Feeds:
Posts
Comments

Archive for the ‘มุสลิมะฮฺ’ Category

บทบาทมุสลิมะฮฺต่อเพื่อนและพี่น้องแห่งอิสลาม ตอนที่ 5

wpid-29514_126460667371680_7043764_n.jpg

Source: หนังสือ Ideal Muslimah: The Muslim Woman and her friends and sisters in Islam
แปลโดย บินติ อัลอิสลาม และเรียบเรียงโดย พี่สาวมุสลิมะฮฺใจดี

เธอรังเกียจการนินทาพี่น้องของเธอ

มุสลิมะฮฺผู้มีความตื่นตัวย่อมไม่ปล่อยให้ตัวเธอตกอยู่ในวงจรของ “การนินทาหรือเข้าร่วมกลุ่มที่มีการนินทา เธอจะยับยั้ง ลิ้น ให้ออกห่างและหลีกเลี่ยงการใส่ร้ายเพื่อนหรือพี่น้องของเธอในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เธอให้ความใส่ใจต่อสิ่งนี้และถือว่าเป็นหน้าที่ที่เธอต้องปกป้องตัวเธอออกจากการนินทาอันต่ำช้า เพราะการนินทานั้นเป็นสิ่งที่หะรอมโดยชัดแจ้งดังที่กล่าวไว้ในอัลกุรอาน ว่า

และพวกเจ้าอย่าสอดแนม อย่านินทาซึ่งกันและกัน คนหนึ่งในหมู่พวกเจ้านั้นชอบที่จะกินเนื้อพี่น้องของเขาที่ตายไปแล้วกระนั้นหรือ พวกเจ้าย่อมเกลียดมันและจงยำเกรงอัลลอฮฺเถิด แท้จริงอัลลอฮฺนั้นเป็นผู้ทรงอภัยโทษ ผู้ทรงเมตตาเสมอ (อัลหุญร็อต 49.12)

มุสลิมะฮฺจะคอยระงับจากการปล่อยให้ตัวเองพูดคุยในเรื่องที่อาจนำไปสู่การนินทาอยู่เสมอ และด้วยความเข้าใจในอิสลาม เธอย่อมทราบดีว่า ลิ้น นั้นเป็นสิ่งที่อาจทำให้เจ้าของมันตกลงสู่ไฟนรก

ดังที่มีการกล่าวไว้ในหะดีษ ซึ่งท่านศาสนทูต  เคยกล่าวเตือน มูอ๊าซ อิบนุ ญะบัล และท่านได้จับที่ลิ้นของท่าน และกล่าวว่า จงยับยั้งสิ่งนี้ มูอ๊าซ กล่าวว่า โอ้ ท่านศาสนทูตของอัลลอฮฺ เราจะต้องรับผิดชอบต่อสิ่งที่เราพูดด้วยหรือ ท่านศาสนทูตกล่าวว่า โอ้ ขอให้มารดาของท่านทำให้ท่านต้องหมดอายุขัยเถอะ! มันมีอะไรบ้างเล่า ที่เป็นเหตุให้ใบหน้าของประชาชาติต้องถูกโยนลงไปในไฟนรก  (หรือท่านกล่าวว่า ด้วยจมูกของพวกเขา) หากแต่เป็นผลผลิตที่ออกมาจากลิ้นของเขา[1]

การนินทา คือคุณลักษณะอันชั่วร้าย ที่ไม่คู่ควรกับสตรีผู้ได้รับทางนำแห่งอิสลาม สตรีเหล่านี้ปฏิเสธการเป็นคนสองหน้า กลับกลอกรวมไปถึงการนินทาใส่ร้ายเพื่อนพี่น้องของเธอในยามที่พวกเขาไม่อยู่ และในขณะเดียวกันเมื่อเธอพบพวกเขา เธอกลับมีรอยยิ้มที่อบอุ่นและแสดงออกถึงมิตรภาพอันดี

เธอตระหนักดีว่า การเป็นคนแปรปรวนโลเล ไม่จริงใจเช่นนี้เป็นสิ่งที่ หะรอม ตามหลักการอิสลาม อันมีพื้นฐานอยู่บนความซื่อตรงจริงใจ ยุติธรรม เปิดเผยความจริง ลักษณะนิสัยที่ดีดังกล่าวนี้ มีในบุรุษและสตรีผู้ศรัทธา เพราะอิสลามได้ประณามลักษณะนิสัยที่ตรงกันข้ามคือ การเป็นผู้ที่มีความโลเล ไม่จริงใจ กลับกลอก เป็นลักษณะนิสัยที่น่ารังเกียจ โดยที่บุคคลใดก็ตามมีลักษณะที่ว่านี้ได้ถูกระบุว่าเป็น คนสองหน้า และบรรดาคนสองหน้าเหล่านี้ ถือว่าเป็นมนุษย์ประเภทที่ชั่วร้ายที่สุด ณ สายตาของอัลลอฮฺ  ดังที่ท่านศาสนทูต  เคยกล่าวไว้ว่า  ท่านจะพบหมู่คนที่มีลักษณะที่ชั่วร้าย ณ สายตาของอัลลอฮฺในวันแห่งการตัดสิน เขาเหล่านั้นคือผู้ที่มีลักษณะนิสัยเป็นคนสองหน้า ผู้ที่เข้าหาผู้คนด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง (ด้วยการกระทำกลับกลอก) [2]

สตรีผู้ศรัทธาคือผู้ที่มีความซื่อตรงและมั่นคง ไม่อ่อนไหว ไม่เป็นคนสองหน้า เธอจะมีความสดใส ร่าเริงและปฏิบัติกับทุกคนอย่างเท่าเทียมด้วยคุณธรรมและมรรยาท เธอไม่ลืมว่าการเป็นคนสองหน้านั้นคือ การเป็นคนกลับกลอกอิสลามและลักษณะนิสัย กลับกลอก ย่อมไปด้วยกันไม่ได้ และสตรีผู้มีลักษณะเป็นผู้กลับกลอกจะได้อยู่ในชั้นต่ำสุดของนรก

เธอหลีกเลี่ยงการทะเลาะเบาะแว้ง และการล้อเล่นที่เลยเถิด อีกทั้งการผิดคำสัญญาต่อพี่น้องของเธอ

หนึ่งในมรรยาทอันดีของมุสลิมะฮฺ คือการมีความพอดี การมีไหวพริบและปฏิภาณ เธอหลีกเลี่ยงการทะเลาะที่ก่อให้เกิดโทสะกับพี่น้อง เธอจะไม่สร้างความรำคาญกับพวกเขาด้วยการล้อเล่นที่เลยเถิด (อันสร้างความเสียใจแก่พวกเขา) และเธอไม่ผิดคำสัญญาที่เคยให้ไว้ต่อพวกเขา ด้วยเพราะว่าเธอดำเนินชีวิตตามแนวทางของท่านศาสนทูต จงอย่าทะเลาะกับพี่น้องของท่าน จงอย่าล้อเล่นกับเขาจนเลยเถิด จงอย่าให้คำสัญญาต่อเขาและผิดคำสัญญา (ภายหลัง)[3]

การโต้เถียงหรือทะเลาะกันจนเกินขอบเขตถือเป็นพฤติกรรมชั่วร้ายอันเป็นเหตุให้หัวใจของเรานั้นเต็มไปด้วยความเกลียดชังและความน่ารังเกียจ และ การล้อเล่นที่สร้างความเจ็บปวดแก่ผู้อื่นนั้นเป็นตัวทำลายความบริสุทธิ์ของความสัมพันธ์ฉันท์พี่น้อง อีกทั้ง การผิดคำสัญญานั้นบั่นทอนความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้น และยังทำลายเกียรติระหว่างพวกเขา มุสลิมะฮฺที่มีความตื่นตัวและตระหนักในเรื่องนี้จึงต้องหลีกเลี่ยงพฤติกรรมดังกล่าว อันเป็นสาเหตุให้บุคคลคนหนึ่งกลายเป็นบุคคลที่น่ารังเกียจ

เธอมีน้ำใจและให้เกียรติต่อพี่น้องของเธอ

มุสลิมะฮฺผู้ที่เข้าใจคำสอนของศาสนาจะเป็นผู้ที่มีน้ำใจไมตรีและเป็นผู้ให้ต่อพี่น้องของเธอ ลักษณะที่ทำให้เธอเป็นผู้ที่น่าคบหา คือการที่เธอเป็นผู้ที่มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีและมีความจริงใจเมื่อเธอเชิญชวนพวกเขา และให้การต้อนรับพวกเขาอย่างอบอุ่นอีกทั้งยังให้อาหารแก่พวกเขาอย่างสมบูรณ์ด้วยความเต็มใจ

การเลี้ยงอาหารร่วมกันนั้น เป็นส่วนช่วยกระชับความสัมพันธ์ฉันท์พี่น้องระหว่างกันให้แน่นแฟ้น ยิ่งขึ้น และเติมเต็มชีวิตของพวกเขาด้วยอารมณ์ความรู้สึกที่เต็มไปด้วยความดีงาม ซึ่งสิ่งนี้เราไม่สามารถพบในการดำเนินชีวิตของบรรดาสตรีตะวันตกที่เกิดมาในสังคมวัฒนธรรมวัตถุนิยม และถูกเติมเต็มด้วยจิตวิญญาณของการฉวยโอกาส ความเห็นแก่ตัว การแสวงหาผลประโยชน์เพื่อตัวเองเท่านั้น แท้จริงแล้ว สตรีตะวันตกเหล่านี้ต่างทนทุกข์ทรมานจากความว่างเปล่าของจิตวิญญาณและอารมณ์ความรู้สึกที่ด้านชา เป็นเหตุให้เกิดความรู้สึกถูกกีดกันจากการมีความสัมพันธ์อันบริสุทธิ์และมิตรภาพที่แท้จริง ปราศจากเพื่อนที่จริงใจ นี่เป็นสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับชาวตะวันตกทั่วไป โดยเฉพาะสตรี พวกเธอจึงพยายามทดแทนมันด้วยการอุทิศเวลาที่มีอยู่ไปกับการเลี้ยงดูสุนัข และเติมส่วนอารมณ์ความรู้สึกที่ขาดหายไปซึ่งควรได้รับจากมนุษย์ด้วยกัน โดยใช้ปรัชญาการหลงใหลคลั่งไคล้ในวัตถุนิยมเข้ามาทดแทน

นักข่าวชาวฝรั่งเศสคนหนึ่งเล่าว่า มีสุนัขจำนวนเจ็ดล้านตัวในฝรั่งเศส ประเทศซึ่งมีจำนวนประชากรทั้งหมด 52 ล้านคน สุนัขเหล่านี้อาศัยอยู่กับเจ้านายของมันดังเช่นสมาชิกในครอบครัว จึงไม่ถือเป็นเรื่องแปลกที่จะพบเห็นสุนัขและเจ้านายของมันกินอาหารบนโต๊ะเดียวกันตามร้านอาหารในฝรั่งเศส เมื่อเจ้าหน้าที่องค์กรสวัสดิการสัตว์ในเมืองปารีสถูกถามว่า เหตุใดชาวฝรั่งเศสจึงให้การปฏิบัติต่อสุนัขของพวกเขาเหมือนที่เขาปฏิบัติต่อตัวเขาเอง เจ้าหน้าที่ตอบว่า เพราะพวกเขาต้องการมอบความรักให้ใครสักคน หากแต่พวกเขาไม่สามารถที่จะหาใครที่เหมาะสมพอที่จะรับความรักนี้ได้[4]

สังคมของผู้หลงใหลวัตถุนิยมไม่ว่าในตะวันตกหรือตะวันออกนั้น พวกเขาไม่สามารถพบเจอมิตรแท้ที่จะมอบความรัก ความรู้สึกดีๆ ให้ได้ ดังนั้นเขาจึงเลือกที่จะมอบความรักให้แก่สัตว์เลี้ยงทั้งหลาย ซึ่งเขาคิดว่าพวกมันนั้นมีความอ่อนโยน ซื่อสัตย์มากกว่ามนุษย์ที่อยู่ล้อมรอบตัวเขา – การมอบความรักจนเกินขอบเขตต่อสัตว์แสดงให้เห็นถึงจิตใจที่เสื่อมทรามขั้นรุนแรงของมนุษย์ เมื่อเขาปราศจากซึ่งความศรัทธาและทางนำ ??

อารมณ์ทุกข์ทรมานและความรู้สึกภายในจิตวิญญาณของชาวตะวันตกเสื่อมทรามลงเรื่อยมา  และเป็นหนึ่งในอันดับต้นๆ ที่ดึงดูดความสนใจจากนักเขียนอาหรับซึ่งอพยพไปยังประเทศตะวันตก ทั้งที่เป็นมุสลิมและไม่ใช่มุสลิม — พวกเขาสังเกตว่าวิถีชีวิตวัตถุนิยมที่ครอบงำสังคมตะวันตกนั้นทำให้มนุษย์กลายเป็นดังเช่น เครื่องจักร ที่ไม่รับรู้ถึงสิ่งใดเลยในชีวิต นอกจากการทำงาน ผลผลิตและการแข่งขันอันดุเดือด พวกเขาไม่รู้ว่าอะไรคือรอยยิ้มอันอบอุ่นที่ควรมีต่อเพื่อนมนุษย์ พวกเขาถูกครอบงำด้วยความเกลียดชังและการใช้ชีวิตเสมือนเครื่องจักร

สัญญาณร้ายเหล่านี้สัมผัสได้จริง บรรดานักเขียนชาวอาหรับที่เติบโตมาในโลกอิสลามและดำเนินชีวิตด้วยจิตวิญญาณที่เปี่ยมความอดทนอดกลั้นและหัวใจที่ถูกเติมเต็มและพร้อมเผื่อแผ่ความรักต่อพี่น้องเพื่อนฝูง เริ่มทำการเรียกร้องชาวตะวันตกให้เห็นถึง คุณค่าของความรักและความสัมพันธ์ฉันท์พี่น้องระหว่างมนุษย์ ด้วยกัน หนึ่งในบรรดาผู้เรียกร้องนั้นคือ นาซิบ อริดาฮฺ  ผู้ริเริ่มทำการปลุกระดมให้เกิด การมีมนุษยธรรม ในจิตใจของชาวตะวันตก ผู้ซึ่งหัวใจของพวกเขาเปรอะเปื้อนด้วยรสนิยมวัตถุและถูกทำให้ตาบอด หูหนวกด้วยเสียงดังกึกก้องของเครื่องจักร

โอ้ เพื่อนของฉัน โอ้ ผู้ร่วมทางของฉัน โอ้ เพื่อนร่วมงานของฉัน ความรักที่ฉันมีต่อท่านนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาดหรือเป็นความปรารถนาเพื่อที่จะตั้งเงื่อนไขบางอย่างกับท่าน จงตอบฉันด้วยการกล่าวว่า โอ้ พี่น้องของฉัน โอ้ เพื่อนของฉัน และกล่าวซ้ำอีกครั้ง เพราะว่ามันเป็นคำพูดที่สวยงามที่สุด หากท่านปรารถนาที่จะเดินเพียงลำพัง หรือหากท่านเกิดความรู้สึกเบื่อหน่ายในตัวฉัน ก็ไม่เป็นไร ท่านจงเดินตามทางของท่านต่อไปเถิด หากแต่ท่านจะได้ยินเสียงของฉัน ร้องเรียกว่า โอ้ พี่น้องของฉัน ขอให้ท่านรับข้อความนี้เถิด และเสียงสะท้อนของความรักจากฉันจะไปถึงท่านไม่ว่าท่านจะอยู่ ณ ที่ใดก็ตาม แล้วท่านจะเข้าใจความงดงาม และความประเสริฐของมัน[5]

ความหนักหน่วงของชีวิตแบบวัตถุนิยมในตะวันตกกลายเป็นเรื่องหนักหนาเกินกว่าที่ ยูซูฟ อัซอัส ฆอนิม  จะทนรับได้ ทำให้เขาไม่สามารถฝืนทนกับการมีชีวิตที่เต็มไปด้วยปัญหาและจมอยู่ในทะเลแห่งวัตถุนิยมนี้ได้อีกต่อไป อีกทั้งมันยังทำให้จิตวิญญาณของเขาขาดซึ่งความสดชื่น ความเป็นสัมพันธ์ฉันท์พี่น้อง ความรู้สึกอ่อนโยนทางอารมณ์นั้นหายไป เช่นนั้นแล้วเขาจึงปรารถนาที่จะไปอยู่ในดินแดนอาหรับที่เป็นโลกแห่งอิสลาม ดินแดนที่ท่านศาสนทูตถือกำเนิด และบ้านแห่งความรัก ความเป็นพี่น้อง และความบริสุทธ์ เขาปรารถนาว่าเขาจะได้อาศัยในเต็นท์อาหรับและละทิ้งโลกอันศิวิไลซ์ที่เต็มไปด้วยเสียงและแสงไฟอันเร่าร้อน

หากว่าฉันนั้นเกิดมามีชีวิตในดินแดนอาหรับ ฉันจะทำการสรรเสริญต่ออัลลอฮฺ  สำหรับชีวิตที่แสนสั้น หากแต่เต็มไปด้วยความอุดมสมบูรณ์บนโลกนี้ที่ซึ่งพระองค์นั้นถูกรักโดยหัวใจของประชาชาติ ฉันเหน็ดเหนื่อยกับความเป็นไปของโลกตะวันตก ซึ่งความเหน็ดเหนื่อยของมันก็เบื่อหน่ายตัวฉันเช่นกัน จงนำเอารถยนต์ทั้งหลายของท่าน เครื่องบินหลายลำของท่านออกไป และนำเอาอูฐและม้ามาให้แก่ฉัน จงนำเอาโลก ดินแดน ทะเล ท้องฟ้าของชาวตะวันตกออกไป และนำเอาเต้นท์ของชาวอาหรับมาให้แก่ฉัน เต็นท์ที่ฉันจะนำไปปัก ณ ที่ใดที่หนึ่งบนภูเขาลูกใดลูกหนึ่งในบ้านเกิดของฉัน เลบานอน หรือ หาดบาราด้า หรือชายฝั่งของไทกริสและยูไฟรติส หรือชนบทของอัมมาน หรือ ทะเลทรายแห่งซาอุดิอารเบีย หรือในแคว้นที่ไม่มีใครรู้จักในเยเมน หรือบนเนินของปิระมิด หรือโอเอซิสแห่งลิเบีย … จงนำเอาเต็นท์อาหรับมาให้ฉัน และฉันจะถ่วงมันไว้เพื่อต้านโลกทั้งใบ และ..[6]

งานเขียนของนักเขียนชาวอาหรับที่อพยพเหล่านั้นมีการแสดงออกในท่วงทำนองที่เหมือนกัน หากแต่มันก็เพียงพอที่จะยกตัวอย่างได้ว่า งานเขียนของพวกเขานั้นได้แสดงออกซึ่งความรู้สึกของผู้ที่รอคอยความสมบูรณ์ของอารมณ์ที่พวกเขาระลึกถึงเมื่อย้ายเข้ามาอยู่ในโลกตะวันตก ประสบการณ์ที่ปลุกให้พวกเขารอคอยการกลับไปยังโลกตะวันออกที่ซึ่งมี อิสลามซึ่งแพร่ไปด้วยความรัก ความเป็นพี่น้อง ความรู้สึกที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกันอย่างแน่นแฟ้น

อิสลามได้เพาะหว่านเมล็ดพันธ์แห่งความรักและการสานสัมพันธ์ฉันท์พี่น้องขึ้นในจิตวิญญาณของผู้ที่ปฏิบัติตามหลักการศาสนา อีกทั้งยังสร้างแรงสนับสนุนให้พวกเขาทำความรู้จักและแบ่งปันกัน การเยี่ยมเยียนกันในหมู่พวกเขา การเชิญชวนผู้อื่นสู่การรวมตัวกันนั้น ได้ถูกบรรยายไว้ว่าเป็นหมู่คนที่ประเสริฐที่สุดผู้ที่ดีที่สุดในหมู่พวกท่านคือผู้ที่ให้อาหาร (แก่พี่น้อง) ด้วยความเต็มใจ และตอบรับการทักทายด้วย สลาม[7]

ท่านศาสนทูต  ได้บอกข่าวดีแก่ผู้ที่มีจิตใจเมตตากรุณา ต่อบรรดาบุรุษและสตรี ว่าพวกเขาจะเป็นหนึ่งในบรรดาผู้ที่ได้เข้าสู่สวนสวรรค์ด้วยความสันติ จงแพร่ สลาม ให้อาหาร (แก่พี่น้อง) อย่างสมบูรณ์ รักษาความสัมพันธ์กับเครือญาติ และละหมาดยามค่ำคืน ในยามที่ผู้คนต่างหลับไหน และเข้าสู่สวนสวรรค์อย่างสันติ[8]

ท่านศาสนทูต  ได้ให้สัญญาต่อบรรดาผู้ที่มีจิตใจเมตตา เอื้อเฟื้อ ด้วยสถานที่อันพิเศษในสวนสวรรค์แก่พวกเขา ในสวนสวรรค์นั้น มีห้องจำนวนหลายห้องที่ภายนอกสามารถมองเห็นได้จากภายใน และภายในมองเห็นได้จากภายนอก อัลลอฮฺ ตะอาลาได้ทรงเตรียมสถานที่เหล่านั้นให้แก่ผู้ที่ให้อาหารแก่พี่น้องของเขาอย่างอุดมสมบูรณ์ ผู้ที่อ่อนโยนในคำพูด ผู้ที่ถือศีลอดอย่างสม่ำเสมอ และผู้ที่ละหมาดยามค่ำคืน ในเวลาที่ผู้คนต่างหลับใหล[9]

เธอไม่ลืมขอดุอาอฺให้แก่พี่น้องของเธอ

มุสลิมะฮฺผู้ที่หัวใจของเธอถูกเติมเต็มด้วยความหอมหวานของความศรัทธาย่อมมีความปรารถนาต่อพี่น้องของเธอ เช่นเดียวกับที่เธอปรารถนาแก่ตัวเธอเอง เช่นนั้นแล้ว เธอจะไม่ลืมที่จะขอดุอาอฺให้กับพี่น้องของเธอ แม้ว่าพวกเขาจะอยู่ห่างไกลแค่ไหนก็ตาม ซึ่ง ดุอาอฺ นี้เปี่ยมด้วยความอบอุ่น ความรักอันบริสุทธิ์และความเป็นพี่น้องแห่งอิสลาม เธอรู้ดีว่าการดุอาอฺเช่นนั้น จะเป็นวิธีการที่ทำให้เธอได้รับการตอบรับจากอัลลอฮฺ  อย่างรวดเร็ว อันเนื่องมาจากความรู้สึกที่บริสุทธิ์และอบอุ่น และเจตนาอันงดงามของเธอ — ซึ่งมีการยืนยันถึงการตอบรับของอัลลอฮฺ   จากคำพูดของท่านศาสนทูต  การขอดุอาอฺที่จะได้รับการตอบรับอย่างเร็วที่สุด คือการวอนขอของบุคคลหนึ่งที่มีต่อพี่น้องของเขา ในยามที่เขาไม่อยู่ (ลับหลัง) [10]

บรรดาเศาะฮาบะฮฺต่างเข้าใจใน การขอดุอาอฺ ดังกล่าวนี้เป็นอย่างดี เพราะพวกท่านเองก็เคยขอให้กับพี่น้องของท่าน  การขอดุอาอฺในขณะที่ประสบกับสถานการณ์นั้น การวิงวอนดุอาอฺจะได้รับการตอบรับ บรรดาบุรุษและสตรีต่างได้รับสิทธิในการวิงวอนอย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งถือเป็นการแสดงออกขั้นสูงของผู้คนในสังคม ตลอดช่วงเวลาทองของประวัติศาสตร์

อิหม่ามบุคอรียฺรายงาน ในอัล-อะดาบ อัล-มุฟร็อด จากซอฟวาน อิบนุ อัลดุลลอฮฺ อิบนุ ซอฟวาน ภรรยาของเขา คือ อัล-ดัรดาอฺ บินติ อบีดัรดาอฺ กล่าวว่า ฉันเดินทางไปเยี่ยมพวกเขาที่ดามัสกัส และได้พบกับ อุมมุ อัลดัรดา อยู่ในบ้าน หากแต่ อะบู ดัรดา ไม่อยู่ที่นั่น นาง (อุมมุ อัลดัรดา) ถามฉันว่า ท่านต้องการไปทำพิธีฮัจญ์หรือ ฉันจึงตอบว่า ใช่แล้ว นางจึงกล่าวว่า ท่านจงดุอาอฺให้แก่ฉันด้วยเพราะท่านศาสนทูต  เคยกล่าวว่า การวอนขอของมุสลิมต่อพี่น้องของเขานั้นจะได้รับการตอบรับ มลาอิกะฮฺอยู่ที่ศีรษะของเขา เมื่อใดก็ตามที่เขาขอดุอาอฺให้แก่พี่น้องของเขา และมลาอิกะฮฺจะกล่าวว่า อามีน.. ขอให้ท่านได้รับสิ่งนั้นเช่นกัน  เขา (ซอฟวาน) กล่าวว่า ฉันได้พบอะบูดัรดาที่ตลาดและเขาก็กล่าวแก่ฉันถึงสิ่งที่ท่านศาสนทูต  ได้กล่าวไว้ ดังที่นางกล่าวเช่นกัน [11]

ท่านศาสนทูต  ได้ปลูกฝังจิตวิญญาณแห่งความเป็นหนึ่งเดียวกันให้แก่มุสลิมีนและมุสลิมะฮฺในทุกๆ โอกาส รวมทั้งการทำให้เกิดความรักอันมั่นคงต่อกันระหว่างมุสลิมด้วยกันเพื่ออัลลอฮฺ  และการปลูกฝังในทัศนคติเรื่อง ไม่ยึดเอาตนเป็นที่ตั้ง และ ขจัดความลำเอียงต่อตัวบุคคลและความเห็นแก่ตัว เพื่อให้สังคมมุสลิมนั้นซึมซาบไปด้วยความรัก ความสัมพันธ์ใกล้ชิด ความสามัคคี และการไม่ถือตนเป็นใหญ่

หนึ่งในวิธีหลายวิธีที่ท่านศาสนทูต  ได้บ่มเพาะความเป็นหนึ่งเดียวกันของบรรดามุสลิม คือ การโต้ตอบของท่านต่อชายผู้หนึ่ง ที่ทำการดุอาอฺเสียงดังว่า โอ้ อัลลอฮฺ ได้โปรดอภัยโทษให้แก่ฉัน และมุหัมมัดเท่านั้นด้วยเถิด ท่านศาสนทูต  จึงกล่าวแก่ชายผู้นั้นว่า ท่านได้ปฏิเสธ (การดุอาอฺ) ต่อพี่น้องอีกหลายคน[12]

ด้วยวิธีการนี้ ท่านศาสนทูต  ไม่ได้เพียงแค่ตักเตือนชายผู้นั้นเพียงคนเดียว หากแต่ท่านได้ปลูกฝังความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันแก่ประชาชาติทั้งมวล ตลอดจนได้อบรมบรรดามุสลิมีนและมุสลิมะฮฺทุกๆ คน ไม่ว่าพวกเขาจะอยู่ที่ไหน หรือเมื่อใดก็ตาม จึงถือเป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องที่ใครคนใดคนหนึ่งจะกล่าว ชะฮาดะฮฺ เพียงเพื่อที่จะสะสมความดีงามให้แก่ตัวเขาเพียงผู้เดียว เพราะว่าผู้ศรัทธาที่แท้จริงนั้นย่อมปรารถนาต่อพี่น้องของเขา ดังเช่นที่เขาปรารถนาต่อตัวเขาเอง

ในบทสรุปตอนท้ายนี้

เราสามารถกล่าวได้ว่า ทั้งหมดคือคุณสมบัติที่บรรดามุสลิมะฮฺผู้ได้รับการศึกษาแห่งอิสลามพึงมี

เธอรักพี่น้องของเธอเพื่ออัลลอฮฺ  และความรักที่มีต่อพวกเขานั้นมีความบริสุทธิ์

เธอมีความปรารถนาต่อพวกเขา ดังเช่นที่เธอปรารถนาต่อตัวเธอเอง

เธอปรารถนาที่จะรักษาความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องในอิสลาม ให้มีความเข้มแข็ง

เธอจะไม่ตัดความสัมพันธ์หรือทอดทิ้งพวกเขา

เธออดทนและให้อภัยในความผิดพลาดของพวกเขา

เธอจะไม่มีความเกลียดชัง รังเกียจและความอิจฉาริษยาต่อพวกเขา

เธอทักทายพวกเขาด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใสเสมอ

เธอมีความโอบอ้อมอารีและซื่อสัตย์ต่อพวกเขา

เธอไม่นินทาว่าร้ายพวกเขา

เธอไม่ทำร้ายความรู้สึกของพวกเขาโดยการสร้างความเป็นศัตรู หรือทะเลาะเบาะแว้งกับพวกเขา

เธอมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อพวกเขา

เธอขอดุอาอฺแก่พวกเขาในยามที่พวกเขาไม่อยู่ (ลับหลัง)”

จึงไม่น่าแปลกใจว่าบุคลิกภาพของบรรดามุสลิมะฮฺที่ได้รับการอบรมขัดเกลาด้วย อิสลาม ย่อมมี คุณสมบัติอันงดงามเช่นนี้เป็นแน่แท้นี่ถือเป็นสิ่งมหัศจรรย์ที่อิสลามได้นำมาซึ่งการศึกษาและการออกแบบของคุณลักษณะของมนุษย์ ไม่ว่าจะอยู่ ณ ที่ใด หรือยุคสมัยไหนก็ตาม

[1] หะดีษ เศาะหิฮฺ หัซซัน รายงานโดย ท่านติรฺมิซียฺ

[2] มุสลิม

[3] บุคอรียฺ

[4] ศาสตราจารย์ วาฮีดอุดดิน คาน

[5] ดิวาน อัล อัรวะฮฺ อัล ฮิยเราะฮฺ

[6] ดู อีซา อัล-นะอูรี, อะดาบ อัล-มะฮฺญัร  ดาร อัล-มะอาริฟ บิ มิสรฺ หน้า 527

[7] หะดีษหะซัน รายงานโดย อะหฺมัด

[8] หะดีษเศาะหิฮฺ รายงานโดย อะหฺมัด และอัล ฮากีม

[9] หะดีษหะซัน รายงานโดย อะหฺมัด และ อิบนุ ฮิบบาน

[10] บุคอรียฺ

[11] บุคอรียฺ

[12] บุคอรียฺ

Advertisements

Read Full Post »

บทบาทมุสลิมะฮฺต่อเพื่อนและพี่น้องแห่งอิสลาม ตอนที่ 4

Source: หนังสือ Ideal Muslimah: The Muslim Woman and her friends and sisters in Islam
แปลโดย บินติ อัลอิสลาม และเรียบเรียงโดย พี่สาวมุสลิมะฮฺใจดี

เธอมีความซื่อสัตย์และมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อพี่น้องของเธอ

อิสลามไม่ได้สนับสนุนแค่เพียงให้บรรดามุสลิมนั้นให้เกียรติซึ่งกันและกัน และมีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ต่อกัน หากแต่อิสลามได้สนับสนุนให้พวกเขานั้นมีความเอื้อเฟื้อ โอบอ้อมอารีต่อเพื่อนของบิดามารดา ทั้งนี้ เพื่อให้พวกเขาเข้าใจถึงคุณค่าที่แท้จริงของความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่และความภักดี อีกทั้งยังสร้างคุณค่าเหล่านี้ให้เป็นส่วนสำคัญของการดำเนินชีวิตแบบอิสลาม ดังที่ หนังสือศาสนาซึ่งเป็นมรดกตกทอดของเราหลายเล่ม ได้มีบันทึกรายงานความจงรักภักดี ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ของเหล่าสลาฟุซซอลิหฺได้เคยปฏิบัติในช่วงที่พวกเขามีชีวิตอยู่ และถือเป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับประชาชาติบนโลกนี้

จากหะดีษเศาะหิฮฺรายงานโดยอิหม่ามมุสลิม จากท่านอิบนุ อุมัร ว่า ท่านศาสนทูตศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้กล่าวว่า “ชนิดของความดีที่ประเสริฐที่สุดคือการที่บุคคลหนึ่งรักษาการติดต่อและให้ความเคารพต่อเพื่อนของพ่อเขา” (มุสลิม)

ท่านศาสนทูต เคยให้การอบรมบรรดามุสลิมด้านจิตใจและเพาะเมล็ดแห่งความซื่อสัตย์ในพวกเขา ในทุกๆ คราที่ท่านพบโอกาสที่จะบอกกล่าวแนวทางของท่านให้แก่พวกเขา

บุรษแห่งบนู ซะลามะฮฺเดินทางมาพบท่านและถามท่านว่า “โอ้ ท่านศาสนทูตของอัลลอฮฺ มีการกระทำใดบ้างหรือไม่ ที่เป็นการกระทำแห่งความเมตตาและความเคารพที่ฉันสามารถทำให้แก่บิดามารดาของฉันหลังจากที่พวกท่านได้เสียชีวิตแล้ว” ท่านตอบว่า “มีสิ จงดุอาอฺให้แก่พวกเขา ขออภัยโทษในความผิดต่างๆ แก่พวกเขา เติมเต็มสัญญาของพวกเขา (ที่เคยให้ไว้แก่ผู้อื่น) รักษาการติดต่อกับเครือญาติ ด้วยเพราะว่า ท่านจะไม่มีญาติพี่น้องเป็นแน่ หากปราศจากบิดามารดาของท่าน อีกทั้งจงให้เกียรติเพื่อนฝูงของพวกเขา” (อิบนุ ฮิบบาน)

ท่านศาสนทูต ได้ให้ตัวอย่างที่ประเสริฐที่สุดของความซื่อสัตย์และความเอื้อเฟื้อ เผื่อแผ่ โดยการดูแลเพื่อนของท่านหญิงเคาะดิญะฮฺหลังจากที่นางได้เสียชีวิต ท่านไม่เคยลืมพวกเขาเหล่านั้นหรือละเลยที่จะดูแลพวกเขา ซึ่งความห่วงใยของท่านที่มีต่อบรรดาเพื่อนของท่านหญิงคอดิยะฮฺนั้นทำให้ท่านหญิงอาอิชะฮฺ เกิดความขุ่นเคืองใจด้วย เพราะนางนั้นมีความหึงหวงต่อท่านหญิงคอดิยะฮฺ ซึ่งเป็นที่ชัดแจ้งจาก คำกล่าวของท่านหญิงอาอิชะฮฺ ที่ว่า “ฉันไม่เคยรู้สึกหึงหวงต่อบรรดาภรรยาคนใดของท่านศาสนทูตเท่ากับที่ฉันรู้สึกต่อท่านหญิงเคาะดิญะฮฺเลย แม้ว่าฉันจะไม่เคยเห็นนางมาก่อน แต่ท่านศาสนทูตก็มักจะกล่าวถึงนางอยู่เสมอ และบางครั้งท่านก็จะฆ่าแกะ ชำแหละเนื้อสัตว์ เพื่อนำไปให้บรรดาเพื่อนของนาง มีครั้งหนึ่งที่ฉันกล่าวแก่ท่านว่า “ทำอย่างกับว่าไม่มีผู้หญิงคนไหนอีกแล้วในโลกนี้นอกจากนางเคาะดิญะ” ท่านจึงกล่าวว่า “ด้วยเพราะนางนั้นดีเช่นนั้น-เช่นนี้ และฉันก็มีบุตรที่เกิดจากนาง” (มุสลิม)

มีการรายงานอื่นจากนี้ด้วยว่า “ท่านเคยฆ่าแกะ และนำเนื้อแกะนั้นส่งให้บรรดาเพื่อนของนางด้วยปริมาณมาก”

จากตัวอย่างนี้ ท่านศาสนทูต ได้ให้ความหมายของมโนภาพแห่งความซื่อสัตย์และความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่อย่างละเอียด โดยรวมไปถึงมิตรสหายห่างๆ ของบิดามารดาและภรรยา เช่นนั้นแล้ว ลองมองย้อนดูและถามตัวท่านเองว่า “เพื่อนๆ ของเราล่ะ ยังมีชีวิตกันอยู่หรือไม่?”

เธอมีความเมตตาต่อพี่น้องของเธอ

สตรีที่ได้รับทางนำอันเที่ยงตรงจะไม่เป็นผู้ที่มีความหยิ่งยโส ทะนงตนต่อเพื่อนและพี่น้องของท่าน เธอจะไม่บึ้งตึง ขุ่นเคืองต่อพวกเขา และไม่ใช้คำพูดรุนแรง แข็งกร้าวกับพวกเขา เธอจะมีความเมตตา โอบอ้อมอารี อ่อนโยนและมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีต่อพวกเขา อีกทั้งยังปฏิบัติและพูดจากับพวกเขาด้วยดี ดังที่อัลลอฮฺ ได้อธิบายคุณลักษณะของผู้ศรัทธาทั้งชายและหญิงไว้ว่า

“…เป็นผู้นอบน้อมถ่อมตนต่อบรรดามุอฺมิน (ผู้ศรัทธา) ไว้เกียรติแก่บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธา…”(อัล-มาอิดะฮฺ 5.54)

ด้วยสิ่งนี้ก็คงเพียงพอที่จะทำให้เธอนั้นเห็นภาพได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น ถึงสิ่งที่มุสลิมะฮฺควรปฏิบัติต่อพี่น้องของเธอ แบบอย่างที่ดีนั้นคือการเป็นผู้ที่มีความอ่อนโยนและมีความเมตตาอันแสดงออกถึงความอ่อนน้อมถ่อมตน

หากมุสลิมะฮฺได้ฟังคำสอนของท่านศาสนทูต เธอก็จะพบหลักฐานที่เด่นชัดที่สนับสนุนให้มีความเมตตาต่อผู้อื่น ซึ่งจะเป็นส่วนช่วยเพิ่มคุณค่าให้กับทุกๆ กฎเกณฑ์ในการดำเนินชีวิต ท่านศาสนทูตกล่าวว่า “ไม่มีซึ่งความเมตตาในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หากแต่มันได้เพิ่มความงดงามให้กับสิ่งนั้น และไม่มีการขาดไปซึ่งความเมตตาหากแต่มันสร้างความน่ารังเกียจต่อสิ่งนั้น” (มุสลิม)

เมื่อสตรีมุสลิมได้ศึกษาเกี่ยวกับชีวประวัติของท่านศาสนทูต เธอจะรู้สึกประทับใจบุคลิกภาพอันงดงามตามธรรมชาติของท่านศาสนทูต ความอ่อนโยน ความมีเมตตาอย่างมากเมื่อมีการเจรจากับผู้คน ท่านไม่เคยใช้คำพูดที่รุนแรงหยาบคายหรือพูดจาเกรี้ยวกราดกับผู้ใด และท่านไม่มีจิตใจที่โหดร้าย แข็งกระด้าง อัลลอฮฺ ได้ตรัสกับท่านด้วยว่า

“และถ้าหากเจ้าเป็นผู้ประพฤติหยาบช้า และมีใจแข็งกระด้างแล้วไซร้ แน่นอนพวกเขาก็ย่อมออกห่างจากท่านแล้ว” (อาละอิมรอน 3.159)

ท่านอนัส ผู้คอยรับใช้และสหายผู้ซื่อสัตย์ของท่านศาสนทูต ได้บรรยายบุคลิกอันประเสริฐของท่านว่า “ฉันคอยรับใช้ท่านศาสนทูตเป็นเวลา 10 ปี และตลอดเวลาที่ผ่านมานั้น ท่านไม่เคยกล่าวคำว่า “อุฟ” กับฉัน (คำอุทานที่แสดงออกถึงความไม่พอใจ) หากว่าฉันทำสิ่งใด ท่านไม่เคยกล่าวว่า “ทำไมท่านจึงทำเช่นนั้น” และหากฉันไม่ได้ทำสิ่งใด ท่านก็ไม่เคยกล่าวว่า “ทำไมท่านจึงไม่ทำเช่นนั้น” (บุคอรีย์ และมุสลิม)

ท่านอนัส ยังกล่าวอีกว่า “ท่านศาสนทูต ไม่เคยใช้คำพูดหยาบคาย น่ารังเกียจ หรือคำสาปแช่งและคำด่าทอ หากท่านต้องการจะว่ากล่าวบางคน ท่านจะพูดว่า “เกิดอะไรขึ้นกับเขาเล่า ฉันขอให้หน้าผากของเขาปกคลุมไปด้วยฝุ่นเถิด”

Read Full Post »

Source: หนังสือ Ideal Muslimah : The Muslim Woman and her friends and sisters in Islam
แปลโดย
บินติ อัลอิสลาม และเรียบเรียงโดย พี่สาวมุสลิมะฮฺใจดี

เธอมีความอดทนและให้อภัยต่อพี่น้องของเธอ

สตรีผู้ได้รับทางนำแห่งอิสลามนั้นจะเป็นผู้ที่มีความอดทนต่อเพื่อนและพี่น้องของเธอ เธอจะไม่มีความขุ่นเคืองต่อพวกเขา หากเธอรู้สึกโกรธหรือไม่พอใจต่อพี่น้องของเธอ เธอจะควบคุมอารมณ์นั้นไว้และให้อภัยต่อผู้ที่กระทำความผิด โดยไม่รู้สึกกระดากใจใดๆ ในการให้อภัยต่อพี่น้องของเธอ แท้จริงแล้ว เธอจะมองว่าการปฏิบัติเช่นนั้นเป็นสิ่งที่ดี เพราะมันจะทำให้เธอได้ใกล้ชิดกับอัลลอฮฺ

“และบรรดาผู้ข่มอารมณ์โกรธและบรรดาผู้ให้อภัยแก่เพื่อนมนุษย์ อัลลอฮฺนั้นทรงรักผู้กระทำดีทั้งหลาย”(อาลิ อิมรอน 134)

หากบุคคลหนึ่งข่มอารมณ์โกรธของเขาไว้ แต่เขาไม่ให้อภัยต่อพี่น้องของเขา “อารมณ์โกรธนั้น” จะก่อให้เกิด “ความขุ่นเคืองใจ” และ “ความอาฆาตพยาบาท” ซึ่งถือเป็นเรื่องเลวร้ายยิ่งกว่า “ความโกรธ” ทั่วไปเสียอีก เสมือนดังกองไฟที่ยังครุกรุ่นอยู่ แต่หากว่าเขาให้อภัยและลืมเรื่องดังกล่าว อารมณ์โกรธที่กำลังปะทุอยู่นั้นก็จะดับไป อีกทั้งจิตวิญญาณของเขาก็จะบริสุทธ์สะอาดปราศจากผลเลวร้ายที่เกิดจากความโกรธและความเกลียดชัง นี่คือเป็นระดับขั้นของ อิหฺซาน ที่นำมาซึ่งความรักของอัลลอฮฺ ต่อผู้ที่สามารถบรรลุถึงขั้นนี้ได้

“อัลลอฮฺนั้นทรงรักผู้กระทำดีทั้งหลาย” (อาลิ อิมรอน 134)

มุสลิมะฮฺผู้ยึดมั่นต่อคำสอนของอิสลามคือ หนึ่งในบรรดาของมุหฺซินีน เธอจะไม่ยอมปล่อยให้ความโกรธนั้นคงอยู่ภายในจิตใจเธอ เพราะความขุ่นเคืองที่ถูกข่มไว้นั้นรังแต่จะเป็นภาระอันหนักหน่วงของจิตใจ ดังนั้นเธอจึงต้องรีบเร่งที่จะให้อภัยและลืมมันเสีย เธอจะปลดปล่อยตัวเองให้พ้นจากภาระนี้และเติมเต็มจิตวิญญาณของเธอด้วยความสงบ บางสิ่งที่อาจช่วยให้มุสลิมะฮฺสามารถบรรลุถึงขั้นสูงสุดแห่งอิหฺซานนี้ได้คือ ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่า “การให้อภัยต่อพี่น้องของเธอนั้นไม่ใช่การลดเกียรติหรือเป็นเรื่องที่น่าละอายใดๆ เพราะแท้จริงแล้วมันจะยกฐานะและเกียรติของเธอให้สูงขึ้น ณ ที่อัลลอฮฺ” ดังที่นบีมุหัมมัด ได้บรรยายไว้ว่า “บ่าวผู้ให้อภัย อัลลอฮฺจะทรงเพิ่มพูนเกียรติแก่เขา และผู้ที่แสดงความนอบน้อมต่ออัลลอฮฺ พระองค์จะยกฐานะเขาในหมู่ผู้คนทั้งหลาย” (มุสลิม)

หากเราเปรียบเทียบระหว่าง “เกียรติและฐานะ” ที่ว่านี้ กับ “ฐานะแห่งการบรรลุสู่อิหฺซานของสตรีผู้มีความอดทนและเป็นผู้ให้อภัย” เราจะตระหนักได้ว่า “เกียรติที่เธอได้บรรลุ ณ ที่อัลลอฮฺนี้ ทำให้เธอเป็นหนึ่งในมุหฺซินาต” และสำหรับประชาชาติ เธอคือผู้ที่ควรแก่การเคารพ และเป็นตัวอย่างที่น่ายกย่อง

มุสลิมะฮฺผู้มีความเข้าใจถึงคำสอนของอิสลามอย่างแท้จริงนั้น จะไม่มีความรู้สึกเกลียดชัง หรือขุ่นเคืองในจิตใจเธอแม้แต่น้อย เพราะเธอมีความเข้าใจถึงคุณค่าแห่งการให้อภัยและการชำระล้างจิตใจให้บริสุทธิ์ และความสำคัญ หากเธอต้องการที่จะแสวงหาการอภัยโทษและความพอใจจากอัลลอฮฺ ดังที่ท่าน ศาสนทูตมูฮัมมัด ได้อธิบายไว้ว่า

“มีความผิดบาปอยู่ 3 อย่าง หากผู้ใดก็ตามที่ตายไปโดยปราศจากความผิดทั้ง 3 อย่างนี้ จะได้รับการอภัยโทษจากบาปอื่นๆ (หากอัลลอฮฺทรงประสงค์) การตั้งภาคีต่ออัลลอฮฺด้วยสิ่งอื่น การเล่นมายากลหรือไสยศาสตร์เวทมนตร์ และการข่มอารมณ์โกรธต่อพี่น้องเขาไว้ (โดยไม่ได้ให้อภัยต่อพี่น้องเขา)” (บุคอรีย์)

เธอมีรอยยิ้มบนใบหน้าต่อพี่น้องของเธอ

มุสลิมะฮฺที่แท้จริงนั้น จะมีสีหน้าที่เต็มไปได้ด้วยความสุขสดใส เธอมักจะทักทายพี่น้องของเธอด้วยความอบอุ่นและรอยยิ้ม ดังเช่นที่ท่านศาสนทูตมุหัมมัด ได้กล่าวว่า
“จงอย่ามองข้าม ความดีเล็กๆ น้อยๆ แม้แต่การทักทายพี่น้องของท่านด้วยใบหน้าที่สุขสดใสก็ตาม” (มุสลิม)

* มุสลิมะฮฺพึงระวังในการทักทายพูดคุย ไม่ควรก่อให้เกิดเสียงดังในที่สาธารณะและการยิ้มให้แก่ต่างเพศที่ไม่ใช่มะร็อมหฺก็ไม่เป็นการบังควรเพราะทั้งมุสลิมะฮฺและมุสลิมีนสมควรแก่การลดสายตาลงต่ำ (เพิ่มเติมโดย ผู้เรียบเรียง)

การมีหน้าตาที่สดใสเป็นมิตรถือเป็นคุณลักษณะนิสัยที่ดี ที่อิสลามให้การสนับสนุนและถือว่าเป็นความดีประเภทหนึ่งที่จะนำมาซึ่งรางวัลจากอัลลอฮฺ ด้วยเพราะว่าการมีใบหน้าที่สดใสนั้นสะท้อนให้เห็นถึงจิตใจที่บริสุทธิ์ทั้งภายในและภายนอกนี้เองเป็นหนึ่งในลักษณะนิสัยที่เด่นชัดของมุสลิม เช่นนั้นท่านศาสนทูต จึงกล่าวว่า “รอยยิ้มบนใบหน้าของท่านที่มีต่อพี่น้องของท่าน ถือเป็นการทำทานชนิดหนึ่ง (เศาะดอเกาะฮฺ)” (ติรฺมิซียฺ)

ท่านศาสนทูต เป็นผู้หนึ่งที่มีใบหน้าแสดงถึงความสุขสดใส เมื่อใดก็ตามที่ท่านได้พบปะบรรดาเศาะฮาบะฮฺ ท่านมักทักทายพวกเขาอย่างอบอุ่นพร้อมกับรอยยิ้มเสมอ ดังที่ เศาะฮาบะฮฺ ญารีร อิบนุ อับดุลลอฮฺได้บรรยายไว้ว่า “ตั้งแต่เมื่อครั้งที่ฉันได้เข้ารับอิสลาม ท่านศาสนทูตของอัลลอฮฺไม่เคยปฏิเสธที่จะพบฉันและท่านไม่เคยพบกับฉันโดยปราศจากรอยยิ้มบนใบหน้าของท่าน”(มุสลิม)

อิสลามต้องการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเพื่อน พี่น้องมุสลิมนั้นคงอยู่อย่างหนักแน่นและมั่นคงเสมอ จึงได้สนับสนุนพวกเขาในการกล่าว “สลาม” พร้อมด้วยใบหน้าที่แสดงถึงความสุข การพูดจาที่นุ่มนวลสุภาพ และการทักทายกันอย่างอบอุ่น เช่นนั้นแล้ว หัวใจของพวกเขาจะคงไว้ซึ่งความบริสุทธิ์และเปิดกว้าง พร้อมที่จะทำความดีร่วมกันด้วยความเอื้ออารีต่อกัน และสามารถที่จะรับภาระต่างๆ ได้ แม้ว่าจะต้องใช้ความพยายามและความเสียสละมากแค่ไหนก็ตาม

เธอมีความจริงใจต่อพี่น้องของเธอ

หนึ่งในคุณค่าของการเป็นมุสลิมะฮฺที่ดีนั้นคือ การเป็นผู้ที่มีความจริงใจอย่างเต็มเปี่ยมต่ออัลลอฮฺ ศาสนทูต ของพระองค์ บรรดาผู้นำและพี่น้องมุสลิม ดั่งเช่นที่มีการกล่าวไว้ในหะดีษศอเฮี้ยะฮฺ ที่ว่า

“ศาสนาคือการนะซีฮะฮฺ” เรา (บรรดาเศาะฮาบะฮฺ) ถามว่า “ต่อใคร” ท่านศาสนทูตกล่าวว่า “ต่ออัลลอฮฺ (ด้วยการเชื่อฟังพระองค์ การกล่าวสรรเสริญพระองค์ และการทำญิฮาดเพื่อพระองค์) ต่อคัมภีร์ของพระองค์ (ด้วยการอ่าน ทำความเข้าใจและนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน) ต่อศาสนทูตของพระองค์ (ด้วยการให้เกียรติท่าน และต่อสู้เพื่อท่าน ทั้งในช่วงเวลาที่ท่านยังมีชีวิตอยู่และหลังจากการสิ้นชีวิตของท่าน อีกทั้งปฏิบัติตามการดำเนินชีวิตของท่าน “สุนนะฮฺ”) ต่อผู้นำแห่งประชาชาติมุสลิม (ด้วยการให้ความช่วยเหลือต่อการทำหน้าที่ของพวกเขา ในการให้ทางนำที่ถูกต้องต่อบรรดามุสลิมและคอยตักเตือนพวกเขาเมื่อพวกเขาขาดความระมัดระวังในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง) และต่อผู้ที่อยู่ภายใต้การดูแลของพวกเขา (ด้วยการมีความเมตตา โอบอ้อมอารีต่อกัน) (มุสลิม)

ทัศนคติที่ดีเช่นนี้ ทำให้มุสลิมะฮฺนั้น มีความจริงใจต่อพี่น้องของเธอ เธอจะไม่หลอกลวงพวกเขา ชักนำพวกเขาไปในทางที่ผิด หรือปกปิดความดีให้ห่างจากพวกเขา ในการที่มุสลิมะฮฺคนหนึ่งมีความจริงใจต่อพี่น้องอยู่เสมอ มันก็ไม่ใช่เพียงแค่ว่าเป็นการกระทำไปเพื่อการแสดงความสุภาพหรือเพื่อการอวดอ้างมรรยาททางสังคมที่ดีเท่านั้น หากแต่เธอประพฤติปฏิบัติตัวเช่นนั้นเพราะ “ความจริงใจ” นั้นเป็นหนึ่งของรากฐานสำคัญของอิสลาม ซึ่งบรรดาบรรพชนในยุคแรกได้เคยปฏิญาณยอมรับทำตามในการกล่าวสัตยาบัน (บัยอะฮฺ) ต่อท่านศาสนทูต ดังเช่นที่ ท่านญารีร อิบนุ อับดุลลอฮฺได้กล่าวไว้ว่า

“ฉันได้ให้สัตยาบันต่อท่านศาสนทูตและปฏิญาณว่าจะรักษาการละหมาด 5 เวลา จ่ายซะกาต และมีความจริงใจต่อเหล่าบรรดามุสลิม” (บุคอรียฺ มุสลิม)

จากหะดีษข้างต้น เราจะพบว่าท่านศาสนทูต ได้รวมความเป็นอิสลามไว้ในคำเดียว คือ “นะซีฮะฮฺ” ซึ่งแสดงให้เห็นว่า “ความจริงใจ” นั้นเป็นศูนย์กลางสำคัญเป็นรากฐานอย่างหนึ่งของความศรัทธา และหากปราศจากความจริงใจนี้ ความศรัทธาของผู้คนจะไม่เกิดผลอันใด อีกทั้งความเป็นอิสลามของเขาจะกลายเป็นสิ่งที่ไร้ค่า ดังความหมายที่กล่าวไว้ในหะดีษบทหนึ่งที่ว่า

“ไม่มีผู้ใดในหมู่พวกท่านที่จะมีความเชื่อ จนกว่าเขาจะปรารถนาต่อพี่น้องของเขาดั่งเช่นที่เขาปรารถนาต่อตัวเขาเอง” (บุคอรียฺ มุสลิม)

จึงเป็นไปไม่ได้ที่จะสามารถบรรลุสิ่งที่ว่านี้ได้ จนกว่าบุคคลหนึ่งจะรักพี่น้องของเขาด้วยความจริงใจอย่างเต็มเปี่ยม การที่บุคคลหนึ่งมีความปรารถนาต่อพี่น้องของเขา ดังเช่นที่เขาปรารถนาต่อตัวเขาเองไม่ใช่เป็นเรื่องที่ง่ายเลย ถือเป็นเรื่องที่กระทำได้ยากมาก และไม่มีบุรุษหรือสตรีใดที่จะสามารถกระทำสิ่งนี้ได้ เว้นแต่ผู้ที่มีความเข้าใจในศาสนาอิสลามอย่างลึกซึ้ง หัวใจของพวกเขาสะอาดบริสุทธิ์ ปราศจากซึ่งความเห็นแก่ตัว ความเกลียดชัง ความอิจฉาพยาบาท เป็นจิตใจที่เต็มไปด้วยความรักต่อผู้อื่น

มุสลิมะฮฺที่เข้าใจและหยั่งถึงจิตวิญญาณของเธอว่า ความรักที่มีต่อพี่น้องนั้นคือหนึ่งในเงื่อนไขของความศรัทธาที่แท้จริง และศาสนาของเธอนั้นอยู่บนรากฐานของ “ความจริงใจ” ซึ่งถือเป็นระดับขั้นที่เธอควรจะบรรลุให้ได้ แม้ว่ามันจะยากเพียงใดก็ตาม โดยแท้จริงแล้ว มันถือเป็นสิ่งหนึ่งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ในการที่เธอจะต้องปฏิบัติต่อเพื่อนและพี่น้องของเธอเช่นนั้น และ “เธอ” ก็ถือเป็นกระจกสะท้อนที่ดีแก่พวกเขา ด้วยการให้คำแนะนำตักเตือน แก้ไขสิ่งผิดพลาดให้พวกเขา และไม่ปรารถนาสิ่งอื่นใดนอกจากสิ่งที่ดีแก่พวกเขา ดังเช่นที่ท่านอบู ฮูร็อยเราะฮฺ เคยกล่าวว่า “ผู้ศรัทธานั้นถือเป็นกระจกสะท้อนต่อพี่น้องของเขา หากแม้ว่าเขาพบเห็นความผิดในพี่น้องของเขา เขาจะช่วยแก้ไขมันให้ถูก”

ในคำพูดนี้ ท่านอบู ฮูร็อยเราะฮฺ ได้นำเอามาจากหะดีษของท่านศาสนทูต ที่ว่า
“ผู้ศรัทธาเป็นกระจกส่องซึ่งกันและกัน ผู้ศรัทธาเป็นพี่น้องของผู้ศรัทธา เขาจะปกป้องพี่น้องของเขาจากความหายนะและให้ความคุ้มครองแก่เขา”

เป็นเรื่องธรรมชาติ เมื่อสตรีผู้ศรัทธานั้นมีทัศนคติที่ดีต่อพี่น้องของเธอ เธอไม่สามารถทำในสิ่งที่ตรงกันข้ามได้ แม้ว่าเธอมีความต้องการเช่นนั้นก็ตาม อีกทั้งผู้ที่ดำรงชีวิตในระดับขั้นที่มีความบริสุทธิ์ใจ ความรัก ความภักดีและความเป็นพี่น้องจะไม่สามารถหวนกลับมาสู่ระดับขั้นของความเกลียดชัง ความทรยศ ความพยาบาท ความเห็นแก่ตัวและความอิจฉาริษยาได้ เสมือนว่าสิ่งที่อยู่ในท่อจะไหลออกมาไม่ว่าสิ่งที่อยู่ข้างในนั้นจะเป็นอะไรก็ตาม ความเหม็นของสัตว์จะไม่ปรากฏ นอกเหนือจากความหอม ดินที่ดีจะไม่นำพาซึ่งสิ่งใด นอกเหนือจากพืชผลที่ดี

มีบทกลอนหนึ่งโดยนักกวีชื่อ ซุฮัยรฺ อิบนุ อบี ซัลมา ที่บรรยายไว้อย่างสวยงามว่า “มีพืชผลชนิดใดบ้างที่ผลิดอกมากมาย หากแต่ปราศจากใบไม้ในตัวมัน ต้นปาล์มปลูกได้ที่ใดบ้าง เว้นแต่ในที่ที่มีดินดี และเหมาะสมกับมัน”

Read Full Post »

บทบาทมุสลิมะฮฺต่อเพื่อนและพี่น้องแห่งอิสลาม ตอนที่ 2
Source: หนังสือ Ideal Muslimah : The Muslim Woman and her friends and sisters in Islam
แปล บินติ อัลอิสลาม  และเรียบเรียง พี่สาวมุสลิมะฮฺใจดี

เธอไม่ทอดทิ้งพี่น้องของเธอ

มุสลิมะฮฺที่มีความเข้าใจถึงคำสอนของอิสลามอย่างแท้จริง เธอจะไม่เพิกเฉยในความจริงที่ว่า ศาสนาอิสลามนั้นสนับสนุนการสร้างความรัก ความสัมพันธ์ฉันท์พี่น้องระหว่างกัน อีกทั้งยังห้ามพี่น้องร่วมศรัทธาไม่ให้เกลียดหรือทอดทิ้งกัน อิสลามได้ให้คำอธิบายว่า บุคคลสองคนที่มีความรักต่อกันเพื่ออัลลอฮฺ อย่างแท้จริงนั้น จะไม่แยกกัน แม้ว่าหนึ่งในพวกเขาจะกระทำความผิดร้ายแรง หรือเกิดความขุ่นเคืองเพียงใดก็ตาม เนื่องจากความผูกพันที่เกิดจากความรักเพื่ออัลลอฮฺนั้นแข็งแกร่งเกินกว่าที่สิ่งอื่นใดจะทำลาย “ความรักอันบริสุทธิ์” นี้ลงได้ ท่านศาสนทูตมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า

“คนสองคนที่มีความรักต่อกันเพื่ออัลลอฮฺ หรือเพื่อศาสนาอิสลาม จะไม่มีทางปล่อยให้ความบาดหมางใจ หรือเรื่องร้ายใดๆ มาขัดขวางความสัมพันธ์ของเขาทั้งสองได้” (บุคอรีย์)

อารมณ์โกรธ หงุดหงิด ฉุนเฉียวอาจเกิดขึ้นง่ายกับสตรี ในช่วงเวลาของความอ่อนแอทั้งโดยธรรมชาติของร่างกาย เช่น ช่วงมีประจำเดือน วัยทอง หรือเหนื่อยล้าจากการทำงาน ฯลฯ อันเป็นเหตุที่ทำให้เธอนั้นทำร้ายความรู้สึกพี่น้องของเธอ ไม่ว่าด้วยการกระตุ้น ยั่วยุให้อีกฝ่ายเกิดความโมโหอย่างรุนแรง และทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างกัน ในกรณีเช่นนี้มุสลิมะฮฺไม่ควรลืมว่าอิสลามมิได้เพิกเฉยต่อธรรมชาติและความไม่มั่นคงทางอารมณ์ของมนุษย์ ด้วยเหตุนี้อิสลามจึงมีการกำหนดช่วงระยะเวลาเพื่อรอให้ความโกรธนั้นบรรเทาเบาบางลง ซึ่งเป็นระยะเวลา 3 วัน และหลังจากระยะเวลาที่กำหนดนี้ได้ผ่านพ้นไป ก็ถือว่าเป็นข้อห้ามสำหรับบุคคลสองคนที่มีความบาดหมางใจกันที่จะปฏิเสธการไกล่เกลี่ย คืนดีกัน ท่านศาสนทูตมูฮัมมัด ศ็อลลัยลอฮุ อลัยฮิ วะศัลลัม กล่าวว่า

“ไม่เป็นที่อนุญาตแก่มุสลิมที่จะโกรธและตัดความสัมพันธ์จากพี่น้องของเขามากกว่า 3 วัน หรือหันห่างออกจากกันเมื่อพบกัน และผู้ที่ดีที่สุดในพวกเขาคือผู้ที่กล่าวทักทาย ด้วย “ถ้อยคำแห่งสันติ (อัสลามุอลัยกุม)” ก่อน” (บุคอรีย์ และมุสลิม)

คำว่า “มุสลิม” นั้นเป็นที่ประจักษ์แจ้งอย่างแล้วว่าหมายถึง ทั้งสตรีและบุรุษ เมื่อมีคำนี้ปรากฏในหะดีษเช่นนี้ ก็ถือว่าเป็นกฎบังคับทั่วไปสำหรับการดำเนินชีวิตของคนแต่ละคน ทั้งในครอบครัวและสังคมในโลกอิสลาม ดังนั้นเราสามารถเห็นได้ว่า สตรีที่จิตวิญญาณได้ถูกหล่อหลอมด้วยอิสลาม จะไม่ดื้อดึงขัดขืนในการเพิกเฉยต่อพี่น้องของเธอ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม มากไปกว่านั้นเธอจำเป็นต้องเร่งรีบในการสานความสัมพันธ์และทักทายพี่น้องของเธอด้วย “สลาม” เพราะเธอทราบดีว่า “ผู้ที่ดีที่สุดในพวกเธอคือผู้ที่กล่าวทักทายก่อนเป็นคนแรก” หากว่า พี่น้องของเธอรับ “สลาม” ทั้งสองจะแบ่งปันรางวัลการตอบแทนแห่งการสานความสัมพันธ์กันครั้งนี้ และหากว่าพี่น้องของเธอไม่รับ “สลาม” เช่นนั้นแล้ว ผู้ที่ทักทายก่อนจะได้รับการชำระความผิดจากการทอดทิ้งพี่น้องของเธอ ส่วนผู้ที่ปฏิเสธการตอบรับการทักทายจะต้องรับผิดชอบกับความผิดบาปเพียงผู้เดียว ซึ่งมีการกล่าวเกี่ยวกับเรื่องนี้ไว้ชัดแจ้งจากหะดีษที่รายงานโดยท่าน อบู ฮูร็อยเราะฮฺ ว่า “ฉันได้ยินท่านศาสนทูตของอัลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า

“ไม่เป็นการอนุมัติสำหรับชายคนหนึ่งที่จะโกรธเคืองและตัดความสัมพันธ์จากผู้ศรัทธาเกินกว่า 3 วัน และหาก 3 วันนี้ผ่านไปแล้ว ชายคนนั้นจำเป็นต้องไปพบและทักทายเขาด้วย “สลาม” หากว่าเขาตอบรับ “สลาม” เช่นนั้นแล้ว เขาทั้งสองจะแบ่งปันกันซึ่งรางวัลการตอบแทน และหากว่าเขาไม่ตอบรับ “สลาม” เช่นนั้นแล้วบุคคลที่ให้สลามจะได้รับการชำระความผิดบาปจากการโกรธเคืองครั้งนี้” (บุคอรีย์)

เป็นที่ทราบกันดีว่าคำว่า “ชายคนหนึ่ง” ในหะดีษข้างต้นนี้ มีความหมายรวมถึงทั้งบุรุษและสตรี – พี่น้องมุสลิมทั้งหลาย จงตระหนักเถิดว่า การปล่อยให้ระยะเวลาแห่งความโกรธเคืองนั้นยาวนานมากเท่าใด บาปของคนทั้งสองก็จะยิ่งเพิ่มพูนมากขึ้นเท่านั้น ดังที่ท่านศาสนทูต ได้กล่าวว่า

“ผู้ใดก็ตามที่ละทิ้งพี่น้องของเขาเป็นระยะเวลาหนึ่งปี ก็เปรียบดั่งว่าเขาได้หลั่งเลือดของตัวเขาเอง” (บุคอรีย์)

*ความหมายของหะดีษบทนี้คือ “ผู้ใดละทิ้ง (ตัดความสัมพันธ์ ไม่ติดต่อกัน หรือบาดหมางทะเลาะกัน หรือไม่ตักเตือนกัน) พี่น้องของเขา (พี่น้องในศาสนา) เป็นระยะเวลาหนึ่งปี ก็เปรียบเสมือนเขาได้หลั่งเลือดของพี่น้องคนนั้น (ไม่ใช่ตัวเขาเอง) (เพิ่มเติม โดยผู้เรียบเรียง)

ดูสิว่ามันเป็นความชั่วร้ายเพียงใดกับการทอดทิ้งพี่น้องในอิสลาม และดูสิว่ามันเป็นความรับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่เพียงใดสำหรับผู้มีความผิดในเรื่องนี้ เพราะเขาเปรียบได้กับผู้ที่หลั่งเลือดตัวเอง!!!!

ระบบการศึกษาของอิสลามนั้นมีพื้นฐานอยู่บนการมีความรักต่อกัน รวมไปถึงการแสดงออกถึงความรัก และการติดต่อสัมพันธ์ที่สม่ำเสมอยาวนาน เช่นนั้นแล้ว อิสลามจึงปรารถนาให้มุสลิมีนและมุสลิมะฮฺละทิ้ง “ความโกรธเกลียด” และ “ความอิจฉาริษยา” ออกจากชีวิตจิตใจของเขาและไม่ปล่อยให้เหลือช่องว่างให้ลักษณะนิสัยของปีศาจร้ายเข้ามาทำลายและสร้างความขัดแย้งระหว่างพี่น้องร่วมศรัทธา ดังนั้นอิสลามจึงเต็มไปด้วยคำสอนที่บรรยายถึงจริยธรรมจรรยาที่ประเสริฐที่สุดสำหรับหมู่มนุษย์ เริ่มมาตั้งแต่มนุษย์คนแรกได้เหยียบบนพื้นโลก

“จงอย่าตัดขาดความสัมพันธ์ระหว่างกัน อย่าผินหลังให้กัน อย่าเกลียดชังกัน อย่าอิจฉาริษยากัน จงเป็นพี่น้องกัน เพราะอัลลอฮฺได้สั่งพวกท่านเช่นนั้น” (มุสลิม)

“จงระวังซึ่งความระแวงสงสัย เนื่องจากการพูดที่อยู่บนความระแวงสงสัยนั้นถือเป็นหนึ่งในประเภทของการโกหกที่ชั่วร้ายที่สุด ดังนั้นจงอย่ามองหาความผิดระหว่างกัน จงอย่าสอดแนมกัน จงอย่าแข่งขันกัน จงอย่าอิจฉากัน จงอย่าเกลียดกัน และจงอย่าผินหลังให้แก่กัน โอ้ บ่าวของอัลลอฮฺ พวกท่านจงเป็นพี่น้องกัน” (บุคอรีย์ และมุสลิม)

“จงอย่าอิจฉาริษยากัน จงอย่าเสนอราคา (สิ่งใดสิ่งหนึ่ง) ให้สูงกว่าในหมู่พวกท่าน (เพื่อเป็นการเพิ่มมูลค่า และให้ได้มาซึ่งสิ่งนั้น) จงอย่าเกลียดชังกัน จงอย่าผินหลังให้แก่กัน จงอย่าเข้าไปเกี่ยวข้องในการธุรกรรมที่พี่น้องของท่านนั้นมีส่วนในธุรกรรมนั้นอยู่แล้ว โอ้….บ่าวของอัลลอฮฺ จงเป็นพี่น้องกัน มุสลิมคนหนึ่งนั้นถือเป็นพี่น้องของมุสลิมอีกคนหนึ่ง เขาจะไม่กดขี่พี่น้องเขา เขาจะไม่หมิ่นประมาทหรือดูถูกพี่น้องของเขา …“ตักวา” (ความยำเกรง) อยู่ที่นี่” ท่านพลางชี้ไปที่หน้าอก (หัวใจ) ของท่านสามครั้ง “มันเป็นความชั่วร้ายยิ่งนักในการที่บุคคลหนึ่งนั้นดูถูกพี่น้องมุสลิมของเขา ด้วยเพราะว่าทุกๆ ส่วนที่เป็นของมุสลิมคนหนึ่งถือเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ สำหรับพี่น้องของเขา ดังนั้นเลือดเนื้อของเขา ทรัพย์สินของเขา และเกียรติของเขานั้นไม่เป็นที่อนุญาตให้ล่วงละเมิดได้” (มุสลิม)

มุสลิมะฮฺที่ได้ศึกษาศาสนาและพิจารณาใคร่ครวญเป็นอย่างดี ย่อมตระหนักอย่างลึกซึ้งในคำสอนของท่านศาสนทูตมูฮัมมัด อันกล่าวถึงลักษณะบุคลิกภาพที่ประเสริฐที่สุดสำหรับมุสลิม อาทิ การมีความรัก ความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อน ความสัมพันธ์ฉันท์พี่น้อง ความจริงใจ ความรู้สึกรักใคร่ชอบพอและความไม่เห็นแก่ตัว มุสลิมะฮฺนั้นจะไม่ยอมปล่อยให้ “ความโกรธเกลียด” คงอยู่ในตัวเธอ และไม่มีใครสามารถยอมทนกับสิ่งนี้ได้ นอกจากผู้ที่มีจิตใจที่ชั่วร้าย จิตใจคับแคบ มีโรคร้ายในหัวใจหรืออารมณ์แปรปรวน และแน่นอนว่า มุสลิมะฮฺผู้มีความสัตย์จริงนั้นย่อมห่างไกลจากลักษณะนิสัยที่ชั่วร้ายเช่นนี้

ดังนั้น อิสลามจึงได้กำชับผู้ที่มีจิตใจแข็งกระด้าง ทั้งบุรุษและสตรี ซึ่งกำลังหลีกหนีจากความจริงที่ว่า“การให้อภัยนั้นคือจิตวิญญาณแห่งความอดทน” พวกเขาบางคนดื้อดึงออกห่างจากหลักการดังกล่าว ด้วยการเสี่ยงกับชะตากรรมในวันแห่งการฟื้นคืน พฤติกรรมของพวกเขามีส่วนในการขวางกั้นเขาจากความเมตตาและการอภัยโทษจากอัลลอฮฺ ตลอดจนประตูแห่งสวนสวรรค์ก็อาจจะถูกปิดลงสำหรับพวกเขา ท่านศาสนทูต ได้กล่าวว่า

“ประตูต่างๆ แห่งสวนสวรรค์นั้นจะถูกเปิดในวันจันทร์และวันพฤหัสบดี และบ่าวผู้ที่ไม่เทียบเคียงสิ่งใดต่ออัลลอฮฺ จะได้รับการอภัยโทษ เว้นเสียแต่บรรดาผู้ที่มีความโกรธเกลียดต่อพี่น้องของเขา จะมีการกล่าวว่า จงรอเขาทั้งสอง จนกว่าเขาจะปรองดองกัน จงรอเขาทั้งสอง จนกว่าเขาจะปรองดองกัน จงรอเขาทั้งสอง จนกว่าเขาจะปรองดองกัน” (มุสลิม)

เศาะฮาบะฮฺท่านหนึ่ง นามว่าอบูดัรดาอฺ เคยกล่าวว่า “ฉันไม่ควรบอกแก่ท่านเกี่ยวกับบางอย่างที่ดีต่อท่าน ยิ่งกว่าการทำทานและการถือศีลอดหรอกหรือ? จงปรองดองกันกับพี่น้องของท่านด้วยเพราะว่า “ความเกลียดชัง” เป็นตัวบั่นทอนในการได้มาซึ่ง “รางวัล” ของท่าน” (บุคอรีย์)

ถือเป็นความสำคัญสำหรับสตรีที่ต้องทำความเข้าใจและใคร่ครวญว่า จิตวิญญาณของอิสลาม ในสมัยของเศาะฮาบะฮฺ นั้นมีพื้นฐานมาจากความสัมพันธ์ฉันท์พี่น้องและความรักใคร่กัน ยามที่พวกเขาทะเลาะเบาะแว้ง หรือมีความขัดแย้งระหว่างกัน ท่านอบูดัรดาอฺ ผู้ซึ่งท่านศาสนทูต เคยให้ความเชื่อถือไว้ใจในความเฉลียวฉลาดและไหวพริบของเขา ท่านอบูดัรดาอฺ ได้ยอมรับว่า “ความเกลียดชัง” นั้นเป็นตัวทำให้ “ความดีทั้งหมด” นั้นเป็นโมฆะและเป็นตัวทำลาย “รางวัลตอบแทน” ดังนั้นการสานสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องที่บาดหมางใจกันนั้น ถือเป็นสิ่งที่ดีกว่าสำหรับเขา และประเสริฐกว่าการบริจาคและการถือศีลอด เพราะหากเขายังดื้อดึงที่จะปล่อยให้ความขัดแย้งระหว่างกันดำเนินต่อไป มันจะเป็นเหตุให้เขานั้นไม่ได้รับรางวัลตอบแทนอันใดที่เขาควรจะได้รับจากการทำอามั้ลอิบาดะฮฺต่อพระองค์

Read Full Post »

บทบาทมุสลิมะฮฺต่อเพื่อนและพี่น้องแห่งอิสลาม ตอนที่ 1

image

Source: หนังสือ Ideal Muslimah : The Muslim Woman and her friends and sisters in Islam

แปลโดย บินติ อัลอิสลาม และเรียบเรียงโดย พี่สาวมุสลิมะฮฺใจดี

การมีความรักต่อพี่น้องเพื่ออัลลอฮฺ

ความสัมพันธ์ของมุสลิมะฮฺผู้ศรัทธาที่มีต่อเพื่อนและพี่น้องมุสลิมะฮฺของเธอนั้นแตกต่างจาก ความสัมพันธ์ที่สตรีทั่วไปมีต่อผู้คนในสังคม เนื่องจากความสัมพันธ์ของมุสลิมะฮฺนั้นตั้งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นพี่น้องที่เป็นไปเพื่ออัลลอฮฺ การรักกันเพื่ออัลลอฮฺ นั้นเป็น “พันธะสัมพันธ์ขั้นสูงสุด” หรือ “ความผูกพันขั้นสูงสุด” ระหว่างมนุษย์ด้วยกัน ไม่ว่าเขาผู้นั้นจะเป็น “บุรุษ” หรือ “สตรี” ก็ตาม นั่นคือ “พันธะสัมพันธ์แห่งความศรัทธาต่ออัลลอฮฺ ” ซึ่งพระองค์ทรงทำให้เกิดขึ้นระหว่างผู้ศรัทธาทั้งหลาย ดังที่พระองค์ตรัสว่า

“แท้จริงบรรดาผู้ศรัทธานั้นเป็นพี่น้องกัน” (อัลหุจญร๊อต 49:10)

ความสัมพันธ์ฉันท์พี่น้องที่เกิดจากความศรัทธานั้น เป็น “ความสัมพันธ์ที่มั่นคงที่สุด” อันเกิดจาก “หัวใจ” และ “สติปัญญา” จึงไม่น่าแปลกใจที่จะพบว่า บรรดามุสลิมะฮฺต่างมีความสุข และมีความพึงพอใจต่อความสัมพันธ์ฉันท์พี่น้องอันมั่นคงและยั่งยืน ซึ่งตั้งอยู่บนรากฐานของ “ความรักเพื่ออัลลอฮฺ” อันเป็นรูปแบบของความรักที่ประเสริฐและบริสุทธิ์ที่สุดระหว่างมนุษย์ด้วยกัน เป็นความรักที่ปราศจากมลทิน ไร้ซึ่งผลประโยชน์ทางโลก หรือจุดประสงค์ซ่อนเร้นใดๆ อีกทั้งยังเป็น “ความรัก” ที่ทำให้บรรดามุสลิมะฮฺและมุสลิมีนต่างได้รับรสชาติความหอมหวานแห่งความศรัทธา

“บุคคลใดก็ตามที่บรรลุผลสำเร็จจาก 3 สิ่งเหล่านี้ได้ เขาจะได้พบกับความหอมหวานแห่งความศรัทธา:
1) หากอัลลอฮฺ และ ศาสนทูตของพระองค์เป็นที่รักของเขามากกว่าผู้อื่นหรือสิ่งอื่น
2) หากเขารักบุคคลใดบุคคลหนึ่งเพื่ออัลลอฮฺ ตะอาลา
3) และเมื่อเขามีความเกลียดต่อการกลับไปสู่การเป็น “กาเฟรฺ” (ผู้ปฏิเสธศรัทธา) หลังจากที่อัลลอฮฺได้ทรงช่วยเหลือเขาจากมัน เท่ากับการที่เขาเกลียดการถูกโยนลงไปในไฟนรก” (บุคอรีย์ และมุสลิม)

สถานะของคนสองคนที่มีความรักต่อกันเพื่ออัลลอฮฺ

มีหลายหะดีษที่รายงานเกี่ยวกับสถานะของคนสองคนที่รักกันเพื่ออัลลอฮฺ ไม่ว่าเขาผู้นั้นจะเป็น “บุรุษ” หรือ “สตรี” ก็ตาม และในหะดีษเหล่านั้นได้บรรยายถึงตำแหน่งสูงสุดในสวนสวรรค์ ที่อัลลอฮฺทรงเตรียมไว้ให้แก่พวกเขา และเกียรติอันยิ่งใหญ่ที่พระองค์จะทรงประทานแก่เขาในวันที่มวลมนุษย์ถูกทำให้ฟื้นขึ้นต่อหน้าพระพักตร์ของพระเจ้าแห่งสากลโลก

ถือเป็นเกียรติยิ่งสำหรับบรรดาผู้มีความรักต่อมนุษย์ด้วยกันเพื่ออัลลอฮฺ ซึ่งทั้ง “บรรดาบุรุษ” และ “บรรดาสตรี” ต่างทราบดีว่า พระเจ้าของเขาจะดูแลเขาในวันแห่งการตัดสินและพระองค์จะตรัสว่า “ผู้ที่มีความรักซึ่งกันและกันเพื่อความพึงพอใจของข้าอยู่ ณ ที่ใด? วันนี้ข้าจะให้การปกป้องพวกเขาด้วยร่มเงาของข้า ในวันที่ไม่มีซึ่งร่มเงาใด นอกจากร่มเงาของข้า” (มุสลิม)

“เกียรติอันสูงส่งและรางวัลอันยิ่งใหญ่” จะถูกประทานแก่ผู้ที่มีความรักต่อกันด้วยความบริสุทธิ์ใจเพื่ออัลลอฮฺ ในวันแห่งความน่าสะพรึงกลัว (วันกิยามะฮฺ)

การมี “ความรัก” เพื่ออัลลอฮฺ โดยมิได้ “รัก” เพื่อสิ่งอื่นใดเลยในชีวิตบนโลกดุนยานี้ ถือเป็นเรื่องที่กระทำได้ยากนัก และไม่มีผู้ใดสามารถที่จะบรรลุเป้าหมายนี้ได้ นอกจากผู้ที่มีหัวใจอันบริสุทธิ์หรือผู้ที่เชื่อว่า “แท้จริงแล้ว โลกนี้ ความเพลิดเพลิน ความน่าพอใจทั้งหลาย ณ ดินแดนแห่งนี้นั้น เป็นความว่างเปล่าและไม่มีค่าใดๆ เลย เมื่อเปรียบกับความพอใจของอัลลอฮฺ”

ไม่ใช่เรื่องแปลก หากอัลลอฮฺ จะทรงประทานแก่ผู้คนเหล่านี้ซึ่ง สถานะและการอำนวยพรอันประเสริฐ ที่พวกเขาควรได้รับเมื่อเปรียบกับการใช้ชีวิตของเขาบนโลกดุนยานี้ (เพื่อพระองค์) จากหลักฐานในหะดีษของท่านมูอ๊าซ

ท่านศาสนทูต ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสัลลัม กล่าวว่า “อัลลอฮฺตรัสว่า “บรรดาผู้ที่ให้ความรักต่อกันเพื่อความพอใจของข้า จะมี “มิมบัรฺ” (แท่นสำหรับการกล่าวบรรยายธรรม) แห่งแสงสว่าง และบรรดานบีและชะฮีด (ผู้เสียสละชีวิตในหนทางของอัลลอฮฺ) จะอวยพรแก่พวกเขาให้ได้รับเช่นเดียวกัน (กับที่บรรดานบีและชะฮีดได้รับ)” (ติรมิซียฺ)

อัลลอฮฺ จะทรงประทานรางวัลอันยิ่งใหญ่กว่าสถานะและคำอำนวยพรต่างๆ แก่บรรดาผู้ที่ให้ความรักต่อกันและกันเพื่อความพอใจของพระองค์ ด้วย “ความรักอันล้ำค่าของพระองค์ซึ่งยากแก่การได้มา” โดยมีหลักฐานจากหะดีษของท่านอบู ฮูร็อยเราะฮฺว่า ท่านศาสนทูต กล่าวว่า

“มีชายคนหนึ่งได้เดินทางไปเยี่ยมพี่น้องของเขา ณ หมู่บ้านแห่งหนึ่ง อัลลอฮฺ ทรงได้ส่งมลาอิกะฮฺให้ไปรอชายผู้นั้นตรงข้างทาง เมื่อชายผู้นั้นเดินผ่านมา มลาอิกะฮฺได้ถามเขาว่า “ท่านกำลังจะเดินทางไป ณ ที่ใดหรือ” เขาตอบว่า “ฉันกำลังจะไปเยี่ยมพี่ชายของฉัน เขาอาศัยในหมู่บ้านนี้” มลาอิกะฮฺถามต่อว่า “ท่านได้ให้ความช่วยเหลือใดๆ แก่เขา (เพื่อให้ได้มาซึ่งการตอบแทนจากเขา) หรือไม่?” เขาตอบว่า “ไม่ ฉันเพียงแค่รักเขาเพื่ออัลลอฮฺ” มลาอิกะฮฺจึงกล่าวว่า “ฉันเป็นผู้นำสาส์นจากอัลลอฮฺมายังท่าน พระองค์ได้ให้ฉันมาบอกแก่ท่านว่า พระองค์ทรงรักท่านดั่งที่ท่านรักพี่น้องของท่านเพื่อพระองค์” (มุสลิม)

ช่างเป็นความรักที่ยิ่งใหญ่อะไรเช่นนี้ “ความรัก” ที่ทำให้บุคคลหนึ่งนั้นอยู่ในสถานะ ที่อัลลอฮฺ ทรงรักและพอใจในตัวเขา

ท่านนบีมุหัมมัด นั้นมีความเข้าใจถึง “ความมั่นคงและอิทธิพลของความรักนี้” เป็นอย่างดี “ความรักอันบริสุทธิ์นั้นเป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดการสร้างสังคมและชนชาติต่างๆ” ดังนั้นท่านจึงไม่เคยปล่อยให้โอกาสต่างๆ ผ่านพ้นไปโดยไม่ได้สนับสนุนให้เกิด “ความรัก” ต่อกัน รวมไปถึงการสั่งให้บรรดามุสลิมแสดงความรักต่อกัน (ด้วยวาจา) เพื่อเป็นการเปิดใจและมอบความรักและความบริสุทธิ์ในหมู่ประชาชาติมุสลิม (อุมมะฮฺ)

ท่านอนัส กล่าวว่า “ได้มีชายคนหนึ่งอยู่กับท่านนบีมุหัมมัด และเมื่อชายอีกคนหนึ่งได้เดินผ่านมา ชายคนแรกได้กล่าวว่า “โอ้ ท่านศาสนทูตของอัลลอฮฺ แท้จริงแล้ว ฉันรักชายผู้นี้” ท่านนบีจึงถามเขาว่า “แล้วท่านเคยบอกให้เขาทราบหรือไม่?” เขาตอบว่า “ไม่เคย” ท่านนบีจึงกล่าวว่า “จงบอกแก่เขา” ดังนั้นชายผู้นั้นจึงตามชายอีกคนไปและบอกแก่เขาว่า “แท้จริงแล้วฉันนั้นรักท่านเพื่ออัลลอฮฺ” ชายอีกคนจึงกล่าวว่า “ขออัลลอฮฺ ทรงรักท่าน ผู้ซึ่งรักฉันเพื่อความพอใจของพระองค์” (อบู ดาวูด)

ท่านศาสนทูตมุหัมมัด ก็เคยกระทำสิ่งเดียวกันนี้ ท่านได้สอนบรรดามุสลิมถึงวิธีการสร้างความสัมพันธ์อันมีพื้นฐานอยู่บน “ความรักอันบริสุทธิ์” และ “ความเป็นพี่น้องกัน”

วันหนึ่งท่านได้จูงมือมูอ๊าซไปและกล่าวว่า

“โอ้ มูอ๊าซ ขอสาบานด้วยอัลลอฮฺ ฉันนั้นรักท่าน เพราะเหตุนี้ ฉันจึงตักเตือนท่าน โอ้..มูอ๊าซ จงอย่าลืมที่จะกล่าวหลังการละหมาดทุกๆ ครั้ง ของท่านว่า 

اَللَّهُمَّ أَعِنِّيْ عَلَى ذِكْرِكَ وَشُكْرِكَ وَحُسْنِ عِبَادَتِكَ (อ่านว่า อัลลอฮุมมะ อะอินนียฺ อะลาซิกริกะ วะชุกริกะ วะหุสนิอิบาดะติกะ)
“โอ้อัลลอฮฺ โปรดทรงช่วยทำให้ฉันนั้นระลึกถึงพระองค์ ขอบคุณพระองค์และทำการสักการะต่อพระองค์อย่างสมบูรณ์ด้วยเถิด” (รายงานโดยอะหมัด เศาะหิฮฺอิสนาด)

ท่านมูอ๊าซได้เริ่มทำการเผยแพร่ความรักอันบริสุทธิ์นี้ในหมู่มุสลิมในดินแดนของมุสลิม โดยการบอกกล่าวแก่พวกเขาถึงสิ่งที่ท่านได้รับการถ่ายทอดจากนบีมุหัมมัด เกี่ยวกับรางวัลอันยิ่งใหญ่ที่ อัลลอฮฺ ได้ทรงเตรียมไว้แก่บรรดาผู้ที่มีความรักต่อกันเพื่อพระองค์ รวมไปถึงความรักของพระองค์ที่มีต่อพวกเขา

ในอัลมุวัฏฏออฺ, อิมาม มาลิกได้รายงานในเศาะหิฮฺ จากอบู อิดริส อัล-กอลานียฺ ผู้กล่าวว่า :

“ฉันเข้าไปในมัสยิดแห่งดามัสกัส ฉันได้พบกับชายหนุ่มผู้มีรอยยิ้มสว่างสดใส และได้พบว่ามีผู้คนรายล้อมเขาที่นั่น เมื่อพวกเขามีความเห็นไม่พ้องกันในเรื่องหนึ่ง พวกเขาก็จะนำเรื่องดังกล่าวไปยังชายหนุ่มผู้นั้น และยอมรับความคิดเห็นของเขา ฉันจึงถามพวกเขาว่าชายหนุ่มคนนั้นเป็นใคร และพวกเขากล่าวแก่ฉันว่า “นี่คือ มูอ๊าซ อิบนุ ญะบัล ในตอนรุ่งเช้าของวันต่อมา ฉันก็ไปยังมัสยิดแห่งเดิมอีกและพบว่าชายหนุ่มผู้นั้นไปถึงก่อนฉัน ขณะนั้นเขากำลังละหมาด ฉันจึงรอจนกระทั่งเขาละหมาดเสร็จ และเข้าไปหาเขาข้างหน้า พร้อมทักทายโดยกล่าวว่า “ขอสาบานด้วยอัลลอฮฺ ฉันนั้นรักท่าน” เขาถามว่า “เพื่ออัลลอฮฺกระนั้นหรือ?” ฉันตอบเขาว่า “เพื่ออัลลอฮฺ” เขาย้ำคำถามเดิม “เพื่ออัลลอฮฺกระนั้นหรือ?” และฉันก็กล่าวว่า “เพื่ออัลลอฮฺ” ดังนั้นเขาจึงดึงคอเสื้อฉันและดึงตัวฉันให้ชิดเขาและกล่าวว่า “ฉันมีข่าวดีแก่ท่าน ฉันได้ยินท่านศาสนทูตมุหัมมัด กล่าวว่า “อัลลอฮฺตรัสว่า “ความรักของข้าจะถูกมอบให้แก่บรรดาผู้ที่มีความรักต่อกันเพื่อข้า ผู้ที่เยี่ยมเยียนกันเพื่อข้า ผู้ที่ใช้จ่ายแก่กันเพื่อข้า” (มาลิก)

สิ่งที่ได้รับจากการมี “ความรักเพื่ออัลลอฮฺ” ในชีวิตของมุสลิมีนและมุสลิมะฮฺ 

“อิสลาม” ได้ถูกบังเกิดมาเพื่อสร้างสังคมในโลก ด้วยพื้นฐานที่ตั้งอยู่บนความรักที่จริงใจและความสัมพันธ์ฉันท์พี่น้อง เช่นนั้นแล้วจึงต้องมีการเพาะเมล็ดพันธ์แห่งความรักในหัวใจของแต่ละคนในสังคม ด้วยเหตุนี้ จึงทำให้ “ความรักในหมู่ผู้ศรัทธาชายและผู้ศรัทธาหญิง” เป็นหนึ่งในเงื่อนไขของ “ความศรัทธา” ที่จะนำเราเข้าสู่สวนสวรรค์ ซึ่งมีการกล่าวไว้ในหะดีษรายงานโดยมุสลิม จากการบอกเล่าของท่านอบู ฮุร็อยเราะฮฺว่า ท่านศาสนทูตมุหัมมัด ได้กล่าวว่า

“ขอสาบานกับผู้ที่ชีวิตฉันอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ว่า พวกท่านจะไม่ได้เข้าสวรรค์จนกว่าพวกท่านจะศรัทธา และพวกท่านจะไม่ศรัทธาจนกว่าท่านจะรักซึ่งกันและกัน ฉันควรจะบอกแก่พวกท่านหรือไม่ ถึงสิ่งที่หากพวกท่านกระทำแล้ว พวกท่านจะมีความรักซึ่งกันและกัน? จงกล่าว “สลาม” ในหมู่พวกท่านเถิด” (มุสลิม)

ด้วยความเฉลียวฉลาดและความเข้าใจในสิ่งต่างๆ อย่างลึกซึ้งของท่านศาสนทูตมุหัมมัด ทำให้ท่านเข้าใจดีว่าไม่มีสิ่งใดที่จะสามารถขจัดความโกรธ ความอิจฉาริษยาและความเป็นศัตรู ออกจากหัวใจของผู้คนได้ นอกจากความเป็นพี่น้องอันเกิดจากความรักที่จริงใจ ความสัมพันธ์อันดี และคำแนะนำตักเตือนต่อกัน อันปราศจากซึ่งความอาฆาตบาดหมาง ความเกลียดชัง ความไม่จริงใจ อีกทั้งความริษยา และหนทางที่จะทำให้เราบรรลุถึงสิ่งนี้ได้คือการกล่าว “สลาม” ต่อกัน เพื่อทำให้หัวใจเราถูกเปิดออกและนำเราไปสู่ความรักที่บริสุทธิ์และความสัมพันธ์อันดีต่อกัน เพราะเหตุนี้ ท่านศาสนทูตจึงมักจะพร่ำสอนถึงสิ่งนี้ต่อบรรดาเศาะฮาบะฮฺของท่านอยู่เสมอ โดยมีจุดประสงค์เพื่อหว่านเมล็ดพันธ์แห่งความรักในจิตใจของเขาและเอาใจใส่เลี้ยงดูพวกเขาอย่างดี จนกว่าพวกเขาจะสามารถผลิตดอกผลแห่งความรักอันยิ่งใหญ่ที่ “ศาสนาอิสลาม” ต้องการให้เกิดแก่เหล่าบรรดามุสลิมะฮฺ และมุสลิมีน

เนื่องด้วยความรักอันบริสุทธิ์นี้ ท่านศาสนทูต ได้สร้างประชาชาติมุสลิมในยุคแรก ผู้เป็นดั่งรากฐานอันมั่นคงบนโครงสร้างที่แข็งแกร่งแห่งอิสลาม อีกทั้งจุดแสงสว่างเพื่อนำทางแก่ประชาชาติรุ่นต่อไปให้ดำเนินรอยตาม

ความรักอันบริสุทธิ์นี้ ท่านศาสนทูต สามารถสร้างสังคมมนุษย์อันเป็นแบบอย่าง ซึ่งอยู่บนพื้นฐานของความเป็นพี่น้องร่วมศรัทธา สังคมที่เคยมีความโดดเด่นในเรื่องของความแข็งแกร่งมั่นคง และศักยภาพในการพลีชีพในการทำญิฮาดเพื่อเผยแพร่อิสลามไปทั่วโลก และความสามัคคีในหมู่สมาชิก ที่ซึ่งท่านได้บรรยายไว้อย่างน่ามหัศจรรย์ว่า

“ผู้ศรัทธาต่างเปรียบดัง “อิฐ” ซึ่งอิฐก้อนหนึ่งจะช่วยค้ำจุนอิฐอีกก้อนหนึ่ง” (เปรียบเสมือนผู้ศรัทธาที่คอยให้ความช่วยเหลือเกื้อกูลต่อกัน) (บุคอรีย์ และมุสลิม)

“ผู้ศรัทธา ความสัมพันธ์ฉันท์มิตร ความเมตตา ความรักใคร่ สิ่งเหล่านี้เปรียบเสมือนอวัยวะอันเป็นส่วนประกอบของ “ร่างกาย” หากส่วนใดส่วนหนึ่งบกพร่อง อวัยวะส่วนอื่นๆ ย่อมได้รับความเจ็บปวด” (บุคอรียฺ มุสลิม อะหมัด และอิบนุ ฮิบบาน)

จากจุดเริ่มต้นจนถึงจุดสุดท้ายของประวัติศาสตร์ มุสลิมะฮฺมักจะมีส่วนร่วมในการสร้างสังคมของอิสลามอันอยู่บนพื้นฐานของการเป็นพี่น้องร่วมศรัทธา และถึงวันนี้พวกเธอก็ยังคงคอยให้ความช่วยเหลือในการมอบความรักที่มีค่าในสังคมมุสลิมเพื่ออัลลอฮฺ และพวกเธอก็กลับไปสู่พี่น้อง เพื่อนฝูงด้วยหัวใจที่เปี่ยมล้นเพื่อสร้างความมั่นคงแข็งแกร่งต่อความรักพร้อมทั้งสานความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องมุสลิมด้วยกันเพื่ออัลลอฮฺ

May 29, 2010

Read Full Post »

320749_301919586492453_1831838308_n

แหล่งที่มา http://idealmuslimah.com/dress/hijaab/221-hijaab-happiness-in-both-worlds
ถอดความ บินติ อัลอิสลาม
คัดลอกคำแปลอัลกุรอานมาจาก www alquran-thai com และมีการปรับถ้อยคำเล็กน้อย 

1. การแสดงออกถึงความเชื่อฟังต่ออัลลอฮฺ  

—————————————-

ฮิญาบ คือการแสดงออกถึงความเชื่อฟังต่ออัลลอฮฺและต่อศาสนทูต ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม อัลลอฮฺตรัสไว้ในอัลกุรอาน ว่า “ไม่บังควรแก่ผู้ศรัทธาชายและผู้ศรัทธาหญิง เมื่ออัลลอฮฺและเราะสูลของพระองค์ได้กำหนดกิจการใดแล้ว สำหรับพวกเขาไม่มีทางเลือกในเรื่องของพวกเขา และผู้ใดไม่เชื่อฟังอัลลอฮฺและเราะสูลของพระองค์แล้ว แน่นอนเขาได้หลงผิดอย่างชัดแจ้ง” (อัลกุรอาน 33:36)

“และจงกล่าวเถิดมุหัมมัดแก่บรรดามุอ์มินะฮ์ให้พวกเธอลดสายตาของพวกเธอลงต่ำ และให้พวกเธอรักษาทวารของพวกเธอ และอย่าเปิดเผยเครื่องประดับของพวกเธอ เว้นแต่สิ่งที่พึงเปิดเผยได้ และให้เธอปิดด้วยผ้าคลุมศรีษะของเธอลงมาถึงหน้าอกของเธอ” (อัลกุรอาน 24:31(

นักวิชาการได้ให้ความเห็นแตกต่างกันว่า “ญิลบาบ” (เสื้อคลุมนอก) นั้นรวมถึงฝ่ามือและหน้าด้วยหรือไม่ นักวิชาการบางท่านกล่าวว่า “หน้า และฝ่ามือ” จำต้องได้รับการปกปิด และนักวิชาการอีกส่วนหนึ่งกล่าวว่ามันเป็นการดีกว่าสำหรับสตรีหากเธอปกปิดร่างกายทั้งหมดของเธอ

2. ฮิญาบ คือ อิฟฟะฮฺ (ความนอบน้อม)

—————————————-

อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮู วะตะอาลา ทรงทำให้ “การยึดมั่นต่อฮิญาบ”  เป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึง “ความบริสุทธิ์ ความดีงาม และความนอบน้อม” อัลลอฮฺทรงตรัสว่า “โอ้นบีเอ๋ย ! จงกล่าวแก่บรรดาภรรยาของเจ้า และบุตรสาวของเจ้า และบรรดาหญิงของบรรดาผู้ศรัทธา ให้พวกนางดึงเสื้อคลุมของพวกนางลงมาปิดตัวของพวกนาง นั่นเป็นการเหมาะสมกว่าที่นางจะเป็นที่รู้จัก เพื่อที่พวกนางจะไม่ถูกรบกวน และอัลลอฮฺทรงเป็นผู้อภัยผู้ทรงเมตตาเสมอ”

อายะฮฺข้างต้น เป็นหลักฐานว่า “การที่ความงามของสตรี” เป็นที่รู้จัก (หรือเป็นที่จดจำของผู้พบเห็น) นั้นเป็นอันตรายต่อเธอ” หากแต่อัลลอฮฺ อัซซะวะญัล ได้ทรงอนุมัติให้สตรีที่อยู่ในวัยชรานั้นสามารถที่จะละเว้นจากการสวมใส่ชุดคลุมนอกได้ และสามารถเปิดเผยใบหน้าและฝ่ามือของเธอได้ อย่างไรก็ตามยังคงตักเตือนพวกเธอว่า “มันย่อมเป็นการดียิ่งกว่าสำหรับพวกเธอที่พวกเธอจะรักษาความบริสุทธิ์ของเธอไว้

3. ฮิญาบคือ ตะฮาเราะฮฺ (ความสะอาดบริสุทธิ์)

—————————————-

อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮู วะตะอาลา ทรงทำให้เราได้เห็นถึง “ฮิกมะฮฺ  (พระปรีชาญาณ)” ของพระบัญญั ติแห่งการสวมใส่ฮิญาบ

“และเมื่อพวกเจ้าขอสิ่งใดจากพวกนาง (บรรดาภรรยาของท่านเราะสูล) ก็จงขอพวกนางจากหลังม่าน เช่นนั้นแหละเป็นการบริสุทธิ์อย่างยิ่งแก่จิตใจของพวกเจ้าและจิตใจของพวกนาง” (อัลกุรอาน 33:53)

“ฮิญาบ” นำมาซึ่ง “ความบริสุทธิ์” ต่อหัวใจของทั้งผู้ศรัทธาชาย และผู้ศรัทธาหญิง เพราะ “ฮิญาบ” นั้นช่วยปกป้องคุ้มกัน “อารมณ์ใคร่ใฝ่ต่ำของหัวใจ” หากปราศจาก “ฮิญาบ” แล้ว หัวใจอาจจะเกิดความปรารถนา แต่ด้วย “ฮิญาบ” การล่อลวงของสายตาอันชั่วร้ายย่อมถูกขัดขวาง “ฮิญาบ” ช่วยขจัดความคิดอันชั่วร้ายและตัณหาที่อยู่ภายในหัวใจที่ป่วยเป็นโรค

“หากพวกเธอยำเกรง (อัลลอฮฺ) ก็ไม่ควรพูดจาเพราะพริ้งนัก (หรือด้วยน้ำเสียงที่หวาน) เพราะจะทำให้ผู้ที่ในหัวใจของผู้ที่มีโรคเกิดตัณหา แต่จงพูดด้วยถ้อยคำที่เหมาะสม (ด้วยมารยาทที่ดี)”อัลกุรอาน 33:32

4. ฮิญาบ คือเกราะป้องกัน

—————————————-

ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “อัลลอฮฺ ผู้ทรงสูงส่งอยู่บนสวนสวรรค์ คือ ผู้ที่ทรงมีความละอาย (حَييٌ ) ผู้ทรงปกป้อง (سِتَّير) พระองค์ทรงรัก “ความละอาย”และ “การปกป้อง (ป้องกัน ปกปิด)” (อบูดาวูด อันนะซาอียฺ อัลบัยฮะกียฺ อะหมัด และในศอเหียฮฺอันนะซาอียฺ)

ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “สตรีใดก็ตามที่ปลดเปลื้องเครื่องแต่งกายของนางในสถานที่อื่นนอกเหนือจากบ้านของสามีนาง (เพื่อโอ้อวดด้วยจุดประสงค์ที่เลวร้าย) ถือว่านางนั้นได้ทำลาย “เกราะป้องกัน” ที่อัลลอฮฺประทานแก่นาง” (อบูดาวูด และอัตติรมิซียฺ ที่กล่าวว่าเป็นหะดีษที่เชื่อถือได้)

5. ฮิญาบ คือ ความตักวา (ความยำเกรง ความดีงาม)

—————————————-

อัลลอฮฺ ตรัสไว้ในอัลกุรอานว่า “ลูกหลานอาดัมเอ๋ย! แท้จริงเราได้ให้ลงมาแก่พวกเจ้าแล้ว ซึ่งเครื่องนุ่งห่ม ที่ปกปิดสิ่งที่อันน่าละอายของพวกเจ้าและเครื่องนุ่งห่มที่ให้ความสวยงาม และเครื่องนุ่งห่มแห่งความยำเกรง นั่นคือสิ่งที่ดียิ่ง นั่นแหละคือส่วนหนึ่งจากบรรดาโองการของอัลลอฮฺ เพื่อที่ว่าเขาเหล่านั้นจะได้รำลึก” (อัลกุรอาน 7:26)

รูปแบบของเสื้อผ้า เครื่องแต่งกายที่แพร่หลายในโลกปัจจุบันนี้ส่วนใหญ่มักจะมีลักษณะของการโอ้อวด หรือแทบจะไม่ได้ปกปิดหรือป้องกันร่างกายของสตรีเลยแม้แต่น้อย

อย่างไรก็ตาม สำหรับสตรีผู้ศรัทธานั้น  จุดประสงค์ของการแต่งกายของเธอ คือการปกป้องรักษาร่างกายของเธอและปกป้องส่วนที่พึงรักษาไว้ อันเป็นการแสดงออกถึงการเชื่อฟังต่อคำสั่งใช้ของอัลลอฮฺ และนี่คือการแสดงออกถึงความตักวา

6. ฮิญาบ คือ อิหม่าน (ความเชื่อ หรือความศรัทธา)

—————————————

อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮู วะตะอาลาทรงกล่าวถึงบทบัญญัติเกี่ยวกับ “ฮิญาบ” ต่อบรรดาสตรีมุสลิม ด้วยการเรียกพวกเธอว่า “อัลมุอฺมินาตฺ (สตรีผุ้ศรัทธา)” และมีปรากฎหลายที่ในอัลกุรอาน

“และจงกล่าวเถิดมุฮัมมัดแก่บรรดามุอฺมินะฮฺ (สตรีผู้ศรัทธา) ให้พวกเธอลดสายตาของพวกเธอลงต่ำ และให้พวกเธอรักษาทวารของพวกเธอ และอย่าเปิดเผยเครื่องประดับของพวกเธอ เว้นแต่สิ่งที่พึงเปิดเผยได้ และให้เธอปิดด้วยผ้าคลุมศรีษะของเธอลงมาถึงหน้าอกของเธอ และอย่าให้เธอเปิดเผยเครื่องประดับของพวกเธอ….”  (อัลกุรอาน 24:31)

“โอ้นบีเอ๋ย ! จงกล่าวแก่บรรดาภรรยาของเจ้า และบุตรสาวของเจ้า และบรรดาหญิงของบรรดาผู้ศรัทธา ให้พวกนางดึงเสื้อคลุมของพวกนางลงมาปิดตัวของพวกนาง นั่น เป็นการเหมาะสมกว่าที่นางจะเป็นที่รู้จัก เพื่อที่พวกนางจะไม่ถูกรบกวน และอัลลอฮฺทรงเป็นผู้อภัยผู้ทรงเมตตาเสมอ”(อัลกุรอาน 33:35)

ท่านหญิงอาอิชะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุ อันฮา ภรรยาของท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวถึงสตรีแห่งเผ่าบะนู ตะมีม บางคนที่มาเยี่ยมเธอ ด้วยเสื้อผ้าที่โปร่งบาง ซึ่งเป็นการแต่งกายที่ไม่เหมาะสม

“หากแท้จริงแล้ว ท่านคือสตรีผู้ศรัทธา เช่นนั้นแน่นอนว่านี่มิใช่การแต่งกายของสตรีผู้ศรัทธา และหากท่านไม่ใช่สตรีผู้ศรัทธา เช่นนั้น จงมีความสุขกับมันเสีย” (รายงานใน มะอฺ อลิม อัส สุนัน โดยอบู สุลัยมาน อัล คิตะบียฺ ในคำอธิบายของสุนัน อันนะซาอียฺ บทที่ 4 หน้าที่ 376)

7. ฮิญาบ คือ “ฮะยาอฺ” (ความละอาย)

———————————

มีหะดีษอยู่สองบทที่กล่าวไว้ว่า “แต่ละศาสนานั้นมี “ศีลธรรมความดีงาม” ของมันอยู่ และศีลธรรมของอิสลามนั้นคือ “ความละอาย” (อีหม่ามมาลิก)

และ “ความละอาย นั้นมาจากความศรัทธา และความศรัทธานั้น คือสิ่งที่อยู่ในอัล ญันนะฮฺ (สวนสวรรค์)” (อัตติรฺมิซียฺ)

ฮิญาบ นั้นคือสิ่งที่คู่ควรต่อ “ความละอายโดยธรรมชาติ” อันเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติแห่งความเป็นสตรี

8. ฮิญาบ คือกีเราะฮฺ (ความหึงหวงที่พึงมี)  

———————————-

“ฮิญาบ” นั้นคู่ควรเหมาะสมกับความรู้สึกแห่ง “กีเราะฮฺ” โดยธรรมชาติซึ่งอยู่ภายในตัวของผู้ชายที่ดีมีศีลธรรมผู้ซึ่งไม่ปรารถนาให้ผู้คนมองมายังภรรยา หรือลูกสาวของเขา

“กีเราะฮฺ” เป็นอารมณ์ที่ผลักดันให้ “ผู้ชายโดยเนื้อแท้” นั้นทำการปกป้องคุ้มครองสตรีที่เกี่ยวของกับเขา ให้พ้นจากสายตาหรือการติดต่อสื่อสารของคนแปลกหน้า และแท้จริงแล้ว ผู้ชายมุสลิมนั้นจำต้องมี “กีเราะฮฺ” ต่อสตรีมุสลิมทุกๆ คนเสียด้วยซ้ำ

“การปะปนระหว่างเพศทั้งสองและการปราศจากซึ่งฮิญาบ (ที่ถูกต้อง) ของสตรี” ได้ทำลาย “กีเราะฮฺ” ที่มีอยู่ในตัวของผู้ชาย  ซึ่ง“อิสลาม” ถือว่า “กีเราะฮฺ” เป็นส่วนสำคัญอย่างหนึ่งแห่งความศรัทธา

“เกียรติของผู้เป็นภรรยาและบุตรสาว หรือแม้แต่สตรีมุสลิมท่านอื่นๆ” จำต้องได้รับการให้เกียรติและการปกป้องอย่างสูงสุด

—————————-

 

Read Full Post »

หน้าที่การแสวงหาความรู้ของสตรีมุสลิมะฮฺ
✽✽✽✽✽✽✽✽✽✽✽✽✽✽✽✽✽✽✽✽

image

รูปจาก อินเตอร์เนต

บรรดาสตรีมีหน้าที่ความรับผิดชอบเช่นเดียวกับบรรดาบุรุษ และพวกเขาต่างจำเป็นต้องแสวงหาความรู้ที่พวกเขาจำต้องทราบเพื่อที่จะปฏิบัติหน้าที่ในการทำอิบาดะฮฺ (การสักการะ) ได้อย่างสมบูรณ์ เช่นการทำความสะอาด การละหมาด การถือศีลอด การจ่ายซะกาตหากเขามีทรัพย์สิน การทำฮัจญ์หากเขาสามารถกระทำได้ และเรื่องอื่นๆ ที่พวกเขาจำต้องทราบ รวมไปถึงสิ่งต่างๆ ที่พวกเขาไม่ควรไม่ทราบ (หรือเพิกเฉย) เกี่ยวกับมัน 

การแสวงหาความรู้ คือหน้าที่ของมุสลิมทุกคน ไม่ว่าจะเป็นบุรุษหรือสตรี ปริมาณความรู้ที่แต่ละคนจำต้องเรียนรู้นั้นแตกต่างกันไปตามหน้าที่ทางชารีอะฮฺของแต่ละคน

ท่านอิบนุล เญาวฺซียฺ กล่าวว่า “”สตรีแต่ละคนมีหน้าที่ความรับผิดชอบเช่นเดียวกับที่ผู้ชายมี เธอจำต้องแสวงหาความรู้อันเกี่ยวกับ ‘หน้าที่ความรับผิดชอบของเธอ (หน้าที่ของสตรีมุสลิม)’ เพื่อที่เธอจะปฏิบัติมันได้อย่างถูกต้อง”

เงื่อนไขของการออกนอกบ้านเพื่อการแสวงหาความรู้ของสตรี 
✽✽✽✽✽✽✽✽✽✽✽✽✽✽✽✽✽✽✽✽✽✽✽✽✽✽✽ 
มันเป็นที่อนุมัติสำหรับสตรีที่จะออกนอกบ้านเพื่อไปแสวงหาความรู้ในสิ่งที่เธอจำเป็นต้องทราบเกี่ยวกับ “ความรู้ด้านศาสนาอิสลาม” ตราบใดที่เธอปฏิบัติตามเงื่อนไขดังต่อไปนี้ 

✽ (๑) เธอต้องการแสวงหาความรู้เกี่ยวกับเรื่องบางเรื่องโดยเฉพาะเป็นพิเศษ 

ยกตัวอย่างเช่น หากเธอไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ตามหลักการศาสนาบางประการได้อย่างถูกต้อง เพราะเธอไม่ทราบถึงกฎเกณฑ์ของการปฏิบัติหน้าที่เหล่านั้น เป็นต้น

ท่านหญิงอาอิชะฮฺ เราะฎิยัลลอฮุ อันฮา เล่าว่า ฟาติมะฮฺ บินติ หุบัยชได้มาพบท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม และกล่าวต่อท่านว่า “โอ้ เราะสูลุลลอฮฺ ฉันเป็นสตรีที่ประสบกับภาวะเลือดเสีย (อิสติฮะเฎาะฮฺ) และฉันไม่เคยสะอาดบริสุทธิ์เลย เช่นนั้นแล้วฉันควรหยุดการละหมาดหรือไม่” ท่านเราะสูลตอบนางว่า 

“ไม่ (ท่านไม่ควรหยุดการละหมาด) หากทว่านั่้นคือเลือดจากเส้นโลหิต และมันไม่ใช่เลือดประจำเดือนแต่อย่างใด เมื่อประจำเดือนของท่านมาตามปกติ ก็จงหยุดละหมาด และเมื่อช่วงเวลา (ประจำเดือน) สิ้นสุดลงแล้ว จากนั้นท่านก็จงชำระล้างเลือดออกจากตัวท่านและทำการละหมาดเสีย” (หะดีษ เศาะเหียฮฺ รายงานโดย มุสลิม อัตติรฺมิซียฺ อันนะซาอี และอิบนุ มาญะฮฺ) 

เรื่องของการออกนอกบ้านเพื่อไปแสวงหาความรู้ของสตรี ในกรณีที่เธอไม่มีความต้องการที่จะทราบเกี่ยวกับเรื่องใดเรื่องหนึ่งเป็นพิเศษ เช่นการแสวงหาความรู้ศาสนาทั่วไป รวมไปถึงการเรียนศาสตร์หะดีษ ความรู้ด้านอะกีดะฮฺขั้นลึกซึ้ง ตัฟซีรฺ และภาษาอาหรับ เป็นต้น ซึ่งความรู้เหล่านี้ไม่ใช่หน้าที่ความรับผิดชอบตามหลักการศาสนาที่เธอจำต้องทราบ และกฎเกณฑ์ (ของการแสวงหาความรู้เหล่านี้) ก็ขึ้นอยู่กับการชั่งวัด พิจารณาถึงข้อดีและข้อเสียของการออกไปแสวงหาความรู้เหล่านั้น หากว่ามันตอบสนองความต้องการของเธอไปในหนทางที่ดียิ่งกว่า และไม่มีความหวาดกลัวซึ่ง “ฟิตนะฮฺ” ในการออกจากบ้านของพวกเธอ เช่นนั้นมันก็เป็นที่อนุมัติสำหรับพวกเธอที่จะกระทำเช่นนั้น 

แต่หากว่าการออกไปแสวงหาความรู้นอกบ้านจะนำไปสู่ปัญหา เช่นหากการออกไปข้างนอกนั้น เป็นสาเหตุแห่งฟิตนะฮฺ หรือหากสามีของเธอไม่อนุญาตให้เธอออกไป เช่นนั้น หน้าที่ที่เธอต้องพึงปฏิบัติคือการอยู่ภายในบ้าน

เพราะอัลลอฮฺตรัสไว้ว่า “และจงอยู่ภายในบ้านของพวกเจ้า” (อัลกุรอาน ๓๓.๓๓) 

และท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้กล่าวไว้ด้วยว่า “จงอย่าห้ามปรามบรรดาสตรีของพวกท่านมิให้ไปยังมัสญิด แม้ว่าบ้านของพวกนางนั้นดียิ่งกว่าสำหรับพวกนางก็ตาม” (หะดีษเศาะเหียฮฺ) 

ท่านอับดุลลอฮฺ อิบนุ มัสอูด กล่าวว่า “สตรี คือเอาเราะฮฺ และหากนางออกจากบ้านของนาง ชัยฏอนย่อมเกิดความหวังขึ้นมา (ที่มันจะสามารถล่อลวงนาง และล่อลวงผู้อื่นโดยใช้นางเป็นเครื่องมือ) จากนั้นนางก็จะกล่าวว่า “ไม่มีผู้ใดที่เห็นฉันแล้วจะไม่ชื่นชอบในตัวฉัน” ดังนั้นสถานที่ที่จะทำให้บรรดาสตรีอยู่ใกล้ชิดกับอัลลอฮฺมากที่สุด คือส่วนที่อยู่ลึกที่สุดภายในบ้านของนาง” (เศาะเหียฮฺเมากูฟ – คือสายรายงานหะดีษที่หยุดลงที่เศาะฮาบะฮฺ) 

✽ (๒) เธอไม่มีมะหฺรอมคนใดที่สามารถตอบคำถามแก่เธอเกี่ยวกับสิ่งที่เธอไม่ทราบได้อย่างดีเพียงพอ 

ไม่ว่าจะเป็นพี่ชาย น้องชายของเธอ สามีของเธอ และบิดาของเธอ 

ท่านอิบนุล เญาวซียฺ กล่าวว่า “หากเธอมีบิดา พี่ชายน้องชาย สามึ หรือมะหฺรอมคนอื่นๆ ที่สามารถให้การอบรมสั่งสอนเกี่ยวหน้าที่ตามหลักการศาสนาของเธอ และวิธีการปฏิบัติให้แก่เธอได้ เช่นนั้นมันย่อมเป็นการเพียงพอแล้วสำหรับเธอ 

✽ (๓) การออกจากบ้านของเธอ จะไม่ก่อให้เกิดฟิตนะฮฺ (การล่อลวง) แก่ตัวเธอและผู้อื่น 

✽ (๔) เธอควรระมัดระวังในการเลือก “บุคคล” ที่เธอจะแสวงหาความรู้และถามคำถามจากเขา 
สิ่งแรก คือเธอจำต้องมองหา “สตรีที่มีความรู้เรื่องศาสนาเป็นอย่างดี” เสียก่อน หากว่าเธอไม่สามารถหาสตรีใดที่มีคุณสมบัติดังกล่าว เช่นนั้นเธอควรที่จะหา “ผู้รู้ผู้ชายอาวุโส” และเธอควรเลือกให้ความสำคัญ “ผู้รู้อาวุโส” ก่อน “ผู้รู้ที่อายุน้อยกว่า” 

ท่านอิบนุ เญาวซียฺกล่าวว่า “หากเธอสามารถหาสตรีที่รู้มัน (ความรู้ที่เธอกำลังแสวงหา) เธอควรเรียนรู้จากสตรีท่านนั้น หากมิเช่นนั้นแล้ว เธออาจเรียนรู้จากชัยคฺหรือผู้รู้ชายอาวุโส โดยที่เธอจะต้องไม่อยู่เพียงลำพังกับพวกเขา และเธอควรอยู่ (เพื่อเรียนรู้) เท่าที่เธอมีความจำเป็นเท่านั้น หากเธอมีคำถามใดๆ เกี่ยวกับศาสนา เธอควรถามและไม่ละอายที่จะถาม เพราะอัลลอฮฺมิทรงอายที่จะแจ้งแก่เราให้ทราบถึงสัจธรรม” 

✽ (๕) เธอควรสวมใส่ “ฮิญาบ” (เครื่องแต่งกาย) ที่ถูกต้องตามหลักการศาสนา เมื่อเธอออกไปข้างนอก 

เธอไม่ควรออกจากบ้านโดยสวมใส่เครื่องประดับประดา หรือใส่น้ำหอม หรือเครื่องหอมใดๆ 

เช่นเดียวกัน เธอไม่ควรพูดจาด้วยกิริยาที่มีจริต ยั่วยวน หรือเกี้ยวพาราสี เมื่อเธอพูดคุยกับชัยคฺ (ผู้รู้) หรือผู้ที่เธอกำลังถามคำถามจากเขา และเธอควรหลีกเลี่ยงจากการพูดคุยสนทนาที่เป็นระยะเวลานาน เมื่อเธอได้รับคำตอบที่เธอต้องการแล้ว เธอควรกลับบ้านและวิงวอนขอการอภัยโทษจากอัลลอฮฺต่อความผิดบาปที่เธออาจจะกระทำไปโดยมิได้เจตนา 

********************************************* 
แหล่งที่มาจาก Important Lessons for Muslim women 
หัวข้อ Obligation of seeking knowledge for women 
รวบรวมโดยอัมรฺ อับดุลมัน อิม ซะลีม 
แปล เรียบเรียง بنت الإسلام

Read Full Post »

Older Posts »

%d bloggers like this: