Feeds:
Posts
Comments

Archive for the ‘สื่อสอนลูก’ Category

สร้างความรักต่ออิสลามในหัวใจของเด็กๆ อย่างไร
~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~
แหล่งที่มา http://islamqa.info/en/101752

1. สร้างความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขากับภาษาอาหรับ ปลูกฝังให้พวกเขามีความรักต่อภาษาอาหรับในหัวใจของพวกเขา เพราะมันเป็นกุญแจสำคัญในการที่จะทำให้พวกเขาเกิดความเข้าใจและความรักต่ออิสลาม

2. คอยช่วยเหลือชี้แนะให้พวกเขาคบหาเพื่อน หรือเด็กที่อยู่ในวัยเดียวกันและมีพื้นฐานของการเป็นมุสลิมที่ปฏิบัติตัวตามหลักการอิสลาม มันเป็นสิ่งจำเป็นที่เพื่อนๆ ที่พวกเขาคบหานั้นควรจะคนที่มีมรรยาทและอุปนิสัยที่ดีงาม เพื่อที่ว่าเด็กๆ จะได้รับอิทธิพลจากพฤติกรรมที่ดีงามเหล่านั้น อีกทั้งเพื่อนของพวกเขายังสามารถเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับพวกเขาในเรื่องของ “ความดีงาม” และ “การยึดมั่นต่อหลักการอิสลาม” ได้ ซึ่งรวมไปถึงมรรยาทในการปฏิบัติตัวต่อพ่อแม่ของพวกเขาด้วย

ศาสนทูตมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “ความเหมือนของสหายที่ดี และสหายที่เลวนั้น เสมือนกับ คนขายน้ำหอม และคนทำงานเป็นช่างตีเหล็ก กับคนที่ขายน้ำหอมนั้น เขาย่อมให้น้ำหอมบางส่วนแก่ท่านหรือท่านอาจจะซื้อบางส่วนจากเขา หรือท่านอาจจะสัมผัสได้ถึงความหอมจากเขา ส่วนคนที่ทำงานเป็นช่างตีเหล็กนั้น เขาอาจทำให้เสื้อผ้าของท่านไหม้ หรือท่านอาจจะสัมผัสได้ถึงกลิ่นที่ไม่ดีจากตัวเขา” (อัลบุคอรียฺ 1995; มุสลิม, 2628)

3. ทำให้พวกเขารู้สึกผูกพันกับมัสญิด ด้วยการส่งเสริมให้พวกเขาไปละหมาดที่นั่นและรับฟังบรรยาย เรียนศาสนาที่นั่น และคุณยังสามารถที่จะสร้างความดึงดูดใจต่อพวกเขาด้วยการให้ของขวัญหรือรางวัลทุกๆ ครั้งที่พวกเขามีพัฒนาการที่ดีขึ้นในการเรียนของพวกเขา

อีกทั้งมันยังเป็นความคิดที่ดีสำหรับคุณในการที่จะไปมัสญิดกับพวกเขา และส่งเสริมให้พวกเขาไปที่นั่นและละหมาดร่วมกัน

หากว่ามันไม่เป็นการง่ายนักที่จะทำให้พวกเขาไปที่มัสญิด อันเนื่องมาจากมัสญิดอยู่ไกลหรือเส้นทางที่ต้องเดินทางไปนั้นไม่ค่อยปลอดภัยนัก เช่นนั้นก็อย่าละเลยในการที่จะสอนให้พวกเขาละหมาดในเวลาที่บ้าน ดังที่ศาสนทูตมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมได้ให้คำตักเตือนแก่พวกเราว่า “ให้สอนเด็กๆ ที่อายุเข้า 7 ขวบให้ทำการละหมาด” ซึ่งพวกเขาควรได้รับการสั่งสอนให้ละหมาดก่อนจะถึงวัยนี้ และไม่ใช่ด้วยวิธีการบังคับพวกเขาให้ทำมัน

ศาสนทูตมุหัมมัด กล่าวว่า “จงอบรมสั่งสอนบุตรของท่านให้ทำการละหมาดเมื่อพวกเขาอายุ 7 ขวบ และตีพวกเขาหากว่าพวกเขาไม่ยอมละหมาด เมื่อพวกเขาอายุ 10 ขวบ และให้แยกเตียงนอนพวกเขา (ในวัยนั้นด้วย)” (รายงานโดยอบู ดาวูด 495; จัดว่าเป็นหะดีษเศาะหีฮฺโดยอัลอัลบานียฺ ในเศาะหีฮฺ อบีดาวูด)

4. ให้พวกเขาได้ยินเสียงการอ่านอัลกุรอานที่ไพเราะ (จะด้วยการอ่านหรือการเปิดก็ตาม) เพื่อที่ว่าอัลกุรอานจะเป็นสิ่งที่รักยิ่งในหัวใจของพวกเขา เพราะคัมภีร์อัลกุรอาน คือคัมภีร์แห่งทางนำและแสงสว่างแก่ผู้คน ที่ซึ่งมันจะส่องสว่างในหนทางแก่พวกเขา และทำให้พวกเขายึดมั่นในการยืนหยัดอยู่บนหนทางที่เที่ยงตรงนี้

5. ให้พวกเขาดูการ์ตูนหรือภาพยนตร์อิสลาม เพื่อที่ว่าพวกเขาจะสามารถเปรียบเทียบ “สิ่งที่พวกเขาเห็นและได้ยินจากสื่ออิสลาม” กับ “สิ่งที่พวกเขาเห็นและได้ยินจากสื่ออื่นๆ ที่ไม่ใช่อิสลาม” ได้ ในข้อนี้ คุณมีบทบาทสำคัญอย่างมากในการที่จะให้คำอธิบายถึงความแตกต่างระหว่างทั้งสองสิ่งนี้แก่พวกเขา และเน้นให้พวกเขาเห็นว่าอิสลามได้ส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้คนทำความดีงาม รักษาความสัมพันธ์ระหว่างเครือญาติ แสดงความเอื้ออาทรและความเมตตาต่อสิ่งถูกสร้างทั้งหลาย อีกทั้งอิสลามยังห้ามปรามการทำความชั่วหรือการยุ่งเกี่ยวกับสิ่งที่ชั่วร้าย การตัดความสัมพันธ์ระหว่างเครือญาติ และการเสื่อมทรามทั้งหลาย รวมไปถึงการมีหัวใจที่แข็งกระด้าง

6. เปิดเวปไซท์อิสลามให้พวกเขาดู เพื่อที่ว่ามันจะเป็นประโยชน์แก่พวกเขา ซึ่งคุณต้องเลือกเวปไซท์ให้เหมาะสมตามวัยของพวกเขา และขณะเดียวกันก็ควรระมัดระวังไม่ให้พวกเขาใช้อินเตอร์เน็ตได้อย่างเป็นอิสระ หากทว่าให้อยู่ภายใต้การดูแลตรวจสอบของคุณ

7. มีบางเรื่องที่คุณควรคิดใคร่ครวญอย่างจริงจัง ซึ่งสิ่งนี้จะช่วยคุณในการที่จะบรรลุสิ่งที่คุณแสวงหาอยู่ คือ “การพาพวกเขาไปทำอุมเราะฮฺ และเยี่ยมเยือนบ้านของอัลลอฮฺ เพราะการเยี่ยมเยือนนี้จะมีผลระยะยาวต่อจิตใจของเด็กๆ เช่นเดียวกับที่มันมีผลต่อจิตใจของผู้ใหญ่เช่นเรา

8. สอน “หลักความเชื่อขั้นพื้นฐานอย่างง่ายๆ” และ “คุณสมบัติของความซื่อตรงเปิดเผย” ให้กับพวกเขาโดยให้เหมาะสมตามวัยของพวกเขา เช่น “ความเป็นหนึ่งเดียวของอัลลอฮฺ” และ “การที่พระองค์ทรงสามารถได้ยินพวกเขาและมองเห็นพวกเขาได้ตลอดเวลา อีกทั้งการที่พระองค์จะประทานรางวัลการตอบแทนต่อทุกๆ ความดีงามและการยึดมั่นต่อหลักการณ์แห่งอิสลามด้วย”

ดังข้อเท็จจริงที่ว่า การที่ท่านอับดุลลอฮฺ อิบนุ อับบาสซึ่งอยู่ในวัยที่เด็กอยู่มาก ไม่ได้เป็นเหตุผลที่ยับยั้งให้ศาสนทูตมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมพูดเกี่ยวกับเตาฮีดและอากีดะฮฺ (ความเชื่อ) กับท่าน

ท่านอิบนุ อับบาสรายงานว่า “ฉันอยู่ข้างหลังศาสนทูตมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ในวันหนึ่งและท่านกล่าวต่อฉันว่า “โอ้ เด็กน้อยเอ๋ย ฉันจะสอนบางอย่าง (คำตักเตือน) แก่เจ้า “พึงระลึกถึงอัลลอฮฺ และอัลลอฮฺจะทรงปกป้องเจ้า พึงระลึกถึงอัลลอฮฺ และเจ้าจะพบพระองค์อยู่เบื้องหน้าเจ้า หากเจ้าร้องขอ จงร้องขอจากอัลลอฮฺเถิด หากเจ้าแสวงหาความช่วยเหลือ เจ้าจึงแสวงหาความช่วยเหลือจากอัลลอฮฺ พึงรู้เถิดว่าหากแม้ประชาชาติทั้งหมดรวมตัวกันเพื่อที่จะสร้างคุณประโยชน์ใดๆ แก่เจ้า เจ้าก็จะได้รับประโยชน์จากสิ่งนั้นเพียงแค่ที่อัลลอฮฺได้ทรงกำหนดให้แก่เจ้า และหากว่าพวกเขารวมตัวกันเพื่อที่จะทำร้ายเจ้า พวกเขาก็จะทำร้ายเจ้าได้เพียงแค่ที่อัลลอฮฺได้ทรงกำหนดไว้แก่เจ้า ปากกา (แห่งการกำหนด) ได้ถูกยกขึ้นแล้ว และหมึกของมันก็แห้งแล้ว (รายงานโดยอัตติรมิซียฺ 2516 จัดเป็นหะดีษเศาะหีฮฺโดยอัลอัลบานียฺ ในเศาะหียฺ อัตติรมิซียฺ)

9. นำเสนอเรื่องราวที่เหมาะสมกับวัยของเด็กๆ ตั้งแต่ชีวประวัติของศาสนทูตมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม และบรรดาเศาะหาบะฮฺของท่าน เพื่อที่ว่าพวกเขาจะได้รู้ว่าพวกเขานั้นเป็นส่วนหนึ่งของ “ศาสนาที่ดีที่สุด” “ศาสนทูตที่ดีที่สุด” และ “ประชาชาติที่ดีที่สุด”

10. ให้พวกเขาเรียนในโรงเรียนที่มีระบบการเรียนการสอนแบบอิสลาม และปกป้องพวกเขาให้ออกห่างจากโรงเรียนที่เต็มไปด้วยความเสื่อมทราบ เพื่อที่ว่า โรงเรียนที่มีระบบการเรียนการสอนตามหลักการอิสลามนั้นจะสามารถให้การดูแลความศรัทธาและความประพฤติ จรรยามรรยาทของพวกเขาได้ ดังนั้นคุณจึงควรเลือกโรงเรียนที่ดีที่สุดให้กับพวกเขา ตามที่คุณเห็นว่าเหมาะสม

อีกทั้งคุณไม่ควรที่จะละเลย “สิ่งสำคัญสองประการ” ต่อไปนี้คือ
——————————-
(หนึ่ง) วิงวอนขอดุอาอฺต่ออัลลอฮฺให้พระองค์ทรงช่วยเหลือลูกๆ ของคุณ (หรือเด็กในการปกครองของคุณ) และให้ทางนำแก่พวเขา การวิงวอนขอของคุณย่อมเป็นปัจจัยสำคัญของการได้รับทางนำของพวกเขา และอย่าละเลยต่อสิ่งนี้ และอย่ามองว่ามันเป็นเรื่องเล็กน้อย

(สอง) คุณควรเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่พวกเขา ในการปฏิบัติต่อพวกเขาด้วยความเมตตาเอื้ออาทร และแสดงความรักต่อพวกเขา ซึ่งมันไม่ใช่เป็นแค่ส่วนหนึ่งของการทำหน้าที่แม่เท่านั้น หากแต่มันยังเป็นส่วนหนึ่งของการทำหน้าที่ของมุสลิมที่ยึดมั่นต่อศาสนาของอัลลอฮฺ ซุบฮานะฮู วะตะอาลา อีกด้วย

-อิสลามคิวเอ-
แปลเรียบเรียง:
บินติ อัล อิสลาม

20140102-002728.jpg

Read Full Post »

20130514-223553.jpg

สหายเด็กของท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสััลลัม ตอนที่ 3:1
~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~
จากบรรยายของ:
ดร. ฮิชาม อัลอะวะดียฺ หัวข้อ Children around the Prophet
ถอดความ เรียบเรียงโดย: بنت الاسلام

เมื่อพูดถึงบรรดาเศาะหาบะฮฺ เราต่างทราบกันดีว่าพวกท่านเหล่านั้นเป็นคนดีมีคุณธรรมยิ่ง หากแต่ว่าพวกท่านหลายคนเช่น ท่านอนัส อิบนุ มาลิก ท่านอับดุลลอฮฺ อิบนุ อุมัรฺ ท่านอัลหะซัน และท่านอัลหุซัยนฺ หลานของท่านนบี ไม่ได้อยู่ดีดีก็สามารถเป็นคนดีได้ตอนที่พวกท่านเป็นผู้ใหญ่กันแล้ว

“ความดี และคุณธรรม” ที่มีในตัวของพวกท่านนั้นเกิดจากการที่พวกท่านได้รับการอบรมสั่งสอนและปลูกฝังมาตั้งแต่เมื่อครั้งที่พวกท่านยังเป็นเด็ก พวกท่านได้รับการขัดเกลามาตั้งแต่ยังอยู่ในวัยเยาว์

และในการที่จะขัดเกลาคนคนหนึ่งให้ดีได้นั้น ควรเริ่มตั้งแต่เมื่อพวกเขายังอยู่ในวัยเด็ก และยิ่งหากว่าเราขัดเกลาพวกเขาในวัยที่เด็กมากเท่าไหร่ ‘ความดีที่จะคงอยู่ในตัวของพวกเขา’ ก็จะยิ่งมั่นคง และเข้มแข็งยาวนานมากขึ้นเท่านั้น

ก่อนที่ท่านนบีศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมจะเริ่มเข้าสู่กระบวนการขัดเกลาเด็กๆ สิ่งแรกที่ท่านนบีทำ คือการสร้าง “รากฐานแห่งคุณสมบัติที่ดีงาม” ให้กับเด็ก ซึ่งมันไม่ได้เกิดขึ้นได้โดยทันทีทันใด หากแต่มันต้องใช้เวลา ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป และมีความนุ่มนวล

“ความเชื่อมั่น ไว้วางใจ” คือคุณสมบัติแรกที่ท่านนบีศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมได้บ่มเพาะไว้ในตัวเด็ก ท่านต้องการสร้างความสัมพันธ์แห่งรัก และความไว้วางใจให้เกิดขึ้นระหว่างตัวของท่าน และเด็กๆ ก่อน เพราะโดยธรรมชาติแล้วเด็กๆ ไม่ได้ต้องการ “คำสั่ง” “คำชี้แนะ” ใดๆ แน่นอนว่าพวกเขาคงจะไม่มานั่งซาบซึ้งกับการตั้งวงคุยเรื่องศาสนา เรื่องฟิกฮฺ ตัฟซีรฺ เพราะพวกเขายังเป็นเด็ก พวกเขาต้องการเล่น ต้องการหัวเราะ ต้องการความสนุกสนาน

ดังนั้นก่อนที่ท่านนบีจะพูดอบรม ตักเตือนพวกเขาเกี่ยวกับสวรรค์ นรก วันกิยามะฮฺ ดุนยา หรือความสำคัญของการละหมาด หรือการสวมฮิญาบ หรือการอ่านอัลกุรอาน ท่านนบีได้ใช้ความพยายามอย่างมาก และสละเวลามากมายของท่านไปกับการทำให้พวกเขา ‘รัก’ ท่านก่อน

ซึ่งการกระทำที่ปราศจากคำพูดทั้งหลายที่ท่านนบีได้ปฏิบัติกับเด็กๆ ได้ทำให้เป้าหมายดังกล่าวของท่านบรรลุผลสำเร็จในที่สุด และหากคุณในฐานะผู้ปกครองสามารถที่จะทำให้ลูกๆ ของคุณรู้สึกรักและเชื่อใจคุณได้อย่างสนิทใจ แน่นอนว่าการที่จะอบรมพวกเขาในขั้นตอนต่อไปย่อมง่ายดายมากขึ้นสำหรับคุณ

การลูบหัว การบีบนวด การจับตัวเด็กด้วยความอ่อนโยน และบอกให้เด็กละหมาด หรือการบอกลูกว่า ‘พ่อ/แม่รักลูกนะ ลูกลองละหมาดตะฮัจญุดด้วยดีไหม’ ซึ่งในกรณีนี้ “การแสดงความรัก” และ “การอบรมสั่งสอน” สองสิ่งนี้ได้ถูกนำมาใช้ควบคู่กัน แต่หากว่าคุณต้องการจะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งก่อน สิ่งนั้นควรจะเป็น “การสร้างความรัก”

พ่อแม่ควรสร้าง “ความสัมพันธ์แห่งรักที่มีพื้นฐานจากความเชื่อมั่นไว้วางใจ” ให้เกิดขึ้นระหว่างลูกๆ และตัวของพวกเขา คุณควรทำตัวเป็นเพื่อนกับลูกๆ ของคุณ ดังนั้นมันจึงเป็นการดีกว่าหากพ่อแม่ยังอยู่ในวัยที่ยังเด็ก แต่จริงๆ แล้วหากแม้ว่าคุณจะอายุ 50 แล้วลูกของคุณจะอายุ 20 ก็ตาม มันไม่ได้เป็นปัญหาแต่อย่างใด ในกรณีที่ว่าคุณปฏิบัติตัวตามแบบอย่างของท่านนบี นั่นคือคุณเล่นกับพวกเขา สนุกสนานกับพวกเขา

เช่นแบบอย่างของท่านอุมัร อิบนุ อัลค็อฏฏ็อบ ครั้งเมื่อท่านเข้ารับอิสลามเป็นมุสลิม ลูกชายของท่าน อับดุลลอฮฺ อิบนุ อุมัรฺก็ได้เปลี่ยนมาเป็นมุสลิมด้วย พวกท่านทั้งสองจึงเปรียบเสมือนเพื่อนกัน เราจะพบได้จากหลักฐานการรายงานหะดีษมากมายที่ท่านอุมัรฺจะกล่าวถึงท่านอิบนุ อุมัรฺ และท่านอิบนุ อุมัรฺจะกล่าวถึงท่านอุมัรฺ บิดาของท่าน

เช่นเดียวกันกับท่านญะฟา อบี ฏอลิบ ซึ่งเป็นญาติของท่านนบี ลูกชายของท่าน คืออับดุลลอฮฺ อิบนุ ญะฟา ที่ทั้งสองมีอายุห่างกันเพียง 11 ปี ดังนั้นมันจึงไม่มีช่องว่างระหว่างวัยระหว่างท่านและลูกชายของท่าน

อย่างไรก็ตามช่องว่างระหว่างวัยนี้ เกิดจากการที่พวกเรา ผู้ปกครอง พ่อแม่ไม่เรียนรู้ที่จะสัมผัส ทำความรู้จักกับลูกๆ ในวัยของพวกเขา หรือพยายามทำความเข้าใจกับค่านิยมความเชื่อของพวกเขา เช่นว่าพวกเขาฟังอะไร พูดคุยอะไรกัน ส่งข้อความแบบไหนหากัน เป็นต้น ยกตัวอย่าง คนเป็นพ่อย่อมสามารถที่จะเรียนรู้การใช้อินเตอร์เน็ต เปิดบัญชีอีเมล (หรือเฟสบุค โซเชียลเน็ตเวิร์คอะไรก็ตามแต่ ::เพิ่มเติมโดยผู้แปล) ไม่ว่าเขาจะมีอายุเท่าไรก็ตาม ทั้งนี้เพื่อใช้สื่อสารกับลูก ศึกษาทำความรู้จักพฤติกรรมในวัยของพวกเขา ดังนั้น เรื่องของช่องว่างระหว่างวัยนั้นเป็นสิ่งที่พวกเราสร้างกันขึ้นมาเอง

เรามาดูกันว่าท่านนบี ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมได้สร้าง “พื้นฐานทางอารมณ์แห่งความรู้สึกรักใคร่อันลึกซึ้ง” ให้เกิดขึ้นในจิตใจของเด็กๆ และกลายเป็นคุณสมบัติหนึ่งในตัวของพวกเขาได้อย่างไร
~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~
ประการแรกคือ ท่านนบีได้ใช้ “ความเมตตา” (เราะมะฮฺ) ซึ่งหมายรวมถึงบุคลิกภาพของท่าน ใบหน้าของท่าน การยิ้มของท่าน การใช้วิธีการสัมผัสกับเด็กๆ ที่เกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่แค่ในบางช่วงเวลา หรือเฉพาะในช่วงเวลาที่มีความสุขเท่านั้น หากแต่ท่านยึดถือเอาสิ่งเหล่านี้เป็นหลักปฏิบัติในการดำเนินชีวิต แม้แต่ในช่วงเวลาที่ในหัวใจของท่านกำลังเป็นทุกข์ โกรธ หรือกังวลใจเกี่ยวกับสงคราม เศร้าเสียใจการที่บรรดาเศาะหาบะฮฺถูกฆ่า หรือลูกของท่านที่เสียชีวิตไปก็ตาม ท่านก็จะยังคงยิ้มในยามที่พบเจอ และมีปฏิสัมพันธ์กับเด็กๆ เสมอ

ท่านอนัส อิบนุ มาลิกเคยกล่าวว่า “ไม่มีผู้ใดที่มีความเมตตาเทียบเท่าท่านนบี”

ยกตัวอย่างจากหะดีษบทหนึ่ง ซึ่งเป็นเรื่องของอบูอุมัยรฺ น้องชายท่านอนัส อิบนุ มาลิก “อบู อุมัยรฺ” มีนกตัวเล็กตัวหนึ่งที่เขามักจะเล่นกับมัน วันหนึ่งท่านนบีศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัมสังเกตเห็นว่า อบูอุมัยรฺ ดูซึมเศร้าไป ท่านจึงถามว่า “ทำไมฉันถึงเห็นอบู อุมัยรฺ ซึมเศร้าเช่นนี้หละ” เศาะหาบะฮฺท่านหนึ่งจึงบอกกับท่านว่า “โอ้ท่านเราะสูล นกนุฆ็อยรฺ (นกชนิดหนึ่ง เป็นนกตัวเล็ก เหมือนกับนกกระจอก:: ผู้เขียน) ที่เขามักจะเล่นกับมันได้ตายไปแล้ว” ท่านนบีจึงถามเด็กชายวัยที่เพิ่งหย่านม (2-4 ขวบ) ด้วยความอ่อนโยนว่า “โอ้ อบู อุมัยรฺ เกิดอะไรขึ้นกับ “นุฆ็อยรฺ” หรือ”

บทเรียนจากหะดีษข้างต้นนี้ คือ
– ท่านนบีสังเกตเห็นว่า อบูอุมัยรกำลังมีอาการซึมเศร้า และท่านก็สอบถามว่า “ทำไมฉันถึงเห็นอบู อุมัยรฺ ซึมเศร้าเช่นนี้หละ?” นี่แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของท่าน เพราะในความเป็นจริงแล้ว ตัวท่านเองย่อมมีเรื่องอื่นๆ ต้องให้คิดให้เครียดมากมาย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสงคราม เรื่องภรรยาของท่าน แต่ท่านกลับให้ความสนใจต่ออาการซึมเศร้าของเด็กน้อยคนหนึ่ง

– ท่านนบีถามเด็กน้อยว่า “โอ้ อบู อุมัยรฺ เกิดอะไรขึ้นกับ “นุฆ็อยรฺ” หรือ?” ทั้งที่ท่านก็ทราบดีว่านกของอบู อุมัยรฺตายไปแล้ว ท่านสามารถบอกกับเด็กได้ว่า ‘อินนา ลิลลา วะอินนาอิลัยฮิรอญิอูน อัลลอฮฺทรงกำหนดการตายของมันไว้แล้ว” แน่นอนว่าการพูดแบบนั้นเป็นความจริง เป็นสัจธรรม แต่สำหรับเด็กแล้วมันไม่ได้ง่ายแบบนั้น เด็กต้องการการปลอบโยน ต้องการใครสักคนที่เห็นใจ พูดคุยกับเขาในเรื่องที่เขากำลังคิดถึงอยู่ มันจึงมีคำพูดที่ว่าการพูดถึงคนตายในทางที่ดีนั้นเป็นเรื่องที่ควรทำ ดังนั้น ขออย่าได้คิดว่าการพูดถึงคนที่ตายไปแล้วนั้นอาจจะสร้างความเสียใจหรือเป็นการตอกย้ำผู้ฟังเสมอไป เพราะจริงๆ แล้วมนุษย์ส่วนใหญ่ชอบที่จะนึกถึง หรือพูดถึง หรือรับฟังเรื่องราวของคนที่เขารัก แม้ว่าคนคนนั้นจะเสียชีวิตไปแล้วก็ตาม ดังนั้นแน่นอนว่าเด็กๆ ย่อมมีความรู้สึกเดียวกัน และอาจจะมากกว่านั้น

– การที่ท่านนบีถามเด็กเกี่ยวกับนกของเขา มันไม่ใช่ว่าท่านมีความสนใจต่อนกตัวนั้น ท่านไม่ได้ถามเพราะต้องการคำตอบ หากแต่เป็นการถามเพื่อให้เด็กรู้ว่า เขายังมีคนที่ห่วงใยและใส่ใจอยู่ มันจึงจำเป็นที่ผู้เป็นพ่อแม่ควรถามไถ่ความเป็นไปของลูก แม้ว่าพวกเขาอาจจะรู้คำตอบอยู่แล้วก็ตาม และควรทำสม่ำเสมอ ไม่ใช่เพียงแค่ครั้งสองครั้ง เพราะเด็กจะจดจำไปตลอดว่าคุณเคยถามไถ่เขา ห่วงใย ใส่ใจเขา

– ท่านนบีเรียกเด็กด้วย กุนยาฮฺ (ฉายา ชื่อเล่น) ว่า ‘อบู อุมัยรฺ’ ทั้งที่จริงๆ แล้ว เด็กไม่ได้เป็นพ่อของใคร หากแต่ท่านนบีเรียกเพื่อเป็นการให้เกียรติ และทำให้เด็กรู้สึกดี

– มันเป็นที่อนุมัติ ในการที่จะถามคำถามที่เรารู้คำตอบอยู่แล้ว

– ท่านนบีต้องการให้เด็กรู้ว่า มันไม่เป็นไรที่จะเกิดความรู้สึกเศร้า เสียใจ กับการตายของนก มันไม่เป็นไร ในการที่จะร้องไห้
……………
ยังไม่จบนะคะ โปรดติดตามภาค /ตอนต่อไป ค่ะ อินชาอัลลอฮฺ

Read Full Post »

20130307-021321 AM.jpg

หลังจากที่อัลลอฮฺได้ทรงสร้างอะดัมและเฮาวา พระองค์ได้ทรงเรียกบรรดามลาอิกะฮฺมายังพระองค์ และบอกแก่พวกเขาว่าพระองค์ได้ทรงสร้างมนุษย์เพศชายคนหนึ่งขึ้นมา โดยให้มีชื่อว่า “อะดัม” และพระองค์ก็ได้ทรงสร้างสตรีคนหนึ่งขึ้นมา โดยให้มีชื่อว่า “เฮาวา” หรือ “อีฟ” และพระองค์ทรงปรารถนาให้ทั้งสองได้อาศัยอยู่บนพื้นพิภพ

บรรดามลาอิกะฮฺต่างเกิดความตื่นตระหนกเป็นอย่างมาก เพราะมนุษย์คือผู้ที่จะสร้างความเสียหายบนผืนแผ่นดิน และพวกเขาจะทำลายล้างมัน พวกเขาจะทำให้โลกเต็มไปด้วยความชั่วร้ายและการต่อสู้ฆ่าฟัน
20130307-021339 AM.jpg

หากแต่อัลลอฮฺทรงรอบรู้ถึงทุกสิ่งและทรงปรีชาญาณยิ่ง พระองค์ทรงรู้ถึงสิ่งเร้นลับทั้งหลายที่อยู่ภายในสวนสวรรค์และผืนแผ่นดิน พระองค์ทรงสร้างทุกสิ่งขึ้นมาและทรงรู้ชื่อที่แท้จริงของบรรดาสรรพสิ่งทั้งหลายเหล่านั้นที่พระองค์ได้ทรงสร้างขึ้น ดังนั้นพระองค์จึงทรงสอนอะดัมให้รู้จัก “ชื่อของสรรพสิ่งทั้งมวล”

พระองค์ทรงเรียกบรรดามลาอิกะฮฺมา และทรงให้พวกเขาบอกชื่อของสรรพสิ่งทั้งหลายเหล่านั้น หากแต่พวกเขาไม่ทราบชื่อของมัน
20130307-021352 AM.jpg

มลาอิกะฮฺกล่าวต่ออัลลอฮฺว่า “เราไม่ทราบชื่อของสรรพสิ่งทั้งหลายเหล่านั้น พระองค์มิเคยแจ้งให้พวกเขาได้ทราบชื่อของพวกมัน เรารู้เพียงแต่สิ่งที่พระองค์ทรงสอนเราเท่านั้น พระองค์คือผู้ทรงรอบรู้ในทุกสิ่งและทรงปรีชาญาณยิ่ง”
20130307-021423 AM.jpg

ดังนั้น อัลลอฮฺจึงทรงเรียกอะดัมมาและขอให้เขาบอกชื่อของสรรพสิ่งทั้งหลายแก่พระองค์
อะดัมได้บอกแก่พระองค์ถึงชื่อของสรรพสิ่งทั้งหลายที่พระองค์ทรงสอนเขา

จากนั้นอัลลอฮฺทรงบัญชาต่อบรรดามลาอิกะฮฺว่า “จงก้มคำนับต่ออะดัมเสีย” บรรดามลาอิกะฮฺทั้งหมดได้ก้มคำนับต่ออะดัมด้วยความเคารพ เว้นแต่ “อิบลิส” ที่ไม่ยอมก้มคำนับ
20130307-021447 AM.jpg

อัลลอฮฺจึงทรงถามอิบลิสว่า “เหตุใดเจ้าจึงไม่ก้มคำนับต่ออะดัม เหตุใดเจ้าจึงไม่เชื่อฟังข้า” อิบลิสตอบพระองค์ว่า “เพราะข้าพระองค์ดีกว่าอะดัม พระองค์ทรงสร้างข้าพระองค์จากไฟ หากแต่พระองค์ทรงสร้างเขาจากดินโคลน”

อัลลอฮฺจึงตรัสว่า “จงออกไปจากที่นี่เสีย ข้าขอสาปแช่งเจ้าไปจนถึงวันแห่งการตัดสิน”
“โปรดให้การผ่อนผันแก่ข้าพระองค์ไปจนถึงวันแห่งการตัดสินด้วยเถิด” อิบลิสร้องขอต่อพระองค์
20130307-021455 AM.jpg

และมันก็กล่าวต่อพระองค์ว่า “ข้าพระองค์จะล่อลวงผู้คนไปสู่การกระทำบาป และจะนำทางพวกเขาให้หลงจากหนทางอันเที่ยงตรง”

อัลลอฮฺตรัสว่า “เจ้าสามารถล่อลวงผู้คนตามที่เจ้าปรารถนา หากแต่ผู้ศรัทธาที่แท้จริงย่อมไม่มีวันที่จะเชื่อฟังเจ้า”

“พวกเขาไม่มีทางที่จะถูกล่อลวง ข้าจะคอยชี้นำทางพวกเขาให้ทำในสิ่งที่ถูกต้อง เจ้าจะไม่มีอำนาจเหนือพวกเขาแต่อย่างใด”
20130307-021504 AM.jpg

อัลลอฮฺคือผู้ทรงชี้นำทางที่ดียิ่ง
พระองค์คือผู้ทรงปกป้องคุ้มครองมวลมนุษย์
พระองค์ทรงชี้นำพวกเราไปสู่หนทางที่เที่ยงตรง
พระองค์จะมิทรงทำให้พวกเราหลงทาง
20130307-021559 AM.jpg

20130307-021608 AM.jpg

20130307-021615 AM.jpg

Read Full Post »

••••••••••••••••••••••
ทำให้พวกเขารู้สึกมีค่า มีสิทธิในการแสดงความเห็น มีสิทธิที่จะทำบางสิ่งบางอย่างเช่นเดียวกับผู้ใหญ่ โดยไม่ทำให้พวกเขารู้สึกเสียหน้า เช่นว่า การให้เด็ก (ชาย) ยืนละหมาดแถวต้นๆ กับผู้ใหญ่ ไม่ใช่ว่าพอเราเห็นว่าเขาเป็นเด็ก ก็ไล่เขาไปแถวหลังๆ เป็นต้น

เพราะแม้แต่ศาสนทูตมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม เองก็ให้เกียรติเด็กๆ เช่นกัน

ครั้งหนึ่งท่านนั่งอยู่กับบรรดาเศาะฮาบะฮฺ ซึ่งด้านขวาของท่าน มีเด็กชายคนหนึ่งนั่งอยู่ข้างท่าน และด้านซ้ายของท่าน มีชายชรานั่งอยู่ข้างท่าน และขณะนั้นมีคนนำน้ำหรือนมแก้วหนึ่งมาให้ท่าน ซึ่งท่านเองก็ได้ดื่มมัน จากนั้นท่านจึงหันไปถามเด็กน้อยว่า ‘โอ้ หนูน้อย เธอจะอนุญาตให้ฉันนำเครื่องดื่ม (ส่วนที่เหลือ) มอบให้แก่ชายชราได้หรือไม่?’

เด็กน้อยตอบว่า ‘โอ้ เราะสูลุลลอฮฺ ฉันจะไม่ให้ใครคนใดดื่มส่วนที่เหลือจากที่ท่านได้ดื่ม นอกจากตัวฉันเองหรอกครับ’ ดังนั้นศาสนทูตมุหัมมัดจึงให้เครื่องดื่มส่วนที่เหลือแก่เด็กน้อย โดยมิได้กล่าวตำหนิเขาแต่อย่างใด (รายงานโดยบุคอรียฺ)

นี่คือแบบอย่างของการให้เกียรติเด็กๆ จากศาสนทูตมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ที่เราพ่อแม่ควรนำมาปฏิบัติเช่นกัน
**********
แปล เรียบเรียงจาก :: คลิปการบรรยายของชัยคฺเตาฟีก เชาษุรียฺ How to raise children to be true men (ไม่เป๊ะนะคะ เรียบเรียงแบบจำมา)
–بنت الاسلام–
*********
หมายเหตุ หากคัดลอกข้อความใดๆ จากบล๊อค โดยไม่ได้กดแชร์ รบกวนแจ้งแหล่งที่มาด้วยนะคะ ญะซากุ้มมุ้ลลอฮุ ค็อนร็อน

20130112-013058 PM.jpg

Read Full Post »

‘การเป็นแม่ที่ดี’ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับวิธีการคลอดลูกของคุณ การให้นมลูกด้วยนมแม่หรือนมจากขวด

ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าคุณใช้ผ้าอ้อมแบบไหน หรือของใช้แบบใดเช่นที่หลายๆ คนต่างหลงใหล

เพราะลูกของคุณคงไม่มาจดจำหรอกว่า..แม่คลอดเขาออกมาอย่างไรหรือนมแบบใดที่แม่ใช้ป้อน หรือผ้าอ้อมชนิดไหนที่คุณใช้กับก้นน้อยๆ ของเขา

หากแต่พวกเขาจะจดจำการหอม การจูบ การโอบกอด และการเล่นจ๊ะเอ๋ของคุณ ความอบอุ่นของคุณ กลิ่นของคุณ ความปลอดภัยที่พวกเขารู้สึก เวลาที่พวกเขาอยู่ใกล้ชิดคุณต่างหาก

และที่สำคัญที่สุดคือ ‘พวกเขาจะรักคุณ ก็เพราะว่าคุณรักพวกเขา’ ซึ่งนั่นแหละคือสิ่งสำคัญ
•••••••••••••
แหล่งที่มาต้นฉบับภาษาอังกฤษ เพจ Islam for kids
بنت الاسلام แปล

20121130-115509 AM.jpg

Read Full Post »

Image

คุณครูขอให้นักเรียนเขียนสิ่งที่พวกเขาคิดว่าเป็น “7 สิ่งที่มหัศจรรย์ที่สุดในโลก” แม้ว่าจะมีความขัดแย้งกันบ้างในหมู่นักเรียน แต่คำตอบที่นักเรียนส่วนใหญ่ตอบไว้มีดังนี้
1. มหาปิรามิด ประเทศอียิปต์
2. ทัช มาฮาล ประเทศอินเดีย
3. แกรนด์ แคนยอน ประเทศสหรัฐอเมริกา
4. คลองปานามา
5. ตึกเอ็มไพร์สเตท ประเทศสหรัฐอเมริกา
6. มหาวิหารเซนต์ปีเตอร์ ประเทศอิตาลี
7. กำแพงเมืองจีน

ขณะที่รวบรวมผลโวต คุณครูก็พบว่ามีนักเรียนคนหนึ่งที่ยังไม่ได้ให้กระดาษคำตอบแก่เธอ ดังนั้นเธอจึงถามเด็กหญิงว่ามีปัญหากับหัวข้อที่เธอให้เขียนหรือไม่ เด็กหญิงจึงตอบคุณครูว่า “ค่ะ มีนิดหน่อย คือหนูไม่สามารถตัดสินใจได้ เพราะมันมีสิ่งมหัศจรรย์หลายอย่างมากเลยค่ะ”

คุณครูจึงบอกกับเด็กหญิงว่า “เอาอย่างนี้แล้วกันนะคะ นักเรียน ลองบอกสิคะว่า หนูคิดถึงอะไรบ้าง เผื่อว่าบางทีพวกเราจะสามารถช่วยหนูได้” เด็กหญิงลังเลใจ จากนั้นเธอจึงอ่านสิ่งที่เธอเขียนไว้ในกระดาษว่า “หนูคิดว่า 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลก คือ

1. การมองเห็น
2. การได้ยิน
3. การสัมผัส
4. การรู้รส
5. การรู้สึก
6. การหัวเราะ
7. และการที่ได้รัก ค่ะ”

สิ่งเหล่านี้.. ที่เรามองข้ามไป.. สิ่งที่อัลลอฮฺทรงประทานให้แก่เรา.. นั้นคือสิ่งที่มหัศจรรย์อย่างแท้จริง
—————————————————–
แปลและเรียบเรียงจากเพจ Islam for kids

Read Full Post »

คุณจะคาดหวังให้เด็กๆ เชื่อฟังพ่อแม่ของพวกเขาได้อย่างไร ในเมื่อ….
..ทาร์ซานใช้ชีวิตเปลือยเปล่าครึ่งตัว
..ซินเดอร์เลล่ากลับบ้านเวลาเที่ยงคืน
..พิน๊อกคิโอโกหกตลอดเวลา
..อะลาดินเป็นราชาโจร
..ทอมแอนด์เจอรี่หาทางทำร้ายกันอยู่ตลอดเวลา
..แบทแมนขับรถเร็วเกินกว่า 200 ไมล์ต่อชั่วโมง
..เจ้าหญิงนิทราเป็นเด็กสาวผู้เกียจคร้าน
..และสโนไวน์อยู่กับผู้ชายถึง 7 คน

ดังนั้น เราก็คงไม่ต้องประหลาดใจ เวลาที่เราเห็นเด็กๆ มีพฤติกรรมที่ไม่ดี นั่นเป็นเพราะพวกเขาซึมซับมาจากนิทานที่พวกเขาได้ฟังหรืออ่าน และจากการ์ตูนที่พวกเขาดู

คุณพ่อ คุณแม่ทั้งหลาย ..
สอนลูกๆ ของคุณด้วยเรื่องราวของอิสลาม เรื่องราวจากอัลกุรอาน เรื่องราวของบรรดาศาสนทูตของอัลลอฮฺ เรื่องราวของบรรดาเศาะหาบะฮฺ เถิด

เรื่องราวเหล่านี้ย่อมให้สาระประโยชน์แก่ลูกๆ ของเรามากกว่าเรื่องแต่งจอมปลอมเหล่านั้น
•••••••••••••
แปลเรียบเรียงและเพิ่มเติมจากข้อความทางเพจ Revert Muslims association
بنت الاسلام

20121101-020103 PM.jpg

Read Full Post »

Older Posts »

%d bloggers like this: