Feeds:
Posts
Comments

Archive for the ‘หะดีษ’ Category

🔑🔑🔓ทางออกของทุกปัญหา🔓🔑🔑

จากคลิป A solution to all your problems by iLovUAllah แปลเรียบเรียงโดย Bint Al Islam  

นบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสัลลัมกล่าวไว้ในหะดีษของท่าน ซึ่ง รายงานโดยท่านอนัส (เราะฎิยัลลลอฮุ อันฮุ) เป็นหะดีษที่มีความงดงามยิ่ง หากเพียงแค่พวกเราเข้าใจความหมายที่แท้จริงของมัน 

สิ่งที่นบีกล่าวไว้ในหะดีษบทนี้จะช่วยแก้ปัญหาทุกๆ ปัญหาของเราได้ 

ท่านนบีกล่าวไว้ว่า ■■ผู้ใดก็ตามที่กังวลเกี่ยวกับอาคิเราะฮฺของเขา อัลลอฮฺจะทรงทำให้เขามีความร่ำรวยในหัวใจ และจะทรงรวบรวมสิ่งต่างๆ ที่กระจัดกระจายให้แก่เขา และดุนยาก็จะวิ่งเข้ามาหาเขาอย่างพรั่งพรู■■

🔑“ผู้ใดก็ตามที่กังวัลเกี่ยวกับอาคิเราะฮฺของเขา”🔑 ความกังวลใจนี้ถือเป็นความกังวลใจที่ดี เพราะการเป็นห่วงกังวลต่ออาคิเราะฮฺนั้น หมายถึงการเป็นกังวลต่อช่วงเวลาที่คุณจะต้องยืนอยู่ต่อหน้าพระพักตร์ของอัลลอฮฺ อัซซะวะญัล

🔑“อัลลอฮฺจะทรงทำให้เขามีความร่ำรวยในจิตใจของเขา”

🔑ความร่ำรวยในจิตใจคืออะไร? 

🔓ความร่ำรวยของกระเป๋าคือ “เงิน” 

🔓ส่วนความร่ำรวยของจิตใจคือ “ความสุขและความพึงพอใจ” 

🔓เพราะเงินทองในดุนยานี้จะไม่มีทางทำให้หัวใจของคุณร่ำรวยได้ 

🔑และผู้ใดก็ตามที่กังวลเกี่ยวกับอาคิเราะหฺ🔑 ซึ่งหมายถึงผู้ศรัทธาที่เป็นห่วงกังวลเกี่ยวกับความพึงพอพระทัยของอัลลอฮฺ  อัลลอฮฺจะทรงทำให้เขามีความร่ำรวยในจิตใจ และไม่ใช่เพียงแค่นั้น เพราะอัลลอฮฺจะทรงรวบรวมการงานทั้งหมดของเขาไว้ให้อยู่ภายใต้การดูแลของพระองค์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการเงิน ชีวิตคู่ ชีวิตครอบครัว ชีวิตทางสังคม  ทุกๆ กิจการงานของคุณจะอยู่ภายใต้การควบคุมของคุณเอง คุณจะมีความสามารถในการควบคุม จัดการเรื่องราวทั้งหมดนั้นได้ โดยที่การงานเหล่านั้น ปัญหาเหล่านั้นจะไม่สามารถควบคุมชีวิตคุณได้ 

👋👋👋👋อัลลอฮฺจะทรงรวบรวมทุกๆ การงานในโลกดุนยานี้ของคุณ และอัลลอฮฺจะวางมันไว้ที่มือของคุณ คุณจะเป็นผู้ควบคุมมัน คุณจะอยู่เหนือสิ่งเหล่านั้น👋👋👋👋

และไม่ใช่เพียงแค่นั้น นบียังกล่าวด้วยว่า 🔑และดุนยาและทุกสิ่งอย่างที่อยู่ในดุนยานี้จะวิ่งเข้ามาหาเขา🔑 ดังนั้น หากความกังวลใจของคุณ คืออาคิเราะฮฺ  ดุนยาจะวิ่งเข้าหาคุณเอง

หากคุณอยู่ในดุนยานี้เพื่อให้ดุนยารับใช้คุณ อัลลอฮฺก็จะทรงทำให้คุณเป็นเจ้านายแห่งดุนยา และอัลลอฮฺจะทรงทำให้คุณเป็นบ่าวแห่งอาคิเราะ

ผู้ใดก็ตามที่มีความกังวลต่ออาคิเราะฮฺ และความพึงพอพระทัยของอัลลอฮฺ อัลลอฮจะทรงประทานความร่ำรวยให้แก่หัวใจของเขา และอัลลอฮฺจะทรงรวบรวมทุกๆ เรื่องราว ทุกๆ ปัญหาของเขาให้อยู่ภายใต้การควบคุมดูแลของเขาและอัลลอฮฺจะทรงทำให้ดุนยาวิ่งเข้าหาเขา

แต่ในทางกลับกัน  🔑ผู้ใดก็ตามที่กังวลต่อดุนยาของเขา🔑

🔓ความกังวลใจของเขาคือเรื่องราวแห่งดุนยา

🔓ความเครียดของเขาก็คือเรื่องราวแห่งดุนยา 

นบีมุหัมมัดกล่าวว่า ■■ผู้ใดก็ตามที่กังวลเกี่ยวกับดุนยาของเขา อัลลอฮฺจะทรงทำให้เกิดความยากจนปรากฎขึ้นระหว่างดวงตาทั้งสองข้างของเขา และในหัวใจของเขา และจะทรงทำให้กิจการต่างๆ ของเขากระจัดกระจาย■■ หมายความว่า หากว่าเขามีแต่ความกังวลแต่เรื่องของดุนยา พระองค์จะทรงทำให้เขามีแต่ความแร้นแค้น ยากจน แม้ว่าเขาจะมีเงินมากมายในดุนยานี้

คุณเคยเห็นไหม คนบางคนที่ร่ำรวยมากๆ แต่พวกเขากลับเป็นเยี่ยงทาสรับใช้ ตลอด 24 ชั่วโมง ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะได้นับเงินของตัวเอง พวกเขาร่ำรวยมาก แต่ไม่มีแม้แต่โอกาสที่จะเห็นหน้าลูกๆ ของตัวเอง พวกเขาร่ำรวยมาก แต่ไม่มีโอกาสที่จะได้กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ พวกเขาร่ำรวยมาก แต่ไม่มีโอกาสที่จะนั่งลงและพักผ่อน ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว พวกเขาเหล่านั้นคือผู้ที่ยากจน และพวกเขาไม่เคยมีความสุขเลย ไม่เคยมีความสุขเลยจริงๆ พวกเขาไม่เคยที่จะมีโอกาสได้ลิ้มรสชาติในแบบที่คนยากจนได้ลิ้มลอง ซึ่งนั่นคือ การได้พักผ่อน และความสบายใจ 

พวกคุณคิดว่าพวกเขารวย มีทรัพย์สินมากมาย มีชีวิตที่สะดวกสบาย แต่ในความเป็นจริงแล้ว มันไม่ได้เป็นแบบนั้นเลย

แน่นอนภายนอกเขาดูร่ำรวย มีทรัพย์สินมากมาย พวกเขามีเงินทองมหาศาล แต่ทว่าพวกเขากลับไม่พบกับความสบายใจ พวกเขาไม่รู้สึกผ่อนคลาย พวกเขาไม่มีความสุข เพราะอะไร? 

เพราะดุนยาคือความเครียด ความกังวลใจของเขา

อัลลอฮฺจะทรงทำให้เขายากจนในดวงตาของเขา อัลลอฮฺประทานความยากจนให้ในระหว่างดวงตาทั้งสองข้างของเขา ถืงแม้ว่าเขาจะมีเงินมากมายแห่งดุนยา แต่พวกเขาก็จะยังคงเป็นผู้ที่ยากจนอยู่ดี แม้ว่าพวกเขาจะมีเงินมากมาย แต่พวกเขายังคงมีแต่ความเครียดอยู่ดี

■■ผู้ใดก็ตามที่ให้อาคิเราะฮฺเป็นสิ่งที่สำคัญ (เป็นความห่วงกังวล) สำหรับเขา อัลลอฮฺจะทรงรวบรวมการงานทั้งหมดของเขาไว้ให้ และจะทรงทำให้เขามีความร่ำรวยในหัวใจ และดุนยาจะวิ่งเข้ามาหาเขาอย่างพรั่งพรูแม้ว่ามันจะไม่เต็มใจก็ตาม และผู้ใดก็ตามที่ให้ดุนยาเป็นสิ่งสำคัญ (เป็นความห่วงกังวล) สำหรับเขา อัลลอฮฺจะทรงทำให้เกิดความยากจนปรากฎขึ้นระหว่างดวงตาทั้งสองข้างของเขา และในหัวใจของเขา อัลลอฮฺจะทรงทำให้กิจการต่างๆ ของเขากระจัดกระจายไม่เป็นระเบียบ และจะไม่มีสิ่งใดในดุนยาเข้ามาหาเขายกเว้นเท่าที่ถูกกำหนดไว้ให้แก่เขาเท่านั้น■■ (อัตติรฺมิซียฺ จัดระดับความน่าเชื่อถือของหะดีษโดยอัลอัลบานียฺ)

Read Full Post »

🍃🍃🍃เปลี่ยนแปลงชีวิตด้วยหะดีษเพียง 1 บท🍃🍃🍃

จากคลิป One hadith changed his life (The Prophet’s path) แปลเรียบเรียงโดย Bint al Islam

มีหลายคนที่ชีวิตของพวกเขาเปลี่ยนแปลงไป ด้วยเพราะอัลกุรอานเพียงหนึ่งอายะฮฺ หรือหะดีษเพียงหนึ่งบท 

ไม่ว่าคนเหล่านั้นจะเป็นขโมย โจร จะเป็นคนที่มักอธรรม รังแกผู้อื่น จะเป็นคนที่ติดเหล้า ทำบาป หรือคนมีพฤติกรรมที่แสนจะชั่วร้าย แต่อายะฮฺในอัลกุรอานเพียงหนึ่งอายะฮฺสามารถเปลี่ยนแปลงเขาได้ทั้งชีวิต บางคนกลายเป็นอีหม่าม ผู้รู้

¤อิหม่ามอิบนุ กุดามะฮฺ¤ ได้เล่าถึงเหตุการณ์หนึ่งในหนังสือของท่าน 📖กิตาบ อัล เตาวะบีน📖 ว่า

มีชายคนหนึ่งที่ติดการดื่มสุราอย่างหนัก เขามักจะมีอาการเมาอยู่ตลอดเวลา เขามีชื่อว่า ¤อับดุลลอฮฺ อิบนุ มัสลามะฮฺ อัล กอนะบีฮฺ¤

ครั้งหนึ่งขณะที่อับดุลลอฮ อิบนุ มัสลามะฮฺ อัล กอนะบีฮฺกำลังดื่มสุราอยู่กับสหายของเขา เขาเห็นกลุ่มคนมากมายรวมตัวกันล้อมวงชายคนหนึ่ง และชายคนนั้นกำลังนั่งอยู่บนลาของเขา 

ด้วยเหตุนี้ อับดุลลอฮฺจึงเกิดความสงสัย และต้องการจะรู้ว่าชายคนนั้นคือใคร และทำไมทุกคนจึงมาอยู่ล้อมรอบตัวเขา 

เขาจึงเข้าไปถามกลุ่มคนที่ล้อมรอบตัวชายคนนั้นโดยที่ในมือของเขายังคงถือขวดสุราอยู่ ว่า “นั่นคือใครกัน”
เขาได้รับคำตอบว่า “เขาคืออีหม่ามที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากๆ เลยนะ” อับดุลลอฮฺจึงถามต่อว่า “อีหม่ามคนนี้ชื่ออะไร” พวกเขาตอบว่า ¤อีหม่ามชุบะฮฺ อิบนุ ฮัจญญัจฺ¤ 

อับดุลลอฮฺถามต่อว่า “แล้ว เขาทำอะไร” พวกเขาตอบว่า “เขาเป็น มุหัดดีษ” อับดุลลอฮฺถามต่อว่า “มุหัดดีษ คืออะไร” 

พวกเขาตอบว่า “มุหัดดีษ คือ ผู้ที่รายงาน จดจำ และสั่งสอน และปฏิบัติตามบรรดาหะดีษของท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม อย่างไรเล่า” 

จากนั้น อับดุลลอฮฺจึงได้เข้าไปหาอีหม่ามชุบะฮฺ ขณะที่ท่านกำลังนั่งอยู่บนลา และเขาพูดกับท่านว่า “หากท่านเป็นมุหัดดิษจริง ช่วยรายงานหะดีษหนึ่งบทให้กระผมฟังหน่อยจะได้ไหม” 

เมื่ออีหม่ามชุบะฮฺได้ยินเช่นนั้น และด้วยความที่ท่านเป็นอีหม่าม ที่มองเห็นว่าอับดุลลอฮฺกำลังถือขวดสุราอยู่ในมือ ท่านจึงรายงานหะดีษบทหนึ่งที่ตรงกับสถานการณ์ขณะนั้น 

คำแปลของหะดีษที่ท่านได้นำเสนอแก่เขาคือ “หากบุคคลหนึ่งปราศจากซึ่งความละอาย เขาย่อมทำในสิ่งใดก็ตามที่เขาปรารถนา” 

○○ซุบฮานั้ลลอฮฺ พวกเราได้ยินหะดีษนี้อยู่บ่อยครั้ง แต่ทว่ามันเคยสร้างความเปลี่ยนแปลงใดๆ ในชีวิตของเราหรือไม่ ○○

อย่างไรก็ตาม เมื่ออับดุลลอฮฺ อิบนุ มัสลามะฮฺ อัล กอนะบียฺได้ยินหะดีษบทดังกล่าว ขวดสุราที่เขาถืออยู่ก็หลุดจากมือของเขาหล่นลงพื้น และเขาก็พูดขึ้นมาว่า “นบีมุหัมมัดกล่าวเช่นนี้จริงๆ หรือ ที่ว่า ▪หากท่านไม่มีความละอาย ก็จงทำในสิ่งที่ท่านปรารถนาเถิด▪ 

เขาจึงเริ่มถามตัวเองว่า “ฉันเป็นคนที่ไร้ความละอายหรือนี่” 

♡♡หะดีษบทดังกล่าวนี้ได้ทะลุทะลวงเข้าไปในหัวใจของเขา♡♡

จากนั้นเขาจึงเดินทางกลับบ้าน และใช้เวลาอยู่ภายในห้องของเขา ร้องไห้ ใคร่ครวญอยู่หลายวัน เขาเฝ้าถามตัวเองว่า “ฉันได้ทำอะไรลงไปกับชีวิตของฉันที่ผ่านมากันนี่” “ฉันดื่มสุรา ฝ่าฝืนอัลลอฮฺมาโดยตลอด” ในที่สุดเขาก็ได้สำนึกผิด ขออภัยโทษต่ออัลลอฮฺ และเขาก็ออกมาจากห้องของเขา และบอกมารดาของเขาว่า “ผมจะไปจากประเทศนี้ ผมต้องการที่จะแสวงหาความรู้ศาสนา ผมอยากจะเป็นเช่นอีหม่ามชุบะฮฺ ท่านเป็นมุหัดดีษ แล้วทำไมผมจะเป็นมุหัดดีษบ้างไม่ได้ หากอีหม่ามชุบะฮฺสามารถเป็นมุหัดดีษได้ ผมก็เป็นได้เช่นกัน” 

■■พี่น้องมุสลิมที่รัก เห็นหรือไม่ ก่อนหน้านี้เขาเป็นคนที่ติดการดื่มสุรา และตอนนี้เขาปรารถนาอยากจะเป็นมุหัดดีษแล้ว■■

■■เขาไม่ได้ต้องการเพียงแค่เตาบัต (สำนึกผิดขออภัยโทษ) เท่านั้น หากทว่าเขาปรารถนาที่จะทำอะม้าล และอยากจะปฏิบัติจริง และอยากจะเป็นมุหัดดิษ■■

ด้วยเหตุนี้ เขาจึงเข้าไปถามบรรดาอุลามะฮฺ และพวกท่านแนะนำให้เขาเดินทางไปแสวงหาความรู้ที่มาดีนะฮฺ

■■คุณรู้จักอีหม่ามมาลิกหรือไม่ ท่านคือหนึ่งในอีหม่ามที่ดีที่สุดในยุคนั้น และหากว่าคุณเป็นลูกศิษย์ของท่าน คุณก็จะกลายเป็นมุหัดดิษ■■

ดังนั้นอับดุลลอฮฺจึงออกเดินทาง เขาเดินทางจากบัศรอไปยังมาดีนะฮฺ และเขาก็มุ่งหน้าไปยังอีหม่ามมาลิก และจากนั้นเขาก็กลายเป็นหนึ่งในลูกศิษย์ที่ดีที่สุดของอีหม่ามมาลิก 

■■และไม่ใช่เพียงแค่นั้น พวกเรารู้จักผู้ที่รายงานหะดีษที่เชื่อถือได้ที่สุดทั้งสองท่านนี้ดีใช่หรือไม่ นั่นคือ อีหม่ามบุคอรียฺ และอีหม่ามมุสลิม■■

■■คุณรู้หรือไม่ว่า อับดุลลอฮฺ อิบนุ มัสลามะฮฺ อัลกอนะบียฺ ก็เป็นหนึ่งในบรรดาอาจารย์ของอีหม่ามบุคอรียฺและอีหม่ามมุสลิมอีกด้วย เห็นหรือไม่ว่า ท่านเดินทางมาไกลเพียงใด จากคนติดเหล้า กลายเป็นหนึ่งในบรรดาอีหม่ามที่ดีที่สุดคนหนึ่ง■■

¤¤ชีวิตของคนติดเหล้าคนหนึ่งเปลี่ยนไปด้วยเพราะหะดีษหนึ่งบท¤¤

✔✅✔แล้วเราล่ะ พี่น้องมุสลิมทั้งหลาย รวมถึงตัวของผมเอง เราอ่านอัลกุรอาน เราอ่านหะดีษมากมาย เราอ่านถ้อยคำ บทความที่สร้างแรงบันดาลใจแห่งอิสลามมากมายบนทวีตเตอร์ เฟซบุ๊ค วอทซแอป และอื่นๆ อีกมากมาย หากทว่ามันไม่ได้เปลี่ยนแปลงชีวิตของพวกเราเลย✔✅✔

Read Full Post »

อบู อุมามะฮฺรายงานว่า นบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “ฉันขอรับรองซึ่งสถานที่พำนักในสวรรค์ญันนะฮฺต่อบรรดาผู้ที่ละทิ้งการโต้เถียง (ทะเลาะ) แม้ว่าเขาจะเป็นฝ่ายที่ถูกต้องก็ตาม และฉันขอรับรองซึ่งสถานที่พำนักกลางสวรรค์ญันนะฮฺ ต่อผู้ที่ละทิ้งการกล่าวเท็จแม้ว่าจะเป็นไปเพื่อความสนุกสนานก็ตาม และฉันขอรับรองซึ่งส่วนที่สูงสุดในสวรรค์ญันนะฮฺต่อผู้ที่มีพฤติกรรมมรรยาทที่ดีงาม” (สุนันอบีดาวูด 4800 หะซัน)

ท่านหญิงอาอิชะฮฺรายงานว่า “นบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “แท้จริงนั้น ผู้เป็นที่เกลียดชังยิ่งต่ออัลลอฮฺ คือผู้ที่ก้าวร้าว หยาบคายในการโต้แย้ง” (เศาะหีฮฺมุสลิม เล่มที่สามสิบสี่ เลขที่หกพันสี่ร้อยสี่สิบเจ็ด)

ท่านอบู อุมามะฮฺรายงานว่า “นบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “จะไม่มีผู้ใดที่หลงทาง หลังจากที่ได้รับทางนำแล้ว เว้นแต่ว่าพวกเขาหมกมุ่นอยู่กับการโต้เถียง (ทะเลาะเบาะแว้ง)” จากนั้นท่านก็อ่านอายะฮฺ “พวกเขายกตัวอย่างแก่เจ้าเพียงเพื่อการโต้แย้ง พวกเขาเป็นกลุ่มคนที่ชอบการโต้เถียง” (อัลกุรอาน 43:58) (สุนัน อัตติรฺมิซียฺ Book of Exegesis, 3253, เศาะหีฮฺ)

และมีการรายงานว่า มีเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่มาจากกลุ่มชนแห่งความรู้ เขามักจะเสนอตัวเองก่อนใครอยู่เสมอ อีกทั้งยังพูดและประพฤติตัวด้วยความยโสทะนงตนในความรู้ของเขาต่อหน้าบรรดาผู้ที่อาวุโสกว่าเขา ซึ่งการกระทำนี้สร้างความขุ่นเคืองต่อท่านสุฟยาน อัษเษารียฺ ด้วยเหตุนี้ท่านจึงกล่าวว่า “บรรดาสลัฟนั้นไม่เคย (ประพฤติตัว) เช่นนี้ พวกท่านไม่เคยกล่าวอ้างถึงความเป็นผู้นำ หรือนั่งอยู่ตรงส่วนหัวของการชุมนุมจนกว่าพวกเขาจะได้แสวงหาความรู้แล้วเป็นระยะเวลาสามสิบปี และท่านกลับแสดงความยโสต่อหน้าบรรดาผู้ที่อาวุโสมากกว่าท่าน จงลุกขึ้นเถอะ ฉันไม่แม้แต่ต้องการที่จะเห็นท่านอยู่ใกล้ๆ กับวงสนทนาของฉัน” (อัลบัยฮากียฺ Al Madhkal Ila Al-Sunan al-Kubra 2:74)

แหล่งที่มา App: Shortcuts to Jannah
แปล บินติ อัลอิสลาม

Read Full Post »

ท่านเราะบิอะฮฺ กล่าวว่า “ฉันอยู่ร่วมกันเราะสูลุลลอฮฺ ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม คืนหนึ่ง และฉันได้นำน้ำและสิ่งที่ท่านต้องการมาให้ท่าน จากนั้นท่านได้กล่าวต่อฉันว่า “จงขอ (อะไรก็ได้ในสิ่งที่ท่านปรารถนา” ฉันจึงตอบว่า “ฉันขอให้ท่านเป็นสหายของฉันในสวนสวรรค์” ท่านตอบว่า “มีอะไรอีกหรือไม่นอกจากนี้” ฉันตอบว่า “นั่นคือทุกอย่าง (ที่ฉันปรารถนา)” ท่านจึงตอบว่า “เช่นนั้นจงช่วยฉันให้บรรลุสิ่งนี้เพื่อท่านด้วยการอุทิศตัวของท่านไปกับการก้มน้อมกราบ (สูญูด) ให้บ่อยครั้ง” (อ้างอิง เศาะหิฮฺมุสลิม เล่มที่ ๔ เลขที่ ๙๙๐)

เราะสูลุลลอฮฺได้แจ้งต่อเราะบิอะฮฺว่า ในการที่จะบรรลุในสิ่งที่ยิ่งใหญ่นี้ (ความเป็นสหายของเราะสูลในสวนสวรรค์) จำต้องอาศัยการก้มน้อมกราบ (สูญูด) ต่ออัลลอฮฺ ซุบฮานะฮู วะตะอาลา อยู่อย่างสม่ำเสมอ ซึ่งความหมายของการน้อมกราบ ณ ที่นี่ คือ “ศอลาตฺ (การละหมาด)” เพราะในภาษาอาหรับ คนจะเรียก “การศอลาตฺ” ว่า “สูญูด”

อ้างอิงจาก Shortcuts to Jannah App
แปล บินติ อัลอิสลาม

Read Full Post »

ทำอย่างไรเราจึงจะเป็นหนึ่งในบรรดาผู้ที่ดีที่สุด
๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑
เขียนโดย อบู มุฮาวิยะฮฺ กัมดัร/ แปล บินติ อัลอิสลาม

หากพูดถึงเรื่องของการพัฒนาตนเองนั้น โดยส่วนใหญ่มักจะมีการให้ความสำคัญว่า “เราควรจะทำอย่างไรเพื่อให้เราดีที่สุด เก่งที่สุดในสิ่งที่เรากำลังทำอยู่” อีกทั้งยังมีเคล็ดลับมากมายที่เราสามารถเรียนรู้ได้เกี่ยวกับการที่จะเป็นคนที่เก่งที่สุดในเรื่องทางโลกทั้งหลาย อย่างไรก็ตาม บทความต่อไปนี้ เราจะมาค้นหาว่า “ทำอย่างไรเราถึงจะเป็นคนที่ดีเลิศที่สุดในพระเนตรของอัลลอฮฺ”

ซึ่งเราจะหาคำตอบกันจากหลายๆ หะดีษที่เน้นย้ำถึงคุณสมบัติของผู้ที่ดีที่สุดในบรรดามุสลิม

ในฐานะของผู้ศรัทธา เราจำต้องพยายามที่จะพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นอยู่เสมอ ดังนั้นเรามาดูกันว่าในหะดีษกล่าวไว้เช่นไรบ้าง และเรามาพยายามที่จะเป็นคนที่ดีเลิศที่สุดในพระเนตรของอัลลอฮฺกัน เพราะในท้ายที่สุดแล้ว การเป็นคนที่ดีเลิศที่สุดในดุนยานั้นย่อมไม่มีคุณค่าใด หากว่าการใช้ชีวิตของเราไม่ได้ทำให้อัลลอฮฺพึงพอพระทัย

๑. “ผู้ที่ดีที่สุดในบรรดามุสลิมนั้น คือผู้ที่บรรดาพี่น้องมุสลิม (ท่านอื่นๆ) ของเขาปลอดภัยจากมือและลิ้นของเขา” (มุสลิม)

ในการที่จะเป็นผู้ศรัทธาที่ดีที่สุดนั้น เราจำต้องเป็นคนที่มีความสงบและความอ่อนโยนเป็นอย่างมาก ผู้คนที่อยู่รอบตัวเราควรรู้สึกปลอดภัยเมื่ออยู่ใกล้ชิดเรา ไม่ใช่เพียงแค่ปลอดภัยจากการถูกกระทำทางกาย แต่ยังรวมถึงความปลอดภัยจากคำพูด วาจาของเราด้วยเช่นกัน ลองพิจารณาดูตัวเราเองและวิเคราะห์การดำเนินชีวิตของเราออกมาด้วยความจริงใจ และถามตัวเองว่า
“ฉันมักจะพูดไม่ดีกับคนอื่นๆ หรือพูดไม่ดีเกี่ยวกับคนอื่นๆ เป็นประจำหรือเปล่า”
“คนรอบตัวฉันเกรงกลัวอารมณ์ที่รุนแรงของฉันหรือเปล่า”
“คนส่วนใหญ่รู้สึกไม่ไว้ใจฉันหรือเปล่า”

คำถามเหล่านี้มีความสำคัญอย่างมากในการที่จะช่วยเราเพื่อปรับปรุงตัวเองให้กลายเป็นคนที่ผู้อื่นรู้สึกปลอดภัยที่จะอยู่ใกล้ชิดด้วย กฎทั่วไปก็คือ “อย่าทำร้าย” และ นี่คือหนึ่งในหลักการขั้นพื้นฐานของอิสลาม

๒. “ผู้ที่ดีที่สุดในหมู่พวกท่านคือผู้ที่มีมารยาทและอุปนิสัยที่ดีที่สุด” (บุคอรียฺ)

ศาสนาของเราคือศาสนาที่เน้นย้ำในเรื่องของการมีมารยาทที่ดีและการมีอุปนิสัยที่ดี “การปฏิบัติตัวของเราต่อผู้คนเป็นเช่นไร” คือสัญญาณที่บ่งบอกว่าเราเข้าใจศาสนาของเราดีเพียงใด

แต่เป็นที่น่าเศร้าที่บางคนกลับกลายเป็นคนที่แข็งกระด้าง ไม่สุภาพ และหยิ่งยโสเมื่อพวกเขาเพิ่งจะเริ่มปฏิบัติตัวตามหลักการศาสนาอิสลาม ซึ่งเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่อิสลามสอน การที่จะเป็นผู้ศรัทธาที่ดีที่สุดนั้น เราจำต้องแสดงออกซึ่งมารยาทที่ดีที่สุดอยู่เสมอ รวมถึงการรับมือ การมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนประเภทต่างๆ  “มารยาทคือสิ่งที่มึความสำคัญเป็นอย่างมากในการที่จะทำให้ความศรัทธาของเรานั้นสมบูรณ์”

๓. “ผู้ที่ดีที่สุดในหมู่ผู้คน คือผู้ที่สร้างประโยชน์อย่างมากที่สุดต่อมวลมนุษย์”(ดาเราะกุฎนียฺ, หะซัน)

อิสลาม ไม่ใช่ศาสนาที่เห็นแก่ตัว และไม่ใช่ศาสนาที่เน้นเพียงแค่การทำอิบาดะฮฺส่วนตัวของบุคคล หากทว่า มุสลิมที่ดีที่สุด คือผู้ที่อุทิศชีวิตของพวกเขาในการรับใช้อุมมะฮฺเพื่ออัลลอฮฺ

พวกเราแต่ละคนต่างมีทักษะและความรู้ที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งสามารถนำมาใช้เพื่อสร้างประโยชน์แก่ผู้อื่นได้ มันคือหน้าที่ของเราในฐานะของมุสลิมในการที่จะใช้ทักษะเหล่านั้นเพื่อสร้างประโยชน์ต่ออุมมะฮฺ ไม่ใช่เพียงแค่การให้ความสำคัญต่อตัวเราเพียงอย่างเดียว ทำให้การรับใช้ชุมชนเป็นส่วนสำคัญอย่างหนึ่งในชีวิตของคุณ เพราะนี่คือสิ่งที่มุสลิมทำกัน

๔. “ผู้ที่ดีที่สุดในหมู่พวกท่านคือผู้ที่เรียนอัลกุรอานและสอนมัน (แก่ผู้คน)” (ดาริมียฺ เศาะเหียฮฺ)

อัลกุรอาน คือรากฐานของศาสนาของเรา มันคือหน้าที่ของเราในการที่จะศึกษาเรียนรู้มัน ทำความเข้าใจมัน และปฏิบัติตามมัน ใช้ชีวิตโดยให้มันเป็นแนวทาง และแผ่สารของมันไปยังผู้อื่น สิ่งที่ดีงามที่สุดที่มุสลิมสามารถอุทิศชีวิตของเขาได้ คือการเรียนอัลกุรอานและสอนอัลกุรอาน

ซึ่งรวมไปถึงการสอนการอ่านอัลกุรอานแก่ผู้คน การสอนตัจวีด ตัฟซีรฺ อาหรับ ฮิฟซ์ และแม้แต่การสอนศาสนา เพราะวิชาศาสนาทั้งหมดจำต้องอาศัยการเรียนรู้ความหมายอายะฮฺที่แตกต่างกันออกไปในอัลกุรอาน ขอให้เราทั้งหลายแสวงหาหนทางที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการทำงานที่ดีงามนี้ เพื่อที่ว่าเราจะได้กลายเป็นหนึ่งในบรรดาผู้ที่ดีที่สุดในอุมมะฮฺนี้

๕. “ผู้ที่ดีที่สุดในหมู่พวกท่าน คือผู้ที่ดีที่สุด (ในการปฏิบัติ) ต่อครอบครัวของเขา และฉัน (นบีมุหัมมัด) คือผู้ที่ดีที่สุดในหมู่พวกท่าน (ในการปฏิบัติ) ต่อครอบครัวของฉัน” (ติรมิซียฺ, เศาะเหียะฮฺ)ุ

เราปฏิบัติตัวเช่นไรกับครอบครัวของเราภายในบ้าน (ในที่ส่วนตัว) คือบททดสอบที่แท้จริงแห่งความศรัทธาและอุปนิสัยที่แท้จริงของเรา มันเป็นการง่ายมากที่จะเสแสร้งทำตัวเป็นผู้ที่มีความอ่อนน้อมถ่อมตน เป็นผู้ศรัทธา และมีมารยาทที่ดีงามในที่สาธารณะต่อหน้าผู้คน แต่การทำตัวให้เป็นผู้ที่มีคุณธรรมความดีงาม มีความอ่อนน้อม น่ารักอ่อนโยน และมีมารยาทที่ดีงามภายในบ้านนั้น คือสัญญาณแห่งความศรัทธาที่แท้จริงของเรา

การที่จะเป็นบุคคลที่ดีเลิศที่สุดได้นั้น เราจำต้องปฏิบัติตามแบบอย่างของท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม และปฏิบัติต่อคนในครอบครัวของเราเป็นอย่างดี ผู้ศรัทธาที่แท้จริง คือมุสลิมที่ดีทั้งในที่สาธารณะและในที่ส่วนตัว

ข้อสรุปจากหะดีษทั้งห้าบทนี้ เราได้เรียนรู้ว่า ผู้ที่ดีที่สุดในบรรดามุสลิม คือผู้ที่
ไม่ทำร้ายผู้อื่น
-มีมารยาทและอุปนิสัยที่ดีงาม
-สร้างประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์
-เรียนและสอนอัลกุรอาน
-ปฏิบัติต่อคนในครอบครัวของเขาเป็นอย่างดี

ขอให้เราพยายามอย่างหนักที่จะปฏิบัติตามหะดีษทั้งห้าบทนี้

รูป จากอินเตอร์เนต

image

Read Full Post »

positive-thinking-b
รูปจากอินเตอร์เนต
เรียนรู้ที่จะคิดบวกจากหะดีษ (5 บท)
**********************************
จากบทความ Hadith 5 on positive thinking
ผู้เขียน อบู มุอาวิยะฮฺ อิสมาอีล กัมดัร /แปล บินติ อัลอิสลาม
 
การรายงานหะดีษของอิสลามได้เน้นในเรื่องของการคิดบวก แม้ว่าปัจจุบันนี้มุสลิมมากมายเลือกที่จะคิดในแง่ลบเกี่ยวกับโลกใบนี้ และเกี่ยวกับบรรดาผู้คนที่อยู่อาศัยอยู่ที่นี่ ซึ่งในความเป็นจริงนั้น อิสลามส่งเสริมในสิ่งที่ตรงกันข้าม
 
ดังนั้นขอให้เราใคร่ครวญหะดีษ 5 บทต่อไปนี้ และเริ่มการเดินทางไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่เป็นด้านบวกกัน
 
หะดีษบทที่หนึ่ง ให้คิดว่า “ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมีความดีซ่อนอยู่”
—————————————–
“การงานของบรรดาผู้ศรัทธานั้นน่าอัศจรรย์ยิ่ง แท้จริงแล้วทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของเขาคือความดีงาม และสิ่งนี้ไม่เกิดขึ้นกับผู้ใดเว้นแต่ บรรดาผู้ศรัทธา หากสิ่งที่ดีงามเกิดขึ้นกับเขา เขาก็ขอบคุณ และนั่นเป็นการดีสำหรับเขา และหากว่าสิ่งที่เลวร้ายเกิดขึ้นกับเขา เขาก็อดทน และนั่นก็เป็นการดีสำหรับเขาด้วยเช่นกัน” (เศาะเหียะฮฺมุสลิม 2999)
 
หะดีษบทนี้สอนให้เรารู้จักที่จะมองสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับชีวิตในแง่บวก ช่วงเวลาสุขสบายคือโอกาสแห่งการขอบคุณ และช่วงเวลาที่ยากลำบากก็คือบททดสอบแห่งความอดทน สถานการณ์ทั้งสองแบบต่างเป็นสิ่งดีงามสำหรับเรา ดังนั้นไม่ว่าจะมีอะไรก็ตามที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรา มันมักจะมีหนทางที่ทำให้เราได้รับผลประโยชน์จากสถานการณ์เหล่านั้นเสมอ
 
หะดีษบทที่สอง ให้คิดดีเกี่ยวกับอัลลอฮฺ
—————————————–
“ข้าเป็นดังเช่นที่บ่าวของเขานึกคิดเกี่ยวกับข้า ข้าอยู่กับเขาเมื่อเขานึกถึงข้า และหากเขากล่าวรำลึกถึงข้ากับตัวเขา ข้าก็จะกล่าวรำลึกถึงเขากับตัวข้า และหากเขากล่าวรำลึกถึงข้าในกลุ่มคน ข้าจะกล่าวถึงรำลึกถึงเขาในกลุ่มคนที่ดีกว่า หากเขาเข้ามาใกล้ชิดข้าหนึ่งคืบมือ ข้าก็จะเข้าไปใกล้ชิดเขาศอกหนึ่ง และหากเขาเข้ามาใกล้ชิดข้าศอกหนึ่ง ข้าก็จะเข้าไปใกล้ชิดเขาวาหนึ่ง และหากเขาเข้ามาหาข้าด้วยการเดิน ข้าก็จะเข้าไปหาเขาด้วยการวิ่ง” (เศาะเหียะฮฺบุคอรียฺ 6856 และเศาะเหียะฮฺมุสลิม 4832)
 
ในหะดีษกุดซียฺบทนี้ พระองค์อัลลอฮฺเองได้ทรงแจ้งแก่เราถึงความสำคัญของการคิดในแง่ดีเกี่ยวกับพระองค์ เราจำต้องคิดถึงแต่สิ่งที่ดีงามเกี่ยวกับพระผู้ทรงสร้างของเรา และไม่ปล่อยให้ชัยฎอนมาใส่ความคิดที่ชั่วร้ายในหัวของเรา และยิ่งเราคิดดีเกี่ยวกับอัลลอฮฺมากเท่าไร เราก็จะยิ่งได้รับสิ่งที่ดีสิ่งที่เป็นประโยชน์จากการมีความคิดเช่นนี้ทั้งในโลกดุนยาและอาคิเราะหฺ
 
หะดีษบทที่สาม หลีกเลี่ยงการคิดแง่ลบ
—————————————–
“พึงระวังความหวาดระแวงสงสัย เพราะความหวาดระแวงสงสัยคือการกล่าวเท็จที่เลวร้ายที่สุด และอย่าได้สอดแนมกัน และอย่ารับฟังการพูดคุยที่ชั่วร้ายของผู้คนเกี่ยวกับเรื่องราวของผู้อื่น (นินทา) และอย่าสร้างความเป็นศัตรูระหว่างกัน แต่จงเป็นพี่น้องกัน และไม่ควรมีการเสนอตัวต่อสตรีที่พี่น้อง (มุสลิม) ของเขาได้เข้าไปเสนอตัวแล้ว ทว่าเขาควรรอจนกว่าผู้เสนอตัวคนแรกได้แต่งงานกับนางแล้ว หรือถอดถอนการเสนอตัวต่อนาง” (เศาะเหียะฮฺบุคอรียฺ 5970)
 
การมีความคิดในด้านลบเกี่ยวกับพี่น้องมุสลิม คือต้นเหตุของความเป็นศัตรู ความอิจฉาริษยา และความแตกแยก หะดีษบทนี้ได้สั่งห้ามการคิดลบในทุกกรณีไม่ว่ามันจะการสงสัยที่ไม่ได้อยู่บนความเป็นจริง การนินทา การสอดแนม ความผิดบาปเหล่านี้ เราจำต้องหลีกเลี่ยง
 
หะดีษบทที่สี่ จงทำให้เกิดความง่ายดาย
—————————————–
“จงทำให้เกิดความง่ายดายในสิ่งต่างๆ ต่อผู้คนและจงอย่าสร้างความยากลำบากแก่พวกเขา” (เศาะเหียะฮฺบุคอรียฺ 6125)
 
คำแนะนำที่สั้นกระชับนี้มุ่งเน้นไปยังผู้ที่ทำการดะอฺวะฮฺและผู้ที่สอนอิสลามเป็นอันดับแรก หลักปฏิบัติหนึ่งแห่งรากฐานของกฎชารีอะฮฺเบื้องต้น คือหลักปฏิบัติของการสร้างความง่ายดาย ซึ่งมีการรายงานหะดีษมากมายที่เน้นในเรื่องเดียวกันนี้ อิสลามนั้นมีจุดประสงค์ที่จะทำให้การใช้ชีวิตนั้นง่ายดายสำหรับผู้คน ดังนั้นขอให้คุณตรวจสอบว่าวิธีการที่คุณเรียกร้องและชี้แนะผู้คนมาสู่อิสลามนั้นเป็นวิธีการที่เน้นการคิดบวกและการดึงดูดผู้คนไปสู่ความสวยงามแห่งอิสลาม
 
หะดีษบทที่ห้า ให้คิดบวกเมื่อมีความตายเกิดขึ้น
—————————————–
“ผู้ใดก็ตามที่รักการเข้าพบอัลลอฮฺ (พึงรู้เถอะว่า) อัลลอฮฺเองเช่นกันที่ทรงรักการพบกับเขา และผู้ใดก็ตามที่เกลียดการเข้าพบอัลลอฮฺ อัลลอฮฺเองเช่นกันทีทรงเกลียดการพบกับเขา” (เศาะเหียะฮฺบุคอรียฺ 6508)
 
การคิดในแง่บวก ในแง่ดีนั้นสำคัญอย่างมากในอิสลาม แม้แต่ในช่วงเวลาที่มีความตายเกิดขึ้น มุสลิมจำต้องคิดต่อพระผู้ทรงสร้างเขาในด้านที่ดีที่สุด สิ่งนี้สำคัญอย่างยิ่งโดยเฉพาะในช่วงเวลาแห่งความตาย คือบรรดาผู้ศรัทธาควรนึกถึงความเมตตาของอัลลอฮฺและการให้อภัยโทษของพระองค์ ด้วยการคิดเช่นนี้ ย่อมทำให้พวกเขาจากโลกนี้ไปในสภาพของการคิดดี เพราะเราไม่ควรที่จะใช้ชีวิตของเราด้วยการคิดบวกเพียงอย่างเดียวเท่านั้น หากทว่าเราควรตายหรือจากโลกนีไปในสภาพของการคิดบวก คิดดีด้วย
 
ขออัลลอฮฺทรงปกปองเราจากความคิดลบ ความคิดที่ชั่วร้ายทั้งหลาย อามีน
 

Read Full Post »

มีการรายงานจากท่านอบู ฮุร็อยเราะฮฺ ว่า ท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิวะสัลลัม เล่าว่า “ชายคนหนึ่งกล่าวขึ้นว่า ‘ฉันจะทำการบริจาคอย่างแน่นอน’

จากนั้นเขาก็ออกไปข้างนอกพร้อมกับทานที่จะบริจาคและวางใส่มือของหัวขโมย เช้าวันต่อมา พวกเขา (ผู้คน) พูดขึ้นว่า ‘ชายผู้นั้นบริจาคทานให้กับหัวขโมย’ เขาตอบกลับมาว่า ‘โอ้ อัลลอฮฺ การสรรเสริญเป็นของพระองค์ และฉันจะบริจาคทาน (อีกครั้ง) อย่างแน่นอน’

จากนั้นเขาก็ออกไปข้างนอกพร้อมกับทานที่จะบริจาคและวางใส่มือของโสเภณีนางหนึ่ง เช้าวันต่อมา พวกเขาก็พูดขึ้นว่า ‘เมื่อคืนนี้ เขาบริจาคทานให้กับโสเภณีด้วย’ เขาตอบว่า ‘โอ้ อัลลอฮฺ การสรรเสริญเป็นของพระองค์ต่อโสเภณี แน่นอนว่าฉันจะบริจาคทาน (อีกครั้ง)’

จากนั้นเขาก็ออกไปข้างนอกพร้อมกับทานที่จะบริจาคและวางใส่มือของชายผู้ร่ำรวยคนหนึ่ง พวกเขาก็พูดขึ้นว่า ‘เมื่อคืนนี้ เขาบริจาคทานให้กับชายผู้ร่ำรวยด้วย’ เขาตอบว่า ‘โอ้ อัลลอฮฺ การสรรเสริญเป็นของพระองค์ต่อหัวขโมย ต่อโสเภณี ต่อชายผู้ร่ำรวย’

จากนั้นได้มีการกล่าวต่อชายผู้นั้นว่า “สำหรับสิ่งที่ท่านให้เป็นทานแก่หัวขโมย บางทีทานบริจาคของท่านอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เขายับยั้งตัวเขาจากการขโมย สำหรับโสเภณีนางนั้น บางทีทานบริจาคของท่านอาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เธอยับยั้งจากการทำผิดประเวณี และสำหรับชายผู้ร่ำรวย บางทีเขาอาจได้รับบทเรียนจากทานที่ท่านบริจาคไป และใช้จ่ายจากสิ่งที่อัลลอฮฺประทานให้แก่เขา”

รายงานโดย อัลบุคอรียฺ  1355; มุสลิม, 1022 
จาก Islamqa

image

รูป จาก อินเตอร์เนต

Read Full Post »

Older Posts »

%d bloggers like this: