Feeds:
Posts
Comments

Archive for the ‘มุสลิมในอุดมคติ’ Category

ออกห่างจากการสาปแช่งหรือการใช้ถ้อยคำหยาบคาย
▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬

image

มุสลิมที่ได้รับการอบรมสั่งสอนเกี่ยวกับมรรยาทที่ดีงามแห่งอิสลามนั้นย่อมไม่มีทางที่จะใช้ภาษาที่หยาบโลน (ลามก) หรือถ้อยคำหยาบคาย หรือการสร้างความขุ่นเคืองใจต่อผู้คนด้วยการสาปแช่งหรือการด่าทอ เพราะพวกเขาทราบว่า “คำสอนอันดีงามแห่งอิสลามนั้นสั่งห้ามการพูดจาประเภทนั้นโดยสิ้นเชิง”

“การสาปแช่ง” ถูกมองว่าเป็นดั่ง “บาปที่ทำลายคุณสมบัติแห่งการยึดมั่นต่ออิสลามของบุคคลคนหนึ่ง” และผู้ที่พูดจาหยาบคายนั้นเป็นที่รังเกียจยิ่ง ณ ที่อัลลอฮฺ

ท่านอิบนุ มัสอูด เราะฎิยัลลอฮุ อันฮุ กล่าวว่า “ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “การสาปแช่งมุสลิมคนหนึ่ง” เป็นความผิดบาป และ “การฆ่าเขา (มุสลิม) คือกุฟรฺ” (บุคอรียฺ และมุสลิม)

ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “อัลลอฮฺมิทรงรักผู้ใดก็ตามที่พูดจาหยาบคาย และพูดจาลามก” (อะหมัด และฏ็อบรอนียฺ)

“อัลลอฮฺทรงเกลียดบุคคลที่น่ารังเกียจและผู้ที่พูดจาหยาบคาย” (ฏ็อบรอนียฺ)

การกระทำดังกล่าวเป็นคุณลักษณะที่ไม่เหมาะสมกับ “มุสลิมที่ได้รับการชี้นำด้วยสัจธรรมแห่งอิสลาม และผู้ที่หัวใจของเขาถูกเติมเต็มด้วยความหอมหวานแห่งศรัทธา” ดังนั้นพวกเขาย่อมออกห่างจากการทะเลาะเบาะแว้ง หรือการโต้แย้งถกเถียงที่เต็มไปด้วยการแลกเปลี่ยนระหว่างคำด่าทอที่ต่ำทราม และคำสาปแช่งทั้งหลาย

บรรดามุสลิมที่มีความตื่นตัวนั้นย่อมออกห่างจากความเสื่อมทรามทางศีลธรรมเช่นนี้ เมื่อใดก็ตามพวกเขาระลึกถึงแบบอย่างอันงดงามของท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมทั้งถ้อยคำของท่าน และการงานทั้งหลายของท่าน
เป็นที่ทราบกันดีว่าท่านเราะสูลไม่เคยกล่าวถ้อยคำใดๆ ที่จะทำร้ายความรู้สึกของคนคนหนึ่ง หรือทำลายชื่อเสียงของเขา หรือดูหมิ่นเกียรติของเขา

ท่านอนัส อิบนุ มาลิก (เราะฎิยัลลอฮุ อันฮุ) ผู้ที่อยู่เคียงข้างท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมอย่างใกล้ชิดเป็นระยะเวลาหลายปี กล่าวว่า “ท่านเราะสูลไม่เคยใช้ถ้อยคำที่น่ารังเกียจ หรือการสาปแช่ง หรือคำสบถ เมื่อท่านต้องการที่จะตำหนิใครสักคน ท่านจะกล่าวว่า “เกิดอะไรขึ้นกับเขาหรือนี่ ขอให้หน้าผากของเขาถูกปกคลุมไปด้วยฝุ่นเถิด!” (ฟัตฮุลบารียฺ 10/452)

อีกทั้งท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมยังยับยั้งตัวของท่านจากการสาปแช่ง “กาฟิรีน” ผู้ที่มีจิตใจแข็งกระด้างต่อสาส์นของท่านเราะสูล ท่านเราะสูลไม่เคยกล่าวถ้อยคำที่มุ่งร้ายต่อพวกเขา ดังเช่นที่เศาะฮาบียฺ อบู ฮูร็อยเราะฮฺกล่าวไว้ว่า

มีคนกล่าวขึ้นมาว่า “โอ้ เราะสูลุลลอฮฺ โปรดดุอาอฺเพื่อต่อต้านบรรดามุชริกีนเถิด” ท่านเราะสูลตอบว่า “ฉันไม่ได้ถูกส่งมาดังเช่น “ผู้ทำการสาปแช่ง” หากแต่ฉันถูกส่งมาดั่งเช่น “ผู้มีความเมตตา” (เศาะเหียฮฺมุสลิม)

ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม มีความสามารถในการที่จะขจัดรากเหง้าแห่งความชั่วร้าย ความเกลียดชัง และความเป็นศัตรูออกไปจากหัวใจของผู้คนได้ เมื่อท่านได้ทำการอธิบายต่อบรรดามุสลิมว่า “ผู้ที่ไม่ควบคุมลิ้นของเขาจากการกล่าวร้ายต่อผู้คน ต่อทรัพย์สินของพวกเขา และต่อเกียรติของพวกเขา” คือผู้ที่ประสบกับหายนะทั้งในโลกนี้และโลกหน้าอย่างแท้จริง “ทัศนคติที่แข็งกร้าวของเขาที่มีต่อผู้อื่น” ย่อมลบล้างความดีงามใดๆ ก็ตามที่เขาได้กระทำมาในชีวิตของเขา และในวันแห่งการตัดสิน เขาจะถูกทอดทิ้ง โดยปราศจากการปกป้องคุ้มครองให้พ้นจากไฟนรก 

ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะศัลลัมกล่าวว่า “พวกท่านรู้หรือไม่ว่าผู้ใดที่จะประสบกับหายนะ?” พวกเขากล่าวว่า “คือผู้ที่ปราศจากซึ่งเงินทอง หรือทรัพย์สินใดๆ ขอรับ” ท่านเราะสูลตอบว่า “ผู้ที่หายนะในหมู่ประชาชาติของฉัน คือผู้ที่ปรากฎในวันแห่งการฟื้นคืนชีพพร้อมกับการละหมาด การถือศีลอด และการจ่ายซะกาตในบัญชีของเขา หากแต่เขาได้ด่าทอคนนี้ ใส่ร้ายคนนั้น เผาผลาญทรัพย์สินของคนนี้ ฆ่าคนนู้น และทำร้ายเฆี่ยนตีคนนั้น เช่นนั้นส่วนหนึ่งของฮาซานะตฺของเขาจะถูกมอบให้กับคนนี้ และบางส่วนแก่คนนั้น (มอบให้กับผู้ที่เขาได้ทำร้ายด้วยหนทางใดทางหนึ่ง) และหากว่าฮาซานะตฺของเขาหมดไปก่อนที่เหยื่อทั้งหมดของเขาจะได้รับการชดใช้ เช่นนั้นบาปบางส่วนของพวกเขา (ผู้ที่เขาทำร้าย) จะถูกนำออกมาและเพิ่มเข้าไปในบัญชีของเขาแทน จากนั้นเขาจะถูกโยนไปในไฟนรก” (เศาะเหียฮฺมุสลิม)

ดังนั้น จึงไม่เป็นที่น่าประหลาดใจว่า การกระทำที่ไร้ประโยชน์ทั้งหลายเหล่านี้จำต้องถูกกำจัดออกไปจากชีวิตของมุสลิมผู้ศรัทธา “การโต้แย้งและการทะเลาะเบาะแว้งที่อาจนำไปสู่การสาปแช่งและการด่าทอนั้น” ย่อมไม่มีในสังคมของมุสลิมผู้ศรัทธา อันอยู่บนพื้นฐานของมรรยาทที่ดีงาม การให้เกียรติต่อความรู้สึกของผู้อื่น และระดับของการขัดเกลาแห่งการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม
▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬
แหล่งที่มา หนังสือ Ideal Muslimah หน้าที่ 370-373
ถอดความ بنت الإسلام

Read Full Post »

ความโกรธของท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม
★ ★ ★ ★ ★ ★ ★ ★ ★ ★ ★ ★ ★

image

“เมื่อใดก็ตามที่ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ต้องเลือกระหว่างสองสิ่ง ท่านจะเลือกเอาสิ่งที่ง่ายกว่าในสองสิ่งนั้น ตราบใดที่สิ่งนั้นไม่เป็นบาป แต่หากว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่เป็นบาป ท่านออกห่างไกลจากมัน ด้วยอัลลอฮฺ ท่านเราะสูลไม่เคยแก้แค้น (เอาโทษ) เพื่อตัวของท่านเองในเรื่องใดก็ตามที่เกี่ยวกับตัวท่าน หากแต่เมื่อสิทธิ์ของอัลลอฮฺถูกรุกล้ำ (ละเมิด) ท่านจะแก้แค้น (เอาโทษ) เพื่อพระองค์” (รายงานโดยท่านหญิงอาอิชะฮฺ เศาะเหียะฮฺบุคอรียฺ)

ท่านเราะสูลเคยมีอาการโกรธมาก และหน้าของท่านแดงกล่ำ หากท่านได้ยินการสบประมาท (หรือการดูหมิ่น) ต่อเกียรติของอิสลาม หรือเมื่อท่านทราบว่ามีสิ่งผิดพลาด หรือการเพิกเฉยต่อการปฏิบัติตามกฎแห่งอิสลาม หรือการเพิกเฉยต่อการลงโทษ (ตามหลักการของอิสลาม)

ท่านเคยโกรธ เมื่อมีชายคนหนึ่งเข้ามาพบท่านและกล่าวต่อท่านว่า “ฉันมักจะมาละหมาดฟัจญรฺช้าเสมอ เพราะว่าท่านนั้น ท่านนี่ ทำให้การละหมาดยาวนาน” ท่านเราะสูลไม่เคยมีอาการโกรธเคืองมากเท่าวันนั้นเลย ท่านกล่าวว่า “โอ้ มนุษย์เอ๋ย มีคนในหมู่พวกท่านที่ทำให้ผู้คนละทิ้งการกระทำความดีงาม ดังนั้นเมื่อผู้ใดก็ตามเป็นผู้นำผู้คนในการละหมาด เขาควรทำให้การละหมาดนั้นสั้นลง เพราะข้างหลังของเขานั้นมีทั้งคนชรา เด็ก และผู้ที่มีความเร่งรีบที่จำเป็น (ต้องทำ)” (ฟัตฮุลบารียฺ 10/519 มุสลิม, 15/83)

อีกทั้ง ท่านเราะสูลยังเคยโกรธเมื่อท่านกลับมาจากการเดินทาง และพบว่ามีม่านบางที่ประดับด้วยรูป (สิ่งถูกสร้าง) ภายในบ้านของท่านหญิงอาอิชะฮฺ เมื่อท่านเห็นมัน ท่านจึงฉีกม่านผืนนั้น และใบหน้าของท่านแดงกล่ำ ท่านเราะสูลบอกต่อท่านหญิงอาอิชะฮฺว่า “โอ้ อาอิชะฮฺ บรรดาผู้ที่จะได้รับการลงโทษอย่างเจ็บแสบด้วยอัลลอฮฺในวันแห่งการฟื้นคืนชีพคือผู้ที่เลียนแบบการสร้างของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮู วะตะอาลา” (บุคอรียฺ และมุสลิม)

และท่านเราะสูลเคยโกรธ เมื่อท่านอุซามะฮฺ อิบนุ ซัยดฺ เข้ามาพูดกับท่าน เกี่ยวกับสตรีมักฮฺซุมียฺที่มีความผิดฐานลักทรัพย์ และท่านเราะสูลได้กำหนดโทษที่เหมาะสมแก่นางไว้แล้ว ผู้คนต่างกล่าวว่า “ใครจะเป็นผู้ที่เข้าไปพูดคุยกับท่านเราะสูล เกี่ยวกับนางเล่า?” จากนั้นพวกเขาจึงกล่าวว่า “ใครจะกล้าทำในสิ่งนี้ได้ เว้นแต่ท่านอุซามะฮฺ อิบนุ ซัยดฺ ผู้เป็นที่รักของท่าน?” ดังนั้นท่านอุซามะฮฺจึงเข้าไปพูดกับท่าน และท่านเราะสูลได้ตอบเขาด้วยความโกรธว่า “ท่านเข้ามาไกล่เกลี่ยเพื่อให้ยุติ “การลงโทษที่ถูกกำหนดไว้ด้วยอัลลอฮฺ” กระนั้นหรือ?” จากนั้นท่านเราะสูลจึงลุกขึ้น และกล่าวต่อผู้คนว่า “บรรดาผู้ที่มาก่อนพวกท่านได้ประสบกับความหายนะ อันเนื่องมาจาก มีคนคนหนึ่งในหมู่คนมีศีลธรรมได้กระทำการลักทรัพย์ (ขโมย) หากแต่พวกเขาได้ปล่อยเขาให้เป็นอิสระ หากแต่เมื่อคนคนหนึ่งในหมู่คนอ่อนแอได้กระทำการลักทรัพย์ พวกเขากลับทำการลงโทษเขาผู้นั้นด้วยพระนามของอัลลอฮฺ หากแม้ว่าฟาติมะฮฺ บุตรสาวของมุหัมมัดกระทำการลักทรัพย์ ฉันจะเป็นคนที่ตัดมือของนางเอง” (บุคอรียฺ และมุสลิม)

นี่คือความโกรธของท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม และเป็นความโกรธที่มีเหตุผลตามหลักการของอิสลาม “ความโกรธ” ควรเป็นไปเพื่ออัลลอฮฺ ไม่ใช่เพื่ออีโก้ (ความทะนงตน ยึดตัวเองเป็นใหญ่) ของตัวเอง

มุสลิมที่เข้าใจคำสอนแห่งอิสลามและปฏิบัติตามแบบอย่างของท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ย่อมที่จะรำลึกถึงคำสอน พฤติกรรม และการกระทำที่ดีงามของท่านเราะสูลอยู่เสมอ ดังนั้นพวกเขาย่อมควบคุมตัวของพวกเขา เมื่อพวกเขารู้สึกโกรธเคืองผู้คน และความโกรธของพวกเขานั้นเป็นไปเพื่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮู วะตะอาลา ศาสนาของพระองค์ และความศักดิ์สิทธิ์ของพระบัญญัติของพระองค์

แหล่งที่มา หนังสือ Ideal Muslimah หน้าที่ 403-404
ถอดความ بنت الاٍسلام

Read Full Post »

ตอนที่ 3 “ความเมตตา และความอ่อนโยน” คุณสมบัติที่มุสลิมพึงมี

image

จากหนังสือ Ideal Muslimah หน้าที่ 376-378

มันไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจ ที่ “ความเมตตา” ตามหลักการของอิสลามนั้น คือความดีงาม ผู้ใดก็ตามที่มี “ความเมตตา” ย่อมได้รับความดีงาม และผู้ใดก็ตามที่ปราศจากความเมตตาย่อมถูกปฏิเสธที่จะได้รับซึ่งความดีงามนั้น ดังหะดีษบทหนึ่งที่รายงานโดยท่านญะรีรฺ อิบนุ อับดุลลอฮฺ ว่า ฉันได้ยินท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “ผู้ใดก็ตามที่ปฏิเสธ “ความเมตตา” ย่อมถูกปฏิเสธที่จะได้รับซึ่ง “ความดีงามทั้งหลาย” (มุสลิม)

ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมได้อธิบายว่า “ความดีงามนี้” จะถูกมอบให้กับคนแต่ละคน แต่ละครัวเรือน และผู้ใดก็ตามที่ “ความเมตตา” นั้นถูกนำมาใช้ในการดำเนินชีวิตของเขา อีกทั้งมันยังเป็นหนึ่งในคุณสมบัติที่ดีงามที่สุด ดังที่กล่าวไว้ในหะดีษบทหนึ่งที่ถูกรายงานโดยท่านหญิงอาอิชะฮฺ เราะฏิยัลลอฮุ อันฮา ว่า

ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมบอกแก่นางว่า “โอ้ อาอิชะฮฺ จงมีความเมตตาเถิด เพราะหากว่าอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาทรงประสงค์ให้เกิดความดีงามต่อครอบครัวหนึ่ง พระองค์จะทรงนำทางพวกเขาไปสู่ “ความเมตตา” (อะหมัด 6/104)

และอีกหนึ่งรายงาน ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “หากอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮู วะตะอาลา ทรงประสงค์ให้เกิดความดีงามต่อครอบครัวหนึ่ง พระองค์จะปลูกฝัง “ความเมตตา” ให้ซึมซับลงไปในพวกเขา (หะดีษที่ถูกรายงานโดยผู้รายงานหะดีษหลายท่าน)

และท่านญะบีรฺ เราะฎิยัลลอฮุ อันฮุ ได้รายงานว่า “ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “หากอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮู วะตะอาลา ทรงประสงค์ให้เกิดความดีงามต่อผู้คน พระองค์จะทรงปลูกฝัง “ความเมตตา” ให้ซึมซับลงไปในพวกเขา” (อัล บัซซารฺ)

จะมีความดีงามใดที่ยิ่งใหญ่ไปกว่า “การมีคุณสมบัติที่จะปกป้องคนคนหนึ่งจากไฟนรก” ดังที่ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวไว้ในหะดีษอีกบทหนึ่งว่า

“ฉันควรบอกท่านหรือไม่ว่าผู้ใดเป็นผู้ที่ต้องห้ามจากไฟนรก หรือผู้ใดที่ไฟนรกเป็นที่ต้องห้ามสำหรับเขา? ไฟนรกจะเป็นที่ต้องห้ามสำหรับผู้ที่มีความอ่อนโยน ผู้ที่เห็นอกเห็นใจผู้อื่น และผู้ที่มีความเมตตาทุกๆ คน” (ติรมิซียฺ 4/654)

คำสั่งสอนของท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมได้นำผู้คนไปสู่สถานะที่สูงขึ้น ด้วยการปลูกฝัง “การมีความเมตตา” และ “แม้แต่การเรียกร้องให้พวกเขามีความเมตตาต่อสัตว์ที่เขากำลังจะเชือด” สิ่งนี้ถูกนับว่าเป็นหนึ่งในสถานะที่สูงที่สุดที่ผู้ศรัทธาและผู้มีคุณธรรมควรบรรลุ

“อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮู วะตะอาลาได้ทรงกำหนด “การกระทำที่เหมาะสมถูกทำนองคลองธรรม” ในทุกๆ สิ่ง ดังนั้นหากท่านฆ่า ก็จะฆ่าด้วยดี และหากท่านเชือด ก็จงเชือดด้วยดี แต่ละคนในหมู่พวกท่านจงลับมีด (ในการเชือดสัตว์) ให้คม และออกห่างจากการทรมานสัตว์ที่เขาเชือดเถิด” (มุสลิม)

“ความเมตตาที่มีต่อสัตว์ที่กำลังจะถูกเชือดนั้น” บ่งบอกถึง “ความเมตตาของผู้ที่กำลังจะเชือดมัน และความเมตตาของเขาที่มีต่อสิ่งมีชีวิตทั้งหมดด้วย” ยิ่งบุคคลคนหนึ่งมีความเข้าใจต่อสิ่งนี้และปฏิบัติต่อสิ่งมีชีวิตทั้งหมดดีมากเท่าไหร่ เขายิ่งเป็นบุคคลที่มีความเมตตาและอ่อนโยนมากขึ้นเท่านั้น นี่คือเป้าหมายอันสูงสุดที่อิสลามได้ชี้นำทางต่อบรรดามุสลิม เพื่อที่เขาจะมีความเมตตา แม้แต่ความเมตตาที่มีต่อสัตว์ก็ตาม

มุสลิมที่แท้จริงนั้นย่อมสามารถเข้าใจ “ความครอบคลุมของคำสอนแห่งอิสลาม” ที่สั่งใช้ให้มุสลิมมีความเมตตาต่อลูกหลานของอะดัม ในขณะที่แม้แต่สัตว์ก็ควรได้รับความเมตตาเช่นกัน

แปล บินติ อัลอิสลาม

Read Full Post »

ตอนที่ 2 “ความเมตตา และความอ่อนโยน” คุณสมบัติที่มุสลิมพึงมี

image

จากหนังสือ Ideal Muslimah หน้าที่ 375

ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมได้สั่งสอนให้บรรดามุสลิมนั้นมีความเมตตาในการพูดคุยเจรจากับผู้คน และปฏิบัติตัวด้วยมรรยาทดีงามอันน่าเป็นแบบอย่าง ในฐานะของมุสลิมผู้เรียกร้องผู้คนมาสู่ “ศาสนาของอัลลอฮฺ พระผู้ทรงเมตตาปรานี” ไม่ว่าเขาจะอยู่ในสถานการณ์ที่ยั่วยุอารมณ์ความโกรธเพียงใดก็ตาม

ท่านอบู ฮุร็อยเราะหฺ กล่าวว่า “มีชาวเบดูอินคนหนึ่งเข้ามาปัสสาวะในมัสญิด และผู้คนต่างลุกขึ้นเพื่อจะจับตัวเขา หากแต่ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “จงปล่อยเขาไปเสีย และราดน้ำทำความสะอาดให้ทั่วพื้นที่ที่มีปัสสาวะของเขา เพราะพวกท่านได้รับการยกสถานะให้เป็นผู้ที่สร้างความง่ายดายต่อผู้คน ไม่ใช่ผู้ที่สร้างความยากลำบากต่อพวกเขา” (มุสลิม)

“ความเมตตา ความอ่อนโยน และความอดทนอดกลั้น” ไม่ใช่ “ความรุนแรง (หยาบกระด้าง) ความก้าวร้าว และการประนามด่าทอ” นั่นคือสิ่งที่เปิดหัวใจของผู้คนมาสู่สารแห่งสัจธรรม

ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมเคยให้คำแนะนำตักเตือนต่อบรรดามุสลิมว่า
“จงมองโลกในแง่ดี (มีความเบิกบาน) ไม่ใช้การข่มขู่(คุกคาม) และจงทำสิ่งต่างๆ ให้ง่าย ไม่ใช่การทำให้ยาก” (บุคอรียฺ และมุสลิม) 

โดยธรรมชาติแล้ว ผู้คนมักจะผละหนีออกไปอันเนื่องมาจากความหยาบคายและความรุนแรงก้าวร้าว แต่พวกเขาจะประทับใจและดึงดูดใจต่อความเมตตาและความอ่อนโยน ดังเช่นที่อัลลอฮฺตรัสต่อศาสนทูตของพระองค์ว่า

“เนื่องด้วยความเมตตาจากอัลลอฮฺนั่นเอง เจ้า (มุหัมมัด) จึงได้สุภาพอ่อนโยนแก่พวกเขา และถ้าหากเจ้าเป็นผู้ประพฤติหยาบช้า และมีใจแข็งกระด้างแล้วไซร้ แน่นอนพวกเขาก็ย่อมแยกตัวออกไปจากรอบ ๆ เจ้ากันแล้ว” (อัลกุรอาน 3:159) *www alquran-thai.com

นี่คือ “คำสั่งใช้ที่มีผลไปตลอดกาล” ต่อบรรดามุสลิมผู้ที่เรียกร้องผู้คนมาสู่อิสลาม เขาจำต้องหาวิธีที่ดีที่จะสามารถเข้าถึงหัวใจของพวกเขาเหล่านั้น โดยที่เขาจะใช้ทุกๆ วิธีทางแห่งความเมตตา ความอ่อนโยน และไหวพริบปฏิภาณในการดำเนินการ และหากเขาต้องเผชิญหน้ากับความไม่เป็นมิตรหรือการต่อต้าน แน่นอนว่า “คำพูดที่ดี” ย่อมเข้าไปสู่หัวใจของคนเหล่านั้นได้ และมันย่อมมีผลต่อหัวใจของพวกเขา นี่คือสิ่งที่อัลลอฮฺตรัสต่อศาสนทูตของท่าน คือนบีมูซา และน้องชายของเขา “ฮารูน” เมื่อพระองค์ทรงส่งพวกเขาไปยังฟิรเอาน์ว่า

“เจ้าทั้งสองจงไปหาฟิรเอาน์ แท้จริงเขารุกล้ำทุกเขตแดน หากแต่เจ้าทั้งสองจงพูดกับเขาด้วยคำพูดที่อ่อนโยน บางทีเขาอาจจะรำลึกขึ้นมา หรือเกิดความยำเกรง (ต่ออัลลอฮฺ)” (อัลกุรอาน 20:43-44)

แปล บินติ อัลอิสลาม

Read Full Post »

 “ความเมตตา และความอ่อนโยน” คุณสมบัติที่มุสลิมพึงมี 

image

จากหนังสือ Ideal Muslimah หน้าที่ 374-375

มุสลิมที่ได้รับ “อิสลาม” เป็นทางนำนั้นย่อมมี “ความเมตตา และ ความอ่อนโยน” ต่อพี่น้องของเขา เพราะ “ความเมตตา และความอ่อนโยน” คือคุณสมบัติที่อัลลอฮฺทรงรักในตัวบ่าวผู้ศรัทธาของพระองค์ และทำให้ผู้ที่ครอบครอง “คุณสมบัติดังกล่าวนั้น” เป็นที่รักของผู้อื่นอีกด้วย

“และความดีและความชั่วนั้นหาเท่าเทียมกันไม่ เจ้าจงขับไล่ (ความชั่ว) ด้วยสิ่งที่มันดีกว่า แล้วเมื่อนั้นผู้ที่ระหว่างเจ้ากับระหว่างเขาเคยเป็นอริกันก็จะกลับกลายเป็นเยี่ยงมิตรที่สนิท และไม่มีผู้ใดได้รับมัน (คุณธรรมดังกล่าว) นอกจากบรรดาผู้อดทน และจะไม่มีผู้ใดรับมันนอกจากผู้ที่มีโชคลาภอันใหญ่หลวง” (อัลกุรอาน 41:34-35) *www alquran-thai.com

มีหลายอายะฮฺและหะดีษที่เน้นส่งเสริมสนับสนุนในเรื่องของ “ความอ่อนโยน และความเมตตา” ซึ่งเป็นคุณธรรมอันดีงามที่ควรมีในอยู่สังคมมุสลิมและควรมีในคุณสมบัติของมุสลิมทุกๆ คน ที่มีความเข้าใจถึง “ทางนำแห่งอิสลาม” อย่างแท้จริง

มันย่อมเพียงพอแล้วสำหรับมุสลิมที่จะทราบว่า “ความเมตตา” คือหนึ่งในคุณสมบัติของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮู วะตะอาลา ที่พระองค์ทรงกระตุ้นให้บรรดาบ่าวของพระองค์นำเอาไปใช้ในทุกๆ สถานการณ์ที่พวกเขาประสบ

“อัลลอฮฺทรงเมตตา และทรงรักความเมตตาในทุกๆ การงาน” (รายงานโดย บุคอรียฺ และมุสลิม)

“ความเมตตา” คือคุณธรรมอันสูงส่งที่อัลลอฮฺทรงตอบแทนรางวัล (ต่อผู้ที่มีคุณธรรมนี็) ในหนทางที่แตกต่างจากการตอบแทนอื่นๆ 

“อัลลอฮฺทรงเมตตา และทรงรักความเมตตา และพระองค์ทรงตอบแทนรางวัล (ต่อผู้มีคุณสมบัตินี็) ในหนทางที่พระองค์มิได้ทรงตอบแทนต่อ “ความรุนแรง (หยาบกระด้าง)” และ (จะทรงตอบแทนรางวัลต่อผู้มีคุณสมบัตินี้) ในหนทางที่ไม่เหมือนกับการตอบแทนอื่นๆ” (รายงานโดย มุสลิม)

ท่านเราะสูลศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้กล่าวถึงความดีงามของ “ความเมตตา” ว่าเป็น “เครื่องประดับ” ที่ทำให้เกิดความสวยงาม และส่งเสริมให้ผู้คนนำคุณสมบัตินี้ไปใช้

“ไม่มี “ความเมตตาในสิ่งใด” เว้นแต่มันจะทำให้สิ่งนั้นเกิดความสวยงาม และไม่มี “การปราศจากซึ่งความเมตตาในสิ่งใด” เว้นแต่มันจะทำให้สิ่งนั้นกลายเป็นสิ่งที่น่ารังเกียจ (หะดีษที่ถูกรายงานโดยผู้รายงานหะดีษหลายท่าน)

แปล: บินติ อัลอิสลาม
หมายเหตุ มีการปรับเปลี่ยนถ้อยคำเล็กน้อยจากข้อความต้นฉบับภาษาอังกฤษค่ะ เช่นคำว่า “มุสลิมะฮฺ” ได้เปลี่ยนเป็น “มุสลิม”

Read Full Post »

image

ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม เน้นย้ำอยู่เสมอในเรื่องความสำคัญของการมีทัศนคติที่ดี และท่านได้ส่งเสริมให้บรรดาเศาะฮาบะฮฺนำมาปฏิบัติ โดยการที่ท่านใช้หลายวิธีทางในการปลูกฝัง “สิ่งนี้” ให้อยู่ในจิตใจของพวกเขา ด้วยการใช้ถ้อยคำและการกระทำของท่าน (เป็นแบบอย่าง) ท่านเราะสูลทราบดีว่า “อิทธิพลของการมีทัศนคติที่ดีนั้น” ย่อมช่วยชำระล้างจิตใจพวกเขาให้สะอาดบริสุทธิ์ อีกทั้งยังช่วยปรับปรุงศีลธรรมและมารยาทของพวกเขาให้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย ดังตัวอย่างต่อไปนี้ ที่ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมได้บอกแก่อบู ซัรรฺว่า

“โอ้ อบู ซัรรฺ ฉันไม่ควรบอกให้ท่านทราบถึงคุณสมบัติสองอย่างที่ง่ายต่อการได้มา หากแต่มันจะทำให้น้ำหนักบนตราชั่งหนักยิ่งขึ้นหรือ?” อบู ซัรรฺ ตอบว่า “แน่นอน ขอรับ โอ้เราะสูลุลลอฮฺ” ท่านเราะสูลตอบว่า “ท่านควรมีทัศนคติที่ดีต่อผู้อื่น และจงนิ่งเงียบเป็นระยะเวลายาวนานชั่วขณะหนึ่งเสีย ด้วยพระองค์ผู้ซึ่งชีวิตของฉันอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ ไม่มีสิ่งใดที่ผู้คนนั้นได้เคยบรรลุจะดียิ่งไปกว่าสองสิ่งนี้” (อบู ยะลา และฎ็อบบะรอนียฺ) 

และท่านเราะสูลยังกล่าวด้วยว่า
“ทัศนคติ (การมีความคิด) ที่ดีนั้น คือการอำนวยพร และทัศนคติ (การมีความคิด) ที่ไม่ดีนั้น คือความหายนะ “ความศรัทธาอันดีงาม (บีรรฺ)” ต่อชีวิตให้ยาวขึ้น และ “การบริจาค” จะช่วยปกป้องให้พ้นจากความตายที่เลวร้าย” (อะหมัด)

หนึ่งในดุอาอฺของท่านเราะสูล คือ

اللهم أحسنت خلقي ، فأحسن خلقي

อัลลอฮุมมา อะหฺซันตะ ค็อลกี ฟะอะหฺซิน คุลุกี 
(โอ้ อัลลอฮฺ พระองค์ทรงทำให้ร่างกายของข้าพระองค์มีความงดงาม เช่นนั้นขอพระองค์โปรดทำให้ทัศนคติและพฤติกรรมของข้าพระองค์งดงามด้วยเถิด) (อะหมัด) 

อามีน
————-
แหล่งที่มา หนังสือ Ideal Muslimah หน้าที่ 330
แปล بنت الإسلام

Read Full Post »

เมื่อมารดาของท่านสะอีดฺ อิบนุ อบีวักก็อศคัดค้านการเข้ารับอิสลามของบุตรชาย นางกล่าวต่อเขาว่า “จงละทิ้งอิสลามเสีย มิเช่นนั้นแม่จะประท้วงอดอาหารจนตาย แล้วเจ้าย่อมรู้สึกละอายใจต่อชนอาหรับ เพราะพวกเขาจะกล่าวว่า “เขาฆ่ามารดาของเขา” เช่นนั้นท่านสะอีดฺจึงบอกกับมารดาของเขาว่า “ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ท่านควรรู้ว่า หากแม้ว่าท่านมีวิญญาณ 100 วิญญาณ และวิญญาณเหล่านั้นออกจากร่างของท่านทีละวิญญาณ ผมก็จะไม่มีวันละทิ้งอิสลาม” ด้วยเหตุนี้อัลลอฮฺจึงประทานอายะฮฺหนึ่งที่ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวต่อบรรดามุสลิม ที่ซึ่งท่านสะอีดฺถูกตำหนิในเรื่องของการตอบโต้มารดาของเขาด้วยความหยาบกระด้าง

“และถ้าเขาทั้งสองบังคับเจ้าให้ตั้งภาคีต่อข้า โดยที่เจ้าไม่มีความรู้ในเรื่องนั้น เจ้าอย่าได้เชื่อฟังปฏิบัติตามเขาทั้งสอง และจงอดทนอยู่กับเขาทั้งสองในโลกนี้ด้วยความเมตตา” (อัลกุรอาน 31:15)

แหล่งที่มา จากหนังสือ Ideal Muslimah หน้าที่ 160
แปล بنت الإسلام

Read Full Post »

image

“การละหมาด” คือหนึ่งความเมตตาที่อัลลอฮฺประทานแก่บรรดาปวงบ่าวของพระองค์
พวกเขาแสวงหาร่มเงาแห่งพระเมตตานั้นห้าเวลาต่อวัน และทำการสดุดีพระเจ้าของพวกเขา สรรเสริญพระองค์ วิงวอนขอความช่วยเหลือจากพระองค์ และแสวงหาความเมตตาจากพระองค์ รวมไปถึง “ทางนำ” และ “การอภัยโทษ” ดังนั้น “การละหมาด” จึงเป็นหนทางแห่งการชำระล้างให้บริสุทธิ์แก่บรรดาผู้ทำการละหมาด ทั้งชายและหญิงเช่นเดียวกัน อันเป็นการชำระล้างพวกเขาให้บริสุทธิ์จากความผิดบาปทั้งหลาย 

ท่านอุษมาน อิบนุ อัฟฟาน (เราะฏิยัลลอฮุ อันฮุ) กล่าวว่า “ฉันได้ยินท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า:

“ไม่มีมุสลิมคนใดที่ เมื่อเวลาสำหรับการละหมาดมาถึง เขาได้ทำการอาบน้ำละหมาด (วูฎูอฺ) อย่างดี มุ่งความสนใจทั้งหมดไปยังการละหมาดของเขาและโน้มตัวลงอย่างสมบูรณ์ แล้วการละหมาดของเขาจะไม่เป็นสิ่งที่ช่วยชำระล้างความผิดบาปทั้งหลายของเขาก่อนหน้านี้ ตราบใดที่ไม่มีซึ่งบาปใหญ่ (ที่เขาได้กระทำไว้) และนี่เป็นกรณีหนึ่ง (ที่จะมีผล) ไปจนถึงช่วงสิ้นสุดของเวลา” (มุสลิม)

แหล่งที่มา หนังสือ Ideal Muslimah หน้าที่ 32-33
แปล بنت الإسلام

Read Full Post »

มุสลิมควรมีความเมตตาและให้เกียรติต่อบิดามารดาของเขา แม้ว่าพวกเขาไม่ใช่มุสลิมก็ตาม 
——————————————-
ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้ให้การสั่งสอนต่อบรรดาผู้ทีดำเนินชีวิตตามหนทางของท่านให้พวกเขาปฏิบัติต่อบิดา มารดาของพวกเขา ด้วยความเมตตาและการให้เกียรติ ถึงแม้ว่าบิดามารดาของพวกเขาจะยึดมั่นอยู่ในศาสนาอื่นจากอิสลามก็ตาม ซึ่งมีหลักฐานกล่าวไว้อย่างชัดเจนจากหะดีษบทหนึ่ง ที่บอกเล่าโดยอัสมา บินติ อบี บักรฺ อัศศิดดิ๊ก นางเล่าว่า 

“มารดาของฉันมาพบฉัน และขณะนั้นนางเป็นมุชริก (คนนอกศาสนา, ผู้ปฏิเสธศรัทธา) ฉันจึงถามท่านเราะสูลว่า “มารดาของฉันได้มาพบฉัน และต้องการความช่วยเหลือ เช่นนั้นแล้วฉันควรให้ความช่วยเหลือแก่นางหรือไม่” ท่านเราะสูลตอบว่า “ใช่แล้ว จงติดต่อมารดาของท่าน (สม่ำเสมอ) และให้ความช่วยเหลือแก่นาง” (รายงานโดย บุคอรียฺ และมุสลิม) 

จากหนังสือ Ideal Muslimah หน้าที่ 162-163
แปล بنت الإسلام

Read Full Post »

image

นางเป็นที่รักและเป็นที่พึงพอใจต่อสามีของนาง
แหล่งที่มา หนังสือ Ideal Muslimah บทมุสลิมะฮฺและสามีของเธอ  หน้าที่ 201-202

ท่านอนัส อิบนุ มาลิก เล่าเรื่องราวอันน่าประทับใจและคุณสมบัติอันโดดเด่นของมารดาของท่านว่า

เมื่อบุตรชายของอบูฏอลฮาที่เกิดจากอุมมุ สุลัยมฺเสียชีวิตลง อุมมุ สุลัยมฺจึงบอกครอบครัวของนางว่า “จงอย่าบอกอบูฏอลฮา เกี่ยวกับบุตรชายของเขา จนกว่าฉันจะบอกเรื่องนี้กับเขาด้วยตัวของฉันเอง” 

เมื่ออบูฎอลฮามาถึงบ้าน นางเตรียมอาหารค่ำไว้ให้เขา และเมื่อเขากินและดื่มเสร็จแล้ว นางจึงไปตกแต่งประดับประดาตัวนางให้สวยงามอย่างที่นางไม่เคยทำมาก่อน จากนั้นนเขาจึงได้ร่วมหลับนอนกับนาง เมื่อนางเห็นว่าสามีของนางนั้นดูมีท่าทางที่เป็นสุข นางจึงกล่าวต่อเขาว่า “โอ้ อบู ฏอลฮา หากมีคนคนหนึ่งให้ครอบครัวหนึ่งยืมบางสิ่งบางอย่างไป จากนั้นเขาต้องการสิ่งนั้นกลับคืน ท่านคิดว่าผู้ที่ยืมนั้นมีสิทธิ์ที่จะไม่คืนของสิ่งนั้นหรือไม่?” อบูฏอลฮาตอบว่า “ไม่”

จากนั้น นางกล่าวว่า “เช่นนั้น ท่านจงน้อมรับต่อการเสียชีวิตของบุตรชายของท่านเถิด” อบูฏอลฮาเกิดความโมโหขึ้นมา และกล่าวต่อนางว่า “เธอปล่อยให้ฉันเสพสุขอย่างไม่ลืมหูลืมตา และจากนั้นเธอก็บอกฉันเกี่ยวกับการตายของลูกฉันเช่นนั้นหรือ!” 

อบูฏ็อลฮาจึงเข้าไปพบท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม และเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ท่านทราบ จากนั้นท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมจึงกล่าวขึ้นมาว่า “ขออัลลอฮฺทรงอำนวยพรต่อท่านทั้งสองในค่ำคืนนี้ด้วยเถิด” จากนั้นอุมมุ สุลัยมฺจึงได้ตั้งครรภ์

ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมได้เดินทาง (เพื่อไปทำกิจบางอย่าง) และอุมมุ สุลัยมฺได้ร่วมเดินทางไปกับท่านด้วย (โดยปกติแล้ว) เมื่อใดก็ตามที่ท่านเราะสูลกลับจากการเดินทาง ท่านจะไม่เข้าไปที่เมืองมะดีนะฮฺในช่วงเวลากลางคืน เมื่อพวกเขา (กลุ่มผู้ร่วมเดินทาง) เข้าไปถึงมะดีนะฮฺแล้ว อุมมุ สุลัยมฺก็เริ่มมีอาการปวดท้องครรภ์ อบูฏอลฮาได้อยู่ร่วมกับนาง หากแต่ท่านเราะสูลได้เดินทางมุ่งหน้าไปยังเมืองมะดีนะฮฺ

อบูฏอลฮาได้กล่าวขึ้นมาว่า “โอ้ พระเจ้าของข้าพระองค์ พระองค์ทรงรู้ว่าข้าพระองค์ปรารถนาที่จะร่วมเดินทางไปกับศาสนทูตของพระองค์เมื่อท่านเดินทางออกไป และปรารถนาที่กลับไปพร้อมกับท่าน เมื่อท่านเดินทางกลับ หากแต่ข้าพระองค์ถูกยับยั้ง (จากการกระทำดังกล่าว) ดังที่พระองค์ทรงเห็น

อุมมุ สุลัยมฺจึงกล่าวว่า “โอ้ อบูฏอลฮา ฉันไม่รู้สึกเจ็บปวดเท่ากับที่ฉันเคยเจ็บปวดมาก่อนหรอก เราเดินทางกันต่อเถอะ” เมื่อพวกเขาเดินทางไปถึง (มะดีนะฮฺ) นางก็มีอาการเจ็บครรภ์อีกครั้ง จากนั้นนางก็ได้ให้กำเนิดบุตรชาย

มารดาของฉัน (ท่านอนัส) กล่าวต่อฉันว่า “โอ้ อนัส ไม่มีผู้ใดควรที่จะป้อนสิ่งใดแก่เขา (บุตรชาย) จนกว่าเจ้าจะนำเขาไปยังท่านเราะสูลในตอนเช้า” ครั้นเมื่อเวลาเช้ามาถึง ฉันได้พาเด็กน้อยไปยังท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม และฉันได้พบท่าน ขณะที่ท่านกำลังหิ้วเครื่องมือเหล็กอยู่ เมื่อท่านเราะสูลเห็นฉัน ท่านจึงกล่าวว่า “ฉันคาดว่าอุมมุ สุลัยลฺ คงคลอดบุตรแล้ว” ฉัน (ท่านอนัส) ตอบว่า “ใช่ครับ” จากนั้นท่านเราะสูลจึงวางเครื่องมือนั้นลงและฉันได้พาเด็กน้อยไปยังท่านและวางเขาไว้บนตักของท่าน

จากนั้นท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมจึงขออินทผลัมของเมืองมะดีนะฮฺมาจำนวนหนึ่ง ท่านได้เคี้ยวมันจนกระทั่งมันอ่อนนุ่ม และท่านได้เอาอินทผลัมนั้นใส่ในปากเด็กและเด็กน้อยก็เริ่มใช้ลิ้นดูด ท่านเราะสูลจึงกล่าวขึ้นมาว่า “เห็นหรือไม่ว่าชาวอันศอรฺชอบอินทผลัมมากเพียงใด” จากนั้นท่านเราะสูลก็เช็ดที่ใบหน้าของเด็กน้อยและตั้งชื่อของเขาว่า “อับดุลลอฮฺ” (รายงานโดยมุสลิม)

ความศรัทธาของอุมมุ สุลัยมฺนั้นช่างยิ่งใหญ่เหลือเกิน เช่นเดียวกันกับความงดงามแห่งความอดทนและความดีงามของเธอ  เธอช่างกล้าหาญที่จะซ่อนความเจ็บปวดจากสามีของเธอ และทำตัวของเธอให้เป็นที่รักของสามี เธอจัดการที่จะปกปิดความโศกเศร้าจากการสูญเสียบุตรชายที่รักของเธอและใช้เวลาอยู่กับสามีด้วยความอดทนอดกลั้นด้วยความหวังว่า “การเป็นภรรยาที่ดีต่อสามีนั้น” จะทำให้เธอได้รับความพึงพอพระทัยจากอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮู วะตะอาลา และนี่คือความศรัทธาที่แท้จริง เป็นความศรัทธาที่ลึกซึ้ง และบริสุทธิ์

แปล บินติ อัลอิสลาม

Read Full Post »

« Newer Posts - Older Posts »

%d bloggers like this: