Feeds:
Posts
Comments

Archive for the ‘สหายเด็กของท่านนบี’ Category

สหายเด็กของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ตอนที่ 3:2
————————-
เรียบเรียงจากบรรยาย ดร ฮิชาม อัลอะวาดีย

ท่านอับดุลลอฮฺ บิน บุร็อยดะอฺรายงานจากการบอกเล่าของบิดาของท่านว่า “มีสตรีนางหนึ่งจากเมืองฆอมิดได้มาพบท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสัลลัม และบอกท่านว่า “เราะสูลุลลอฮฺ ฉันได้ทำซินา (ทำผิดประเวณี) ขอท่านได้โปรดชำระล้างมลทินนี้ให้แก่ฉันด้วยเถิด” หากทว่าท่านนบีได้ส่งนางกลับไป ในวันถัดมา นางจึงถามท่านนบีว่า “เราะสูลุลลอฮฺ เหตุใดท่านจึงส่งฉันกลับไป บางทีอาจเป็นเพราะว่าท่านส่งฉันกลับไปเช่นเดียวกับที่ท่านได้ส่งมะอีซกลับไป ขอสาบานด้วยอัลลอฮฺ ฉันได้ตั้งครรภ์แล้ว”

ท่านนบีจึงตอบนางว่า “เอาหละ หากเธอยืนกรานในเรื่องนี้ เธอจงกลับไปเสียก่อนจนกว่าเธอจะคลอดบุตรของเธอ”

เมื่อนางคลอดบุตรแล้ว นางได้กลับมาหาท่านนบีพร้อมกับบุตรของนางที่ถูกห่อด้วยผ้าคลุมและนางได้กล่าวต่อท่านนบีว่า “นี่คือบุตรที่ฉันได้ทำการคลอดเขาออกมาค่ะ”

ท่านนบีตอบนางว่า “จงกลับไปเสีย และให้นมเขา จนกระทั่งเธอได้หย่านมเขา”

เมื่อนางหย่านมแล้ว นางจึงได้กลับมายังท่านนบีพร้อมกับบุตรของนางที่ในมือของเขานั้นมีขนมปังอยู่หนึ่งแผ่น นางจึงกล่าวกับท่านนบีว่า “นี่คือบุตรของฉัน ฉันได้ทำการหย่านมจากเขาแล้ว และเขาก็กินอาหารแล้ว”

ท่านนบีจึงได้ทำการฝากเด็กคนนั้นให้อยู่ในการดูแลของมุสลิมคนหนึ่ง จากนั้นก็ประกาศตัดสินการลงโทษ และนางก็ถูกนำตัวลงไปในหลุม (ร่องดิน) ที่มีความลึกถึงช่วงหน้าอกของนาง และท่านนบีก็ได้สั่งให้ผู้คนทำการขว้างก้อนหินใส่นาง

ท่านคอลิด บิน วาลีดได้เดินตรงมาพร้อมกับก้อนหินที่ท่านได้ขว้างใส่ศีรษะของนาง จนทำให้เลือดของนางนั้นพุ่งใส่หน้าของท่านคอลิด และด้วยเหตุนี้ท่านจึงได้ด่าทอเธอ

นบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมได้ยินคำสาปแช่งด่าทอของท่านคอลิด ดังนั้นท่านจึงกล่าวต่อท่านคอลิดว่า “คอลิดเอ๋ย จงอ่อนโยนเถิด ขอสาบานด้วยผู้ซึ่งชีวิตของฉันอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ แท้จริงนางได้ทำการสำนึกผิด กลับเนื้อกลับตัวถึงขั้นที่ว่าแม้ว่าผู้เก็บภาษีที่มีความผิดบาปได้ทำการสำนึกผิด เขาก็จะได้รับการอภัยโทษ จากนั้นท่านก็ได้ออกคำสั่ง และท่านก็ได้ทำการละหมาดให้กับนาง และนางก็ถูกฝัง” (เศาะหีฮฺมุสลิม)

จากหะดีษบทข้างต้นนี้เราจะเห็นได้ว่า ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสัลลัม ไม่ได้สั่งให้มีการลงโทษนางโดยทันทีทันใด แต่เราลองย้อนคิดดูสิว่า หากว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้ามาบอกเราว่า เธอได้ทำซินา เราจะทำเช่นไร.. เราก็คงบอกเธอว่า ‘ตามคำสั่งใช้ในอัลกุรอานและสุนนะฮฺ เธอจำต้องได้รับการลงโทษ’ ใช่ไหม

แล้วรู้หรือไม่ ว่าเพราะเหตุใดท่านนบีจึงไม่สั่งลงโทษเธอโดยทันที

นั่นเป็นเพราะว่าท่านนบีเห็นแก่ “ลูกของนาง”

ลองจินตนาการดูสิว่า หากสตรีท่านนั้นถูกลงโทษจนเสียชีวิตลงโดยทันทีหลังจากที่นางคลอด เด็กคนนั้นก็คงต้องใช้ชีวิตโดยไม่ได้เห็นหน้าแม่ของเขาเลย หากแต่ท่านนบีย่อมรู้ดีว่าในช่วงสองสามปีแรกหลังจากการกำเนิดของเขานั้นมีความสำคัญเป็นอย่างมากในการที่เขาจะได้ใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับแม่ผู้ให้กำเนิดของเขา มันจำเป็นอย่างมากในการที่เขาจะได้ดื่มนมจากอกของแม่เขา ได้รับอ้อมกอด ได้รับการจูบการหอม และความรักจากแม่ของเขาที่กำลังจะเสียชีวิตลงในอีกไม่ช้า

อีกทั้งในความเป็นจริงแล้ว สตรีท่านนั้นสามารถที่จะหนีความผิดของนางได้ เพราะนางไม่ได้ถูกกักตัว หรือล่ามโซ่ไว้แต่อย่างใด มากไปกว่านั้นนางยังสามารถไปร่วมละหมาดในวันศุกร์ นางได้ไปมัสญิด นางได้ไปซื้อของซื้ออาหารให้กับลูกของนางที่ตลาด และทุกคนต่างทราบดีว่านางได้เคยทำซินา หากทว่านางได้รับการปกป้อง และเกียรติของนางได้รับการปกป้องอันเนื่องมาจากบุตรของนาง ทั้งที่นางเป็นสตรีที่แต่งงานแล้วแต่ได้เคยทำซินา  และด้วยเหตุนี้เองท่านคอลิด อับดุลวาลีดจึงได้ด่าทอเธอและขว้างหินใส่ศีรษะนางจนเลือดออกในวันที่มีการตัดสินให้มีการลงโทษนาง ทั้งนี้อันเนื่องมาจากความโกรธของท่าน ซึ่งการกระทำของท่านคอลิดนั้นเป็นสิ่งที่แสดงให้เห็นถึงทัศนคติและการกระทำของพวกเราส่วนใหญ่ที่มักจะตอบโต้ออกไปในสถานการณ์เช่นนั้น หากทว่าท่านนบีได้แสดงให้เห็นถึง “เราะฮีม (ความเมตตา)” “อะคุลุกุลอาซีม (มารยาทที่ดีงาม)” “เราะมะตุ้ลอาละมีน (ความปรานี)” ดังที่ท่านได้กล่าวว่า ” “คอลิดเอ๋ย จงอ่อนโยนเถิด ขอสาบานด้วยผู้ซึ่งชีวิตของฉันอยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ แท้จริงนางได้ทำการสำนึกผิด กลับเนื้อกลับตัวแล้ว”

ตอนนี้ เรามาลองนึกถึง “ความรู้สึกของบุตรชายของสตรีนางนั้น” สิว่า เมื่อเขาเติบโตขึ้น เขาจะรักท่านเราะสูลมากเพียงใด ที่ท่านได้ผ่อนผันการลงโทษให้กับแม่ของเขาถึงสาม สี่ปี เพื่อที่เขาจะได้รับการเลี้ยงดูจากนาง .. อีกทั้งเขาย่อมจดจำแม่ของเขา ในฐานะของสตรีผู้สำนึกผิดและกลับเนื้อกลับตัว สตรีผู้ศรัทธา และเมื่อเขาเติบโตไปพร้อมๆ กับเด็กคนอื่น โดยเด็ก เหล่านั้นย่อมรับรู้เรื่องราวของเขา ดังนั้นคุณคิดว่าเด็กเหล่านั้นจะรักเด็กชายคนนี้ ให้เกียรติเด็กชายคนนี้ หรือเกลียดชังเขา สบประมาทเขา ที่พวกเขาได้รู้ว่าแม่ของเขาได้ทำการสำนึกผิดต่ออัลลอฮฺก่อนได้รับการลงโทษ? อีกทั้งการที่แม่ของเขาได้รับการผ่อนผันเวลาเช่นนี้ โดยที่ตลอดเวลานางรู้ดีว่าวันหนึ่งนางจะต้องถูกลงโทษ นางย่อมต้องใช้เวลาที่มีอยู่ไปกับการมอบความรักอย่างมากมายให้กับลูกของนาง และให้การอบรมเลี้ยงดูเขาเป็นอย่างดีแน่นอน นี่คือบทเรียนและข้อคิดที่เราได้จากหะดีษบทนี้
——–
ข้อคิดที่ได้จากผู้บรรยาย
::::::::::::::::::::::::
เวลาที่เราอ่านหะดีษ เราควรคิด ใคร่ครวญเกี่ยวกับหะดีษบทหนึ่งๆ ในมุมนี้ ไม่ใช่แค่อ่านเฉยๆ  ขอให้นึกถึงเหตุและผลอันดีงามที่ซ่อนอยู่ในมัน เพราะหากเราคิดได้เช่นนี้ เราก็จะมี “เราะฮีม (ความเมตตา)” มากยิ่งขึ้น

เรียบเรียง:: บินติ อัลอิสลาม

image

Read Full Post »

20130514-223553.jpg

สหายเด็กของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสััลลัม ตอนที่ 3:1
~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~
จากบรรยายของ:
ดร. ฮิชาม อัลอะวะดียฺ หัวข้อ Children around the Prophet
ถอดความ เรียบเรียงโดย: بنت الاسلام

เมื่อพูดถึงบรรดาเศาะหาบะฮฺ เราต่างทราบกันดีว่าพวกท่านเหล่านั้นเป็นคนดีมีคุณธรรมยิ่ง หากแต่ว่าพวกท่านหลายคนเช่น ท่านอนัส อิบนุ มาลิก ท่านอับดุลลอฮฺ อิบนุ อุมัรฺ ท่านอัลหะซัน และท่านอัลหุซัยนฺ หลานของท่านนบี ไม่ได้อยู่ดีดีก็สามารถเป็นคนดีได้ตอนที่พวกท่านเป็นผู้ใหญ่กันแล้ว

“ความดี และคุณธรรม” ที่มีในตัวของพวกท่านนั้นเกิดจากการที่พวกท่านได้รับการอบรมสั่งสอนและปลูกฝังมาตั้งแต่เมื่อครั้งที่พวกท่านยังเป็นเด็ก พวกท่านได้รับการขัดเกลามาตั้งแต่ยังอยู่ในวัยเยาว์

และในการที่จะขัดเกลาคนคนหนึ่งให้ดีได้นั้น ควรเริ่มตั้งแต่เมื่อพวกเขายังอยู่ในวัยเด็ก และยิ่งหากว่าเราขัดเกลาพวกเขาในวัยที่เด็กมากเท่าไหร่ ‘ความดีที่จะคงอยู่ในตัวของพวกเขา’ ก็จะยิ่งมั่นคง และเข้มแข็งยาวนานมากขึ้นเท่านั้น

ก่อนที่ท่านนบีศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมจะเริ่มเข้าสู่กระบวนการขัดเกลาเด็กๆ สิ่งแรกที่ท่านนบีทำ คือการสร้าง “รากฐานแห่งคุณสมบัติที่ดีงาม” ให้กับเด็ก ซึ่งมันไม่ได้เกิดขึ้นได้โดยทันทีทันใด หากแต่มันต้องใช้เวลา ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป และมีความนุ่มนวล

“ความเชื่อมั่น ไว้วางใจ” คือคุณสมบัติแรกที่ท่านนบีศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมได้บ่มเพาะไว้ในตัวเด็ก ท่านต้องการสร้างความสัมพันธ์แห่งรัก และความไว้วางใจให้เกิดขึ้นระหว่างตัวของท่าน และเด็กๆ ก่อน เพราะโดยธรรมชาติแล้วเด็กๆ ไม่ได้ต้องการ “คำสั่ง” “คำชี้แนะ” ใดๆ แน่นอนว่าพวกเขาคงจะไม่มานั่งซาบซึ้งกับการตั้งวงคุยเรื่องศาสนา เรื่องฟิกฮฺ ตัฟซีรฺ เพราะพวกเขายังเป็นเด็ก พวกเขาต้องการเล่น ต้องการหัวเราะ ต้องการความสนุกสนาน

ดังนั้นก่อนที่ท่านนบีจะพูดอบรม ตักเตือนพวกเขาเกี่ยวกับสวรรค์ นรก วันกิยามะฮฺ ดุนยา หรือความสำคัญของการละหมาด หรือการสวมฮิญาบ หรือการอ่านอัลกุรอาน ท่านนบีได้ใช้ความพยายามอย่างมาก และสละเวลามากมายของท่านไปกับการทำให้พวกเขา ‘รัก’ ท่านก่อน

ซึ่งการกระทำที่ปราศจากคำพูดทั้งหลายที่ท่านนบีได้ปฏิบัติกับเด็กๆ ได้ทำให้เป้าหมายดังกล่าวของท่านบรรลุผลสำเร็จในที่สุด และหากคุณในฐานะผู้ปกครองสามารถที่จะทำให้ลูกๆ ของคุณรู้สึกรักและเชื่อใจคุณได้อย่างสนิทใจ แน่นอนว่าการที่จะอบรมพวกเขาในขั้นตอนต่อไปย่อมง่ายดายมากขึ้นสำหรับคุณ

การลูบหัว การบีบนวด การจับตัวเด็กด้วยความอ่อนโยน และบอกให้เด็กละหมาด หรือการบอกลูกว่า ‘พ่อ/แม่รักลูกนะ ลูกลองละหมาดตะฮัจญุดด้วยดีไหม’ ซึ่งในกรณีนี้ “การแสดงความรัก” และ “การอบรมสั่งสอน” สองสิ่งนี้ได้ถูกนำมาใช้ควบคู่กัน แต่หากว่าคุณต้องการจะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งก่อน สิ่งนั้นควรจะเป็น “การสร้างความรัก”

พ่อแม่ควรสร้าง “ความสัมพันธ์แห่งรักที่มีพื้นฐานจากความเชื่อมั่นไว้วางใจ” ให้เกิดขึ้นระหว่างลูกๆ และตัวของพวกเขา คุณควรทำตัวเป็นเพื่อนกับลูกๆ ของคุณ ดังนั้นมันจึงเป็นการดีกว่าหากพ่อแม่ยังอยู่ในวัยที่ยังเด็ก แต่จริงๆ แล้วหากแม้ว่าคุณจะอายุ 50 แล้วลูกของคุณจะอายุ 20 ก็ตาม มันไม่ได้เป็นปัญหาแต่อย่างใด ในกรณีที่ว่าคุณปฏิบัติตัวตามแบบอย่างของท่านนบี นั่นคือคุณเล่นกับพวกเขา สนุกสนานกับพวกเขา

เช่นแบบอย่างของท่านอุมัร อิบนุ อัลค็อฏฏ็อบ ครั้งเมื่อท่านเข้ารับอิสลามเป็นมุสลิม ลูกชายของท่าน อับดุลลอฮฺ อิบนุ อุมัรฺก็ได้เปลี่ยนมาเป็นมุสลิมด้วย พวกท่านทั้งสองจึงเปรียบเสมือนเพื่อนกัน เราจะพบได้จากหลักฐานการรายงานหะดีษมากมายที่ท่านอุมัรฺจะกล่าวถึงท่านอิบนุ อุมัรฺ และท่านอิบนุ อุมัรฺจะกล่าวถึงท่านอุมัรฺ บิดาของท่าน

เช่นเดียวกันกับท่านญะฟา อบี ฏอลิบ ซึ่งเป็นญาติของท่านนบี ลูกชายของท่าน คืออับดุลลอฮฺ อิบนุ ญะฟา ที่ทั้งสองมีอายุห่างกันเพียง 11 ปี ดังนั้นมันจึงไม่มีช่องว่างระหว่างวัยระหว่างท่านและลูกชายของท่าน

อย่างไรก็ตามช่องว่างระหว่างวัยนี้ เกิดจากการที่พวกเรา ผู้ปกครอง พ่อแม่ไม่เรียนรู้ที่จะสัมผัส ทำความรู้จักกับลูกๆ ในวัยของพวกเขา หรือพยายามทำความเข้าใจกับค่านิยมความเชื่อของพวกเขา เช่นว่าพวกเขาฟังอะไร พูดคุยอะไรกัน ส่งข้อความแบบไหนหากัน เป็นต้น ยกตัวอย่าง คนเป็นพ่อย่อมสามารถที่จะเรียนรู้การใช้อินเตอร์เน็ต เปิดบัญชีอีเมล (หรือเฟสบุค โซเชียลเน็ตเวิร์คอะไรก็ตามแต่ ::เพิ่มเติมโดยผู้แปล) ไม่ว่าเขาจะมีอายุเท่าไรก็ตาม ทั้งนี้เพื่อใช้สื่อสารกับลูก ศึกษาทำความรู้จักพฤติกรรมในวัยของพวกเขา ดังนั้น เรื่องของช่องว่างระหว่างวัยนั้นเป็นสิ่งที่พวกเราสร้างกันขึ้นมาเอง

เรามาดูกันว่าท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมได้สร้าง “พื้นฐานทางอารมณ์แห่งความรู้สึกรักใคร่อันลึกซึ้ง” ให้เกิดขึ้นในจิตใจของเด็กๆ และกลายเป็นคุณสมบัติหนึ่งในตัวของพวกเขาได้อย่างไร
~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~
ประการแรกคือ ท่านนบีได้ใช้ “ความเมตตา” (เราะมะฮฺ) ซึ่งหมายรวมถึงบุคลิกภาพของท่าน ใบหน้าของท่าน การยิ้มของท่าน การใช้วิธีการสัมผัสกับเด็กๆ ที่เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่แค่ในบางช่วงเวลา หรือเฉพาะในช่วงเวลาที่มีความสุขเท่านั้น หากแต่ท่านยึดถือเอาสิ่งเหล่านี้เป็นหลักปฏิบัติในการดำเนินชีวิต แม้แต่ในช่วงเวลาที่ในหัวใจของท่านกำลังเป็นทุกข์ โกรธ หรือกังวลใจเกี่ยวกับสงคราม เศร้าเสียใจการที่บรรดาเศาะหาบะฮฺถูกฆ่า หรือลูกของท่านที่เสียชีวิตไปก็ตาม ท่านก็จะยังคงยิ้มในยามที่พบเจอ และมีปฏิสัมพันธ์กับเด็กๆ เสมอ

ท่านอนัส อิบนุ มาลิกเคยกล่าวว่า “ไม่มีผู้ใดที่มีความเมตตาเทียบเท่าท่านนบี”

ยกตัวอย่างจากหะดีษบทหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องของอบูอุมัยรฺ น้องชายท่านอนัส อิบนุ มาลิก “อบู อุมัยรฺ” มีนกตัวเล็กตัวหนึ่งที่เขามักจะเล่นกับมัน วันหนึ่งท่านนบีศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมสังเกตเห็นว่า อบูอุมัยรฺ ดูซึมเศร้าไป ท่านจึงถามว่า “ทำไมฉันถึงเห็นอบู อุมัยรฺ ซึมเศร้าเช่นนี้หละ” เศาะหาบะฮฺท่านหนึ่งจึงบอกกับท่านว่า “โอ้ท่านเราะสูล นกนุฆ็อยรฺ (นกชนิดหนึ่ง เป็นนกตัวเล็ก เหมือนกับนกกระจอก:: ผู้เขียน) ที่เขามักจะเล่นกับมันได้ตายไปแล้ว” ท่านนบีจึงถามเด็กชายวัยที่เพิ่งหย่านม (2-4 ขวบ) ด้วยความอ่อนโยนว่า “โอ้ อบู อุมัยรฺ เกิดอะไรขึ้นกับ “นุฆ็อยรฺ” หรือ”

บทเรียนจากหะดีษข้างต้นนี้ คือ
– ท่านนบีสังเกตเห็นว่า อบูอุมัยรกำลังมีอาการซึมเศร้า และท่านก็สอบถามว่า “ทำไมฉันถึงเห็นอบู อุมัยรฺ ซึมเศร้าเช่นนี้หละ?” นี่แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของท่าน เพราะในความเป็นจริงแล้ว ตัวท่านเองย่อมมีเรื่องอื่นๆ ต้องให้คิดให้เครียดมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสงคราม เรื่องภรรยาของท่าน แต่ท่านกลับให้ความสนใจต่ออาการซึมเศร้าของเด็กน้อยคนหนึ่ง

– ท่านนบีถามเด็กน้อยว่า “โอ้ อบู อุมัยรฺ เกิดอะไรขึ้นกับ “นุฆ็อยรฺ” หรือ?” ทั้งที่ท่านก็ทราบดีว่านกของอบู อุมัยรฺตายไปแล้ว ท่านสามารถบอกกับเด็กได้ว่า ‘อินนา ลิลลา วะอินนาอิลัยฮิรอญิอูน อัลลอฮฺทรงกำหนดการตายของมันไว้แล้ว” แน่นอนว่าการพูดแบบนั้นเป็นความจริง เป็นสัจธรรม แต่สำหรับเด็กแล้วมันไม่ได้ง่ายแบบนั้น เด็กต้องการการปลอบโยน ต้องการใครสักคนที่เห็นใจ พูดคุยกับเขาในเรื่องที่เขากำลังคิดถึงอยู่ มันจึงมีคำพูดที่ว่าการพูดถึงคนตายในทางที่ดีนั้นเป็นเรื่องที่ควรทำ ดังนั้น ขออย่าได้คิดว่าการพูดถึงคนที่ตายไปแล้วนั้นอาจจะสร้างความเสียใจหรือเป็นการตอกย้ำผู้ฟังเสมอไป เพราะจริงๆ แล้วมนุษย์ส่วนใหญ่ชอบที่จะนึกถึง หรือพูดถึง หรือรับฟังเรื่องราวของคนที่เขารัก แม้ว่าคนคนนั้นจะเสียชีวิตไปแล้วก็ตาม ดังนั้นแน่นอนว่าเด็กๆ ย่อมมีความรู้สึกเดียวกัน และอาจจะมากกว่านั้น

– การที่ท่านนบีถามเด็กเกี่ยวกับนกของเขา มันไม่ใช่ว่าท่านมีความสนใจต่อนกตัวนั้น ท่านไม่ได้ถามเพราะต้องการคำตอบ หากแต่เป็นการถามเพื่อให้เด็กรู้ว่า เขายังมีคนที่ห่วงใยและใส่ใจอยู่ มันจึงจำเป็นที่ผู้เป็นพ่อแม่ควรถามไถ่ความเป็นไปของลูก แม้ว่าพวกเขาอาจจะรู้คำตอบอยู่แล้วก็ตาม และควรทำสม่ำเสมอ ไม่ใช่เพียงแค่ครั้งสองครั้ง เพราะเด็กจะจดจำไปตลอดว่าคุณเคยถามไถ่เขา ห่วงใย ใส่ใจเขา

– ท่านนบีเรียกเด็กด้วย กุนยาฮฺ (ฉายา ชื่อเล่น) ว่า ‘อบู อุมัยรฺ’ ทั้งที่จริงๆ แล้ว เด็กไม่ได้เป็นพ่อของใคร หากแต่ท่านนบีเรียกเพื่อเป็นการให้เกียรติ และทำให้เด็กรู้สึกดี

– มันเป็นที่อนุมัติ ในการที่จะถามคำถามที่เรารู้คำตอบอยู่แล้ว

– ท่านนบีต้องการให้เด็กรู้ว่า มันไม่เป็นไรที่จะเกิดความรู้สึกเศร้า เสียใจ กับการตายของนก มันไม่เป็นไร ในการที่จะร้องไห้
……………
ยังไม่จบนะคะ โปรดติดตามภาค /ตอนต่อไป ค่ะ อินชาอัลลอฮฺ

Read Full Post »

20130423-034553.jpg

    สหายเด็กของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสััลลัม ตอนที่ 2
    ~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~
    จากบรรยายของ: ดร. ฮิชาม อัลอะวะดียฺ หัวข้อ Children around the Prophet
    ถอดความ เรียบเรียงโดย: بنت الاسلام

    “อุปนิสัยของนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสััลลัม”

    ท่านนบีมักจะยิ้มแย้มเสมอ เวลาที่ท่านพูดคุยกับใคร ท่านจะมองตาของผู้พูด ที่สำคัญที่สุด ท่านเป็นผู้ที่มีความเมตตา ท่านไม่ประนามใครให้เสียหน้า ท่านไม่ตะคอกใส่ใคร ท่านไม่ทำร้ายร่างกายใคร ท่านไม่มีผู้คุ้มกัน ใครได้อยู่ใกล้ชิดท่านจะรู้สึกปลอดภัย ดังนั้นเด็กๆ ย่อมรู้สึกปลอดภัยเมื่อได้อยู่ใกล้ชิดท่าน

    ครั้งหนึ่ง “ท่านหญิงอาอิชะฮฺ เราะฏิยัลลอฮุ อันฮา” ถามท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสััลลัมว่า “ช่วงเวลาใดที่เป็นช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตของท่านคะ ใช่วันแห่งสงครามอุฮุดหรือไม่?” (ที่ท่านหญิงอาอิชะฮฺเข้าใจว่าเป็นช่วงเวลาแห่งสงครามอุฮุดนั้นเป็นเพราะเธอรับรู้ถึงเหตุการณ์นั้นด้วย หากแต่เธอไม่ทราบถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในมักกะฮฺ เพราะขณะนั้นเธอยังเป็นเด็กอยู่)

    ท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม จึงตอบเธอว่า “ไม่ใช่ที่มาดีนะฮฺหรอก อาอิชะฮฺ หากแต่เป็นช่วงเวลาที่ฉันอยู่ที่มักกะฮฺ เมื่อฉันเข้าไปในอัฏฏออีฟ เพื่อเลือกหาสถานที่ในการอพยพ ก่อนที่จะอพยพมาอยู่ที่มาดีนะฮฺ ตอนนั้นฉันถูกผู้คนขว้างปาก้อนหินใส่ พวกเขาต่างปฏิเสธที่จะยอมรับฉัน (ในฐานะศาสนทูต) จนกระทั่งที่เท้าของฉันมีเลือดไหลออกมาเต็มไปหมด”

    อย่างไรก็ตาม จากเหตุการณ์ดังกล่าว ได้มีมลาอิกะฮฺแห่งหุบเขามาพบท่านนบี ขณะที่ท่านพักอยู่ระหว่างภูเขาลูกใหญ่ทั้งสองลูก และมลาอิกะฮฺได้กล่าวต่อท่านว่า “ข้าได้รับคำบัญชาจากอัลลอฮฺให้มาพบท่าน เพื่อสอบถามท่านว่า ท่านต้องการสิ่งใดหรือไม่ ท่านต้องการให้ข้าทำลายล้างพวกเขาเหล่านั้นโดยการบดขยี้พวกเขาด้วยภูเขาท่ั้งสองลูกนี้หรือไม่” ซึ่งมลาอิกะฮฺสอบถามท่านด้วยน้ำเสียงที่โกรธเคือง (ต่อผู้คนเหล่านั้น) แต่ด้วยความเมตตาของท่านนบี ท่านได้ตอบไปว่า “ไม่ ฉันไม่ต้องการเช่นนั้น”

    เหตุผลที่ท่านนบีตอบปฏิเสธคำเสนอของมลาอิกะฮฺ อันเนื่องมาจากความเมตตาของท่าน ท่านให้อภัยพวกเขาเหล่านั้น และที่สำคัญ ‘ท่านต้องการปกป้องเด็กๆ เยาวชนรุ่นหลังที่เกิดจากผู้คนเหล่านั้น เพราะอาจเป็นไปได้ว่าเด็กเหล่านั้นอาจกลายเป็นมุสลิมสักวัน และเปลี่ยนแปลงอัฏฏออีฟให้เป็นดินแดนแห่งอิสลาม’ ท่านมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล ท่านไม่ได้ยึดเอาความเจ็บปวด หรือ เกียรติของท่านเป็นหลัก และการที่จะทำเช่นท่านได้นั้น ต้องอาศัย ‘ความเมตตา ความอดทน และวิสัยทัศน์’ อย่างมาก

    หากเป็นเราหละ หากเราเจอสถานการณ์เช่นนี้ เราจะทำอย่างไร เราจะฆ่าพวกเขาเป็นการตอบแทน หรือเราจะเปลี่ยนแปลงจิตใจพวกเขา?

    แล้วคุณรู้มั้ยว่า สิ่งใดที่เป็นที่รักยิ่งของท่านนบี.. สิ่งนั้นคือ ‘การละหมาด’
    แต่สิ่งที่ท่านปรารถนามากกว่านั้น คือการที่ไม่ต้องเห็นเด็กๆ ร้องไห้ ด้วยเหตุนี้ ท่านจึงย่นระยะเวลาละหมาดให้สั้นลง ท่านต้องการให้เด็กหยุดร้อง และคลายความกังวลของผู้เป็นแม่ที่กำลังละหมาด เมื่อลูกของเธอร้องไห้

    ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสััลลัมมีวิธีการรับมือกับเด็กแต่ละคนแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับวัยของพวกเขา

    ครั้งหนึ่ง ก่อนที่จะเกิดสงครามบะดัรฺ บรรดาเศาะหาบะฮฺต้องการรู้จำนวนไพร่พลของมุชริก ดังนั้นพวกเขาจึงได้ลักพาตัวเด็กเลี้ยงแกะคนหนึ่งที่คอยดูแลเรื่องอาหารการกินให้กับกองทัพมุชริกมาเพื่อสอบถาม โดยที่พวกเขาได้ขึ้นเสียงกับเด็กว่า “พวกเขามีกันทั้งหมดกี่คน!!?? ‘พวกเขามีกันทั้งหมดกี่คน!!??” “มี 100 คน 1,000 คน!!??” อีกทั้งยังตีเด็ก จนเด็กแผดเสียงร้องออกมาด้วยความกลัวว่า “ฉันไม่รู้!!” ฉันไม่รู้!! เมื่อท่านนบีเห็นเหตุการณ์เช่นนั้น ท่านจึงเข้ามาหยุดพวกเขา และถามเศาะหาบะฮฺว่า พวกเขาต้องการอะไรจากเด็ก พวกเขาจึงบอกท่านว่า พวกเขาเพียงต้องการทราบจำนวนของไพร่พลมุชริก ท่านนบีจึงบอกพวกเขาว่าท่านจะสอบถามเด็กเอง ท่านนบีจึงถามเด็กว่า “เธอรู้หรือไม่ว่ามีอูฐในกองทัพท้ังหมดกี่ตัว?” เด็กตอบท่านโดยทันทีว่า “มีประมาณ 9-10 ตัวครับ” ท่านนบีจึงบอกกับเศาะหาบะฮฺว่า “พวกเขามีจำนวนประมาณ 900-1,000 คน เพราะ คน 100 คน จะใช้อูฐ 1 ตัว”

    ท่านนบีได้รับคำตอบด้วยการใช้คำถามที่ต่างไปจากบรรดาเศาะหาบะฮฺ โดยท่านเลลือกใช้คำถามให้เหมาะสมกับผู้ถูกถาม ท่านถามถึง “อูฐ” เพราะมีจำนวนน้อยและง่ายต่อการนับ

    ดังนั้นหากเราต้องการทราบคำตอบบางอย่างจากเด็ก เราควรถามด้วยคำถามที่เหมาะสม

    Read Full Post »

    20130418-205421.jpg

    สหายเด็กของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสััลลัม ตอนที่ 1
    ~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~
    จากบรรยายของ: ดร. ฮิชาม อัลอะวะดียฺ หัวข้อ Children around the Prophet
    ถอดความ เรียบเรียงโดย: بنت الاسلام

    บุคลิกภาพของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสััลลัมที่น่าประทับใจต่อเด็ก

    กล่าวถึง “ใบหน้าของท่านนบี” ในมุมมองของเด็ก

    สำหรับเด็กๆ นั้น ใบหน้าของท่านนบี ทำให้เกิดความสบายใจเมื่อได้มอง ชึ่งไม่ได้เกี่ยวกับความหล่อ ไม่หล่อ หน้าตาดีหรือไม่ดี หากแต่เป็นใบหน้าของท่านเป็นใบหน้าที่แสดงออกถึงความอ่อนโยน จากการรายงานหะดีษโดยท่านอัลบะเราะฮฺ อิบนุ อะซีซว่า เมื่อมีคนเข้าไปพบท่าน และถามท่านว่า “ใบหน้าของท่านนบีคมเหมือนดาบหรือไม่?” ท่านตอบว่า “ไม่ หากทว่าใบหน้าของท่านนบีเสมือนกับดวงจันทร์”

    ชาวยิวคนหนึ่ง อับดุลลอฮฺ อิบนุ สลาม กล่าวว่า “เมื่อฉันมองหน้าของนบีมุหัมมัด ฉันรู้สึกได้ทันที ในฐานะของผู้มีปัญญาที่ได้พบเห็นใบหน้าของผู้คนมากมาย ว่า นี่ไม่ใช่ใบหน้าของผู้ร้าย ไม่ใช่ใบหน้าของฆาตกร”

    ไม่ใช่ใบหน้าของคนที่ทำร้ายเด็ก ใบหน้าของท่านนบีเป็นใบหน้าของคนที่น่ามีความเชื่อถือ ใบหน้าของคนที่ไม่โกหก

    “ผมของท่าน” เป็นสีดำ สวยงาม และสะอาด แม้ว่าท่านจะอายุ 60 แล้ว หากแต่มีผมหงอกสัก 20 เส้นได้ อันเนื่องมากจากความชรา ไม่ได้เกิดจากความเครียดแต่อย่างใด ชึ่งคุณลักษณะของท่านนั้นไม่ได้ดูแก่ชรา สำหรับเด็ก ทำให้เด็กกล้าเข้าหา เล่นด้วย และให้เกียรติท่าน

    “ดวงตาของท่าน” สีดำและขาวตัดกันชัดเจน ไม่มีรอยแดง ตากว้างโต

    “รอยยิ้มของท่าน” เศาะหาบะฮฺท่านหนึ่งกล่าวว่า “ฉันไม่เคยพบท่านเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสััลลัมโดยที่ใบหน้าของท่านปราศจากรอยยิ้มเลย” เว้นแต่ตอนที่ท่านกล่าวคุฏบะฮฺ หรืออยู่ในสงคราม หรือเมื่อท่านกำลังรับวะฮียฺจากอัลลอฮฺ นอกจากนั้น ท่านก็จะยิ้มเสมอ

    เด็กคนหนึ่ง ท่านอับดุลลอฮฺ บิน ฮะริษ เล่าว่า “เมื่อใดก็ตามที่ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสััลลัมพบฉัน ท่านมักจะยิ้มให้ฉันเสมอ”

    และหากเราได้พบกับท่านนบี เราจะไม่หลงรักท่านเลยหรือ?

    แม้แต่ท่านอนัส อิบนุ มาลิก ที่เคยรับใช้ท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสััลลัมเป็นระยะเวลา 10 ปี ตั้งแต่เมื่อครั้งยังเป็นเด็ก กล่าวว่า “ตั้งแต่ท่านนบี เสียชีวิตลง ไม่มีวันไหนที่ฉันไม่เห็นท่านในฝัน และไม่มีครั้งไหนที่ฉันไม่ร้องไห้ เมื่อนึกถึงใบหน้าของท่าน”

    นี่แสดงให้เห็นว่าบุคลิกของท่านมีอิทธิพลต่อเด็กมากเพียงใด

    “ปากของท่าน” ค่อนข้างกว้าง ดังนั้นเวลาที่ท่านพูด ก็จะมองเห็นได้ชัด แม้แต่คนหูหนวกก็สามารถอ่านปากท่านได้

    ท่านไม่มีกลิ่นปาก ฟันของท่านไม่เหลือง และสะอาดสะอาด เพราะท่านมีมิสวากติดตัวตลอด และฟันของท่านก็ไม่ผุ เหงือกสุขภาพดี ชึ่งมีผลต่อเด็กเมื่อพบเห็น เพราะเด็กมักจะชอบมองดูเวลาคนพูด

    “การพูดของท่าน” เสียงของท่าน ชัดถ้อย ชัดคำ ท่านไม่ไอขณะพูด น้ำเสียงของท่านไม่เบา ไม่ดังไป เป็นเสียงระดับเดียวกันกับผู้ที่ท่านพูดคุยด้วย การพูดของท่านต่อผู้คนนั้นขึ้นอยู่กับวัย กับเพศ กับลักษณะนิสัย กับพื้นฐานของคนที่ท่านได้พูดคุยด้วย ดังนั้นเราจึงเห็นได้ว่าการตอบคำถาม การให้คำแนะนำของท่านต่อบรรดาเศาะฮาบะฮฺแต่ละคนนั้นมีรูปแบบแตกต่างกันไป เหมาะสมกับบุคลิกของแต่ละคน

    ท่านหญิงอาอิชะฮฺกล่าวว่า “ผู้ใดที่ฟังท่านนบีพูด จะจดจำสิ่งที่ท่านพูดได้ เพราะท่านจะพูดช้า” ช้าในที่นี้ไม่ได้หมายถึง การพูดที่ทำให้เกิดความเบื่อหน่าย หากแต่ทำให้ผู้ฟังสามารถซึมซับในสิ่งที่ท่านพูดได้

    และท่านอนัส อิบนุ มาลิก กล่าวว่า “บางครั้งท่านนบีจะกล่าวย้ำถึง 3 ครั้ง”

    ซึ่งเป็นไปได้ว่าการที่ท่านพูดซ้ำนั้นเพื่อให้เด็กๆ ที่ฟังท่านได้จดจำสิ่งที่ท่านพูด

    ความงดงามอีกอย่างคือ ท่านนบีจะใช้การสัมผัสกับผู้คน (แต่ไม่ใช่สตรีอื่นที่ไม่ใช่มะหรอม) ไม่ว่าจะเป็นการสัมผัสมือ สัมผัสแก้มของเด็ก ศีรษะของเด็ก

    ท่านอนัส อิบนุ มาลิกเล่าว่า “ฉันไม่เคยสัมผัสสิ่งใดที่นุ่มมากไปกว่ามือของท่านนบี”

    และท่านอนัสยังกล่าวด้วยว่า “ไม่มีกลิ่นใดหอมมากไปกว่ากลิ่นเหงื่อของท่านนบี”

    อาจจะดูเป็นคำบอกเล่าที่ดูเกินจริง แต่ท่านอนัส ไม่ใช่ผู้ที่โกหก

    Read Full Post »

    %d bloggers like this: