Feeds:
Posts
Comments

Archive for the ‘สำนึกผิด กลับตัว’ Category

🍃🍃🍃เปลี่ยนแปลงชีวิตด้วยหะดีษเพียง 1 บท🍃🍃🍃

จากคลิป One hadith changed his life (The Prophet’s path) แปลเรียบเรียงโดย Bint al Islam

มีหลายคนที่ชีวิตของพวกเขาเปลี่ยนแปลงไป ด้วยเพราะอัลกุรอานเพียงหนึ่งอายะฮฺ หรือหะดีษเพียงหนึ่งบท 

ไม่ว่าคนเหล่านั้นจะเป็นขโมย โจร จะเป็นคนที่มักอธรรม รังแกผู้อื่น จะเป็นคนที่ติดเหล้า ทำบาป หรือคนมีพฤติกรรมที่แสนจะชั่วร้าย แต่อายะฮฺในอัลกุรอานเพียงหนึ่งอายะฮฺสามารถเปลี่ยนแปลงเขาได้ทั้งชีวิต บางคนกลายเป็นอีหม่าม ผู้รู้

¤อิหม่ามอิบนุ กุดามะฮฺ¤ ได้เล่าถึงเหตุการณ์หนึ่งในหนังสือของท่าน 📖กิตาบ อัล เตาวะบีน📖 ว่า

มีชายคนหนึ่งที่ติดการดื่มสุราอย่างหนัก เขามักจะมีอาการเมาอยู่ตลอดเวลา เขามีชื่อว่า ¤อับดุลลอฮฺ อิบนุ มัสลามะฮฺ อัล กอนะบีฮฺ¤

ครั้งหนึ่งขณะที่อับดุลลอฮ อิบนุ มัสลามะฮฺ อัล กอนะบีฮฺกำลังดื่มสุราอยู่กับสหายของเขา เขาเห็นกลุ่มคนมากมายรวมตัวกันล้อมวงชายคนหนึ่ง และชายคนนั้นกำลังนั่งอยู่บนลาของเขา 

ด้วยเหตุนี้ อับดุลลอฮฺจึงเกิดความสงสัย และต้องการจะรู้ว่าชายคนนั้นคือใคร และทำไมทุกคนจึงมาอยู่ล้อมรอบตัวเขา 

เขาจึงเข้าไปถามกลุ่มคนที่ล้อมรอบตัวชายคนนั้นโดยที่ในมือของเขายังคงถือขวดสุราอยู่ ว่า “นั่นคือใครกัน”
เขาได้รับคำตอบว่า “เขาคืออีหม่ามที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากๆ เลยนะ” อับดุลลอฮฺจึงถามต่อว่า “อีหม่ามคนนี้ชื่ออะไร” พวกเขาตอบว่า ¤อีหม่ามชุบะฮฺ อิบนุ ฮัจญญัจฺ¤ 

อับดุลลอฮฺถามต่อว่า “แล้ว เขาทำอะไร” พวกเขาตอบว่า “เขาเป็น มุหัดดีษ” อับดุลลอฮฺถามต่อว่า “มุหัดดีษ คืออะไร” 

พวกเขาตอบว่า “มุหัดดีษ คือ ผู้ที่รายงาน จดจำ และสั่งสอน และปฏิบัติตามบรรดาหะดีษของท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม อย่างไรเล่า” 

จากนั้น อับดุลลอฮฺจึงได้เข้าไปหาอีหม่ามชุบะฮฺ ขณะที่ท่านกำลังนั่งอยู่บนลา และเขาพูดกับท่านว่า “หากท่านเป็นมุหัดดิษจริง ช่วยรายงานหะดีษหนึ่งบทให้กระผมฟังหน่อยจะได้ไหม” 

เมื่ออีหม่ามชุบะฮฺได้ยินเช่นนั้น และด้วยความที่ท่านเป็นอีหม่าม ที่มองเห็นว่าอับดุลลอฮฺกำลังถือขวดสุราอยู่ในมือ ท่านจึงรายงานหะดีษบทหนึ่งที่ตรงกับสถานการณ์ขณะนั้น 

คำแปลของหะดีษที่ท่านได้นำเสนอแก่เขาคือ “หากบุคคลหนึ่งปราศจากซึ่งความละอาย เขาย่อมทำในสิ่งใดก็ตามที่เขาปรารถนา” 

○○ซุบฮานั้ลลอฮฺ พวกเราได้ยินหะดีษนี้อยู่บ่อยครั้ง แต่ทว่ามันเคยสร้างความเปลี่ยนแปลงใดๆ ในชีวิตของเราหรือไม่ ○○

อย่างไรก็ตาม เมื่ออับดุลลอฮฺ อิบนุ มัสลามะฮฺ อัล กอนะบียฺได้ยินหะดีษบทดังกล่าว ขวดสุราที่เขาถืออยู่ก็หลุดจากมือของเขาหล่นลงพื้น และเขาก็พูดขึ้นมาว่า “นบีมุหัมมัดกล่าวเช่นนี้จริงๆ หรือ ที่ว่า ▪หากท่านไม่มีความละอาย ก็จงทำในสิ่งที่ท่านปรารถนาเถิด▪ 

เขาจึงเริ่มถามตัวเองว่า “ฉันเป็นคนที่ไร้ความละอายหรือนี่” 

♡♡หะดีษบทดังกล่าวนี้ได้ทะลุทะลวงเข้าไปในหัวใจของเขา♡♡

จากนั้นเขาจึงเดินทางกลับบ้าน และใช้เวลาอยู่ภายในห้องของเขา ร้องไห้ ใคร่ครวญอยู่หลายวัน เขาเฝ้าถามตัวเองว่า “ฉันได้ทำอะไรลงไปกับชีวิตของฉันที่ผ่านมากันนี่” “ฉันดื่มสุรา ฝ่าฝืนอัลลอฮฺมาโดยตลอด” ในที่สุดเขาก็ได้สำนึกผิด ขออภัยโทษต่ออัลลอฮฺ และเขาก็ออกมาจากห้องของเขา และบอกมารดาของเขาว่า “ผมจะไปจากประเทศนี้ ผมต้องการที่จะแสวงหาความรู้ศาสนา ผมอยากจะเป็นเช่นอีหม่ามชุบะฮฺ ท่านเป็นมุหัดดีษ แล้วทำไมผมจะเป็นมุหัดดีษบ้างไม่ได้ หากอีหม่ามชุบะฮฺสามารถเป็นมุหัดดีษได้ ผมก็เป็นได้เช่นกัน” 

■■พี่น้องมุสลิมที่รัก เห็นหรือไม่ ก่อนหน้านี้เขาเป็นคนที่ติดการดื่มสุรา และตอนนี้เขาปรารถนาอยากจะเป็นมุหัดดีษแล้ว■■

■■เขาไม่ได้ต้องการเพียงแค่เตาบัต (สำนึกผิดขออภัยโทษ) เท่านั้น หากทว่าเขาปรารถนาที่จะทำอะม้าล และอยากจะปฏิบัติจริง และอยากจะเป็นมุหัดดิษ■■

ด้วยเหตุนี้ เขาจึงเข้าไปถามบรรดาอุลามะฮฺ และพวกท่านแนะนำให้เขาเดินทางไปแสวงหาความรู้ที่มาดีนะฮฺ

■■คุณรู้จักอีหม่ามมาลิกหรือไม่ ท่านคือหนึ่งในอีหม่ามที่ดีที่สุดในยุคนั้น และหากว่าคุณเป็นลูกศิษย์ของท่าน คุณก็จะกลายเป็นมุหัดดิษ■■

ดังนั้นอับดุลลอฮฺจึงออกเดินทาง เขาเดินทางจากบัศรอไปยังมาดีนะฮฺ และเขาก็มุ่งหน้าไปยังอีหม่ามมาลิก และจากนั้นเขาก็กลายเป็นหนึ่งในลูกศิษย์ที่ดีที่สุดของอีหม่ามมาลิก 

■■และไม่ใช่เพียงแค่นั้น พวกเรารู้จักผู้ที่รายงานหะดีษที่เชื่อถือได้ที่สุดทั้งสองท่านนี้ดีใช่หรือไม่ นั่นคือ อีหม่ามบุคอรียฺ และอีหม่ามมุสลิม■■

■■คุณรู้หรือไม่ว่า อับดุลลอฮฺ อิบนุ มัสลามะฮฺ อัลกอนะบียฺ ก็เป็นหนึ่งในบรรดาอาจารย์ของอีหม่ามบุคอรียฺและอีหม่ามมุสลิมอีกด้วย เห็นหรือไม่ว่า ท่านเดินทางมาไกลเพียงใด จากคนติดเหล้า กลายเป็นหนึ่งในบรรดาอีหม่ามที่ดีที่สุดคนหนึ่ง■■

¤¤ชีวิตของคนติดเหล้าคนหนึ่งเปลี่ยนไปด้วยเพราะหะดีษหนึ่งบท¤¤

✔✅✔แล้วเราล่ะ พี่น้องมุสลิมทั้งหลาย รวมถึงตัวของผมเอง เราอ่านอัลกุรอาน เราอ่านหะดีษมากมาย เราอ่านถ้อยคำ บทความที่สร้างแรงบันดาลใจแห่งอิสลามมากมายบนทวีตเตอร์ เฟซบุ๊ค วอทซแอป และอื่นๆ อีกมากมาย หากทว่ามันไม่ได้เปลี่ยนแปลงชีวิตของพวกเราเลย✔✅✔

Advertisements

Read Full Post »

นบีมุหัมมัดศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม รับมือกับผู้คนที่ทำบาปอย่างไร 

๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑

จากบทความของ ดร. ฮิชาม อัลอะวะดีย์ แปล เรียบเรียง บินติ อัลอิสลาม

เราทราบกันดีว่า “ประชาชาติมุสลิมที่ดีที่สุด คือ กลุ่มชนที่ดำเนินชีวิตอยู่ในยุคของท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม”

อย่างไรก็ตาม พวกเขาเหล่านั้นก็เป็นเพียงมนุษย์ธรรมดา และพวกเขาบางคนก็เคยทำบาปใหญ่ และมีอีกหลายคนที่เพิ่งเข้ารับอิสลาม ซึ่งก่อนหน้านั้น (ก่อนอิสลาม) “การดื่มแอลกอฮอล์หรือการทำผิดประเวณี” เป็นเรื่องปกติสำหรับบางคน 

ดังนั้นเราจำต้องเข้าใจว่ามันยากเพียงใดสำหรับหลายๆ คนที่ต้องเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของเขาอย่างฉับพลัน

การเลิกทำนิสัยบางอย่างที่เป็นความเคยชินอาจง่ายสำหรับบางคน และยากสำหรับบางคน 

และแน่นอนว่าคนที่เพิ่งเข้ารับอิสลามในปัจจุบันนี้รู้ดีว่ามันหมายความเช่นไร

หากทว่าความแตกต่างระหว่างคนในยุคนี้ กับคนในยุคท่านนบีคือ ผู้ที่ทำการละเมิด ทำบาปในยุคของท่านนบีจะเกิดความรู้สึกเสียใจกับสิ่งที่ทำลงไป และพวกเขาก็สำนึกผิด กลับเนื้อกลับตัวด้วยความจริงใจ 

แน่นอนว่า พวกเขาอาจจะโชคดีกว่าเราที่พวกเขามี “คนคนหนึ่ง” ที่อยู่เคียงข้างเขา ซึ่งคือ นบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ผู้ที่ทราบดีว่าควรจะจัดการกับสิ่งที่เกิดขึ้นและรับมือกับมันอย่างไรด้วยวิธีที่ชาญฉลาด

—แล้วท่านนบีรับมืออย่างไรเล่า?—

– ท่านทำตัวของท่านให้เป็นบุคคลที่เข้าถึงง่ายต่อผู้คน

– ท่านไม่เคยตะคอก ท่านไม่เคยสาปแช่ง และท่านไม่เคยตัดสิน 

– ท่านไม่เคยต้องการทราบเกี่ยวกับข้อมูลส่วนตัวของผู้ที่ทำบาป หรือซักถามสอบสวนผู้ที่ทำบาปนั้น 

– ท่านมุ่งความสนใจไปที่การแก้ไข ว่าคนทำบาปนั้นควรทำอย่างไรหลังจากนั้น มากกว่าการให้ความสนใจว่าเขาได้ทำอะไรไปบ้าง หรือเหตุใดเขาจึงทำมัน 

ชายคนหนึ่งเข้ามาพบท่านนบีมุหัมมัด และบอกท่านว่าเขาได้ล่วงละเมิดสตรีนางหนึ่ง หากทว่าเขาไม่ได้หลับนอนกับนาง 

เมื่อได้ยินเช่นนั้น เริ่มต้นนบีได้แต่นิ่งเงียบ จากนั้นท่านก็กล่าวขึ้นมาว่า “และเจ้าจงดำรงไว้ซึ่งการละหมาด ตามปลายช่วงทั้งสองของกลางวัน และยามต้นจากกลางคืน แท้จริงความดีทั้งหลายย่อมลบล้างความชั่วทั้งหลายนั่นคือข้อเตือนสำหรับบรรดาผู้ที่รำลึก” {ฮูด 11 : 114} คัดลอกจาก app Quran 

แทนที่ท่านจะเน้นย้ำเกี่ยวกับบาปที่เขาได้กระทำ แต่ท่านได้ให้ทางออกแก่เขาด้วยการสั่งใช้ให้ทำความดี ซึ่งในกรณีนี้ คือการละหมาด 

“การทำความดี” ยังหมายรวมถึง การถือศีลอด การบริจาค การดูแลรับใช้ครอบครัว เพื่อน สังคม  

นบีมุหัมมัดอาจทำให้คนทำบาปรู้สึกผิดกับสิ่งที่เขาทำลงไป แต่ท่านไม่เคยทำให้เขารู้สึกไม่ดีเกี่ยวกับตัวเอง 

การรักษา “การเคารพตัวเอง” ของผู้ทำบาป (ของท่าน) คือกุญแจสำคัญในการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของผู้ทำผิด 

มีชายคนหนึ่งซึ่งเป็นคนตลก เขาเคยทำให้ท่านนบีมุหัมมัดหัวเราะ แต่ชายคนดังกล่าวมีปัญหาเกี่ยวกับการดื่มเหล้า และถูกลงโทษอยู่บ่อยครั้งอันเนื่องมาจากการดื่มเหล้าของเขา

วันหนึ่งเขาถูกนำตัวมายังท่านนบีด้วยความผิดเดิม และมีมุสลิมคนหนึ่งกล่าวสาปแช่งเขา

ท่านนบีจึงกล่าวแก่มุสลิมคนนั้นว่า “จงอย่าสาปแช่งเขา เพราะฉันรู้ว่าเขารักอัลลอฮฺและศาสนทูตของเขา”

แน่นอนว่า การติดเหล้าของเขานั้นถูกต่อต้านและต้องได้รับการลงโทษ แต่ความรักที่เขามีต่ออัลลอฮฺและนบีมุหัมมัด ก็ยังเป็นที่รับรู้และได้รับการชื่นชม

ดังนั้น หากว่าคุณต้องการเปลี่ยนแปลงทัศนคติของคนทำบาป มันจำเป็นอย่างที่มากที่คุณจะมุ่งเน้นไปที่การให้ทางออกแก่ผู้ทำบาปด้วยการแนะนำให้เขาทำความดี และคุณควรแนะนำเขาด้วยวิธีการที่ยังคงรักษา “ความเชื่อมั่นในตัวเองของผู้ทำบาปในการที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดีกว่าเดิม” ด้วย

ขออัลลอฮฺทรงให้อภัยต่อบาปทั้งหลายของเรา และให้แรงกำลังแก่เราในการที่จะรับใช้พระองค์ในช่วงเวลาแห่งความท้าทายที่เรากำลังดำเนินชีวิตอยู่ด้วยเถิด อามีน

รูปจาก Google search

Read Full Post »

สำนึกผิด กลับเนื้อกลับตัว
๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑
๑. ตั้งใจที่จะออกห่างจาก “บาปบางอย่างที่คุณทำอยู่เป็นประจำ” และขอความช่วยเหลือจากอัลลอฮฺด้วยความจริงใจให้พระองค์ทรงช่วยทำให้คุณสามารถเลิกทำบาปเหล่านั้น
๒. หากว่าบาปนั้น คือ บาปที่เกิดจากการที่คุณทำผิด หรืออธรรมกับคนอื่น คุณก็ควรขอให้พวกเขาให้อภัยแก่คุณ และส่งมอบ “สิ่งที่คุณเอามาจากพวกเขาอย่างไม่เป็นธรรม” คืนให้แก่พวกเขา
๓. หากว่าคุณมีนิสัยที่ชอบนินทา ก็ขอให้คุณหยุดพฤติกรรมนั้นโดยทันที และขอดุอาอฺให้คนเหล่านั้น (ที่คุณตั้งใจจะนินทา)
๔. ฟังหรืออ่านเรื่องราวที่เกี่ยวกับการสำนึกผิด กลับเนื้อกลับตัว
๕. ฝึกตัวเองให้เป็นคนที่รักการขออภัยโทษจากอัลลอฮฺอยู่เป็นประจำ ด้วยการกล่าว “อัสตัฒฟิรุลลอฮฺ” ด้วยความจริงใจ

แปลจากข้อความของ ดร ฮิชาม อัลอะวาดียฺ
-Bint Al Islam-

Read Full Post »

image

“แท้จริงอัลลอฮฺจะไม่ทรงอภัยโทษให้แก่การที่สิ่งหนึ่งจะถูกให้เป็นภาคีกับพระองค์ แต่พระองค์จะทรงอภัยโทษให้ซึ่งสิ่งอื่นจากนั้น สำหรับผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ และผู้ใดให้มีภาคี ขึ้นแก่อัลลอฮฺแล้ว แน่นอน เขาก็ได้หลงทางไปแล้วอย่างไกล” (ซูเราะฮฺ อันนิซาอฺ 04:116) คัดลอกจากโปรแกรมอัลกุรอาน

ที่สุดของบาปใหญ่ (ซูเราะฮฺอันนิซาอฺ 04:116)
~~~~~~~~~~~~
เขียนโดย อบู มุอาวิยะฮฺ อิสมาอีล กัมดัรฺ
แปล บินติ อัลอิสลาม

“แท้จริงอัลลอฮฺจะไม่ทรงอภัยโทษให้แก่การที่สิ่งหนึ่งจะถูกให้เป็นภาคีกับพระองค์ แต่พระองค์จะทรงอภัยโทษให้ซึ่งสิ่งอื่นจากนั้น สำหรับผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ และผู้ใดให้มีภาคี ขึ้นแก่อัลลอฮฺแล้ว แน่นอน เขาก็ได้หลงทางไปแล้วอย่างไกล” (ซูเราะฮฺ อันนิซาอฺ  04:116) คัดลอกจากโปรแกรมอัลกุรอาน

อายะฮฺนี้มักจะถูกเข้าใจผิดและถูกมองข้าม และด้วยเพราะมีความเข้าใจผิดมากมายเกี่ยวกับอายะฮฺนี้ คำอธิบายตัฟซีรฺของอายะฮฺนี้จึงจะมีความยาวกว่าปกติ

อายะฮฺนี้ยืนยันว่า “บาปที่ใหญ่ที่สุด ณ ที่อัลลอฮฺ คือ การทำชิริก” และสิ่งใดก็ตามที่เล็กน้อยกว่า การชิริกนั้นจะได้รับการอภัย โทษจากอัลลอฮฺ ซึ่งความเข้าใจผิดประการแรกเกี่ยวกับอายะฮฺนี้คือ ผู้คนมักจะเข้าใจบริบทของอายะฮฺนี้ผิดๆ ในบริบทของอายะฮฺนี้ มีความหมายว่า “อัลลอฮฺจะมิทรงอภัยโทษต่อ ‘การทำชิริก’ หากว่าบุคคลหนึ่งนั้นเสียชีวิตลงโดยไม่ได้ทำการสำนึกผิด ขออภัยโทษต่อพระองค์ (เตาบัตตัว) จากการกระทำดังกล่าว หากทว่าพระองค์จะทรงอภัยโทษให้กับบาปอื่นๆ นอกเหนือจากนี้ หากว่าบุคคลหนึ่งเสียชีวิตลงโดยไม่ได้ทำการสำนึกผิด หรือขออภัยโทษต่อพระองค์”

อายะฮฺนี้กล่าวถึง “บาปทั้งหลายที่ถูกกระทำ โดยไม่ได้มีการเตาบัต” และนี่มักจะถูกเข้าใจผิดโดยคนบางกลุ่มอยู่เป็นประจำ มากกว่าหนึ่งครั้งที่ผม (อบูมุอาวิยะฮฺ) ได้รับคำถามจากพี่น้องที่เพิ่งเข้ารับอิสลามเกี่ยวกับอายะฮฺนี้ โดยกล่าวว่า ก่อนเข้ารับอิสลาม พวกเขาได้กระทำการชิริก ดังนั้นในอายะฮฺนี้ มีความหมายว่าอัลลอฮฺจะมิทรงอภัยโทษแก่พวกเขาใช่หรือไม่? คำตอบคือ สิ่งที่พวกเขาเข้าใจนั้นไม่ใช่สิ่งที่อายะฮฺนี้ได้แจ้งแก่เรา หากทว่าการเข้ารับอิสลามนั้นได้ลบล้างความผิดที่ผ่านมาทั้งหมดก่อนหน้านี้แล้ว เพราะการเข้ารับอิสลามคือรูปแบบของการสำนึกผิด และขออภัยโทษต่ออัลลอฮฺ (เตาบัต) นั่นเอง

ความเข้าใจผิดประการที่สองเกี่ยวกับอายะฮฺนี้คือ หลายคนคิดว่า “การทำชิริก” หมายถึงการเคารพสักการะต่อรูปปั้นเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ความหมายโดยนัยของอายะฮฺนี้ยังหมายรวมถึงรูปแบบของการทำชิริกที่ชัดเจนที่บุคคลหนึ่งไม่ได้ทำการเตาบัตจากการกระทำนั้น และไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การเคารพสักการะต่อรูปปั้นเท่านั้น มันไม่ได้หมายรวมถึงสิ่งที่บุคคลแห่งเตาฮีดทำโดยที่เขาไม่รู้ว่าสิ่งนั้นคือ “ชิริก” ซึ่งการกระทำดังกล่าวอาจได้รับการอภัยโทษอันเนื่องมาจากความโง่เขลา ดังนั้นการลงโทษจะเกิดขึ้นกับผู้คนที่มีความรู้ แต่ยังคงดื้อดึงที่จะกระทำการชิริก นี่คือเหตุผลที่มุสลิมทุกคนจำต้องเพียรพยายามอย่างมากที่จะศึกษา “เตาฮีด” และศึกษาว่าความเชื่อใด และการกระทำใดที่ถือเป็นการทำชิริก

ความเข้าใจผิดที่สามเกี่ยวกับอายะฮฺนี้คือ บางคนเชื่อว่าอายะฮฺนี้กล่าวถึงบรรดาผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมเท่านั้น ไม่ได้กล่าวถึงมุสลิมคนใด ในความเป็นจริงแล้ว อายะฮฺนี้กล่าวถึงผู้ใดก็ตามที่ทำชีริก ทั้งที่รู้ว่ามันเป็นสิ่งที่ผิด และเขาก็ได้รับสาห์นแห่งอิสลามแล้ว ซึ่งรวมถึงผู้ที่กล่าวว่าเขาเป็นมุสลิม แต่ยังคงมีความเชื่อในเรื่องของชิริกและดื้อดึงในการทำชิริก และไม่ได้หมายรวมถึงผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมที่เสียชีวิตลงโดยที่เขาไม่เคยรับรู้เกี่ยวกับสัจธรรมแห่งอิสลามเลย “ผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมเช่นนี้” จะได้รับการทดสอบจากอัลลอฮฺในวันแห่งการตั่ดสิน เช่นที่มีการแจ้งไว้ในหนังสือตัฟซีรฺหลายเล่ม ด้วยเพราะอัลลอฮฺคือผู้ทรงยุติธรรมยิ่งและพระองค์จะมิทรงลงโทษผู้คนในสิ่งที่พวกเขาไม่รู้

ความเข้าใจผิดที่สี่เกี่ยวกับอายะฮฺนี้ คือ มุสลิมบางคนคิดว่า ด้วยเพราะการทำชิริกคือบาปที่ใหญ่ที่สุด ดังนั้นมันจึงให้สิทธิแก่พวกเขาในการที่จะปฏิบัติต่อผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมอย่างอธรรม และเลวร้าย ความเชื่อเช่นนี้ขัดแย้งกับคำสอนของอิสลามอย่างชัดเจน เพราะนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้เรียกร้องผู้คนสู่อิสลามด้วยความอ่อนโยนและความเมตตา นี้คือวิธีการเข้าผู้คนของท่าน ไม่ว่าพวกเขาจะนับถือศาสนาใดอยู่ก็ตาม และ “ความผิดบาปของผู้คน” ไม่ใช่เหตุผลที่พวกเขาไม่ควรได้รับสิทธิในการที่จะได้รับการปฏิบัติด้วยความเมตตาและความยุติธรรมจากเราแต่อย่างใด

เรื่องสุดท้ายที่จำต้องมีการกล่าวถึงเกี่ยวกับอายะฮฺนี้ คือ “ความสงสัย ที่เกิดขึ้นในความคิดของเยาวชนหลายคน”  การเติบโตขึ้นมาในสิ่งแวดล้อมแบบเชคิวลาร์ (มุ่งเน้นเรื่องทางโลก) มุสลิมบางคนจึงไม่สามารถเข้าใจได้ว่าทำไม “การทำชิริก” จึงเป็นสิ่งที่เลวร้ายยิ่งกว่า การข่มขืน การฆ่า การขโมย และอาชญากรรมอื่นๆ  “ความคิดมากมายของมนุษย์ ได้เป็นสาเหตุที่ทำให้มุสลิมหลายคนให้ความสำคัญต่อ “การทำชีริก” ลดลง และมองว่าการกระทำดังกล่าวไม่ใช่เรื่องใหญ่แต่อย่างใด ซึ่ง “ปัญหานี้” เกิดจากมุมมองหรือทัศนคติของเรานี่เอง ความคิดมุมมองแบบสมัยใหม่ คือ (เชื่อว่า) มนุษย์ คือสิ่งมีชีวิตที่มีความสำคัญที่สุดในการมีอยู่ และการละเมิดสิทธิมนุษย์ถือเป็นอาชญากรรมที่เลวร้ายที่สุด

แน่นอนว่า การละเมิดสิทธิใดๆ ก็ตามต่อสิ่งถูกสร้างของอัลลอฮฺ ถือเป็นบาป และเป็นสิ่งต้องห้ามในอิสลาม แต่ทว่า “การทำชีริก” ถือเป็นการละเมิดที่หนักหนากว่าสิ่งอื่นๆ ทั้งหมด เพราะ “ชีริก” คือ การละเมิดสิทธิของพระผู้ทรงสร้าง นั่นคืออัลลอฮฺ และในฐานะ ‘มุสลิม’ เราจำต้องเปลี่ยนมุมมองความคิดของเราและน้อมรับว่าอัลลอฮฺทรงยิ่งใหญ่กว่ามนุษย์ ดังนั้นการละเมิดสิทธิของอัลลอฮฺจึงรุนแรงยิ่งกว่าการละเมิดสิทธิของมนุษย์ แม้ว่าการกระทำทั้งสองรูปแบบจะผิดเหมือนกันก็ตาม ซึ่งในทางการเมือง นี่อาจจะไม่ถูกต้องนักที่จะกล่าวเช่นนี้ในโลกแห่งยุคสมัยใหม่ เพราะผู้คนต่างกำลังยัดเยียดความคิดที่ว่าทุกศาสนาเท่าเทียมกัน แต่นี่คือความจริงที่ได้รับการยืนยันโดยอัลลอฮฺ และเป็นสิ่งที่มุสลิมจำต้องเชื่อ

คุณธรรมที่แท้จริงไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ตราบใดที่เราประเมินคุณค่าของเตาฮีดต่ำ และมองว่าการทำชีริกนั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่ “เตาฮีด คือรากฐานแห่งอิสลาม และคุณธรรมเริ่มต้นจากการเติมเต็มสิทธิของอัลลอฮฺและเรียกร้องผู้อื่นให้กระทำสิ่งเดียวกัน”

แน่นอนว่า การเติมเต็มสิทธิของมนุษย์คือส่วนหนึ่งของคุณธรรม ความดีงาม หากทว่าสิทธิของอัลลอฮฺ ที่รวมถึงเตาฮีดและเศาะลาฮฺ (ละหมาด) ควรเป็นสิ่งแรกที่เราให้ความสำคัญ

Read Full Post »

image

การสำนึกผิด (ซูเราะฮฺอัลบะเกาะเราะฮฺ 02:37)
~~~~~~~~~~~~
เขียนโดย อบู มุอาวิยะฮฺ อิสมาอีล กัมดัรฺ
แปล บินติ อัลอิสลาม

“ภายหลังอาดัมได้เรียนรู้คำวิงวอนจากพระเจ้าของเขา แล้วพระองค์อภัยโทษแก่เขา แท้จริงพระองค์คือผู้ทรงอภัยโทษ ผู้ทรงเมตตาเสมอ” (ซูเราะฮฺอัลบะเกาะเราะฮฺ 02:37)

พวกเราหลายคนอาจจะรู้สีกผิดที่จะเริ่มต้นสู่การเปลี่ยนแปลงในเราะมาฎอนนี้ ด้วยเพราะจำนวนของบาปที่มากมายที่เราได้กระทำมาตลอดปี ซึ่งความรู้สึกผิดนี้ยับยั้งเราจากการพยายามอย่างสุดความสามารถของเรา และยับยั้งเราจากการทำอิบาดะฮฺต่ออัลลอฮฺให้ดีที่สุด เพราะเราอาจไม่รู้สึกถึงความเมตตาของพระองค์และการอภัยโทษของพระองค์

“การมีความรู้สึกผิดต่อความผิดบาปของเรา” ถือเป็นสิ่งที่ดี มันแสดงให้เห็นว่า “เรามีความศรัทธาและรู้ว่าสิ่งที่ทำไปนั้นเป็นสิ่งที่ผิด”  อย่างไรก็ตาม ความรู้สีกผิดที่ว่านั้นไม่ควรทำให้เราสูญสิ้นความหวังในความเมตตาของอัลลอฮฺ

เรื่องราวแรกที่ถูกบอกเล่าไว้ในอัลกุรอาน คือเรื่องราวของนบีอาดัม และชัยฏอน ซึ่งเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับจุดกำเนิดของมนุษย์ที่เราต่างทราบกันดี อัลลอฮฺทรงสร้างอาดัม และพระองค์ทรงบอกแก่บรรดามลาอิกะฮฺให้ทำการสูญูด (โค้งคำนับ) ต่ออาดัม หากทว่าญินตัวหนึ่งที่มีชื่อว่า “อิบลีส” กลับปฏิเสธที่จะสูญูดต่อนบีอาดัม ดังนั้นอิบลีสจึงกลายเป็นชัยฏอน (หรือซาตานมารร้าย) จากนั้นนบีอาดัมได้เข้าสู่สวนสวรรค์ และนางเฮาวาก็ถูกสร้างขึ้น จากนั้นไม่นานนักพวกท่านทั้งสองต่างก็ทำความผิดพลาด ด้วยการกินผลไม้ต้องห้าม และจากนั้นก็ถูกส่งลงมายังผืนแผ่นดิน

อายะฮฺนี้ได้แจ้งว่า หลังจากที่พวกท่านทั้งสองถูกส่งลงมายังผืนแผ่นดินแล้ว อัลลอฮฺได้ทรงสอนอาดัมถึงถ้อยคำแห่งการสำนึกผิดซึ่งมีรายละเอียดแจ้งไว้ในอัลกุรอาน และจากนั้นอัลลอฮฺก็ทรงตอบรับการขออภัยโทษของนบีอาดัมและนางเฮาวา จากนั้นก็เตือนพวกเราว่าพระองค์ทรงตอบรับทุกๆ การสำนึกผิด และพระองค์คือพระผู้ทรงเมตตายิ่ง เช่นนี้นี่เอง เรื่องราวแรกที่ถูกแจ้งไว้ในอัลกุรอาน คือหนึ่งแห่งความหวังสำหรับทุกคนที่เคยก้าวพลั้งพลาด

มนุษย์นั้นไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาให้มีความสมบูรณ์แบบ หรือปราศจากบาปใดๆ เพราะจากจุดเริ่มต้น มนุษย์ได้กระทำความผิดพลาดและฝ่าฝืนพระผู้เป็นเจ้าของพวกเขา และหนึ่งความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างคนดีและคนชั่ว คือ “การสำนึกผิด”

“การสำนึกผิด กลับเนื้อกลับตัว” คือสิ่งที่แบ่งแยก ‘ความดี’ ออกจาก ‘ความชั่ว’ “มัน” คือสิ่งที่แบ่งแยก ‘ผู้ที่รักอัลลอฮอย่างแท้จริง และต้องการความเมตตาของพระองค์’  ออกจาก ‘ผู้ที่ไม่ใส่ใจต่อพระองค์’ ซึ่ง “คนทั้งสองกลุ่มนี้” ต่างเป็นผู้กระทำบาป หากทว่าผู้กระทำบาปที่สำนึกผิดกลับเนื้อกลับตัว คือบรรดาผู้ที่อยู่บนหนทางที่ถูกต้อง

ในการเดินทางของเราที่จะมุ่งไปสู่อัลลอฮฺนั้น แน่นอนว่าเราย่อมต้องพลั้งพลาด ทำความผิดและตกหลุมพลางแห่งบาปที่เราเองก็ไม่เคยรู้ว่าเราจะสามารถทำมันลงไปได้  นี่คือส่วนหนึ่งของบททดสอบ และเป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกถึงความเป็นมนุษย์ของเรา บททดสอบในสถานการณ์เหล่านี้ คือ “การเลือกหนทางของนบีอาดัม ซึ่งนั่นคือ การสำนึกผิด และออกห่างจากหนทางของชัยฏอน ซึ่งนั่นคือการดื้อดึงอยู่ในบาป”

ในขณะที่เราะมาฎอนได้เริ่มต้นขึ้น ขอให้พวกเราชำระล้างบาปทั้งหลายของเราที่เคยทำมาในปีก่อนๆ ด้วยการสำนึกผิดอย่างจริงใจต่ออัลลอฮฺ ซึ่งสามารถทำได้ด้วยการสำนึกในบาปของเรา และรู้สึกผิดต่อมัน วิงวอนขอการอภัยโทษจากอัลลอฮฺ และปฏิญาณตนว่าจะไม่กลับไปทำบาปนั้นอีกครั้ง และขออย่าได้กังวลเกี่ยวกับอนาคต หรือกังวลว่าเราอาจจะกลับไปทำบาปเหล่านั้นอีกครั้ง ขอให้เรามุ่งความสนใจกับปัจจุบัน เวลานี้ เพราะนี่คือเดือนแห่งความเมตตา (จากอัลลอฮฺ) ฉวยโอกาส ความดีงามจากมัน และใช้ช่วงเวลาแห่งเดือนนี้ให้เป็นประโยชน์ไปกับการสำนึกผิด กลับเนื้อกลับตัว ศึกษาอัลกุรอาน และเปลี่ยนแปลงตัวเองไปสู่การเป็นมุสลิมที่ดีกว่าเดิม ผม (อบู มุอาวิยะฮฺ) วิงวอนต่ออัลลอฮฺให้พระองค์ทรงอภัยโทษต่อบาปในอดีตทั้งหลายของเราด้วยเถิด

Read Full Post »

muslim_praying

รูปภาพ จากอินเตอร์เน็ต

การขัดเกลาตัวเอง

จากหัวข้อ Disciplining Oneself เวป IslamQA
ตอบโดย ชัยคฺมุหัมมัด เศาะลิหฺ อัลมุนาญิด
แปล เรียบเรียง บินติ อัลอิสลาม

คำถาม
มุสลิมจะสามารถทำการขัดเกลาตัวเองตามหลักการของศาสนาอิสลามได้อย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเขามีข้อเสีย ข้อบกพร่องในหน้าที่ของศาสนา ซึ่งเป็นสิ่งที่อัลลอฮฺทรงรู้ดียิ่งถึงข้อเสียเหล่านั้น
คำตอบ อัลฮัมดุลิลลาฮฺ
การยอมรับข้อเสีย ข้อบกพร่องของตัวเองนั้น คือหนึ่งในก้าวแรกของการขัดเกลาตัวเอง

ผู้ใดก็ตามที่ยอมรับว่าเขามีข้อเสีย ถือได้ว่าเขาได้เริ่มเดินอยู่บนเส้นทางของการขัดเกลาตัวเองแล้ว การยอมรับนี้คือหนึ่งในสิ่งที่ทำให้เราได้ขัดเกลาตัวเองและเพียรพยายามอย่างไม่ลดละที่บรรลุเป้าหมาย และมันคือสัญญาณแห่งความห่วงใยจากอัลลอฮฺ เมื่อใครคนหนึ่งพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงและปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้น เช่นที่อัลลอฮตรัสไว้ (โดยมีความหมายว่า) “แท้จริงแล้ว อัลลอฮฺจะมิทรงเปลี่ยนแปลงสภาพของชนกลุ่มใด ตราบใดที่เขาไม่ได้เปลี่ยนแปลงสภาพของตัวเอง” (อัรร๊อด 13:11)

ดังนัั้นผู้ใดก็ตามที่พยายามจะเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่ออัลลอฮฺ อัลลอฮฺจะทรงให้ความช่วยเหลือเขาในการเปลี่ยนแปลงนั้น

แต่ละคนนั้นต่างมีต้องรับผิดชอบต่อตัวเอง และพวกเราจะถูกถามเป็นรายบุคคล เช่นที่อัลลอฮฺตรัสไว้ (โดยมีความหมายว่า) “ไม่มีสิ่งใดในสวนสวรรค์หรือแผ่นดิน หากทว่ามันได้มายังพระผู้ทรงงดงามยิ่งในฐานะของบ่าวคนหนึ่ง แท้จริงพระองค์ทรงรู้เกี่ยวกับพวกเขาแต่ละคน และได้นับพวกเขาอย่างถี่ถ้วน และทุกคนในหมู่พวกเขาจะมายังพระองค์เพียงลำพังในวันแห่งการฟื้นคืนชีพ (โดยปราศจากผู้ช่วยเหลือ ผู้ปกป้อง หรือผู้คุ้มครอง)” (มัรยัม 19:93-95)

มนุษย์จะไม่สามารถนำมาซึ่งประโยชน์อันใด จากสิ่งที่พวกเขาได้รับการบอกกล่าวเกี่ยวกับความดีงาม เว้นเสียแต่ว่าเขาได้ให้ความใส่ใจเกี่ยวกับมัน คุณไม่ทราบเรื่องราวของภรรยาของนบีนูฮฺ และภรรยาของนบีลูฏหรือ ผู้ที่เป็นสมาชิกในครอบครัวของนบีทั้งสอง ซึ่งหนึ่งในนั้นคือหนึ่งในบรรดานบีที่มีความมุ่งมั่นอย่างแรงกล้า?

ลองคิดดูสิว่านบีทั้งสองท่านนี้ต้องพยายามอย่างหนักเพียงใดในการที่จะทำให้ภรรยาของท่านอยู่ในหนทางอันเที่ยงตรง และบรรดาภรรยาของท่านนั้นได้รับการชี้นำตักเตือนจากพวกท่านมากเพียงใด แต่สุดท้ายแล้ว พวกนางก็ไม่ได้ให้ความใส่ใจต่อการตักเตือน ดังนั้นจึงมีการกล่าวต่อพวกนางทั้งสองว่า “จงเข้าไปในไฟนรกพร้อมกับผู้ที่เข้าไปในนั้น” (อัตหฺรีม 66:10)

อย่างไรก็ตาม ในกรณีของภรรยาของฟิรอาวน์ แม้ว่านางจะเป็นสมาชิกครอบครัวของหนึ่งในบรรดาคนที่ชั่วร้ายที่สุด นางก็ยังได้รับเกียรติจากอัลลอฮฺให้เป็นแบบอย่างแก่บรรดาผู้ศรัทธา เพราะนางเองก็ทำการขัดเกลา สร้างวินัยแก่ตัวของนางเองเช่นกัน

หนทางที่มุสลิมสามารถทำการขัดเกลา สร้างวินัยให้แก่ตัวเองได้นั้น มีดังต่อไปนี้

1- ทำการเคารพสักการะ (อิบาดะฮฺ) ต่ออัลลอฮ รักษาความสัมพันธ์กับพระองค์และยอมจำนนต่อพระองค์ ซึ่งทำได้โดยการให้ความสำคัญต่อการทำอิบาดะฮฺที่เป็นฟัรฎูให้เป็นอย่างดี และการชำระล้างจิตใจให้สะอาดบริสุทธิ์โดยไม่ยึดเอาสิ่งใดมาเทียบเคียงอัลลอฮฺ

2- อ่านอัลกุรอานให้มาก ใคร่ครวญถึงความหมายของมัน และแสวงหาความรู้เพื่อที่จะเข้าใจสิ่งที่อยู่ในอัลกุรอาน

3- อ่านหนังสือศาสนาที่มีประโยชน์ที่บอกถึงวิธีการหรือหนทางแห่งการรักษาเยียวยา และชำระล้างหัวใจให้สะอาดเช่น Mukhtasar Manhaaj al-Qaasideen, Tahdheeb Madaarij al-Saalikeen และอื่นๆ รวมไปถึงการอ่านเรื่องราวของบรรดาสลัฟ (กลุ่มคนดีมีศีลธรรมในยุคก่อน) และเรียนรู้เกี่ยวกับทัศนคติ มารยาทและพฤติกรรมของพวกท่าน เช่น Sifat al-Safwah โดย Ibn al-Jawzi และ Ayna nahnu min Akhlaaq al-Salaf โดย Baha’ al-Deen ‘Aqeel และ Naasir al-Jaleel.

4- เข้าร่วมโครงการต่างๆ เพื่อแสวงหาความรู้เช่นคลาสต่างๆ หรือบรรยายต่างๆ

5- ใช้เวลาของคุณให้เป็นประโยชน์ และใช้มันไปกับการทำในสิ่งที่จะสร้างคุณประโยชน์ ความดีงามให้แก่ทั้งทางโลก และทางจิตวิญญาณ

6- อย่าหมกมุ่นมากไปกับสิ่งที่ศาสนาอนุมัติ และอย่าให้ความใส่ใจต่อสิ่งเหล่านั้นมากจนเกินไปนัก (จนไม่สนใจสิ่งที่เป็นฟัรฎู สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อศาสนามากยิ่งกว่า ยกตัวอย่าง เช่น การฟังนะชีด ทั้งวันทั้งคืน โดยไม่ละหมาดให้ตรงเวลา โดยไม่อ่านอัลกุรอาน – เพิ่มเติมโดยผู้แปล)

7- คบหากับกลุ่มคนที่ดีมีศีลธรรม และแสวงหาเพื่อนที่ดี ที่จะสามารถให้ความช่วยเหลือคุณในการทำความดี บรรดาผู้ที่อยู่เพียงลำพังมักจะพลาดโอกาสที่จะเรียนรู้หรือทำความรู้จักกับคุณสัมบัติอันดีงามของผู้อื่น (พี่น้องในอิสลาม) เช่น การเรียนรู้ที่จะชื่นชอบผู้อื่นมากกว่า (หลง) ตัวเอง และการเรียนรู้ที่จะฝึกความอดทน

8- พยายามทำในสิ่งที่คุณได้เรียนรู้มา และนำมันไปสู่การปฏิบัติอย่างแท้จริง

9- ตรวจสอบ พิจารณาตัวเองอย่างถี่ถ้วน

10- มีความเชื่อมั่นในตัวเอง และในขณะเดียวกันก็ต้องมอบหมายการงานต่ออัลลอฮฺเพราะผู้ใดก็ตามที่ขาดความเชื่อมั่นในตัวเอง จะไม่สามารถปฏิบัติ (ในสิ่งที่เรียนรู้มาได้)

11- ตำหนิ (ไม่พอใจ) ตัวเอง ที่ทำดีไม่มากพอเพื่ออัลลอฮฺ ซึ่งสิ่งนี้ไม่ได้ขัดแย้งกับสิ่งที่กล่าวมาข้างต้น หากทว่ามนุษย์จำต้องฝ่าฟัน เพียรพยายามอย่างหนัก และในขณะเดียวกันเขาก็ควรมีความคิดที่ว่าความพยายามของเขานั้นยังไม่มากเพียงพอ (ทั้งนี้เพื่อกระตุ้นตัวเองให้ทำให้ดีมากยิ่งขึ้น:ผู้แปล)

12- ฝึกฝนที่จะปลีกตัว แยกตัวออกมาจากกลุ่มคน หรืออยู่เพียงลำพัง ดังที่มีการกำหนดไว้ในชารีอะฮฺ (กฎอิสลาม) คุณไม่ควรอยู่ร่วมหรือปะปนกับผู้คนตลอดเวลา หากทว่าคุณจำต้องมีเวลาส่วนตัวที่จะอยู่เพียงลำพังบ้าง ในการทำอิบาดะฮฺดังที่กำหนดไว้ตามหลักการแห่งอิสลาม

เราวิงวอนขอต่ออัลลอฮฺให้ทรงช่วยเหลือพวกเราและคุณในการที่จะขัดเกลา สร้างวินัยให้กับตัวเอง และยอมจำนนต่อสิ่งที่อัลลอฮฺทรงรักและพึงพอใจ ขออัลลอฮฺทรงประทานการอำนวยพรและความสันติสุขแก่นบีมุหัมมัด ครอบครัวของท่าน และบรรดาสหายของท่าน

โดย ชัยคฺมุหัมมัด อิบนุ เศาะลิหฺ อัลมุนาญิด (อิสลามคิวเอ)

Read Full Post »

บาปที่นำมาซึ่งบททดสอบในชีวิต
————————

image

รูป: อินเตอร์เน็ต

นบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “หากคนคนหนึ่งกระทำบาปมากมายและไม่มีสิ่งอื่นใดที่จะมาลบล้างบาปเหล่านั้นได้ เช่นนั้นอัลลอฮฺก็จะทรงทดสอบเขาด้วยความโศกเศร้าเสียใจบางอย่างที่จะเป็นการช่วยลบล้างบาปทั้งหลายของเขา” (อะหมัด เศาะหีฮฺ)

ดังนั้น ปัญหาทั้งหมดที่เกิดขึ้นในชีวิตนี้ของเรานั้นก็เป็นเพราะบาปมากมายที่เราได้ทำไว้ ข้อเท็จจริงนี้อาจจะดูค่อนข้างแรงเกินกว่าที่เราจะยอมรับได้ในตอนต้น แต่เราก็ควรที่จะลองพิจารณาใคร่ครวญถึงช่วงชีวิตที่ผ่านมาของเราอย่างลึกซึ้งและดูสิว่าบางสิ่งบางเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรานั้นสอดคล้องกับข้อเท็จจริงนี้หรือไม่

ตอนนี้เรารู้แล้วว่าอะไรคือต้นเหตุของปัญหาทั้งหลายในชีวิตของเรา แล้วอะไรคือทางออกหละ .. ทางออกสำหรับปัญหาทั้งหลายนั้นทำได้โดยง่าย หากทว่ามุสลิมหลายคนไม่ทราบ

ทางออกของปัญหาทั้งหลายในชีวิตที่ว่านั้นมีอยู่สองประการ คือ

หนึ่ง:: วิงวอนขอการอภัยโทษจากอัลลอฮฺต่อบาปทั้งหลายที่คุณได้กระทำอย่างจริงใจและปฏิญาณตนว่าจะปรับปรุงหนทางการใช้ชีวิตของคุณใหม่ เช่นการไม่กลับไปทำบาปทั้งหลายเหล่านั้นอีกอย่างสุดความสามารถ

สอง:: เพิ่มพูนเวลาและคุณภาพของการทำอิบาดะฮฺให้มากขึ้น

อย่างไรก็ตาม ได้มีสารแห่งความหวังสำหรับบรรดาผู้ที่ถูกทดสอบ หรือกำลังเผชิญกับความยากลำบากในชีวิตของเขาอยู่ ในซูเราะฮฺหนึ่งที่ถูกส่งลงมายังนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ขณะที่ท่านต้องเผชิญกับความยากลำบากในชีวิตของท่าน

( 1 )   ขอสาบานด้วยเวลาสาย
( 2 )   และด้วยเวลากลางคืนเมื่อมันมืด และสงัดเงียบ
( 3 )   พระเจ้าของเจ้ามิได้ทรงทอดทิ้งเจ้า และมิได้ทรงโกรธเคืองเจ้า
( 4 )   และแน่นอนเบื้องปลายเป็นการดียิ่งแก่เจ้ากว่าเบื้องต้น
( 5 )   และความแน่นอนพระเจ้าของเจ้าจะให้แก่เจ้าจนกว่าจะพอใจ
( 6 )   พระองค์มิได้ทรงพบเจ้าเป็นกำพร้าแล้วทรงให้ที่พึ่งดอกหรือ ?
( 7 )   และทรงพบเจ้าระเหเร่ร่อน แล้วก็ทรงชี้แนะทาง (แก่เจ้า) ดอกหรือ ?
( 8 )   และทรงพบเจ้าเป็นผู้ขัดสน แล้วให้มั่งคั่ง (แก่) เจ้าดอกหรือ ?
( 9 )   ดังนั้นส่วนเด็กกำพร้าเจ้าอย่าข่มขี่
( 10 )   และส่วนผู้เอ่ยขอนั้น เจ้าอย่าตวาดขับไล่
( 11 )   และส่วนความโปรดปรานแห่งพระเจ้าของเจ้านั้น เจ้าจงแสดงออก (ซูเราะฮฺอัฎฎูฮา) *คัดลอกจาก app กรุอาน

เมื่อถูกทดสอบ มุสลิมอาจรู้สึกเหมือนดังว่าอัลลอฮฺทรงทอดทิ้งเขา แต่ในอายะฮฺที่สามของซูเราะฮฺนี้ อัลลอฮฺทรงแจ้งต่อบรรดาผู้ศรัทธาว่า สิ่งที่เขารู้สึกนั้นไม่ใช่ความจริงแต่อย่างใด อีกทั้งอัลลอฮฺยังทรงสัญญาเขาด้วยว่าอีกไม่นานเขาจะได้รับแต่ความพึงพอใจ

ถ้อยคำตักเตือนสุดท้าย
————-
เมื่อมุสลิมถูกทดสอบโดยอัลลอฮฺ ขอให้จงอดทนและรอคอย โดยให้ “สวนสวรรค์” นั้นเป็นสิ่งที่ช่วยกระตุ้นให้เราพร้อมฝ่าฟันต่อสู้กับความยากลำบากในชีวิตโดยไม่ละทิ้งความศรัทธาของเรา และรำลึกไว้ว่า “ทางออกสำหรับทุกๆ ปัญหาในชีวิตนี้” คือการลดการทำบาปของคุณ สำนึกผิดกลับเนื้อกลับตัว และเพิ่มพูนการทำความดีให้มากขึ้น และเมื่อคุณต้องการกำลังใจให้กับตัวเอง ก็ให้ทำการซิเกรฺ (รำลึกถึงอัลลอฮฺ) อ่านอัลกุรอาน และอ่านคำอธิบายของอายะฮฺในอัลกุรอานเพื่อเป็นการช่วยเหลือบรรเทาทุกข์ให้ตัวคุณในช่วงเวลาแห่งความยากลำบากในชีวิต

แหล่งที่มา: Real Life Lessons from the Noble Quran
ผู้เขียน: Muhammad Bilal Lakhani
แปลเรียบเรียง: บินติ อัลอิสลาม

Read Full Post »

Older Posts »

%d bloggers like this: