Feeds:
Posts
Comments

Archive for the ‘เรื่องเล่าเพิ่มพูนความศรัทธา’ Category

image

เย็นวันหนึ่ง เด็กชายเข้าไปหาคุณแม่ของเขาในห้องครัว ขณะที่คุณแม่กำลังเตรียมอาหารเย็น จากนั้นเขาก็ยื่น “กระดาษแผ่นหนึ่ง” ที่เขาเขียนไว้ให้กับคุณแม่ของเขา หลังจากที่เธอเช็ดมือเรียบร้อยแล้ว เธอจึงอ่านมัน และสิ่งที่เขียนอยู่ในกระดาษแผ่นนั้นคือ

ค่าตัดหญ้า 50 บาท
ค่าทำความสะอาดห้องของผม สัปดาห์นี้ 30 บาท
ค่าไปตลาดซื้อของให้แม่ 20 บาท
ค่าดูแลน้อง ตอนที่แม่ไปซื้อของ 40 บาท
ค่าเอาขยะไปทิ้ง 30 บาท
ค่าผลเรียนดี 100 บาท
ค่าทำความสะอาดและกวาดสนาม 50 บาท
ค้างชำระ รวม 320 บาท

จากนั้น คุณแม่ก็มองดูลูกที่กำลังยืนอยู่ เด็กชายสามารถเห็นได้ว่า แม่กำลังนึกคิดถึงบางสิ่งบางอย่างอยู่ จากนั้นคุณแม่ก็หยิบปากกาขึ้นมา แล้วก็พลิกกระดาษแผ่นเดียวกันที่ลูกชายเขียนไว้ จากนั้นแม่ก็เริ่มเขียนบางอย่างลงไป ซึ่งข้อความทั้งหมดมีดังนี้

สำหรับเก้าเดือนที่แม่อุ้มท้องลูก ขณะที่ลูกเติบโตภายในท้องของแม่ แม่ไม่คิดเงิน

สำหรับค่ำคืนที่แม่นั่งอยู่ข้างกายลูก คอยดูแลลูก และขอดุอาอฺให้ลูก แม่ไม่คิดเงิน

สำหรับช่วงเวลาแห่งความทุกข์ และทุกๆ หยดน้ำตาของแม่ ที่เกิดจากลูกตลอดระยะเวลาหลายปีนี้ แม่ไม่คิดเงิน

สำหรับค่ำคืนที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว และความกังวลที่มีต่อลูก แม่ไม่คิดเงิน

สำหรับของเล่น อาหาร เสื้อผ้า และแม้แต่การคอยเช็ดน้ำมูกให้ลูก แม่ไม่คิดเงิน

ลูกที่รักของแม่ เมื่อลูกคำนวณค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่แม่เขียนมา ค่าของความรักของแม่นั้น แม่ไม่ขอคิดเงิน

เมื่อเด็กชายอ่านสิ่งที่แม่ของเขาเขียนจนจบ น้ำตาจากดวงตาทั้งสองของเขาก็พลั่งพลูออกมา และเขาก็มองไปยังแม่สุดที่รักของเขา และบอกกับเธอว่า
“แม่ครับ ผมรักแม่ที่สุดเลยครับ”

จากนั้นเขาก็หยิบปากกาขึ้นมา และเขียนลงไปในกระดาษด้วยตัวหนังสือตัวโตว่า “จ่ายแล้ว”

ข้อคิด
———
“อย่าคิดถึงแต่ตัวเองและสิ่งที่ตัวเองทำมาก จนทำให้ตัวเองนั้นมองข้าม “ความดีงาม” ที่คนอื่นทำให้กับคุณ และมองข้ามการอำนวยพรที่มิอาจคำนวณนับได้จากสิ่งที่อัลลอฮฺทรงประทานแก่คุณ”

แหล่งที่มา http://www.haqislam.org/paid-in-full/
แปล بنت الإسلام

 

Read Full Post »

ลับขวานของคุณให้คมอยู่เสมอ 
—————————————

image

แหล่งที่มา http://english.islamway.com/bindex.php?section=article&id=6

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วมีคนตัดไม้ที่แข็งแรงกำยำอยู่คนหนึ่งไปของานทำกับพ่อค้าไม้ และเขาก็ได้งานทำ ซึ่งค่าจ้างที่ได้รับค่อนข้างดี เช่นเดียวกับเงื่อนไขของงานก็ดีด้วยเช่นกัน ด้วยเหตุนี้ คนตัดไม้จึงตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่า เขาจะทำงานของเขาให้ดีที่สุด 

วันหนึ่ง เจ้านายของเขาได้ให้ขวานด้ามหนึ่งแก่เขา จากนั้นก็พาเขาไปดูบริเวณพื้นที่ที่เขาจะต้องทำงาน ซึ่งในวันแรกนั้น คนตัดไม้สามารถตัดไม้ได้ถึง 18 ต้น 

“ยินดีด้วยนะ” เจ้านายของเขากล่าว “ไปทางนั้นสิ” คำพูดของเจ้านายทำให้เขามีกำลังใจมากขึ้น เขาจึงทำงานให้หนักมากขึ้นในวันถัดไป หากแต่เขาสามารถตัดต้นไม้ได้เพียงแค่ 15 ต้น วันที่สามเขาก็พยายามทำงานให้หนักมากขึ้นอีกเช่นกัน หากแต่เขาสามารถทำได้เพียงแค่ 10 ต้น วันแล้ววันเล่าเขาก็ตัดต้นไม้ได้น้อยลง น้อยลง 

“นี่คงเป็นเพราะว่า เราสูญเสียพลังงานไปมาก ทำให้ร่างกายอ่อนแอลงแน่ๆ” คนตัดไม้ครุ่นคิด เขาจึงเข้าไปพบเจ้านายของเขาและกล่าวขอโทษ และบอกเจ้านายของเขาว่าเขาไม่ทราบเหมือนกันว่ามันเกิดอะไรขึ้นเขาถึงทำได้น้อยลง 

“นายลับขวานของนายครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่” เจ้านายของเขาถาม “ลับขวาน? ผมไม่มีเวลาที่จะมาลับขวานหรอกครับ ผมยุ่งอยู่กับการตัดต้นไม้ตลอดเลย” 

ชีวิตของเราก็เช่นกัน บางครั้งเรายุ่งมากเสียจนไม่มีเวลาที่จะลับขวาน ยิ่งในปัจจุบันนี้ มันดูก็เหมือนกับว่าทุกคนต่างยุ่งกับสิ่งต่างๆ มากยิ่งขึ้น และก็มีความสุขน้อยลง เพราะอะไรหนะหรือ มันคงเป็นเพราะว่าเราลืมที่จะลับขวานของเราให้คมอยู่เสมอหรือเปล่า? 

มันคงไม่ผิดที่จะทำงานหนัก หรือมีกิจกรรมมากมาย หากแต่พระเจ้าของเราย่อมไม่ประสงค์ให้เราเพิกเฉยต่อสิ่งที่สำคัญอย่างแท้จริงในชีวิตไป เช่นการใช้เวลาเพื่อการละหมาด อ่านหนังสือ เราทุกคนต่างต้องการเวลาพักผ่อน ที่จะคิด ใคร่ครวญ เรียนรู้ และเติบโต 

หากเราไม่สละเวลาเพื่อลับขวานของเรา วันหนึ่งเราย่อมกลายเป็นขวานที่ทื่อและไร้ประสิทธิภาพ ดังนั้นเราจึงควรเริ่มต้นเสียแต่วันนี้ คิดหาวิธีที่จะช่วยทำให้เราสามารถทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นและเพิ่มมูลค่าให้กับมัน 

แปล Bint Al-Islam

Read Full Post »

★★★“ปลาดาว”★★★

image

ชายคนหนึ่งเดินเล่นอยู่ริมชายทะเล ขณะที่ดวงอาทิตย์กำลังตก ระหว่างที่เขาเดินไปเรื่อยๆ นั้น เขามองเห็นผู้ชายคนหนึ่งจากระยะไกล เขาสังเกตเห็นว่า “ชายคนนั้น” ก้มตัวลง แล้วก็หยิบบางสิ่งบางอย่าง แล้วโยนมันลงไปในทะเล ครั้งแล้วครั้งเล่า 

เมื่อเขาเริ่มเดินเข้าไปใกล้ “ชายคนดังกล่าว” เขาก็สังเกตเห็นว่า “ชายคนนั้น” ก้มลงเก็บ “ปลาดาว” ที่ถูกน้ำทะเลซัดเข้าฝั่งขึ้นมา แล้วก็โยน “มัน” กลับลงไปในทะเล ทีละตัวทีละตัว 

ด้วยความสงสัย เขาจึงเดินเข้าไปหา “ชายคนนั้น” แล้วทักทายว่า “สวัสดีครับ ผมสงสัยว่าคุณกำลังทำอะไรอยู่เหรอครับ?” 

ชายคนนั้นตอบว่า “ผมกำลังโยนปลาดาวพวกนี้กลับลงไปในทะเล คุณเห็นไหมว่า น้ำลด ปลาดาวพวกนี้เลยถูกซัดขึ้นมาที่ฝั่ง ถ้าผมไม่โยนมันกลับลงไปในน้ำทะเล พวกมันก็ต้องตายเพราะขาดออกซิเจน” 

ชายอีกคนจึงท้วงขึ้นมาว่า “แต่มันมีปลาดาวเป็นพันๆ ตัวบนชายหาดนี้ คุณไม่สามารถที่จะเก็บมันแล้วโยนมันกลับลงไปได้หมดทุกตัวหรอก แล้วคุณไม่คิดหรือว่ามันยังคงมีปลาดาวอีกหลายๆ ตัวที่ไปเกยฝั่งแบบนี้บนหลายร้อยชายหาด คุณไม่คิดหรือว่า คุณไม่ได้ทำให้เกิดความแตกต่างอะไรขึ้นมาเลย” 

ชายคนเดิมก้มตัวลง และหยิบปลาดาวอีกตัว โยนลงไปทะเลอีกครั้ง พร้อมทั้งพูดด้วยร้อยยิ้มว่า “ผมทำให้เกิดความแตกต่างกับปลาตัวนั้นแล้ว!!” 

เราควรตระหนักว่า ไม่ว่า “การทำความดี” นั้นจะดูเล็กน้อยสักเพียงใด หากแต่ความจริงแล้วนั้นมันได้สร้างความแตกต่างอย่างแน่นอน 

ดังนั้นจงสร้างความแตกต่างให้เกิดขึ้นในวันนี้ ทำบางสิ่งบางอย่างที่ดีเพื่อผู้อื่น และคุณจะพบกับความสุข 

ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “จงทำความดีที่ท่านสามารถกระทำมันได้โดยไม่ยากลำบาก เพราะอัลลอฮฺมิทรงเหน็ดเหนื่อย (ในการประทานรางวัลการตอบแทน) จนกว่าท่านจะเหนื่อย (จากการทำความดีงาม) และ การงานอันเป็นที่รักยิ่งของอัลลอฮฺนั้น คือการงานที่ทำอย่างสม่ำเสมอ แม้ว่ามันจะเล็กน้อยก็ตาม” (บุคอรียฺ)

★★★★★★★★★
แหล่งที่มา:: Source: http://www.citehr.com/5871-make-difference.html 
แปล:: بنت الاٍسلام

Read Full Post »

image

แหล่งที่มา https://www.facebook.com/note.php?note_id=191661177459
ถอดความ بنت الاٍسلام

คืนหนึ่ง ชารีฟะฮฺทะเลาะกับแม่ของเธอ และเธอหนีออกจากบ้านไปโดยไม่ได้เอาอะไรติดตัวออกไปด้วย ขณะที่เธอกำลังเดินอยู่ข้างถนน เธอก็เพิ่งจะรู้ตัวว่าเธอไม่มีเงินติดตัวมาด้วยเลย แม้แต่เงินเหรียญที่พอจะใช้โทรศัพท์สาธารณะได้ และขณะเดียวกันนั้น เธอได้มองไปเห็นร้านขายก๋วยเตี๋ยวเล็กๆ ข้างทาง กลิ่นก๋วยเตี๋ยวจากร้านนั้นหอมโชยมาแตะจมูกของเธอ จนทำให้เธออยากจะทานมันสักชาม แต่ทว่า่เธอไม่มีเงินสักบาทเลย

เมื่อเจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวเห็นชารีฟะฮฺยืนอยู่หน้าร้านของเขาเป็นเวลานานพอสมควร เขาจึงถามเธอว่า “นี่หนู หนูอยากจะทานก๋วยเตี๋ยวสักชามไหม”
เธอตอบด้วยความอายว่า “แต่ แต่ หนูไม่ได้เอาเงินติดตัวมาเลยค่ะ”

“ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวลุงจะเลี้ยงเอง” คนขายก๋วยเตี๋ยวบอก “มานั่งตรงนี้สิ เดี๋ยวลุงจะทำก๋วยเตื๋ยวให้”

ไม่นานนัก เจ้าของร้านก็เอาก๋วยเตี๋ยว พร้อมกับผักอีกหนึ่งจานมาวางไว้บนโต๊ะให้เธอ ชารีฟะฮฺทานไปได้ไม่กี่คำ เธอก็เริ่มร้องไห้ออกมา

“เป็นอะไรไปหรือ หนูน้อย” เจ้าของร้านถาม

“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ หนูแค่รู้สึกซาบซึ้ง” ชารีฟะฮฺกล่าวขณะที่เธอเช็ดน้ำตา “แม้แต่คนแปลกหน้าที่เจอตรงข้างถนนยังมีเมตตาเลี้ยงก๋วยเตี๋ยวหนู แต่แม่แท้ๆ ของหนูนะสิคะ พอเราทะเลาะกัน แม่ก็ไล่หนูออกจากบ้านและบอกไม่ให้หนูกลับไปบ้านอีก แต่คุณลุงเป็นคนแปลกหน้าแต่กลับแสดงความห่วงใยและใส่ใจหนู ขณะที่แม่แท้ๆ ของหนู ใจร้ายกับเหลือเกิน” เธอบอกกับเขา

เมื่อเจ้าของร้านได้ยินสิ่งที่ชารีฟะฮฺบอกเล่า เขาก็ตอบเธอว่า “หนูเอ้ย หนูคิดแบบนั้นได้ยังไงกัน ลองคิดให้ดีนะ ลุงเพิ่งจะทำก๋วยเตี๋ยวเพียงหนึ่งชามให้หนูเท่านั้น และหนูก็ซาบซึ้งในสิ่งนี้ แต่แม่ของหนูทำก๋วยเตี๋ยว ข้าว (อาหารอื่นๆ อีกมากมาย) ให้หนูทานตั้งแต่หนูยังเป็นเด็ก จนถึงตอนนี้ ทำไมหนูถึงไม่ซาบซึ้งในสิ่งที่แม่ทำให้หนูมาตลอด และหนูเองก็ยังไปทะเลาะกับแม่อีก”

คำพูดของเจ้าของร้าน ทำให้เธอหยุดนิ่งชั่วขณะ “ทำไมเราถึงไม่คิดแบบนั้น เราซาบซึ้งกับก๋วยเตี๋ยวเพียงชามเดียวจากคนแปลกหน้า แต่กับแม่แท้ๆ ที่ทำอาหารให้เราทานมาตลอดหลายปี เรากลับไม่ใส่ใจ และเพียงเพราะปัญหาเล็กน้อยๆ เรากลับหาเรื่องทะเลาะกับแม่” เธอรีบทานก๋วยเตี๋ยวที่อยู่ในชามจนหมดและรีบรุดตรงไปที่บ้านของเธอ

ขณะที่เธอกำลังเดินกลับบ้าน เธอคิดอยู่ในใจถึงสิ่งที่เธออยากจะบอกกับแม่ของเธอเสียตอนนั้นว่า “แม่คะ หนูขอโทษ หนูรู้ว่าหนูผิด แม่ยกโทษให้หนูด้วยนะคะ”

เมื่อชารีฟะฮฺเดินไปหยุดที่ประตูทางเข้าบ้าน เธอเห็นแม่ของเธอ มีท่าทีเหน็ดเหนื่อย กังวลใจ กำลังตามหาเธอทุกๆ หนแห่งอย่างลนลาน และเมื่อผู้เป็นแม่เห็นชารีฟะฮฺ ประโยคแรกที่ออกมาจากปากของผู้เป็นแม่คือ “ชารีฟะฮฺ เข้ามาในบ้านเร็วๆ สิลูก แม่เตรียมอาหารไว้ให้เรียบร้อยแล้ว เดี๋ยวอาหารจะเย็นหมด ถ้าลูกไม่กินตอนนี้” ชั่วขณะเดียวกันนั้น ชารีฟะฮฺไม่สามารถกลั้นน้ำตาของเธอไว้ได้อีกต่อไปและเธอก็เริ่มร้องไห้ออกมาต่อหน้าแม่ของเธอ

บางครั้ง เราอาจจะรู้สึกซาบซึ้งกับสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่คนอื่นๆ ที่อยู่รอบข้างทำให้กับเรา แต่กับคนที่ใกล้ชิดกับเรามากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งพ่อและแม่ของเรา สิ่งที่ท่านทำให้เรานั้นมันเป็น “บุญคุณทั้งชีวิต” ที่เราจำต้องจดจำไว้

เราไม่ควรที่จะลืมถึงสิ่งที่พ่อและแม่ทำให้กับเรา บ่อยครั้งเรามักจะทำตัวเหมือนกับว่า มันเป็นเรื่องปกติที่พวกท่านควรต้องเสียสละให้เรา

อย่างไรก็ตาม “ความรัก ความห่วงใยของพ่อและแม่นั้น เป็นของขวัญที่ล้ำค่าที่สุดที่เราได้รับ ตั้งแต่เราเกิดมา พวกเขาไม่ได้คาดหวังที่จะได้รับสิ่งใดตอบแทนจากเราสำหรับการที่ท่านเลี้ยงดูเรามา แต่เราลองคิดใคร่ครวญให้ดีเกี่ยวกับ “ความรักนี้” เราจะเห็นคุณค่าของความเสียสละที่ปราศจากเงื่อนไขจากพ่อแม่ของเราหรือไม่ และเราได้ตอบแทนบุญคุณของท่านอย่างครบถ้วนหรือไม่

Read Full Post »

ซามีเราะฮฺเป็นผู้หญิงทำงานคนหนึ่ง เธอเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวของลูกวัยเข้าเรียนสามคน ในขณะที่เธอพบว่าตัวเองนั้นเป็นมะเร็งเต้านม

ซามีเราะฮฺทำงานอย่างหนักเพื่อดูแลครอบครัวของเธอ ลูกๆ ของเธอไม่มีใครให้พึ่งพิง และพวกเขาไม่มีรายได้อื่นใดเว้นแต่เงินค่าจ้างเล็กๆ น้อยๆ ที่เธอได้จากการรับจ้างทำความสะอาดบ้านตลอดทั้งสัปดาห์ และด้วยเพราะเธอไม่มีบัตรประกันสุขภาพ ซามีเราะฮฺจึงไม่สามารถเข้ารับการบำบัดรักษาความเจ็บป่วยของเธอได้อย่างที่เธอควรจะได้รับ

“หากฉันไม่ใช้จ่ายเงินไปกับการทำคีโมของฉัน ฉันก็ต้องใช้จ่ายมันไปกับการเลี้ยงดูลูกและให้การศึกษากับลูกๆ ของฉัน นี่คงไม่ใช่ทางเลือกที่ยากเกินไปในการที่ฉันจะตัดสินใจใช่ไหม” เธอถามฉัน

ซามีเราะฮฺเป็นผู้ศรัทธาที่มีความจริงใจ เธอเชื่อว่า ความตายนั้นได้ถูกกำหนดวันเวลาและสถานที่ไว้แล้วสำหรับพวกเราแต่ละคน ดังนั้นเธอจึงควรให้ความสำคัญกับสิ่งที่เธอสามารถทำได้ในบทบาทหน้าที่ของเธอบนโลกดุนยานี้ก่อน เธอได้จัดลำดับความสำคัญในชีวิตของเธอ เธอรู้สึกว่าหน้าที่หลักของเธอ คือการดูแลลูกๆ ของเธอ และการให้การศึกษาที่ดีกับพวกเขา เพื่อที่ว่าพวกเขาจะได้ไม่ต้องเผชิญกับความยากลำบากเช่นเดียวกับที่เธอได้ประสบในชีวิต และเธอปฏิญาณตนว่าเธอจะทำหน้าที่นั้นไปจนถึงลมหายใจสุดท้ายของเธอ

“หากว่าฉันจะต้องตาย อัลลอฮฺก็จะทรงเป็นผู้ที่ดูแลลูกๆ ของฉัน แต่ว่าฉันจำต้องทำส่วนที่เป็นหน้าที่ของฉันให้ดีเสียก่อน” เธอบอกเช่นนั้น ด้วยเหตุนี้ซามีเราะฮฺจึงไม่สนใจกับโรคมะเร็งของเธอและเธอก็ดำเนินชีวิตไปตามเป้าหมายที่เธอได้ตั้งไว้

อัลลอฮฺตรัสว่า “และพึงวิตกเถิด บรรดาผู้ที่หากพวกเขาละทิ้งลูกๆ ที่ยังอ่อนแออยู่ไว้เบื้องหลังของพวกเขา ซึ่งพวกเขากลัวว่าจะมีอันตรายเกิดขึ้นแก่ลูก ๆ ของพวกเขานั้น พวกเขาจงเกรงกลัวอัลลอฮฺเถิด และจงกล่าววาจาอย่างเที่ยงตรง” อันนิซาอฺ อายะฮฺที่ ๙

ในวันนี้ ซามีเราะฮฺได้เป็นคุณยายของหลานๆ ของเธอแล้ว ลูกสาวของเธอแต่งงานมีชีวิตครอบครัวที่มีความสุข และลูกชายคนโตของเธอก็เป็นวิศวกรที่ประสบความสำเร็จและทำงานเลี้ยงดูแม่ของเขาและน้องชายคนเล็กของเขา ที่ขณะนี้เป็นนักศึกษาในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง อีกทั้งเธอก็ไม่มีอาการของโรคมะเร็งหลงเหลืออยู่อีกแล้ว เพราะมะเร็งได้หายไปด้วยตัวของมันเอง โดยที่เธอไม่ได้รับการบำบัดใดๆ ทั้งสิ้น

ซามีเราะฮฺได้เยียวยารักษาจิตวิญญาณของเธอด้วยการมีความบริสุทธิ์ใจต่ออัลลอฮฺและมีความจริงใจกับการที่จะบรรลุเป้าหมายของเธอด้วยความศรัทธา การทุ่มเท และความซื่อตรงและการยอมจำนนต่อการกำหนดของอัลลอฮฺอย่างแท้จริง ด้วยเหตุนี้อัลลอฮฺจึงทรงดูแลร่างกายของเธอ

อย่างไรก็ตาม มันไม่ได้หมายความว่า “การมีความบริสุทธิ์ใจต่อการขัดเกลาจิตวิญญาณของคนคนหนึ่งนั้น จะจบลงด้วยการที่ความเจ็บป่วยจะได้รับการเยียวยาเสมอไป” แน่นอนว่ามันไม่ได้เป็นเช่นนั้น การเยียวยารักษาความเจ็บป่วย และสุขภาพร่างกายของเรานั้นเกิดขึ้นไปตามพระกำหนดของอัลลอฮฺ

บางครั้งความเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นนั้นก็เป็นเช่นบทเรียน หรือบททดสอบในชีวิตเพื่อทำให้ความศรัทธาของเรานั้นเข้มแข็งและมั่นคง บางครั้งความเจ็บป่วยและบททดสอบทั้งหลายนั้นเกิดขึ้นเพื่อเป็นการชำระล้างบาปทั้งหลายของเรา และเพื่อทำให้เรามีคุณสมบัติที่จะได้อยู่ในระดับขั้นที่สูงขึ้นบนสวนสวรรค์

นบีมุหัมมัด กล่าวว่า “หากว่าสถานที่พำนัก (สวนสวรรค์) ได้ถูกกำหนดโดยอัลลอฮฺแก่บรรดาผู้ทำอิบาดะฮฺโดยที่เขาไม่ได้บรรลุมันจากการงานของเขา อัลลอฮฺก็จะทรงทดสอบเขาผ่านร่างกายของเขา ทรัพย์สินของเขา หรือลูกของเขา และเป็นเหตุให้เขาต้องอดทนอดกลั้นกับบททดสอบเหล่านี้จนกระทั่งเขาได้มาซึ่งสถานะที่อัลลอฮฺได้ทรงกำหนดไว้ให้แก่เขา” (อบูดาวูด อัลอัลบานียฺกล่าวว่าเป็นหะดีษที่เศาะหีฮฺ)
—————
แปลเรียบเรียงจากส่วนหนึ่งของบทความของ อะมีเราะฮฺ อะยาด

บินติ อัลอิสลาม

image

Read Full Post »

ผลตอบแทนจากการส่งพ่อแม่ไปทำฮัจญ์
~~~~~~~~~~~~~~~~~~~
จากบทความ Reward for sending parents on Hajj ในหนังสือ loving for our parents

ชายชาวอาหรับคนหนึ่งถ่ายทอดเรื่องราวส่วนตัวของเขาเกี่ยวกับการปฏิบัติดีต่อพ่อแม่ของเขาไว้ ในหนังสือ سعادة الدارين في بر الوالدين

เขาเล่าว่าวันหนึ่งเขาตัดสินใจที่จะลาออกจากบริษัทที่เขาทำงานอยู่ ซึ่งตอนนั้นเขาได้รับเงินจำนวน 32,000 ดิรนารเป็นโบนัสจากบริษัทสำหรับการสุดสิ้นการทำงานอันเป็นระยะที่ยาวนานของเขา จากนั้นเขาก็ได้กลับไปบ้านพร้อมกับเงินสดก้อนนั้น

ช่วงเวลานั้นเป็นช่วงเวลาที่ใกล้กับฤดูการทำฮัจญ์ ฮิจเราะฮหฺศักราช 1424 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ผู้คนที่ประสงค์จะไปแสวงบุญที่บ้านของอัลลอฮฺต่างยุ่งอยู่กับการเตรียมการต่างๆ อย่างไรก็ตาม เมื่อเขากลับไปถึงบ้าน เขาบอกพ่อแม่ของเขาเกี่ยวกับเงินโบนัสที่เขาได้รับจากบริษัท ซึ่งทั้งพ่อและแม่ของเขาบอกเขาว่า “พ่อและแม่อยากให้ลูกใช้เงินจำนวนนี้เพื่อการทำฮัจญ์ของเราทั้งสอง จะได้ไหมลูก”

เขาตอบรับความต้องการของพ่อแม่โดยทันที แม้ว่าเขาจะมีความต้องการในเงินนั้นก็ตาม แต่เขาคิดว่ามันสำคัญมากกว่าที่จะเคารพต่อความต้องการของพ่อแม่ของเขา จากนั้นเขาจึงไปที่บริษัทจัดกรุ๊ปคนเดินทางไปทำฮัจญ์ด้วยตัวของเขาเองเพื่อจัดการเรื่องต่างๆ ให้กับพ่อแม่ของเขา หลังจากที่เขาเสร็จสิ้นการจัดการธุระต่างๆ พ่อแม่ของเขาก็เดินทางไปแสวงบุญโดยทันที อัลฮัมดุลิลลาฮฺ พวกเขาทั้งสองทำฮัจญ์เสร็จสิ้นและกลับมาบ้านหลังจากนั้นสองสัปดาห์

จากนั้นไม่นั้นนัก วันหนึ่งเขาก็ได้รับโทรศััพท์จากผู้จัดการที่บริษัทเก่าของเขา โทรมาแจ้งว่าทางบริษัทยังคงติดค้างเงินโบนัสของเขาอยู่จำนวนหนึ่ง ซึ่งเขาคิดว่ามันคงเป็นเงินจำนวนเพียงเล็กน้อย เพราะเขาได้รับเงินจำนวนหนึ่งจากบริษัทแล้ว เมื่อเขาไปถึงบริษัทเก่าของเขา เขาก็เข้าไปพบกับผู้จัดการเพื่อรับเชคซึ่งถูกใส่ไว้ในซองกระดาษ เขากล่าวขอบคุณผู้จัดการและกลับบ้านไป เมื่อเขาเดินทางมาถึงบ้าน เขาก็เปิดซองกาะดาษนั้นดูและเขาก็พบว่าจำนวนเงินที่อยู่ในเชกนั้นมีมูลค่าเท่ากับจำนวนเงินที่เขาใช้ไปเพื่อการทำฮัจญ์ของพ่อแม่เขา ซุบฮานั้ลลอฮฺ!

من ذا الذي يقرض الله قرضا حسنا فيضاعفه له أضعافا كثيرة ۚ والله يقبض ويبسط وإليه ترجعون
“มีใครบ้างไหมที่จะให้อัลลอฮฺทรงยืมหนี้ที่ดี แล้วพระองค์จะทรงเพิ่มพูนหนี้นั้นให้แก่เขามากมายหลายเท่าและอัลลอฮฺนั้นทรงกำไว้และทรงแบออก และยังพระองค์เท่านั้นพวกเจ้าจะถูกนำกลับไป” [อัลบะเกาะเราะฮฺ 2:245] *คัดลอกจากโปรแกรมอัลกุรอานแปลไทย

แปล เรียบเรียง ::บินติ อัล อิสลาม

20131010-173006.jpg

Read Full Post »

ด้วยดุอาอฺของแม่
~~~~~~~~~~
ชัยคฺ อัลกัลบานียฺ อดีตอีหม่ามประจำกะอฺบะฮฺ บอกเล่าเรื่องราวของท่านในงานสัมมนาหนึ่งที่เมืองลอนดอน ประเทศอังกฤษ

เมื่อตอนที่ท่านยังเป็นเด็ก ท่านเคยเป็นเด็กที่เกเรมากคนหนึ่ง ท่านมักจะทำให้แม่ของท่านโกรธ หากแต่แม่ของท่านเป็นสตรีผู้ศรัทธาที่มีความเคร่งครัดในศาสนามากคนหนึ่ง และเธอก็ทราบดีถึง ‘คุณค่าของการดุอาอฺ’

เธอจึงขอดุอาออฺจนติดเป็นนิสัย แม้แต่ในเวลาที่เธอโกรธเคืองลูกชายของเธอ เธอก็มักจะกล่าวดุอาอฺว่า “ขออัลลอฮฺทรงนำทางให้แก่ลูก และทรงทำให้ลูกเป็นอีหม่ามแห่งกะอฺบะฮฺด้วยเถิด!”

อีหม่ามอัล กัลบานียฺบอกกับเราว่า “ด้วยเหตุนี้ อัลลอฮฺจึงทรงตอบรับดุอาอฺของเธอ และผมก็ได้เป็นอีหม่ามแห่งกะอฺบะฮฺ”

ชัยคฺอะดิล อัลกัลบานียฺ เป็นบุตรชายของครอบครัวอพยพที่ยากจนจากอ่าวเปอร์เซีย ในการให้สัมภาษณ์กับ NYtimes ชัยคฺกัลบานียฺ กล่าวว่า “การนำละหมาดในมัสญิดใหญ่ถือเป็นเกียรติอย่างมาก เพราะโดยปกติแล้วตำแหน่งนี้มักจะเป็นของผู้ที่มีชนชาติอาหรับแห่งดินแดนซาอุโดยแท้”

ท่านจึงรู้สึกประหลาดใจเมื่อท่านได้ทราบว่ากษัตริย์อับดุลลอฮฺได้เลือกท่านให้เป็นอีหม่ามผิวสีคนแรกแห่งมัสญิด อัลหะรอม (ในช่วงเวลานั้น)

ดังนั้น ขอท่านอย่าได้ประเมิน ‘คุณค่าของการดุอาอฺ’ ต่ำ และแน่นอนว่าดุอาอฺของผู้เป็นพ่อและแม่นั้นย่อมไม่ถูกปฏิเสธจากอัลลอฮฺ ดังนั้นจงขอแต่ดุอาอฺที่ดี
~~~~~~~~~~~~
แหล่งที่มา เพจ Stunning Hijabs
แปลเรียบเรียง
บินติ อัลอิสลาม

20131010-165747.jpg

Read Full Post »

นางพยาบาล และคนไข้มุสลิม
————————
แหล่งที่มา
http://www.muslimlinkpaper.com

แปลเรียบเรียง بنت الاسلام

เรื่องจริงที่เกิดขึ้นที่ประเทศอังกฤษ จากคำบอกเล่าของนางพยาบาลคนหนึ่ง

ฉันชื่อแคสซี่ อายุ 23 ปี ฉันเพิ่งเรียนจบพยาบาลปีนี้ และหน้าที่แรกที่ฉันได้รับหลังจากเรียนจบ คือการเป็นพยาบาลดูแลผู้ป่วยคนหนึ่งในบ้าน

คนไข้ของฉันเป็นสุภาพบุรุษชาวอังกฤษคนหนึ่ง เขาอยู่ในวัย 80 เป็นโรคอัลไซเมอร์ การพบปะกันครั้งแรกระหว่างเขากับฉันนั้น ฉันได้รู้จักเขาจากบันทึกประวัติคนไข้ และฉันก็พบในบันทึกนั้นว่าเขาได้เปลี่ยนศาสนาของเขาเป็นศาสนาอิสลาม ดังนั้น เขาก็คือมุสลิม

ตอนนั้นฉันรู้ทันทีว่ามันมีการบำบัดรักษาบางอย่างที่ขัดต่อความเชื่อของเขา ดังนั้นฉันจึงพยายามที่จะปรับเปลี่ยนวิธีการบำบัดของฉันให้เหมาะสมกับความเชื่อของเขา ฉันนำเนื้อหะลาลมาทำอาหารให้เขาและตรวจสอบให้แน่ใจว่ามันไม่มีเนื้อหมู หรือแอลกอฮอลเจือปนอยู่ เพราะฉันได้ทำการค้นคว่าหาข้อมูลเกี่ยวกับเรื่องนี้ ซึ่งมันทำให้ฉันรู้ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งต้องห้ามในอิสลาม

คนไข้ของฉันอยู่ในสภาพที่ค่อนข้างจะแย่มากๆ ดังนั้นเพื่อนร่วมงานของฉันหลายคนจึงไม่เข้าใจว่าทำไมฉันจึงต้องทุ่มเทมากมายไปกับการดูแลเขา แต่สำหรับฉัน ฉันเข้าใจว่าคนที่มีความศรัทธาต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ควรที่จะได้รับการให้เกียรติต่อความศรัทธานั้น

อย่างไรก็ตามหลังจากนั้นสองสามสัปดาห์ฉันก็เริ่มสังเกตเห็นคนไข้แสดงท่าทางการเคลื่อนไหวบางอย่าง ในตอนแรกฉันคิดว่ามันคงเป็นการเลียนแบบท่าทางที่เขาคงเคยเห็นใครทำมาก่อน แต่ฉันก็เห็นเขาทำท่าทางนั้นซ้ำๆ ในเวลาเดิมๆ คือช่วงเช้า ช่วงบ่าย ช่วงเย็น

ท่าทางที่ว่านั้นคือ เขายกมือทั้งสองข้างของเขาขึ้น ก้มลง จากนั้นก็ก้มศีรษะจรดพื้น ฉันไม่เข้าใจท่าทางเหล่านั้นเลย อีกทั้งเขายังกล่าวหลายประโยคซึ่งเป็นภาษาอื่นซ้ำๆ ฉันไม่รู้ว่ามันคือภาษาอะไรเพราะเขาพูดไม่ค่อยดังแต่ฉันก็รู้ว่ามีประโยคบางประโยคที่ถูกกล่าวซ้ำๆ เป็นประจำทุกวัน และที่แปลกอีกอย่างก็คือเขาไม่ยอมให้ฉันป้อนข้าวด้วยมือซ้าย (ฉันเป็นคนถนัดซ้าย)

อย่างไรก็ตามฉันก็พอรู้ได้ว่ามันคงจะเกี่ยวกับหลักการศาสนาของเขา แต่ฉันก็ไม่รู้หรอกว่ามันเกี่ยวกันยังไง

เพื่อนร่วมงานของฉันคนหนึ่งบอกกับฉันเกี่ยวกับ paltalk ที่ใช้เป็นแหล่งพูดคุย ถกปัญหาเสวนา แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันกับผู้คนทางอินเตอร์เน็ต และด้วยความที่ฉันไม่รู้จักมุสลิมเลยสักคน เว้นแต่คนไข้วัย 80 ของฉัน ฉันจึงคิดว่ามันน่าจะดีหากได้พูดคุยกับใครสักคนและถามคำถามข้อสงสัยต่างๆ ได้ ฉันจึงเข้าไปในหมวดอิสลาม และเข้าไปในห้องเสวนา “สารแห่งสัจธรรม”

ในห้องเสวนานี้เองที่ฉันได้ถามคำถามเกี่ยวกับท่าทางการเคลื่อนไหวซ้ำๆ ของคนไข้ ของฉันและฉันก็ได้รับคำตอบว่ามันเป็นท่าทางของการเข้าเฝ้าพระเจ้า (การละหมาด) ตอนแรกฉันก็ไม่ค่อยจะเชื่อเท่าไรนักจนกระทั่งมีใครบางคนโพสต์ลิงค์ วิธีการละหมาดในยูทูป

เมื่อฉันเห็นคลิป ฉันก็รู้สึกประหลาดใจ เพราะชายชราคนหนึ่งที่ไร้ซึ่งความทรงจำเกี่ยวกับลูกๆ ของเขา หน้าที่การงานของเขา และแทบจะกินหรือดื่มอะไรก็ไม่ได้ กลับสามารถจดจำท่าทางการเข้าเฝ้าพระเจ้าของเขาได้ อีกทั้งยังจดจำประโยคบางประโยคในภาษาอื่นได้

นี่มันไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องที่มหัศจรรย์ และฉันก็ยังรู้ด้วยว่าชายชราคนนี้มีความศรัทธาในความเชื่อของเขามาก ซึ่งมันทำให้ฉันอยากจะเรียนรู้มากยิ่งขึ้น เพื่อที่ฉันจะได้ดูแลเขาอย่างดีที่สุดเท่าที่ฉันจะทำได้

ฉันกลับเข้าไปใน paltalk อีกบ่อยครั้งเท่าที่ฉันสามารถ และก็มีคนให้ลิงค์เวปไซท์สำหรับอ่านและฟังคำแปลอัลกุรอานกับฉัน

ในอัลกุรอาน บทที่ชื่อว่า ‘ผึ้ง’ ทำให้ฉันเกิดความรู้สึกสบายใจและฉันก็เปิดซ้ำๆ อยู่หลายครั้งต่อวัน ฉันเก็บบันทึกอัลกุรอานเป็นไฟล์ไว้ในไอพอตของฉัน และเอาไปให้คนไข้ของฉันฟัง เขาทั้งยิ้มและร้องไห้ และจากการที่ฉันได้อ่านคำแปล ฉันก็พอเข้าใจว่าทำไมเขาถึงมีอาการแบบนั้น

ฉันนำข้อมูลต่างๆ ที่ฉันได้รับจากการพูดคุยใน paltalk ไปใช้ในการดูแลคนไข้ของฉัน แต่ขณะเดียวกันฉันก็พบว่าฉันมักจะเข้าไปในห้องเสวนานี้เพื่อหาคำตอบให้กับตัวฉันเอง

ที่ผ่านมาฉันไม่เคยใช้เวลาเพื่อพิจารณาใคร่ครวญเกี่ยวกับชีวิตของฉันเลย ฉันไม่เคยรู้จักพ่อของฉัน แม่ของฉันเสียชีวิตลงตอนที่ฉันอายุเพียงแค่ 3 ขวบ ฉันและพี่ชายของฉันได้รับการเลี้ยงดูจากคุณตาคุณยายที่เพิ่งเสียชีวิตลงเมื่อ 4 ปีที่แล้ว ดังนั้นตอนนี้ก็มีเพียงแค่ฉันและพี่ชายของฉัน 2 คน

แต่ถึงแม้ว่าฉันจะได้พบกับความสูญเสียมากมายในชีวิต แต่ฉันก็มักคิดอยู่เสมอว่าฉันมีความสุขดี และสบายดี แต่หลังจากที่ฉันได้ใช้เวลาอยู่กับคนไข้ของฉัน ฉันก็เริ่มรู้สึกว่ามีบางสิ่งบางอย่างในชีวิตฉันที่ขาดหายไป ฉันขาดความสงบสุข ที่คนไข้ของฉันมี ถึงแม้ในเวลาที่เขาเองก็ต้องทุกข์ทรมานกับโรคของเขา

ฉันอยากได้ความรู้สึกเหมือนว่าฉันเป็นส่วนหนึ่งของบางสิ่งบางอย่าง และมีที่ยึดเหนี่ยวเหมือนที่คนไข้ของฉันมี แม้ว่าจะไม่มีใครอยู่เคียงข้างเขาเลยสักคน

เพื่อนผู้หญิงคนหนึ่งใน paltalk ได้ให้รายชื่อมัสญิดในพื้นที่ของฉันกับฉัน และฉันก็ได้ไปที่มัสญิดแห่งหนึ่ง ฉันมองดูการละหมาดของผู้คน และฉันก็ไม่สามารถกลั้นน้ำตาของฉันเอาไว้ได้

ฉันติดการไปมัสญิดทุกวัน อีหม่ามและภรรยาของเขาก็เอาหนังสือและเทปมากมายให้กับฉัน และยินดีตอบคำถามของฉัน ทุกๆ คำถามที่ฉันได้ถามที่มัสญิด และที่ paltalk ก็เช่นกัน ฉันก็จะได้รับคำตอบที่ชัดเจนและลึกซึ้งจนฉันต้องน้อมรับมัน

ฉันไม่เคยปฏิบัติตามหลักความเชื่อใดมาก่อน แต่ฉันเชื่ออยู่เสมอว่ามีพระเจ้า เพียงแต่ฉันไม่รู้ว่าฉันจะสักการะพระองค์อย่างไร

เย็นวันหนึ่งฉันเข้าไปใน paltalk และมีคนคนหนึ่งในห้องนั้นทักฉัน และถามฉันว่าฉันมีคำถามอะไรที่จะถามเขาหรือไม่ ฉันตอบไปว่าไม่ แล้วเขาก็ถามฉันว่าฉันพึงพอใจกับคำตอบทั้งหลายที่ได้รับไปหรือไม่ ฉันตอบไปว่าฉันพอใจกับคำตอบที่ได้รับ จากนั้นเขาก็ถามฉันว่า ‘แล้วมีอะไรที่ขัดขวางไม่ให้ฉันเข้ารับอิสลาม’ ซึ่งฉันไม่สามารถตอบเขาได้

หลังจากนั้นฉันก็ไปที่มัสญิด เพื่อดูคนละหมาดมัฆริบ แล้วอีหม่ามท่านเดิมก็ถามคำถามเดียวกันนี้กับฉัน ซึ่งฉันก็ไม่สามารถตอบเขาได้เช่นกัน

จากนั้นฉันก็กลับไปดูแลคนไข้ของฉัน ขณะที่ฉันให้อาหารเขา ฉันมองไปที่ดวงตาทั้งสองข้างของเขา และฉันก็ตระหนักได้ว่า เขาคือคนที่ถูกส่งมาเพื่อให้ฉันได้รู้จักกับเขาอย่างมีเหตุผล และสิ่งเดียวที่ยับยั้งฉันจากการน้อมรับสัจธรรม ก็คือ “ความกลัวของฉันเอง” ซึ่งไม่ใช่ความกลัวต่อสิ่งเลวร้าย แต่มันคือความกลัวที่จะรับสิ่งที่ดีงามเข้ามาในชีวิต และฉันก็คิดไปว่าฉันคงไม่คู่ควรพอกับความดีงามนี้เหมือนที่ชายชราคนนี้คู่ควร

บ่ายวันนั้นฉันจึงไปที่มัสญิด และถามอีหม่ามว่าฉันจะขอปฏิญานความศรัทธาของฉันได้หรือไม่ นั่นคือ ชะฮาดะฮฺ “ลาอิลาฮะอิลลัลลอฮฺ มุหัมมะดุน เราะสูลุลลอฮฺ” ไม่มีพระเจ้าอื่นใด เว้นแต่อัลลอฮฺ และมุหัมมัดคือศาสนทูตของพระองค์

อีหม่ามท่านนั้นให้ความช่วยเหลือฉันและแนะนำฉันว่าฉันควรทำอะไรต่อจากนี้

ฉันไม่สามารถอธิบายออกมาเป็นคำพูดได้ว่าฉันรู้สึกอย่างไรตอนที่ฉันกล่าวชะฮาดะฮฺ มันเหมือนกับว่ามีใครสักคนปลุกฉันให้ตื่นจากการนอนหลับและทำให้ฉันมองเห็นทุกอย่างชัดเจนขึ้น

ความรู้สึกที่ได้รับมันเต็มไปด้วยความสุข ความชัดแจ้ง และที่สำคัญที่สุดคือ ความสงบสุข

และคนแรกที่ฉันได้แจ้งข่าวดีนี้ ไม่ใช่พี่ชายของฉัน แต่คือคนไข้ของฉัน ฉันเข้าไปหาเขาและก่อนที่ฉันจะเอ่ยปากพูดอะไรไป เขาก็ร้องไห้และยิ้มให้ฉัน ฉันถึงกับควบคุมตัวเองไม่ได้ต่อหน้าเขา ฉันเป็นหนี้บุญคุณเขามาก

เมื่อฉันกลับเข้ามาที่บ้าน ฉันล็อกอินเข้าไปใน paltalk และกล่าวชะฮาดะฮฺซ้ำอีกครั้งในห้องเสวนา พวกเขาในห้องเสวนาต่างให้ความช่วยเหลือฉันอย่างมากและแม้ว่าฉันจะไม่เคยพบเห็นตัวจริงของพวกเขาสักคนมาก่อน แต่ฉันรู้สึกใกล้ชิดกับพวกเขามากกว่าพี่ชายแท้ๆ ของฉันซะอีก

และในภายหลังฉันก็ได้โทรบอกพี่ชายของฉันเกี่ยวกับการเข้ารับอิสลามของฉัน และถึงแม้ว่าเขาจะไม่ปลื้มกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่เขาก็สนับสนุนฉันและอยู่เคียงข้างฉัน ซึ่งฉันก็ไม่ร้องขออะไรมากไปกว่านี้แล้ว

หลังจากสัปดาห์แรกของการเป็นมุสลิม คนไข้ของฉันก็เสียชีวิตตอนนอนหลับ ขณะที่ฉันกำลังดูแลเขาอยู่ อินนาลิลลาฮิ วะอินนา อิลัยฮิ เราะญิอูน เขาเสียชีวิตลงอย่างสงบ และฉันเป็นคนเดียวที่อยู่กับเขาตอนนั้น เขาเปรียบเสมือนพ่อที่ฉันไม่เคยมีมาก่อน และเขาเปรียบเสมือนประตูที่เปิดทางให้ฉันได้ค้นพบกับอิสลาม

จากวันที่ฉันกล่าวชะฮาดะฮฺ จนถึงวันนี้และทุกๆ วันที่ฉันมีชีวิตอยู่ ฉันจะวิงวอนขอต่ออัลลอฮฺให้พระองค์ประทานความเมตตาต่อเขา คนไข้ของฉัน และประทานความดีงามที่ฉันได้ทำให้แก่เขาเป็น 10 เท่า ฉันรักเขาเพื่ออัลลอฮฺ ฉันวิงวอนขอต่ออัลลอฮฺในแต่ละคืนให้ฉันได้เป็นแม้เพียงเศษเสี้ยวของอะตอมหนึ่งในแบบของมุสลิมที่เขาเป็น

อิสลามคือศาสนาที่มีประตูเปิดอ้ารับทุกคนอยู่ มันเปิดไว้สำหรับคนที่อยากจะเข้าไปเท่านั้น และแท้จริงแล้วอัลลอฮฺคือพระผู้ทรงเมตตายิ่ง ปรานียิ่ง

หมายเหตุ พี่สาว แคสซี่ของเราได้เสียชีวิตลงในปี 2010 อินนาลิลลาฮิ วะอินนา อิลัยฮิ เราะญิอูน หลังจากที่เธอได้ดะอฺวะฮฺพี่ชายของเธอจนเขาเข้ารับอิสลามในท้ายที่สุด อัลฮัมดุลิลลาฮฺ

Ref: http://www.muslimlinkpaper.com/islam/islam/3116-the-nurse-and-the-muslim-patient-a-true-story-from-the-united-kingdom.html

20130913-125339.jpg

Read Full Post »

เมื่อ 5 ปีที่แล้วน้องสาวต่างแดนคนหนึ่งส่งอีเมลมาหา เธอเตือนใจด้วยเรื่องหนึ่ง ที่อาของเธอเคยเล่าให้เธอฟังว่า …

“มีเด็กคนหนึ่งได้เห็น “แสงเทียน” เป็นครั้งแรก ตัวเด็กจึงเกิดความรู้สึกตื่นเต้นและชื่นชอบในแสงเทียนและความสว่างของมัน และคิดในใจว่า “มันคืออะไรหรือนี่ อยากจะจับมันจังเลย”

จากนั้นเด็กก็พยายามเอื้อมมือไปจับเทียนเล่มนั้น แต่เมื่อแม่เด็กเห็นเข้า เธอก็รีบดึงมือลูกของเธอให้ห่างจากเทียนเล่มนั้น พร้อมทั้งหยิบเทียนเล่มนั้นออกไปให้พ้นจากมือของลูกเธอ เพราะเธอกลัวว่า “ไฟ” จากเทียนเล่มนั้นจะเผามือของลูก แต่ว่าลูกของเธอก็ยังคงพยายามที่จะเอื้อมมือไปจับมันอีกครั้ง ด้วยความที่อยากจะสัมผัสมันและอยากจะเห็นชัดๆ ว่าเหตุใดมันถึงสวยและสว่างเช่นนั้น แต่แม่ก็ยังคงดึงมือและปกป้องลูกของเธอจาก “ไฟ” ของเทียนเล่มนั้นเช่นเดิม

เพราะอะไรหรือ…
เพราะอะไรแม่ของเด็กถึงทำอย่างนั้น
เพราะอะไรเธอจึงดึงมือลูกของเธอให้ห่างจากไฟนั้น

เพราะเธอรู้ดีว่า มันจะเผามือของลูกและลูกจะต้องเจ็บปวดกับบาดแผลนั้น เธอเพียงต้องการที่จะปกป้องลูกของเธอให้พ้นจากความเจ็บปวด เพราะเธอรักลูกของเธอ

มันก็คงคล้ายกัน กับกรณีที่ว่า บางครั้งเราอาจจะมองเห็น “สิ่งหนึ่ง” สวยงาม น่าค้นหา แต่สิ่งนั้นมันอาจจะเป็นอันตรายกับเรา สร้างความเจ็บปวดให้กับเราเหมือนกับ “เทียนเล่มนั้น” ก็เป็นได้

และแน่นอน อัลลอฮฺย่อมทรงปกป้องเราจากสิ่งนั้น เพราะว่าพระองค์ทรงรักเรา พระองค์ทรงรักเรามากกว่า แม่หลายล้านคนจะรักลูกๆ ของพวกเธอซะอีก

เรื่องเล่าสั้นๆ นี้ มันทำให้ฉันเลิกสงสัยแล้ว … ซุบฮานัลลอฮฺ อัลฮัมดุลิลลา
ขออัลลอฮฺทรงตอบแทนเธอ น้องสาวที่เปรียบเสมือนพี่สาวของฉัน.. (ในตอนนั้น)

-บินติ อัลอิสลาม-

20130609-044920.jpg

Read Full Post »

อย่าเสี่ยงกับความโกรธกริ้วของอัลลอฮฺเพื่อความพึงพอใจชั่วคราวแห่งโลกดุนยา
~~~~~~~~~~~~~~~~~~~
ส่วนหนึ่งจากบรรยายของมุฟตีอิสมาอีล เมงกฺ temporary pleasure
สรุป เรียบเรียงถ้อยคำ: บินติ อัลอิสลาม

มีเด็กหนุ่มมุสลิมีนที่เคร่งครัดศาสนาคนหนึ่งมาพบกับมุฟตี และเล่าให้ท่านฟังว่า เมื่อปีที่แล้ว เขาไปเที่ยวคลับกับเพื่อนๆ เขาได้ใช้เวลาอยู่ในนั้นประมาณ 3 ชั่วโมง มุฟตีจึงถามเขาว่า เขาได้ทำการเตาบัตต่ออัลลอฮฺหรือยัง เขาบอกว่าเขาทำการเตาบัตต่อพระองค์ทุกวัน ร้องไห้ทุกคืน หากแต่ว่าเขามีปัญหาอยู่เรื่องหนึ่ง คือ ตอนนี้สถานะของเขาได้กลายเป็นพ่อคนแล้ว…

…เพราะว่าเขาได้ทำให้ผู้หญิงคนหนึ่งท้อง ในค่ำคืนเดียวกันนั้น…

เขาเริ่มร้องไห้หนักขึ้น ขณะที่่เล่าให้มุฟตีฟัง มุฟตีพยายามปลอบโยนเขา ให้เขามีความหวัง แต่ดูเหมือนว่า เขาไม่สามารถสงบลงได้

จากนั้นเขาจึงเล่าต่อว่า ‘แต่ผมเป็นพ่อลูกสาม ครับ’
มุฟตีถามเขาว่า ‘มันเป็นไปได้อย่างไร?’
เขาตอบว่า ‘เธอมีลูกแฝดสามครับ’

เขาบอกต่อว่า ‘ผมไม่เคยไปคลับมาก่อนคืนนั้น หรือหลังจากคืนนั้นเลย’

ดูสิว่า..ผลที่เกิดจากช่วงเวลาแห่งความพึงพอใจสั้นๆ ที่เกิดจากนัฟซูนั้นเป็นเช่นไร?

อีกทั้งผู้หญิงที่ให้กำเนิดลูกของเขาก็ไม่ใช่มุสลิมด้วย อัลลอฮุ อักบัรฺ

เหตุการณ์เช่นนี้ สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกคน หากเพียงแค่คุณหลงลืมอัลลอฮฺ ทำให้อัลลอฮฺทรงโกรธกริ้ว

ดังนั้นพี่น้องมุสลิมะฮฺ โปรดรักษาความบริสุทธิ์ของท่าน ปกป้องมันไว้ เพราะมันเป็นสิ่งที่มีค่าที่สุดที่คุณครอบครอง

พี่น้องมุสลิมีน อย่าคิดว่าคุณจะรอดพ้นมันไปได้ โปรดควบคุมความใคร่ปรารถนาของท่าน อย่าปล่อยให้ตัวเองตกลงไปในความชั่วนั้น

และนี่คือเหตุผลที่ว่าเหตุใดอัลลอฮฺจึงทรงสั่งใช้เราให้ลดสายตาลงต่ำ เพื่อที่ว่าเราจะไม่ถูกชี้นำไปหนทางนั้น

อีกทั้งการแต่งกายของท่าน พี่น้องมุสลิมะฮฺ แท้จริงมันสามารถสร้างความเสียหายต่อท่านได้

ความสัมพันธ์ที่หะรอมของท่าน จงละทิ้งมันเสีย เพราะหากท่านไม่ละทิ้งมัน มันอาจกลับมาไล่ล่าท่านไปตลอดชีวิต
**************************
อัลลอฮฺตรัสว่า…

“จงกล่าวเถิด (มุหัมมัด) แก่บรรดามุอ์มิน (ผู้ศรัทธาชาย) ให้พวกเขาลดสายตาของพวกเขาลงต่ำ และให้พวกเขารักษาทวารของพวกเขา นั่นเป็นการบริสุทธิ์ยิ่งแก่พวกเขา แท้จริงอัลลอฮฺทรงรอบรู้สิ่งที่พวกเขากระทำ

และจงกล่าวเถิด (มุหัมมัด)ทแก่บรรดามุอ์มินะฮ์ (ผู้ศรัทธาหญิง) ให้พวกเธอลดสายตาของพวกเธอลงต่ำ และให้พวกเธอรักษาทวารของพวกเธอ และอย่าเปิดเผยเครื่องประดับของพวกเธอ เว้นแต่สิ่งที่พึงเปิดเผยได้

และให้เธอปิดด้วยผ้าคลุมศรีษะของเธอลงมาถึงหน้าอกของเธอ และอย่าให้เธอเปิดเผยเครื่องประดับของพวกเธอ เว้นแต่แก่สามีของพวกเธอ หรือบิดาของสามีของพวกเธอ หรือลูกชายของพวกเธอ หรือลูกชายสามีของพวกเธอ หรือพี่ชายน้องชายของพวกเธอ หรือลูกชายของพี่ชายน้องชายของพวกเธอหรือลูกชายของพี่สาวน้องสาวของพวกเธอ หรือพวกผู้หญิงของพวกเธอ หรือที่มือขวาของพวกเธอครอบครอง (ทาสและทาสี) หรือคนใช้ผู้ชายที่ไม่มีความรู้สึกทางเพศ หรือเด็กที่ยังไม่รู้เรื่องเพศสงวนของผู้หญิง และอย่าให้เธอกระทืบเท้าของพวกเธอ เพื่อให้ผู้อื่นรู้สิ่งที่พวกเธอควรปกปิดในเครื่องประดับของพวกเธอ และพวกกเจ้าทั้งหลายจงขอลุแก่โทษต่ออัลลอฮฺเถิด โอ้ บรรดาผู้ศรัทธาเอ๋ย เพื่อว่าพวกเจ้าจะได้รับชัยชนะ”

[อันนูรฺ 24: 30-31] **คัดลอกจากโปรแกรมอัลกุรอาน

20130609-043614.jpg

Read Full Post »

« Newer Posts - Older Posts »

%d bloggers like this: