Feeds:
Posts
Comments

Archive for the ‘อิสลาม’ Category

20130715-134432.jpg

ส่วนหนึ่งจากหนังสือ “Allah is preparing us for VICTORY”
เขียนโดย::อิหม่าม อันวา อัลเอาวฺลากีย์
แปล เรียบเรียง:: บินติ อัล อิสลาม /คำแปลอัลกุรอานคัดลอกจาก http://www.alquran-thai.com

หมายเหตุ ด้วยสถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับพี่น้องของเราทั่วโลก ทำให้อยากนำเสนอส่วนหนึ่งของบทความนี้แก่พี่น้อง

1. หากอัลลอฮฺทรงประสงค์ให้เกิดจุดจบ พระองค์จะทำให้มันเกิดขึ้นดังที่พระองค์ทรงประสงค์

หัวข้อนี้นำมาจากหนังสือประวัติศาสตร์อัล คามิล โดยอิหม่าม อิบนุ อะซีรฺ (เราะหิมะฮุลลอฮฺ)

หากอัลลอฮฺ อัซซะวะญัล ทรงประสงค์ให้เกิดจุดจบ พระองค์จะทรงทำให้เกิดสิ่งใดสิ่งหนึ่งอันเป็นเหตุที่จะนำไปสู่จุดจบนั้น

หากอัลลอฮฺ อัซซะวะญัลทรงประสงค์ให้เกิดชัยชนะแก่อุมมะฮฺนี้ อัลลอฮฺจะทรงทำให้มันเกิดขึ้นต่ออุมมะฮฺของพระองค์

เช่นนั้นแล้วท่านย่อมรู้สึกได้ถึง “ชัยชนะ” ที่กำลังจะมาถึง โดยการสังเกตการณ์ และเฝ้าดูเหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นบนโลก ณ ปัจจุบัน

หากเราเชื่อมั่นอย่างหนักแน่นว่า “กฎที่ว่านี้” เป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว เราก็สามารถพิสูจน์ได้เองว่า “จุดจบนั้นมันกำลังดำเนินมาถึงแล้วหรือไม่”

ความจริงแล้วเรื่องของ “ชัยชนะ” นี้ อัลลอฮฺอัซซะวะญัลได้ทรงให้คำสัญญาแก่เราไว้ในอัลกุรอาน และท่านเราะสูลุลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม) ได้ให้สัญญาไว้ในหะดีษเช่นกันว่า ในท้ายที่สุดแล้ว ประชาชาตินี้จะประสบซึ่งชัยชนะและนี่เป็นยากีน (ความแน่นอน) สำหรับเราทุกคน

เมื่อเรากล่าวว่า “ยากีน” ณ ที่นี้นั้น ก็เปรียบได้กับ “อากีดะฮฺ” สำหรับเรา– การที่เราเป็นมุสลิมนั้น เราต้องมีความเชื่อว่า อุมมะฮฺนี้จะประสบกับชัยชนะ และหากเราไม่เชื่อในสิ่งนี้ นั่นอาจหมายความว่าอีหม่านของเรานั้นมีปัญหา

เพราะเหตุใดหรือเราจึงต้องเชื่อ? เพราะว่า ดาลีล (ข้อพิสูจน์) นั้นมีความหนักแน่นพอที่เราจะต้องยอมรับในจุดนี้ดังหลักฐานต่อไปนี้

อัลลอฮฺอัซซะวะญัล ตรัสว่า
﴿وَلَقَدْ كَتَبْنَا فِي ٱلزَّبُورِ مِن بَعْدِ ٱلذِّكْرِ أَنَّ ٱلأَرْضَ يَرِثُهَا عِبَادِيَٱلصَّالِحُونَ﴾
“และเราได้บันทึกไว้ในคัมภีร์ (อัซ ซะบูร) หลังจากที่ได้มีการบันทึกไว้ (ในโตราฮฺ) ว่าแผ่นดินนั้นเป็นมรดกของบ่าวผู้ศรัทธาของเรา” (อัล อัมบิยาอฺ 105)

ดังนั้นแท้จริงแล้วบ่าวผู้ศรัทธาของอัลลอฮฺ อัซซะวะญัลจะทรงประทาน “แผ่นดิน” ให้เป็นมรดกแก่พวกเขา

อัลลอฮฺอัซซะ วาญัล ตรัสว่า
﴿وَلَقَدْ سَبَقَتْ كَلِمَتُنَا لِعِبَادِنَا ٱلْمُرْسَلِينَ۝ إِنَّهُمْ لَهُمُ ٱلْمَنصُورُونَ۝ وَإِنَّجُندَنَا لَهُمُ ٱلْغَالِبُونَ﴾
“และลิขิตของเรา (การกำหนด) ได้ถูกบันทึกไว้ก่อนแล้ว แก่บ่าวของเรา และผู้ส่งสาร (เราะสูล) (ว่า) แน่นอน พวกเขาจะได้รับซึ่งชัยชนะ และ (ว่า) แท้จริงแล้วไพร่พลของเราจะประสบซึ่งความสำเร็จ” (อัศศ็อฟฟาต 171-173)

ดังนั้นอัลลอฮฺทรงสัญญาต่อ อันบิยาอฺ อัลมุรฺซะลีน (บรรดาศาสดาและเราะสูล) ว่าพระองค์จะประทานชัยชนะให้แก่พวกเขา

อัลลอฮฺตรัสว่า
﴿إِنَّ ٱلأَرْضَ للَّهِ يُورِثُهَا مَن يَشَآءُ مِنْ عِبَادِهِ وَٱلْعَاقِبَةُ لِلْمُتَّقِينَ﴾
“แผ่นดินนี้นั้นเป็นสิทธิของอัลลอฮฺและพระองค์จะทรงสืบทอดมันให้แก่ผู้ที่พระองค์ทรงประสงค์ต่อบ่าวของพระองค์ และบั้นปลายนั้นแผ่นดินย่อมเป็นของเป็นของมุตตากีน (ผู้ยำเกรง)” (อัล อะรอฟ 128)

แท้จริงแล้วอัลลอฮฺนั้นทรงมีอำนาจในการที่จะมอบแผ่นดินนี้ให้แก่ กาเฟรฺ หรือ บรรดาผู้ศรัทธาก็ได้ หากแต่พระองค์ตรัสไว้ในตอนท้ายว่า “บรรดาผู้ศรัทธานั้นจะได้รับแผ่นดินเป็นมรดก”

﴿يُرِيدُونَ أَن يُطْفِئُواْ نُورَ ٱللَّهِ بِأَفْوَاهِهِمْ وَيَأْبَىٰ ٱللَّهُ إِلاَّ أَن يُتِمَّ نُورَهُ وَلَوْكَرِهَ ٱلْكَافِرُونَ﴾
“พวกเขาต้องการที่จะดับแสงสว่างของพระองค์ด้วยปากของเขาหากแต่อัลลอฮฺนั้นไม่ทรงยินยอมเว้นแต่ว่าแสงสว่างของพระองค์จะทอแสงอย่างงดงามสมบูรณ์เท่านั้น ถึงแม้ว่ากาฟิรูน(ผู้ปฏิเสธศรัทธา) จะชิงชังก็ตาม” (อัต เตาบัต 32)

ปัจจุบันนี้สิ่งที่บรรดาผู้ปฏิเสธศรัทธาพยายามที่จะทำก็คือ การดับแสงสว่างของอัลลอฮฺ อัซซะวะญัล และแสงสว่างของพระองค์นั้นคือ “อิสลาม” ริซาละฮฺ (สารหรือถ้อยคำ) ของท่านมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วัสสัลลัม พวกเขาพยายามที่จะหยุดความเจริญเติบโตของอิสลามและอัลลอฮฺ อัซซะวะญัลตรัสว่า “พวกเขาจะได้ประสบกับความพ่ายแพ้”

เมื่อเรามองไปยังจำนวนทรัพย์สินที่พวกเขาใช้จ่ายไปเพื่อการต่อสู้กับอิสลาม ตัวเลขของทรัพย์สินเหล่านั้นดูมากจนน่าตกใจ อีกทั้งเมื่อเรานึกถึงสิ่งที่อัลลอฮฺได้ประทานแก่พวกเขา (กาฟิรีน) อันเต็มไปด้วยทรัพยากรมากมายที่อยู่ในมือของพวกเขา และพวกเขาได้ใช้จ่ายสิ่งทั้งหลายเหล่านั้นหมดไปกับการต่อสู้กับ “อิสลาม”

หลายครั้งที่เราเกิดความเหนื่อยหน่าย ไม่พอใจ กับการที่พวกเขาควบคุมสื่อ ควบคุมหนังสือพิมพ์มีชื่อเสียง หลายฉบับในโลกนี้ ควบคุมสถานีวิทยุต่างๆ ควบคุมสื่อสิ่งพิมพ์ทุกชนิด อีกทั้งการควบคุมรัฐบาลและกองทัพ พวกเขาควบคุมทุกสิ่งในโลกนี้ พวกเขามีเงินมากมายและแน่นอนว่า เราเองไม่มีทางที่จะต่อสู้กับพวกเขาได้ด้วยการใช้วิธีการเดียวกันเช่นเขา

เช่นนั้นแล้ว ก็ขอให้เราหยุดยั้งการต่อสู้โดยการใช้วิธีของเขา หากแต่เราต้องหาวิธีการอื่นๆในการต่อรอง และขอให้เราจงหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าปะทะกับพวกเขา ด้วยเพราะเราไม่มีทางที่จะเท่าเทียมกับเขาได้ และขอให้เราอย่าใช้การเมืองหรือวิธีการทางการทูตเพื่อเป็นการต่อสู้กับพวกเขา หากแต่อัลลอฮฺตรัสว่า

﴿ فَسَيُنفِقُونَهَا ثُمَّ تَكُونُ عَلَيْهِمْ حَسْرَةً ثُمَّ يُغْلَبُونَ﴾
“พวกเขาจะใช้จ่ายมัน และภายหลังมันจะสร้างความทุกข์ทรมานแก่เขา จากนั้นเขาจะประสบกับความแพ้พ่าย” (อัล อันฟาล 36)

ดังนั้น จงปล่อยให้พวกเขาใช้จ่ายทรัพย์สินของพวกเขา ด้วยเพราะว่านั่นเป็นวิธีที่พวกเขาจะประสบกับความพ่ายแพ้ ดังที่อัลลอฮฺอัซซะวะญัลตรัสว่า พวกเขาต่างต้องใช้ทรัพย์สินเงินทองพวกเขาก่อนและจากนั้นพวกเขาจะประสบกับความพ่ายแพ้

ดังนั้นเราควรจะดีใจที่พวกเขากำลังใช้จ่ายทรัพย์สินเงินทองมากมายเพื่อการต่อสู้กับอิสลามเพราะนั่นหมายความว่า ชัยชนะของอิสลามกำลังจะมาถึง และชัยชนะนั้นกำลังเดินทางมา

ขณะนี้ พวกเขาคงกำลังถกกันว่า พวกเขานั้นเสียเงินไปกับการทำสงครามในอัฟกานิสถานและอิรักมากกว่าการทำสงครามในเวียดนามและเกาหลีเสียอีก

สงครามเกาหลีนั้นมีค่าใช้จ่ายประมาณ 200,000 ล้านดอลล่า สงครามเวียดนามมีค่าใช้จ่ายประมาณ 400,000 ล้านดอลล่า และสงครามในอีรักนั้นน่าจะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 800,000 ล้านดอนล่าหรือมากกว่านั้น

สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นนี้จะเป็นเหตุให้สภาพเศรษฐกิจถึงขั้นเลือดตกยางออกและนี่เป็นสิ่งที่ถูกกล่าวไว้ในอายะฮฺดังกล่าว –

พวกเขาจะใช้จ่ายเงินเหล่านี้และท้ายที่สุดพวกเขาจะเกิดความเสียใจและเสียดายเนื่องจากพวกเขาได้นำหายนะมาสู่ตัวพวกเขาเอง ด้วยเพราะว่าสงครามที่เกิดขึ้นในอีรักและอัฟกานิสถานนั้นไม่ได้เกิดขึ้นมาเอง แต่เป็นเพราะว่าพวกเขาทำให้มันเกิดขึ้น ดังนั้นพวกเขาจะได้รับความเสียใจกับการที่พวกเขาได้ดึงตัวเองเข้าสู่ปัญหานี้ การใช้ทรัพย์สินทั้งหมดที่มีอยู่ให้หมดไปนั้นจะนำมาสู่ความยากจน และท้ายที่สุดก็จะประสบกับความพ่ายแพ้

เหมือนดังเช่นที่อบู ญะฮัล ได้เลือกที่จะเผชิญหน้ากับมุสลิมในสงครามบัดรฺ ด้วยเพราะว่าขณะนั้นเหล่ามุสลิมได้เดินทางไปเมืองบัดรฺเพื่อติดตามกองคาราวาน และท้ายที่สุดเหล่ามุสลิมก็ได้รับความปลอดภัย อบู ซุฟยานได้ส่งจดหมายไปยังอบูญะฮัล ผู้ซึ่งเป็นหัวหน้าทัพ ณ ขณะนั้น เพื่อขอให้เขาเดินทางกลับไปยังมักกะฮฺ ด้วยเพราะคาราวานได้รับความปลอดภัยและเขาสามารถที่จะหลบเลี่ยงเหล่ามุสลิม หากแต่อบูญะฮัลกล่าวว่า “ไม่ เราจะเดินทางไปที่นั่น และไปต่อสู้กับพวกเขา เราจะเดินทางไปยังบัดรฺและเราจะจัดเลี้ยงกันที่นั่นสามวันและเราเฉลิมฉลองด้วยไวน์และให้บรรดาผู้หญิงขับกล่อมเราด้วยเสียงเพลงเราต้องการให้ บรรดาชาวอาหรับได้ยินการเดินทางมาของเรา และ (ให้พวกเขา) รู้ว่าชาวกุเรชจะไม่ยอมให้ให้ใครมาหยามหมิ่น”

ดังนั้นพวกเขาจึงจัดเลี้ยงกันสามวันและข่าวก็แพร่กระจายออกไปทั่วอารเบียเพื่อบอกให้ผู้คนนั้นอย่างเข้ามายุ่งกับกุเรซอีก

ดังนั้น อบู ญะฮัลจึงได้เลือกที่จะเดินทางไปสู่สมรภูมิรบและสิ่งเดียวกันนี้ได้เกิดขึ้นกับชาวอเมริกาในปัจจุบัน พวกเขาเลือกที่จะก่อการสงคราม และผลของจุดจบนั้นก็เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้ว ด้วยเพราะเราะสูลุลลอฮฺ (ศ็อลลัลลอฮุอะลัยฮิ วัสสัลลัม) ได้กล่าวในหะดีษกุดซีย์ว่า อัลลอฮฺ อัซซะ วะญัลตรัสว่า

“ผู้ใดก็ตามที่ถือเอาเอาลิยะของเรา (ผู้ช่วยเหลือ) ให้เป็นดังเช่นศัตรู (ของเขา) เราจะก่อการสงครามต่อต้านเขา”

(หะดีษ กุดซีย์ 25 อัล บุคอรีย์)

ดังนั้น บรรดามุสลิมไม่ใช่ผู้ที่ก่อการสงครามต่อต้านเขา หากแต่นั่นคือ “อัลลอฮฺ อัซซะวะญัล” (ผู้ทรงทำสงครามกับพวกเขา) และอเมริกาก็เป็นประเทศแห่งการสงครามกับอัลลอฮฺ

อัลลอฮฺตรัสว่า
﴿وَعَدَ ٱللَّهُ ٱلَّذِينَ آمَنُواْ مِنْكُمْ وَعَمِلُواْ ٱلصَّالِحَاتِ لَيَسْتَخْلِفَنَّهُمْ فِي ٱلأَرْضِكَمَا ٱسْتَخْلَفَ ٱلَّذِينَ مِن قَبْلِهِمْ وَلَيُمَكِّنَنَّ لَهُمْ دِينَهُمُ ٱلَّذِي ٱرْتَضَىٰ لَهُمْوَلَيُبَدِّلَنَّهُمْ مِّن بَعْدِ خَوْفِهِمْ أَمْناً يَعْبُدُونَنِي لاَ يُشْرِكُونَ بِي شَيْئاً وَمَن كَفَرَبَعْدَ ذٰلِكَ فَأُوْلَٰئِكَ هُمُ ٱلْفَاسِقُونَ﴾
อัลลอฮฺทรงสัญญากับบรรดาผู้ศรัทธาในหมู่พวกเจ้าและบรรดาผู้กระทำความดีทั้งหลายว่า แน่นอนพระองค์จะทรงให้พวกเขาเป็นตัวแทนสืบช่วงแผ่นดินเสมือนดังที่พระองค์ทรงให้บรรดาชนก่อนพวกเขาเป็นตัวแทนสืบช่วงมาก่อนแล้วและพระองค์จะทรงทำให้ศาสนาของพวกเขาซึ่งพระองค์ทรงโปรดปรานเป็นที่มั่นคงเป็นเกียรติแก่พวกเขา และแน่นอนพระองค์จะทรงเปลี่ยนแปลงให้พวกเขาได้รับความปลอดภัยหลังจากความกลัวของพวกเขาโดยที่พวกเขาจะต้องเคารพภักดีข้า ไม่ตั้งภาคีอื่นใดต่อข้า และผู้ใดปฏิเสธศรัทธาหลังจากนั้น ชนเหล่านั้นพวกเขาคือผู้ฝ่าฝืน (อัน นูรฺ 55)

คิลาฟะฮฺจะถูกมอบให้แก่ผู้ที่มีอีหม่านและปฏิบัติ อะมฺัลลุซอลิฮาตฺ ขณะนี้มุสลิมตกอยู่ในสภาพวะแห่งความหวาดกลัว อัลลอฮฺทรงให้คำสัญญาแก่เราว่าพระองค์จะประทานความปลอดภัยให้แก่เรา อัลลอฮฺได้ทรงสัญญาว่าจะมอบ คีลาฟะฮฺให้แก่อุมมะฮฺนี้ พระองค์ทรงสัญญาว่าจะมอบ อัมนฺ (ความปลอดภัย) ให้แก่อุมมะฮฺของพระองค์ และพระองค์จะทรงสถาปนาศาสนาของพระองค์ขึ้น
~~~~~~~~~~~~~~~~

Advertisements

Read Full Post »

20120919-035045 AM.jpg

Read Full Post »

ชัยคฺอัซซิม อัลฮากีม:::
ไม่ว่าพวกเขาจะพูดหรือจะทำอะไรก็ตาม ชื่อของท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสัลลัมก็จะยังคงได้รับการยกย่องสรรเสริญอยู่เสมอ ชื่อของท่านจะยังคงถูกกล่าว 5 เวลาต่อวันไปทั่วโลก

‘สิ่งที่เกิดขึ้นในลิเบียและสิ่งที่เกิดขึ้นในอียิปต์และที่ใดก็ตาม’ ไม่คู่ควรกับความเป็นอิสลามและมันไม่ใช่ ‘อิสลาม’ ‘การประท้วงการแสดงความอันธพาล’ ถือเป็นการช่วยเหลือศัตรูของอิสลาม พวกเขาไม่มีวันที่จะหยุดเย้ยหยัน ‘ศาสนาของเรา’ และศาสนาของเรานั้นมีความประเสริฐมากยิ่งกว่า แม้ว่าพวกเขาจะพยายามมากมายเพียงใด

ขอให้เราทั้งหลายยึดมั่นต่ออัลกุรอานและสุนนะฮฺและนี่คือสิ่งที่จะสร้างความเจ็บปวดต่อพวกเขามากที่สุด

แปลเรียบเรียง بنت الاسلام

20120915-072413 PM.jpg

Read Full Post »

ทำไมต้อง “อิสลาม”
แหล่งที่มา: http://www.facebook.com/note.php?note_id=208556005987&id=140424872298&ref=mf
แปล بنت الإسلام

Image

โดยพื้นฐานแล้ว ทุกๆ ศาสนานั้นสอนให้ทุกคนนั้นเป็นคนดี และส่งเสริมให้ทำความดี หากแต่ว่าเหตุใดคนบางคนจึงเลือกที่จะปฏิบัติตามหลักการของศาสนาอิสลาม แล้วเหตุใดพวกเขาจึงไม่ปฏิบัติตามหลักการของศาสนาอื่น??

1. ความแตกต่างที่เด่นชัดระหว่าง “อิสลาม” และ “ศาสนาอื่น”

ทุกศาสนาสั่งสอนให้มนุษย์ทุกคนเป็น “คนดี” “ประพฤติดี” และ “ละเว้นจากความชั่ว” หากแต่อิสลามนั้นมีอะไรที่มากกว่านั้น เนื่องจาก “อิสลาม” ได้ให้หนทางและวิธีการปฏิบัติที่จะนำไปสู่การประสบความสำเร็จในการกระทำความดี อีกทั้งยังเสนอวิธีการขจัดความชั่วออกจากตัวเราและบุคคลอื่นอีกด้วย  “อิสลาม” ได้เข้าถึงความเป็นธรรมชาติของมนุษย์และความซับซ้อนแห่งสังคมมนุษย์  “อิสลาม” คือทางนำแห่งผู้สร้าง (อัลลอฮฺ) ดังนั้น “ศาสนาอิสลาม” จึงถูกเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าเป็น “ศาสนาของอุลฟิตเราะฮฺ” (ศาสนาธรรมชาติแห่งมวลมนุษย์)

2. แบบอย่าง – อิสลามสั่งใช้ให้เราออกห่างจากการลักขโมย การโจรกรรม อีกทั้งได้ให้หนทางและวิธีการปฏิบัติเพื่อขจัดการกระทำชั่วร้ายดังกล่าว

2.1 อิสลามให้วิธีการกำจัดการขโมยทรัพย์สิน

ศาสนาอื่นๆ นั้นสอนว่า “การขโมย นั้นเป็นการกระทำอันชั่วร้าย” อิสลามก็มีความสอนเฉกเช่นศาสนาอื่นเช่นกัน หากแต่ความแตกต่างระหว่างคำสอนของอิสลามและศาสนาอื่นนั้นคืออะไร? ความแตกต่างก็คือ “ข้อเท็จจริง” ที่ว่า นอกเหนือจากการให้คำสั่งสอนว่า “การขโมย นั้นเป็นการกระทำที่ชั่วร้าย” แล้ว อิสลามได้เสนอวิธีการปฏิบัติโดยกำหนดโครงสร้างแก่สังคมเพื่อที่ผู้คนจะไม่ทำการขโมยทรัพย์สินของผู้อื่น

2.2 อิสลามได้กำหนดระบบซะกาต (การบริจาคภาคบังคับ)

อิสลามกำหนด “ระบบซะกาต” (การบริจาคภาคบังคับประจำปี) กฏหมายอิสลาม (ชารีอะฮฺ) ได้กำหนดให้บรรดาผู้ที่มีเงินหรือทรัพย์สินที่เก็บไว้มากกว่าระดับนิศอบ (คือมูลค่าทองคำ 85 กรัม) เขาจำต้องทำการบริจาค 2.5 เปอร์เซ็นของเงินหรือทรัพย์สินของเขาทุกๆ ปีจันทรคติ และหากว่าบรรดาเศรษฐีทุกคนบนโลกนี้ได้ทำการให้ซะกาตด้วยความบริสุทธิ์ใจแล้ว “ความยากจน” ย่อมหมดสิ้นไปจากโลกนี้ และคงไม่มีมนุษย์แม้แต่คนเดียวที่จะต้องตายเพราะความหิวโหย

2.3 การตัดมือ บทลงโทษสำหรับผู้ทำการขโมย

อิสลามกำหนดให้ตัดมือผู้ที่ทำการขโมย ในมหาคัมภีร์อัลกุรอานได้กล่าวว่าในซูเราะฮฺ มาอิดะฮฺ ว่า

“สำหรับบรรดาขโมยชายและขโมยหญิงนั้น จงตัดมือของเขาทั้งสองคน ทั้งนี้เพื่อเป็นการตอบแทนในสิ่งที่ทั้งสองนั้นได้แสวงหาไว้ (และ) เพื่อเป็นเยี่ยงอย่างการลงโทษจากอัลลอฮฺ และอัลลอฮฺนั้นทรงเดชานุภาพ ทรงปรีชาญาณ” (อัลกุรอาน 5.38)

สำหรับบรรดาผู้ที่ไม่ใช่มุสลิม อาจจะกล่าวว่า “อิสลามเป็นศาสนาที่ป่าเถื่อนและโหดเหี้ยมในการกำหนดบทลงโทษด้วยการตัดมือในศตวรรตที่ 20 นี้”

2.4 ผลที่จะได้รับเมื่อกฏหมายอิสลาม (ชารีอะฮฺ) บรรลุผลสำเร็จ

ประเทศอเมริกาดูเหมือนว่าจะเป็นหนึ่งในบรรดาประเทศที่มีความพัฒนาสูงสุดบนโลกใบนี้ หากแต่ ในความเป็นจริงแล้ว ประเทศอเมริกานั้นได้ติดอยู่ในอันดับสูงสุดในเรื่องของอาชญากรรม การปล้น และการโจรกรรม ลองสมมุติว่า หากกฎหมายอิสลามได้ถูกนำมาใช้ในอเมริกา จะเป็นเช่นไร ยกตัวอย่างเช่น หากบรรดาเศรษฐีในประเทศนี้ทำการบริจาคซะกาต (จำนวน 2.5 เปอร์เซ็นต์ของทรัพย์สินของพวกเขาที่มีมูลค่ามากกว่าทอง 85 กรัม ในทุกๆ ปี จันทรคติ) และพวกโจรขโมยก็ได้รับการลงโทษด้วยการตัดมือแล้วนั้น ท่านคิดว่า อัตราของการปล้นและการโจรกรรมในอเมริกาจะสูงขึ้น หรือเท่าเดิม หรือว่าจะลดน้อยลง? โดยธรรมชาติแล้ว มันย่อมลดลง และมากไปกว่านั้น “การมีอยู่ของกฏหมายที่มีความเด็ดขาด” ย่อมสร้างความหวาดกลัวและกีดกันการทำงานของบรรดาหัวขโมยทั้งหลาย

ผม (ผู้เขียน) ยอมรับว่าอัตราของการปล้นขโมย และการโจรกรรมในปัจจุบันนั้นมีจำนวนมากมายจนน่าตกใจ และหาว่าท่านสามารถตัดมือบรรดาหัวขโมยเหล่านี้ทั้งหมดได้ แน่นอนว่าจะมีคนจำนวนหมื่นคนที่มือของพวกเขานั้นถูกตัด ประเด็นก็คือ หากว่าท่านนำกฎหมายดังกล่าวนี้มาใช้ อัตราของการปล้นจะลดลงในทันที บรรดาหัวขโมยย่อมตระหนักมากขึ้นก่อนที่พวกเขาจะทำร้ายตัวของพวกเขาเอง การตระหนักถึงบทลงโทษของการกระทำดังกล่าวย่อมสร้างความเกรงกลัวต่อบรรดาหัวขโมยไม่มากก็น้อย และแน่นอนว่าจำนวนหัวขโมยย่อมเหลืออยู่เพียงไม่กี่คน

ดังนั้นมันก็จะมีเพียงไม่กี่คนที่จะถูกตัดมือด้วยการกระทำชั่วของเขา หากแต่คนอีกหลายล้านคนจะมีชีวิตอยู่อย่างสงบสุขโดยปราศจากความกลัวว่าจะถูกปล้น

กฏหมายอิสลาม (ชารีอะฮฺ) เป็นกฏหมายภาคปฏิบัติอย่างแท้จริง และย่อมนำมาซึ่งผลสำเร็จ

3. แบบอย่าง อิสลามห้ามการทำร้ายลวนลามทางเพศ และการข่มขืนสตรี อีกทั้งได้สั่งใช้ให้สตรีสวมใส่ฮิญาบ (ผ้าคลุมผม) และกำหนดบทลงโทษประหารชีวิตต่อนักโทษข่มขืน

3.1 อิสลามกำหนดวิธีกำจัดปัญหาการลวนลามทางเพศและการข่มขืน

ทุกศาสนากล่าวว่า “การลวนลามทางเพศและการข่มขืนสตรีนั้นถือเป็นบาปอันใหญ่หลวง” อิสลามก็มีคำสอนที่เหมือนกัน หากแต่อิสลามมีข้อแตกต่างอย่างไรจากศาสนาอื่น? ความแตกต่าง คือข้อเท็จจริงที่ว่าอิสลามไม่ได้เพียงแค่สั่งสอนให้เรานั้นให้เกียรติบรรดาสตรี หรือสอนเราว่า “การลวนลามทางเพศและการข่มขืน” เป็นอาชกรรมที่ร้ายแรงเพียงอย่างเดียวเท่านั้น หากแต่อิสลามได้ให้ทางนำและวิธีการปฏิบัติด้วยว่า “ทำอย่างไรสังคมจึงจะขจัดปัญหาอาชกรรมเหล่านี้ได้”

3.2 ฮิญาบสำหรับบรรดาบุรุษ

อิสลามมีระบบฮิญาบ มหาคัมภีร์อัลกุรอานได้กล่าวถึงฮิญาบแก่บรรดาบุรุษก่อน และจากนั้นได้กล่าวถึงฮิญาบแก่บรรดาสตรี ฮิญาบสำหรับบุรุษนั้นถูกกล่าวไว้ดังนี้

“จงกล่าวเถิดมุฮัมมัด แก่บรรดามุอ์มิน ให้พวกเขาลดสายตาของพวกเขาลงต่ำและให้พวกเขารักษาทวารของพวกเขานั่นเป็นการบริสุทธิ์ยิ่งแก่พวกเขา แท้จริงอัลลอฮฺทรงรอบรู้สิ่งที่พวกเขากระทำ” (อัลกุรอาน 24.30)

ในช่วงเวลาที่ผู้ชายมองผู้หญิงและเกิดความคิดชั่วร้ายขึ้นในจิตใจของเขา เขาจำต้องลดสายตาลงต่ำ

3.3 ฮิญาบสำหรับบรรดาสตรี

ฮิญาบสำหรับสตรีนั้นได้ถูกกล่าวไว้ในอายะฮฺหนึ่งจากซูเราะฮฺอันนูรฺ

“และจงกล่าวเถิดมุฮัมมัดแก่บรรดามุอฺมินะฮ์ให้พวกเธอลดสายตาของพวกเธอลงต่ำ และให้พวกเธอรักษาทวารของพวกเธอ และอย่าเปิดเผยเครื่องประดับของพวกเธอ เว้นแต่สิ่งที่พึงเปิดเผยได้ และให้เธอปิดด้วยผ้าคลุมศรีษะของเธอลงมาถึงหน้าอกของเธอ และอย่าให้เธอเปิดเผยเครื่องประดับของพวกเธอ เว้นแต่แก่สามีของพวกเธอ หรือบิดาของสามีของพวกเธอ หรือลูกชายของพวกเธอ..” (อัลกุรอาน 24.31)

ขอบเขตของฮิญาบสำหรับสตรีนั้นคือการที่ร่างกายของเธอนั้นได้รับการปกปิดอย่างสมบูรณ์ และมีเพียงบางส่วนที่สามารถเปิดเผยได้ นั่นคือ “ใบหน้า” และ “ฝ่ามือไปจนถึงข้อมือ” หากเธอปรารถนาที่จะปกปิดทั้งสองส่วนนี้ เธอก็สามารถทำได้เช่นกัน อย่างไรก็ตาม นักวิชาการศาสนาบางท่านได้ยืนยันว่า แม้แต่ “ใบหน้า” ก็ควรได้รับการปกปิด

3.4 ฮิญาบป้องกันการถูกลวนลามทางเพศ

เหตุผลที่อัลลอฮฺได้ทรงกำหนดให้ฮิญาบเป็นอาภรณ์สำหรับสตรีนั้น ได้ถูกกล่าวไว้ในอัลกุรอานในซูเราะฮฺ อัล อะฮฺซาบ

“โอ้นบีเอ๋ย ! จงกล่าวแก่บรรดาภริยาของเจ้า และบุตรสาวของเจ้า และบรรดาหญิงของบรรดาผู้ศรัทธา ให้พวกนางดึงเสื้อคลุมของพวกนางลงมาปิดตัวของพวกนางนั่น เป็นการเหมาะสมกว่าที่นางจะเป็นที่รู้จัก เพื่อที่พวกนางจะไม่ถูกรบกวน และอัลลอฮฺทรงเป็นผู้อภัยผู้ทรงเมตตาเสมอ” (อัลกุรอาน 33.59)

อัลกุรอานกล่าวว่า ฮิญาบนั้นได้ถูกกำหนดไว้สำหรับสตรีเพื่อที่พวกเธอจะถูกจดจำในภาพลักษณ์ของสตรีผู้มีความเรียบร้อยและนอบน้อมถ่อมตน และสิ่งนี้จะปกป้องเธอจากการถูกรบกวน (การลวนลาม)

3.4 ตัวอย่างของพี่น้องฝาแฝด

สมมุติว่ามีพี่น้องฝาแฝดคู่หนึ่งที่มีความสวยงามเท่าเทียมกัน เธอทั้งสองออกไปเดินเล่นข้างนอก ผู้เป็นพี่แต่งกายด้วยการสวมใส่ฮิญาบ และสวมเสื้อผ้าที่ปกปิดร่างกายอย่างเรียบร้อยมิดชิด มีเพียงใบหน้าและฝ่ามือของเธอที่ถูกเปิดเผย ส่วนแฝดผู้น้องนั้นสวมใส่กระโปรงสั้นเห็นขาอ่อน และตรงหัวมุมถนนนั้นมีพวกอันธพาลกำลังรอโอกาสที่จะลวนลามบรรดาสาวๆ ท่านคิดว่า หนึ่งในพี่น้องฝาแฝดคนไหนที่จะถูกรบกวน? พี่สาวที่สวมใส่ฮิญาบแบบอิสลามหรือน้องสาวที่สวมใส่กระโปรงสั้น??

การแต่งกายที่เปิดเผยเรือนร่างมากกว่าการแต่งกายที่ปกปิดเรือนร่าง ย่อมเป็น “การยั่วยวนทางอ้อม” ต่อเพศตรงข้ามในการที่เธอจะถูกรบกวนหรือถูกลวนลามหรือแม้แต่การถูกข่มขืน ดังที่อัลกุรอานได้กล่าวว่าอย่างถูกต้องว่า “ฮิญาบนั้นปกป้องสตรีจากการถูกรบกวน (ลวนลาม)”

3.5 บทลงโทษประหารชีวิตสำหรับบรรดาผู้ข่มขืน

กฏหมายอิสลาม (ชารีอะฮฺ) ได้บัญญัติบทลงโทษประหารชีวิตสำหรับบรรดานักโทษข่มขืน บรรดาผู้ที่ไม่ใช่มุสลิมอาจจะเกิดความหวาดกลัวต่อกฎหมายอันเด็ดขาดดังกล่าว และหลายคนก็กล่าวหาว่า “อิสลาม” นั้นเป็นศาสนาที่ป่าเถื่อนและมีความโหดเหี้ยม ผม (ผู้เขียน) ได้เคยถามคำถามต่อบรรดาบุรุษที่ไม่ใช่มุสลิมโดย ตั้งข้อสมมุติว่า “หากมีใครสักคนมาข่มขืนภรรยาของพวกเขา มารดาของพวกเขา หรือน้องสาวของพวกเขา (ขออัลลอฮฺโปรดทรงปกป้องอย่าให้เกิดสิ่งนี้ขึ้นเลย)  และพวกเขาจำต้องเป็นผู้ทำการตัดสินคดีนี้ เมื่อนักโทษข่มขืนได้มายืนต่อหน้า พวกเขาจะทำการลงโทษนักโทษเช่นไร” พวกเขาทั้งหมดต่างตอบว่า “ผมก็จะสั่งฆ่าเขานะสิ” และมีบางคนที่ตอบว่า “ผมจะทรมานเขาจนกว่าเขาจะตาย”

ดังนั้นแน่นอนว่าหากภรรยาของท่านหรือมารดาของท่านถูกกระทำเช่นนั้น ท่านย่อมปรารถนาให้ผู้ที่กระทำต่อบุคคลอันเป็นที่รักของท่านนั้นประสบกับความตาย แต่เหตุใดเมื่อภรรยาหรือมารดาของผู้อื่นถูกกระทำ ทำไม “บทลงโทษประหาร” จึงกลายเป็นกฎหมายที่ป่าเถื่อนสำหรับท่าน ทำไมท่านจึงมีสองมาตรฐาน??????

3.5 ผลที่จะได้รับเมื่อกฏหมายอิสลาม (ชารีอะฮฺ) บรรลุผลสำเร็จ

สมมุติว่ากฏหมายอิสลาม (ชารีอะฮฺ) นั้นได้บรรลุผลสำเร็จในประเทศอเมริกา เมื่อใดก็ตามที่ผู้ชายมองผู้หญิงและเกิดความคิดชั่วร้ายขึ้นในจิตใจของเขา เขาก็จะลดสายตาลงต่ำ บรรดาสตรีทุกๆ คนต่างสวมใส่ฮิญาบ แต่งกายปกปิดเรือนร่างอย่างมิดชิดเว้นแต่ “ใบหน้า” และ “ฝ่ามือจนถึงข้อมือ” และหลังจากนั้นหากผู้ชายคนใดที่กระทำการข่มขืน เขาก็จะถูกประหารชีวิต คำถามก็คือ “อัตราของการข่มขืนในอเมริกาจะเพิ่มขึ้น หรือเท่าเดิม หรือว่ามันจะลดลง  แน่นอนว่าอัตราการข่มขืนย่อมลดลง ดังนั้นกฏหมายอิสลามก็บรรลุผลสำเร็จ

4. อิสลามมีวิธีแก้ไขปัญหาภาคปฏิบัติสำหรับทุกๆ ปัญหาของมวลมนุษย์

อิสลาม คือหนทางที่ดีที่สุดแห่งชีวิตด้วยเพราะ “คำสอนของอิสลาม” ไม่ได้เป็นแค่เพียง “หลักวาทศาสตร์” หากแต่เป็น “การแก้ไขปัญหาภาคปฏิบัติสำหรับทุกๆ ปัญหาของมนุษย์” อิสลามได้บรรลุผลสำเร็จทั้งในระดับบุคคลและส่วนรวม อิสลามคือหนทางที่ดีที่สุดของชีวิตเพราะอิสลาม คือ “การปฏิบัติ” เป็น “ศาสนาสากล” มิได้จำกัดอยู่เพียงแค่เชื้อชาติใดหรือกลุ่มชนใดกลุ่มชนหนึ่งเท่านั้น

الله อัลฮัมดุลิลลาฮฺ ที่เราเป็นมุสลิม الله

หมายเหตุ คำแปลอัลกุรอานได้คัดลอกมาจาก http://www.alquran-thai.com

Read Full Post »

%d bloggers like this: