Feeds:
Posts
Comments

Archive for the ‘มุสลิมในอุดมคติ’ Category

จากหนังสือ The Ideal Muslimah ดร.มุหัมมัด อะลี อัลฮาชิมียฺ
บทความเรื่อง Being Easy on People
แปล บินติ อัลอิสลาม

“มุสลิมที่แท้จริง” ย่อมสร้างความง่ายดายต่อผู้คน มิใช่การสร้างความยากลำบากต่อผู้คน เพราะ “ทัศนคติของบรรดาผู้ศรัทธา” คือการกระทำสิ่งต่างๆ ให้เกิดความง่ายดาย และนี่คือสิ่งที่อัลลอฮฺทรงประสงค์ต่อบ่าวของพระองค์

“อัลลอฮฺทรงประสงค์ให้มีความสะดวกแก่พวกเจ้า และไม่ทรงให้มีความลำบากแก่พวกเจ้า” (อัลกุรฺอาน 2:185)

ด้วยเหตุนี้ ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะศัลลัม จึงส่งเสริมให้บรรดามุสลิมนั้นสร้างความง่ายดายต่อผู้คน และสั่งห้ามพวกเขามิให้พวกเขาสร้างความยากลำบากใดๆ

“จงสั่งสอน และทำให้เกิดความง่ายดาย จงอย่าทำให้เกิดความยากลำบาก หากผู้ใดในหมู่พวกท่านมีความโกรธเคือง เขาจงนิ่งเงียบเสีย” (อัล บุคอรียฺ และมุสลิม)

ไม่มีผู้ใดปรารถนาที่จะทำให้เกิดความยากลำบากหรือความยุ่งยากใดๆ เว้นแต่เขาคือ “ผู้ที่มีจิตใจที่แข็งกร้าวและโหดร้าย และผู้ที่ขาดซึ่งความรู้”  และสำหรับ “ผู้มีสัจจะ (มีความเที่ยงตรง) ที่มีซึ่งความรู้ด้านศาสนาเป็นอย่างดี” ย่อมมิชอบที่จะสร้าง “ความยากลำบาก” และ “ความยุ่งยาก” ใดๆ และไม่กระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เป็นการยับยั้งมิให้ผู้อื่นได้รับผลประโยชน์ อีกทั้งเขาย่อมดำเนินชีวิตตามรูปแบบของท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะศัลลัม ดังที่มีการรายงานจากท่านหญิงอาอิชะฮฺที่ว่า

“เมื่อท่านเราะสูล จำต้องเลือกระหว่างสองสิ่ง ท่านจะเลือกเอาในสิ่งที่ง่ายดายกว่าในสองสิ่งนั้น ตราบใดที่มันไม่ใช่สิ่งที่ผิดบาป และหากว่ามันเป็นสิ่งที่ผิดบาป ท่านจะเป็นผู้ที่ออกห่างจากสิ่งนั้นมากที่สุด และท่านเราะสูลมิเคยแก้แค้น (ลงโทษผู้ใดหรือสิ่งใด) เพื่อตัวของท่านเอง แต่หากว่าขอบเขตของอัลลอฮฺถูกละเมิด ท่านจะทำการแก้แค้น (ลงโทษ) เพื่ออัลลอฮฺ” (อัลบุคอรียฺ และมุสลิม)

ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะศัลลัมเข้าใจ “จุดอ่อนของมนุษย์”  “ความแตกต่างระหว่างคุณลักษณะของพวกเขา” และ “ความสามารถแห่งการมีความอดทน” และ “ความเป็นเลิศทางศีลธรรม” ของพวกเขาเป็นอย่างดี ท่านเราะสูลทราบดีว่า “ไม่มีสิ่งใดที่จะดียิ่งไปกว่า การทำให้เกิดความสะดวกง่ายดายต่อพวกเขาเหล่านั้น” และ “ไม่มีสิ่งใดที่จะสร้างความโศกเศร้าหรือสร้างความเจ็บปวดต่อพวกเขา มากไปกว่า การทำให้เกิดความยากลำบากมากเกินไปต่อพวกเขา” ดังนั้นท่านจึงเลือกในสิ่งที่ง่ายดายกว่า ภายใต้ขอบเขตที่ได้รับการอนุมัติตามหลักชะรีอะฮฺ และทำให้สิ่งนั้นเป็น “วิถีชีวิต” สำหรับบรรดามุสลิม เพื่อที่พวกเขาจะเป็นอิสระจากการแบกรับภาระอันเกิดจากความยากลำบากทั้งหลาย

อ้างอิง อัลกุรอานแปลไทย

Read Full Post »

เมื่อใดก็ตามที่คุณรู้สึกโศกเศร้า เสียใจ จงอย่าแสวงหา “หนทางที่หะรอม (หนทางที่ชั่วร้าย)” เพื่อที่จะทำให้ตัวเองหลุดพ้นจากความทุกข์ (หรือรู้สึกดีขึ้น) เพราะมันย่อมไม่มีทางที่จะนำมาซึ่งความ “สงบสุข” อย่างที่คุณต้องการ อีกทั้งมันยังอาจสร้างความโกรธกริ้วต่ออัลลอฮฺอีกด้วย

ขอเพียงคุณแบกรับสิ่งต่างๆ ไว้ด้วยความอดทน และวิงวอนขอ (ความช่วยเหลือ) ต่ออัลลอฮฺ

พึงรู้ว่าชีวิตนี้เป็นเพียง “บททดสอบ”

และก่อนที่คุณจะได้รับรู้ถึงมัน มันย่อมเป็นช่วงเวลาี่ที่คุณได้พบกับอัลลอฮฺ (พระผู้เป็นเจ้า)

แท้จริงสำหรับบรรดาผู้ที่ฝ่าฝันความยากลำบากทั้งหลายเพื่ออัลลอฮฺนั้นย่อมได้เห็น และได้รับผลตอบแทนมากมายอันเนื่องมาจากความพากเพียร อุตสาหะของพวกเขา…ในวันแห่งการตัดสิน

แหล่งที่มาเพจ Ideal Muslimah
แปลเรียบเรียง بنت الإسلام

image

Read Full Post »

image

“แท้จริง บรรดาผู้ชอบที่จะให้เรื่องบัดสี (ข่าวลือที่สร้างความเสื่อมเสียต่อคนใดคนหนึ่ง) เป็นที่แพร่หลายไปในหมู่ผู้ศรัทธานั้น พวกเขาจะได้รับการลงโทษอย่างเจ็บปวด ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า และอัลลอฮฺทรงรู้และพวกเจ้าไม่รู้” (อัลกุรอาน 24:19) *www alquran-thai com มีการเพิ่มเติมคำอธิบายเล็กน้อย

ผู้ที่หมกมุ่นอยู่กับข่าวลืออันสร้างความเสื่อมเสียต่อเกียรติของผู้คน และเปิดเผยเรื่องราวนั้นไปสู่สังคม เปรียบเสมือนกับผู้ที่ข้องเกี่ยวกับเรื่องราวอันน่าเสื่อมเสียนั้นเอง ดังที่ท่านอาลี อิบนุ อบี ฏอลีฟ (เราะฎิยัลลอฮุ อันฮุ) กล่าวว่า “ผู้ที่บอกเล่าข่าวลือที่เสื่อมเสีย” และ “ผู้ที่เผยแพร่ข่าวลือที่เสื่อมเสียนั้น” มีความผิดบาปเท่าเทียมกัน” (บุคอรียฺ อัลอะดาบ อัลมุฟร็อด)

มุสลิมผู้ศรัทธานั้นย่อมเข้าใจว่า พวกเขาไม่สามารถที่จะจัดการกับ “จุดอ่อนของมนุษย์ที่มีอยู่ในตัวของบุคคลที่มีความอ่อนแอ หรือบุคคลที่ขาดความรอบคอบ” ด้วยการมองหาความผิดพลาดหรือข้อบกพร่องในตัวของคนเหล่านั้น และจากการนั้นก็ทำการเผยแพร่ความผิดพลาดของพวกเขาไปสู่สังคมให้รับรู้ทั่วกันได้

หากทว่า วิธีการที่จะจัดการกับคนเหล่านั้น คือการให้คำแนะนำที่ดีต่อพวกเขา และส่งเสริมสนับสนุนให้พวกเขาเชื่อฟังต่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮู วะตะอาาลา และทำให้พวกเขาเกลียด “การฝ่าฝืน” และมุสลิมผู้ศรัทธานั้นควรมีความจริงใจ ตรงไปตรงมา ต่อพวกเขาเหล่านั้นโดยที่ไม่สร้างความเจ็บปวดต่อความรู้สึกของพวกเขา หรือสร้างความบาดหมางใจระหว่างกัน

แหล่งที่มา หนังสือ Ideal Muslimah บทที่ 10
แปล بنت الاٍسلام

Read Full Post »

ออกห่างจากการสาปแช่งหรือการใช้ถ้อยคำหยาบคาย
▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬

image

มุสลิมที่ได้รับการอบรมสั่งสอนเกี่ยวกับมรรยาทที่ดีงามแห่งอิสลามนั้นย่อมไม่มีทางที่จะใช้ภาษาที่หยาบโลน (ลามก) หรือถ้อยคำหยาบคาย หรือการสร้างความขุ่นเคืองใจต่อผู้คนด้วยการสาปแช่งหรือการด่าทอ เพราะพวกเขาทราบว่า “คำสอนอันดีงามแห่งอิสลามนั้นสั่งห้ามการพูดจาประเภทนั้นโดยสิ้นเชิง”

“การสาปแช่ง” ถูกมองว่าเป็นดั่ง “บาปที่ทำลายคุณสมบัติแห่งการยึดมั่นต่ออิสลามของบุคคลคนหนึ่ง” และผู้ที่พูดจาหยาบคายนั้นเป็นที่รังเกียจยิ่ง ณ ที่อัลลอฮฺ

ท่านอิบนุ มัสอูด เราะฎิยัลลอฮุ อันฮุ กล่าวว่า “ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “การสาปแช่งมุสลิมคนหนึ่ง” เป็นความผิดบาป และ “การฆ่าเขา (มุสลิม) คือกุฟรฺ” (บุคอรียฺ และมุสลิม)

ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “อัลลอฮฺมิทรงรักผู้ใดก็ตามที่พูดจาหยาบคาย และพูดจาลามก” (อะหมัด และฏ็อบรอนียฺ)

“อัลลอฮฺทรงเกลียดบุคคลที่น่ารังเกียจและผู้ที่พูดจาหยาบคาย” (ฏ็อบรอนียฺ)

การกระทำดังกล่าวเป็นคุณลักษณะที่ไม่เหมาะสมกับ “มุสลิมที่ได้รับการชี้นำด้วยสัจธรรมแห่งอิสลาม และผู้ที่หัวใจของเขาถูกเติมเต็มด้วยความหอมหวานแห่งศรัทธา” ดังนั้นพวกเขาย่อมออกห่างจากการทะเลาะเบาะแว้ง หรือการโต้แย้งถกเถียงที่เต็มไปด้วยการแลกเปลี่ยนระหว่างคำด่าทอที่ต่ำทราม และคำสาปแช่งทั้งหลาย

บรรดามุสลิมที่มีความตื่นตัวนั้นย่อมออกห่างจากความเสื่อมทรามทางศีลธรรมเช่นนี้ เมื่อใดก็ตามพวกเขาระลึกถึงแบบอย่างอันงดงามของท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมทั้งถ้อยคำของท่าน และการงานทั้งหลายของท่าน
เป็นที่ทราบกันดีว่าท่านเราะสูลไม่เคยกล่าวถ้อยคำใดๆ ที่จะทำร้ายความรู้สึกของคนคนหนึ่ง หรือทำลายชื่อเสียงของเขา หรือดูหมิ่นเกียรติของเขา

ท่านอนัส อิบนุ มาลิก (เราะฎิยัลลอฮุ อันฮุ) ผู้ที่อยู่เคียงข้างท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมอย่างใกล้ชิดเป็นระยะเวลาหลายปี กล่าวว่า “ท่านเราะสูลไม่เคยใช้ถ้อยคำที่น่ารังเกียจ หรือการสาปแช่ง หรือคำสบถ เมื่อท่านต้องการที่จะตำหนิใครสักคน ท่านจะกล่าวว่า “เกิดอะไรขึ้นกับเขาหรือนี่ ขอให้หน้าผากของเขาถูกปกคลุมไปด้วยฝุ่นเถิด!” (ฟัตฮุลบารียฺ 10/452)

อีกทั้งท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมยังยับยั้งตัวของท่านจากการสาปแช่ง “กาฟิรีน” ผู้ที่มีจิตใจแข็งกระด้างต่อสาส์นของท่านเราะสูล ท่านเราะสูลไม่เคยกล่าวถ้อยคำที่มุ่งร้ายต่อพวกเขา ดังเช่นที่เศาะฮาบียฺ อบู ฮูร็อยเราะฮฺกล่าวไว้ว่า

มีคนกล่าวขึ้นมาว่า “โอ้ เราะสูลุลลอฮฺ โปรดดุอาอฺเพื่อต่อต้านบรรดามุชริกีนเถิด” ท่านเราะสูลตอบว่า “ฉันไม่ได้ถูกส่งมาดังเช่น “ผู้ทำการสาปแช่ง” หากแต่ฉันถูกส่งมาดั่งเช่น “ผู้มีความเมตตา” (เศาะเหียฮฺมุสลิม)

ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม มีความสามารถในการที่จะขจัดรากเหง้าแห่งความชั่วร้าย ความเกลียดชัง และความเป็นศัตรูออกไปจากหัวใจของผู้คนได้ เมื่อท่านได้ทำการอธิบายต่อบรรดามุสลิมว่า “ผู้ที่ไม่ควบคุมลิ้นของเขาจากการกล่าวร้ายต่อผู้คน ต่อทรัพย์สินของพวกเขา และต่อเกียรติของพวกเขา” คือผู้ที่ประสบกับหายนะทั้งในโลกนี้และโลกหน้าอย่างแท้จริง “ทัศนคติที่แข็งกร้าวของเขาที่มีต่อผู้อื่น” ย่อมลบล้างความดีงามใดๆ ก็ตามที่เขาได้กระทำมาในชีวิตของเขา และในวันแห่งการตัดสิน เขาจะถูกทอดทิ้ง โดยปราศจากการปกป้องคุ้มครองให้พ้นจากไฟนรก 

ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮฺ อะลัยฮิ วะศัลลัมกล่าวว่า “พวกท่านรู้หรือไม่ว่าผู้ใดที่จะประสบกับหายนะ?” พวกเขากล่าวว่า “คือผู้ที่ปราศจากซึ่งเงินทอง หรือทรัพย์สินใดๆ ขอรับ” ท่านเราะสูลตอบว่า “ผู้ที่หายนะในหมู่ประชาชาติของฉัน คือผู้ที่ปรากฎในวันแห่งการฟื้นคืนชีพพร้อมกับการละหมาด การถือศีลอด และการจ่ายซะกาตในบัญชีของเขา หากแต่เขาได้ด่าทอคนนี้ ใส่ร้ายคนนั้น เผาผลาญทรัพย์สินของคนนี้ ฆ่าคนนู้น และทำร้ายเฆี่ยนตีคนนั้น เช่นนั้นส่วนหนึ่งของฮาซานะตฺของเขาจะถูกมอบให้กับคนนี้ และบางส่วนแก่คนนั้น (มอบให้กับผู้ที่เขาได้ทำร้ายด้วยหนทางใดทางหนึ่ง) และหากว่าฮาซานะตฺของเขาหมดไปก่อนที่เหยื่อทั้งหมดของเขาจะได้รับการชดใช้ เช่นนั้นบาปบางส่วนของพวกเขา (ผู้ที่เขาทำร้าย) จะถูกนำออกมาและเพิ่มเข้าไปในบัญชีของเขาแทน จากนั้นเขาจะถูกโยนไปในไฟนรก” (เศาะเหียฮฺมุสลิม)

ดังนั้น จึงไม่เป็นที่น่าประหลาดใจว่า การกระทำที่ไร้ประโยชน์ทั้งหลายเหล่านี้จำต้องถูกกำจัดออกไปจากชีวิตของมุสลิมผู้ศรัทธา “การโต้แย้งและการทะเลาะเบาะแว้งที่อาจนำไปสู่การสาปแช่งและการด่าทอนั้น” ย่อมไม่มีในสังคมของมุสลิมผู้ศรัทธา อันอยู่บนพื้นฐานของมรรยาทที่ดีงาม การให้เกียรติต่อความรู้สึกของผู้อื่น และระดับของการขัดเกลาแห่งการมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม
▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬▬
แหล่งที่มา หนังสือ Ideal Muslimah หน้าที่ 370-373
ถอดความ بنت الإسلام

Read Full Post »

ความโกรธของท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม
★ ★ ★ ★ ★ ★ ★ ★ ★ ★ ★ ★ ★

image

“เมื่อใดก็ตามที่ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ต้องเลือกระหว่างสองสิ่ง ท่านจะเลือกเอาสิ่งที่ง่ายกว่าในสองสิ่งนั้น ตราบใดที่สิ่งนั้นไม่เป็นบาป แต่หากว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่เป็นบาป ท่านออกห่างไกลจากมัน ด้วยอัลลอฮฺ ท่านเราะสูลไม่เคยแก้แค้น (เอาโทษ) เพื่อตัวของท่านเองในเรื่องใดก็ตามที่เกี่ยวกับตัวท่าน หากแต่เมื่อสิทธิ์ของอัลลอฮฺถูกรุกล้ำ (ละเมิด) ท่านจะแก้แค้น (เอาโทษ) เพื่อพระองค์” (รายงานโดยท่านหญิงอาอิชะฮฺ เศาะเหียะฮฺบุคอรียฺ)

ท่านเราะสูลเคยมีอาการโกรธมาก และหน้าของท่านแดงกล่ำ หากท่านได้ยินการสบประมาท (หรือการดูหมิ่น) ต่อเกียรติของอิสลาม หรือเมื่อท่านทราบว่ามีสิ่งผิดพลาด หรือการเพิกเฉยต่อการปฏิบัติตามกฎแห่งอิสลาม หรือการเพิกเฉยต่อการลงโทษ (ตามหลักการของอิสลาม)

ท่านเคยโกรธ เมื่อมีชายคนหนึ่งเข้ามาพบท่านและกล่าวต่อท่านว่า “ฉันมักจะมาละหมาดฟัจญรฺช้าเสมอ เพราะว่าท่านนั้น ท่านนี่ ทำให้การละหมาดยาวนาน” ท่านเราะสูลไม่เคยมีอาการโกรธเคืองมากเท่าวันนั้นเลย ท่านกล่าวว่า “โอ้ มนุษย์เอ๋ย มีคนในหมู่พวกท่านที่ทำให้ผู้คนละทิ้งการกระทำความดีงาม ดังนั้นเมื่อผู้ใดก็ตามเป็นผู้นำผู้คนในการละหมาด เขาควรทำให้การละหมาดนั้นสั้นลง เพราะข้างหลังของเขานั้นมีทั้งคนชรา เด็ก และผู้ที่มีความเร่งรีบที่จำเป็น (ต้องทำ)” (ฟัตฮุลบารียฺ 10/519 มุสลิม, 15/83)

อีกทั้ง ท่านเราะสูลยังเคยโกรธเมื่อท่านกลับมาจากการเดินทาง และพบว่ามีม่านบางที่ประดับด้วยรูป (สิ่งถูกสร้าง) ภายในบ้านของท่านหญิงอาอิชะฮฺ เมื่อท่านเห็นมัน ท่านจึงฉีกม่านผืนนั้น และใบหน้าของท่านแดงกล่ำ ท่านเราะสูลบอกต่อท่านหญิงอาอิชะฮฺว่า “โอ้ อาอิชะฮฺ บรรดาผู้ที่จะได้รับการลงโทษอย่างเจ็บแสบด้วยอัลลอฮฺในวันแห่งการฟื้นคืนชีพคือผู้ที่เลียนแบบการสร้างของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮู วะตะอาลา” (บุคอรียฺ และมุสลิม)

และท่านเราะสูลเคยโกรธ เมื่อท่านอุซามะฮฺ อิบนุ ซัยดฺ เข้ามาพูดกับท่าน เกี่ยวกับสตรีมักฮฺซุมียฺที่มีความผิดฐานลักทรัพย์ และท่านเราะสูลได้กำหนดโทษที่เหมาะสมแก่นางไว้แล้ว ผู้คนต่างกล่าวว่า “ใครจะเป็นผู้ที่เข้าไปพูดคุยกับท่านเราะสูล เกี่ยวกับนางเล่า?” จากนั้นพวกเขาจึงกล่าวว่า “ใครจะกล้าทำในสิ่งนี้ได้ เว้นแต่ท่านอุซามะฮฺ อิบนุ ซัยดฺ ผู้เป็นที่รักของท่าน?” ดังนั้นท่านอุซามะฮฺจึงเข้าไปพูดกับท่าน และท่านเราะสูลได้ตอบเขาด้วยความโกรธว่า “ท่านเข้ามาไกล่เกลี่ยเพื่อให้ยุติ “การลงโทษที่ถูกกำหนดไว้ด้วยอัลลอฮฺ” กระนั้นหรือ?” จากนั้นท่านเราะสูลจึงลุกขึ้น และกล่าวต่อผู้คนว่า “บรรดาผู้ที่มาก่อนพวกท่านได้ประสบกับความหายนะ อันเนื่องมาจาก มีคนคนหนึ่งในหมู่คนมีศีลธรรมได้กระทำการลักทรัพย์ (ขโมย) หากแต่พวกเขาได้ปล่อยเขาให้เป็นอิสระ หากแต่เมื่อคนคนหนึ่งในหมู่คนอ่อนแอได้กระทำการลักทรัพย์ พวกเขากลับทำการลงโทษเขาผู้นั้นด้วยพระนามของอัลลอฮฺ หากแม้ว่าฟาติมะฮฺ บุตรสาวของมุหัมมัดกระทำการลักทรัพย์ ฉันจะเป็นคนที่ตัดมือของนางเอง” (บุคอรียฺ และมุสลิม)

นี่คือความโกรธของท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม และเป็นความโกรธที่มีเหตุผลตามหลักการของอิสลาม “ความโกรธ” ควรเป็นไปเพื่ออัลลอฮฺ ไม่ใช่เพื่ออีโก้ (ความทะนงตน ยึดตัวเองเป็นใหญ่) ของตัวเอง

มุสลิมที่เข้าใจคำสอนแห่งอิสลามและปฏิบัติตามแบบอย่างของท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ย่อมที่จะรำลึกถึงคำสอน พฤติกรรม และการกระทำที่ดีงามของท่านเราะสูลอยู่เสมอ ดังนั้นพวกเขาย่อมควบคุมตัวของพวกเขา เมื่อพวกเขารู้สึกโกรธเคืองผู้คน และความโกรธของพวกเขานั้นเป็นไปเพื่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮู วะตะอาลา ศาสนาของพระองค์ และความศักดิ์สิทธิ์ของพระบัญญัติของพระองค์

แหล่งที่มา หนังสือ Ideal Muslimah หน้าที่ 403-404
ถอดความ بنت الاٍسلام

Read Full Post »

ตอนที่ 3 “ความเมตตา และความอ่อนโยน” คุณสมบัติที่มุสลิมพึงมี

image

จากหนังสือ Ideal Muslimah หน้าที่ 376-378

มันไม่ใช่เรื่องที่น่าแปลกใจ ที่ “ความเมตตา” ตามหลักการของอิสลามนั้น คือความดีงาม ผู้ใดก็ตามที่มี “ความเมตตา” ย่อมได้รับความดีงาม และผู้ใดก็ตามที่ปราศจากความเมตตาย่อมถูกปฏิเสธที่จะได้รับซึ่งความดีงามนั้น ดังหะดีษบทหนึ่งที่รายงานโดยท่านญะรีรฺ อิบนุ อับดุลลอฮฺ ว่า ฉันได้ยินท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “ผู้ใดก็ตามที่ปฏิเสธ “ความเมตตา” ย่อมถูกปฏิเสธที่จะได้รับซึ่ง “ความดีงามทั้งหลาย” (มุสลิม)

ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมได้อธิบายว่า “ความดีงามนี้” จะถูกมอบให้กับคนแต่ละคน แต่ละครัวเรือน และผู้ใดก็ตามที่ “ความเมตตา” นั้นถูกนำมาใช้ในการดำเนินชีวิตของเขา อีกทั้งมันยังเป็นหนึ่งในคุณสมบัติที่ดีงามที่สุด ดังที่กล่าวไว้ในหะดีษบทหนึ่งที่ถูกรายงานโดยท่านหญิงอาอิชะฮฺ เราะฏิยัลลอฮุ อันฮา ว่า

ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมบอกแก่นางว่า “โอ้ อาอิชะฮฺ จงมีความเมตตาเถิด เพราะหากว่าอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลาทรงประสงค์ให้เกิดความดีงามต่อครอบครัวหนึ่ง พระองค์จะทรงนำทางพวกเขาไปสู่ “ความเมตตา” (อะหมัด 6/104)

และอีกหนึ่งรายงาน ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “หากอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮู วะตะอาลา ทรงประสงค์ให้เกิดความดีงามต่อครอบครัวหนึ่ง พระองค์จะปลูกฝัง “ความเมตตา” ให้ซึมซับลงไปในพวกเขา (หะดีษที่ถูกรายงานโดยผู้รายงานหะดีษหลายท่าน)

และท่านญะบีรฺ เราะฎิยัลลอฮุ อันฮุ ได้รายงานว่า “ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “หากอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮู วะตะอาลา ทรงประสงค์ให้เกิดความดีงามต่อผู้คน พระองค์จะทรงปลูกฝัง “ความเมตตา” ให้ซึมซับลงไปในพวกเขา” (อัล บัซซารฺ)

จะมีความดีงามใดที่ยิ่งใหญ่ไปกว่า “การมีคุณสมบัติที่จะปกป้องคนคนหนึ่งจากไฟนรก” ดังที่ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวไว้ในหะดีษอีกบทหนึ่งว่า

“ฉันควรบอกท่านหรือไม่ว่าผู้ใดเป็นผู้ที่ต้องห้ามจากไฟนรก หรือผู้ใดที่ไฟนรกเป็นที่ต้องห้ามสำหรับเขา? ไฟนรกจะเป็นที่ต้องห้ามสำหรับผู้ที่มีความอ่อนโยน ผู้ที่เห็นอกเห็นใจผู้อื่น และผู้ที่มีความเมตตาทุกๆ คน” (ติรมิซียฺ 4/654)

คำสั่งสอนของท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมได้นำผู้คนไปสู่สถานะที่สูงขึ้น ด้วยการปลูกฝัง “การมีความเมตตา” และ “แม้แต่การเรียกร้องให้พวกเขามีความเมตตาต่อสัตว์ที่เขากำลังจะเชือด” สิ่งนี้ถูกนับว่าเป็นหนึ่งในสถานะที่สูงที่สุดที่ผู้ศรัทธาและผู้มีคุณธรรมควรบรรลุ

“อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮู วะตะอาลาได้ทรงกำหนด “การกระทำที่เหมาะสมถูกทำนองคลองธรรม” ในทุกๆ สิ่ง ดังนั้นหากท่านฆ่า ก็จะฆ่าด้วยดี และหากท่านเชือด ก็จงเชือดด้วยดี แต่ละคนในหมู่พวกท่านจงลับมีด (ในการเชือดสัตว์) ให้คม และออกห่างจากการทรมานสัตว์ที่เขาเชือดเถิด” (มุสลิม)

“ความเมตตาที่มีต่อสัตว์ที่กำลังจะถูกเชือดนั้น” บ่งบอกถึง “ความเมตตาของผู้ที่กำลังจะเชือดมัน และความเมตตาของเขาที่มีต่อสิ่งมีชีวิตทั้งหมดด้วย” ยิ่งบุคคลคนหนึ่งมีความเข้าใจต่อสิ่งนี้และปฏิบัติต่อสิ่งมีชีวิตทั้งหมดดีมากเท่าไหร่ เขายิ่งเป็นบุคคลที่มีความเมตตาและอ่อนโยนมากขึ้นเท่านั้น นี่คือเป้าหมายอันสูงสุดที่อิสลามได้ชี้นำทางต่อบรรดามุสลิม เพื่อที่เขาจะมีความเมตตา แม้แต่ความเมตตาที่มีต่อสัตว์ก็ตาม

มุสลิมที่แท้จริงนั้นย่อมสามารถเข้าใจ “ความครอบคลุมของคำสอนแห่งอิสลาม” ที่สั่งใช้ให้มุสลิมมีความเมตตาต่อลูกหลานของอะดัม ในขณะที่แม้แต่สัตว์ก็ควรได้รับความเมตตาเช่นกัน

แปล บินติ อัลอิสลาม

Read Full Post »

ตอนที่ 2 “ความเมตตา และความอ่อนโยน” คุณสมบัติที่มุสลิมพึงมี

image

จากหนังสือ Ideal Muslimah หน้าที่ 375

ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมได้สั่งสอนให้บรรดามุสลิมนั้นมีความเมตตาในการพูดคุยเจรจากับผู้คน และปฏิบัติตัวด้วยมรรยาทดีงามอันน่าเป็นแบบอย่าง ในฐานะของมุสลิมผู้เรียกร้องผู้คนมาสู่ “ศาสนาของอัลลอฮฺ พระผู้ทรงเมตตาปรานี” ไม่ว่าเขาจะอยู่ในสถานการณ์ที่ยั่วยุอารมณ์ความโกรธเพียงใดก็ตาม

ท่านอบู ฮุร็อยเราะหฺ กล่าวว่า “มีชาวเบดูอินคนหนึ่งเข้ามาปัสสาวะในมัสญิด และผู้คนต่างลุกขึ้นเพื่อจะจับตัวเขา หากแต่ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “จงปล่อยเขาไปเสีย และราดน้ำทำความสะอาดให้ทั่วพื้นที่ที่มีปัสสาวะของเขา เพราะพวกท่านได้รับการยกสถานะให้เป็นผู้ที่สร้างความง่ายดายต่อผู้คน ไม่ใช่ผู้ที่สร้างความยากลำบากต่อพวกเขา” (มุสลิม)

“ความเมตตา ความอ่อนโยน และความอดทนอดกลั้น” ไม่ใช่ “ความรุนแรง (หยาบกระด้าง) ความก้าวร้าว และการประนามด่าทอ” นั่นคือสิ่งที่เปิดหัวใจของผู้คนมาสู่สารแห่งสัจธรรม

ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมเคยให้คำแนะนำตักเตือนต่อบรรดามุสลิมว่า
“จงมองโลกในแง่ดี (มีความเบิกบาน) ไม่ใช้การข่มขู่(คุกคาม) และจงทำสิ่งต่างๆ ให้ง่าย ไม่ใช่การทำให้ยาก” (บุคอรียฺ และมุสลิม) 

โดยธรรมชาติแล้ว ผู้คนมักจะผละหนีออกไปอันเนื่องมาจากความหยาบคายและความรุนแรงก้าวร้าว แต่พวกเขาจะประทับใจและดึงดูดใจต่อความเมตตาและความอ่อนโยน ดังเช่นที่อัลลอฮฺตรัสต่อศาสนทูตของพระองค์ว่า

“เนื่องด้วยความเมตตาจากอัลลอฮฺนั่นเอง เจ้า (มุหัมมัด) จึงได้สุภาพอ่อนโยนแก่พวกเขา และถ้าหากเจ้าเป็นผู้ประพฤติหยาบช้า และมีใจแข็งกระด้างแล้วไซร้ แน่นอนพวกเขาก็ย่อมแยกตัวออกไปจากรอบ ๆ เจ้ากันแล้ว” (อัลกุรอาน 3:159) *www alquran-thai.com

นี่คือ “คำสั่งใช้ที่มีผลไปตลอดกาล” ต่อบรรดามุสลิมผู้ที่เรียกร้องผู้คนมาสู่อิสลาม เขาจำต้องหาวิธีที่ดีที่จะสามารถเข้าถึงหัวใจของพวกเขาเหล่านั้น โดยที่เขาจะใช้ทุกๆ วิธีทางแห่งความเมตตา ความอ่อนโยน และไหวพริบปฏิภาณในการดำเนินการ และหากเขาต้องเผชิญหน้ากับความไม่เป็นมิตรหรือการต่อต้าน แน่นอนว่า “คำพูดที่ดี” ย่อมเข้าไปสู่หัวใจของคนเหล่านั้นได้ และมันย่อมมีผลต่อหัวใจของพวกเขา นี่คือสิ่งที่อัลลอฮฺตรัสต่อศาสนทูตของท่าน คือนบีมูซา และน้องชายของเขา “ฮารูน” เมื่อพระองค์ทรงส่งพวกเขาไปยังฟิรเอาน์ว่า

“เจ้าทั้งสองจงไปหาฟิรเอาน์ แท้จริงเขารุกล้ำทุกเขตแดน หากแต่เจ้าทั้งสองจงพูดกับเขาด้วยคำพูดที่อ่อนโยน บางทีเขาอาจจะรำลึกขึ้นมา หรือเกิดความยำเกรง (ต่ออัลลอฮฺ)” (อัลกุรอาน 20:43-44)

แปล บินติ อัลอิสลาม

Read Full Post »

« Newer Posts - Older Posts »

%d bloggers like this: