Feeds:
Posts
Comments

Archive for the ‘เรื่องเล่าเพิ่มพูนความศรัทธา’ Category

แหล่งที่มา   http://www.youtube.com/watch?v=xEaN4DOu9r4&feature=related
เรื่องราวต่อไปนี้ถูกถ่ายทอดโดยชัยคฺมะห์มูด อัล มัสรียฺ (นักวิชาการมีชื่อชาวอียิปต์)
ถอดความ บินติ อัลอิสลาม

390036_322253831125695_133440795_n

กี่คนแล้วที่ต้องสูญเสียอนาคตเพราะคุณ   กี่ความอยุติธรรมของคุณที่คุณกำลังแบกมันเอาไว้ขณะนี้

เด็กกำพร้ากี่คนที่ต้องมีชีวิตอยู่ข้างถนนเพราะคุณ  กี่คนแล้วที่พวกคุณปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างไร้ความยุติธรรม

แม่ม้ายกี่คนที่ต้องไร้ที่พึ่งพิงเพราะคุณ  บ้านกี่หลังที่ต้องพังทลายลงเพราะคุณ

และกี่คนแล้วที่ต้องสูญเสียทั้งชีวิตของพวกเขา เพราะคุณ

“และพวกเจ้าอย่าคิดว่าอัลลอฮฺมิทรงรู้ถึงสิ่งที่คนชั่วกระทำกัน พระองค์เพียงแต่ประวิงเวลาให้ล่าช้าออกไปแก่พวกเขา จนกว่าจะถึงวันที่ (วันแห่งการฟื้นคืนชีพ) สายตา (ของพวกเขา) จะจ้องมองไม่กระพริบ (ด้วยความกลัว)” (ซูเราะฮฺ อิบรอฮีม 14:42)

เรื่องต่อไปนี้เป็นเรื่องราวของ “เด็กหญิงที่น่าสงสารคนหนึ่ง”

ขณะนั้น มีชายเศรษฐีอยู่คนหนึ่งที่มีความร่ำรวยทั้งทรัพย์สินและอำนาจ พร้อมทั้งตำแหน่งหน้าที่การงานที่สูงส่งทางสังคม เขามีภรรยาและลูกของเขาสองคนที่อาศัยอยู่กับเขา ชายเศรษฐีคนนี้เป็นคนที่ไร้ซึ่งความยุติธรรมอย่างมากคนหนึ่ง อีกทั้งยังเป็นผู้ที่มีจิตใจแข็งกระด้างและเย็นชาอย่างเป็นที่สุด

ภรรยาของชายเศรษฐีคนนี้เล่าว่า “เราอาศัยอยู่ในบ้านเดี่ยว และสามีของฉันเป็นคนที่มีตำแหน่งหน้าที่การงานที่ดีมาก เขาเป็นคนมีนิสัยที่ก้าวร้าว หยาบกระด้างอย่างมาก และเขาเป็นคนที่ไม่มีศีลธรรมความดีงามใดๆ เลย ทั้งฉันและเขาต่างเป็นมนุษย์ที่ปราศจากซึ่งความยุติธรรม

เวลาที่เราจ้างเด็กรับใช้ไว้ภายในบ้าน พวกเธอไม่เคยอยู่กับเราได้เกินกว่าหนึ่งเดือน หรือสองเดือนเป็นอย่างมาก อันเนื่องมาจากการข่มเหงทารุณ การตบตี การทรมาน และการลงโทษที่เราได้ทำกับเด็กรับใช้เหล่านั้น 

เราทำการข่มเหงทารุณทุกๆ รูปแบบ และไม่มีใครรอดพ้นจากน้ำมือเรา”

เธอเล่าต่อว่า “วันหนึ่งมีชายคนหนึ่งที่มาจากหมู่บ้านของสามีฉัน พร้อมกับลูกสาวคนหนึ่งของเขา และบอกต่อสามีผู้ร่ำรวยของฉันว่า  “นี่คือ ลูกสาวของผม เธอต้องการทำงานให้กับท่าน เพราะเราไม่มีความสามารถที่จะหาอาหารหรือน้ำดื่มเพื่อยังชีพได้ และไม่ว่าท่านจะให้เงินเดือนจำนวนเท่าไหร่ หรือไม่ว่าท่านจะให้อะไรก็ตาม มันย่อมเพียงพอสำหรับเราที่จะใช้เพื่อประทังชีวิต”  

สามีของฉันตอบตกลง และได้มีการตกลงราคาค่าจ้างกัน และชายคนนั้นได้บอกกับลูกสาวของเขาว่า เขาจะมาหาเธอและมารับเอาเงินเดือนทุกๆ สิ้นเดือน หรืออาจจะส่งใครก็ตามมารับเงินแทน นั้นคือคือตกลงระหว่างพวกเขา

เด็กหญิงที่น่าสงสารนั้นมีอายุเพียงแค่ 12 ปี เธอพูดขึ้นมาว่า “ได้โปรดเถอะค่ะ พ่อ อย่าทิ้งหนูไปเลย หนูอยู่ไกลจากพ่อกับแม่ไม่ได้ อย่าทำแบบนี้กับหนูเลยนะคะ” หากแต่พ่อของเธอก็จากเธอไป และทิ้งเธอไว้กับครอบครัวของชายเศรษฐี

ตอนนี้เด็กหญิงต้องอยู่เพียงลำพังในบ้านหลังใหม่ กับคนแปลกหน้าใหม่ๆ  ด้วยหน้าที่ของ “เด็กรับใช้” พร้อมกับความกังวลและความกลัว

เด็กหญิงมีพี่ชายอยู่คนหนึ่งที่ ขณะนั้นกำลังทำงานอยู่ที่ประเทศจอร์แดน และ “เขา” ก็คือความหวังสำคัญของเธอ พี่ชายของเธอเคยบอกเธอไว้ว่า “อินชาอัลลอฮฺ น้องรักของพี่ เมื่อพี่กลับบ้านแล้ว น้องก็จะไม่ต้องทำงานรับใช้บ้านนู้น บ้านนี้ อีกต่อไป และน้องก็จะได้มีชีวิตอย่างคนที่มีเกียรติ ได้อาศัยภายในอพาร์ทเม้นต์ที่ดี และพี่จะซื้อของมากมายเอามาให้น้องนะ” และนี่คือความหวังอันยิ่งใหญ่ของเธอ

เธอต้องประสบกับความทุกข์ทรมานภายในบ้านของชายเศรษฐีคนดังกล่าว ผู้เป็นภรรยาเล่าว่า “พวกเราเคยช็อตเธอด้วยกระแสไฟฟ้าที่มีความแรงมากกว่า 220 โวลท์ เราเคยแขวนเธอไว้บนหลังคา และผูกเธอติดไว้บนนั้น เราให้ขนมปังเก่าเและอาหารบูดเน่าแก่เธอเป็นอาหาร ในวันที่มีอากาศหนาวเย็นที่สุดในช่วงฤดูหนาว เราบังคับให้เธอนอนบนพื้นกระเบื้องในห้องครัว เราทำร้ายเธอทุกๆ วิธีทาง จนทำให้เธอพยายามจะหนีจากเราไปถึง 6 ครั้ง และด้วยตำแหน่งหน้าที่การงานของสามีฉัน ทำให้เราสามารถจับเธอไว้ได้ทุกๆ ครั้ง และเมื่อเราจับตัวเธอได้หลังจากการพยายามหนีของเธอ เราก็ทำการทารุณเธอทุกๆ รูปแบบที่คนคนหนึ่งสามารถจะจินตนาการได้

เด็กหญิงที่น่าสงสารเล่าว่า “หนูได้กลับไปที่หมู่บ้านของหนูเพียงสองครั้ง” ครั้งแรก คือเมื่อตอนที่เธอได้ทราบว่าพี่ชายที่รักของเธอได้เสียชีวิตลงแล้ว ขณะที่เขาเดินทางกลับจากจอร์แดน ครั้งนั้นเธอสูญเสียความหวังทุกอย่างที่มีอยู่ทั้งหมด และครั้งที่สอง คือเมื่อตอนที่แม่ของเธอเสียชีวิตลง มันมีเพียงแค่สองครั้งเท่านั้นที่เธอได้กลับไปที่บ้านของเธอ  นั่นคือการไปร่วมงานศพของพี่ชายเธอ และงานศพของแม่เธอ  และจากนั้นเธอก็ไม่เคยได้กลับไปที่นั่นอีกเลย

อย่างไรก็ตาม การกระทำที่โหดร้ายผิดมนุษย์ยังคงประสบกับเธอต่อไป มันรุนแรงจนถึงขั้นที่ว่า การมองเห็นของเธอเริ่มมีปัญหามากขึ้นเรื่อยๆ ทีละจุด ทีละจุด เวลาที่เธอออกไปซื้อของ (เข้าบ้านของเศรษฐี) เธอก็ทราบภายหลังว่า เธอได้ซื้อของเน่าเสีย และของไม่ดีกลับมามากมาย และเธอก็ไม่รู้ว่า เธอต้องทำอย่างไร คนที่ตลาดต่างสงสารเธอ พวกเขาจึงให้ความช่วยเหลือเธอเวลาที่เธอไปจ่ายตลาด

ครอบครัวชายเศรษฐียังคงทำการทารุณเธอ ทุบตีเธอทุกวันเรื่อยไป จนกระทั่งท้ายที่สุดเธอต้องกลายเป็นคนตาบอด เมื่อเด็กหญิงผู้น่าสงสารคนนี้ต้องตาบอดลง พวกเขาก็ขับไล่เธอออกจากบ้านให้ไปอยู่ข้างถนน พวกเขาบอกว่า “จะให้เราทำอะไรกับเธอได้ เพราะเธอไม่มีค่าอะไรแล้วตอนนี้”

เด็กหญิงเดินไปรอบๆ จากบ้านหลังหนึ่งไปยังบ้านอีกหลังหนึ่ง จนกระทั่งมีคนพาเธอไปยังบ้านที่รับดูแลเด็กตาบอดและคนที่สูญเสียการมองเห็น

การกำหนดของอัลลอฮฺได้มีผลขึ้น ภายหลังจากที่เธอได้ถูกทารุณเป็นระยะเวลาถึง 10 ปี ด้วยคนเหล่านั้น และเมื่อเธอได้ถูกนำตัวไปยังบ้านพักสำหรับคนพิการทางสายตา ซึ่งขณะนั้นเธอมีอายุ 22 ปี

สิบปีที่ผ่านไป ชายเศรษฐี และภรรยา พร้อมทั้งลูกๆ ของพวกเขาก็มีอายุมากขึ้น

หลังจากที่ชายเศรษฐีเกษียณจากตำแหน่งของเขา เขาก็กลายเป็นคนไร้ค่าในสังคม สูญเสียสถานะทั้งหลายที่เคยมี  อีกทั้งตัวของเขาเองก็เป็นคนที่ไม่ได้มีคุณงามความดี หรือศีลธรรมใดๆ ดังนั้นจึงไม่มีใครชอบเขานัก ด้วยเหตุนี้ชายเศรษฐีจึงรู้สึกย่ำแย่เป็นอย่างมาก

เมื่อลูกชายของเศรษฐีคนดังกล่าวเติบโตขึ้น ลูกชายของเขาก็แต่งงานกับผู้หญิงที่มีความสวยงามอย่างมากคนหนึ่ง หลังจากนั้นไม่นานนัก ภรรยาของเขาก็ได้ตั้งครรภ์และทุกคนในครอบครัวของเขาต่างดีใจที่จะได้มีสมาชิกใหม่เข้ามาในครอบครัว และอัลลอฮฺได้ทรงสร้างความประหลาดใจแรกแก่พวกเขา ซึ่งความประหลาดใจที่ว่านั้น คือ ภรรยาคนสวยของลูกชายได้ให้กำเนิดบุตรที่มีความพิการทางสายตา

มันมีอะไรที่เชื่อมโยงกันระหว่าง “เด็กน้อยเกิดใหม่” กับ “เด็กรับใช้ตาบอด” เนื่องจากการถูกทารุณกรรมที่เธอได้รับจากครอบครัวนี้หรือไม่?

พวกเขาต่างเริ่มคิด ใคร่ครวญ และสงสัยว่า “สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ มันเกิดจากสิ่งที่เราได้เคยทำไว้หรือไม่ และหากว่าลูกชายของเรามีลูกอีกคน ลูกของเขาจะตาบอดอีกหรือไม่” พวกเขาเริ่มเกิดความสับสนอย่างมากและไม่รู้ว่าควรทำเช่นไร สามีของเธอ ผู้ที่เคยมีตำแหน่งยศยศฐาบรรดาศักด์ เมื่อเขาได้เห็นหลานชายของเขาตาบอดเช่นนั้น ก็เกิดอาการช็อคอย่างบ้าคลั่งไปชั่วขณะ

หลังจากนั้นพวกเขาก็ได้พาเด็กน้อยไปโรงพยาบาล คุณหมอบอกลูกชายของเศรษฐีว่า “พวกเขาไม่จำต้องกังวลแต่อย่างใด เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้เกิดจากกรรมพันธุ์ หากแต่เด็กน้อยนั้นเกิดมาตาบอดด้วยกำหนดของอัลลอฮฺ และอินชาอัลลอฮฺ ในอนาคตย่อมไม่มีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้น และเขาสามารถที่จะให้กำเนิดบุตรอีกคนที่ร่างกายครบถ้วนสมบูรณ์ได้ ดังนั้นจึงไม่มีปัญหาใดๆ ทั้งนั้น”

สองปีผ่านไปหลังจากนั้น คุณปู่คุณย่าเศรษฐีก็สนับสนุนให้ลูกชายของพวกเขามีลูกอีกคน เพื่อที่จะได้เพิ่มพูนความสูขให้แก่พวกเขา พวกเขาจึงบอกลูกชาย ว่า  “ลูกเอ้ย ทำให้เรามีความสุขอีกสักครั้งด้วยการมีหลานให้เราอีกคนเถอะ ไม่ว่าจะเป็นผู้ชาย หรือผู้หญิง ลูกของลูกคือความสุขในชีวิตของพ่อกับแม่ ตอนนี้”

หลังจากนั้น ภรรยาของลูกชายพวกเขา ก็ได้ตั้งครรภ์อีกครั้งหนึ่ง เมื่อถึงกำหนดคลอด  ทุกคนต่างกังวล เพราะไม่มีใครรู้ได้ว่าจะมีสิ่งใดเกิดขึ้นหรือไม่ และเมื่อเธอได้ให้กำเนิดบุตร ก็พบว่าเธอได้ให้กำเนิดเด็กหญิงที่น่ารักน่าชังอย่างมากคนหนึ่ง และพวกเขาจึงเริ่มสอบถามคุณหมอเกี่ยวกับ “การมองเห็น” ของลูกสาวคนใหม่ของพวกเขา คุณหมอตอบว่า “การมองเห็นของเธอนั้นเป็นปกติดี” คำตอบของคุณหมอทำให้พวกเขาต่างมีความสุขอย่างมาก

“เด็กสามารถมองเห็นได้ใช่ไหมคะ”

“ใช่ครับ”

“สายตาของเธอดีเป็นปกตินะคะ”

“ใช่ครับ”

“และทุกอย่างก็เป็นปกติดีใช่ไหมคะ”

“ใช่ครับ ทุกอย่างเป็นปกติดีหมดเลย”

หกเดือนต่อมา “หลานสาวคนใหม่ของพวกเขา” ก็ตาบอด นี่คือความโศกเศร้าครั้งที่สองของพวกเขา ทั้งผู้เป็นแม่ และลูกชายต่างรู้สึกสงสัยถึงเหตุผล และก็ได้เริ่มคิด ใคร่ครวญ “มันเป็นไปไม่ได้ที่ เรื่องราวทั้งหลายเหล่านี้เกิดขึ้นโดยปราศจากเหตุผล มันไม่สามารถเกิดขึ้นได้แบบนั้น เป็นไปไม่ได้”

“นี่คงเป็นเพราะสิ่งที่เราได้เคยทำไว้กับ “เด็กสาวรับใช้ของเรา” การข่มเหงทารุณทั้งหลายที่เราได้ทำกับเธอ เด็กหญิงที่ไม่เหลือใครเลยบนโลกใบนี้ และได้กลายเป็นเด็กกำพร้า เด็กหญิงที่มีพ่อใจร้ายใช้เธอไปในทางการค้า เพื่อให้ได้เงินเล็กๆ น้อยๆ ในแต่ละเดือน และพ่อของเธอก็มาพบเธอเพียงแค่สองครั้งในระยะเวลาสิบปี (ที่อยู่กับเรา) นี่คือ “การลงโทษจากอัลลอฮฺ” ที่ถูกประทานมายังเรา” ผู้เป็นแม่คิดใคร่ครวญ

จากนั้นภรรยาของชายเศรษฐีจึงเริ่มตามหาตัวของ “เด็กหญิงที่เคยรับใช้ครอบครัวของเธอ” ในทุกๆ สถานที่ที่เป็นไปได้ ตามโรงพยาบาล บ้านพักต่างๆ สถานพักฟื้น บ้านพักเด็กกำพร้า และทุกๆ ที่ จนกระทั่งเธอได้พบกับเด็กหญิงในบ้านพักสำหรับคนพิการทางสายตา เมื่อได้เห็นเด็กหญิง เธอก็เข้าไปหา และเข้าสวมกอด และจูบเธอ และพูดกับเธอว่า “ได้โปรดอภัยให้แก่ฉันด้วยเถอะ ลูกสาวของฉัน”

“คุณเป็นใครคะ”

“ฉันเองจ๊ะ”

“คุณจริงๆ หรือคะ

ซุบฮานั้ลลอฮฺ เมื่อเด็กหญิงได้ยินชื่อของสตรีที่มาพบเธอ เธอก็เริ่มรำลึกถึงความทุกข์ทรมานจากการทารุณที่เธอได้รับตลอดระยะเวลาสิบปีที่ผ่านมา เธอคิด “ผู้หญิงคนนั้นที่เคยทำหลายสิ่งหลายอย่างกับเรา คนที่เคยใช้ไฟฟ้าช็อตเรา คนที่เคยบังคับให้เรานอนบนพื้นกระเบื้องในห้องครัว และเคยเอาอาหารเน่าเสียให้เราทาน”

เธอเริ่มจดจำภาพความทรงจำที่เลวร้ายของช่วงเวลาที่เธอถูกทารุณกรรม เธอเริ่มจดจำช่วงเวลาที่พี่ชายของเธอได้เสียชีวิตลง วันที่แม่ของเธอจากโลกนี้ไป วันที่พ่อของเธอทอดทิ้งเธอ วันที่พวกเขาใช้กระแสไฟฟ้าช๊อตเธอ วันที่พวกเขาทำลายชีวิตของเธอและอนาคตของเธอ วันที่พวกเขาไล่เธอออกมาจากบ้าน เมื่อเธอตาบอด ภรรยาของชายเศรษฐีกล่าวต่อเธอว่า “หนูจะยกโทษให้ฉันได้ไหม ลูกสาวของฉัน” 

ด้วยทุกๆ สิ่งที่พวกเขาได้ทำกับเธอ เธอก็กล่าวตอบขึ้นมาว่า “หนูอภัยให้คุณค่ะ” ดูจิตใจที่ยิ่งใหญ่ของเธอสิ

ภรรยาของชายเศรษฐีได้พาเด็กหญิงออกจากบ้านพักคนพิการทางสายตาไปพร้อมกับเธอ และบอกเธอว่า เธอต้องการที่จะชดใช้ต่อสิ่งที่เธอได้เคยทำไว้กับเด็กหญิง และเธอจะให้การเลี้ยงดูเด็กหญิงผู้น่าสงสารไปพร้อมกับหลานๆ ของเธอที่มีความพิการทางสายตาเหมือนกัน

“บางที ฉันอาจจะได้รับการให้อภัยโทษ สำหรับสิ่งที่ฉันได้ทำมาก่อนหน้านี้ หากว่าฉันให้การดูแลเด็กหญิงคนนี้”

ท่านเราะสูล กล่าวต่อท่านอะลี อิบนุ อบี ตอลิบว่า

“พึงระวัง “การวิงวอนขอ (การดุอาอฺ)” ของผู้ที่ได้รับการปฏิบัติอย่างไร้ซึ่งความยุติธรรม เพราะมันไม่มีเกราะป้องกัน หรือสิ่งกีดขวางใดๆ ระหว่าง “มัน” (การวิงวอนขอของผู้ที่ทุกข์ทรมานจากความอยุติธรรม) และ “อัลลอฮฺ” (เศาะหีฮฺ อัลบุคอรียฺ และมุสลิม)

Read Full Post »

คนผิวขาวมิได้ดีเหนือกว่าคนผิวสี

เหตุการณ์ที่จะกล่าวต่อไปนี้ เกิดขึ้นบนเครื่องบินโดยสายการบินบริชติชแอร์เวย์ เส้นทางโจฮันเนสเบิร์ก – ลอนดอน

สตรีผิวขาวท่านหนึ่ง อายุประมาณห้าสิบปี นั่งอยู่ข้างชายผิวสีคนหนึ่งบนเครื่องบิน อย่างไรก็ตามเธอแสดงอาการไม่พอใจอย่างเห็นได้ชัดที่ต้องนั่งข้างกับคนผิวสี ด้วยเหตุนี้เธอจึงเรียกแอร์โฮสเตส

“คุณผู้หญิง มีอะไรให้ดิฉันช่วยหรือคะ” แอร์โฮสเตสถาม
“นี่เธอไม่เห็นหรือไง?” สตรีคนดังกล่าวตอบ “เธอให้ฉันมานั่งอยู่ข้างกับคนดำเนี่ยะ ฉันไม่ยอมที่จะนั่งข้างๆ กับคนที่มาจากชนชาติที่น่ารังเกียจนี้หรอกนะ ไปหาที่นั่งอื่นให้ฉันด้วย”

“ใจเย็นๆ ก่อนนะคะ คุณผู้หญิง” แอร์โฮสเตสตอบ “ที่นั่งบนนี้เต็มหมดแล้ว แต่ยังไง ดิฉันจะขอไปตรวจสอบก่อนนะคะว่าจะมีที่นั่งอื่นว่างหรือไม่”

แอร์โฮสเตสได้เดินจากไป และกลับมาภายหลังจากนั้นเพียงไม่กี่นาที “คุณผู้หญิงค่ะ ไม่มีที่นั่งว่างเหลือเลยบนชั้นประหยัดอย่างที่ดิฉันคาดไว้ ดิฉันได้ปรึกษากับทางกัปตันแล้ว และกัปตันก็แจ้งกับดิฉันว่า ไม่มีที่ว่างบนชั้นธุรกิจเช่นกัน แต่ว่าเรายังคงมีที่ว่างเหลืออยู่หนึ่งที่ในชั้นเฟริสคลาส”

ก่อนที่สตรีผิวขาวจะสามารถพูดตอบโต้ใดๆ กลับมาได้นั้น แอร์โฮสเตสได้รีบพูดต่อไปว่า “โดยปกติแล้วสายการบินของเราจะไม่อนุญาตให้ผู้โดยสารชั้นประหยัดไปนั่งที่ชั้นเฟริสคลาส แต่อย่างไรก็ตาม ด้วยสถานการณ์ดังกล่าว ทางกัปตันเกรงว่ามันอาจจะทำให้สายการบินของเรานั้นเสื่อมเสียชื่อเสียงหากว่าเราให้ผู้โดยสารของเรานั่งข้างกับคนที่น่ารังเกียจมากๆ ขนาดนั้น”

จากนั้นแอร์โฮสเตสจึงได้หันไปยังชายผิวสีคนดังกล่าว และบอกกับเขาว่า “ดังนั้น คุณผู้ชายคะ หากคุณไม่รังเกียจ กรุณาเก็บกระเป๋าของคุณตามดิฉันมา เพราะว่ามีที่นั่งว่างสำหรับคุณในชั้นเฟริสคลาสค่ะ

ณ ช่วงเวลานั้น ผู้โดยสารคนอื่นบนเครื่องบินที่ได้ยินเหตุการณ์ทั้งหมดต่างลุกขึ้นปรบมือ

เรื่องนี้เป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงบนสายการบินบริชติชแอร์เวย์

หากท่านเป็นหนึ่งคนที่ต่อต้านการเหยียดเชื้อชาติ ขอให้ท่านแบ่งปันเรื่องราวนี้ให้กับเพื่อนๆ ของท่าน

มนุษย์ทุกคนนั้นต่างเป็นลูกหลานนบีอาดัมและอีวา “ชนชาติอาหรับมิได้ดีเหนือกว่าชนชาติที่มิใช่อาหรับ และชนชาติที่มิใช่อาหรับก็มิได้ดีเหนือกว่าชนชาติอาหรับ คนผิวขาวมิได้ดีเหนือกว่าคนผิวดำ และคนผิวดำก็ไม่ได้ดีกว่าคนผิวขาว เว้นแต่ความศีลธรรมและการกระทำที่ดีงามต่างหากที่เป็นตัวตัดสิน”

“อิสลาม” ปฏิเสธ การเหยียดเชื้อชาติและสีผิว

ถอดความ :: بنت الاٍسلام

Read Full Post »

English Source : Islam..religion of peace Page & Kalamullah Page

ถอดความ ::: บินติ อัลอิสลาม

ท่านศาสนทูต ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะศัลลัม กล่าวว่า “มีสองสิ่งที่เป็นความโปรดปรานจากอัลลอฮฺต่อบรรดาบ่าวทั้งหลายของพระองค์ นั่นก็คือ สุขภาพ และเวลา”

เรื่องราวที่จะกล่าว ณ ที่นี้เป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้น

เป็นเรื่องราวของเด็กหนุ่มคนหนึ่ง จากประเทศบาห์เรน ชื่อว่า อิบรอฮีม นัซซีรฺ เขาเป็นอัมพาตตั้งแต่กำเนิด มีเพียงแต่หัวและนิ้วของเขาเท่านั้นที่สามารถเคลื่อนไหวได้ แม้แต่การหายใจของเขาก็ต้องใช้เครื่องช่วย

ความปรารถนาของเด็กหนุ่มคนนี้คือการได้พบกับชัยคฺ นาบีล อัล เอาว์ดียฺ ด้วยเหตุนี้พ่อของอิบรอฮีมจึงติดต่อชัยคฺนาบีล ทางโทรศัพท์ เพื่อขอให้ชัยคฺนาบีลมาเยี่ยมอิบรอฮีม

ในรูปนี้ คือชัยคฺ นาบีล เมื่อท่านเดินทางถึงสนามบิน

อิบรอฮีมตื้นตันใจ เป็นอย่างมาก เมื่อเห็นชัยคฺนาบีลเปิดประตูเข้าไปในห้องของเขา เราสามารถเห็นความสุขบนใบหน้าของเขาได้ในรูปข้างล่างนี้ แม้ว่าเขาไม่สามารถที่จะพูดได้ก็ตาม

และนี่คือรอยยิ้มของอิบรอฮีมเมื่อได้พบกับ ชัยคฺนาบีล โปรดสังเกตเครื่องช่วยหายใจตรงคอของเขา เขาไม่สามารถที่จะหายใจอย่างปกติได้เช่นคนทั่วไป

ชัยคฺนาบีลก้มลงจูบที่หน้าผากของอิบรอฮีม

ข้างล่างนี้เป็นรูปของอิบรอฮีม พร้อมกับพ่อของเขา ลุงของเขา และชัยคฺนาบีล 


หลังจากนั้นชัยคฺนาบีลและอิบรอฮีมก็ได้พูด คุยกันเกี่ยวกับการดะวะฮฺทางอินเตอร์เน็ต เขาทั้งสองได้ถ่ายทอดแบ่งปันเรื่องราวระหว่างกัน

และระหว่างการสนทนากันนั้น ชัยคฺนาบีลได้ถามอิบรอฮีมด้วยคำถามหนึ่ง ซึ่งเป็นคำถามที่ทำให้อิบรอฮีมนั้นหลั่งน้ำตา

อิบรอฮีมไม่สามารถกลั้นน้ำตาเอาไว้ได้ เมื่อเขารำลึกถึงความทรงจำอันเจ็บปวด

ชัยคฺนาบีลเช็ดน้ำตาให้อิบรอฮีม

คุณทราบหรือไม่ว่า คำถามอะไรที่ทำให้อิบรอฮีมถึงกับต้องหลั่งน้ำตา? 

ชัยคฺนาบีลถามว่า “โอ้ อิบรอฮีม หากอัลลอฮฺทรงประทานแก่เธอซึ่งสุขภาพที่ดี เธอจะทำเช่นไร”

จากนั้นอิบรอฮีมก็ ร้องไห้ออกมา และเขาก็ได้ทำให้ชัยคฺ พ่อของเขา ลุงของเขา และทุกๆ คนที่อยู่ในห้อง แม้แต่ช่างถ่ายรูปต้องหลั่งน้ำตาออกมาด้วยคำตอบของเขา

คำตอบของเขาคือ “ด้วยพระนาม ของอัลลอฮฺ ผมจะละหมาดที่มัสญิดด้วยความสุขใจ ผมจะใช้ความโปรดปรานจากการมีสุขภาพที่ดีด้วยการทำทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำให้ อัลลอฮฺ ซุบฮานะฮูวะตะอาลา พึงพอพระทัย”

พี่น้องมุสลิมที่รัก อัลลอฮฺทรงประทานความสะดวกง่ายดายและสุขภาพที่ดีให้แก่เรา แต่บ่อยครั้งที่เราต่างพลาดการละหมาดในมัสญิด และหาข้ออ้างต่างๆ นาๆ ในการละทิ้งการละหมาด และต่างใช้เวลาเป็นชั่วโมงๆ อยู่หน้าคอมพิวเตอร์ หรือจอทีวี ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่เราจะใช้ “ความโปรดปราน” ที่อัลลอฮฺทรงประทานแก่เรา ไปในหนทางที่จะทำให้พระองค์ทรงพึงพอพระทัย ดังเช่นที่อิบรอฮีมปรารถนาที่จะกระทำต่อพระองค์

ท่านศาสนทูต ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะศัลลัม กล่าวว่า “มีสองสิ่งที่เป็นความโปรดปรานจากอัลลอฮฺต่อบรรดาบ่าวทั้งหลายของพระองค์ นั่นก็คือ สุขภาพ และเวลา”

พี่น้องมุสลิมที่รัก อัลลอฮฺประทานความสะดวกง่ายดายและสุขภาพที่ดีให้แก่เรา แต่บ่อยครั้งที่เราต่างพลาดการละหมาดในมัสยิด และหาข้ออ้างต่างๆ นาๆ ในการละทิ้งการละหมาด และต่างใช้เวลาเป็นชั่วโมงๆ อยู่หน้าคอมพิวเตอร์ หรือจอทีวี ถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่เราจะใช้ “ความโปรดปราน” ที่อัลลอฮฺประทานแก่เรา ไปในหนทางที่จะทำให้พระองค์ทรงพึงพอพระทัย ดังเช่นที่อิบรอฮีมปรารถนาที่จะกระทำต่อพระองค์

บทความนี้โพสต์ครั้งแรกที่เพจ The Sweetness Of Eman {Faith} เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2553 และ “เด็กหนุ่ม” คนนี้ ได้เสียชีวิตลง เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2553

อินนาลิ้ลลา วะอินนาอิลัยฮิรอญิอูน

Read Full Post »

image

เย็นวันหนึ่ง เด็กชายเข้าไปหาคุณแม่ของเขาในห้องครัว ขณะที่คุณแม่กำลังเตรียมอาหารเย็น จากนั้นเขาก็ยื่น “กระดาษแผ่นหนึ่ง” ที่เขาเขียนไว้ให้กับคุณแม่ของเขา หลังจากที่เธอเช็ดมือเรียบร้อยแล้ว เธอจึงอ่านมัน และสิ่งที่เขียนอยู่ในกระดาษแผ่นนั้นคือ

ค่าตัดหญ้า 50 บาท
ค่าทำความสะอาดห้องของผม สัปดาห์นี้ 30 บาท
ค่าไปตลาดซื้อของให้แม่ 20 บาท
ค่าดูแลน้อง ตอนที่แม่ไปซื้อของ 40 บาท
ค่าเอาขยะไปทิ้ง 30 บาท
ค่าผลเรียนดี 100 บาท
ค่าทำความสะอาดและกวาดสนาม 50 บาท
ค้างชำระ รวม 320 บาท

จากนั้น คุณแม่ก็มองดูลูกที่กำลังยืนอยู่ เด็กชายสามารถเห็นได้ว่า แม่กำลังนึกคิดถึงบางสิ่งบางอย่างอยู่ จากนั้นคุณแม่ก็หยิบปากกาขึ้นมา แล้วก็พลิกกระดาษแผ่นเดียวกันที่ลูกชายเขียนไว้ จากนั้นแม่ก็เริ่มเขียนบางอย่างลงไป ซึ่งข้อความทั้งหมดมีดังนี้

สำหรับเก้าเดือนที่แม่อุ้มท้องลูก ขณะที่ลูกเติบโตภายในท้องของแม่ แม่ไม่คิดเงิน

สำหรับค่ำคืนที่แม่นั่งอยู่ข้างกายลูก คอยดูแลลูก และขอดุอาอฺให้ลูก แม่ไม่คิดเงิน

สำหรับช่วงเวลาแห่งความทุกข์ และทุกๆ หยดน้ำตาของแม่ ที่เกิดจากลูกตลอดระยะเวลาหลายปีนี้ แม่ไม่คิดเงิน

สำหรับค่ำคืนที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว และความกังวลที่มีต่อลูก แม่ไม่คิดเงิน

สำหรับของเล่น อาหาร เสื้อผ้า และแม้แต่การคอยเช็ดน้ำมูกให้ลูก แม่ไม่คิดเงิน

ลูกที่รักของแม่ เมื่อลูกคำนวณค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่แม่เขียนมา ค่าของความรักของแม่นั้น แม่ไม่ขอคิดเงิน

เมื่อเด็กชายอ่านสิ่งที่แม่ของเขาเขียนจนจบ น้ำตาจากดวงตาทั้งสองของเขาก็พลั่งพลูออกมา และเขาก็มองไปยังแม่สุดที่รักของเขา และบอกกับเธอว่า
“แม่ครับ ผมรักแม่ที่สุดเลยครับ”

จากนั้นเขาก็หยิบปากกาขึ้นมา และเขียนลงไปในกระดาษด้วยตัวหนังสือตัวโตว่า “จ่ายแล้ว”

ข้อคิด
———
“อย่าคิดถึงแต่ตัวเองและสิ่งที่ตัวเองทำมาก จนทำให้ตัวเองนั้นมองข้าม “ความดีงาม” ที่คนอื่นทำให้กับคุณ และมองข้ามการอำนวยพรที่มิอาจคำนวณนับได้จากสิ่งที่อัลลอฮฺทรงประทานแก่คุณ”

แหล่งที่มา http://www.haqislam.org/paid-in-full/
แปล بنت الإسلام

 

Read Full Post »

ลับขวานของคุณให้คมอยู่เสมอ 
—————————————

image

แหล่งที่มา http://english.islamway.com/bindex.php?section=article&id=6

กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วมีคนตัดไม้ที่แข็งแรงกำยำอยู่คนหนึ่งไปของานทำกับพ่อค้าไม้ และเขาก็ได้งานทำ ซึ่งค่าจ้างที่ได้รับค่อนข้างดี เช่นเดียวกับเงื่อนไขของงานก็ดีด้วยเช่นกัน ด้วยเหตุนี้ คนตัดไม้จึงตั้งใจอย่างแน่วแน่ว่า เขาจะทำงานของเขาให้ดีที่สุด 

วันหนึ่ง เจ้านายของเขาได้ให้ขวานด้ามหนึ่งแก่เขา จากนั้นก็พาเขาไปดูบริเวณพื้นที่ที่เขาจะต้องทำงาน ซึ่งในวันแรกนั้น คนตัดไม้สามารถตัดไม้ได้ถึง 18 ต้น 

“ยินดีด้วยนะ” เจ้านายของเขากล่าว “ไปทางนั้นสิ” คำพูดของเจ้านายทำให้เขามีกำลังใจมากขึ้น เขาจึงทำงานให้หนักมากขึ้นในวันถัดไป หากแต่เขาสามารถตัดต้นไม้ได้เพียงแค่ 15 ต้น วันที่สามเขาก็พยายามทำงานให้หนักมากขึ้นอีกเช่นกัน หากแต่เขาสามารถทำได้เพียงแค่ 10 ต้น วันแล้ววันเล่าเขาก็ตัดต้นไม้ได้น้อยลง น้อยลง 

“นี่คงเป็นเพราะว่า เราสูญเสียพลังงานไปมาก ทำให้ร่างกายอ่อนแอลงแน่ๆ” คนตัดไม้ครุ่นคิด เขาจึงเข้าไปพบเจ้านายของเขาและกล่าวขอโทษ และบอกเจ้านายของเขาว่าเขาไม่ทราบเหมือนกันว่ามันเกิดอะไรขึ้นเขาถึงทำได้น้อยลง 

“นายลับขวานของนายครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่” เจ้านายของเขาถาม “ลับขวาน? ผมไม่มีเวลาที่จะมาลับขวานหรอกครับ ผมยุ่งอยู่กับการตัดต้นไม้ตลอดเลย” 

ชีวิตของเราก็เช่นกัน บางครั้งเรายุ่งมากเสียจนไม่มีเวลาที่จะลับขวาน ยิ่งในปัจจุบันนี้ มันดูก็เหมือนกับว่าทุกคนต่างยุ่งกับสิ่งต่างๆ มากยิ่งขึ้น และก็มีความสุขน้อยลง เพราะอะไรหนะหรือ มันคงเป็นเพราะว่าเราลืมที่จะลับขวานของเราให้คมอยู่เสมอหรือเปล่า? 

มันคงไม่ผิดที่จะทำงานหนัก หรือมีกิจกรรมมากมาย หากแต่พระเจ้าของเราย่อมไม่ประสงค์ให้เราเพิกเฉยต่อสิ่งที่สำคัญอย่างแท้จริงในชีวิตไป เช่นการใช้เวลาเพื่อการละหมาด อ่านหนังสือ เราทุกคนต่างต้องการเวลาพักผ่อน ที่จะคิด ใคร่ครวญ เรียนรู้ และเติบโต 

หากเราไม่สละเวลาเพื่อลับขวานของเรา วันหนึ่งเราย่อมกลายเป็นขวานที่ทื่อและไร้ประสิทธิภาพ ดังนั้นเราจึงควรเริ่มต้นเสียแต่วันนี้ คิดหาวิธีที่จะช่วยทำให้เราสามารถทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้นและเพิ่มมูลค่าให้กับมัน 

แปล Bint Al-Islam

Read Full Post »

★★★“ปลาดาว”★★★

image

ชายคนหนึ่งเดินเล่นอยู่ริมชายทะเล ขณะที่ดวงอาทิตย์กำลังตก ระหว่างที่เขาเดินไปเรื่อยๆ นั้น เขามองเห็นผู้ชายคนหนึ่งจากระยะไกล เขาสังเกตเห็นว่า “ชายคนนั้น” ก้มตัวลง แล้วก็หยิบบางสิ่งบางอย่าง แล้วโยนมันลงไปในทะเล ครั้งแล้วครั้งเล่า 

เมื่อเขาเริ่มเดินเข้าไปใกล้ “ชายคนดังกล่าว” เขาก็สังเกตเห็นว่า “ชายคนนั้น” ก้มลงเก็บ “ปลาดาว” ที่ถูกน้ำทะเลซัดเข้าฝั่งขึ้นมา แล้วก็โยน “มัน” กลับลงไปในทะเล ทีละตัวทีละตัว 

ด้วยความสงสัย เขาจึงเดินเข้าไปหา “ชายคนนั้น” แล้วทักทายว่า “สวัสดีครับ ผมสงสัยว่าคุณกำลังทำอะไรอยู่เหรอครับ?” 

ชายคนนั้นตอบว่า “ผมกำลังโยนปลาดาวพวกนี้กลับลงไปในทะเล คุณเห็นไหมว่า น้ำลด ปลาดาวพวกนี้เลยถูกซัดขึ้นมาที่ฝั่ง ถ้าผมไม่โยนมันกลับลงไปในน้ำทะเล พวกมันก็ต้องตายเพราะขาดออกซิเจน” 

ชายอีกคนจึงท้วงขึ้นมาว่า “แต่มันมีปลาดาวเป็นพันๆ ตัวบนชายหาดนี้ คุณไม่สามารถที่จะเก็บมันแล้วโยนมันกลับลงไปได้หมดทุกตัวหรอก แล้วคุณไม่คิดหรือว่ามันยังคงมีปลาดาวอีกหลายๆ ตัวที่ไปเกยฝั่งแบบนี้บนหลายร้อยชายหาด คุณไม่คิดหรือว่า คุณไม่ได้ทำให้เกิดความแตกต่างอะไรขึ้นมาเลย” 

ชายคนเดิมก้มตัวลง และหยิบปลาดาวอีกตัว โยนลงไปทะเลอีกครั้ง พร้อมทั้งพูดด้วยร้อยยิ้มว่า “ผมทำให้เกิดความแตกต่างกับปลาตัวนั้นแล้ว!!” 

เราควรตระหนักว่า ไม่ว่า “การทำความดี” นั้นจะดูเล็กน้อยสักเพียงใด หากแต่ความจริงแล้วนั้นมันได้สร้างความแตกต่างอย่างแน่นอน 

ดังนั้นจงสร้างความแตกต่างให้เกิดขึ้นในวันนี้ ทำบางสิ่งบางอย่างที่ดีเพื่อผู้อื่น และคุณจะพบกับความสุข 

ท่านเราะสูล ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “จงทำความดีที่ท่านสามารถกระทำมันได้โดยไม่ยากลำบาก เพราะอัลลอฮฺมิทรงเหน็ดเหนื่อย (ในการประทานรางวัลการตอบแทน) จนกว่าท่านจะเหนื่อย (จากการทำความดีงาม) และ การงานอันเป็นที่รักยิ่งของอัลลอฮฺนั้น คือการงานที่ทำอย่างสม่ำเสมอ แม้ว่ามันจะเล็กน้อยก็ตาม” (บุคอรียฺ)

★★★★★★★★★
แหล่งที่มา:: Source: http://www.citehr.com/5871-make-difference.html 
แปล:: بنت الاٍسلام

Read Full Post »

image

แหล่งที่มา https://www.facebook.com/note.php?note_id=191661177459
ถอดความ بنت الاٍسلام

คืนหนึ่ง ชารีฟะฮฺทะเลาะกับแม่ของเธอ และเธอหนีออกจากบ้านไปโดยไม่ได้เอาอะไรติดตัวออกไปด้วย ขณะที่เธอกำลังเดินอยู่ข้างถนน เธอก็เพิ่งจะรู้ตัวว่าเธอไม่มีเงินติดตัวมาด้วยเลย แม้แต่เงินเหรียญที่พอจะใช้โทรศัพท์สาธารณะได้ และขณะเดียวกันนั้น เธอได้มองไปเห็นร้านขายก๋วยเตี๋ยวเล็กๆ ข้างทาง กลิ่นก๋วยเตี๋ยวจากร้านนั้นหอมโชยมาแตะจมูกของเธอ จนทำให้เธออยากจะทานมันสักชาม แต่ทว่า่เธอไม่มีเงินสักบาทเลย

เมื่อเจ้าของร้านก๋วยเตี๋ยวเห็นชารีฟะฮฺยืนอยู่หน้าร้านของเขาเป็นเวลานานพอสมควร เขาจึงถามเธอว่า “นี่หนู หนูอยากจะทานก๋วยเตี๋ยวสักชามไหม”
เธอตอบด้วยความอายว่า “แต่ แต่ หนูไม่ได้เอาเงินติดตัวมาเลยค่ะ”

“ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยวลุงจะเลี้ยงเอง” คนขายก๋วยเตี๋ยวบอก “มานั่งตรงนี้สิ เดี๋ยวลุงจะทำก๋วยเตื๋ยวให้”

ไม่นานนัก เจ้าของร้านก็เอาก๋วยเตี๋ยว พร้อมกับผักอีกหนึ่งจานมาวางไว้บนโต๊ะให้เธอ ชารีฟะฮฺทานไปได้ไม่กี่คำ เธอก็เริ่มร้องไห้ออกมา

“เป็นอะไรไปหรือ หนูน้อย” เจ้าของร้านถาม

“ไม่มีอะไรหรอกค่ะ หนูแค่รู้สึกซาบซึ้ง” ชารีฟะฮฺกล่าวขณะที่เธอเช็ดน้ำตา “แม้แต่คนแปลกหน้าที่เจอตรงข้างถนนยังมีเมตตาเลี้ยงก๋วยเตี๋ยวหนู แต่แม่แท้ๆ ของหนูนะสิคะ พอเราทะเลาะกัน แม่ก็ไล่หนูออกจากบ้านและบอกไม่ให้หนูกลับไปบ้านอีก แต่คุณลุงเป็นคนแปลกหน้าแต่กลับแสดงความห่วงใยและใส่ใจหนู ขณะที่แม่แท้ๆ ของหนู ใจร้ายกับเหลือเกิน” เธอบอกกับเขา

เมื่อเจ้าของร้านได้ยินสิ่งที่ชารีฟะฮฺบอกเล่า เขาก็ตอบเธอว่า “หนูเอ้ย หนูคิดแบบนั้นได้ยังไงกัน ลองคิดให้ดีนะ ลุงเพิ่งจะทำก๋วยเตี๋ยวเพียงหนึ่งชามให้หนูเท่านั้น และหนูก็ซาบซึ้งในสิ่งนี้ แต่แม่ของหนูทำก๋วยเตี๋ยว ข้าว (อาหารอื่นๆ อีกมากมาย) ให้หนูทานตั้งแต่หนูยังเป็นเด็ก จนถึงตอนนี้ ทำไมหนูถึงไม่ซาบซึ้งในสิ่งที่แม่ทำให้หนูมาตลอด และหนูเองก็ยังไปทะเลาะกับแม่อีก”

คำพูดของเจ้าของร้าน ทำให้เธอหยุดนิ่งชั่วขณะ “ทำไมเราถึงไม่คิดแบบนั้น เราซาบซึ้งกับก๋วยเตี๋ยวเพียงชามเดียวจากคนแปลกหน้า แต่กับแม่แท้ๆ ที่ทำอาหารให้เราทานมาตลอดหลายปี เรากลับไม่ใส่ใจ และเพียงเพราะปัญหาเล็กน้อยๆ เรากลับหาเรื่องทะเลาะกับแม่” เธอรีบทานก๋วยเตี๋ยวที่อยู่ในชามจนหมดและรีบรุดตรงไปที่บ้านของเธอ

ขณะที่เธอกำลังเดินกลับบ้าน เธอคิดอยู่ในใจถึงสิ่งที่เธออยากจะบอกกับแม่ของเธอเสียตอนนั้นว่า “แม่คะ หนูขอโทษ หนูรู้ว่าหนูผิด แม่ยกโทษให้หนูด้วยนะคะ”

เมื่อชารีฟะฮฺเดินไปหยุดที่ประตูทางเข้าบ้าน เธอเห็นแม่ของเธอ มีท่าทีเหน็ดเหนื่อย กังวลใจ กำลังตามหาเธอทุกๆ หนแห่งอย่างลนลาน และเมื่อผู้เป็นแม่เห็นชารีฟะฮฺ ประโยคแรกที่ออกมาจากปากของผู้เป็นแม่คือ “ชารีฟะฮฺ เข้ามาในบ้านเร็วๆ สิลูก แม่เตรียมอาหารไว้ให้เรียบร้อยแล้ว เดี๋ยวอาหารจะเย็นหมด ถ้าลูกไม่กินตอนนี้” ชั่วขณะเดียวกันนั้น ชารีฟะฮฺไม่สามารถกลั้นน้ำตาของเธอไว้ได้อีกต่อไปและเธอก็เริ่มร้องไห้ออกมาต่อหน้าแม่ของเธอ

บางครั้ง เราอาจจะรู้สึกซาบซึ้งกับสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่คนอื่นๆ ที่อยู่รอบข้างทำให้กับเรา แต่กับคนที่ใกล้ชิดกับเรามากที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งพ่อและแม่ของเรา สิ่งที่ท่านทำให้เรานั้นมันเป็น “บุญคุณทั้งชีวิต” ที่เราจำต้องจดจำไว้

เราไม่ควรที่จะลืมถึงสิ่งที่พ่อและแม่ทำให้กับเรา บ่อยครั้งเรามักจะทำตัวเหมือนกับว่า มันเป็นเรื่องปกติที่พวกท่านควรต้องเสียสละให้เรา

อย่างไรก็ตาม “ความรัก ความห่วงใยของพ่อและแม่นั้น เป็นของขวัญที่ล้ำค่าที่สุดที่เราได้รับ ตั้งแต่เราเกิดมา พวกเขาไม่ได้คาดหวังที่จะได้รับสิ่งใดตอบแทนจากเราสำหรับการที่ท่านเลี้ยงดูเรามา แต่เราลองคิดใคร่ครวญให้ดีเกี่ยวกับ “ความรักนี้” เราจะเห็นคุณค่าของความเสียสละที่ปราศจากเงื่อนไขจากพ่อแม่ของเราหรือไม่ และเราได้ตอบแทนบุญคุณของท่านอย่างครบถ้วนหรือไม่

Read Full Post »

« Newer Posts - Older Posts »

%d bloggers like this: