Feeds:
Posts
Comments

Archive for the ‘อบู มุอาวิยะฮฺ อิสมาอิล กัมดัร’ Category

ทำอย่างไรเราจึงจะเป็นหนึ่งในบรรดาผู้ที่ดีที่สุด
๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑๑
เขียนโดย อบู มุฮาวิยะฮฺ กัมดัร/ แปล บินติ อัลอิสลาม

หากพูดถึงเรื่องของการพัฒนาตนเองนั้น โดยส่วนใหญ่มักจะมีการให้ความสำคัญว่า “เราควรจะทำอย่างไรเพื่อให้เราดีที่สุด เก่งที่สุดในสิ่งที่เรากำลังทำอยู่” อีกทั้งยังมีเคล็ดลับมากมายที่เราสามารถเรียนรู้ได้เกี่ยวกับการที่จะเป็นคนที่เก่งที่สุดในเรื่องทางโลกทั้งหลาย อย่างไรก็ตาม บทความต่อไปนี้ เราจะมาค้นหาว่า “ทำอย่างไรเราถึงจะเป็นคนที่ดีเลิศที่สุดในพระเนตรของอัลลอฮฺ”

ซึ่งเราจะหาคำตอบกันจากหลายๆ หะดีษที่เน้นย้ำถึงคุณสมบัติของผู้ที่ดีที่สุดในบรรดามุสลิม

ในฐานะของผู้ศรัทธา เราจำต้องพยายามที่จะพัฒนาตัวเองให้ดีขึ้นอยู่เสมอ ดังนั้นเรามาดูกันว่าในหะดีษกล่าวไว้เช่นไรบ้าง และเรามาพยายามที่จะเป็นคนที่ดีเลิศที่สุดในพระเนตรของอัลลอฮฺกัน เพราะในท้ายที่สุดแล้ว การเป็นคนที่ดีเลิศที่สุดในดุนยานั้นย่อมไม่มีคุณค่าใด หากว่าการใช้ชีวิตของเราไม่ได้ทำให้อัลลอฮฺพึงพอพระทัย

๑. “ผู้ที่ดีที่สุดในบรรดามุสลิมนั้น คือผู้ที่บรรดาพี่น้องมุสลิม (ท่านอื่นๆ) ของเขาปลอดภัยจากมือและลิ้นของเขา” (มุสลิม)

ในการที่จะเป็นผู้ศรัทธาที่ดีที่สุดนั้น เราจำต้องเป็นคนที่มีความสงบและความอ่อนโยนเป็นอย่างมาก ผู้คนที่อยู่รอบตัวเราควรรู้สึกปลอดภัยเมื่ออยู่ใกล้ชิดเรา ไม่ใช่เพียงแค่ปลอดภัยจากการถูกกระทำทางกาย แต่ยังรวมถึงความปลอดภัยจากคำพูด วาจาของเราด้วยเช่นกัน ลองพิจารณาดูตัวเราเองและวิเคราะห์การดำเนินชีวิตของเราออกมาด้วยความจริงใจ และถามตัวเองว่า
“ฉันมักจะพูดไม่ดีกับคนอื่นๆ หรือพูดไม่ดีเกี่ยวกับคนอื่นๆ เป็นประจำหรือเปล่า”
“คนรอบตัวฉันเกรงกลัวอารมณ์ที่รุนแรงของฉันหรือเปล่า”
“คนส่วนใหญ่รู้สึกไม่ไว้ใจฉันหรือเปล่า”

คำถามเหล่านี้มีความสำคัญอย่างมากในการที่จะช่วยเราเพื่อปรับปรุงตัวเองให้กลายเป็นคนที่ผู้อื่นรู้สึกปลอดภัยที่จะอยู่ใกล้ชิดด้วย กฎทั่วไปก็คือ “อย่าทำร้าย” และ นี่คือหนึ่งในหลักการขั้นพื้นฐานของอิสลาม

๒. “ผู้ที่ดีที่สุดในหมู่พวกท่านคือผู้ที่มีมารยาทและอุปนิสัยที่ดีที่สุด” (บุคอรียฺ)

ศาสนาของเราคือศาสนาที่เน้นย้ำในเรื่องของการมีมารยาทที่ดีและการมีอุปนิสัยที่ดี “การปฏิบัติตัวของเราต่อผู้คนเป็นเช่นไร” คือสัญญาณที่บ่งบอกว่าเราเข้าใจศาสนาของเราดีเพียงใด

แต่เป็นที่น่าเศร้าที่บางคนกลับกลายเป็นคนที่แข็งกระด้าง ไม่สุภาพ และหยิ่งยโสเมื่อพวกเขาเพิ่งจะเริ่มปฏิบัติตัวตามหลักการศาสนาอิสลาม ซึ่งเป็นสิ่งที่ตรงกันข้ามกับสิ่งที่อิสลามสอน การที่จะเป็นผู้ศรัทธาที่ดีที่สุดนั้น เราจำต้องแสดงออกซึ่งมารยาทที่ดีที่สุดอยู่เสมอ รวมถึงการรับมือ การมีปฏิสัมพันธ์กับผู้คนประเภทต่างๆ  “มารยาทคือสิ่งที่มึความสำคัญเป็นอย่างมากในการที่จะทำให้ความศรัทธาของเรานั้นสมบูรณ์”

๓. “ผู้ที่ดีที่สุดในหมู่ผู้คน คือผู้ที่สร้างประโยชน์อย่างมากที่สุดต่อมวลมนุษย์”(ดาเราะกุฎนียฺ, หะซัน)

อิสลาม ไม่ใช่ศาสนาที่เห็นแก่ตัว และไม่ใช่ศาสนาที่เน้นเพียงแค่การทำอิบาดะฮฺส่วนตัวของบุคคล หากทว่า มุสลิมที่ดีที่สุด คือผู้ที่อุทิศชีวิตของพวกเขาในการรับใช้อุมมะฮฺเพื่ออัลลอฮฺ

พวกเราแต่ละคนต่างมีทักษะและความรู้ที่แตกต่างกันออกไป ซึ่งสามารถนำมาใช้เพื่อสร้างประโยชน์แก่ผู้อื่นได้ มันคือหน้าที่ของเราในฐานะของมุสลิมในการที่จะใช้ทักษะเหล่านั้นเพื่อสร้างประโยชน์ต่ออุมมะฮฺ ไม่ใช่เพียงแค่การให้ความสำคัญต่อตัวเราเพียงอย่างเดียว ทำให้การรับใช้ชุมชนเป็นส่วนสำคัญอย่างหนึ่งในชีวิตของคุณ เพราะนี่คือสิ่งที่มุสลิมทำกัน

๔. “ผู้ที่ดีที่สุดในหมู่พวกท่านคือผู้ที่เรียนอัลกุรอานและสอนมัน (แก่ผู้คน)” (ดาริมียฺ เศาะเหียฮฺ)

อัลกุรอาน คือรากฐานของศาสนาของเรา มันคือหน้าที่ของเราในการที่จะศึกษาเรียนรู้มัน ทำความเข้าใจมัน และปฏิบัติตามมัน ใช้ชีวิตโดยให้มันเป็นแนวทาง และแผ่สารของมันไปยังผู้อื่น สิ่งที่ดีงามที่สุดที่มุสลิมสามารถอุทิศชีวิตของเขาได้ คือการเรียนอัลกุรอานและสอนอัลกุรอาน

ซึ่งรวมไปถึงการสอนการอ่านอัลกุรอานแก่ผู้คน การสอนตัจวีด ตัฟซีรฺ อาหรับ ฮิฟซ์ และแม้แต่การสอนศาสนา เพราะวิชาศาสนาทั้งหมดจำต้องอาศัยการเรียนรู้ความหมายอายะฮฺที่แตกต่างกันออกไปในอัลกุรอาน ขอให้เราทั้งหลายแสวงหาหนทางที่จะเป็นส่วนหนึ่งในการทำงานที่ดีงามนี้ เพื่อที่ว่าเราจะได้กลายเป็นหนึ่งในบรรดาผู้ที่ดีที่สุดในอุมมะฮฺนี้

๕. “ผู้ที่ดีที่สุดในหมู่พวกท่าน คือผู้ที่ดีที่สุด (ในการปฏิบัติ) ต่อครอบครัวของเขา และฉัน (นบีมุหัมมัด) คือผู้ที่ดีที่สุดในหมู่พวกท่าน (ในการปฏิบัติ) ต่อครอบครัวของฉัน” (ติรมิซียฺ, เศาะเหียะฮฺ)ุ

เราปฏิบัติตัวเช่นไรกับครอบครัวของเราภายในบ้าน (ในที่ส่วนตัว) คือบททดสอบที่แท้จริงแห่งความศรัทธาและอุปนิสัยที่แท้จริงของเรา มันเป็นการง่ายมากที่จะเสแสร้งทำตัวเป็นผู้ที่มีความอ่อนน้อมถ่อมตน เป็นผู้ศรัทธา และมีมารยาทที่ดีงามในที่สาธารณะต่อหน้าผู้คน แต่การทำตัวให้เป็นผู้ที่มีคุณธรรมความดีงาม มีความอ่อนน้อม น่ารักอ่อนโยน และมีมารยาทที่ดีงามภายในบ้านนั้น คือสัญญาณแห่งความศรัทธาที่แท้จริงของเรา

การที่จะเป็นบุคคลที่ดีเลิศที่สุดได้นั้น เราจำต้องปฏิบัติตามแบบอย่างของท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม และปฏิบัติต่อคนในครอบครัวของเราเป็นอย่างดี ผู้ศรัทธาที่แท้จริง คือมุสลิมที่ดีทั้งในที่สาธารณะและในที่ส่วนตัว

ข้อสรุปจากหะดีษทั้งห้าบทนี้ เราได้เรียนรู้ว่า ผู้ที่ดีที่สุดในบรรดามุสลิม คือผู้ที่
ไม่ทำร้ายผู้อื่น
-มีมารยาทและอุปนิสัยที่ดีงาม
-สร้างประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์
-เรียนและสอนอัลกุรอาน
-ปฏิบัติต่อคนในครอบครัวของเขาเป็นอย่างดี

ขอให้เราพยายามอย่างหนักที่จะปฏิบัติตามหะดีษทั้งห้าบทนี้

รูป จากอินเตอร์เนต

image

Advertisements

Read Full Post »

positive-thinking-b
รูปจากอินเตอร์เนต
เรียนรู้ที่จะคิดบวกจากหะดีษ (5 บท)
**********************************
จากบทความ Hadith 5 on positive thinking
ผู้เขียน อบู มุอาวิยะฮฺ อิสมาอีล กัมดัร /แปล บินติ อัลอิสลาม
 
การรายงานหะดีษของอิสลามได้เน้นในเรื่องของการคิดบวก แม้ว่าปัจจุบันนี้มุสลิมมากมายเลือกที่จะคิดในแง่ลบเกี่ยวกับโลกใบนี้ และเกี่ยวกับบรรดาผู้คนที่อยู่อาศัยอยู่ที่นี่ ซึ่งในความเป็นจริงนั้น อิสลามส่งเสริมในสิ่งที่ตรงกันข้าม
 
ดังนั้นขอให้เราใคร่ครวญหะดีษ 5 บทต่อไปนี้ และเริ่มการเดินทางไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่เป็นด้านบวกกัน
 
หะดีษบทที่หนึ่ง ให้คิดว่า “ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมีความดีซ่อนอยู่”
—————————————–
“การงานของบรรดาผู้ศรัทธานั้นน่าอัศจรรย์ยิ่ง แท้จริงแล้วทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของเขาคือความดีงาม และสิ่งนี้ไม่เกิดขึ้นกับผู้ใดเว้นแต่ บรรดาผู้ศรัทธา หากสิ่งที่ดีงามเกิดขึ้นกับเขา เขาก็ขอบคุณ และนั่นเป็นการดีสำหรับเขา และหากว่าสิ่งที่เลวร้ายเกิดขึ้นกับเขา เขาก็อดทน และนั่นก็เป็นการดีสำหรับเขาด้วยเช่นกัน” (เศาะเหียะฮฺมุสลิม 2999)
 
หะดีษบทนี้สอนให้เรารู้จักที่จะมองสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับชีวิตในแง่บวก ช่วงเวลาสุขสบายคือโอกาสแห่งการขอบคุณ และช่วงเวลาที่ยากลำบากก็คือบททดสอบแห่งความอดทน สถานการณ์ทั้งสองแบบต่างเป็นสิ่งดีงามสำหรับเรา ดังนั้นไม่ว่าจะมีอะไรก็ตามที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรา มันมักจะมีหนทางที่ทำให้เราได้รับผลประโยชน์จากสถานการณ์เหล่านั้นเสมอ
 
หะดีษบทที่สอง ให้คิดดีเกี่ยวกับอัลลอฮฺ
—————————————–
“ข้าเป็นดังเช่นที่บ่าวของเขานึกคิดเกี่ยวกับข้า ข้าอยู่กับเขาเมื่อเขานึกถึงข้า และหากเขากล่าวรำลึกถึงข้ากับตัวเขา ข้าก็จะกล่าวรำลึกถึงเขากับตัวข้า และหากเขากล่าวรำลึกถึงข้าในกลุ่มคน ข้าจะกล่าวถึงรำลึกถึงเขาในกลุ่มคนที่ดีกว่า หากเขาเข้ามาใกล้ชิดข้าหนึ่งคืบมือ ข้าก็จะเข้าไปใกล้ชิดเขาศอกหนึ่ง และหากเขาเข้ามาใกล้ชิดข้าศอกหนึ่ง ข้าก็จะเข้าไปใกล้ชิดเขาวาหนึ่ง และหากเขาเข้ามาหาข้าด้วยการเดิน ข้าก็จะเข้าไปหาเขาด้วยการวิ่ง” (เศาะเหียะฮฺบุคอรียฺ 6856 และเศาะเหียะฮฺมุสลิม 4832)
 
ในหะดีษกุดซียฺบทนี้ พระองค์อัลลอฮฺเองได้ทรงแจ้งแก่เราถึงความสำคัญของการคิดในแง่ดีเกี่ยวกับพระองค์ เราจำต้องคิดถึงแต่สิ่งที่ดีงามเกี่ยวกับพระผู้ทรงสร้างของเรา และไม่ปล่อยให้ชัยฎอนมาใส่ความคิดที่ชั่วร้ายในหัวของเรา และยิ่งเราคิดดีเกี่ยวกับอัลลอฮฺมากเท่าไร เราก็จะยิ่งได้รับสิ่งที่ดีสิ่งที่เป็นประโยชน์จากการมีความคิดเช่นนี้ทั้งในโลกดุนยาและอาคิเราะหฺ
 
หะดีษบทที่สาม หลีกเลี่ยงการคิดแง่ลบ
—————————————–
“พึงระวังความหวาดระแวงสงสัย เพราะความหวาดระแวงสงสัยคือการกล่าวเท็จที่เลวร้ายที่สุด และอย่าได้สอดแนมกัน และอย่ารับฟังการพูดคุยที่ชั่วร้ายของผู้คนเกี่ยวกับเรื่องราวของผู้อื่น (นินทา) และอย่าสร้างความเป็นศัตรูระหว่างกัน แต่จงเป็นพี่น้องกัน และไม่ควรมีการเสนอตัวต่อสตรีที่พี่น้อง (มุสลิม) ของเขาได้เข้าไปเสนอตัวแล้ว ทว่าเขาควรรอจนกว่าผู้เสนอตัวคนแรกได้แต่งงานกับนางแล้ว หรือถอดถอนการเสนอตัวต่อนาง” (เศาะเหียะฮฺบุคอรียฺ 5970)
 
การมีความคิดในด้านลบเกี่ยวกับพี่น้องมุสลิม คือต้นเหตุของความเป็นศัตรู ความอิจฉาริษยา และความแตกแยก หะดีษบทนี้ได้สั่งห้ามการคิดลบในทุกกรณีไม่ว่ามันจะการสงสัยที่ไม่ได้อยู่บนความเป็นจริง การนินทา การสอดแนม ความผิดบาปเหล่านี้ เราจำต้องหลีกเลี่ยง
 
หะดีษบทที่สี่ จงทำให้เกิดความง่ายดาย
—————————————–
“จงทำให้เกิดความง่ายดายในสิ่งต่างๆ ต่อผู้คนและจงอย่าสร้างความยากลำบากแก่พวกเขา” (เศาะเหียะฮฺบุคอรียฺ 6125)
 
คำแนะนำที่สั้นกระชับนี้มุ่งเน้นไปยังผู้ที่ทำการดะอฺวะฮฺและผู้ที่สอนอิสลามเป็นอันดับแรก หลักปฏิบัติหนึ่งแห่งรากฐานของกฎชารีอะฮฺเบื้องต้น คือหลักปฏิบัติของการสร้างความง่ายดาย ซึ่งมีการรายงานหะดีษมากมายที่เน้นในเรื่องเดียวกันนี้ อิสลามนั้นมีจุดประสงค์ที่จะทำให้การใช้ชีวิตนั้นง่ายดายสำหรับผู้คน ดังนั้นขอให้คุณตรวจสอบว่าวิธีการที่คุณเรียกร้องและชี้แนะผู้คนมาสู่อิสลามนั้นเป็นวิธีการที่เน้นการคิดบวกและการดึงดูดผู้คนไปสู่ความสวยงามแห่งอิสลาม
 
หะดีษบทที่ห้า ให้คิดบวกเมื่อมีความตายเกิดขึ้น
—————————————–
“ผู้ใดก็ตามที่รักการเข้าพบอัลลอฮฺ (พึงรู้เถอะว่า) อัลลอฮฺเองเช่นกันที่ทรงรักการพบกับเขา และผู้ใดก็ตามที่เกลียดการเข้าพบอัลลอฮฺ อัลลอฮฺเองเช่นกันทีทรงเกลียดการพบกับเขา” (เศาะเหียะฮฺบุคอรียฺ 6508)
 
การคิดในแง่บวก ในแง่ดีนั้นสำคัญอย่างมากในอิสลาม แม้แต่ในช่วงเวลาที่มีความตายเกิดขึ้น มุสลิมจำต้องคิดต่อพระผู้ทรงสร้างเขาในด้านที่ดีที่สุด สิ่งนี้สำคัญอย่างยิ่งโดยเฉพาะในช่วงเวลาแห่งความตาย คือบรรดาผู้ศรัทธาควรนึกถึงความเมตตาของอัลลอฮฺและการให้อภัยโทษของพระองค์ ด้วยการคิดเช่นนี้ ย่อมทำให้พวกเขาจากโลกนี้ไปในสภาพของการคิดดี เพราะเราไม่ควรที่จะใช้ชีวิตของเราด้วยการคิดบวกเพียงอย่างเดียวเท่านั้น หากทว่าเราควรตายหรือจากโลกนีไปในสภาพของการคิดบวก คิดดีด้วย
 
ขออัลลอฮฺทรงปกปองเราจากความคิดลบ ความคิดที่ชั่วร้ายทั้งหลาย อามีน
 

Read Full Post »

image

“พระองค์ตรัสว่า อะไรที่ขัดขวางเจ้ามิให้เจ้าสุญูด ขณะที่ข้าได้ใช้เจ้า มันกล่าวว่า ข้าพระองค์ดีกว่าเขา โดยที่พระองค์ทรงบังเกิดข้าพระองค์จากไฟ และได้บังเกิดเขาจากดิน” (ซูเราะฮฺ อัลอะอฺรอฟ 07:12)

คุณลักษณะของชัยฏอน (ซูเราะฮฺ อัลอะอฺรอฟ 07:12)
~~~~~~~~~~~~
เขียนโดย อบู มุอาวิยะฮฺ อิสมาอีล กัมดัรฺ
แปล บินติ อัลอิสลาม

“พระองค์ตรัสว่า อะไรที่ขัดขวางเจ้ามิให้เจ้าสุญูด ขณะที่ข้าได้ใช้เจ้า มันกล่าวว่า ข้าพระองค์ดีกว่าเขา โดยที่พระองค์ทรงบังเกิดข้าพระองค์จากไฟ และได้บังเกิดเขาจากดิน” (ซูเราะฮฺ อัลอะอฺรอฟ 07:12)

เรื่องราวของนบีอาดัมและชัยฏอนคือหนึ่งในเรื่องราวที่ถูกบอกเล่าบ่อยครั้งในอัลกุรอาน ด้วยเพราะว่าในเรื่องราวนี้มีบทเรียนมากมายสำหรับมวลมนุษย์ เรื่องราวนี้บอกเล่าถึงต้นกำเนิดของมนุษย์และต้นกำเนิดของความชั่วร้าย อย่างไรก็ตามมันก็ยังมีบทเรียนมากมายสำหรับมนุษย์เพื่อให้พวกเราได้ใคร่ครวญ อายะฮฺนี้ช่วยทำให้เราได้ทราบถึงกระบวนความคิดที่นำพาอิบลิสไปสู่การเป็นชัยฏอน เมื่ออัลลอฮฺทรงถามมันว่าเหตุใดมันจึงไม่ยอมโค้งคำนับต่อนบีอาดัม มันได้ตอบพระองค์ว่า “มันดียิ่งกว่าอาดัม ด้วยเพราะวิธีการที่มันถูกสร้างขึ้นมา”

ซึ่งสิ่งนี้เองที่ให้บทเรียนมากมายแก่เราเพื่อให้เราได้ใคร่ครวญ “การไม่เชื่อฟังต่ออัลลอฮฺของชัยฏอน เกิดจาก ความหลงตัวเอง ความทะนงตน” และจริงๆ แล้ว มันเป็นรูปแบบของความหลงตัวเองเช่นเดียวกับการแบ่งแยกชนชั้น เชื้อชาติ สีผิวที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน “การแบ่งแยกชนชั้น” คือโรคร้ายชนิดหนึ่งที่มนุษย์คนหนึ่งคิดและเชื่อว่าเขานั้นดีกว่าคนอีกคนหนึ่ง เพียงเพราะเหตุผลง่ายๆ ที่ว่าเขาดูแตกต่างไป ซึ่งความคิดเช่นนั้นไม่ต่างอะไรมากนักจากความคิดของชัยฏอน ที่มันคิดว่ามันดีกว่านบีอาดัมเพราะมันคือญินและนบีอาดัมคือมนุษย์ ซึ่งปัจจัยเหล่านี้ไม่ได้บ่งชี้ถึงคุณค่าของใครคนหนึ่งแต่อย่างใด เพราะไม่มีใครเลือกได้ว่าเขาจะเกิดมารูปร่างหน้าตาอย่างไร เกิดที่ไหน เกิดขึ้นมาอย่างไร ดังนั้นสิ่งเหล่านี้จึงไม่สามารถนิยามความเป็นตัวตนของเราได้

นบีอาดัมดียิ่งกว่าชัยฏอน ไม่ใช่เพราะว่าท่านถูกสร้างขึ้นมาอย่างไร หากแต่เป็นเพราะว่าเมื่อทั้งสอง (อิบลีสและนบีอาดัม) กระทำความผิด นบีอาดัมได้ทำการสำนึกผิดขออภัยโทษต่ออัลลอฮฺ ในขณะที่ชัยฏอนยังคงดื้อดึงในความผิดพลาดที่มันได้กระทำจนกระทั่งกาลอวสาน นี่คือปัจจัยที่บ่งชี้ว่าใครที่เป็นมนุษย์ที่ดีที่สุดในพระเนตรของอัลลอฮฺ ความสามารถในการสำนึกต่อความผิดพลาดของเราและลุกขึ้นมาปรับปรุงแก้ไขและหันเข้าสู่ความดีงาม

และยังมีอีกมุมมองหนึ่งเพื่อใคร่ครวญถึงอายะฮฺนี้ที่คนหลายคนมองข้ามไป เช่น การกุฟรฺของชัยฏอน ชัยฏอนกลายเป็นผู้ปฏิเสธศรัทธาได้อย่างไร มันเคยศรัทธาต่ออัลลอฮฺ แต่กระนั้นมันก็ยังฝ่าฝืนพระองค์และไม่ยอมขออภัยโทษกลับเนื้อกลับตัว แต่เราก็รู้ว่านั่นไม่ใช่การกุฟรฺ แต่มันคือบาปและการปฏิเสธที่จะขออภัยโทษต่อบาปนั้น แต่ทว่า “การกุฟรฺที่แท้จริง” คือถ้อยคำของมันที่กล่าวว่า “ข้าพระองค์ดีกว่าเขา” เมื่อชัยฏอนกล่าวในสิ่งที่เขาหมายความว่า “ข้าพระองค์ไม่โค้งคำนับต่ออาดัมเพราะข้าพระองค์ดีกว่าเขา ดังนั้นพระองค์ทรงทำความผิดพลาดด้วยการร้องขอให้ข้าพระองค์โค้งคำนับต่อเขาและพิจารณาว่าเขานั้นดีกว่าข้าพระองค์” อีกทั้งการปฏิเสธของชัยฏอนนั้นเกิดจากการที่เขาตัดสินความผิดพลาดของอัลลอฮฺและนึกคิดเอาเองว่าเขารู้ดียิ่งกว่าอัลลอฮฺ

บ่อยครั้งเพียงใดที่มุสลิมทำความผิดพลาดนี้ในปัจจุบัน พวกเราบางคนอาจพบว่ากฎหรือคำสั่งใช้ในอัลกุรอานหรือสุนนะฮฺ ขัดแย้งกับความปรารถนา ความต้องการ หรือวัฒนธรรมสมัยใหม่ของเรา ดังนั้นเราจึงนึกคิดเอาเองว่า “กฎเกณฑ์นั้น” ไม่ถูกต้อง เช่นข้อห้ามในเรื่องของการรักร่วมเพศ ในการทำเช่นนั้นหมายถึง การที่เรากำลังเดินตามรอยเท้าของชัยฏอน

อิสลามหมายถึงการยอมจำนน และนั่นหมายรวมถึงการยอมจำนนต่อข้อเท็จจริงที่ว่าอัลลอฮฺทรงรู้ดียิ่งและกฎของพระองค์นั้นดีที่สุด แม้ว่าผู้คนจะไม่พอใจก็ตาม

Read Full Post »

image

“และในทำนองนั้นแหละ เราได้ให้มีขึ้นในแต่ละเมืองซึ่งบรรดาบุคคลสำคัญเป็นผู้กระทำความผิดแห่งเมืองนั้นๆ เพื่อที่พวกเขาจะได้วางอุบายหลอกลวงในเมืองนั้น (หากทว่า) การวางแผนของพวกเขามีแต่จะทำร้ายตัวของพวกเขาเองเท่านั้น แต่พวกเขาหาได้รู้ไม่”  (ซูเราะฮฺอัล อันอาม 06:123)

ผู้ก่อความวุ่นวาย (ซูเราะฮฺอัลอันอาม 06:123)
~~~~~~~~~~~~
เขียนโดย อบู มุอาวิยะฮฺ อิสมาอีล กัมดัรฺ
แปล บินติ อัลอิสลาม

“และในทำนองนั้นแหละ เราได้ให้มีขึ้นในแต่ละเมืองซึ่งบรรดาบุคคลสำคัญเป็นผู้กระทำความผิดแห่งเมืองนั้นๆ เพื่อที่พวกเขาจะได้วางอุบายหลอกลวงในเมืองนั้น (หากทว่า) การวางแผนของพวกเขามีแต่จะทำร้ายตัวของพวกเขาเองเท่านั้น แต่พวกเขาหาได้รู้ไม่”  (ซูเราะฮฺอัล อันอาม 06:123)

อายะฮฺนี้ถูกประทานลงมาอันเนื่องมาจากผู้นำนอกรีตแห่งมักกะฮฺ เช่นอบู ญะฮัล และอบู ลาฮับ อัลลอฮฺประทานอำนาจให้แก่บุคคลเหล่านี้ และพวกเขากลับกลายเป็นผู้ที่กระทำความผิดที่เลวร้ายที่สุดในเมือง ในอายะฮฺนี้อัลลอฮฺทรงยืนยันว่าสิ่งนี้ไม่ได้เกิดขึ้นโดยบังเอิญ หรือเป็นเรื่องใหม่แต่อย่างใด เพราะพระองค์ทรงเคยประทานอำนาจให้กับนิมร็อด ฟิรอาวน์ อ็าด เษามูด และอีกหลายๆ คนก่อนหน้าคนเหล่านี้ และนี่คือส่วนหนึ่งของบททดสอบในชีวิต

จากประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา อัลลอฮฺทรงทดสอบเรื่องของการกระทำความผิด (ของผู้คน) ด้วยการให้อำนาจและสิทธิพิเศษแก่พวกเขา แม้แต่ในโลกยุคปัจจุบันนี้ ก็ยังคงมีการกระทำความผิดมากมายของผู้ที่อยู่ในฐานะหรือตำแหน่งที่สูงๆ ที่มีหน้าที่คุมอำนาจ   ซึ่งนี่ถือเป็นบททดสอบทั้งของผู้ถืออำนาจและประชาชนพลเมืองของพวกเขา สำหรับบรรดาผู้คุมอำนาจแล้ว บททดสอบก็คือการพิสูจน์ว่าพวกเขาจะละเมิดอำนาจที่มีอยู่นั้นหรือไม่ และสำหรับบรรดาประชาชนพลเมืองคือ การพิสูจน์ว่าพวกเขาจะยังคงยืนหยัดหนักแน่นต่อสัจธรรมหรือทำตามผู้นำ มีหลายคนที่เลือกที่จะทำและเชื่อในสิ่งใดก็ตามที่สะดวกง่ายดายต่อความปลอดภัยของพวกเขา ดังนั้นพวกเขาจึงเปลี่ยนแปลงวิถึการใช้ชีวิตและความเชื่อของพวกเขาเพื่อให้สอดคล้องกับผู้นำ หากว่าผู้นำประกาศหรือกำหนดให้สิ่งหนึ่งสิ่งใดที่ผิดศีลธรรมเป็นสิ่งที่สามารถกระทำได้ พวกเขาก็จะน้อมรับมัน และหากว่าผู้นำประกาศหรือกำหนดให้สิ่งใดสิ่งหนึ่งเป็นสิ่งที่ดีงาม พวกเขาก็จะน้อมรับมันด้วยเช่นกัน และยอมละทิ้งสิ่งที่อัลลอฮฺทรงประทานลงมายังพวกเขา เพื่อที่พวกเขาจะสามารถอยู่ได้ในสังคม

เราจะผ่านบททดสอบนี้ไปได้ด้วยการยืนหยัดต่อความศรัทธาที่มีต่ออัลลอฮฺ รำลึกถึงคำสั่งใช้ของพระองค์และตระหนักว่าผู้นำที่เลวเหล่านั้นคือบททดสอบจากอัลลอฮฺ เราเองก็ต้องผ่านบททดสอบนี้ด้วยวิธีการเดียวกันกับที่มุสลิมในมักกะฮฺ (สมัยนั้น) ได้ผ่านมาแล้ว ด้วยการต่อต้านสังคมส่วนหนึ่งเมื่อพวกเขากระทำความผิด และยืนหยัดอย่างหนักแน่นต่อความจริง แม้ว่าในทางการเมืองแล้วมันจะสมควรหรือไม่อย่างไรก็ตาม

บททดสอบในเรื่องของอำนาจ สิทธิพิเศษ คือหนึ่งในบรรดาบททดสอบที่มุสลิมหลายคนต่างสอบตก เมื่ออัลลอฮฺทรงให้เรามีอำนาจเหนือผู้อื่น จะมีพวกเราสักกี่คนกันที่ใช้อำนาจนั้นเพื่อสร้างความยุติธรรมและเพื่อการช่วยเหลือผู้อื่น? บ่อยครั้งที่เราพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องสำคัญมากมายที่เราจะทำให้บรรลุผลสำเร็จและเรากลับล้มเหลวในการที่จะใช้มันไปในหนทางที่ก่อให้เกิดประโยชน์ แม้แต่การใช้อำนาจเล็กๆ ที่เรามีเพื่อช่วยเหลือหรือทำประโยชน์ต่อผู้อื่นก็ตาม หากเราปรารถนาที่จะเห็นโลกที่ดีกว่านี้ ดังนั้นเราก็สามารถเริ่มได้ด้วยการใช้ทรัพยากรทั้งหลายที่มีและทุกๆ อำนาจที่อัลลอฮฺทรงประทานแก่เราไปในหนทางที่จะทำให้โลกใบนี้กลายเป็นสถานที่ที่ดียิ่งกว่าเดิม

Read Full Post »

image

และเมื่อได้ถูกกล่าวแก่พวกเขาว่า ท่านทั้งหลายจงมาสู่สิ่งที่อัลลอฮฺได้ทรงประทานลงมาเถิด และสิ่งที่ส่งลงมาสู่เราะสูลด้วย พวกเขาก็กล่าวว่า เป็นการพอเพียงแก่เราแล้ว สิ่งที่เราได้พบบรรพบุรุษของเราเคยกระทำมันมา ถึงแม้ได้ปรากฏว่าบรรพบุรุษของพวกเขาไม่เข้าใจสิ่งใด และทั้งไม่ได้รับคำแนะนำอีกด้วยกระนั้นหรือ? (ซูเราะฮฺ อัลมาอิดะฮฺ 05:104) *คัดลอกจากโปรแกรมอัลกุรอาน

ดำเนินรอยตาม..อย่างหน้ามืดตามัว.. (ซูเราะฮฺ อัลมาอิดะฮฺ 05:104)
~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~
เขียนโดย อบู มุอาวิยะฮฺ อิสมาอีล กัมดัรฺ
แปล บินติ อัลอิสลาม

และเมื่อได้ถูกกล่าวแก่พวกเขาว่า ท่านทั้งหลายจงมาสู่สิ่งที่อัลลอฮฺได้ทรงประทานลงมาเถิด และสิ่งที่ส่งลงมาสู่เราะสูลด้วย พวกเขาก็กล่าวว่า เป็นการพอเพียงแก่เราแล้ว สิ่งที่เราได้พบบรรพบุรุษของเราเคยกระทำมันมา ถึงแม้ได้ปรากฏว่าบรรพบุรุษของพวกเขาไม่เข้าใจสิ่งใด และทั้งไม่ได้รับคำแนะนำอีกด้วยกระนั้นหรือ? (ซูเราะฮฺ อัลมาอิดะฮฺ 05:104)

มีคนอยู่สามประเภทในโลกนี้
– กลุ่มคนที่ดำเนินการชีวิตตามบรรพบุรุษของพวกเขาอย่างไม่ลืมหูลืมตา
– กลุ่มคนที่ดำเนินชีวิตตามความปรารถนาของพวกเขา
– และกลุ่มคนที่แสวงหาสัจธรรม ความจริง

คนทั้งสามประเภทนี้มีอยู่ในทุกๆ ศาสนา รวมทั้งมุสลิมด้วย
เริ่มต้นด้วยกลุ่มคนประเภทที่สาม คนเหล่านี้คือมนุษย์ที่มีความจริงใจที่ต้องการจะรู้ว่าผู้ที่สร้างพวกเขาขึ้นมาคาดหวังสิ่งใดจากพวกเขา และปรารถนาที่จะปฏิบัติตามสิ่งที่เป็นสัจธรรม พวกเขาได้รับทางนำพร้อมด้วยความเข้าใจที่ถูกต้องตามแบบฉบับของอิสลาม ไม่ว่าพื้นฐานชีวิตของพวกเขาจะเป็นเช่นไรก็ตาม ในอีกนัยหนึ่ง อัลลอฮฺทรงสัญญาว่าพระองค์จะทรงให้ทางนำบรรดาผู้ที่แสวงหาทางนำ โดยระบุว่าผู้ใดก็ตามที่แสวงหาสัจธรรมด้วยความจริงใจก็จะได้รับทางนำมาสู่อิสลาม นี่คือกลุ่มคนประเภทที่เราควรพยายามจะเป็นส่วนหนึ่งของพวกเขา

กลุ่มคนประเภทที่สอง มีการกล่าวถึงไว้ในอัลกุรอานว่าเป็น “บรรดาผู้ที่ถือเอาความปรารถนาของพวกเขาเป็นพระเจ้า” พวกเขาคือกลุ่มคนที่หาข้ออ้างในการทำสิ่งใดก็ตามที่นัฟซู (ความใคร่ปรารถนา) ของพวกเขาต้องการ และผลของมันก็คือ พวกเขาจะบิดเบือนสิ่งที่อัลลอฮฺทรงประทานลงมา หรือไม่ก็ปฏิเสธมัน เพื่อหาข้ออ้างให้กับความเชื่อและการปฏิบัติที่ผิดของพวกเขา ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วคนประเภทนี้มักจะกลายเป็นคนที่ไม่เชื่อว่าพระเจ้ามีอยู่จริงหรือเป็นคนที่มุ่งให้ความสำคัญแค่เพียงเรื่องทางโลกเท่านั้น เพราะการใช้ชีวิตในรูปแบบหรือหนทางเช่นนี้ทำให้พวกเขาสามารถวิ่งตามความปรารถนาของพวกเขาได้โดยไม่มีกฏเกณฑ์ของศาสนาใดมากำหนดขอบเขตการกระทำของพวกเขา แต่ท้ายที่สุด พวกเขาย่อมต้องเผชิญกับผลของการเลือกทำตามความใคร่ปรารถนาของตัวเอง เหนือกว่าพระเจ้า ในวันที่พวกเขาจะต้องเผชิญหน้ากับพระองค์ในวันกิยามะฮฺ

อายะฮฺข้างต้นนั้นมีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับกลุ่มคนประเภทแรก คือบรรดาผู้ที่ดำเนินชีวิตตามวัฒนธรรมของบิดามารดาของพวกเขาในทุกๆ ด้านอย่างไม่ลืมหูลืมตา ไม่ว่ามันจะเป็นสิ่งที่ดีหรือไม่ดีก็ตาม อัลลอฮฺทรงประนามการมีความเชื่อเช่นนี้ เพราะมันเป็นสิ่งที่ยับยั้งบุคคลหนึ่งจากการคิดพิจารณาถึงการปฏิบัติต่างๆ และความเชื่อทั้งหลายด้วยสติปัญญา และยับยั้งพวกเขาจากการแสวงหาสัจธรรม กลุ่มคนที่ลุ่มหลงกับวัฒนธรรมของพวกเขาอย่างไม่ลืมหูลืมตามักจะทำการปกป้อง แม้ว่าการปฏิบัติและความเชื่อบางอย่างนั้นจะเป็นสิ่งที่ไร้ซึ่งมนุษยธรรมก็ตาม เพียงเพราะว่า “เราได้พบว่าบรรพบุรุษของเราเคยกระทำมันมา” และพวกเขาก็จะเพิกเฉยต่อพระวัจนะของอัลลอฮฺ แม้ว่าพวกเขาจะกล่าวอ้างว่าตัวเองนั้นเป็นมุสลิม

ทัศนคติเช่นนี้ สามารถพบเห็นได้ในโลกมุสลิม ในหลายๆ ประเทศ ผู้คนต่างทำการปกป้องการกระทำที่ไร้ซึ่งความยุติธรรมและการกระทำที่อุตริกรรมอย่างรุนแรง เพราะว่าการกระทำดังกล่าวเป็นสิ่งที่บิดามารดาของเขากระทำมา ความคิดเช่นนี้ขัดแย้งกับรากฐานของการยอมจำนนต่ออัลลอฮฺ (อิสลาม) ซึ่งรากฐานของอิสลามคือการยอมจำนนต่อสิ่งที่พระองค์ทรงประทานลงมาและนี่หมายความว่าเราจำต้องตรวจสอบการปฏิบัติตามวัฒนธรรมของเราอย่างถี่ถ้วนว่ามันขัดกับหลักการของศาสนาหรือไม่ และยอมรับในการปฏิบัติที่มันไม่ขัดแย้งกับคำสอนและเป้าหมายของอิสลามเท่านั้น

อิสลามไม่ได้ต่อต้านวัฒนธรรมประเพณีโดยสิ้นเชิง หากท่ว่าอิสลามคือศาสนาแห่งสากลโลกที่ยอมรับสิ่งที่ดีงามจากทุกๆ วัฒนธรรม นี่คือเหตุผลว่าทำไม อุรฺฟ (วัฒนธรรมท้องถิ่น) คือหนึ่งในสิ่งที่มีสำคัญของฟิกฮฺ เพราะบรรดานักวิชาการจะตรวจสอบการกระทำตามวัฒนธรรมแต่ละอย่างโดยละเอียดถี่ถ้วนเพื่อดูว่าการกระทำนั้นขัดต่อหลักคำสอนของอิสลามหรือไม่ อายะฮฺนี้ไม่ได้บอกให้เราออกห่างจากทุกๆ การกระทำที่บิดามารดา บรรพบุรุษของเราเคยปฏิบัติ หากทว่าอายะฮฺนี้ได้สอนให้เราคิด ใคร่ครวญ วิเคราะห์ และออกห่างจากการกระทำตามวัฒนธรรมที่ส่งผลร้ายต่อเรา

Read Full Post »

image

ผู้ศรัทธาทั้งหลาย! จงเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยดีเพื่ออัลลอฮฺ เป็นพยานด้วยความเที่ยงธรรม และจงอย่าให้การเกลียดชังพวกหนึ่งพวกใด ทำให้พวกเจ้าไม่ยุติธรรม จงยุติธรรมเถิด มันเป็นสิ่งที่ใกล้กับความยำเกรงยิ่งกว่า และพึงยำเกรง อัลลอฮฺเถิด แท้จริงอัลลอฮฺนั้น เป็นผู้ทรงรอบรู้อย่างละเอียดในสิ่งที่พวกเจ้ากระทำกัน (ซูเราะฮฺ อัลมาอิดะฮฺ 05:08) *คัดลอกจากโปรแกรมอัลกุรอาน

ความยุติธรรม คือองค์ประกอบสำคัญของความตักวา (ซูเราะฮฺ อัลมาอิดะฮฺ 05:08)
~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~
เขียนโดย อบู มุอาวิยะฮฺ อิสมาอีล กัมดัรฺ
แปล บินติ อัลอิสลาม

ผู้ศรัทธาทั้งหลาย! จงเป็นผู้ปฏิบัติหน้าที่ด้วยดีเพื่ออัลลอฮฺ เป็นพยานด้วยความเที่ยงธรรม และจงอย่าให้การเกลียดชังพวกหนึ่งพวกใด ทำให้พวกเจ้าไม่ยุติธรรม จงยุติธรรมเถิด มันเป็นสิ่งที่ใกล้กับความยำเกรงยิ่งกว่า และพึงยำเกรง อัลลอฮฺเถิด แท้จริงอัลลอฮฺนั้น เป็นผู้ทรงรอบรู้อย่างละเอียดในสิ่งที่พวกเจ้ากระทำกัน (ซูเราะฮฺ อัลมาอิดะฮฺ 05:08) *คัดลอกจากโปรแกรมอัลกุรอาน

อายะฮฺนี้คือหนึ่งในถ้อยคำที่มีความหมายทีทรงพลังที่สุดในอิสลาม อันเกี่ยวกับความสำคัญของความยุติธรรม ในอายะฮฺนี้ อัลลอฮฺทรงชี้แจงว่า “ความยุติธรรม” เป็นสิ่งที่ใกล้ชิดที่สุดกับ “ความตักวา (ยำเกรง)”  หมายความว่า ความยุติธรรมคือ  ส่วนสำคัญของคุณธรรมความดีงาม ‘มุสลิมคนหนึ่ง จะไม่ถือว่าเป็นผู้ศรัทธาที่แท้จริง ณ ที่อัลลอฮฺ  หากว่าเขาเป็นผู้ที่ไร้ซึ่งความยุติธรรมต่อสิ่งที่อัลลอฮฺทรงสร้าง แม้ว่าเขาจะละหมาดและถือศีลอดอย่างมากมายก็ตาม นี่เป็นเพราะว่า ‘ความยุติธรรม’ คือสิ่งที่เกิดขึ้นมาจากความศรัทธาที่แท้จริง ผู้ใดก็ตามที่เชื่อว่าอัลลอฮฺทรงรับรู้ถึงทุกสิ่งที่เขาทำ และเขาจะต้องตอบคำถาม ณ ที่อัลลอฮฺในทุกๆ การกระทำของเขาย่อมได้รับความชอบธรรม

นี่คือสิ่งที่แสดงให้เห็นว่าความเข้าใจของเราที่มีต่อ “ความตักวา” นั้นผิดเพี้ยนไปไกลจากความเข้าใจของมุสลิมยุคแรกเพียงใด พวกเขาต่างให้คุณค่าความสำคัญต่อความยุติธรรมมากกว่าการละหมาดนะฟีลและการถือศีลอดนะฟีล (สมัครใจ สุนนะฮฺ) เพราะความยุติธรรมคือหนึ่งปัจจัยขั้นพื้นฐานของกฏแห่งอิสลามและหน้าที่ความรับผิดชอบของผู้ศรัทธาทุกคน

ท่านอุมัรฺ อิบนุ อับดุล อะซีซ ได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในบรรดาเคาะลีฟะฮฺที่มีคุณธรรมที่สุดในยุคต้นๆ ซึ่งภรรยาของท่าน นางฟาติมะฮฺ บินตฺ อับดุลมาลิก บรรยายคุณลักษณะของท่านไว้ว่า “ขอสาบานด้วยอัลลอฮฺ ท่านจะไม่ละหมาดหรือถือศีลอดมากกว่าใครอื่นใด หากทว่า ขอสาบานด้วยอัลลอฮฺ ฉันเองไม่เคยพบเห็นใครคนใดที่มีความเกรงกลัวต่ออัลลอฮฺมากไปกว่าท่านอุมัรฺ!”

หากว่าท่านอุมัรฺไม่ได้ละหมาดหรือถือศีลอด (นะฟีล) มากไปกว่ามุสลิมทั่วไป เหตุใดท่านจึงได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้ที่อยู่กลุ่มคนที่มีคุณธรรมที่สุดในยุคสมัยของท่าน แม้แต่ภรรยาของท่านเองก็ยืนยันเช่นนั้น? นั่นเป็นเพราะความรับผิดชอบของท่านที่มีต่อความยุติธรรมในทุกๆ ด้านของการใช้ชีวิตของท่าน แบบอย่างนี้แสดงให้เห็นว่ามุสลิมในยุคแรกนั้นเชื่อม “ความยุติธรรม” กับ “ความตักวา” เข้าไว้ด้วยกัน

ปัจจุบันนี้ เมื่อพูดถึงเรื่องของ “ความไม่ยุติธรรม” เราก็มักจะคิดในเรื่องของการเมืองเพียงอย่างเดียวเท่านั้น มุสลิมหลายคนมองข้ามอายะฮฺนี้ไปและคิดว่ามันไม่เกี่ยวข้องกับเขา แต่ในความเป็นจริง “ความยุติธรรม” คือคุณสมบัติที่ควรมีในมนุษย์ทุกคน ส่วน “ความไม่ยุติธรรม” นั้นเกิดขึ้นได้ในหลายรูปแบบ และมีมุสลิมหลายคนที่มักวิพากษ์วิจารณ์ความเผด็จการ การใช้อำนาจกดขี่ของผู้นำ ในขณะที่ตัวของพวกเขาเองก็เผด็จการ กดขี่ข่มเหงคนจำนวนหนึ่งที่อยู่ภายใต้การดูแลของพวกเขา

สิ่งที่จะกล่าวต่อไปนี้คือรูปแบบของความอธรรมที่เกิดขึ้นได้ด้วยน้ำมือของมุสลิมเอง

1. ทารุณ สบประมาทคนในครอบครัว
2. ข่มเหงลูกจ้าง
3. ทำร้ายสัตว์และทำลายสิ่งแวดล้อม
4. เข้าข้างสมาชิกครอบครัว ทั้งที่เขาเป็นฝ่ายผิด
5. แสดงความรักต่อลูกคนใดคนหนึ่งมากกว่าอีกคนหนึ่ง หรือต่อภรรยาคนหนึ่งมากกว่าอีกคนหนึ่ง
6. ปล่อยข่าวลือ เรื่องโกหก ใส่ร้ายเกี่ยวกับผู้อื่น

ดังนั้นก่อนที่เราจะวิพากษ์วิจารณ์ความไม่ยุติธรรมของผู้อื่น เราจำต้องย้อนมองดูการใช้ชีวิตของตัวเราเองด้วย หากเราต้องการเห็นความยุติธรรมในระดับการเมือง มันควรต้องเริ่มจากตัวเราแต่ละคนก่อนในการที่จะแพร่ขยายความยุติธรรมในระดับของบุคคล เมื่อเรามีความยุติธรรม เที่ยงตรงต่อสิ่งถูกสร้างของอัลลอฮฺ เราก็จะสัมผัสได้ถึงความดีงามที่แท้จริง และความช่วยเหลือของอัลลอฮฺ

Read Full Post »

image

“แท้จริงอัลลอฮฺจะไม่ทรงอภัยโทษให้แก่การที่สิ่งหนึ่งจะถูกให้เป็นภาคีกับพระองค์ แต่พระองค์จะทรงอภัยโทษให้ซึ่งสิ่งอื่นจากนั้น สำหรับผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ และผู้ใดให้มีภาคี ขึ้นแก่อัลลอฮฺแล้ว แน่นอน เขาก็ได้หลงทางไปแล้วอย่างไกล” (ซูเราะฮฺ อันนิซาอฺ 04:116) คัดลอกจากโปรแกรมอัลกุรอาน

ที่สุดของบาปใหญ่ (ซูเราะฮฺอันนิซาอฺ 04:116)
~~~~~~~~~~~~
เขียนโดย อบู มุอาวิยะฮฺ อิสมาอีล กัมดัรฺ
แปล บินติ อัลอิสลาม

“แท้จริงอัลลอฮฺจะไม่ทรงอภัยโทษให้แก่การที่สิ่งหนึ่งจะถูกให้เป็นภาคีกับพระองค์ แต่พระองค์จะทรงอภัยโทษให้ซึ่งสิ่งอื่นจากนั้น สำหรับผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ และผู้ใดให้มีภาคี ขึ้นแก่อัลลอฮฺแล้ว แน่นอน เขาก็ได้หลงทางไปแล้วอย่างไกล” (ซูเราะฮฺ อันนิซาอฺ  04:116) คัดลอกจากโปรแกรมอัลกุรอาน

อายะฮฺนี้มักจะถูกเข้าใจผิดและถูกมองข้าม และด้วยเพราะมีความเข้าใจผิดมากมายเกี่ยวกับอายะฮฺนี้ คำอธิบายตัฟซีรฺของอายะฮฺนี้จึงจะมีความยาวกว่าปกติ

อายะฮฺนี้ยืนยันว่า “บาปที่ใหญ่ที่สุด ณ ที่อัลลอฮฺ คือ การทำชิริก” และสิ่งใดก็ตามที่เล็กน้อยกว่า การชิริกนั้นจะได้รับการอภัย โทษจากอัลลอฮฺ ซึ่งความเข้าใจผิดประการแรกเกี่ยวกับอายะฮฺนี้คือ ผู้คนมักจะเข้าใจบริบทของอายะฮฺนี้ผิดๆ ในบริบทของอายะฮฺนี้ มีความหมายว่า “อัลลอฮฺจะมิทรงอภัยโทษต่อ ‘การทำชิริก’ หากว่าบุคคลหนึ่งนั้นเสียชีวิตลงโดยไม่ได้ทำการสำนึกผิด ขออภัยโทษต่อพระองค์ (เตาบัตตัว) จากการกระทำดังกล่าว หากทว่าพระองค์จะทรงอภัยโทษให้กับบาปอื่นๆ นอกเหนือจากนี้ หากว่าบุคคลหนึ่งเสียชีวิตลงโดยไม่ได้ทำการสำนึกผิด หรือขออภัยโทษต่อพระองค์”

อายะฮฺนี้กล่าวถึง “บาปทั้งหลายที่ถูกกระทำ โดยไม่ได้มีการเตาบัต” และนี่มักจะถูกเข้าใจผิดโดยคนบางกลุ่มอยู่เป็นประจำ มากกว่าหนึ่งครั้งที่ผม (อบูมุอาวิยะฮฺ) ได้รับคำถามจากพี่น้องที่เพิ่งเข้ารับอิสลามเกี่ยวกับอายะฮฺนี้ โดยกล่าวว่า ก่อนเข้ารับอิสลาม พวกเขาได้กระทำการชิริก ดังนั้นในอายะฮฺนี้ มีความหมายว่าอัลลอฮฺจะมิทรงอภัยโทษแก่พวกเขาใช่หรือไม่? คำตอบคือ สิ่งที่พวกเขาเข้าใจนั้นไม่ใช่สิ่งที่อายะฮฺนี้ได้แจ้งแก่เรา หากทว่าการเข้ารับอิสลามนั้นได้ลบล้างความผิดที่ผ่านมาทั้งหมดก่อนหน้านี้แล้ว เพราะการเข้ารับอิสลามคือรูปแบบของการสำนึกผิด และขออภัยโทษต่ออัลลอฮฺ (เตาบัต) นั่นเอง

ความเข้าใจผิดประการที่สองเกี่ยวกับอายะฮฺนี้คือ หลายคนคิดว่า “การทำชิริก” หมายถึงการเคารพสักการะต่อรูปปั้นเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ความหมายโดยนัยของอายะฮฺนี้ยังหมายรวมถึงรูปแบบของการทำชิริกที่ชัดเจนที่บุคคลหนึ่งไม่ได้ทำการเตาบัตจากการกระทำนั้น และไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การเคารพสักการะต่อรูปปั้นเท่านั้น มันไม่ได้หมายรวมถึงสิ่งที่บุคคลแห่งเตาฮีดทำโดยที่เขาไม่รู้ว่าสิ่งนั้นคือ “ชิริก” ซึ่งการกระทำดังกล่าวอาจได้รับการอภัยโทษอันเนื่องมาจากความโง่เขลา ดังนั้นการลงโทษจะเกิดขึ้นกับผู้คนที่มีความรู้ แต่ยังคงดื้อดึงที่จะกระทำการชิริก นี่คือเหตุผลที่มุสลิมทุกคนจำต้องเพียรพยายามอย่างมากที่จะศึกษา “เตาฮีด” และศึกษาว่าความเชื่อใด และการกระทำใดที่ถือเป็นการทำชิริก

ความเข้าใจผิดที่สามเกี่ยวกับอายะฮฺนี้คือ บางคนเชื่อว่าอายะฮฺนี้กล่าวถึงบรรดาผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมเท่านั้น ไม่ได้กล่าวถึงมุสลิมคนใด ในความเป็นจริงแล้ว อายะฮฺนี้กล่าวถึงผู้ใดก็ตามที่ทำชีริก ทั้งที่รู้ว่ามันเป็นสิ่งที่ผิด และเขาก็ได้รับสาห์นแห่งอิสลามแล้ว ซึ่งรวมถึงผู้ที่กล่าวว่าเขาเป็นมุสลิม แต่ยังคงมีความเชื่อในเรื่องของชิริกและดื้อดึงในการทำชิริก และไม่ได้หมายรวมถึงผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมที่เสียชีวิตลงโดยที่เขาไม่เคยรับรู้เกี่ยวกับสัจธรรมแห่งอิสลามเลย “ผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมเช่นนี้” จะได้รับการทดสอบจากอัลลอฮฺในวันแห่งการตั่ดสิน เช่นที่มีการแจ้งไว้ในหนังสือตัฟซีรฺหลายเล่ม ด้วยเพราะอัลลอฮฺคือผู้ทรงยุติธรรมยิ่งและพระองค์จะมิทรงลงโทษผู้คนในสิ่งที่พวกเขาไม่รู้

ความเข้าใจผิดที่สี่เกี่ยวกับอายะฮฺนี้ คือ มุสลิมบางคนคิดว่า ด้วยเพราะการทำชิริกคือบาปที่ใหญ่ที่สุด ดังนั้นมันจึงให้สิทธิแก่พวกเขาในการที่จะปฏิบัติต่อผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมอย่างอธรรม และเลวร้าย ความเชื่อเช่นนี้ขัดแย้งกับคำสอนของอิสลามอย่างชัดเจน เพราะนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ได้เรียกร้องผู้คนสู่อิสลามด้วยความอ่อนโยนและความเมตตา นี้คือวิธีการเข้าผู้คนของท่าน ไม่ว่าพวกเขาจะนับถือศาสนาใดอยู่ก็ตาม และ “ความผิดบาปของผู้คน” ไม่ใช่เหตุผลที่พวกเขาไม่ควรได้รับสิทธิในการที่จะได้รับการปฏิบัติด้วยความเมตตาและความยุติธรรมจากเราแต่อย่างใด

เรื่องสุดท้ายที่จำต้องมีการกล่าวถึงเกี่ยวกับอายะฮฺนี้ คือ “ความสงสัย ที่เกิดขึ้นในความคิดของเยาวชนหลายคน”  การเติบโตขึ้นมาในสิ่งแวดล้อมแบบเชคิวลาร์ (มุ่งเน้นเรื่องทางโลก) มุสลิมบางคนจึงไม่สามารถเข้าใจได้ว่าทำไม “การทำชิริก” จึงเป็นสิ่งที่เลวร้ายยิ่งกว่า การข่มขืน การฆ่า การขโมย และอาชญากรรมอื่นๆ  “ความคิดมากมายของมนุษย์ ได้เป็นสาเหตุที่ทำให้มุสลิมหลายคนให้ความสำคัญต่อ “การทำชีริก” ลดลง และมองว่าการกระทำดังกล่าวไม่ใช่เรื่องใหญ่แต่อย่างใด ซึ่ง “ปัญหานี้” เกิดจากมุมมองหรือทัศนคติของเรานี่เอง ความคิดมุมมองแบบสมัยใหม่ คือ (เชื่อว่า) มนุษย์ คือสิ่งมีชีวิตที่มีความสำคัญที่สุดในการมีอยู่ และการละเมิดสิทธิมนุษย์ถือเป็นอาชญากรรมที่เลวร้ายที่สุด

แน่นอนว่า การละเมิดสิทธิใดๆ ก็ตามต่อสิ่งถูกสร้างของอัลลอฮฺ ถือเป็นบาป และเป็นสิ่งต้องห้ามในอิสลาม แต่ทว่า “การทำชีริก” ถือเป็นการละเมิดที่หนักหนากว่าสิ่งอื่นๆ ทั้งหมด เพราะ “ชีริก” คือ การละเมิดสิทธิของพระผู้ทรงสร้าง นั่นคืออัลลอฮฺ และในฐานะ ‘มุสลิม’ เราจำต้องเปลี่ยนมุมมองความคิดของเราและน้อมรับว่าอัลลอฮฺทรงยิ่งใหญ่กว่ามนุษย์ ดังนั้นการละเมิดสิทธิของอัลลอฮฺจึงรุนแรงยิ่งกว่าการละเมิดสิทธิของมนุษย์ แม้ว่าการกระทำทั้งสองรูปแบบจะผิดเหมือนกันก็ตาม ซึ่งในทางการเมือง นี่อาจจะไม่ถูกต้องนักที่จะกล่าวเช่นนี้ในโลกแห่งยุคสมัยใหม่ เพราะผู้คนต่างกำลังยัดเยียดความคิดที่ว่าทุกศาสนาเท่าเทียมกัน แต่นี่คือความจริงที่ได้รับการยืนยันโดยอัลลอฮฺ และเป็นสิ่งที่มุสลิมจำต้องเชื่อ

คุณธรรมที่แท้จริงไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ตราบใดที่เราประเมินคุณค่าของเตาฮีดต่ำ และมองว่าการทำชีริกนั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่ “เตาฮีด คือรากฐานแห่งอิสลาม และคุณธรรมเริ่มต้นจากการเติมเต็มสิทธิของอัลลอฮฺและเรียกร้องผู้อื่นให้กระทำสิ่งเดียวกัน”

แน่นอนว่า การเติมเต็มสิทธิของมนุษย์คือส่วนหนึ่งของคุณธรรม ความดีงาม หากทว่าสิทธิของอัลลอฮฺ ที่รวมถึงเตาฮีดและเศาะลาฮฺ (ละหมาด) ควรเป็นสิ่งแรกที่เราให้ความสำคัญ

Read Full Post »

Older Posts »

%d bloggers like this: