Feeds:
Posts
Comments

Archive for the ‘ฟัตวาต่างๆ’ Category

เธอควรช่วยเหลือ “เพื่อน” ที่ไม่เอาศาสนาอย่างไร? 
จากฟัตวา How should she deal with friends who are not religiously committed? –www.islamqa.com
แปล บินติ อัล อิสลาม

image

คำถาม 
อัสลามุอลัยกุม 

ฉันมีเพื่อนกลุ่มหนึ่งที่มีความสนิทสนมกันมาก แต่พวกเขาไม่สวมใส่ฮิญาบ ที่ผ่านมานั้นฉันได้ใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่กับพวกเขาและฉันก็ยอมรับว่า ตัวฉันเองก็ได้รับอิทธิพลจากความงมงายและการพูดคุยไร้สาระจากเพื่อนของฉันเช่นกัน เพื่อนของฉันมักจะใช้เวลาไปอย่างเปล่าประโยชน์ ด้วยการออกไปเที่ยวคลับหรือทะเล และพวกเขาก็ไม่ค่อยระลึกถึงอัลลอฮฺและศาสนทูตของพระองค์เท่าไหร่นัก ยกเว้นในบางโอกาสที่จำเป็นต้องกล่าวถึง และเมื่อใดก็ตามที่ฉันพูดถึงสิ่งที่อัลลอฮฺตรัสหรือสิ่งที่ท่านศาสนทูต ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมได้กล่าวไว้ พวกเขาก็จะล้อเลียน โดยเรียกฉันว่าเป็น “ชัยคะฮฺของพวกเรา” ซึ่งมันทำให้ฉันรู้สึกท้อในการที่จะตักเตือนพวกเขา 

ฉันอยากทราบว่า สิ่งที่ฉันกำลังทำอยู่มันเป็นเรื่องที่บาปหรือไม่ แล้วมีวิธีใดบ้างที่ฉันสามารถจะช่วยพวกเขาให้กลับมาสู่หนทางของอัลลอฮฺ

ด้วยเพราะว่าฉันไม่สามารถเลิกล้มความตั้งใจที่จะช่วยเหลือพวกเขาได้ 

ตอบ
อัลฮัมดุลิลลา การสรรเสริญเป็นของอัลลอฮฺ

หากความสัมพันธ์ระหว่างคุณและเพื่อนๆ ของคุณเป็นอย่างที่คุณได้บอกไว้ ดังนั้นให้คุณยึดมั่นในคัมภีร์ของอัลลอฮฺและทางนำของท่านศาสนทูต ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม – พยายามให้คำแนะนำตักเตือนพวกเขา กำชับพวกเขาให้อยู่กับความดีและความถูกต้อง และห้ามปรามพวกเขาให้ออกห่างจากการกระทำชั่วร้าย 

ขอให้คุณมีความอดทนอย่างมากต่อการล้อเลียน การสบประมาทของพวกเขา และ อย่าทำให้ “คำสบประมาทของพวกเขา” มายับยั้งคุณจากการทำหน้าที่กับพวกเขา ในการที่ต้องคอยกำชับให้พวกเขากระทำความดีและห้ามปรามพวกเขาจากการกระทำชั่ว อันเป็นหนทางของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาต่อบรรดาผู้เรียกร้องผู้คนสู่ศาสนาและผู้ที่ได้รับทางนำ อัลลอฮฺทรงอธิบายสิ่งเหล่านี้ไว้ในอายะฮฺหนึ่งเกี่ยวกับ สิ่งที่ท่านลุกมานได้กล่าวกับลูกชายของท่าน 

“โอ้ ลูกชายของฉัน อากิม อิส ศอลาตฺ (ทำการละหมาด) กำชับ (ผู้คน) อัลมะอฺรูฟ (การมีความเชื่อว่ามีอัลลอฮฺเพียงพระองค์เดียวและเชื่อในทุกๆ ความดี) และห้ามปราม (ผู้คน) จาก อัลมุงกัรฺ (การไม่เชื่อว่ามีอัลลอฮฺเพียงพระองค์เดียวเป็นพระเจ้า เชื่อว่ามีพระเจ้าหลายองค์และเชื่อในทุกๆ ความชั่ว) และจงอดทนอดกลั้นต่อทุกๆ สิ่งที่ประสบกับสูเจ้า แท้จริงแล้ว สิ่งเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของพระบัญชา (จากอัลลอฮฺตะอาลา โดยไม่มีข้อยกเว้นใดๆ)” ลุกมาน 31.17 

หากคุณได้ให้การแนะนำตักเตือนพวกเขาดังที่อัลลอฮฺทรงบัญชาเป็นประจำอยู่เนื่องนิจ หากแต่ยังไม่พบหนทางใดที่จะทำให้คำตักเตือนเหล่านั้นเข้าไปอยู่ในใจของพวกเขาได้ หรือพวกเขายังคงดื้อดึงอยู่กับความชั่วมากยิ่งขึ้น ก็ขอให้คุณถอนตัว และปล่อยวางเถอะ ด้วยเพราะว่ามันอาจจะยิ่งทำให้ความศรัทธาด้านศาสนา และศีลธรรมจรรยาของคุณนั้นเสื่อมลง และบางทีคุณอาจจะซึมซับพฤติกรรมของพวกเขาอันเป็นสาเหตุให้เกิดผลที่เลวร้ายตามมา 

จงมีความจริงใจต่ออัลลอฮฺ และพระองค์จะทรงให้การช่วยเหลือแก่คุณ อย่าได้กังวลใจเกี่ยวกับ “ความเหงา ความเดียวดาย” ที่จะตามมาภายหลัง หากคุณต้องเลิกคบกับพวกเขา ด้วยเพราะว่า“ความเหงาและความเดียวดายนั้นย่อมประเสริฐกว่าการอยู่กับหมู่คนที่ชั่วร้าย” 

“และผู้ใดยำเกรงอัลลอฮฺ พระองค์ก็จะทรงหาทางออกให้แก่เขา (ในทุกๆ ความยากลำบาก) และจะทรงประทานปัจจัยยังชีพแก่เขาจากที่ที่เขามิได้คาดคิด และผู้ใดมอบหมายแด่อัลลอฮฺ พระองค์ก็จะทรงเป็นผู้พอเพียงแก่เขา แท้จริงอัลลอฮฺเป็นผู้ทรงบรรลุในกิจการของพระองค์ โดยแน่นอนสำหรับทุกสิ่งทุกอย่างนั้น อัลลอฮฺทรงกำหนดกฎสภาวะไว้แล้ว” อัฎเฎาะล๊าก 2-3” 

แท้จริงแล้ว อัลลอฮฺทรงรู้ดียิ่ง

จากฟัตวา อัลลัจญ์นะฮฺ อัลดาอิมะฮฺ 12/365-366

Read Full Post »

image

ทำอย่างไรเมื่อบุคคลหนึ่งเกิดความอิจฉาต่อพี่น้องของเขา แหล่งที่มา islamqa ฟัตวา How can he rid himself of jealousy towards his brothers?

คำถาม
*******
การที่จะเป็นผู้ศรัทธาที่แท้จริงนั้น ควรมีคุณสมบัติหนึ่ง
นั่นคือ การที่ปรารถนาสิ่งใดสิ่งหนึ่งต่อพี่น้องของเขาดังเช่นที่เขาปรารถนาต่อตัวของเขาเอง

อัลฮัมดุลิลลาฮฺ
นี่ถือว่าเป็นเรื่องง่ายที่จะคิดเช่นนี้กับพี่น้องทางสายเลือด หากแต่ว่ามันค่อนข้างจะยากพอสมควรที่จะคิดเช่นนี้กับพี่น้องมุสลิม ยกเว้นบางคนเท่านั้น เหตุผลที่เป็นเช่นนี้ เป็นเพราะว่าเมื่อใดก็ตามที่ฉันพบเจอพี่น้องมุสลิมคนใดคนหนึ่งที่ดีกว่าฉันในด้านใดด้านหนึ่ง ฉันก็จะเริ่มมีความรู้สึกอิจฉาเขาขึ้นมาทันที
ฉันเชื่อว่าที่เกิดจากความทะนงตนของฉัน (อย่างไรก็ตาม เมื่อฉันมีความรู้สึกเช่นนั้น ฉันมักจะขอดุอาอฺต่ออัลลอฮฺให้พระองค์อภัยต่อฉัน แต่เมื่อใดก็ตามที่ฉันได้พบพี่น้องมุสลิมคนเดิม ความรู้สึกอิจฉานี้ก็จะกลับมาอีกครั้ง)

ฉันอยากจะมีความรู้สึกที่เป็นสุข เมื่อพี่น้องมุสลิมเป็นสุข และฉันก็อยากจะรู้สึกถึงความทุกข์ เมื่อพี่น้องมุสลิมมีทุกข์ แต่เมื่อใดก็ตามที่ฉันพบเจอ พี่น้องมุสลิมได้รับการยกย่อง ชื่นชม ฉันก็จะรู้สึกอิจฉาขึ้นมาเสมอ

ในขณะเดียวกันฉันก็ต้องการที่จะให้พี่น้องมุสลิมได้เข้าสู่สวรรค์ญันนะฮฺ

แต่เมื่อไรก็ตามที่พี่น้องกล่าวตักเตือนให้คำแนะนำฉันในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อศาสนา แม้ว่าฉันจะอยากปฏิบัติตามคำแนะนำ ชัยฏอนก็จะเริ่มล่อลวงให้ฉันมีความรู้สึกว่า  “หากฉันปฏิบัติตามสิ่งที่เขาสอน เขาก็จะได้ผลบุญเช่นเดียวกับฉัน อีกทั้งเขาก็จะอยู่ในสถานที่ที่ดีกว่าในญันนะฮฺ” บางครั้งความรู้สึกใฝ่ต่ำนี้ทำให้ฉันต้องตกอยู่ในหลุมพราง

ฉันจึงอยากทราบว่าฉันจะสามารถรักษาเยียวยาจากอาการนี้ออกไปให้หมดอย่างไร

คำตอบ
*******
การสรรเสริญเป็นของอัลลอฮฺตะอาลา สิ่งที่คุณกล่าวไว้ข้างต้นนั้น คือ
สิ่งที่มุสลิมทุกคนจำเป็นจะต้องกระทำ “การปรารถนาสิ่งใดสิ่งหนึ่งต่อพี่น้องของเขาดังเช่นที่เขาปรารถนาสิ่งที่ดีนั้นต่อตัวของเขาเอง
และการที่เขาเกลียดชังสิ่งใดสิ่งหนึ่งต่อพี่น้องของเขาดังเช่นที่เขาเกลียดความชั่วนั้นๆ ต่อตัวของเขาเอง” แต่มันก็ไม่ได้หมายความว่า เขาไม่สามารถที่จะปรารถนาในสิ่งที่เขาปรารถนาต่อผู้อื่นเพื่อตัวของเขาเองได้

หากว่าเขาพบว่าพี่น้องของเขามีสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ที่ตัวเขาเองไม่มี และเขาปรารถนาที่จะมีสิ่งนั้น นี่ถือว่าเป็น “ฆิบเฏาะฮฺ” (ความอิจฉาที่ปราศจากความริษยา พยาบาท) และหากว่าเขาปรารถนาที่จะให้พี่น้องไม่ได้รับผลบุญจากการอำนวยพรทั้งหลาย นี่ถือว่าเป็น “ฮะซัด” (ความอิจฉาริษยา)

มุสลิมจำเป็นต้องพยายามที่จะต่อต้านความรู้สึกใฝ่ต่ำนี้ด้วยตัวของเขาเอง (ญิฮาด อันนัฟซู) เพื่อที่ว่าหัวใจจะบริสุทธิ์ปราศจากความรู้สึกอิจฉาริษยาต่อพี่น้องของเขา หากเขารักพี่น้องด้วยความบริสุทธิ์ใจแล้ว ปัญหาต่างๆ ที่ทำให้เขาทุกข์ทรมานใจนั้นก็จะหมดไป

มุสลิมจะตระหนักถึงคุณค่าและสถานะอันยิ่งใหญ่นี้ก็ต่อเมื่อเขามีความรักต่อพี่น้องและปรารถนาให้เกิดสิ่งที่ดีกับพี่น้องของเขา
และเมื่อเขาทราบถึงรางวัลอันยิ่งใหญ่ที่เขาจะได้รับเมื่อเขาปฏิบัติดีต่อพี่น้องของเขา
และสิ่งนี้จะเป็นตัวที่ช่วยผลักดันให้เขาปฏิบัติดีต่อพวกเขาในทุกๆ ด้าน และเขาควรที่จะพยายามทำให้พี่น้องของเขาได้รับผลบุญความดี แทนที่จะมีความคิดอิจฉาว่า ‘พวกเขาจะได้รับอะไร ไม่ได้รับอะไร’ เข้ามาครอบงำจิตใจ

ชัยคฺมุหัมมัด อัล ดูวัยชฺ กล่าวว่า

ท่านจำต้องคิดให้ยาวและคิดให้หนักเกี่ยวกับสิ่งที่อัลลอฮฺตรัสไว้ว่า “นั่นคือความโปรดปรานของอัลลอฮฺซึ่ง
พระองค์จะประทานมันแก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์” (อัล-มาอิดะฮ์ 5.54)

“เราต่างหากที่เป็นผู้จัดสรรการทำมาหากินของพวกเขาระหว่างพวกเขาในการมีชีวิตอยู่ในบนโลกนี้ และเราได้เชิดชูบางคนในหมู่พวกเขาเหนือกว่าอีกบางคนหลายชั้น เพื่อบางคนในหมู่พวกเขาจะเอาอีกบางคนมาใช้งาน” (อัซซุครุฟ 43.32)

ฮะซัด (ความอิจฉาริษยา) เป็นสาเหตุของความหายนะที่เลวร้ายอย่างยิ่งทั้งในโลกนี้และโลกหน้า

ติรฺมิซีย์รายงานจาก อัซ-ซุบัยรฺ อิบนุ อัล เอาวาม ว่าศาสนทูต ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม ได้กล่าวว่า

“มันได้มายังเจ้าแล้วซึ่ง…โรคร้ายแห่งประชาชาติก่อนหน้าท่าน (นั่นคือ) “ความอิจฉาริษยาและความเกลียดชัง”  มันคือ “มีดโกน” (ตัวทำลายล้าง) ฉันไม่ได้กล่าวว่า มันคือสิ่งที่โกนขน หากแต่มันคือสิ่งที่โกน (ทำลาย) ความศรัทธาออกไป ขอสาบานผู้ที่ชีวิตมุหัมมัดอยู่ในมือของเขา ท่านจะไม่ได้เข้าสวรรค์จนกว่าท่านจะเชื่อ และท่านจะไม่มีความเชื่อจนกว่าท่านนั้นมีความรักต่อกันและกัน ฉันควรจะบอกท่านหรือไม่ถึงสิ่งที่จะเป็นตัวช่วยสร้างความรักที่มั่นคงเข้มแข็งให้เกิดขึ้นในหมู่พวกท่าน? จงกล่าว (ทักทาย) “สลาม” ในหมู่พวกท่าน”
(หะดีษหะซัน ญามิอุล ติรฺมิซีย์ 2434)

ความหมายของสำนวนที่ว่า “มันจะโกน (ทำลาย) ความศรัทธา”
อัฏฏ็อยยิบียฺกล่าวว่า “ตัวอย่างเช่น ความเกลียดชังนั้นเป็นตัวที่ทำลายความศรัทธาดังเช่นที่ใบมีดโกนขจัดขน
(ของร่างกาย) ออกไป” (ตุฮฺฟะตุล อะฮฺวะษี บิ ชัรฮฺ ญามิอุล ติรฺมิซิยฺ)

พี่น้องแห่งอิสลามของฉัน ดูเหมือนว่า
ท่านนั้นทราบดีถึงตัวบทกฎเกณฑ์และผลที่ตามมา (จากความอิจฉาริษยา) และท่านเองก็ต้องการที่จะกำจัดคุณลักษณะอันน่าตำหนินี้ออกไปจากตัวท่าน

ฉันขอแนะนำวิธีแก้ปัญหาดังต่อไปนี้

1. ขอดุอาอฺ (วิงวอนขอ)
ต่ออัลลอฮฺให้พระองค์เมตตาขจัดปัญหานี้ออกไปจากตัวท่าน
ท่านศาสนทูต ศ็อลลัลลอฮุ
อะลัยฮิ วะสัลลัม เคยกล่าวในดุอาอฺของท่านว่า “วาหฺดิ ก็อลบิ วัสลุล สะฆีมะตา ซัดริ” (Wa’hdi qalbi wa’slul sakheemata sadri) แปลว่า ขอโปรดทรงนำทางให้หัวใจของฉันและทรงนำความปรารถนาอันชั่วร้ายนี้ออกไปจากอกของฉัน –

สำนวนที่ว่า “นำทางให้หัวใจฉัน” หมายความว่า นำไปสู่ทางอันเที่ยงตรง และ “นำความปรารถนาอันชั่วร้ายนี้ออกจากอกฉัน”หมายความว่า นำสิ่งที่ไม่บริสุทธิ์ ความพยาบาท ความเกลียดชัดทั้งหลายออกไป

2. ใคร่ครวญและตระหนักถึงความหมายของอัลกุรอาน
พร้อมทั้งอ่านอัลกุรอานอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในอายะหฺที่กล่าวถึง “ฮะซัด” (ความอิจฉาริษยา) เนื่องจากว่า การอ่านอัลกุรอานนั้นจะนำมาซึ่งฮะซะนาต (รางวัลแห่งความดี) อันยิ่งใหญ่ อัลลอฮฺตรัสว่า

“แท้จริงความดีทั้งหลายย่อมลบล้างความชั่วทั้งหลาย” (ฮูด 11.114)

3. การอ่านซีเราะฮฺ (ชีวประวัติ) ของท่านศาสนทูต มุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม และศีกษาวิธีการที่ท่่านปกป้องตัวท่านออกจากฮะซัด (ความอิจฉาริษยา) อย่างไร และท่านปรารถนาสิ่งดีดีต่อผู้อื่น หรือแม้แต่ผู้ที่เป็นศัตรูท่านอย่างไร –
หนึ่งในบรรดาหนังสือเกี่ยวกับซีเราะฮฺที่ดีคือ “นูรฺฺ
อัล-ยากีน ฟิ ซีเราะตฺ ซัยยิด อัล-มูรฺซะลีน” (์Noor
Al Yaqeen fi Seerat Sayyid al-Mursaleen)

(เป็นหนังสือซีเราะฮฺ (ชีวประวัติ) ที่มีชื่อเสียง
ซึ่งมีการแปลเป็นภาษาอังกฤษโดยใช้ชื่อหนังสือว่า “the Sealed Nectar – Biography of the Noble Prophet (peace and blessings of Allaah be upon him)”, เขียนโดย Safi-ur-Rahmaan al Mubarakpuri

4. การอ่านชีวประวัติและเรื่องราวของบรรดาเศาะฮาบะฮฺจากหนังสือต่างๆ เช่น “Suwar min Hayaat al-Sahaabah เขียนโดย “Abd al-Rahmaan Ra’fat
al-Basha

5. หากเกิดความรู้สึกเลวร้าย (ที่เกิดจากฮะซัดหรือความรู้สึกไม่ดีอื่น) เข้ามาในจิตใจ
ให้ขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮฺให้ปกป้องท่านจากชัยฏอนที่ถูกสาปแช่ง และพยายามทำตัวให้ยุ่งอยู่กับงานอื่นๆ หรือสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่จะช่วยให้ท่านลืมการกระซิบกระซาบ (ของชัยฏอน) และความคิดชั่วร้ายต่างๆ

6. หากว่าชัยฏอนพยายามที่จะสร้าง “ฮะซัด” (ความอิจฉาริษยา) ให้อยู่ในจิตใจของท่าน เช่นนั้นท่านควรระมัดระวังการพูด การกระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่จะแสดงถึงความอิจฉาริษยานั้นๆ

มนุษย์ทุกคนย่อมมี “ฮะซัด” อยู่ในตัวเองไม่มากก็น้อยอยู่แล้ว ดังที่ชัยคุล อิสลาม อิบนุ ตัยมียะฮฺได้กล่าวว่า “ไม่มีผู้ใดที่จะบริสุทธิ์จาก “ฮะซัด” หากแต่ว่าบุคคลที่มีคุณธรรม (ผู้ศรัทธา) ย่อมจะปิดบังมันไว้ ในขณะที่คนชั่วจะแสดงมันออกมา” (อัมราต อัล กุลูบ Amraad al-Quloob)

“เขาจะไม่ถูกคิดบัญชีในสิ่งที่เขาคิด หากแต่เขาจะถูกคิดบัญชีในสิ่งที่เขาพูดและกระทำออกมา”

ท่านนบีได้กล่าวว่า “อัลลอฮฺจะทรงอภัยให้กับประชาชาติของฉันต่อความผิดพลาดของเขา ต่อสิ่งที่เขาลืม ต่อสิ่งที่เขาถูกบังคับให้กระทำ” (รายงานโดย อัล บุคคอรียฺ 2033)

7. หากท่านรู้สึกว่าท่านกำลังรู้สึกอิจฉาใครคนใดคนหนึ่งเป็นการส่วนตัว เช่นนั้นแล้วท่านควรจะซื้อของขวัญให้แก่เขาและจับมือเขา ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “จงจับมือกัน เพราะมันจะขจัดความอาฆาตแค้น และจงแลกเปลี่ยนกันซึ่งของขวัญ อีกทั้งจงมีความรักต่อกัน เพราะมันจะขจัดความเกลียดชัง” (รายงานโดย มาลิก ใน อัล มุวัฏฏอ 1413)

“ฮะซัด” เป็นผลแห่งความเกลียดชัง คุณสมบัติที่ตรงข้ามกับมัน คือ “ความรัก” วิธีการที่จะแก้ไขคือการให้ของขวัญและการกล่าวทักทายด้วย “สลาม” เพราะท่านนบีกล่าวว่า “ท่านจะไม่ได้เข้าสวรรค์จนกว่าท่านจะเชื่อ
และท่านจะไม่มีความเชื่อจนกว่าท่านนั้นมีความรักต่อกันและกัน ฉันควรจะบอกท่านหรือไม่ถึงสิ่งที่จะเป็นตัวช่วยสร้างความรักที่เข้มแข็งให้เกิดขึ้นระหว่างหมู่พวกท่าน? จงกล่าว (ทักทาย) “สลาม” ในหมู่พวกท่าน” (รายงานโดย มุสลิม 81)

ชัยคุล อิสลาม อิบนุ ตัยมิยยะฮฺ กล่าวในหนังสือ Amraad Al-Quloob (หนังสือภาษาอังกฤษ Diseases of the heart)

“ผู้ใดก็ตามที่พบว่าตัวเขานั้นมี “ฮะซัด” ต่อผู้อื่น
เขาจำเป็นต้องลบล้างความรู้สึกชั่วร้ายนี้ด้วยความตักวา (ความยำเกรงต่ออัลลอฮฺ) และซอบัรฺ (ความอดทน) เขาควรเกลียดชังความรู้สึกนั้น (ฮะซัด หรือความอิจฉาริษยา) ที่มีอยู่ในตัวเขา แต่สำหรับผู้ที่กระทำความผิดต่อพี่น้องของเขาด้วยคำพูดหรือการกระทำนั้นจะต้องได้รับการลงโทษจากการกระทำของเขา ส่วนผู้ที่มีความยำเกรงต่ออัลลอฮฺและมีความอดทน
(ซึ่งไม่รวมถึงหมู่คนที่กระทำผิดศีลธรรม) อัลลอฮฺจะทรงให้รางวัลแก่เขาสำหรับความตักวาของเขา (ความยำเกรงต่ออัลลอฮฺ)”

แท้จริงแล้ว อัลลอฮฺทรงรู้ยิ่ง

แปล: bint Al Islam

Read Full Post »

—————————————
แปลเรียบเรียงจาก อิสลามคิวเอ 
หัวข้อ Woman’s Awrah in Front of Her Children

คำถาม::: ฉันมีลูกอายุ 11 เดือน บางครั้งฉันเปลี่ยนเสื้อผ้าต่อหน้าเขา การกระทำเช่นนี้ ศาสนาได้อนุมัติหรือไม่ และเด็กต้องมีอายุเท่าไหร่ ที่ศาสนานั้นไม่อนุมัติให้เปลื้องผ้าต่อหน้าเขา หรือใส่ชุดสั้นๆ (เปิดเผยเรือนร่าง) เมื่ออยู่กับสามีต่อหน้าเขาในบ้าน ได้โปรดให้คำแนะนำด้วยค่ะ ขออัลลอฮฺประทานรางวัลการตอบแทนที่ดีงามต่อท่าน

คำตอบ::: (ตอบโดย ดร คอลิด อิบนุล มุชัยกิฮฺ) อัลฮัมดุลิลลาฮฺ 
หากว่าเด็กเข้าใจว่า “เอาเราะฮฺ (สิ่งพึงสงวนที่จำต้องปกปิดเมื่ออยู่ในที่สาธารณะ)” คืออะไร เช่นนั้น ศาสนาก็ไม่อนุมัติให้สตรีเปิดเผยเอาเราะฮฺของเธอต่อหน้าลูก แต่หากว่าลูกของเธอยังไม่เข้าใจเพราะว่าเขายังเด็กอยู่ เช่นนั้นศาสนาก็อนุญาตให้เปิดเผยได้ แต่สำหรับผม มันดูเหมือนว่าเด็กที่ยังอยู่ในวัย 11 เดือนนั้น คงจะยังไม่เข้าใจ (เรื่องของเอาเราะฮฺ) แต่หากว่าเด็กอายุ 4 หรือ 5 เช่นนี้เขาอาจจะเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้ว ดังนั้นมันจึงไม่เป็นที่อนุมัติให้สตรีเปิดเผยเอาเราะฮฺที่พึงสงวนไว้ต่อหน้าเขา 
———
แปล bint al islam
แหล่งที่มา http://islamqa.info/en/43289

Read Full Post »

20130710-023420.jpg

โดยชัยคฺ มุหัมมัด หัซซาน
แหล่งที่มา Taraweeh for Women: At Home or Masjid? http://www.youtube.com/watch?v=-cZwzv_JkdM
ถอดความ بنت الاسلام

คำถาม
การละหมาดตะรอเวียะหฺ
สำหรับพี่น้องมุสลิมะฮฺ การละหมาดตะเราะเวียะหฺ ที่บ้านหรือที่มัสญิด ที่ไหนดีกว่ากันสำหรับพวกเธอ?

คำตอบ
มุสลิมะฮฺท่านหนึ่งได้ถามคำถามนี้มา และคำตอบคือ ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “จงอย่าห้ามปรามบรรดาสตรีของท่าน (บ่าวของอัลลอฮฺ) จากการไปมัสญิด”

ดังนั้นหากมุสลิมะฮฺผู้มีเกียรติปรารถนาที่จะละหมาดตะเราะเวียะหฺ ร่วมกับญะมาอะฮฺที่มัสญิด เพราะมันช่วยกระตุ้นเธอและทำให้เธอเกิดความยำเกรง (ฎออัต) มากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังช่วยขจัดความเกียจคร้านของเธอออกไป ดังนั้นสามีของเธอก็ไม่ควรที่จะห้ามปรามเธอจากการไปมัสญิด ตราบใดที่เธอสวมใส่ฮิญาบ (ปกปิดร่างกายอย่างมิดชิดถูกต้องตามหลักการศาสนา) เธอมีความตักวาต่ออัลลอฮฺ และเธอรีบกลับบ้านทันทีที่เธอละหมาดเสร็จ

แต่หากว่าสามีของเธอห้ามปรามเธอจากการไปละหมาดตะเราะเวียะหฺ ดังนั้นเธอก็ควรเชื่อฟังสามี และละหมาดที่บ้าน อีกทั้งยังไม่ถือเป็นความผิดแต่อย่างใด หากเธอจะอ่านอัลกรุอานในมือขณะละหมาด

และหากว่ามุสลิมะฮฺผู้มีเกียรติต้องการจะทราบว่าสิ่งใดดีที่สุดสำหรับเธอ เนื่องจากสามีเธอก็มิได้ห้ามปรามเธอจากการไปละหมาดที่มัสญิดและเธอก็มีความสามารถที่จะละหมาดยามค่ำคืนเพียงลำพังได้ด้วยเช่นกัน เธอจึงถามว่า “การละหมาดที่บ้าน” หรือ “การละหมาดที่มัสญิด” สิ่งไหนดีกว่ากันสำหรับเธอ

ดังนั้นคำตอบคือ สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับเธอ คือการละหมาดที่บ้านของเธอ ด้วยเพราะว่าการละหมาดของสตรีที่บ้านของเธอนั้นดีกว่าการละหมาดที่มัสญิด

แต่หากว่าเธอเกิดความรู้สึกเกียจคร้านและรู้สึกว่าเธออาจจะไม่สามารถทำกียาม (ละหมาดยามค่ำคืน) ได้ ถ้าเธออยู่เพียงลำพัง

ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวไว้ว่า:
“ผู้ใดก็ตามที่ยืนละหมาดในยามค่ำคืนในเดือนรอมฎอนด้วยความศรัทธาอันบริสุทธิ์และความหวังที่จะได้รับรางวัลการตอบแทนจากอัลลอฮฺ เช่นนั้นความผิดบาปที่ผ่านมาของเขาย่อมได้รับการอภัยโทษ”

ดังนั้นหากเธอคิดว่าเธออาจจะเกิดความเกียจคร้าน และการละหมาดญะมาอะฮฺที่มัสญิดเป็นการดีกว่าสำหรับเธอและช่วยกระตุ้นเธอ ดังนั้นมันก็เป็นการอนุมัติสำหรับเธอที่จะไปละหมาด ณ บ้านของอัลลอฮฺ (มัสญิด) และสามีของเธอก็ไม่ควรห้ามปรามเธอ ดังที่มีการกล่าวไว้ในหะดีษว่า “จงอย่าห้ามปรามสตรี (ภรรยา) ของท่าน จากมัสญิดของอัลลอฮฺ”

Read Full Post »

20130710-015357.jpg

แหล่งที่มา http://www.islamqa.com/en/ref/37820/
Ramadaan fasting is not acceptable if one does not pray
ถอดความ بنت الاٍسلام

คำถาม:
ฉันถือศีลอดในเดือนรอมฎอนแต่ฉันไม่ได้ละหมาด การถือศีลอดของฉันนั้นจะเป็นที่ยอมรับ (ณ ที่อัลลอฮฺ) หรือไม่?

คำตอบ:
การสรรเสริญเป็นของอัลลอฮฺ

การถือศีลอดในเดือนรอมฎอน และการกระทำความดีงามอื่นๆ นั้น จะไม่ได้รับการยอมรับ หากท่านละทิ้งการละหมาด นั่นเป็นเพราะว่า “การละทิ้งละหมาด” ถือเป็น กุฟรฺ (การปฏิเสธอัลลอฮฺ ปฏิเสธความโปรดปรานของอัลลอฮฺและสาส์นของพระองค์ (คืออิสลาม) ดังที่ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมกล่าวว่า “(ความแตกต่างระหว่าง) คนคนหนึ่ง และชิริก และกุฟรฺ คือการละทิ้งละหมาดของเขา” รายงานโดยมุสลิม 82

ไม่มี “การกระทำที่ดีงามใด” ของบรรดากาเฟรฺที่จะได้รับการตอบรับ ด้วยเพราะอัลลอฮฺตรัสว่า (อันมีความหมายว่า) “เราจะนำ “การกระทำต่างๆ” ที่พวกเขากระทำ (ผู้ปฏิเสธ ผู้นับถือพระเจ้าหลายองค์ และผู้กระทำชั่ว) กลับคืนสู่พวกเขา และเราจะทำให้การงานเหล่านั้นไร้คุณค่าดังเช่นผงธุลีที่ปลิวว่อน” (อัล ฟุรกอน 25:23)

“หากพวกเจ้าทำการสักการะสิ่งอื่นใด ร่วมกับอัลลอฮฺ แน่นอนการงาน (ทั้งหลาย) ของเจ้าย่อมสูญเปล่า และแน่นอนเจ้าจะอยู่ในหมู่ผู้ขาดทุน” (อัซซุมัร 39:65)

อัลบุคอรียฺ รายงานว่า ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมกล่าวว่า
“ผู้ใดก็ตามที่ละทิ้งการละหมาดอัศรี การงานทั้งหลายของเขาย่อมสูญเปล่า” (อัลบุคอรียฺ 553)

ความหมายของถ้อยคำที่ว่า “การงานทั้งหลายของเขาย่อมสูญเปล่า” หมายความว่า “การงาน การกระทำความดีงามทั้งหลายของเขากลายเป็นโมฆะ ใช้ไม่ได้ และมันจะไม่ก่อผลประโยชน์ใดๆ แก่เขา”

จากหะดีษบทนี้บ่งบอกว่า ในกรณีที่บุคคลหนึ่งไม่ทำการละหมาด อัลลอฮฺจะมิทรงตอบรับการงานใดๆ จากเขา ดังนั้นผู้ที่ละทิ้งการละหมาดย่อมไม่ได้รับผลบุญ หรือการตอบแทนใดๆ จากการงานทั้งหลายของเขา และไม่มีการงานที่ดีใดๆ ของเขาจะไป ณ ที่อัลลอฮฺ

ท่านอิบนุล ก็อยยิม (เราะหิมะฮุลลอฮฺ) กล่าวไว้เกี่ยวกับความหมายของหะดีษบทนี้ไว้ว่า “สิ่งที่ปรากฎในความหมายของหะดีษบทนี้คือ บรรดาผู้ที่ละทิ้งการละหมาดนั้นมีอยู่สองประเภท”

หนึ่ง:::บรรดาผู้ที่ไม่ทำการละหมาดเลย ซึ่งทำให้การงานทั้งหมดทั้งมวลของเขานั้นเป็นโมฆะ (ใช้ไม่ได้)
สอง:::บรรดาผู้ที่ไม่ทำการละหมาดบางวัน ซึ่งทำให้การงานของเขาในวันนั้นเป็นโมฆะ (ใช้ไม่ได้)

ดังนั้น “การสูญเสียของการงานที่ดีทั้งหมด” จะประสบต่อบรรดาผู้ที่ไม่ทำการละหมาดเลย และ “การสูญเสียของการงานบางอย่าง” จะประสบต่อบรรดาผู้ที่ละทิ้งการละหมาดบางช่วงเวลา” (จากกิตาบ อัล ศอลาฮฺ หน้า 65)

ดังนั้นคำแนะนำของเรา (Islam QA) ต่อผู้ที่ถามคำถามนี้คือ การกลับเนื้อกลับตัวต่ออัลลอฮฺ และรู้สึกเสียใจต่อการละเลยในหน้าที่ที่ควรกระทำต่ออัลลอฮฺ สำหรับการนำมาซึ่งความโกรธกริ้ว และการลงโทษของพระองค์ และอัลลอฮฺทรงตอบรับการกลับเนื้อกลับตัวของบรรดาบ่าวที่สำนึกผิดต่อพระองค์ และพระองค์จะทรงอภัยโทษต่อความผิดบาปของเขา แท้จริงแล้ว อัลลอฮฺทรงปลื้มปิติเป็นอย่างยิ่งต่อการสำนึกในความผิดของปวงบ่าว ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมได้แจ้งข่าวดีต่อบรรดาผู้กลับเนื้อกลับตัวว่า “บรรดาผู้ที่กลับเนื้อกลับตัวจากความผิดบาปนั้น เปรียบเสมือนกับผู้ที่มิได้ทำความผิดบาปใดๆ เลย” รายงานโดย อิบนุ มาญะฮฺ 4250 ถูกจัดว่าเป็นหะดีษหะซัน โดยอัล อัลบานียฺ ในเศาะหีฮฺ อิบนุ มาญะฮฺ 3424

ดังนั้นเธอจำต้องเร่งรีบที่จะทำการฆุซลฺ (อาบน้ำตามศาสนบัญญัติ) และละหมาด เพื่อที่เธอจะได้มีความบริสุทธิ์ทั้งภายในและภายนอก เธอไม่ควรที่จะล่าช้าในการสำนึกผิดและกล่าวว่า “ฉันจะกลับเนื้อกลับตัววันพรุ่งนี้ หรือหลังจากวันพรุ่งนี้ เพราะเธอไม่มีทางที่จะทราบได้ว่า “ความตาย” จะมาประสบกับเธอเมื่อไหร่” เธอควรจะทำการสำนึกผิดต่ออัลลอฮฺ ก่อนที่ความเสียใจของเธอจะไม่มีก่อผลประโยชน์ใดๆ แก่เธอ

“และวันที่ผู้อธรรมจะกัดมือของเขาแล้วจะกล่าวว่า “โอ้! หากฉันได้ยึดแนวทางร่วมกับอัลเราะสูลก็จะเป็นการดี” “โอ้ความวิบัติแก่ฉัน! หากฉันไม่คบคนนั้นเป็นเพื่อน”

“แน่นอน เขาได้ทำให้ฉันหลงผิดจากการตักเตือน (อัลกุรอาน) หลังจากที่มันได้มันมายังฉัน และชัยฏอนมารร้ายนั้น มันเป็นผู้เหยียดหยามมนุษย์เสมอ” (อัลฟุรกอน 27-29)

Islam QA

**คัดลอกคำแปลอัลกุรอานมาจาก http://www.alquran-thai.com และมีการปรับถ้อยคำเล็กน้อย
******************************************************************
หมายเหตุ สามารถฟังเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องนี้ ได้ที่ http://www.islaminthailand.org/dp6/?q=qa/2734

Read Full Post »

20130408-153841.jpg

ขอดุอาอฺให้ญาติพี่น้องเพื่อนฝูงที่ไม่ใช่มุสลิมได้หรือไม่
——————————————————
การขอดุอาอฺต่ออัลลอฮฺให้พระองค์อภัยโทษต่อความผิดบาปของ “คนที่ไม่ใช่มุสลิม” นั้นเป็นสิ่งที่หะรอม

และการขอดุอาอฺให้กับ “กาเฟรฺ” และ “ผู้ที่ “อิสลามของเขา” มีความน่าเคลือบแคลงสงสัย” หรือแม้แต่พ่อแม่ (ที่เป็นกาเฟรฺ) ในเรื่องของโลกหน้า ก็เป็นสิ่งที่หะรอม

แต่การขอดุอาอฺให้เขาได้รับการเยียวยาจากความเจ็บป่วย เช่นนี้เป็นสิ่งที่อนุมัติให้กระทำได้หากมันสอดคล้องกับจุดประสงค์ เช่นว่า หากเรามีความหวังว่า “เขา” จะเข้ารับอิสลามเป็นมุสลิมและหัวใจของเขาจะอ่อนโยนขึ้น เป็นต้น ซึ่งมีการรายงานไว้ในหะดีษของเศาะฮาบียฺที่อ่านรุกยะฮฺให้กับหัวหน้าชนเผ่าคนหนึ่งที่ถูกแมลงป่องกัด

แน่นอนว่า มันเป็นสิ่งที่อนุมัติให้กระทำได้ในการที่คุณจะไปเยี่ยมเยียนเขาขณะที่เขาป่วย เพราะเวลาที่คนคนหนึ่งกำลังเจ็บป่วย หัวใจของเขาจะอ่อนโยนขึ้นและค่อนข้างที่จะน้อมรับสัจธรรมได้มากกว่า (ช่วงเวลาปกติ) ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมเคยมีเด็กรับใช้ชาวยิวคนหนึ่งที่ให้การปรนนิบัติรับใช้ท่าน ซึ่งเขาเกิดป่วยขึ้นมา ดังนั้นท่านเราะสูลจึงเข้าไปเยี่ยมเขา โดยที่ท่านนั่งอยู่ใกล้ๆ ศีรษะของเขาและกล่าวต่อเขาว่า “จงเปลี่ยนมาเป็นมุสลิมเสีย” เขาจึงมองหน้าบิดาของเขาที่อยู่ตรงนั้นด้วยเช่นกัน จากนั้นบิดาของเขาก็บอกต่อเขาว่า “จงเชื่อฟังอบูล กอซิม (ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม) เถอะ” ด้วยเหตุนี้เขาจึงเข้ารับอิสลาม และท่านเราะสูลก็ออกไปจากที่นั้นพร้อมกับกล่าวว่า “การสรรเสริญเป็นของอัลลอฮฺผู้ซึ่งทรงปกป้องเขาไว้จากไฟนรก” (รายงานโดยบุคอรียฺ 1356)

แหล่งที่มา แปลส่วนหนึ่งจาก http://islamqa.info/en/ref/47322

Read Full Post »

« Newer Posts - Older Posts »