขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง จะไม่สามารถปฏิบัติ (ในสิ่งที่เรียนรู้มาได้)

11- ตำหนิ (ไม่พอใจ) ตัวเอง ที่ทำดีไม่มากพอเพื่ออัลลอฮฺ ซึ่งสิ่งนี้ไม่ได้ขัดแย้งกับสิ่งที่กล่าวมาข้างต้น หากทว่ามนุษย์จำต้องฝ่าฟัน เพียรพยายามอย่างหนัก และในขณะเดียวกันเขาก็ควรมีความคิดที่ว่าความพยายามของเขานั้นยังไม่มากเพียงพอ (ทั้งนี้เพื่อกระตุ้นตัวเองให้ทำให้ดีมากยิ่งขึ้น:ผู้แปล)

12- ฝึกฝนที่จะปลีกตัว แยกตัวออกมาจากกลุ่มคน หรืออยู่เพียงลำพัง ดังที่มีการกำหนดไว้ในชารีอะฮฺ (กฎอิสลาม) คุณไม่ควรอยู่ร่วมหรือปะปนกับผู้คนตลอดเวลา หากทว่าคุณจำต้องมีเวลาส่วนตัวที่จะอยู่เพียงลำพังบ้าง ในการทำอิบาดะฮฺดังที่กำหนดไว้ตามหลักการแห่งอิสลาม

เราวิงวอนขอต่ออัลลอฮฺให้ทรงช่วยเหลือพวกเราและคุณในการที่จะขัดเกลา สร้างวินัยให้กับตัวเอง และยอมจำนนต่อสิ่งที่อัลลอฮฺทรงรักและพึงพอใจ ขออัลลอฮฺทรงประทานการอำนวยพรและความสันติสุขแก่นบีมุหัมมัด ครอบครัวของท่าน และบรรดาสหายของท่าน

โดย ชัยคฺมุหัมมัด อิบนุ เศาะลิหฺ อัลมุนาญิด (อิสลามคิวเอ)

Read Full Post »

วิธีรับมือกับความกลัวของเด็กๆ

child_s_fear-1178338

รูปจาก อินเตอร์เน็ต
แหล่งที่มา http://islamqa.info/en/21390

แปล เรียบเรียง บินติ อัลอิสลาม

คำถาม ฉันมีลูกคนหนึ่งที่กลัวทุกสิ่งทุกอย่าง เขากลัวแม้แต่เงาของตัวเอง และฉันไม่รู้ว่านั่นเป็นเพราะวิธีการเลี้ยงดูลูกของฉันมันผิด หรือฉันควรจะสอนเขาอย่างไรให้มีความกล้า
คำตอบ อัลฮัมดุลิลลาฮฺ การสรรเสริญเป็นของอัลลอฮฺ

ผู้เชี่ยวชาญด้านจิตวิทยาเด็กให้ความเห็นว่า ในช่วงขวบปีแรกของเด็กนั้น เขาอาจจะแสดงอาการกลัวออกมาเมื่อได้ยินเสียงอะไรที่ดังขึ้นกระทันหัน หรือหากว่ามีอะไรตกหล่น และอื่นๆ เด็กอาจจะกลัวคนแปลกหน้าเมื่อเริ่มเข้าสู่วัยประมาณ 6 เดือน และในปีที่สองของเขา เด็กก็อาจจะเกิดความกลัวต่อหลายสิ่งหลายอย่างเช่น สัตว์ รถ ที่ลาดเอียง หรือน้ำ เป็นต้น

โดยปกติแล้ว เพศหญิงมากจะแสดงออกซึ่งความกลัวมากกว่าเพศชาย และความรุนแรงของความกลัวนั้นอาจจะไม่แน่นอน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับจินตนาการของเด็ก ยิ่งเด็กช่างจินตนาการมากเท่าไร ความกลัวของเขาก็จะมากขึ้นเท่านั้น

ปัจจัยและสาเหตุที่อาจเพิ่มพูนความหวาดกลัวให้แก่เด็กนั้น มีดังต่อไปนี้

หนึ่ง ผู้เป็นแม่สร้างความหวาดกลัวให้แก่เด็กด้วยการปลูกฝังในเรื่องของผีสาง ทหาร แสงเงา หรือเรื่องของอสูรอิฟรีท (ญินน) หรือสิ่งถูกสร้างที่มีลักษณะแปลกประหลาดทัั้งหลาย เป็นต้น

สอง พ่อแม่ประคบประหงม หรือเอาอกเอาใจเด็กๆ จนเกินไป หรือมีความกลัวกังวล คิดมากเกี่ยวกับลูกจนเกินไป

สาม เลี้ยงดูลูกด้วยการแยกเขาออกมาจากสังคม อยู่อย่างโดดเดี่ยว กักเขาไว้ให้อยู่แต่ภายในห้องสี่เหลี่ยมภายในบ้าน

สี่ เล่าเรื่องราวที่เกี่ยวกับญินนฺ หรืออสูรร้ายทั้งหลาย

และอีกหลายสาเหตุที่สร้างความหวาดกลัวกับเด็ก

เด็กอาจจะถูกทำให้มีความอ่อนแอทางจิตใจจนเกิดความกลัว ด้วยเพราะความกลัวของพ่อแม่ที่เขาได้เห็นจากตัวของพ่อแม่เอง ความกลัวเช่นนี้นั้นจะก่อตัวจนกลายเป็นอุปนิสัยได้โดยอาศัยระยะเวลา ดังนั้น แบบอย่างที่ดีนั้นจึงมีบทบาทอย่างมากในการอบรมเด็กไม่ให้เกิดความหวาดกลัว ปัจจัยสำคัญคือ การเป็นแบบอย่างแห่งความกล้าหาญในหลากหลายสถานการณ์ที่แตกต่างกันไป และไม่กลัวสัตว์ที่ไม่ก่อให้เกิดอันตราย หรือไม่กลัวผู้คนที่อยู่ในสถานะที่สูงกว่าเมื่อต้องการเรียกร้องสิทธิของตน และไม่กลัวในสิ่งใดอย่างไม่มีเหตุผล
ในการที่จะรับมือกับความกลัวของเด็ก ผู้เป็นพ่อแม่จำต้องให้ความใส่ใจในหลายๆ เรื่อง รวมไปถึง

– การอบรมเลี้ยงดูเขาตั้งแต่วัยเด็กให้ศรัทธาต่ออัลลอฮฺและสักการะพระองค์ และเข้าหาพระองค์ในทุกๆ สถานการณ์ที่เกิดความกลัว ความกังวล

– ให้อิสรภาพและมอบหมายความรับผิดชอบให้ทำบ้าง และปล่อยให้เขาทำสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง โดยให้สอดคล้องกับระดับของพัฒนาการของเขา

– ไม่สร้างความหวาดกลัวต่อเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาเขาร้องไห้ ด้วยการพูดถึงเรื่องของผีสาง หมา ขโมย ญินน หรืออสูรกายทั้งหลาย ดังที่ในหะดีษหนึ่งกล่าวไว้ว่า “ผู้ศรัทธาที่เข้มแข็งนั้นดียิ่งกว่าและเป็นที่รักมากยิ่งกว่า ณ ที่อัลลอฮฺ (เมื่อเปรียบกับ) ผู้ศรัทธาที่อ่อนแอ” (รายงานโดยมุสลิม 2664)

– ส่งเสริมสนับสนุนเขาตั้งแต่วัยเด็กให้อยู่ร่วมกับผู้อื่นและให้โอกาสเขาในการพบปะกับผู้อื่นและทำความรู้จักกับพวกเขา เพื่อที่ว่าเขาจะได้เกิดความรู้สึกจากส่วนลึกในหัวใจว่าเขาเป็นที่รักและได้รับการให้เกียรติจากใครๆ ก็ตามที่เขาได้พบหรือรู้จัก

– สิ่งที่นักจิตวิทยา และผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาได้แนะนำ คือ การให้โอกาสเด็กๆ ได้รู้จักสิ่งที่สร้างความหวาดกลัวต่อเขา เช่นว่า หากว่าเขากลัวความมืด มันก็ไม่ผิดอะไรในการที่จะปล่อยให้เขาได้เล่นสวิตช์ไฟ ให้ลองกดเปิด ปิดดู หรือหากว่าเขากลัวน้ำ มันก็ไม่ผิดอะไรในการที่จะปล่อยให้เขาได้เล่นน้ำปริมาณน้อยในถ้วยเล็ก เป็นต้น

– อีกทั้งพ่อแม่ยังสามารถบอกเล่าเรื่องราวของวีรบุรุษชาวสลัฟ (กลุ่มคนที่อยู่ในช่วงยุคต้นๆ ของอิสลาม) และอบรมเขาให้นำคุณสมบัติของบรรดาเศาะหาบะฮฺมาปรับใช้กับตัวเอง เพื่อที่เขาจะได้พัฒนาคุณสมบัติของความกล้าหาญและความเป็นวีรบุรุษต่อตัวเอง

แต่หากว่าความกลัวของเด็กนั้น เป็นรูปแบบของความวิตกกังวล เช่นนั้นสาเหตุของมันก็อาจจะเกิดจากปัจจัยบางประการที่สอดคล้องตามรายงานสุนนะฮฺของนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ซึ่งเราควรรับมือกับความกลัวเช่นนี้ด้วยวิธีการที่ชาญฉลาดและระมัดระวัง

ปัจจัยดังกล่าวนั้นรวมไปถึง:

– การให้เด็กทำมากเกินกว่าความสามารถของเขา เช่นที่ท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมได้กล่าวว่า “ผู้ที่ไม่แสดงความเมตตาต่อเด็กๆ ของเรา และไม่ใส่ใจต่อสิทธิของผู้อาวุโส ไม่ใช่หนึ่งในกลุ่มชนของเรา” (รายงานโดยอบู ดาวูด เลขที่ 4943; อัตติรมิซียฺ, 1921; และมีการรายงานไว้ในเศาะฮีหฺอัลญามิอฺ โดยอัลอัลบานียฺ, 5444).

– ไม่พอใจกับความปรารถนาต่อความสำเร็จของเขา มีการรายงานว่า ท่านอลี เราะฎิยัลลอฮุ อันฮุ ได้กล่าวว่า “ฉันไม่เคยได้ยินท่านเราะสูลกล่าวว่า”ขอให้บิดามารดาของฉันถูกสังเวยชีวิตเพื่อท่าน กับใคร เว้นแต่กับสะอฺด ผู้ที่ฉันได้ยินท่านกล่าว (ต่อเขา) ว่า “ยิงสิ ขอให้บิดามารดาของฉันถูกสังเวยชีวิตเพื่อท่าน” และฉันคิดว่าวันนั้นเป็นวันแห่งสมรภูมิรบอุฮุด” (รายงานโดยอัลบุคอรียฺ 6184; มุสลิม. 2411) จากหะดีษบทนี้แสดงให้เห็นว่าพ่อแม่ควรให้การส่งเสริมและสนับสนุนลูกๆ ของพวกเขา ไม่ว่าระดับความสามารถของพวกเขาจะอยู่ในระดับขั้นใดก็ตาม เพื่อที่ว่าพวกเขาจะได้รับการกระตุ้นให้ทำดีกว่าเดิมมากขึ้น

– ลงโทษโดยการทำร้ายร่างกายพวกเขามากเกินไป และจัดการกับพวกเขาด้วยที่วิธีการที่แข็งกร้าว นบีมุหัมมัด กล่าวว่า “ผู้ใดก็ตามที่ถูกถอดถอนออกไปซึ่งความอ่อนโยน เขาผู้นั้นก็ได้ถูกถอดถอนออกไปแล้วซึ่งความดีงามทั้งมวล” (รายงานโดยมุสลิม 2292)

– สภาพความเป็นอยู่ที่ยากลำบากอันเป็นเหตุให้ผู้เป็นพ่อแม่ระบายความโกรธ ความเครียดลงลูกๆ เช่นการขาดซึ่งความรักความอบอุุ่นระหว่างสามีภรรยา หรืองานของผู้เป็นแม่ หรือการไม่มีความสุขกับที่ทำงาน นบีมุหัมมัด กล่าวว่า “ผู้ที่เข้มแข็งนั้น ไม่ใช่ผู้ที่สามารถคว่ำผู้อื่นให้ล้มได้ในการต่อสู้ หากทว่าผู้ที่เข้มแข็งนั้นคือผู้ที่สามารถควบคุมตัวของเขาในช่วงเวลาแห่งความโกรธ” (รายงานโดย อัลบุคอรียฺ 6116)

สุดท้ายนี้เราจำต้องเน้นย้ำว่า มันไม่ได้หมายความว่าเด็กไม่ควรมีความกลัวต่อสิ่งใดเลย เพราะ “ความกลัว” มีความจำเป็นอย่างมากในบางกรณี เพราะมันมีความสำคัญต่อความอยู่รอด ต่อการใช้ชีวิตของเด็ก เขาจำต้องกลัวอัลลอฮฺ กลัวอันตราย ความเลวร้ายที่ผู้คนอาจะสร้างมันขึ้นมา และกลัวต่อการทำบาป ทำชั่ว เป็นต้น ซึ่งนั่นควรเป็นความกลัวตามธรรมชาติ ไม่มากไป ไม่น้อยไป

จาก Tanshiy’at al-Fataat al-Muslimah, p. 159, by Hanaan ‘Atiyah al-Toori al-Juhani.

Read Full Post »

ญินสามารถปรากฏตัวในรูปร่างของมนุษย์ได้หรือไม่ และญินมีรูปร่างที่แท้จริงของมันหรือไม่?

image

แหล่งที่มา http://islamqa.info/en/40703
แปล เรียบเรียง บินติ อัลอิสลาม

คำตอบ

อัลฮัมดุลิลลาฮฺ
คำถามข้างต้นนั้นประกอบด้วยสองส่วน
1. ญินสามารถปรากฏตัวในรูปร่างของมนุษย์ได้หรือไม่
2. ญินมีรูปร่างที่แท้จริงของมันหรือไม่

สำหรับคำถามแรกนั้น อาจกล่าวได้ว่า
——————————————-
ประการแรก เราควรทราบไว้ว่าคุณสมบัติพื้นฐานของญินนั้น คือ พวกมันถูกปกปิดตัวตนที่แท้จริงไว้ให้พ้นจาก (การมองเห็นของ) มนุษย์ ดังนั้นพวกมันจึงถูกเรียกว่า “ญิน” เพราะในรากศัพท์ของภาษาอาหรับ คำว่า “ญันนา” นั้นมีความหมายที่แท้จริงเพียงหนึ่งความหมายนั่นคือ “การปกปิด และ หลบซ่อน” ดังที่อิบนุ ฟารีส กล่าวไว้ใน Maqayis Al-Lughah

ดังนั้น มันจึงถูกเรียกว่า “ญิน” ด้วยเพราะ พวกมันถูกปกปิดจากการมองเห็นของมนุษย์ และ “ทารกในครรภ์” ก็ถูกเรียกว่า “ญะนีน” ในภาษาอาหรับ เพราะ เขาถูกปกปิดไว้ภายในมดลูกของมารดาของเขา คำว่า “สวน” ถูกเรียกว่า “ญันนะฮฺ” ในภาษาอาหรับ เพราะว่ามันถูกปกปิดไว้ด้วยต้นไม้  คำว่า “คนบ้า” ถูกเรียกว่า “มัจญนูน” เพราะสติปัญญาของเขานั้นถูกปิดเอาไว้ และคำอื่นๆ ที่แหล่งที่มาของมันมาจากรากศัพท์นี้

อัลลอฮฺทรงบอกแก่พวกเขาเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ เมื่อพระองค์ตรัสว่า (ซึ่งมีความหมายว่า)
“โอ้ ลูกหลาน อาดัมเอ๋ย จงอย่าปล่อยให้ชัยฏอนล่อลวงสูเจ้า ดังเช่นที่พวกมันได้เคยล่อลวงบิดามารดาของเจ้า (อาดัม และเฮาวา) ให้ออกจากสวนสวรรค์มาก่อน ด้วยการทำให้พวกเขาปลดเปลื้องเครื่องนุ่งห่ม และเปิดเผยอวัยวะพึงสงวนของพวกเขา แท้จริงแล้ว มัน และกอบิลุฮุ (เหล่าทหารของมันที่มาจากกลุ่มญินและเผ่าของมัน) สามารถมองเห็นสูเจ้าได้จากที่ที่สูเจ้าไม่สามารถมองเห็นพวกมัน” (อัลอะรอฟ 7:27)

คำถามที่สอง พวกมันสามารถปรากฏตัวในรูปร่างของมนุษย์ได้หรือไม่
—————————————————————-
คำตอบของคำถามนี้นั้นได้มีหลักฐานที่แจ้งไว้แล้วในสุนนะฮฺ (คำสอนของศาสนทูต) และจากชีวิตจริงที่ว่าญินปรากฏตัวในรูปร่างที่แตกต่างกันไป เช่นในรูปร่างของผู้คน ของสัตว์ เป็นต้น และหลักฐานที่ระบุไว้อย่างชัดแจ้งที่สุดนั้นก็มาจากสุนนะฮ จากเรื่องราวที่ถูกรายงานโดยบุคอรียฺ จากท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺ (เราะฎิยัลลอฮุ อันฮุ)

ท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺเล่าว่า “ศาสนทูตมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสัลลัม ได้มอบหมายให้ฉันทำหน้าที่ดูแลซะกาตในเดือนเราะมะฎอน ครั้งหนึ่งมีใครบางคนเข้ามาหาฉันและตักอาหารบางส่วนไป และฉันได้พูดขึ้นมาว่า “ขอสาบานด้วยพระนามของอัลอฮฺ ฉันจะพาท่านไปพบท่านนบี” จากนั้นเขาก็ได้พร่ำบ่นว่าเขาลำบากต้องการความช่วยเหลือ และที่พึ่งพา ดังนั้นฉันจึงเกิดความสงสารเขาและปล่อยให้เขาไป ซึ่งเหตุการณ์นี้ได้เกิดขึ้นถึงสามครั้ง และครั้งที่สาม ฉันได้บอกเขาว่า “ฉันจะพาท่านไปยังท่านนบี นี่มันเป็นครั้งที่สามแล้ว และแต่ละครั้งท่านก็บอกฉันว่า ท่านจะไม่กลับมาอีก แต่ท้ายที่สุด ท่านก็กลับมาอีก” เขาตอบกลับมาว่า “เช่นนั้นจงปล่อยฉันไปเสีย และฉันจะสอนบางสิ่งแก่ท่าน ด้วยหนทางที่อัลลอฮฺจะประทานความดีงามแก่ท่าน” ฉันจึงถามเขาว่า “มันคืออะไรหรือ”

เขาตอบว่า “เมื่อท่านจะเข้านอน จงอ่านอายะฮฺกุรซียฺ.. อัลลอฮฺ ลา อิลาฮะ อิลลา ฮุวะ (ไม่มีสิ่งอื่นใดที่คู่ควรแก่การสักการะ นอกจากอัลลอฮฺ).. อัล ฮัยยุล ก็อยยุม (ผู้ทรงมีชีวิตอยู่ตลอดไป ผู้ทรงช่วยเหลือและปกป้องคุ้มครองสิ่งที่มีอยู่ทั้งมวล) (อัลบะเกาะเราะฮฺ 2:255) ไปจนกระทั่งท่านอ่านจบทั้งอายะฮฺ แล้วท่านจะได้รับการปกป้องจากอัลลอฮฺอยู่เสมอ และจะไม่มีมารร้ายตนใดเข้ามาใกล้ท่านจนกระทั่งรุ่งเช้ามาถึง”

ด้วยเหตุนี้ ท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺจึงปล่อยเขาไป และเช้าวันรุ่งขึ้น ท่านได้บอกเล่าให้กับท่านนบีรับทราบถึงสิ่งที่เกิดขึ้น และท่านนบีได้กล่าวแก่ท่านว่า “เขาผู้นั้นได้บอกความจริงกับท่าน แม้ว่าเขาจะเป็นผู้ที่โกหกก็ตาม แล้วท่านทราบหรือไม่ว่า ผู้ที่ท่านพูดคุยด้วยถึงสามคืนนั้น คือใคร โอ้ อบูฮุร็อยเราะฮฺ” ท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺตอบว่า “ไม่ทราบครับ” ท่านนบีจึงบอกท่านว่า “นั่นคือมารร้าย (ชัยฎอน)”

ท่านอัลฮาฟิซ อิบนุ ฮะญัรฺ กล่าวไว้ใน อัลฟัษว่า “หะดีษ (การรายงานนี้) ได้ให้บทเรียนหลายอย่างแก่เรา นั่นคือ หนึ่งในคุณลักษณะของชัยฏอนนัั้นคือ “การโกหก” และ มันอาจจะปรากฏให้เห็นในรูปร่างที่หลากหลาย และถ้อยคำของอัลลอฮฺที่ว่า “แท้จริงแล้ว มัน และกอบิลุฮุ (เหล่าทหารของมันที่มาจากกลุ่มญินและเผ่าของมัน) สามารถมองเห็นสูเจ้าได้จากที่ที่สูเจ้าไม่สามารถมองเห็นพวกมัน” (อัลอะรอฟ 7:27) ซึ่งหมายถึงว่า มันอยู่ในรูปร่างที่มันถูกสร้างขึ้นมา (โดยเฉพาะ)

และมีการรายงานว่าชัยฏอนปรากฎตัวขึ้นให้ชาวกุเรซได้เห็นในรูปร่างของสุเราะเกาะฮฺ อิบนุ มาลิก อิบนุ ญชัม และยุยงให้พวกเขาทำการต่อสู้กับศาสนทูตมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในสมรภูมิรบบะดัรฺ

ท่านอิบนุ ญะรีร อัล เฏาะบะรียฺรายงานไว้ในตัฟซีรฺของท่านว่า อุรวะฮฺ อิบนุ อัล ซุบัยรฺ กล่าวว่า “เมื่อชาวกุเรซตัดสินใจที่จะเดินหน้า (เหตุการณ์เกิดขึ้นระหว่างชาวกุเรซและบนี บักรฺ หมายถึง สงคราม) และนั่นเกือบทำให้พวกเขาเปลี่ยนใจ จากนั้นอิบลีสได้ปรากฏขึ้นในรูปร่างของสุเราะเกาะฮฺ อิบนุ มาลิก อิบนุ ญุซัม ผู้ซึ่งเป็นหนึ่งในผู้มีคุณธรรมของเผ่าบนู กินานะฮฺ และกล่าวกับพวกเขาว่า “ฉันจะปกป้องท่านให้พ้นจากกินานะฮฺ เพื่อที่ว่ากินานะฮฺจะไม่สามารถทำอันตรายใดๆ ต่อพวกท่านได้” ดังนั้นพวกเขา (กุเรซ) จึงเดินหน้าต่อพร้อมกับแผนการของพวกเขา
(เหตุการณ์นี้มีการอ้างอิงโดยอิบนุ กะษีร ในอัลบิดายะฮฺ วัล นิฮายะฮฺ ด้วยเช่นกัน)

ในเศาะฮีหฺมุสลิม มีการรายงานว่า ท่านอบู สะอีด อัลคุดรียฺ (เราะฎิยัลลอฮุ อันฮุ กล่าวว่า “ฉันได้ยินศาสนทูตมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “ในมาดีนะฮฺนั้นมีกลุ่มของญินที่กลายเป็นมุสลิม ดังนั้นใครก็ตามที่เห็นลักษณะของสิ่งมีชีวิต ขอให้เขากล่าวเตือนพวกมันสามครั้ง จากนั้นหากว่ามันยังคงปรากฏให้เห็นอยู่ เขาก็จงฆ่ามันเสีย เพราะแท้จริง มันคือมารร้าย (ชัยฎอน)”

คำว่า “ลักษณะของสิ่งมีชีวิต” ในที่นี้ หมายถึงประเภทของงูชนิดต่างๆ ที่ปรากฎภายในบ้านเรือน พวกมันไม่ควรถูกฆ่า จนกว่าพวกมันจะได้รับการเตือนสามครั้ง เพราะพวกมันอาจจะเป็นญิน (ดู เฆาะรีบ อัลหะดีษ โดยอิบนุ กะษีรฺ)

อัลนะวาวียกล่าวว่า “มันมีความหมายว่า หากว่าพวกมันไม่หายไปภายหลังจากที่ได้รับคำเตือน นั่นหมายความว่าพวกมันไม่ใช่ประเภทของสิ่งมีชีวิตที่อยู่อาศัยภายในบ้าน และพวกมันไม่ใช่ญินที่กลายเป็นมุสลิม หากทว่านั่นคือ “ชัยฎอน” ดังนั้นจึงไม่มีบาปอันใดแก่ตัวท่านหากว่าท่านจะฆ่ามัน และอัลลอฮฺมิทรงเคยให้หนทางใดแก่ชัยฎอนในการที่จะมีอำนาจเหนือท่านด้วยการแก้แค้น ซึ่งต่างจากสิ่งมีชีวิต (งู) และญินที่กลายเป็นมุสลิมแล้ว และอัลลอฮฺทรงรู้ดียิ่ง ชัรชฺ มุสลิม

และยังมีอีกหลายๆ เหตุการณ์ ชัยคุล อิสลาม (อิบนุ ตัยมิยะฮฺ) ได้กล่าวว่า “ญินอาจจะปรากฎตัวในรูปร่างของคน หรือสัตว์ ดังนั้นพวกมันอาจจะปรากฎตัวในรูปร่างของงู หรือแมลงป่อง เป็นต้น หรือในรูปร่างของอูฐ วัวควาย แกะ ม้า ล่อ และลา หรือในรูปร่างของนก หรือรูปร่างของมนุษย์เช่นนี้ชัยฏอนได้มายังชาวกุเรซในรูปร่างของสุเราะเกาะฮฺ อิบนุ มาลิก อิบนุ ญุซัม เมื่อพวกเขาต้องการที่จะเดินทางไปยังบะดัรฺ

ประการที่สาม ญินได้ทำให้คนหลายคนหลงทางด้วยการปรากฏตัวในรูปร่างของเอาลิยาอฺ (นักบุญ) และบรรดาคนดีทั้งหลาย ชัยคุลอิสลาม กล่าวว่า “ชัยฎอนมักจะปรากฎตัวในรูปร่างของบุคคลที่ถูกวิงวอน (กราบไหว้ – ผู้แปล) หรือถูกร้องขอความช่วยเหลือ หากว่าบุคคลนั้นเสียชีวิตไปแล้ว หรือบางครั้งแม้ว่าเขาผู้นั้นจะยังมีชีวิตอยู่ก็ตาม โดยที่ผู้ที่วิงวอนขอความช่วยเหลือไม่รู้ตัวด้วยซ้ำ (ว่าสิ่งที่เขาร้องขออยู่เป็นญิน เพิ่มเติมโดยผู้แปล) แท้จริงแล้ว ชัยฎอนนั้นสามารถปรากฏตัวในรูปร่างของคนเหล่านั้น และบรรดามุชริกที่ไม่ได้รับทางนำ (นอกรีต) ผู้ซึ่งกำลังแสวงหาความช่วยเหลือจากบุคคลนั้นๆ อาจคิดว่า บุคคลนั้นๆ ตอบรับการร้องขอจากเขา ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้ว “มันคือชัยฎอน”

เหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นกับกุฟฟรฺ (ผู้ที่ไม่ใช่มุสลิม) ผู้ซึ่งแสวงหาความช่วยเหลือจากผู้ที่พวกเขาคิดว่าเป็นคนดี ไม่ว่าคนนั้นๆ จะเสียชีวิตหรือมีชีวิตอยู่ก็ตาม เช่นเดียวกับชาวคริสเตียนที่แสวงหาความช่วยเหลือจากจอร์จ หรือนักบุญอื่นๆ ของพวกเขา และสิ่งนี้ก็เกิดขึ้นกับบรรดาผู้ที่ถูกเรียกว่า “มุสลิม” ที่ทำการชีริก (นับถือพระเจ้าหลายองค์) และปฏิบัติตามในหนทางที่ผิดด้วยการแสวงหาความช่วยเหลือจากผู้ที่เสียชีวิต หรือผู้ที่ไม่อยู่แล้ว ชัยฎอนได้ปรากฏตัวต่อพวกเขาในรูปร่างของผู้ที่เขากำลังร้องขอความช่วยเหลือ โดยที่พวกเขาไม่รู้ตัวว่า (สิ่งที่พวกเขาขออยู่นั่นคือ ชัยฎอน) มีคนมากกว่าหนึ่งคนที่บอกฉันว่า พวกเขาได้เคยขอความช่วยเหลือจากฉัน (อิบนุ ตัยมิยะฮฺ) และแต่ละคนบอกเล่าเรื่องราวที่แตกต่างกันออกไป ฉันจึงบอกพวกเขาแต่ละคนว่า ฉันไม่ได้ตอบรับการร้องขอความช่วยเหลือของใคร และฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าพวกเขากำลังขอความช่วยเหลือจากฉันอยู่ มีการกล่าวว่า นี่คงจะเป็นมลาอิกะฮฺ แต่ฉันตอบไปว่า “มลาอิกะฮฺไม่ให้ความช่วยเหลือต่อมุชริกหรอก หากทว่าชัยฏอนต่างหากที่ปรารถนาที่จะทำให้พวกเขาหลงทาง”

หนึ่งในหนทางที่ดีที่สุดที่มุสลิมจะสามารถขอความช่วยเหลือให้พ้นจากบรรดาชัยฏอนมารร้ายได้ คือการสร้างเกราะป้องกันให้ตัวเองด้วย “อัซการ (ถ้อยคำแห่งการรำลึกถึงอัลลอฮฺ) และการอ่านอายะฮฺกุรซียฺ” ดังที่มีการแจ้งไว้ในหะดีษข้างต้นที่บอกเล่าโดยท่านอบูฮุร็อยเราะฮฺ

สำหรับส่วนที่สองของคำถาม, ที่ว่าญินมีรูปร่างที่แท้จริงของมันหรือไม่
————————————————–
ในเรื่องของรูปถ่ายของญิน ที่ซึ่งได้ล่อลวงผู้คนมากมายและมีนำเสนออย่างแพร่หลายในเวปไซท์บางเวป ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะสามารถตรวจสอบความจริงถึงสิ่งที่อยู่ในเวปไซท์เหล่านี้ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัจจุบันนี้เมื่อผู้คนมีความทักษะสามารถขั้นสูงในการที่จะผลิตรูปภาพหลอกลวงขึ้นมา มากไปกว่านั้น การที่จะทำวิจัยในเรื่องราวเหล่านี้นั้นไม่ได้นำมาซึ่งผลประโยชน์ต่อจิตวิญญาณ หรือโลกดุนยา แต่อย่างใด และไม่ได้ตอบสนองเป้าหมายใดๆ ทั้งสิ้น

ดังนั้นมันย่อมเป็นการดีกว่าในการที่เราจะง่วนอยู่กับสิ่งต่างๆ ที่จะนำมาซึ่งผลประโยชน์ที้ดีงามต่อจิตวิญญานและดุนยา เช่นการอ่านและทำความเข้าใจต่อสิ่งที่อยู่ในอัลกุรอานและเศาะฮีหฺสุนนะฮฺ และสิ่งที่คนคนหนึ่งควรจะรู้และทำในการจะปรับปรุงแก้ไขความเชื่อ และการทำอิบาดะฮฺให้ถูกต้อง รวมไปถึงทัศนคติและจรรยามารยาทที่ดีงามที่มุสลิมควรพัฒนาในตัวเอง และอื่นๆ อีกมากมาย

อีกทั้งเราควรตระหนักด้วยว่า การพิมพ์ นำเสนอรูปของสิ่งมีชีวิตนั้นหะรอม (ศาสนาไม่อนุญาต) ตามหลักของชารีอะฮฺ

เราขออัลลอฮฺทรงปกป้องท่านและยกสถานะของท่าน และให้อภัยโทษต่อความผิดบาปของท่าน และประทานแก่ท่านซึ่งความรู้และการงานที่ดี เพราะพระองค์คือผู้ที่ประเสริฐที่สุดที่เราจะขอความช่วยเหลือ

ขออัลลอฮฺโปรดประทานการอำนวยพรและความสันติต่อนบีมุหัมมัด ครอบครัวของท่าน และบรรดาสหายของท่านด้วยเถิด
และอัลลอฮฺทรงรู้ดียิ่ง
อิสลาม คิว เอ

Read Full Post »

การใช้บัตรเครดิตนั้นถือว่าเป็นของที่หะรอม ถึงแม้ว่าผู้ใช้จะคืนเงินธนาคารตามกำหนดก็ตาม

Source: Using credit cards is haraam even if you pay up within the time limit
http://www.islamqa.com/en/ref/13725
ถอดความ บินติ อัลอิสลาม

คำถาม

ผมทราบมาว่าการใช้บัตรเครดิตนั้น เป็นสิ่งหะรอม หากแต่ผมไม่แน่ใจว่า ถ้าผมจะใช้เงินคืนธนาคารตามระยะเวลาที่ธนาคารกำหนดไว้ แล้วธนาคารก็จะไม่คิดค่าดอกเบี้ยใดๆ เช่นนี้ ยังถือว่าบัตรเครดิตเป็นของหะรอมหรือไม่

 

คำตอบ

เรื่องที่คุณทราบมาว่า บัตรเครดิตเป็นของหะรอมนั้นเป็นเรื่องถูกต้องแล้ว

การใช้บัตรเครดิตนั้นถือว่าเป็นของที่หะรอม ถึงแม้ว่าผู้ใช้จะคืนเงินธนาคารตามกำหนดก็ตาม

บัตรเครดิตถือเป็นของหะรอม เนื่องจาก “ธนาคาร” ได้ให้  “ผู้ใช้บัตร” ยืมเงินและทำการชำระเงินแก่ธนาคารในภายหลังโดยมีดอกเบี้ยด้วย และ “ดอกเบี้ยนี้” คือค่าต่ออายุประจำปีของบัตรเครดิต  เช่นเดียวกันกับการที่ธนาคารจะคิด “ดอกเบี้ย” กับ “ผู้ใช้บัตร” เมื่อ “ผู้ใช้บัตร” จ่ายเงินคืนธนาคารช้ากว่ากำหนด

ค่าใช้จ่าย (สำหรับการต่ออายุนี้) ถือเป็น “ริบาอฺ” ชนิดหนึ่ง ซึ่ง “ผู้ใช้บัตร” จะทำการจ่ายให้กับธนาคาร และ “ริบาอฺ” นี้จะถูกจ่ายออกไปโดย “ผู้ใช้บัตร” ไม่ว่าเขาจะชำระเงินตามกำหนดหรือไม่ก็ตาม

อีกทั้ง “ผู้ใช้บัตร” ก็ได้เข้าสู่การทำ “สัญญากับธนาคาร” ซึ่งหมายความว่า เขาถูกผูกมัดให้ทำการจ่าย “ดอกเบี้ย” หากเขาชำระเงินช้ากว่ากำหนด นี่ถือเป็นสิ่งที่ “หะรอม” เนื่องจากไม่มีการอนุญาตให้มุสลิมคนหนึ่งคนใดยุ่งเกี่ยวกับการกระทำสิ่งใดๆ ที่อัลลอฮฺทรงสั่งห้าม

“ผู้ใช้บัตร” อาจจะคิดว่า เขานั้นสามารถชำระเงินให้ธนาคารได้ตามกำหนด หากแต่ว่าถ้ามีอะไรเกิดขึ้นซึ่งเป็นสาเหตุให้เขาไม่สามารถชำระเงินตามกำหนด ได้ เช่นนั้นแล้วเขาจำต้องจ่าย “ริบาอฺ” ให้กับธนาคาร

ชัยคฺ อิบนุ อุษัยมีน ได้กล่าวเกี่ยวกับ “สัญญา” ดังกล่าวนี้ว่า

“สัญญาประเภทนี้” ไม่เป็นที่อนุมัติ เพราะว่ามันเกี่ยวข้องกับ “ริบาอฺ” ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายของบัตรเครดิต และหมายความถึงการที่เข้ายุ่งเกี่ยวในการจ่าย “ดอกเบี้ย” หาก ทำการชำระเงินช้ากว่ากำหนด

ท่านได้กล่าวในอีกฟัตวาหนึ่งว่า

วิธีการดำเนินการของบัตรเครดิตนี้ ก็เป็นสิ่งที่หะรอม” เนื่องจากว่าผู้ที่เข้าสู่การดำเนินการดังกล่าวถือว่าเขาได้ยินยอมที่จะจ่าย “ริบาอฺ” หากว่าเขาไม่ได้ชำระเงินตามระยะเวลากำหนด นี่ถือเป็นการข้องเกี่ยวอันไม่เป็นที่ยอมรับ แม้ว่าเขาจะเชื่อ หรือ คิดว่าเขาจะทำการชำระเงินก่อน “วันกำหนดชำระ” แน่นอน เนื่องจากว่า “สถานการณ์ต่างๆ อาจจะเปลี่ยนแปลงได้ และเขาอาจจะไม่มีความสามารถที่จะชำระเงินได้ตามกำหนด – ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญต่ออนาคต อีกทั้งไม่มีใครรู้ได้ว่า จะมีอะไรเกิดขึ้นต่อ “เขา” ในวันข้างหน้า ดังนั้น “การยินยอมตกลงในเรื่องเช่นนี้ถือเป็นสิ่งหะรอม” และอัลลอฮฺทรงรู้ดียิ่ง

Read Full Post »

การบริจาคเลือดให้กับธนาคารเลือด และการบริจาคเลือดให้กับผู้ที่ไม่ใช่มุสลิม
*******************

การบริจาคเลือด ให้กับธนาคารเลือด
แหล่งที่มา http://islamqa.com/en/ref/239
ถอดความ  บินติ อัลอิสลาม
 

image

คำถาม

อัสลามุอลัยกุม วะเราะหฺมะตุ้ลลอฮิ วะบาเราะกาตุฮฺ

มันเป็นที่อนุมัติ (สำหรับมุสลิม) หรือไม่ที่จะ “บริจาค” เลือดให้กับธนาคารเลือดในอเมริกา เพราะเลือดที่บริจาคไปนั้น ส่วนใหญ่จะนำไปใช้กับผู้ที่ไม่ใช่มุสลิม อีกทั้ง มันเป็นที่อนุมัติหรือไม่ที่จะ “รับบริจาค” เลือดจากธนาคารเลือด ทั้งที่ทราบว่าเลือดเหล่านั้นส่วนใหญ่เป็นของผู้ที่ไม่ใช่มุสลิม

เรารักท่านเพื่ออัลลอฮฺ ขออัลลอฮฺประทานรางวัลการตอบแทนแก่ท่าน

คำตอบ

วาลัยกุมมุสลาม วะเราะหฺมะตุ้ลลอฮิ วะบาเราะกาตุฮฺ

อัลฮัมดุลิลละฮฺ

มันเป็นที่อนุมัติที่จะรับบริจาคเลือดจากผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมจากธนาคารเลือด แม้ว่าผู้บริจาคจะเป็นกาฟีรฺก็ตาม เช่นเดียวกัน มันก็เป็นการอนุมัติที่จะบริจาคเลือดต่อผู้ที่ไม่ใช่มุสลิม ตราบใดที่พวกเขาไม่ใช่ “ผู้ต่อต้าน (หรือศัตรู) อิสลาม” ซึ่ง “ผู้ต่อต้าน (หรือศัตรู) อิสลามนั้น” คือผู้ที่ต่อสู้กับมุสลิมด้วยอาวุธหรือการเงิน เช่นการต่อสู้ด้วยทรัพย์สินของเขา หรือให้การช่วยเหลือในการต่อสู้กับมุสลิม หากเขาไม่สามารถทราบอย่างแน่นอน (ว่าจะเป็นการบริจาคให้กับศัตรูอิสลามหรือไม่) มันก็เพียงพอสำหรับเขา ที่จะปฏิบัติตาม “ฆุรอบาตฺ อุล ซานนฺ” (การคาดการณ์อย่างสุดความสามารถของคนคนหนึ่ง หรือสิ่งใดก็ตามที่น่าจะเป็นไปได้มากที่สุด)

Islam QA ชัยคฺมุหัมมัด อัลมุนัจญิด

—————————————————————

“การบริจาคเลือดให้กับผู้ที่ไม่ใช่มุสลิม”
แหล่งที่มา http://islamqa.com/en/ref/958

คำถาม

อะไรคือกฎเกณฑ์ของการบริจาคเลือด? โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากว่ามันเป็นการบริจาคเลือดในอเมริกา และทราบว่าเลือดที่บริจาคไปนั้น เป็นไปได้ว่ามันจะถูกนำไปใช้กับผู้ที่ไม่ใช่มุสลิม

คำตอบ

การสรรเสริญเป็นของอัลลอฮฺ

มันเป็นที่อนุมัติสำหรับมุสลิมในการที่จะบริจาคเลือดให้กับผู้ที่ไม่ใช่มุสลิม เว้นเสียแต่ว่า เป็นที่ทราบกันดีว่า  “ผู้ที่ไม่ใช่มุสลิม” นั้นอยูในสถานะของผู้ที่ทำการต่อสู้กับมุสลิม (ไม่ว่าจะเป็นการ (ที่เขา) เป็นส่วนหนึ่งในรัฐที่อยู่ในสภาวะสงครามกับมุสลิม หรือการสนับสนุนการต่อต้าน รุกรานบรรดามุสลิมก็ตาม) ซึ่งในกรณีนี้ มันไม่เป็นการอนุมัติ (สำหรับมุสลิม) ที่จะบริจาคเลือด เพราะมันเป็นการช่วยเหลือคนเหล่านั้นในการต่อสู้กับมุสลิม

หากว่า “มุสลิม” ไม่สามารถทราบได้เลยว่าเลือดที่เขาบริจาคไปนั้นจะถูกนำไปใช้อย่างไร เขาควรปฏิบัติตามสิ่งที่เขาคิดว่ามันน่าจะเป็นไปได้ หากเขาคิดว่า “เลือดที่บริจาคไปนั้น” จะถูกนำไปใช้กับ “กาเฟรฺ” ที่ไม่ได้ต่อสูักับมุสลิม มันก็เป็นการอนุมัติที่จะบริจาคเลือดของเขา  และหากเป็นไปในทางที่กลับกัน มันก็ไม่เป็นที่อนุมัติสำหรับเขา

Read Full Post »

image

แหล่งที่มา Giving sadaqah (charity) to non-Muslims – 3854 – http://islamqa.com/en/ref/3854/helping%20non%20muslim

ถอดความ بنت الاٍسلام
 
คำถาม  

คำถามที่หนึ่ง การทำเศาะดะเกาะฮฺให้กับผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมนั้น สามารถทำได้หรือไม่

คำถามที่สอง มีบางคนที่ (เป็นไปได้ว่าเป็นมุสลิม) ขอทานโดยระบุจำนวนเงิน ตามหลักอิสลามนั้น เราควรปฏิบัติตัวในสถานการณ์นี้เช่นไร? และขอท่านช่วยชี้แจงเกี่ยวกับสถานการณ์นี้ หากว่าผู้ที่ขอทานนั้นเป็นผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมด้วย

คำถามที่สาม แล้วเราสามารถใช้กฎเกณฑ์ของ “ข้อที่หนึ่ง และข้อที่สอง” สำหรับผู้ที่ติดเหล้า หรือติดยาเสพติดได้หรือไม่ เพราะอาจเป็นไปได้ว่า พวกเขาอาจนำเงินที่ได้รับ ไปใช้ในหนทางที่ผิด

คำตอบ 

การสรรเสริญเป็นของอัลลอฮฺ

คำถามที่หนึ่ง การทำเศาะดะเกาะฮฺให้กับผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมนั้น สามารถทำได้หรือไม่ 

คำตอบ:: มันเป็นที่อนุมัติในการบริจาค นอกเหนือจากการบริจาคภาคบังคับ (ซะกาตฺ เป็นต้น) ทั้งต่อคนยากจนที่ไม่ใช่มุสลิมด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง หากพวกเขาเป็นญาติพี่น้อง หากแต่อยู่ภายใต้เงื่อนไขที่ว่า “พวกเขา” จะต้องไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆ กับผู้ที่อยู่ในสภาวะทำการสงคราม (ต่อสู้) กับมุสลิม และไม่ได้มีพฤติกรรมที่ละเมิด (หรือรุกราน) อันเป็นเหตุที่ขัดขวางคุณจากการปฏิบัติต่อพวกเขาด้วยความเมตตา อัลลอฮฺตรัสว่า (ความหมายว่า)

“อัลลอฮฺมิได้ทรงห้ามพวกเจ้าในการปฏิบัติดีด้วยความยุติธรรมและความเมตตาต่อผู้ที่มิได้ต่อต้านพวกเจ้าในเรื่องของศาสนาหรือ (ผู้ที่) มิิได้ขับไล่พวกเจ้าออกจากบ้านเรือนของพวกเจ้า แท้จริงอัลลอฮฺทรงรักผู้มีความยุติธรรม แต่ว่าอัลลอฮทรงห้ามพวกเจ้าในการที่พวกจะผูกมิตรกับผู้ที่ต่อต้านพวกเจ้าในเรื่องศาสนาและขับไล่พวกเจ้าออกจากบ้านเรือนของพวกเจ้า และ (ผู้ที่) ช่วยเหลือในการขับไล่พวกเจ้า และผู้ใดผูกมิตรกับพวกเขา ชนเหล่านั้นพวกเขาเป็นผู้อธรรม”  (อัลกุรอาน 60:8-9) *คัดลอกจากอัลกุรอานแปลไทย

อัสมา บินติ อบีบักรฺ (เราะฎิยัลลอฮุ อันฮา) กล่าวว่า “มารดาของฉันพร้อมกับบิดาของท่าน มาพบฉัน และขณะนั้นท่านเป็นมุชริก (คนนอกศาสนา, ผู้ปฏิเสธศรัทธา) ซึ่งขณะนั้นเป็นช่วงเวลาที่มี “สนธิสัญญาสงบศึก” ระหว่างชาวกุร็อยซฺกับท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ฉันจึงได้สอบถามท่านเราะสูลว่า “มารดาของฉันได้มาพบฉัน และต้องการความช่วยเหลือ เช่นนั้นแล้วฉันควรรักษาความสัมพันธ์กับท่านหรือไม่” ท่านเราะสูลตอบว่า “ถูกแล้ว จงรักษาความสัมพันธ์กับนาง” (รายงานโดย บุคอรียฺ เลขที่ 2946) 

มีรายงานว่า สตรีชาวยิวคนหนึ่งได้เข้ามาขอทานจากท่านหญิงอาอิชะฮฺ (เราะฎิยัลลอฮุ อันฮา) และนางได้ให้บางสิ่งบางอย่างแก่สตรีชาวยิวคนนั้น สตรีชาวยิวจึงกล่าวต่อท่านหญิงอาอิชะฮฺว่า “ขออัลลอฮฺทรงปกป้องท่านจากการลงโทษในหลุมฝังศพด้วยเถิด” หากแต่ท่านหญิงอาอิชะฮฺไม่ชอบ (ที่ได้ยิน) เช่นนั้น เมื่อนางพบท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม นางจึงถามท่านเกี่ยวกับเรื่องดังกล่าว (ว่ามีการลงโทษในหลุมฝังศพหรือไม่) ท่านเราะสูลตอบว่า “ไม่” จากนั้นท่านหญิงอาอิชะฮฺเล่าว่า หากแต่ภายหลัง ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “ฉันได้รับการแจ้งมาว่า พวกท่านจะถูกทดสอบในหลุมฝังศพ” (มุสนาด อะหมัด เลขที่ 24815)

จากสองหะดีษนี้ได้บ่งชี้ให้เห็นว่า “มันเป็นที่อนุมัติที่จะทำการบริจาคต่อกาเฟรฺ (ผู้ที่ไม่ใช่มุสลิม) แต่มันไม่เป็นที่อนุมัติที่จะจ่ายซะกาตฺให้กับคนยากจนที่ไม่ใช่มุสลิม เพราะ “ซะกาตฺ” นั้นสามารถจ่ายให้กับผู้ที่เป็นมุสลิมเพื่อการใช้จ่ายเพื่อคนยากจน หรือขัดสนในหมู่มุสลิมเท่านั้น” ดังที่มีการกล่าวไว้ในอายะฮฺเกี่ยวกับการจ่ายซะกาตฺ

อิม่ามอัชชาฟิอียฺ กล่าวว่า “ไม่มีความผิดอันใดในการที่จะบริจาคให้กับ “มุชริก (คนนอกศาสนา ผู้ปฏิเสธศรัทธา)” ในรูปแบบของการกระทำ “นาฟีละฮฺ” (การกระทำที่นอกเหนือจากที่ถูกกำหนดไว้ เป็นการกระทำความดีงามแบบสมัครใจ) หากแต่เขาไม่มีสิทธิ์ในการที่จะบริจาคจาก “สิ่งที่เป็นฟัรดู (ภาคบังคับ) เช่นซะกาตฺ” อัลลอฮฺทรงยกย่องคนเหล่านี้ โดยตรัสว่า “และพวกเขาให้อาหารเนื่องด้วยความรักต่อพระองค์แก่คนยากจน เด็กกำพร้าและเชลยศึก” (อัลกุรอาน 76:8) (กิตาบ อัลอุมมฺ ภาคที่สอง)

การบริจาคต่อมุสลิมที่ยากจนนั้นเป็นสิ่งที่ดีกว่าและสมควรกระทำมากกว่า เพราะการใช้จ่ายทรัพย์แก่พวกเขานั้น เป็นการช่วยให้พวกเขานั้นมีความเชื่อฟังต่ออัลลอฮฺ อีกทั้งยังเป็นการช่วยเหลือพวกเขาในเรื่องของกิจการทางโลกและทางศาสนาอีกด้วย และสิ่งนี้เป็นการช่วยทำให้ความสัมพันธ์ในหมู่มุสลิมนั้นมีความแข็งแกร่งมั่นคงมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง  ในปัจจุบันนี้ “คนยากจนในหมู่มุสลิม” นั้นมีจำนวนมากยิ่งกว่า “คนร่ำรวย” และอัลลอฮฺคือผู้ที่เราทรงขอความช่วยเหลือ

คำถามที่สอง มีบางคนที่ (เป็นไปได้ว่าเป็นมุสลิม) ขอทานโดยระบุจำนวนเงิน ตามหลักอิสลามนั้น เราควรปฏิบัติตัวในสถานการณ์นี้เช่นไร? และขอท่านช่วยชี้แจงเกี่ยวกับสถานการณ์นี้ หากว่าผู้ที่ขอทานนั้นเป็นผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมด้วย

คำตอบ:: หากผู้ที่ขอเงินนั้นเป็นมุสลิม และมีความจำเป็น (ที่จะต้องใช้เงิน) จริงๆ ดังนั้นคุณก็ควรบริจาคให้แก่เขาตามความสามารถของคุณ และกฎเกณฑ์นี้ก็ใช้กับผู้ที่มิใช่มุสลิมด้วยเช่นกัน
 
หากแต่มันเป็นการดีกว่าสำหรับ “มุสลิมที่กำลังขัดสน” ที่จะละเว้นจากการขอทานตามถนน หากพวกเขาไม่มีทางเลือก พวกเขาก็ควรจะไปที่องค์กรการกุศลของอิสลามซึ่งมีช่องทางการบริจาค ให้ความช่วยเหลือผู้ที่ยากจนและขัดสน และเช่นเดียวกันสำหรับผู้ที่ประสงค์ที่จะทำการบริจาคก็สามารถติดต่อกับองค์กรการกุศลที่น่าเชื่อถือได้ เพื่อที่ว่า “ทรัพย์สินที่บริจาค” จะตกไปถึงมือผู้ที่สมควรได้รับการบริจาคนั้น
 
คำถามที่สาม แล้วเราสามารถใช้กฎเกณฑ์ของ “ข้อที่หนึ่ง และข้อที่สอง” สำหรับผู้ที่ติดเหล้า หรือติดยาเสพติดได้หรือไม่ เพราะอาจเป็นไปได้ว่า พวกเขาอาจนำเงินที่ได้รับไปใช้ในหนทางที่ผิด

คำตอบ:: หากผู้ที่ขอเงินนั้น “ไม่ว่าจะเป็นมุสลิมหรือกาเฟรฺก็ตาม” ขอรับบริจาคเพื่อไปกระทำสิ่งที่เป็นบาป หรือซื้อสิ่งของที่หะรอม หรือเขาจะใช้จ่ายเงินนั้นไปเพื่อการช่วยเหลือกิจการหรือการกระทำที่หะรอม เช่นนั้นมันไม่เป็นที่อนุมัติในการที่จะบริจาคให้แก่เขา เพราะการกระทำเช่นนั้น หมายความว่า  อัลลอฮฺตรัสว่า

“จงช่วยเหลือกันในสิ่งที่เป็นคุณธรรม และความยำเกรง และจงอย่าช่วยกันในสิ่งที่เป็นบาป และเป็นศัตรูกันและพึงกลัวเกรงอัลลอฮ์เถิด แท้จริงอัลลอฮ์นั้นเป็นผู้ทรงรุนแรงในการลงโทษ” (อัลกุรอาน 5:2) *คัดลอกจากอัลกุรอานแปลไทย

และอัลลอฮฺทรงรู้ดียิ่ง 

Islam Q&A
ชัยคฺมุหัมมัด ศอลีฮฺ อัลมุนัจญิด

 

Read Full Post »

Older Posts »

%d bloggers like this: