Feeds:
Posts
Comments

Archive for the ‘เรื่องเล่าเพิ่มพูนความศรัทธา’ Category

แหล่งที่มา เพจ GMB Akash /แปล บินติ อัล อิสลาม
​ผมไม่เคยบอกลูกๆ ของผมเลยว่าผมทำงานอะไร ผมไม่ต้องการให้พวกเขาเกิดความรู้สึกอับอายเพราะผม เมื่อครั้งที่ลูกสาวคนเล็กของผมถามผมว่า ผมทำงานอะไร ผมได้แต่ตอบเธอไปอย่างกระอักกระอ่วนว่าผมเป็นคนทำงานแรงงาน 

ก่อนที่ผมจะกลับบ้าน ผมมักจะอาบน้ำในห้องน้ำสาธารณะ เพื่อที่ว่าพวกเขาจะได้ไม่สงสัยว่าผมทำงานอาชีพอะไร ผมอยากส่งลูกสาวของผมทุกคนไปเรียนที่โรงเรียน ได้รับการศึกษา ผมอยากให้พวกเขายืนต่อหน้าผู้คนด้วยความภาคภูมิใจ ผมไม่อยากให้ใครดูถูกพวกเขาเหมือนที่ผู้คนดูถูกผม ผู้คนมักจะดูถูกดูแคลนผมเสมอ ผมจึงลงทุนเงินทุกๆ เศษสตางค์จากการทำงานของผมเพื่อการศึกษาของลูก ผมไม่เคยซื้อเสื้อผ้าใหม่ แต่ใช้จ่ายเงินไปกับหนังสือเรียนให้พวกเขา 

มีเพียง “การเคารพ การให้เกียรติ” เท่านั้นที่ผมอยากให้พวกเขาหามันมาให้ผม อาชีพของผม คือ “คนทำความสะอาด” 

หนึ่งวันก่อนวันสุดท้ายของการจ่ายค่าลงทะเบียนของวิทยาลัยที่ลูกสาวของผมคนหนึ่งเรียนอยู่ ผมไม่สามารถหาเงินมาจ่ายให้เธอได้ วันนั้นผมไม่สามารถทำงานได้เลย ผมได้แต่นั่งอยู่ข้างๆ กองขยะ และพยายามไม่ให้ใครเห็นน้ำตาของผม ผมลุกขึ้นมาทำงานไม่ได้เลย เพื่อนร่วมงานของผมมองดูผม แต่ไม่มีใครเข้ามาคุยกับผม ผมล้มเหลว หัวใจสลาย และไม่รู้ว่าผมจะเผชิญหน้ากับลูกสาวผมอย่างไร เพราะเธอคงจะถามถึงค่าลงทะเบียนเรียน เมื่อผมกลับถึงบ้าน  

ผมเกิดมาเป็นคนยากจน “ไม่มีสิ่งดีๆ ใด ที่จะเกิดกับคนจนๆ ได้” นั่นคือ ความเชื่อของผม หลังจากเลิกงานวันนั้น เพื่อนร่วมงานที่เป็นคนทำความสะอาดทั้งหมดมาหาผม นั่งข้างๆ ผม และถามผมว่า “ผมเห็นว่า พวกเขาเป็นพี่น้องของผมหรือไม่” ก่อนที่ผมจะตอบอะไรออกไป พวกเขาก็ยื่นรายได้จากการทำงานทั้ง 1 วันนั้นของพวกเขาใส่ในมือผม  เมื่อผมปฏิเสธที่จะรับ พวกเขาก็ยืนกรานว่า “พวกเราจะยอมอดวันนี้หากจำเป็น แต่ลูกสาวของพวกเราต้องได้ไปเรียนหนังสือ” ผมพูดอะไรต่อไม่ออก วันนั้นผมไม่ได้อาบน้ำก่อนกลับบ้าน เช่นที่เคยทำ วันนั้นผมกลับไปบ้านในสภาพของคนทำความสะอาด 

ตอนนี้ลูกสาวคนหนึ่งของผมกำลังจะเรียนจบมหาวิทยาลัยแล้ว และลูกสาวอีกสามคนไม่ยอมให้ผมกลับไปทำงานอีก คนหนึ่งทำงานพาร์ทไทม์ ส่วนอีกสามคนก็หารายได้ด้วยการรับสอนพิเศษ  แต่บ่อยครั้งที่ลูกสาวของผมจะพาผมไปที่สถานที่ทำงานเก่าของผม และเอาอาหารไปเลี้ยงเพื่อนร่วมงานผม พวกเขามักจะหัวเราะและถามเธอว่าทำไมต้องเลี้ยงอาหารพวกเขาอยู่บ่อยๆ และลูกสาวของผมตอบว่า

“เพราะคุณลุงทุกคนยอมอดอาหารเพื่อหนูในวันนั้น เพื่อที่จะให้หนูได้เป็นหนูในวันนี้ ได้โปรดขอพรดุอาอฺให้หนูมีความสามารถที่จะเลี้ยงอาหารทุกๆ คน ในทุกๆ วันด้วยนะคะ” 

ทุกวันนี้ผมไม่รู้สึกว่าผมเป็นคนยากจนอีกต่อไป 

🍃🍃”ใครก็ตามที่มีลูกเช่นนี้ เขาจะยากจนได้อย่างไร”🍃🍃

▪เรื่องราวของอิดรีส▪ รูปจากเพจ 

Read Full Post »

🍀🍀🍀เรื่องราวของอิหม่ามบุคอรีย์🍀🍀🍀 ที่จะทำให้คุณอยากอ่านหะดีษที่ท่านบันทึกอีกครั้ง

แปลเรียบเรียงจากคลิป The genius: Imam Al bukhari (by Daily reminders) โดย Bint al Islam

🌿อิหม่ามบุคอรียฺ🌿 มีชื่อเต็มว่า 🌿อบู อับดัลลอฮฺ มุหัมมัด อิบนุ อิสมาอีล อิบนุ อิบรอฮีม อิบนุ อัลมุฆีเราะฮฺ อิบนุ บัรดิซบะฮฺ อัล ญุฟียฺ อัล บุคอรียฺ 

🌿ชื่อจริงของท่านคือ 🌿มุหัมมัด 🌿

ทวดของท่าน ▪อัลมุฆีเราะฮฺ▪ ได้เข้ารับอิสลามในสมัยเศาะฮาบะฮฺ 

อิหม่ามบุคอรียฺ มาจากเมืองหนึ่งที่ชื่อ ▪บุคอเราะฮฺ ▪ ซึ่งอยู่ประเทศอุสเบกิสถาน  ดังนั้น อิหม่ามบุคอรียฺ จึงมีเชื้อสายเปอร์เซีย ท่านมีรูปร่างเช่นชาวเปอร์เซีย และใช้ภาษาเปอร์เซียเป็นภาษาแม่ อย่างไรก็ตามท่านก็มีความสามารถพูดภาษาอาหรับได้อย่างคล่องแคล่ว 

ชื่อ บุคอรียฺ ไม่ใช่ชื่อจริงของท่าน แต่มันมาจากชื่อเมืองที่ท่านเคยอาศัยอยู่ ท่านเกิดประมาณวันที่ 12-13 เชาวาล ปี 194 ซึ่งเป็นวันศุกร์ ญุมอะฮฺ 

ในช่วงวัยเด็กของท่านนั้น มีสองเหตุการณ์สำคัญได้เกิดขึ้นกับท่าน นั่นคือ 

🍃หนึ่ง บิดาของท่านได้เสียชีวิต

🍃สอง ดวงตาของท่านมืดบอดลงเมื่อมีอายุได้ 3 ขวบ

มารดาของท่าน เป็นสตรีที่รักการทำอิบาดะฮฺต่ออัลลอฮฺอย่างมาก และเมื่อ อิหม่ามบุคอรียฺสูญเสียการมองเห็นในวัยสามขวบ มารดาของท่านได้อุทิศตนไปกับการละหมาดตะฮัจญุดทุกค่ำคืน และวิงวอนขอต่ออัลลอฮฺให้ทรงประทานการมองเห็นคืนให้กับลูกชายของนาง 

อิหม่ามบุคอรียฺสูญเสียการมองเห็นเป็นระยะเวลาประมาณ 2  ปี แต่มารดาของท่านก็ยังคงไม่ย้อท้อ หรือหมดหวังในอัลลอฮฺ นางเฝ้าวิงวอน ขอต่ออัลลอฮฺอย่างต่อเนื่อง จนกระทั่งคืนหนึ่ง นางฝันเห็นนบีอิบรอฮีม นางฝันว่านบีอิบรอฮีมมาพบนาง และบอกนางว่า “อัลลอฮฺทรงประทานข่าวดีแก่เธอ พระองค์ได้ทรงประทานการมองเห็นคืนให้กับลูกของเธอ อันเนื่องมาจากการดุอาอฺของเธอ” ดังนั้นเมื่อนางตื่นขึ้น นางจึงเข้าไปปลุกลูกชายของนาง เมื่ออิหม่ามบุคอรียฺลืมตาขึ้น ท่านมองไปรอบๆ ท่านเห็นทุกอย่างชัดเจน ในขณะเดียวกันก็เกิดความสับสนว่ามันเกิดอะไรขึ้น 

🍃อิหม่ามบุคอรียฺกลับมามองเห็นอีกครั้ง ด้วยเพราะดุอาอฺของมารดาของท่าน🍃

อิหม่ามบุคอรียฺมีความจำที่ดีตั้งแต่ยังเยาว์วัย และตอนที่ท่านยังเด็ก ท่านเคยฝันว่าท่านเดินตามหลังท่านนบี มุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม และทุกๆ ครั้งที่นบีวางเท้าลง อิหม่ามบุคอรียฺก็จะวางเท้าลงตามท่านเช่นกัน ซึ่งความฝันนี้ไม่ใช่เพียงแค่ตัวท่านเองที่ฝัน หากทว่ายังมีนักวิชาการท่านอื่นๆ ด้วยที่ฝันเห็นเหมือนกับท่าน 

เมื่อท่านอายุ 16  ปี อิหม่ามบุคอรียฺ พร้อมกับมารดาและพี่ชายได้เดินทางไปทำฮัจญ์ ในสมัยนั้น “ฤดูการทำฮัจญ์” เปรียบเสมือนกับมหาวิทยาลัยนานาชาติของมุสลิม เมื่อเสร็จสิ้นการทำฮัจญ์ ท่านได้ขอร้องมารดาให้กลับไปพร้อมกับพี่ชายของท่าน และท่านขอใช้ชีวิตอยู่ที่นั่นต่อ และมารดาของท่านได้อนุญาตให้ท่านอยู่ต่อ ซึ่งก่อนที่ท่านจะจากเมืองบุคอเราะฮฺมา ท่านไม่ได้วางแผนเช่นนั้น แต่เมื่อท่านได้เห็นเมืองมักกะฮฺ ท่านจึงเกิดความคิดที่จะอยู่ต่อ 

เมื่อท่านอายุได้ 18 ปี ท่านได้เขียนหนังสือเล่มแรก ซึ่งมีเก้าบท มีชื่อที่มีความหมายว่า “ความปรารถนาของมนุษย์” และหนังสือเล่มนี้ยังถูกใช้เป็นคู่มืออ้างอิงในการค้นหาชื่อ สถานที่ ชีวประวัติ สำหรับนักวิชาการหะดีษมากมายในปัจจุบัน 

ครั้งหนึ่งท่านเดินทางไปยังเมืองแบกแดด เพื่อแสวงหาความรู้กับอิหม่าม อิบนุ ฮัมบาล นักวิชาการด้านหะดีษที่มีชื่อเสียงมากในยุคนั้น ขณะนั้นอิหม่ามบุคอรียฺมีอายุประมาณ 20 ปี และอิหม่ามอะหมัดมีอายุประมาณ 60-70 ปี อิหม่ามอะหมัดเคยกล่าวว่า “ฉันไม่เคยพบเห็นใครที่มาจากเมืองคุรอซาน (เมืองใหญ่ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของอิรัก อีหร่าน และอัฟกานิสถาน) ที่จะเหมือนกับมุหัมมัด อิบนุ อิสมาอีล (ซึ่งหมายถึงอีหม่ามบุคอรี)”

อีหม่ามบุคอรียฺมีความสามารถในการจดจำภาพได้เป็นอย่างดี ยกตัวอย่างเช่นว่า ท่านมองเห็นหะดีษเพียงครั้งเดียวก็สามารถจำได้ โดยไม่จำเป็นต้องจดบันทึก อิหม่ามอิบนุ กะษีร เคยบรรยายคุณลักษณะของท่านไว้ว่า

“อิหม่ามบุคอรียฺสามารถอ่านหะดีษหนึ่งหน้าเพียงครั้งเดียว  และสามารถจดจำมันได้ตราบเท่าที่ท่านมีชีวิตอยู่”

ขณะนั้นมีหลายคนประหลาดใจกับความสามารถของท่าน แม้แต่บรรดาผู้รู้ นักวิชาการเอง ก็แทบจะไม่เชื่อในความสามารถนั้น จนกระทั่งได้มีการทดสอบความรู้ความจำครั้งใหญ่ของท่านในขณะที่ท่านอายุ 30 ปี และท่านก็ได้พิสูจน์ให้พวกเขาเห็นถึงความสามารถของท่าน  

อิบนุ ฮะญัรฺ เคยกล่าวว่า

“สิ่งที่น่าอัศจรรย์ของอิหม่ามบุคอรียฺนั้น ไม่ใช่เพียงแค่ความสามารถในการจดจำหะดีษที่ถูกต้องได้ หากทว่าท่านยังสามารถจดจำหะดีษที่ผิดได้ ภายหลังจากการได้รับฟังเพียงครั้งเดียว” 

🍃🍃แรงบันดาลใจในการเขียน เศาะเหียะฮฺบุคอรียฺของอีหม่ามบุคอรียฺ🍃🍃

 

ในขณะที่ท่านยังเป็นหนุ่ม ท่านเคยฝันเห็นว่า ท่านยืนอยู่ข้างหน้านบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม และได้มียุงบินเข้ามา ซึ่งอิหม่ามบุคอรียฺที่ยืนอยู่ตรงนั้นได้ทำการปัดยุงออกไป เพื่อปกป้องนบีให้พ้นจากยุง 

เมื่อท่านตื่นขึ้นมา ท่านได้ถามชัยคฺของท่านถึงความหมายของความฝันนั้น ชัยคฺของท่านได้บอกท่านว่า “ท่านจะเป็นผู้ทำการกำจัดหะดีษหลอกลวงทั้งหลาย เช่นที่ท่านกำจัดยุงเหล่านั้น งานของท่านในชีวิตนี้ คือการปกป้องนบีจากยุง (จากหะดีษปลอม)” ด้วยเหตุนี้จึงทำให้อิหม่ามบุคอรียฺมีความปรารถนาที่จะเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านหะดีษ และภายหลังท่านก็ได้รับแรงบันดาลใจจากอาจารย์ของท่าน คือ อิสฮาก อิบนุ เราะฮฺวัยฮฺ ผู้ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านหะดีษ ชาวเปอร์เซีย ซึ่งเคยพูดว่า “มันน่าจะเป็นความคิดที่ดีหากว่าใครสักคนมุ่งเน้นไปที่การเขียนบันทึกหะดีษเศาะเหียะฮฺ”  ด้วยเหตุนี้เอง มันจึงเป็นแรงบันดาลใจให้อีหม่ามบุคอรียฺ เขียน “เศาะเหียะฮฺบุคอรียฺ” ขึ้นมา 

ท่านใช้เวลาทั้งหมด 16  ปีในการเขียน “เศาะเหียะฮฺบุคอรียฺ” ท่านรวบรวมหะดีษเบื้องต้นขณะที่ท่านอยู่ที่เมืองบัศเราะฮฺ ซึ่งท่านได้อาศัยอยู่ที่นั่นเป็นระยะเวลา 5 ปี และท่านได้ไปทำฮัจญ์ทุกๆ ปี ท่านได้ทำวินิจฉัย คัดกรองหะดีษ มากกว่า 6,000 หะดีษ เพื่อเขียนออกมาเป็นหนังสือ และช่วงปีท้ายๆ ของการเขียน ท่านได้ย้ายไปยังเมืองมาดีนะฮฺ เพราะท่านต้องการได้รับความจำเริญในการอาศัยอยู่ในเมืองมาดีนะฮฺ และท่านได้ใช้เวลาไปกับการตรวจทาน แก้ไข ทั้งวันทั้งคืน ท่านทุ่มเท อุทิศตนไปกับการเขียน เศาะฮฺเหียะฮฺบุคอรียฺ 

ภายหลังท่านได้บอกเล่าแก่บรรดาลูกศิษย์ของท่านว่า

🌱🌱ทุกๆ หะดีษแต่ละบทที่ท่านเลือก ท่านได้ทำการอาบน้ำละหมาดเป็นอย่างดีและละหมาดอิสติเคาะเราะฮฺ 2 ร็อกอัต ในแถวละหมาดของนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม ในการบันทึกแต่ละหะดีษ🌱🌱

🍃🍃ในช่วงบั้นปลายชีวิตของอิหม่ามบุคอรียฺ ท่านได้ทำธุรกิจค้าขายบางอย่าง ครั้งนั้นท่านออกเดินทางด้วยเรือไปยังอีกเมืองหนึ่ง พร้อมกับเงินจำนวน 10,000 ดิรฺนาร ขณะที่อยู่บนเรือ ท่านได้พบกับชายคนหนึ่งที่พูดคุยเป็นเพื่อนกับท่าน ท่านได้บอกเล่าให้เขาฟังว่าท่านมีเงินจำนวนเท่าไร และจะเอาไปซื้ออะไร เช้าวันรุ่งขึ้น มีข่าวแพร่ภายในเรือ และกัปตันก็ประกาศว่า”มีคนขโมยเงินจำนวน 10,000 ดิรนารของชายคนที่พูดคุยกับท่านเมื่อวันก่อน และจะมีการค้นหาเงินที่หายไปทั่วทั้งเรือว่าใครเป็นคนเอาไป”  แท้จริงๆ ชายคนนั้นเป็นคนที่มีพฤติกรรมชั่วร้าย เขายังไม่ได้เห็นเงินของอีหม่ามบุคอรียฺ แต่อย่างใด แต่มันก็ได้ล่อลวงเขาให้เกิดความโลภ เขาจึงคิดฉวยโอกาส

เมื่ออิหม่ามบุคอรียฺได้ยินประกาศเช่นนั้น ท่านจึงรวบรวมเงินทั้งหมดของท่าน และขึ้นไปยังจุดที่สูงสุดของเรือ เมื่อไม่มีใครเห็น ท่านก็โยนเงินทั้งหมดของท่านลงทะเล ดังนั้นเมื่อมีการตรวจค้นภายในเรือ จึงไม่มีใครพบเงินจำนวนดังกล่าว

และในภายหลังชายคนดังกล่าวได้เข้ามาพบท่าน และถามท่านว่า “ฉันรู้ว่าท่านไม่ใช่คนโกหก ท่านคืออีหม่ามบุคอรียฺ ท่านย่อมต้องมีเงินจริงเป็นแน่ ท่านซ่อนมันไว้ที่ใด?” 

อีหม่ามบุคอรียฺตอบเขาว่า ท่านได้โยนเงินนั้นทิ้งลงไปในทะเลแล้ว 

เขาถามท่านว่า “ท่านโง่เขลาหรืออย่างไร เพราะแม้ว่าฉันจะไม่ได้ประโยชน์อะไรจากมัน แต่ท่านก็ยังสามารถที่จะได้ประโยชน์จากมัน”

🌿🌿🌿ท่านตอบว่า

“ฉันใช้เวลาทั้งชีวิต เพื่อพิสูจน์ว่า “ความน่าเชื่อถือของฉัน” นั้นสะอาดปราศจากมลทิน เพื่อที่หะดีษของท่านนบีจะได้รับการยอมรับ ซึ่งมันมีค่ามากยิ่งกว่าเงิน 10,000 ดินารฺเสียอีก ฉันสูญเสียเงินได้ แต่ชื่อเสียงของฉันถูกทำลายไม่ได้ มิเช่นนั้นบรรดาหะดีษที่บันทึกไว้ย่อมถูกทำลายลงไปด้วย ฉันจึงยอมทิ้งเงินนั้น เพื่อที่จะได้ไม่มีซึ่งความสงสัยคลางแคลงใจใดในตัวฉัน”

🌿🌿🌿

รูป อินเตอร์เนต

Read Full Post »

☀☀เมื่อดุอาอฺถูกตอบรับ☀☀

จากส่วนหนึ่งของคลิป how to get your dua accepted by Theprophetspath แปลเรียบเรียงโดย Bint Al Islam

ชายชาวอียิปต์คนหนึ่งอาศัยอยู่ในเมืองอัลมาดีนะฮฺ อัลมุนาวะเราะฮฺ เขาได้รับโอกาสในการทำฮัจญ์เป็นระยะเวลา 20 ปีติดต่อกัน ทุกๆ ปี 

เมื่อไม่นานมานี้เขาถูกสัมภาษณ์ ผู้สัมภาษณ์ตั้งคำถามกับเขาว่า “คุณทำงานเป็นคนทำความสะอาดและมีฐานะยากจน คุณคิดว่าอะไรคือเหตุผลที่อัลลอฮฺทรงเรียกคุณกลับไปยังบ้านของพระองค์อย่างต่อเนื่องเช่นนี้?”

เขาตอบว่า “มันคือการอำนวยพรของพระองค์โดยแท้ และผมเองก็ไม่แน่ใจจริงๆ ว่าอะไรหรือเหตุผลที่แท้จริง

แต่ผมจำเหตุการณ์ครั้งหนึ่งได้เป็นอย่างดี มันเกิดขึ้นในการทำฮัจญ์ครั้งแรกของผม ซึ่งครั้งนั้นผมใช้เงินเก็บทั้งหมดที่ผมมีเพื่อฮัจญ์ครั้งนั้น และผมก็ได้ออกเดินทางครั้งใหญ่ 

ขณะที่ผมกำลังนั่งอยู่บนรถโดยสารเพื่อเดินทางไปยังมักกะฮฺ ผมเห็นหญิงชราคนหนึ่ง เธออายุมากและมีรูปร่างที่ใหญ่ เธอใช้ไม้เท้าเดินด้วยความยากลำบาก และเห็นได้ชัดว่าเธอกำลังเจ็บปวดมาก ผมจึงถามตัวผมเองว่า “ผมเป็นคนประเภทใดกัน ในเมื่อผมยังหนุ่มแน่นและนั่งอยู่บนรถโดยสาร แต่เธอกลับต้องเดินไปมักกะฮฺตลอดทาง?” ดังนั้นขณะที่รถติด ผมจึงลงจากรถโดยสาร และเดินไปหาเธอและบอกเธอว่า “คุณแม่ครับ ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ได้โปรดขึ้นไปนั่งบนรถแทนผมด้วยเถอะครับ แล้วผมจะเดินแทนคุณแม่เอง” ทันใดนั้นสตรีชราก็ร้องไห้ออกมาพร้อมกล่าวขอบคุณอัลลอฮฺที่ทรงส่งคนมาช่วยเธอและเสนอที่นั่งของเขาบนรถโดยสารให้กับเธอ โดยที่เธอไม่ต้องเดิน และขณะที่เธอเดินขึ้นรถไป เธอได้หันหน้ามาหาผมและพูดว่า

“โอ้ ลูกชายเอ๋ย ฉันขอวิงวอนต่ออัลลอฮฺ ขอพระองค์โปรดอย่าได้ยับยั้งเธอจากการทำฮัจญ์อีกครั้ง” 

จากนั้นชายคนอียิปต์ก็พูด (กับผู้สัมภาษณ์) ว่า “อัลลอฮฺทรงรู้ดียิ่ง แต่ผมก็เชื่อว่าดุอาอฺของเธอคือเหตุผลที่ทุกๆ ปี อัลลอฮฺทรงส่งคนมาเคาะที่ประตูห้องของผม และพวกเขาก็ขอความช่วยเหลือจากผมในการไปทำฮัจญ์ หรือไม่ก็ขอให้ผมเดินทางไปทำฮัจญ์เป็นเพื่อน หรือบางครั้งพวกเขาก็บอกผมว่าต้องการให้ผมไปทำฮัจญ์โดยที่จะออกค่าใช้จ่ายทั้งหมดให้ฟรีๆ  นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นทุกๆ ปี เป็นระยะเวลา 20 ปีติดต่อกัน”

พี่น้องที่รัก ดังนั้น เวลาที่เราวิงวอนขอจากอัลลอฮฺ เราจำต้องตระหนักเสมอว่า ไม่มีสิ่งใดที่เป็นไปไม่ได้ ณ ที่พระองค์

รูป อินเตอร์เนต

Read Full Post »

🍃🍃🍃เปลี่ยนแปลงชีวิตด้วยหะดีษเพียง 1 บท🍃🍃🍃

จากคลิป One hadith changed his life (The Prophet’s path) แปลเรียบเรียงโดย Bint al Islam

มีหลายคนที่ชีวิตของพวกเขาเปลี่ยนแปลงไป ด้วยเพราะอัลกุรอานเพียงหนึ่งอายะฮฺ หรือหะดีษเพียงหนึ่งบท 

ไม่ว่าคนเหล่านั้นจะเป็นขโมย โจร จะเป็นคนที่มักอธรรม รังแกผู้อื่น จะเป็นคนที่ติดเหล้า ทำบาป หรือคนมีพฤติกรรมที่แสนจะชั่วร้าย แต่อายะฮฺในอัลกุรอานเพียงหนึ่งอายะฮฺสามารถเปลี่ยนแปลงเขาได้ทั้งชีวิต บางคนกลายเป็นอีหม่าม ผู้รู้

¤อิหม่ามอิบนุ กุดามะฮฺ¤ ได้เล่าถึงเหตุการณ์หนึ่งในหนังสือของท่าน 📖กิตาบ อัล เตาวะบีน📖 ว่า

มีชายคนหนึ่งที่ติดการดื่มสุราอย่างหนัก เขามักจะมีอาการเมาอยู่ตลอดเวลา เขามีชื่อว่า ¤อับดุลลอฮฺ อิบนุ มัสลามะฮฺ อัล กอนะบีฮฺ¤

ครั้งหนึ่งขณะที่อับดุลลอฮ อิบนุ มัสลามะฮฺ อัล กอนะบีฮฺกำลังดื่มสุราอยู่กับสหายของเขา เขาเห็นกลุ่มคนมากมายรวมตัวกันล้อมวงชายคนหนึ่ง และชายคนนั้นกำลังนั่งอยู่บนลาของเขา 

ด้วยเหตุนี้ อับดุลลอฮฺจึงเกิดความสงสัย และต้องการจะรู้ว่าชายคนนั้นคือใคร และทำไมทุกคนจึงมาอยู่ล้อมรอบตัวเขา 

เขาจึงเข้าไปถามกลุ่มคนที่ล้อมรอบตัวชายคนนั้นโดยที่ในมือของเขายังคงถือขวดสุราอยู่ ว่า “นั่นคือใครกัน”
เขาได้รับคำตอบว่า “เขาคืออีหม่ามที่มีชื่อเสียงโด่งดังมากๆ เลยนะ” อับดุลลอฮฺจึงถามต่อว่า “อีหม่ามคนนี้ชื่ออะไร” พวกเขาตอบว่า ¤อีหม่ามชุบะฮฺ อิบนุ ฮัจญญัจฺ¤ 

อับดุลลอฮฺถามต่อว่า “แล้ว เขาทำอะไร” พวกเขาตอบว่า “เขาเป็น มุหัดดีษ” อับดุลลอฮฺถามต่อว่า “มุหัดดีษ คืออะไร” 

พวกเขาตอบว่า “มุหัดดีษ คือ ผู้ที่รายงาน จดจำ และสั่งสอน และปฏิบัติตามบรรดาหะดีษของท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม อย่างไรเล่า” 

จากนั้น อับดุลลอฮฺจึงได้เข้าไปหาอีหม่ามชุบะฮฺ ขณะที่ท่านกำลังนั่งอยู่บนลา และเขาพูดกับท่านว่า “หากท่านเป็นมุหัดดิษจริง ช่วยรายงานหะดีษหนึ่งบทให้กระผมฟังหน่อยจะได้ไหม” 

เมื่ออีหม่ามชุบะฮฺได้ยินเช่นนั้น และด้วยความที่ท่านเป็นอีหม่าม ที่มองเห็นว่าอับดุลลอฮฺกำลังถือขวดสุราอยู่ในมือ ท่านจึงรายงานหะดีษบทหนึ่งที่ตรงกับสถานการณ์ขณะนั้น 

คำแปลของหะดีษที่ท่านได้นำเสนอแก่เขาคือ “หากบุคคลหนึ่งปราศจากซึ่งความละอาย เขาย่อมทำในสิ่งใดก็ตามที่เขาปรารถนา” 

○○ซุบฮานั้ลลอฮฺ พวกเราได้ยินหะดีษนี้อยู่บ่อยครั้ง แต่ทว่ามันเคยสร้างความเปลี่ยนแปลงใดๆ ในชีวิตของเราหรือไม่ ○○

อย่างไรก็ตาม เมื่ออับดุลลอฮฺ อิบนุ มัสลามะฮฺ อัล กอนะบียฺได้ยินหะดีษบทดังกล่าว ขวดสุราที่เขาถืออยู่ก็หลุดจากมือของเขาหล่นลงพื้น และเขาก็พูดขึ้นมาว่า “นบีมุหัมมัดกล่าวเช่นนี้จริงๆ หรือ ที่ว่า ▪หากท่านไม่มีความละอาย ก็จงทำในสิ่งที่ท่านปรารถนาเถิด▪ 

เขาจึงเริ่มถามตัวเองว่า “ฉันเป็นคนที่ไร้ความละอายหรือนี่” 

♡♡หะดีษบทดังกล่าวนี้ได้ทะลุทะลวงเข้าไปในหัวใจของเขา♡♡

จากนั้นเขาจึงเดินทางกลับบ้าน และใช้เวลาอยู่ภายในห้องของเขา ร้องไห้ ใคร่ครวญอยู่หลายวัน เขาเฝ้าถามตัวเองว่า “ฉันได้ทำอะไรลงไปกับชีวิตของฉันที่ผ่านมากันนี่” “ฉันดื่มสุรา ฝ่าฝืนอัลลอฮฺมาโดยตลอด” ในที่สุดเขาก็ได้สำนึกผิด ขออภัยโทษต่ออัลลอฮฺ และเขาก็ออกมาจากห้องของเขา และบอกมารดาของเขาว่า “ผมจะไปจากประเทศนี้ ผมต้องการที่จะแสวงหาความรู้ศาสนา ผมอยากจะเป็นเช่นอีหม่ามชุบะฮฺ ท่านเป็นมุหัดดีษ แล้วทำไมผมจะเป็นมุหัดดีษบ้างไม่ได้ หากอีหม่ามชุบะฮฺสามารถเป็นมุหัดดีษได้ ผมก็เป็นได้เช่นกัน” 

■■พี่น้องมุสลิมที่รัก เห็นหรือไม่ ก่อนหน้านี้เขาเป็นคนที่ติดการดื่มสุรา และตอนนี้เขาปรารถนาอยากจะเป็นมุหัดดีษแล้ว■■

■■เขาไม่ได้ต้องการเพียงแค่เตาบัต (สำนึกผิดขออภัยโทษ) เท่านั้น หากทว่าเขาปรารถนาที่จะทำอะม้าล และอยากจะปฏิบัติจริง และอยากจะเป็นมุหัดดิษ■■

ด้วยเหตุนี้ เขาจึงเข้าไปถามบรรดาอุลามะฮฺ และพวกท่านแนะนำให้เขาเดินทางไปแสวงหาความรู้ที่มาดีนะฮฺ

■■คุณรู้จักอีหม่ามมาลิกหรือไม่ ท่านคือหนึ่งในอีหม่ามที่ดีที่สุดในยุคนั้น และหากว่าคุณเป็นลูกศิษย์ของท่าน คุณก็จะกลายเป็นมุหัดดิษ■■

ดังนั้นอับดุลลอฮฺจึงออกเดินทาง เขาเดินทางจากบัศรอไปยังมาดีนะฮฺ และเขาก็มุ่งหน้าไปยังอีหม่ามมาลิก และจากนั้นเขาก็กลายเป็นหนึ่งในลูกศิษย์ที่ดีที่สุดของอีหม่ามมาลิก 

■■และไม่ใช่เพียงแค่นั้น พวกเรารู้จักผู้ที่รายงานหะดีษที่เชื่อถือได้ที่สุดทั้งสองท่านนี้ดีใช่หรือไม่ นั่นคือ อีหม่ามบุคอรียฺ และอีหม่ามมุสลิม■■

■■คุณรู้หรือไม่ว่า อับดุลลอฮฺ อิบนุ มัสลามะฮฺ อัลกอนะบียฺ ก็เป็นหนึ่งในบรรดาอาจารย์ของอีหม่ามบุคอรียฺและอีหม่ามมุสลิมอีกด้วย เห็นหรือไม่ว่า ท่านเดินทางมาไกลเพียงใด จากคนติดเหล้า กลายเป็นหนึ่งในบรรดาอีหม่ามที่ดีที่สุดคนหนึ่ง■■

¤¤ชีวิตของคนติดเหล้าคนหนึ่งเปลี่ยนไปด้วยเพราะหะดีษหนึ่งบท¤¤

✔✅✔แล้วเราล่ะ พี่น้องมุสลิมทั้งหลาย รวมถึงตัวของผมเอง เราอ่านอัลกุรอาน เราอ่านหะดีษมากมาย เราอ่านถ้อยคำ บทความที่สร้างแรงบันดาลใจแห่งอิสลามมากมายบนทวีตเตอร์ เฟซบุ๊ค วอทซแอป และอื่นๆ อีกมากมาย หากทว่ามันไม่ได้เปลี่ยนแปลงชีวิตของพวกเราเลย✔✅✔

Read Full Post »

🍃🍃🍃🍃เรื่องราวของความอิคลาส🍃🍃🍃🍃 

 (ให้ความสำคัญที่คุณภาพ ไม่ใช่ปริมาณ)


จากคลิป
the daily reminder หัวข้อ Story of sincerity แปลเรียบเรียง บินติ อัลอิสลาม

เรื่องราวของชายคนหนึ่งชื่อ อบู นัสรุล ซัยยาด ครั้งหนึ่งเขาเล่าว่า เขาเคยมีฐานะที่ยากจนอย่างมาก ในตอนนั้นเขาต้องคอยหางาน หรือทำอะไรก็ได้ที่จะสามารถหาเลี้ยงครอบครัวของตน

วันหนึ่งเขาเข้าไปพบกับชัยคฺของเขา นั่นคือชัยคฺอะหมัด บิน มิสกีน ผู้ซึ่งเป็นหนึ่งในตาบีอีน (หมายถึงชนยุคหนึ่งที่เป็นพยานรับรู้และได้รับการอบรมสั่งสอนจากบรรดาเศาะฮาบะฮฺ)  
เมื่อเขาเข้าไปหาชัยคฺอะหมัด เขาได้บอกกับชัยคฺของเขาว่า “ยา ชัยคฺ ผมมีความจำเป็นที่จะต้องหาเลี้ยงครอบครัวของผมครับ” 

ชัยคฺได้ตอบเขาว่า 🍂🍂“จงไปละหมาดสองร็อกอัตต่ออัลลอฮฺ จากนั้นก็เดินทางไปยังทะเล และผมจะคอยช่วยเหลือคุณ”🍂🍂

พวกเขาทั้งสองได้เดินทางไปยังทะเลพร้อมกับตาข่ายจับปลา และเขาก็สามารถจับปลาตัวใหญ่ได้หนึ่งตัว จากนั้นเขาจึงนำปลาไปขาย เมื่อได้เงินมา เขาก็นำไปซื้อจานสองใบ จานใบหนึ่งเต็มไปด้วยเนื้อสัตว์ และจานอีกใบหนึ่งเต็มไปด้วยขนมหวาน  เมื่อเสร็จสิ้นธุระแล้ว เขาก็เดินทางกลับไปหาชัยคฺอะหมัด และกล่าวขอบคุณท่าน พร้อมทั้งมอบจานอาหารหนึ่งใบที่เขาซื้อมาให้กับชัยคฺ หากทว่าชัยคฺตอบเขาด้วยถ้อยที่ลึกซึ้งว่า 

🍂🍂“โอ้ อบู นัสรุล ซัยยาด หากว่าผมได้ช่วยเหลือคุณ เพื่ออัลลอฮฺ ในการให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์ใดตามในดุนยานี้  ปลาตัวนั้นมันคงไม่แหวกว่ายออกมาให้จับได้ และอัลลอฮฺย่อมไม่ประทานบะเราะกัตในปลาตัวนั้นให้หรอก ผมขอให้คำแนะนำแก่คุณ ให้คุณนำอาหารนี้ไปให้ครอบครัวของคุณรับประทานเถอะ”🍂🍂

อบู นัสรุลจึงนำอาหารที่ได้มาไปให้ครอบครัวของเขา และระหว่างทาง เขาได้พบกับสตรีคนหนึ่งพร้อมกับลูกน้อยของเธอ เธอเป็นแม่หม้าย ดังนั้นลูกชายของเธอจึงเป็นเด็กกำพร้า พวกเขามองมายังจานอาหารของเขา และทันใดนั้น เขาก็ลืมนึกถึงความหิวโหยของครอบครัวของเขาไป และเขารู้สึกเหมือนกับว่า “สวนสวรรค์ได้ลงมายังพื้นดิน เพื่อนำเสนอมันให้กับใครก็ตามที่จะให้อาหารแก่แม่และเด็กกำพร้าสองคนนั้น”  ดังนั้นเขาจึงมอบอาหารที่มีให้กับแม่และเด็ก และเดินทางกลับบ้านไป แต่ทว่า ชัยฎอนได้ทำการกระซิบกระซาบ ทำให้เขารู้สึกเสียใจ เสียดายในสิ่งที่ทำไป เขาจึงเกิดความกังวัล ไม่สบายใจว่า เขาจะเอาอะไรให้ครอบครัวของเขาทาน ทันใดนั้นเอง ก็มีใครบางคนเคาะประตูบ้านของเขา และร้องเรียกว่า “อบู นัสรุล อยู่ไหน ฉันเคยยืมเงินพ่อของเธอไปเมื่อ 20  ปีก่อน และที่ผ่านมาฉันได้ตามหาเขา (เพื่อที่จะคืนเงิน) แต่ฉันได้รับข่าวว่า เขาเสียชีวิตไปแล้ว และเธอคือลูกชายคนเดียวของเขา นี่คือเงินของเธอ (ที่ยืมพ่อของเขาไป)” และทันใดนั้น เขาก็กลายคนร่ำรวยภายในพริบตา จากนั้นเขาจึงไปหาครอบครัว และทำการแจกจ่ายเงินให้กับพวกเขา และเขาก็ได้กลายเป็นหนึ่งในคนที่ร่ำรวยที่สุดในเมืองนั้น 

ในช่วงเวลานั้น เขาได้บริจาคเงินมากมายให้กับผู้คน และทำการชูโกรฺต่ออัลลอฮฺ แต่มีปัญหาติดอยู่นิดนึงคือ เขากลายเป็นคนที่มั่นใจในการงานของตนมากเกินไป เขารู้สึกว่า อัลลอฮฺจะทรงตอบรับการงานทุกอย่างของเขา จากนั้นเขาก็เริ่มโอ้อวด และให้ความใส่ใจต่อปริมาณการบริจาค แต่ไม่ใช่คุณภาพของการบริจาคของเขา 

จนกระทั่งคืนหนึ่ง เขาฝันว่า วันกิยามะฮฺได้ปรากฎขึ้น เขาเห็นผู้คนมากมาย สิ่งถูกสร้างทั้งหลาย ฟื้นคืนชีพขึ้นมาต่อหน้าพระพักตร์ของอัลลอฮฺ และมลาอิกะฮฺได้เรียกแต่ละคนมา และนำเสนอการงานของพวกเขาต่อหน้าอัลลอฮฺ และเมื่อเขาถูกเรียก เขาก็พบว่า เขาเองก็มีทั้งการงานที่ชั่วร้ายบ้างเช่นกัน แต่เขายังคงมีความหวัง เพราะว่า เขามีการงานที่ดี มีการบริจาคอย่างมากมาย และเมื่อ “การบริจาคของเขา” ถูกวางลงใน “ส่วนของ การงานที่ดี” มันกลับไร้ซึ่งน้ำหนัก และฮะซานาตมากมายก็เบาเหมือนปุยนุ่น ไม่มีค่าใด 

เพราะอะไรหรือ?

ก็เพราะว่า การงานของเขาปะปนกับเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์ เจตนาของเขาปราศจากความจริงใจ มีความโอ้อวด ความปรารถนาที่จะสร้างความพึงพอใจต่อผู้คน

จากนั้นมลาอิกะฮฺก็เริ่มถามเขา ว่า เขามีการงานใดๆ หลงเหลือบางหรือไม่ และทันใดนั้น จานอาหารสองใบที่เขาเคยบริจาคให้กับสตรีและเด็กก็ปรากฎขึ้นมา เขาจึงถามตัวเองว่า “จานอาหารสองใบนี้จะช่วยอะไรผมได้”  เมื่อจานสองใบถูกนำมาชั่ง มันก็ยังไม่เพียงพอ เขายังคงต้องการฮะซานาตเพิ่มอีก จากนั้นก็ได้ปรากฎขึ้นซึ่ง “น้ำตาของสตรี (ที่เขาเคยให้อาหาร)” และ “รอยยิ้มของเด็ก” ที่กลายเป็นสิ่งของที่จับต้องได้  และมันได้ถูกวางลงใน “ส่วนของการงานที่ดี”  ส่วนน้ำตาก็กลายเป็นสระน้ำ และในสระน้ำนั้น ก็มีปลาโผล่ขึ้นมา และปลาก็ถูกจัดวางอยู่ใน “ส่วนของการงานที่ดี” จากนั้นมลาอิกะฮฺจึงบอกเขาว่า  “ท่านทำสำเร็จแล้ว ท่านทำสำเร็จแล้ว” 

จากนั้น อบูนัสรุลก็ตื่นขึ้นมาจากความฝัน และครุ่นคิดว่า

หากว่าเราทำการงานใดก็ตามเพื่อผลประโยชน์แห่งดุนยา ปลาตัวนั้นคงจะไม่โผล่ขึ้นมาเป็นแน่ 

🍂🍂จากบทเรียนของเรื่องนี้  คือ เราควรพยายามทำอะไรก็ตามที่เป็นสิ่งที่ดี ที่ชัดเจน มีตัวตน สัมผัสได้ เพื่อความพึงพอพระทัยของอัลลอฮฺด้วยความอิคลาส และอย่าดูถูกการงานที่ดีใดๆ ก็ตามที่เราทำให้แก่ผู้คน🍂🍂

Read Full Post »

หากใครเคยดูคลิปชายผิวคล้ำกลางทะเลทรายคนหนึ่งที่ไม่ยอมขายแกะให้กับชายสองคนที่เสนอเงินจำนวนมากมายให้เขา ด้วยเพราะความยำเกรงที่เขามีต่ออัลลอฮฺ อยากให้อ่านบทความนี้ที่สรุปมาจากบรรยายของมุฟตี อิสมาอีล เมงกฺ.. เรื่องราวดังกล่าว ไม่จบแค่นั้น ยังมีตอนต่อไป.. ขอเสนอเรื่องราวทั้งหมดอีกครั้ง สำหรับคนที่ไม่เคยดูคลิปวิดีโอดังกล่าว

มุฟตี เมงก์เล่าว่า ท่านได้ดูคลิปวิดีโอ ซึ่งมีชายชาวซูดานคนหนึ่ง สวมผ้าพันศีรษะ เขาใช้ชีวิตอยู่กลางทะเลทรายที่แสนร้อนระอุในประเทศซาอุดิอารเบีย

จากนั้นมีคนกลุ่มหนึ่งต้องการทดสอบเขา ซึ่งจะด้วยจุดประสงค์ใดก็ตามแต่ อัลลอฮฺทรงรู้ดียิ่ง

ชายชาวซูดานคนนี้ทำหน้าที่เป็นคนเลี้ยงดูแลแกะจำนวนหลายตัวกลางทะเลทราย และชายสองคนนี้ได้ขับรถเข้าไปหาชายชาวซูดานคนดังกล่าว และทักทายเขา จากนั้นก็บอกเขาว่า พวกเขาต้องการแกะ 1 ตัว ซึ่งคนเลี้ยงแกะชาวซูดานได้ปฏิเสธไปว่า เขาไม่สามารถให้แกะแก่พวกเขาได้ เพราะแกะเหล่านั้นไม่ใช่ของเขา และเขาก็ไม่ใช่เจ้าของมัน

ชายสองคนจึงให้เงื่อนไขกับเขาว่า “แล้วถ้าพวกเขาจ่ายเงินเพื่อซื้อแกะตัวนี้ล่ะ?” คนเลี้ยงแกะได้ปฏิเสธข้อเสนอ โดยให้เหตุผลว่า “ไม่ได้ แม้ว่าพวกคุณจะให้เงินผม เพราะเมื่อผมไปอยู่ในหลุมฝังศพของผม ผมต้องตอบคำถามนี้” แต่ชายสองคนยังคงพยายามต่อไปโดยแนะให้เขาบอกเจ้าของว่าแกะหายไป และเขาได้ตอบกลับไปว่า “มันไม่มีข้ออ้างที่ว่า แกะหายไปในหลุมฝังศพหรอก ผมห่วงสิ่งที่จะเกิดขึ้นในหลุมฝังศพของผม เพราะมันจะมีการคิดบัญชีที่นั้น และมันเป็นการคิดบัญชีที่รุนแรง”

ชายสองคนที่ขับรถ GMC คันใหญ่แสนหรูหรา ยังคงไม่ลดละความพยายาม คนเลี้ยงแกะชาวซูดานบอกพวกเขาว่า “คุณเห็นท้องฟ้า และผืนแผ่นดินนั้นไหม มันต้องประกบเข้าหากันก่อน ผมถึงจะให้คุณได้” (ความหมายคือ มันเป็นไปไม่ได้)

ท้ายที่สุดชายสองคนจึงเสนอเงิน 200,000 ริยาล (ประมาณ 50,000 ดอลล่าห์) ให้แก่ชายชาวซูดานเพื่อซื้อแกะหนึ่งตัวที่เขาเลี้ยงมัน และบอกเขาว่า “ไม่มีใครเห็นหรอก” ช่วงเวลานี้เองที่ชายชาวซูดานชักสีหน้าแสดงความโกรธขึ้นมา และตอบว่า “ไม่มีใครเห็นหรือ! อัลลอฮฺทรงกำลังมองดูผมอยู่ คุณไม่รู้จักอัลลอฮฺหรือไง”

ดูความซื่อสัตย์ของคนเลี้ยงแกะชาวซูดานคนนี้สิ เงินเดือนของเขาน่าจะประมาณ 200 ดอลล่าห์ต่อเดือน และเขาได้รับข้อเสนอให้ขายแกะ 1 ตัวที่ไม่ใช่ของเขาถึง 200,000 ริยาล บางคนคงรับข้อเสนอนี้และขายไปเพื่อผลประโยชน์ของตัวเอง

แต่คุณไม่รู้หรอกว่าแผนการของอัลลอฮฺเป็นเช่นไร

จากนั้น มีสตรีท่านหนึ่งได้ดูคลิปวิดีโอนี้ และเธอตัดสินใจที่จะตามหาชายชาวซูดานคนนี้ที่สถานทูตซูดาน พวกเขาใช้เวลา 2 สัปดาห์ในการตามหาตัวและขอให้เขามายังสถานทูต และสตรีท่านนั้นได้มอบเงินจำนวน 200,000 ริยาลเป็นของขวัญให้แก่เขาสำหรับความซื่อสัตย์ของเขา อันเป็นบทเรียนแก่มุสลิมทั่วโลก… และเมื่อชายชาวซูดานได้รับเงิน เขาก็พูดขึ้นมาว่า “นี่เป็นเพราะอัลลอฮฺ” 

มันได้มีการบันทึกไว้แล้วว่า เงินจำนวน 200,000 ริยาลเป็นของเขา ซึ่งเขาสามารถได้เงินนี้มาด้วยการฉ้อฉล ด้วยความหลอกลวง แต่เขาได้เงินนี้มาด้วยเพราะความซื่อสัตย์ของเขา เขายับยั้งตัวเองจากหนทางที่หะรอม ด้วยเหตุนี้ อัลลอฮฺจึงทรงเปิดประตูแห่งความหะลาลให้แก่เขา

นั่นเป็นเพราะความยำเกรงของเขา เขารู้ว่าเขาไม่สามารถปิดบังซ่อนเร้นการกระทำของเขาจากอัลลอฮฺได้

หากคุณยำเกรงต่ออัลลอฮฺ ทุกอย่างก็จะดำเนินไปด้วยดี

อัลลอฮฺตรัสว่า “จงยำเกรงอัลลอฮฺ”

ความตักวา (ยำเกรงต่ออัลลอฮฺ) นี้ มาพร้อมกับ การตะวักกุล (การมอบหมาย ไว้วางใจในอัลลอฮฺ) ดังนั้นหากคุณไม่มี “ตะวักกุล” คุณก็ไม่มี “ตักวา”

ปัจจัยยังชีพของแต่ละคนนั้นได้ถูกกำหนดไว้แล้ว อัลลอฮฺจะประทานให้คุณแน่นอน แต่มันขึ้นอยู่กับว่าทางเลือกของคุณจะอยู่ในหนทางที่หะลาล หรือ หะรอม

สรุปเรียบเรียงจากบางส่วนของบรรยายมุฟตี อิสมาอีล เมงก์ หัวข้อ Jumping the gun/โดย บินติ อัลอิสลาม

image

รูป จาก อินเตอร์เนต

Read Full Post »

เด็กหนุ่ม กับ คุ้กกี้
แหล่งที่มา
คลิปวิดีโอ http://www.youtube.com/watch?v=HQZONHP-YII
ถอดความ บินติ อัลอิสลาม

เรื่องราวต่อไปนี้ถูกถ่ายทอดโดยชัยคฺมุหัมมัด อัลชะฮฺรอนียฺ  (นักวิชาการประเทศซาอุดิอารเบีย)

ชัยคฺเล่าว่า

“ผมรู้จัก “เด็กหนุ่มคนนี้” ด้วยตัวของผมเอง  และผมไม่ได้บอกว่า “เขา” มาจากลูกหลานของชาวอิสรออีล หากแต่เขามาจากลูกหลานแห่งผืนแผ่นดินนี้ (ซาอุดิอารเบีย) เขามักจะหลั่งน้ำตาอยู่เป็นนิจ และเขาไม่เคยอ่านอัลกุรอานโดยที่เขาไม่ร้องไห้ เขาเป็นคนที่พิเศษ และเป็นคนแปลก

“เขา” สามารถท่องจำอัลกุรอานได้ ขณะที่เขามีอายุเพียงแค่สิบสองปี อย่างไรก็ตาม เขามีความเป็นผู้ใหญ่มากกว่าอายุจริงของเขา ด้วยเพราะถ้อยคำของอัลลอฮฺและความรู้ที่เขามีเกี่ยวกับอัลลอฮฺ และผมไม่ได้ให้สถานะเขาสูงยิ่งไปกว่าที่อัลลอฮฺทรงประทานแก่เขา

ผมเล่าเรื่องราวของ “เด็กหนุ่มคนนี้” ให้พวกคุณทราบ โดยที่ผมได้วางเงื่อนไขหนึ่งต่อตัวผมเองว่า ผมจะไม่เล่าเรื่องเกินกว่าสิ่งที่ผมได้เห็นด้วยตาของผมเอง เงื่อนไขที่สองที่ผมวางไว้ต่อตัวผมเองคือ ผมจะไม่กล่าวเกินความจริงในสิ่งใดๆ ก็ตามที่ผมจะบอกกล่าวเกี่ยวกับเขา

“เขา” ท่องจำ “เศาะหียฮฺ มุสลิม” กับผมภายในสองสัปดาห์ และเขาท่องจำ “เศาะหียฮฺ อัลบุคอรียฺ”  กับเพื่อนอีกคนของผม (เรามีกันสามคน) ภายในสองสัปดาห์ พวกคุณตระหนักหรือไม่? ซึ่งขณะนั้นผมไม่ทราบว่าเขาสามารถท่องจำท่องจำอัลบุคอรียฺได้ และเพื่อนผมก็ไม่ทราบเหมือนกันว่าเขาสามารถท่องจำมุสลิมได้

“เด็กหนุ่มคนนี้” รัก “ความอิคลาส”  เขาชื่นชอบอัซซิรฺรียฺ  อัซซอกฺตียฺ ( as-Sirri as-Saqti). คุณรู้หรือไม่ว่าเพราะอะไรเขาถึงชอบ อัซซิรฺรียฺ  อัซซอกฺตียฺ เป็นพิเศษ? เพราะว่าอัซซิรฺรียฺ  อัซซอกฺตียฺ นั้นเป็นผู้ที่ให้ความสำคัญต่อ “ความอิคลาส” เป็นอย่างมาก

“เด็กหนุ่มคนนี้” เป็นคนที่เรียนเก่งมากในโรงเรียน  หรือเป็นที่หนึ่งในโรงเรียนก็ว่าได้  เขาจะนอนระหว่างเวลาที่เขากลับจากโรงเรียนจนกระทั่งเวลาดุฮฺริ  หลังจากอัสรฺ เขาจะเข้าร่วมฮะลาเกาะฮฺ หลังมัฆริบ เขาจะเข้าฟังบทเรียนของอุลามะฮฺ หลังจากอีชาถึงห้าทุ่มเขาจะทบทวนบทเรียนจากโรงเรียน และจากห้าทุ่มทุกๆ วัน เขาจะละหมาดทั้งคืนจนถึงฟัจรฺ

ผมไม่ได้กล่าวเกินความจริง “เขา” มาจากลูกหลานของเรา จากประเทศของเรา! (ซาอุดิอาระเบีย)

เมื่อใดก็ตามที่ “เขา” อ่านอัลกุรอาน เขามักจะร้องไห้

ผมเคยอ่านเรื่องราวที่ว่า เมื่อสลัฟบางท่าน อ่านอัลกุรอาน พวกเขาก็จะเป็นลมล้มพับไป ผมทราบเรื่องนี้จากบรรดาอุลามะอฺ แต่ผมก็ไม่เคยเห็นมันด้วยตาของผมเอง แต่ผมได้เห็นมันจาก “เด็กหนุ่มคนนี้”

เราเคยละหมาดญุมอะอฺร่วมกัน และเมื่ออิม่ามอ่านอัลกุรอานอายะหฺที่ว่า “และชาวนรกได้ร้องเรียกชาวสวรรค์ว่า จงเทน้ำมาให้แก่พวกเราด้วยเถิด” (อัล อะร๊อฟ 50)

“เขา” ก็เป็นลมล้มพับไป จนเราคิดกันว่าเขาได้เสียชีวิตแล้ว

คืนหนึ่งเราละหมาดกันที่บ้านของผม ผมแสร้งว่าผมนอนหลับอยู่ เพื่อที่จะดูว่าเขาจะทำอะไรบ้าง จากนั้น “เขา” ได้เดินมาที่ผมและโบกมือไปมาตรงตาของผม (เพื่อดูว่าผมยังตื่นอยู่หรือไม่) เขาตื่นขึ้นมาตอนห้าทุ่ม และผมก็หลับๆ ตื่นๆ ระหว่างนั้นเขายืนละหมาดในร็อกอัตฺและผมก็ไม่เห็นว่าเขาจะมีทีท่าว่าจะก้มตัวลงเลย จากนั้นผมก็เห็นเขาก้มตัวลง และผมก็ไม่เห็นว่าเขาจะมีทีท่าจะลุกขึ้นเลยเช่นกัน

อีกคืนหนึ่ง “เขา” ก็อ่านอัลกุรอาน และ เมื่อ “เขา” อ่านถึงอายะหฺนี้ ต่อหน้าผม

“แท้จริงมันคือไฟนรก หนังศีรษะถูกลอกออก (เพราะความร้อนของไฟนรก)” (อัลกุรอาน 70:15-16)

จากนั้น “เขา” ก็ร้องไห้ และเป็นลมไป ผมปลุกให้เขาตื่น เมื่อเขาตื่น เขาก็อาบน้ำละหมาด และละหมาด เมื่อเขาอ่านถึงอายะนี้อีกครั้ง

“แท้จริงมันคือไฟนรก หนังศีรษะถูกลอกออก (เพราะความร้อนของไฟนรก)” (อัลกุรอาน 70:15-16)

“เขา” ก็ร้องไห้และเป็นลมไปอีกครั้ง ผมปลุกเขาขึ้นมาอีก และเมื่อเขาอ่านถึงอายะนี้เป็นครั้งที่สาม เขาก็เป็นลมอีกและไม่ได้ตื่น จนกระทั่งอะซานฟัจรฺ

“เด็กหนุ่มคนนี้”  จะอ่านอัลกุรอานจบทั้งเล่ม ทุกๆ สามคืนอย่างลับๆ  ขณะละหมาดยามค่ำคืน และเขาจะอ่านทุกๆ เจ็ดวันอย่างเปิดเผยระหว่างวัน ผมไม่ได้กล่าวเกินจริง เพราะเขาทำสิ่งนั้นต่อหน้าผม และด้วยพระนามของอัลลอฮฺ เขากล่าวรำลึกถึงอัลลอฮฺในแต่ละวันมากกว่า 12,000  ครั้ง!  ผมนับมันด้วยตัวผมเองขณะที่ผมนั่งอยู่กับเขา จำนวน 12,000 ครั้ง!  ผมถามเขาว่า “ทำไม” เขาตอบว่า “ผมไม่ต้องการให้อบู ฮุร็อยเราะอฺทำสิ่งนี้มากเกินกว่าผม” เขามีความอิจฉา  ความอิจฉาเมื่อมันเกี่ยวกับการอิบาดะฮฺ

“เขา” มีอายุเพียงแต่สิบเจ็ดปี ขณะที่เขามีระดับ (ความศรัทธา)  ขนาดนั้น

ผมไม่รู้ว่าผมจะพูดอย่างไรดีเกี่ยวกับเขา!  เมื่อใดก็ตามที่ “เขา” เจอ “ข้อความหนึ่ง” เพื่อท่องจำ  ผมจะบอกเขาว่า “ผมท้าให้คุณท่องจำข้อความนี้” เขาก็จะบอกกับผมว่า “อย่าท้าผมเลย” ผมก็ท้าทายเขา และบอกว่า “ผมขอท้าคุณ” วันต่อมา เขาก็มาหาผมและท่องข้อความนั้นกับผม เสมือนกับว่ามันเป็นเพียงชื่อเขา  และหากว่าเขามีข้อผิดพลาดในการท่องจำเพียงแค่สามจุด เขาก็จะไม่ถือว่าตัวเขาท่องจำอะไรได้เลย เพียงแค่สามข้อผิดพลาดเท่านั้น!   

และคุณคิดดูสิว่า  “เขาคนนี้” คือผู้ปรารถนาที่จะกลับเนื้อกลับตัว!! หากเพียงคุณทราบว่าบาปของเขาคืออะไร!!

บางครั้งหากเรารู้สึกหมดหวัง ในเวลาที่เราดะวะฮฺต่อใครคนหนึ่ง และรู้สึกหมดหวังในตัวเขา (ที่จะช่วยทำให้เขามาสู่หนทางที่ถูกต้อง) ซึ่งผมหมายถึงตัวของผมเอง (ที่หมดหวัง) และอัลลอฮฺทรงรู้ดียิ่งว่าคนอื่นๆ  (จะผิดหวังเช่นผมหรือไม่)

หากแต่ “เด็กหนุ่มคนนี้” คือผู้ที่ “การดุอาอฺของเขา” ได้รับการตอบรับต่อหน้าคนจำนวนสิบเจ็ดคนที่เป็นพยานต่อสิ่งที่เกิดขึ้น ซึ่งมีมากกว่าหนึ่งเหตุการณ์

ดังนั้นหากเราสิ้นหวัง (ในการที่จะดะวะฮฺ) ต่อใครคนหนึ่ง เรามักจะขอให้ “เขา” ช่วยไปทำการดะวะฮฺคนคนนั้น

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ หลังจากนั้นเพียงแค่สองวัน “คนคนนั้น” ก็ได้รับทางนำ  “เด็กหนุ่มคนนี้”  ใช้เวลา (ในการดะวะฮฺ) เพียงแค่สองวันเท่านั้น วันที่หนึ่ง วันที่สอง และจากนั้น “คนคนนั้น” ก็เริ่มทำการละหมาดอยู่ในแถวแรก ไม่ว่าคนคนนั้นจะเป็นคนที่สูบบุหรี่ หรือติดยาเสพติด ก็ตาม เขาจะเปลี่ยนแปลงไปโดยทันทีด้วยการอนุมัติของอัลลอฮฺ นี่คือบะเราะกัต มันคือบะเราะกัต!!

วันหนึ่ง เราละหมาดอยู่ด้านหลังอีหม่ามท่านหนึ่งที่ทางภาคใต้ (ของประเทศซาอุดีอารเบีย) ซึ่งเป็นที่ทราบกันดีว่าอีหม่ามท่านนี้จะละหมาดเป็นระยะเวลายาวนาน ดังนั้นอีหม่ามท่านนึ้จึงทำให้การละหมาดยาวนานขึ้น ตามสุนนะฮฺ  เมื่ออีหม่ามได้นำละหมาด สักพักหนึ่งมีชายคนหนึ่งเดินเข้ามาและตีที่หลังของอีหม่ามท่านนี้ด้วยไม้ขณะที่เขากำลังรูกั้วอยู่ต่อหน้าผม  หลังจากละหมาดเสร็จสิ้น อีหม่ามได้มองไปยังชายคนนั้นและถามเขาว่า “ทำไมคุณถึงตีผม”

ชายคนดังกล่าวตอบว่า “คุณคงได้ยินเสียงกระซีบ (จากชัยฎอน ให้ละหมาดนานขึ้น) คุณทำให้เราละหมาดนานเกินไป”

อีหม่ามจึงตอบว่า “คุณมีสุขภาพที่ดีนะ คุณมีสุขภาพที่ดี!”

ชายคนเดิมตอบว่า “คุณรู้ได้ยังไงว่าผมสุขภาพดี”

จากนั้น “เด็กหนุ่มคนนี้” จึงยกมือของเขาขึ้นต่ออัลลอฮฺ ขณะที่เขายกมือของเขาขึ้น หัวใจของผมแทบหยุดเต้น และเขากล่าวว่า “โอ้ อัลลอฮฺ ทรงนำเอาสุขภาพที่ดีไปจากเขา จนกว่าเขาจะทราบถึงคุณค่าของการละหมาดและละหมาดเป็นอย่างดีต่อหน้าพระองค์”

ขณะนั้นเป็นเวลาอัสรฺ ผมสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺว่า ชายคนดังกล่าวไม่ได้มาละหมาดมัฆริบพร้อมกับเรา เพราะเขาอยู่ที่บ้าน นอนอยู่บนเตียง หลังจากนั้นสองสัปดาห์ ผมพบกับเด็กหนุ่มคนดังกล่าว ผมจึงบอกกับเขาว่า “จงยำเกรงต่ออัลลอฮฺเถิด ชายคนนั้นนอนอยู่บนเตียงที่บ้านของเขา ผมวอนขอคุณด้วยอัลลอฮฺ” เขาตอบผมว่า “พี่ชายของผม ผมไม่ได้ตั้งใจที่จะทำแบบนั้น” ผมจึงบอกเขาว่า “ได้โปรดวิงวอนขอต่ออัลลอฮฺให้ทรงเยียวยาเขาด้วยเถอะ” ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ชายคนดังกล่าวก็กลับมาละหมาดกับเราในเวลาละหมาดถัดจากนั้น

“เด็กหนุ่มคนนี้” มักจะใส่แว่นตาหนาๆ ผมกำลังบอกคุณว่านี่คือ “ผู้สำนึกผิด” จากช่วงเวลาของเรา ผมรู้จักเขา เขาคือเพื่อนของผม ผมมีอายุที่มากกว่าเขา หากแต่เขาดีมากยิ่งกว่าผม ผมไม่ได้ให้สถานะที่สูงส่งแก่เขาเกินกว่าที่อัลลลอฮฺทรงวางมันไว้ให้แก่เขา

“แว่นตาของเขา” มักจะสร้างความรำคาญใจให้กับเขา  วันหนึ่งขณะที่อยู่ในมัสยิดอัลฮะรอม เขาจึงพูดขึ้นมาว่า “ผมไม่สามารถที่จะไปปาเลสไตน์ได้แม้แต่วันเดียวด้วยแว่นตานี้” ดังนั้นเขาจึงเดินไปยังบ่อน้ำซัมซัม ต่อหน้าผู้คนจำนวนสิบเจ็ดคน จากนั้นเขาก็ถอดแว่นออก และเอาน้ำซัมซัมมา พร้อมกับกล่าวว่า“โอ้ อัลลอฮฺ โปรดเยียวยาการมองของข้าพระองค์ด้วยเถิด” และเขาก็ดื่มมัน จากนั้นเขาก็กล่าวว่า “อัลลอฮุ อักบัร” และโยนแว่นตานั้นออกไปต่อหน้าผู้คน พวกเขาต้องการที่จะทดสอบ (ว่าสายตาของเขาดีขึ้นจริงหรือไม่) พวกเขาจึงชี้ไปที่นาฬิกาเรือนหนึ่งซึ่งไม่มีใครที่จะสามารถมองเห็นได้  พวกเขาได้ถามเขาว่า “คุณบอกพวกเขาได้ไหมว่าตอนนี้เป็นเวลาเท่าไร่” เขาตอบว่า “ตอนนี้เวลานั้นเวลานี้”  ซึ่งคำตอบนั้นถูกต้อง  สายตาของกลับมาดีปกติร้อยเปอร์เซ็นต์  เขาก็สามารถอ่านอัลกุรอานได้ดียิ่งขึ้น

แท้จริงแล้ว มันเป็นเพราะดุอาอฺ “และเมื่อเขาวิงวอนขอจากข้า ข้าก็จะให้เขา”  

คุณทราบหรือไม่ว่า วันหนึ่งผมถามเขาเกี่ยวกับ “บาป” ของเขา ผมถามเขาขณะที่เขาอ่านอายะฮฺอัลกุรอาน

“วันที่ บางใบหน้าจะสว่างไสว และบางใบหน้าจะดำคล้ำ” (3:106)

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺ เขาร้องไห้จนกระทั่งผมรู้สึกว่าหัวใจของผมกำลังจะฉีกขาด ผมพูดกับเขาว่า“ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “คนที่ชั่วร้ายที่สุด คือคนที่ถูกถามด้วยพระนามของอัลลอฮฺ และไม่ได้รับการตอบกลับ  และผมขอถามคุณด้วยพระนามของอัลลอฮฺ ว่าอะไรที่ทำให้คุณร้องไห้แบบนี้” ผมอยากจะร้องไห้ได้เหมือนเขา ผมอยากจะรู้สึกถึงความสุขที่เขารู้สึก

เขาตอบว่า “ในชีวิตของผม ผมได้กระทำบาปอย่างหนึ่ง”

ผมถามเขาว่า “บาปนั้นคืออะไรหรือ”

คุณทราบหรือไม่ว่า บาปของเขาคืออะไร คุณคงหัวเราะกับตัวเองแน่ๆ ผมจะเล่าให้คุณฟัง  เขาบอกผมว่า “ตอนที่ผมเรียนอยู่เกรดสอง ผมไปที่ร้านค้าแห่งหนึ่งและผมได้เอาคุกกี้จากร้านนั้นมากิน และไฟนรกนั้นคู่ควรยิ่งต่อร่างกายที่บริโภคสิ่งต้องห้าม  (หมายถืงเขากินคุกกี้ที่ไม่ใช่ของเขา)

อย่างไรก็ตาม เขาเสียชีวิตลง ขณะที่เขาอายุเพียงแค่ยี่สิบปี ขออัลลอฮฺประทานความเมตตาต่อเขาด้วยเถิด เขาเสียชีวิตลงด้วยเพราะกระสุนที่ใครบางคนยิงพลาดมาขณะลองใช้อาวุธนั้น

กระสุนถูกยิงออกมาเข้าสู่ร่างกายของเด็กหนุ่มคนนี้โดยอุบัติเหตุ และมันได้ฆ่าเขาตาย เขาตายเฉกเช่นผู้มีคุณธรรม และผมคิดว่าเขาเป็นเช่นนั้นต่ออัลลอฮฺซุบฮา นะฮู วะตะอาลา

เขาเสียชีวิตลง และมันก็จบลงเช่นนั้น

อย่างไรก็ตาม “เรื่องราวของเขา” ไม่ได้ตายลงไปด้วย และด้วยพระนามของอัลลอฮฺ หากมันไม่ได้เป็นเพราะว่าเขาขอให้ไม่ให้ผมเปิดเผยชื่อของเขาด้วยพระนามของอัลลอฮฺแล้ว ผมก็จะเปิดเผยชื่อของเขาให้ท่านได้ทราบ

หมายเหตุ ผู้แปลไม่ได้แปลตรงตัวตามที่ชัยคฺได้บรรยายไว้ ทั้งนี้เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจเนื้อเรื่องมากขึ้น จึงได้มีการปรับใช้ถ้อยคำให้เหมาะสมในการสื่อเรื่องราว

Read Full Post »

แหล่งที่มา   http://www.youtube.com/watch?v=xEaN4DOu9r4&feature=related
เรื่องราวต่อไปนี้ถูกถ่ายทอดโดยชัยคฺมะห์มูด อัล มัสรียฺ (นักวิชาการมีชื่อชาวอียิปต์)
ถอดความ บินติ อัลอิสลาม

390036_322253831125695_133440795_n

กี่คนแล้วที่ต้องสูญเสียอนาคตเพราะคุณ   กี่ความอยุติธรรมของคุณที่คุณกำลังแบกมันเอาไว้ขณะนี้

เด็กกำพร้ากี่คนที่ต้องมีชีวิตอยู่ข้างถนนเพราะคุณ  กี่คนแล้วที่พวกคุณปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างไร้ความยุติธรรม

แม่ม้ายกี่คนที่ต้องไร้ที่พึ่งพิงเพราะคุณ  บ้านกี่หลังที่ต้องพังทลายลงเพราะคุณ

และกี่คนแล้วที่ต้องสูญเสียทั้งชีวิตของพวกเขา เพราะคุณ

“และพวกเจ้าอย่าคิดว่าอัลลอฮฺมิทรงรู้ถึงสิ่งที่คนชั่วกระทำกัน พระองค์เพียงแต่ประวิงเวลาให้ล่าช้าออกไปแก่พวกเขา จนกว่าจะถึงวันที่ (วันแห่งการฟื้นคืนชีพ) สายตา (ของพวกเขา) จะจ้องมองไม่กระพริบ (ด้วยความกลัว)” (ซูเราะฮฺ อิบรอฮีม 14:42)

เรื่องต่อไปนี้เป็นเรื่องราวของ “เด็กหญิงที่น่าสงสารคนหนึ่ง”

ขณะนั้น มีชายเศรษฐีอยู่คนหนึ่งที่มีความร่ำรวยทั้งทรัพย์สินและอำนาจ พร้อมทั้งตำแหน่งหน้าที่การงานที่สูงส่งทางสังคม เขามีภรรยาและลูกของเขาสองคนที่อาศัยอยู่กับเขา ชายเศรษฐีคนนี้เป็นคนที่ไร้ซึ่งความยุติธรรมอย่างมากคนหนึ่ง อีกทั้งยังเป็นผู้ที่มีจิตใจแข็งกระด้างและเย็นชาอย่างเป็นที่สุด

ภรรยาของชายเศรษฐีคนนี้เล่าว่า “เราอาศัยอยู่ในบ้านเดี่ยว และสามีของฉันเป็นคนที่มีตำแหน่งหน้าที่การงานที่ดีมาก เขาเป็นคนมีนิสัยที่ก้าวร้าว หยาบกระด้างอย่างมาก และเขาเป็นคนที่ไม่มีศีลธรรมความดีงามใดๆ เลย ทั้งฉันและเขาต่างเป็นมนุษย์ที่ปราศจากซึ่งความยุติธรรม

เวลาที่เราจ้างเด็กรับใช้ไว้ภายในบ้าน พวกเธอไม่เคยอยู่กับเราได้เกินกว่าหนึ่งเดือน หรือสองเดือนเป็นอย่างมาก อันเนื่องมาจากการข่มเหงทารุณ การตบตี การทรมาน และการลงโทษที่เราได้ทำกับเด็กรับใช้เหล่านั้น 

เราทำการข่มเหงทารุณทุกๆ รูปแบบ และไม่มีใครรอดพ้นจากน้ำมือเรา”

เธอเล่าต่อว่า “วันหนึ่งมีชายคนหนึ่งที่มาจากหมู่บ้านของสามีฉัน พร้อมกับลูกสาวคนหนึ่งของเขา และบอกต่อสามีผู้ร่ำรวยของฉันว่า  “นี่คือ ลูกสาวของผม เธอต้องการทำงานให้กับท่าน เพราะเราไม่มีความสามารถที่จะหาอาหารหรือน้ำดื่มเพื่อยังชีพได้ และไม่ว่าท่านจะให้เงินเดือนจำนวนเท่าไหร่ หรือไม่ว่าท่านจะให้อะไรก็ตาม มันย่อมเพียงพอสำหรับเราที่จะใช้เพื่อประทังชีวิต”  

สามีของฉันตอบตกลง และได้มีการตกลงราคาค่าจ้างกัน และชายคนนั้นได้บอกกับลูกสาวของเขาว่า เขาจะมาหาเธอและมารับเอาเงินเดือนทุกๆ สิ้นเดือน หรืออาจจะส่งใครก็ตามมารับเงินแทน นั้นคือคือตกลงระหว่างพวกเขา

เด็กหญิงที่น่าสงสารนั้นมีอายุเพียงแค่ 12 ปี เธอพูดขึ้นมาว่า “ได้โปรดเถอะค่ะ พ่อ อย่าทิ้งหนูไปเลย หนูอยู่ไกลจากพ่อกับแม่ไม่ได้ อย่าทำแบบนี้กับหนูเลยนะคะ” หากแต่พ่อของเธอก็จากเธอไป และทิ้งเธอไว้กับครอบครัวของชายเศรษฐี

ตอนนี้เด็กหญิงต้องอยู่เพียงลำพังในบ้านหลังใหม่ กับคนแปลกหน้าใหม่ๆ  ด้วยหน้าที่ของ “เด็กรับใช้” พร้อมกับความกังวลและความกลัว

เด็กหญิงมีพี่ชายอยู่คนหนึ่งที่ ขณะนั้นกำลังทำงานอยู่ที่ประเทศจอร์แดน และ “เขา” ก็คือความหวังสำคัญของเธอ พี่ชายของเธอเคยบอกเธอไว้ว่า “อินชาอัลลอฮฺ น้องรักของพี่ เมื่อพี่กลับบ้านแล้ว น้องก็จะไม่ต้องทำงานรับใช้บ้านนู้น บ้านนี้ อีกต่อไป และน้องก็จะได้มีชีวิตอย่างคนที่มีเกียรติ ได้อาศัยภายในอพาร์ทเม้นต์ที่ดี และพี่จะซื้อของมากมายเอามาให้น้องนะ” และนี่คือความหวังอันยิ่งใหญ่ของเธอ

เธอต้องประสบกับความทุกข์ทรมานภายในบ้านของชายเศรษฐีคนดังกล่าว ผู้เป็นภรรยาเล่าว่า “พวกเราเคยช็อตเธอด้วยกระแสไฟฟ้าที่มีความแรงมากกว่า 220 โวลท์ เราเคยแขวนเธอไว้บนหลังคา และผูกเธอติดไว้บนนั้น เราให้ขนมปังเก่าเและอาหารบูดเน่าแก่เธอเป็นอาหาร ในวันที่มีอากาศหนาวเย็นที่สุดในช่วงฤดูหนาว เราบังคับให้เธอนอนบนพื้นกระเบื้องในห้องครัว เราทำร้ายเธอทุกๆ วิธีทาง จนทำให้เธอพยายามจะหนีจากเราไปถึง 6 ครั้ง และด้วยตำแหน่งหน้าที่การงานของสามีฉัน ทำให้เราสามารถจับเธอไว้ได้ทุกๆ ครั้ง และเมื่อเราจับตัวเธอได้หลังจากการพยายามหนีของเธอ เราก็ทำการทารุณเธอทุกๆ รูปแบบที่คนคนหนึ่งสามารถจะจินตนาการได้

เด็กหญิงที่น่าสงสารเล่าว่า “หนูได้กลับไปที่หมู่บ้านของหนูเพียงสองครั้ง” ครั้งแรก คือเมื่อตอนที่เธอได้ทราบว่าพี่ชายที่รักของเธอได้เสียชีวิตลงแล้ว ขณะที่เขาเดินทางกลับจากจอร์แดน ครั้งนั้นเธอสูญเสียความหวังทุกอย่างที่มีอยู่ทั้งหมด และครั้งที่สอง คือเมื่อตอนที่แม่ของเธอเสียชีวิตลง มันมีเพียงแค่สองครั้งเท่านั้นที่เธอได้กลับไปที่บ้านของเธอ  นั่นคือการไปร่วมงานศพของพี่ชายเธอ และงานศพของแม่เธอ  และจากนั้นเธอก็ไม่เคยได้กลับไปที่นั่นอีกเลย

อย่างไรก็ตาม การกระทำที่โหดร้ายผิดมนุษย์ยังคงประสบกับเธอต่อไป มันรุนแรงจนถึงขั้นที่ว่า การมองเห็นของเธอเริ่มมีปัญหามากขึ้นเรื่อยๆ ทีละจุด ทีละจุด เวลาที่เธอออกไปซื้อของ (เข้าบ้านของเศรษฐี) เธอก็ทราบภายหลังว่า เธอได้ซื้อของเน่าเสีย และของไม่ดีกลับมามากมาย และเธอก็ไม่รู้ว่า เธอต้องทำอย่างไร คนที่ตลาดต่างสงสารเธอ พวกเขาจึงให้ความช่วยเหลือเธอเวลาที่เธอไปจ่ายตลาด

ครอบครัวชายเศรษฐียังคงทำการทารุณเธอ ทุบตีเธอทุกวันเรื่อยไป จนกระทั่งท้ายที่สุดเธอต้องกลายเป็นคนตาบอด เมื่อเด็กหญิงผู้น่าสงสารคนนี้ต้องตาบอดลง พวกเขาก็ขับไล่เธอออกจากบ้านให้ไปอยู่ข้างถนน พวกเขาบอกว่า “จะให้เราทำอะไรกับเธอได้ เพราะเธอไม่มีค่าอะไรแล้วตอนนี้”

เด็กหญิงเดินไปรอบๆ จากบ้านหลังหนึ่งไปยังบ้านอีกหลังหนึ่ง จนกระทั่งมีคนพาเธอไปยังบ้านที่รับดูแลเด็กตาบอดและคนที่สูญเสียการมองเห็น

การกำหนดของอัลลอฮฺได้มีผลขึ้น ภายหลังจากที่เธอได้ถูกทารุณเป็นระยะเวลาถึง 10 ปี ด้วยคนเหล่านั้น และเมื่อเธอได้ถูกนำตัวไปยังบ้านพักสำหรับคนพิการทางสายตา ซึ่งขณะนั้นเธอมีอายุ 22 ปี

สิบปีที่ผ่านไป ชายเศรษฐี และภรรยา พร้อมทั้งลูกๆ ของพวกเขาก็มีอายุมากขึ้น

หลังจากที่ชายเศรษฐีเกษียณจากตำแหน่งของเขา เขาก็กลายเป็นคนไร้ค่าในสังคม สูญเสียสถานะทั้งหลายที่เคยมี  อีกทั้งตัวของเขาเองก็เป็นคนที่ไม่ได้มีคุณงามความดี หรือศีลธรรมใดๆ ดังนั้นจึงไม่มีใครชอบเขานัก ด้วยเหตุนี้ชายเศรษฐีจึงรู้สึกย่ำแย่เป็นอย่างมาก

เมื่อลูกชายของเศรษฐีคนดังกล่าวเติบโตขึ้น ลูกชายของเขาก็แต่งงานกับผู้หญิงที่มีความสวยงามอย่างมากคนหนึ่ง หลังจากนั้นไม่นานนัก ภรรยาของเขาก็ได้ตั้งครรภ์และทุกคนในครอบครัวของเขาต่างดีใจที่จะได้มีสมาชิกใหม่เข้ามาในครอบครัว และอัลลอฮฺได้ทรงสร้างความประหลาดใจแรกแก่พวกเขา ซึ่งความประหลาดใจที่ว่านั้น คือ ภรรยาคนสวยของลูกชายได้ให้กำเนิดบุตรที่มีความพิการทางสายตา

มันมีอะไรที่เชื่อมโยงกันระหว่าง “เด็กน้อยเกิดใหม่” กับ “เด็กรับใช้ตาบอด” เนื่องจากการถูกทารุณกรรมที่เธอได้รับจากครอบครัวนี้หรือไม่?

พวกเขาต่างเริ่มคิด ใคร่ครวญ และสงสัยว่า “สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ มันเกิดจากสิ่งที่เราได้เคยทำไว้หรือไม่ และหากว่าลูกชายของเรามีลูกอีกคน ลูกของเขาจะตาบอดอีกหรือไม่” พวกเขาเริ่มเกิดความสับสนอย่างมากและไม่รู้ว่าควรทำเช่นไร สามีของเธอ ผู้ที่เคยมีตำแหน่งยศยศฐาบรรดาศักด์ เมื่อเขาได้เห็นหลานชายของเขาตาบอดเช่นนั้น ก็เกิดอาการช็อคอย่างบ้าคลั่งไปชั่วขณะ

หลังจากนั้นพวกเขาก็ได้พาเด็กน้อยไปโรงพยาบาล คุณหมอบอกลูกชายของเศรษฐีว่า “พวกเขาไม่จำต้องกังวลแต่อย่างใด เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้เกิดจากกรรมพันธุ์ หากแต่เด็กน้อยนั้นเกิดมาตาบอดด้วยกำหนดของอัลลอฮฺ และอินชาอัลลอฮฺ ในอนาคตย่อมไม่มีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้น และเขาสามารถที่จะให้กำเนิดบุตรอีกคนที่ร่างกายครบถ้วนสมบูรณ์ได้ ดังนั้นจึงไม่มีปัญหาใดๆ ทั้งนั้น”

สองปีผ่านไปหลังจากนั้น คุณปู่คุณย่าเศรษฐีก็สนับสนุนให้ลูกชายของพวกเขามีลูกอีกคน เพื่อที่จะได้เพิ่มพูนความสูขให้แก่พวกเขา พวกเขาจึงบอกลูกชาย ว่า  “ลูกเอ้ย ทำให้เรามีความสุขอีกสักครั้งด้วยการมีหลานให้เราอีกคนเถอะ ไม่ว่าจะเป็นผู้ชาย หรือผู้หญิง ลูกของลูกคือความสุขในชีวิตของพ่อกับแม่ ตอนนี้”

หลังจากนั้น ภรรยาของลูกชายพวกเขา ก็ได้ตั้งครรภ์อีกครั้งหนึ่ง เมื่อถึงกำหนดคลอด  ทุกคนต่างกังวล เพราะไม่มีใครรู้ได้ว่าจะมีสิ่งใดเกิดขึ้นหรือไม่ และเมื่อเธอได้ให้กำเนิดบุตร ก็พบว่าเธอได้ให้กำเนิดเด็กหญิงที่น่ารักน่าชังอย่างมากคนหนึ่ง และพวกเขาจึงเริ่มสอบถามคุณหมอเกี่ยวกับ “การมองเห็น” ของลูกสาวคนใหม่ของพวกเขา คุณหมอตอบว่า “การมองเห็นของเธอนั้นเป็นปกติดี” คำตอบของคุณหมอทำให้พวกเขาต่างมีความสุขอย่างมาก

“เด็กสามารถมองเห็นได้ใช่ไหมคะ”

“ใช่ครับ”

“สายตาของเธอดีเป็นปกตินะคะ”

“ใช่ครับ”

“และทุกอย่างก็เป็นปกติดีใช่ไหมคะ”

“ใช่ครับ ทุกอย่างเป็นปกติดีหมดเลย”

หกเดือนต่อมา “หลานสาวคนใหม่ของพวกเขา” ก็ตาบอด นี่คือความโศกเศร้าครั้งที่สองของพวกเขา ทั้งผู้เป็นแม่ และลูกชายต่างรู้สึกสงสัยถึงเหตุผล และก็ได้เริ่มคิด ใคร่ครวญ “มันเป็นไปไม่ได้ที่ เรื่องราวทั้งหลายเหล่านี้เกิดขึ้นโดยปราศจากเหตุผล มันไม่สามารถเกิดขึ้นได้แบบนั้น เป็นไปไม่ได้”

“นี่คงเป็นเพราะสิ่งที่เราได้เคยทำไว้กับ “เด็กสาวรับใช้ของเรา” การข่มเหงทารุณทั้งหลายที่เราได้ทำกับเธอ เด็กหญิงที่ไม่เหลือใครเลยบนโลกใบนี้ และได้กลายเป็นเด็กกำพร้า เด็กหญิงที่มีพ่อใจร้ายใช้เธอไปในทางการค้า เพื่อให้ได้เงินเล็กๆ น้อยๆ ในแต่ละเดือน และพ่อของเธอก็มาพบเธอเพียงแค่สองครั้งในระยะเวลาสิบปี (ที่อยู่กับเรา) นี่คือ “การลงโทษจากอัลลอฮฺ” ที่ถูกประทานมายังเรา” ผู้เป็นแม่คิดใคร่ครวญ

จากนั้นภรรยาของชายเศรษฐีจึงเริ่มตามหาตัวของ “เด็กหญิงที่เคยรับใช้ครอบครัวของเธอ” ในทุกๆ สถานที่ที่เป็นไปได้ ตามโรงพยาบาล บ้านพักต่างๆ สถานพักฟื้น บ้านพักเด็กกำพร้า และทุกๆ ที่ จนกระทั่งเธอได้พบกับเด็กหญิงในบ้านพักสำหรับคนพิการทางสายตา เมื่อได้เห็นเด็กหญิง เธอก็เข้าไปหา และเข้าสวมกอด และจูบเธอ และพูดกับเธอว่า “ได้โปรดอภัยให้แก่ฉันด้วยเถอะ ลูกสาวของฉัน”

“คุณเป็นใครคะ”

“ฉันเองจ๊ะ”

“คุณจริงๆ หรือคะ

ซุบฮานั้ลลอฮฺ เมื่อเด็กหญิงได้ยินชื่อของสตรีที่มาพบเธอ เธอก็เริ่มรำลึกถึงความทุกข์ทรมานจากการทารุณที่เธอได้รับตลอดระยะเวลาสิบปีที่ผ่านมา เธอคิด “ผู้หญิงคนนั้นที่เคยทำหลายสิ่งหลายอย่างกับเรา คนที่เคยใช้ไฟฟ้าช็อตเรา คนที่เคยบังคับให้เรานอนบนพื้นกระเบื้องในห้องครัว และเคยเอาอาหารเน่าเสียให้เราทาน”

เธอเริ่มจดจำภาพความทรงจำที่เลวร้ายของช่วงเวลาที่เธอถูกทารุณกรรม เธอเริ่มจดจำช่วงเวลาที่พี่ชายของเธอได้เสียชีวิตลง วันที่แม่ของเธอจากโลกนี้ไป วันที่พ่อของเธอทอดทิ้งเธอ วันที่พวกเขาใช้กระแสไฟฟ้าช๊อตเธอ วันที่พวกเขาทำลายชีวิตของเธอและอนาคตของเธอ วันที่พวกเขาไล่เธอออกมาจากบ้าน เมื่อเธอตาบอด ภรรยาของชายเศรษฐีกล่าวต่อเธอว่า “หนูจะยกโทษให้ฉันได้ไหม ลูกสาวของฉัน” 

ด้วยทุกๆ สิ่งที่พวกเขาได้ทำกับเธอ เธอก็กล่าวตอบขึ้นมาว่า “หนูอภัยให้คุณค่ะ” ดูจิตใจที่ยิ่งใหญ่ของเธอสิ

ภรรยาของชายเศรษฐีได้พาเด็กหญิงออกจากบ้านพักคนพิการทางสายตาไปพร้อมกับเธอ และบอกเธอว่า เธอต้องการที่จะชดใช้ต่อสิ่งที่เธอได้เคยทำไว้กับเด็กหญิง และเธอจะให้การเลี้ยงดูเด็กหญิงผู้น่าสงสารไปพร้อมกับหลานๆ ของเธอที่มีความพิการทางสายตาเหมือนกัน

“บางที ฉันอาจจะได้รับการให้อภัยโทษ สำหรับสิ่งที่ฉันได้ทำมาก่อนหน้านี้ หากว่าฉันให้การดูแลเด็กหญิงคนนี้”

ท่านเราะสูล กล่าวต่อท่านอะลี อิบนุ อบี ตอลิบว่า

“พึงระวัง “การวิงวอนขอ (การดุอาอฺ)” ของผู้ที่ได้รับการปฏิบัติอย่างไร้ซึ่งความยุติธรรม เพราะมันไม่มีเกราะป้องกัน หรือสิ่งกีดขวางใดๆ ระหว่าง “มัน” (การวิงวอนขอของผู้ที่ทุกข์ทรมานจากความอยุติธรรม) และ “อัลลอฮฺ” (เศาะหีฮฺ อัลบุคอรียฺ และมุสลิม)

Read Full Post »

คนผิวขาวมิได้ดีเหนือกว่าคนผิวสี

เหตุการณ์ที่จะกล่าวต่อไปนี้ เกิดขึ้นบนเครื่องบินโดยสายการบินบริชติชแอร์เวย์ เส้นทางโจฮันเนสเบิร์ก – ลอนดอน

สตรีผิวขาวท่านหนึ่ง อายุประมาณห้าสิบปี นั่งอยู่ข้างชายผิวสีคนหนึ่งบนเครื่องบิน อย่างไรก็ตามเธอแสดงอาการไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัดที่ต้องนั่งข้างกับคนผิวสี ด้วยเหตุนี้เธอจึงเรียกแอร์โฮสเตส

“คุณผู้หญิง มีอะไรให้ดิฉันช่วยหรือคะ” แอร์โฮสเตสถาม
“นี่เธอไม่เห็นหรือไง?” สตรีคนดังกล่าวตอบ “เธอให้ฉันมานั่งอยู่ข้างกับคนดำเนี่ยะ ฉันไม่ยอมที่จะนั่งข้างๆ กับคนที่มาจากชนชาติที่น่ารังเกียจนี้หรอกนะ ไปหาที่นั่งอื่นให้ฉันด้วย”

“ใจเย็นๆ ก่อนนะคะ คุณผู้หญิง” แอร์โฮสเตสตอบ “ที่นั่งบนนี้เต็มหมดแล้ว แต่ยังไง ดิฉันจะขอไปตรวจสอบก่อนนะคะว่าจะมีที่นั่งอื่นว่างหรือไม่”

แอร์โฮสเตสได้เดินจากไป และกลับมาภายหลังจากนั้นเพียงไม่กี่นาที “คุณผู้หญิงค่ะ ไม่มีที่นั่งว่างเหลือเลยบนชั้นประหยัดอย่างที่ดิฉันคาดไว้ ดิฉันได้ปรึกษากับทางกัปตันแล้ว และกัปตันก็แจ้งกับดิฉันว่า ไม่มีที่ว่างบนชั้นธุรกิจเช่นกัน แต่ว่าเรายังคงมีที่ว่างเหลืออยู่หนึ่งที่ในชั้นเฟริสคลาส”

ก่อนที่สตรีผิวขาวจะสามารถพูดตอบโต้ใดๆ กลับมาได้นั้น แอร์โฮสเตสได้รีบพูดต่อไปว่า “โดยปกติแล้วสายการบินของเราจะไม่อนุญาตให้ผู้โดยสารชั้นประหยัดไปนั่งที่ชั้นเฟริสคลาส แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยสถานการณ์ดังกล่าว ทางกัปตันเกรงว่ามันอาจจะทำให้สายการบินของเรานั้นเสื่อมเสียชื่อเสียงหากว่าเราให้ผู้โดยสารของเรานั่งข้างกับคนที่น่ารังเกียจมากๆ ขนาดนั้น”

จากนั้นแอร์โฮสเตสจึงได้หันไปยังชายผิวสีคนดังกล่าว และบอกกับเขาว่า “ดังนั้น คุณผู้ชายคะ หากคุณไม่รังเกียจ กรุณาเก็บกระเป๋าของคุณตามดิฉันมา เพราะว่ามีที่นั่งว่างสำหรับคุณในชั้นเฟริสคลาสค่ะ

ณ ช่วงเวลานั้น ผู้โดยสารคนอื่นบนเครื่องบินที่ได้ยินเหตุการณ์ทั้งหมดต่างลุกขึ้นปรบมือ

เรื่องนี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงบนสายการบินบริชติชแอร์เวย์

หากท่านเป็นหนึ่งคนที่ต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติ ขอให้ท่านแบ่งปันเรื่องราวนี้ให้กับเพื่อนๆ ของท่าน

มนุษย์ทุกคนนั้นต่างเป็นลูกหลานนบีอาดัมและอีวา “ชนชาติอาหรับมิได้ดีเหนือกว่าชนชาติที่มิใช่อาหรับ และชนชาติที่มิใช่อาหรับก็มิได้ดีเหนือกว่าชนชาติอาหรับ คนผิวขาวมิได้ดีเหนือกว่าคนผิวดำ และคนผิวดำก็ไม่ได้ดีกว่าคนผิวขาว เว้นแต่ความศีลธรรมและการกระทำที่ดีงามต่างหากที่เป็นตัวตัดสิน”

“อิสลาม” ปฏิเสธ การเหยียดเชื้อชาติและสีผิว

ถอดความ :: بنت الاٍسلام

Read Full Post »

English Source : Islam..religion of peace Page & Kalamullah Page

ถอดความ ::: บินติ อัลอิสลาม

ท่านศาสนทูต ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะศัลลัม กล่าวว่า “มีสองสิ่งที่เป็นความโปรดปรานจากอัลลอฮฺต่อบรรดาบ่าวทั้งหลายของพระองค์ นั่นก็คือ สุขภาพ และเวลา”

เรื่องราวที่จะกล่าว ณ ที่นี้เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้น

เป็นเรื่องราวของเด็กหนุ่มคนหนึ่ง จากประเทศบาห์เรน ชื่อว่า อิบรอฮีม นัซซีรฺ เขาเป็นอัมพาตตั้งแต่กำเนิด มีเพียงแต่หัวและนิ้วของเขาเท่านั้นที่สามารถเคลื่อนไหวได้ แม้แต่การหายใจของเขาก็ต้องใช้เครื่องช่วย

ความปรารถนาของเด็กหนุ่มคนนี้คือการได้พบกับชัยคฺ นาบีล อัล เอาว์ดียฺ ด้วยเหตุนี้พ่อของอิบรอฮีมจึงติดต่อชัยคฺนาบีล ทางโทรศัพท์ เพื่อขอให้ชัยคฺนาบีลมาเยี่ยมอิบรอฮีม

ในรูปนี้ คือชัยคฺ นาบีล เมื่อท่านเดินทางถึงสนามบิน

อิบรอฮีมตื้นตันใจ เป็นอย่างมาก เมื่อเห็นชัยคฺนาบีลเปิดประตูเข้าไปในห้องของเขา เราสามารถเห็นความสุขบนใบหน้าของเขาได้ในรูปข้างล่างนี้ แม้ว่าเขาไม่สามารถที่จะพูดได้ก็ตาม

และนี่คือรอยยิ้มของอิบรอฮีมเมื่อได้พบกับ ชัยคฺนาบีล โปรดสังเกตเครื่องช่วยหายใจตรงคอของเขา เขาไม่สามารถที่จะหายใจอย่างปกติได้เช่นคนทั่วไป

ชัยคฺนาบีลก้มลงจูบที่หน้าผากของอิบรอฮีม

ข้างล่างนี้เป็นรูปของอิบรอฮีม พร้อมกับพ่อของเขา ลุงของเขา และชัยคฺนาบีล 


หลังจากนั้นชัยคฺนาบีลและอิบรอฮีมก็ได้พูด คุยกันเกี่ยวกับการดะวะฮฺทางอินเตอร์เน็ต เขาทั้งสองได้ถ่ายทอดแบ่งปันเรื่องราวระหว่างกัน

และระหว่างการสนทนากันนั้น ชัยคฺนาบีลได้ถามอิบรอฮีมด้วยคำถามหนึ่ง ซึ่งเป็นคำถามที่ทำให้อิบรอฮีมนั้นหลั่งน้ำตา

อิบรอฮีมไม่สามารถกลั้นน้ำตาเอาไว้ได้ เมื่อเขารำลึกถึงความทรงจำอันเจ็บปวด

ชัยคฺนาบีลเช็ดน้ำตาให้อิบรอฮีม

คุณทราบหรือไม่ว่า คำถามอะไรที่ทำให้อิบรอฮีมถึงกับต้องหลั่งน้ำตา? 

ชัยคฺนาบีลถามว่า “โอ้ อิบรอฮีม หากอัลลอฮฺทรงประทานแก่เธอซึ่งสุขภาพที่ดี เธอจะทำเช่นไร”

จากนั้นอิบรอฮีมก็ ร้องไห้ออกมา และเขาก็ได้ทำให้ชัยคฺ พ่อของเขา ลุงของเขา และทุกๆ คนที่อยู่ในห้อง แม้แต่ช่างถ่ายรูปต้องหลั่งน้ำตาออกมาด้วยคำตอบของเขา

คำตอบของเขาคือ “ด้วยพระนาม ของอัลลอฮฺ ผมจะละหมาดที่มัสญิดด้วยความสุขใจ ผมจะใช้ความโปรดปรานจากการมีสุขภาพที่ดีด้วยการทำทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำให้ อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา พึงพอพระทัย”

พี่น้องมุสลิมที่รัก อัลลอฮฺทรงประทานความสะดวกง่ายดายและสุขภาพที่ดีให้แก่เรา แต่บ่อยครั้งที่เราต่างพลาดการละหมาดในมัสญิด และหาข้ออ้างต่างๆ นาๆ ในการละทิ้งการละหมาด และต่างใช้เวลาเป็นชั่วโมงๆ อยู่หน้าคอมพิวเตอร์ หรือจอทีวี ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่เราจะใช้ “ความโปรดปราน” ที่อัลลอฮฺทรงประทานแก่เรา ไปในหนทางที่จะทำให้พระองค์ทรงพึงพอพระทัย ดังเช่นที่อิบรอฮีมปรารถนาที่จะกระทำต่อพระองค์

ท่านศาสนทูต ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะศัลลัม กล่าวว่า “มีสองสิ่งที่เป็นความโปรดปรานจากอัลลอฮฺต่อบรรดาบ่าวทั้งหลายของพระองค์ นั่นก็คือ สุขภาพ และเวลา”

พี่น้องมุสลิมที่รัก อัลลอฮฺประทานความสะดวกง่ายดายและสุขภาพที่ดีให้แก่เรา แต่บ่อยครั้งที่เราต่างพลาดการละหมาดในมัสยิด และหาข้ออ้างต่างๆ นาๆ ในการละทิ้งการละหมาด และต่างใช้เวลาเป็นชั่วโมงๆ อยู่หน้าคอมพิวเตอร์ หรือจอทีวี ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่เราจะใช้ “ความโปรดปราน” ที่อัลลอฮฺประทานแก่เรา ไปในหนทางที่จะทำให้พระองค์ทรงพึงพอพระทัย ดังเช่นที่อิบรอฮีมปรารถนาที่จะกระทำต่อพระองค์

บทความนี้โพสต์ครั้งแรกที่เพจ The Sweetness Of Eman {Faith} เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2553 และ “เด็กหนุ่ม” คนนี้ ได้เสียชีวิตลง เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2553

อินนาลิ้ลลา วะอินนาอิลัยฮิรอญิอูน

Read Full Post »

Older Posts »

%d bloggers like this: