Feeds:
Posts
Comments

Archive for the ‘Uncategorized’ Category

คุณกำลังเศร้าใจอยู่หรือไม่ (หัวข้อ Feeling sad?)
ถอดความและเรียบเรียง
จากบรรยายของมุฟตี อิสมาอีล เมงกฺ โดย บินติ อัลอิสลาม
คัดลอกคำแปลอัลกุรอานจาก http://daasee.com/

เพราะเราเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาทั่วไป ดังนั้นจึงเปีนเรื่องปกติที่บางครั้งเราอาจจะมีความสุขอย่างล้นเหลือ และบางครั้งเราก็อาจมีความทุกข์อย่างมาก อย่างไรก็ตาม เมื่อไรที่เรารู้สึกมีความสุข เราควรตั้งคำถามกับตัวเองว่า “อะไร หรือสิ่งใด ที่เป็นสาเหตุที่นำมาซึ่งความสุขแก่เรา”

หากว่ามันเป็นเพราะ “ความสัมพันธ์ระหว่างเรากับอัลลอฮฺ” ที่ทำให้เรามีความสุข นั่นหมายความว่า ความสุขนั้นจะคงอยู่ไปชั่วนิรันดร์ แต่หากว่ามันเป็นเพราะ “วัตถุ ปัจจัยแห่งโลกดุนยา” ที่ทำให้เรามีความสุข ขอให้เราตระหนักว่า “ความสุขนั้นเป็นความสุขเพียงชั่วคราว” และไม่วันใดวันหนึ่ง อัลลอฮฺย่อมทรงทดสอบเราด้วยการถอดถอนมันออกไป

อัลลอฮฺตรัสชัดแจ้งว่า “หากว่าคุณได้รับบางสิ่งบางอย่างในชีวิต ไม่มีสิ่งใดรับประกันได้เลยว่า สิ่งที่คุณได้รับนั้นจะคงอยู่กับคุณตลอดไป”  ในซุเราะฮฺอัลบะเกาะเราะฮฺ อัลลอฮฺตรัสว่าพระองค์จะทรงทดสอบเราด้วยความกลัว ความสูญเสียบางสิ่งบางอย่างในชีวิต ความหิวโหย

“และแน่นอน เราจะทดลองพวกเจ้าด้วยสิ่งใดสิ่งหนึ่งจากความกลัวและความหิวและด้วยความสูญเสีย (อย่างใดอย่างหนึ่ง) จากทรัพย์ ชีวิต และพืชผล และเจ้าจงแจ้งข่าวดีแก่บรรดาผู้อดทนเถิด” อัลบะเกาะเราะฮฺ อายะฮฺที่ ๑๕๕

—-ดังนั้นเวลาที่เราเกิดความรู้สึกโศกเศร้า เสียใจ เราควรทำเช่นไร—

ประการแรก ให้ถามตัวเองว่า “ความสัมพันธ์ระหว่างฉันกับอัลลอฮฺ ผู้เป็นเจ้าของความสุขนั้นดีหรือไม่ แน่นแฟ้นหรือไม่ เป็นไปอย่างราบรื่นหรือไม่?”

ยกตัวอย่างเช่น  หากเราเป็นคนที่ไม่รักษาการละหมาด ไม่มีความสัมพันธ์กับอัลกุรอาน ไม่มีการสร้างความสัมพันธ์ใดๆ กับอัลลอฮฺเลย เช่นนั้น เราจะสามารถต่อสู้ เอาชนะกับความรู้สึกโศกเศร้าได้อย่างไร แน่นอนว่า เราย่อมต้องจมปลักอยู่กับความโศกเศร้าอย่างไม่มีวันสิ้นสุด ด้วยเพราะว่าเราขาดสติ หลุดจากความจริง จากเป้าหมาย จากสิ่งที่เป็นอยู่ แท้จริงแล้ว ชีวิตดุนยานั้นเป็นสิ่งชั่วคราว มันไม่คงอยู่ถาวร และเราอยู่บนโลกดุนยานี้เพื่อการต้องถูกทดสอบ

โลกดุนยานี้ คือดินแดนแห่งบททดสอบ เพราะไม่มีใครบนโลกใบนี้ที่จะได้รับในสิ่งที่พวกเขาต้องการในทุกๆ อย่าง หากทว่าพวกเขาจะได้รับแต่ในสิ่งที่อัลลอฮฺทรงเลือกไว้ให้พวกเขาแล้วเท่านั้น  บางคนอาจถูกทดสอบด้วยปัญหาด้านสุขภาพ ปัญหาด้านการเงิน ปัญหาครอบครัว และปัญหาอื่นๆ ที่แตกต่างกันไป รวมไปถึงการสูญเสียประเภทต่างๆ อีกด้วย

สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับเรามันอาจไม่เป็นไปเช่นที่เราปรารถนา นั่นเป็นเพราะว่า “มันคือบททดสอบ” ที่อัลลอฮฺทรงต้องการดูว่าเราจะรับมือกับมันอย่างไร พระองค์ทรงต้องการดูว่าบททดสอบนั้นจะทำให้เราเข้าหาพระองค์มากขึ้นหรือไม่ และตระหนักได้หรือไม่ว่า โลกดุนยานี้เป็นโลกแห่งความชั่วคราว

ดังนั้น เวลาที่เราเกิดความโศกเศร้า เสียใจ ทุกข์ใจ เราต้องถามตัวเองก่อนเลยว่า ความสัมพันธ์ระหว่างเรากับอัลลอฮฺนั้นเป็นเช่นไร? ซึ่งความสัมพันธ์ที่ว่านี้หมายถึงการละหมาด การรักษาการละหมาดทั้งห้าเวลาของเรา เราต้องตรวจสอบว่า เรามีความกระตือรือร้นในการที่จะละหมาดหรือไม่ เรามีความปรารถนาที่จะเข้าเฝ้าพระองค์หรือไม่ เราตระหนักรู้หรือไม่ว่าเรากำลังพูด กำลังทำอะไรอยู่ขณะละหมาด รับรู้ว่าเรากำลังก้มศีรษะลงพื้นสูญูดให้ใคร .. ให้ผู้ทรงสร้างเรา ผู้ประทานความสุข ผู้ทรงควบคุมชีวิต ผู้ที่เราต้องกลับไปหาพระองค์ใช่หรือไม่  เพราะการใคร่ครวญ จะช่วยขจัดความโศกเศร้าของเราออกไปได้

การตระหนักรู้ได้เช่นนั้น จะทำให้เราคลายความกังวล เพราะเรารู้ว่าสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นนั้น เป็นไปตามแผนการของอัลลอฮฺ ไม่ใช่แผนการของใครอื่นใด ดังนั้น เมื่อเรารู้ว่าเป็นแผนการของพระองค์ เราก็ควรวิงวอนขอความช่วยเหลือจากพระองค์ ให้พระองค์ทรงทำให้เราสามารถผ่านพ้นบททดสอบไปได้ด้วยความง่ายดาย

ในบททดสอบทั้งหลายที่เกิดขึ้นนั้น แท้จริงอัลลอฮฺทรงต้องการให้เรานำความสามารถ พลัง ศักยภาพที่พระองค์ประทานให้แก่เราออกมาใช้เพื่อช่วยเหลือตัวเราเอง พร้อมด้วยการขอความช่วยเหลือจากพระองค์

เราอย่าปล่อยให้คำพูดของใครทำให้เราต้องเสียใจ เพราะแท้จริงไม่มีใครหรอก ที่จะเป็นที่รัก ที่ชื่นชอบของทุกคน แม้แต่ท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม เอง ก็โดนตำหนิ ต่อว่า ด่าทอมากมาย ดังนั้นสิ่งที่คุณควรทำคือ การเข้าหาอัลลอฮฺ ใกล้ชิดพระองค์ให้มากขึ้น อย่าปล่อยให้คนที่ละเมิดขอบเขตของอัลลอฮฺ คนที่มีความยโสทะนงตน คนที่ชอบปล่อยข่าวชั่วร้าย คนที่มีอุปนิสัยที่ไม่ดีทำให้คุณต้องเศร้าเสียใจ เป็นทุกข์

“บรรดาผู้ศรัทธา และจิตใของพวกเขาสงบด้วยการรำลึกถึงอัลลอฮฺ พึงทราบเถิด ด้วยการรำลึกถึงอัลลอฮฺเท่านั้นทำให้จิตใจสงบ” (อัรร็อด อายะฮฺที่ ๒๘)

เราจะรำลึกถึงอัลลอฮฺอย่างไร

  • ปรับปรุงคุณภาพการละหมาดของเรา
  • ใช้เวลาไปกับการอาบน้ำละหมาดอย่างดีที่สุด
  • ใช้เวลาไปกับการเข้าเฝ้าพระองค์อย่างดีที่สุด
  • ใคร่ครวญ ทำความเข้าใจถึงความหมายของสิ่งที่กำลังกล่าวขณะละหมาด
  • มุ่งความสนใจไปกับการทำอิบาดะฮฺต่อพระองค์
  • บอกตัวเองว่า คุณกำลังสนทนากับผู้ทรงสร้างอยู่

“โอ้ มนุษย์เอ๋ย แท้จริง ข้อตักเตือน (อัลกุรอาน) จากพระเจ้าของพวกท่าน ได้มายังพวกท่านแล้ว และมันเป็นการบำบัดสิ่งที่มีอยู่ในทรวงอก และเป็นการชี้แนะทาง และเป็นความเมตตาแก่บรรดาผู้ศรัทธา” (ยูนูส อายะฮฺที่ ๑)

หากคุณปรารถนาที่จะขจัดความทุกข์ออกไป ให้ตระหนักเสมอว่า อัลกุรอาน คือสิ่งที่ช่วยบำบัดเยียวยาความทุกข์ของคุณ

ใช้เวลา 5 นาทีในการอ่านอัลกุรอานทุกๆ เช้า พยายามอ่านออกเสียงให้ด้วยท่วงทำนอง และอัลกุรอานจะช่วยขจัดความทุกข์เศร้าของคุณ โดยที่คุณไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำ

ไม่มีใครบนโลกใบนี้ที่จะไม่มีปัญหาในชีวิต แต่มันขึ้นอยู่กับการรับมือ การจัดการกับปัญหาของแต่ละคนมากกว่า บางทีคุณอาจคิดว่าคุณมีปัญหาแสนสาหัส แต่ความเป็นจริง อาจเป็นไปได้ว่า คนที่นั่งอยู่ข้างๆ คุณ มีปัญหาหนักมากยิ่งกว่าคุณหลายร้อยเท่า แต่คุณมองไม่เห็นมัน เพราะเขาเหล่านั้นมีความสัมพันธ์ที่ดีกับอัลลอฮฺ เพราะพวกเขาตระหนักรู้ว่าโลกดุนยาคือสถานที่พักพิงชั่วคราว

ดังนั้น เมื่อคุณพัฒนาความสัมพันธ์กับอัลกุรอาน และพยายามอ่าน ทำความเข้าใจ พยายามนำมาปฏิบัติ และคุณก็พัฒนาความสัมพันธ์ของคุณกับอัลลอฮฺ และซิเกรฺ (รำลึกถึงพระองค์) ทำการละหมาดอย่างครบถ้วนสมบูรณ์แล้ว คุณย่อมสามารถที่จะตระหนักรู้ ซาบซึ้งในบุญคุณ และขอบคุณในสิ่งต่างๆ มากมายที่อัลลอฮฺทรงประทานแก่คุณโดยที่พระองค์ไม่ได้ประทานสิ่งเหล่านั้นแก่ใคร

เช่นในหะดีษบทหนึ่งที่ท่านนบีบอกไว้ว่า “จงมองดูคนที่มีสถานะที่ต่ำกว่าท่าน (ย่ำแย่กว่าท่าน) และจงอย่ามองดูคนที่มีสถานะที่สูงกว่าท่าน นั่นคือสิ่งที่จะช่วยปกป้องท่านจากการดูแคลนการอำนวยพรที่อัลลอฮฺทรงประทานแก่ท่าน”

เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น ให้ตั้งคำถามกับตัวเองว่า “ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้” มีผลกระทบต่อดุนยา หรือศาสนาของคุณหรือไม่

หากปัญหาที่ทำให้คุณโศกเศร้าเสียใจ มีผลกระทบต่อศาสนาของคุณ แน่นอนว่านั่นคือสิ่งที่คุณควรโศกเศร้าเสียใจ แต่หากว่าปัญหาของคุณ มีผลกระทบต่อดุนยา คุณควรเตือนตัวเองว่า “ชีวิตของเรานั้นเป็นความชั่วคราว ไม่มีอะไรคงทนถาวร วันเวลาจะผลัดเปลี่ยนไป”

ยกตัวอย่าง มีชายคนหนึ่ง พร่ำบ่นมากมายว่าน้ำที่บ้านของเขาไม่ร้อน ในขณะที่ยังมีอีกหลายๆ คนที่ไม่มีแม้แต่น้ำจะดื่ม หรือจะใช้ พวกเราหลายคนโศกเศร้ากับสิ่งที่เป็นความชั่วคราว

ในการทดสอบของอัลลอฮฺนั้น อัลลอฮจะทรงทดสอบเราตามสถานะของเรา นบีมุหัมมัดแจ้งไว้แล้วว่า อัลลอฮฺจะทรงทดสอบบ่าวของพระองค์ตามปริมาณความรักที่พระองค์มีต่อเรา เมื่อพระองค์ทรงรักเรามากเท่าไร พระองค์ก็จะทรงทดสอบเรามากขึ้นเท่านั้น

เวลาที่คุณประสบปัญหา คุณก็จะเริ่มหาทางออก หาทางแก้ไข และผู้ศรัทธานั้นย่อมหาทางออกด้วยการเข้าหาอัลลอฮฺ และเมื่ออัลลอฮฺทรงต้องการให้คุณใกล้ชิดพระองค์ พระองค์จะทรงมอบปัญหาที่หนักแก่คุณ เพราะพระองค์ทรงรู้ว่า หากว่าคุณไม่ได้เผชิญกับปัญหาหนักนี้ในชีวิตของคุณ อาจเป็นไปได้ว่าคุณจะไม่ให้ความใส่ใจต่อการละหมาด คุณอาจจะไม่เคยรำลึก นึกถึงหรือวิงวอนขอจากอัลลอฮฺก็เป็นได้

ดังนั้น ขอให้คุณนึกถึงบรรดาผู้คนที่มีน้อยกว่าคุณ เพื่อที่คุณจะได้ขอบคุณในสิ่งที่คุณมี และพึงตระหนักว่าปัญหาที่คุณเผชิญนั้นยังไม่หนักหนาเท่ากับพี่น้องที่กำลังโดนลูกระเบิดถล่มอยู่แทบทุกคืนวัน และเมื่อมีสิ่งใดเกิดขึ้นก็ให้กล่าว อัลฮัมดุลิลลาฮฺ

อีกหนึ่งวิธีในการต่อสู้กับความโศกเศร้า คือการมองดูสิ่งต่างๆ ที่อัลลอฮฺทรงสร้าง ไม่ว่าจะเป็น ต้นไม้ ใบหญ้า ธรรมชาติสีเขียว สัตว์มากมาย อากาศอันบริสุทธิ์ แสงอาทิตย์ที่สาดส่อง

“แท้จริงในการสร้างบรรดาชั้นฟ้าและแผ่นดิน และการที่กลางวันและกลางคืนตามหลังกันนั้น แน่นอนมีหลายสัญญาณสำหรับผู้มีปัญญา” (อาลิ อิมรอน อายะฮฺที่ ๑๙๐)

สัญญาณเหล่านี้นอกจากจะแสดงให้เห็นถึง ความเป็นหนึ่งเดียวของอัลลอฮฺ ความยิ่งใหญ่ของพระองค์ ความใกล้ชิดที่คุณมีต่อพระองค์ สัญญาณดังกล่าวยังช่วยเยียวยาความทุกข์โศกของคุณ ธรรมชาติสิ่งที่พระองค์ทรงสร้างช่วยบรรเทาความเครียด ความกังวลของคุณ

อย่าเศร้าใจไปเลย วันเวลาที่เรามีอยู่นั้นไม่คงอยู่กับเราถาวร มันเป็นเพียงแค่ความชั่วคราว

ช่วงเวลาที่คุณควรเสียใจมากที่สุด คือช่วงเวลาที่คุณห่างไกลจากพระองค์ และนี่คือสิ่งที่ทำให้ใครต่อใครหลายคนมีความทุกข์ใจ ความโศกเศร้า เพราะพวกเขาใช้ชีวิตไปกับการปาร์ตี้ การพนัน การทำซินา การยุ่งเกี่ยวกับแอลกอฮอล์ ยาเสพติด แน่นอนว่าหากคุณกำลังใช้ชีวิตแบบนั้น คุณย่อมต้องพบกับความโศกเศร้า เพราะคุณห่างไกลจากพระองค์ ดังนั้นหากคุณปรารถนาที่จะเอาชนะความเศร้า ความทุกข์ใจ คุณก็ควรเข้าหาพระองค์ พระองค์ทรงรอคอยการกลับไปของคุณอยู่ และพระองค์ก็ทรงปลื้มปิติเมื่อคุณกลับไปหาพระองค์

พึงรู้เถิดว่า หากว่าคุณทำให้อัลลอฮฺทรงพึงพอใจ พระองค์ก็จะทรงทำให้คุณพึงพอใจ และมีความสุขเช่นกัน 

และพึงรู้เถิดว่า “ความทุกข์ ความเศร้า ความเสียใจ” เป็นสิ่งที่คุณสามารถจัดการรับมือกับมันได้

อัลลอฮฺทรงปลอบประโลมนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิวะสัลลัมว่า “จงอย่าเสียใจ” และนบีเองก็เคยปลอบใจท่านอบูบักร ในยามที่ท่านอบูบักรโศกเศร้าด้วยอายะฮฺนี้

“ท่านอย่าเสียใจ แท้จริงอัลลอฮ์ทรงอยู่กับเรา” (อัตเตาบะฮฺ อายะฮฺที่ ๔๐)

ดังนั้นคุณจะเศร้าเสียใจไปทำไม ในเมื่อคุณรู้ว่าอัลลอฮฺทรงอยู่กับคุณ และไม่ว่าพวกเขาจะพยายามทำให้คุณเจ็บช้ำเพียงใด มันก็จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้ เว้นแต่ด้วยการอนุมัติของพระองค์ และท้ายที่สุด สิ่งที่เกิดขึ้น มันย่อมดีกับคุณแน่นอน

ในหะดีษบทหนึ่ง ท่านนบีมุหัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะสัลลัม กล่าวว่า “การงานทั้งหลายของผู้ศรัทธาช่างสวยงามยิ่ง เพราะทุกๆ การงานของเขาต่างเป็นสิ่งดีงามทั้งสิ้น และมันจะไม่เกิดขึ้นกับผู้ใด เว้นแต่ผู้ที่มีความศรัทธา หากมีสิ่งที่ดีงามเกิดขึ้นกับเขา เขาก็ขอบคุณและนั่นคือสิ่งที่ดีสำหรับเขา และหากว่ามีสิ่งที่เลวร้ายเกิดขึ้นกับเขา เขาก็ยอมรับมันด้วยความอดทน และนั่นก็เป็นสิ่งที่ดีสำหรับเขาด้วยเช่นกัน” (อะหมัด และมุสลิม)

เวลาที่คุณมีช่วงวันเวลาที่ดี คุณควรใกล้ชิดอัลลอฮฺ อย่ารอให้เกิดช่วงวันเวลาที่ไม่ดี คุณถึงจะเข้าหาพระองค์

“จงใกล้ชิดอัลลอฮฺในยามสุขสบาย และคุณจะพบว่าในยามที่คุณประสบกับความยากลำบาก พระองค์จะทรงอยู่กับคุณ และคุณจะผ่านพ้นความยากลำบากไปได้ด้วยดี”

เมื่อสิ่งที่ไม่ดีใดๆ ก็ตามประสบกับผู้ศรัทธา เขาก็อดทน เพราะเขารู้ว่าเขาจะได้รับรางวัลการตอบแทนจากอัลลอฮฺ และมันเป็นสิ่งที่ดียิ่งกว่าสำหรับเขา นี่คือเหตุผลว่าทำไมการงานทั้งหลายของเขาจึงสวยงาม

ความดีใดๆ เกิดขึ้นกับเขา เขาก็ขอบคุณ ความเลวร้ายใดๆ เกิดขึ้นกับเขา เขาก็ขอบคุณ อดทน ไม่โกรธเคืองอัลลอฮฺ เขายังคงยิ้มและระลึกถึงอัลลอฮฺเสมอ การกระทำเช่นนี้ย่อมช่วยบรรเทาความทุกข์ ความเสียใจของเขาได้ “ผู้ศรัทธา” ย่อมเรียนรู้ที่จะหาทางใกล้ชิดกับพระองค์ให้มากขึ้น

พึงรู้เถอะว่า.. ความทุกข์โศกที่ชั่วนิรันดร์ คือ การที่คนคนหนึ่งตกลงไปในไฟนรก

พึงรู้เถอะว่า.. ความสุขชั่วนิรันดร์ คือ การที่เขาได้รับสมุดบันทึก (บัญชี) ของเขาด้วยมือขวาในวันแห่งการตัดสิน และสวนสวรรค์คือที่พักพิงของเขา ถึงเวลานั้น มันหมายความว่า “เขาผู้นั้น” คือผู้ที่มีความสุขที่สุดในโลกแล้ว

790bd3d18eb757063db17f3c00931301

รูปจาก การค้นหาทางอินเตอร์เนต 

Read Full Post »

positive-thinking-b
รูปจากอินเตอร์เนต
เรียนรู้ที่จะคิดบวกจากหะดีษ (5 บท)
**********************************
จากบทความ Hadith 5 on positive thinking
ผู้เขียน อบู มุอาวิยะฮฺ อิสมาอีล กัมดัร /แปล บินติ อัลอิสลาม
 
การรายงานหะดีษของอิสลามได้เน้นในเรื่องของการคิดบวก แม้ว่าปัจจุบันนี้มุสลิมมากมายเลือกที่จะคิดในแง่ลบเกี่ยวกับโลกใบนี้ และเกี่ยวกับบรรดาผู้คนที่อยู่อาศัยอยู่ที่นี่ ซึ่งในความเป็นจริงนั้น อิสลามส่งเสริมในสิ่งที่ตรงกันข้าม
 
ดังนั้นขอให้เราใคร่ครวญหะดีษ 5 บทต่อไปนี้ และเริ่มการเดินทางไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่เป็นด้านบวกกัน
 
หะดีษบทที่หนึ่ง ให้คิดว่า “ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมีความดีซ่อนอยู่”
—————————————–
“การงานของบรรดาผู้ศรัทธานั้นน่าอัศจรรย์ยิ่ง แท้จริงแล้วทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของเขาคือความดีงาม และสิ่งนี้ไม่เกิดขึ้นกับผู้ใดเว้นแต่ บรรดาผู้ศรัทธา หากสิ่งที่ดีงามเกิดขึ้นกับเขา เขาก็ขอบคุณ และนั่นเป็นการดีสำหรับเขา และหากว่าสิ่งที่เลวร้ายเกิดขึ้นกับเขา เขาก็อดทน และนั่นก็เป็นการดีสำหรับเขาด้วยเช่นกัน” (เศาะเหียะฮฺมุสลิม 2999)
 
หะดีษบทนี้สอนให้เรารู้จักที่จะมองสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับชีวิตในแง่บวก ช่วงเวลาสุขสบายคือโอกาสแห่งการขอบคุณ และช่วงเวลาที่ยากลำบากก็คือบททดสอบแห่งความอดทน สถานการณ์ทั้งสองแบบต่างเป็นสิ่งดีงามสำหรับเรา ดังนั้นไม่ว่าจะมีอะไรก็ตามที่เกิดขึ้นในชีวิตของเรา มันมักจะมีหนทางที่ทำให้เราได้รับผลประโยชน์จากสถานการณ์เหล่านั้นเสมอ
 
หะดีษบทที่สอง ให้คิดดีเกี่ยวกับอัลลอฮฺ
—————————————–
“ข้าเป็นดังเช่นที่บ่าวของเขานึกคิดเกี่ยวกับข้า ข้าอยู่กับเขาเมื่อเขานึกถึงข้า และหากเขากล่าวรำลึกถึงข้ากับตัวเขา ข้าก็จะกล่าวรำลึกถึงเขากับตัวข้า และหากเขากล่าวรำลึกถึงข้าในกลุ่มคน ข้าจะกล่าวถึงรำลึกถึงเขาในกลุ่มคนที่ดีกว่า หากเขาเข้ามาใกล้ชิดข้าหนึ่งคืบมือ ข้าก็จะเข้าไปใกล้ชิดเขาศอกหนึ่ง และหากเขาเข้ามาใกล้ชิดข้าศอกหนึ่ง ข้าก็จะเข้าไปใกล้ชิดเขาวาหนึ่ง และหากเขาเข้ามาหาข้าด้วยการเดิน ข้าก็จะเข้าไปหาเขาด้วยการวิ่ง” (เศาะเหียะฮฺบุคอรียฺ 6856 และเศาะเหียะฮฺมุสลิม 4832)
 
ในหะดีษกุดซียฺบทนี้ พระองค์อัลลอฮฺเองได้ทรงแจ้งแก่เราถึงความสำคัญของการคิดในแง่ดีเกี่ยวกับพระองค์ เราจำต้องคิดถึงแต่สิ่งที่ดีงามเกี่ยวกับพระผู้ทรงสร้างของเรา และไม่ปล่อยให้ชัยฎอนมาใส่ความคิดที่ชั่วร้ายในหัวของเรา และยิ่งเราคิดดีเกี่ยวกับอัลลอฮฺมากเท่าไร เราก็จะยิ่งได้รับสิ่งที่ดีสิ่งที่เป็นประโยชน์จากการมีความคิดเช่นนี้ทั้งในโลกดุนยาและอาคิเราะหฺ
 
หะดีษบทที่สาม หลีกเลี่ยงการคิดแง่ลบ
—————————————–
“พึงระวังความหวาดระแวงสงสัย เพราะความหวาดระแวงสงสัยคือการกล่าวเท็จที่เลวร้ายที่สุด และอย่าได้สอดแนมกัน และอย่ารับฟังการพูดคุยที่ชั่วร้ายของผู้คนเกี่ยวกับเรื่องราวของผู้อื่น (นินทา) และอย่าสร้างความเป็นศัตรูระหว่างกัน แต่จงเป็นพี่น้องกัน และไม่ควรมีการเสนอตัวต่อสตรีที่พี่น้อง (มุสลิม) ของเขาได้เข้าไปเสนอตัวแล้ว ทว่าเขาควรรอจนกว่าผู้เสนอตัวคนแรกได้แต่งงานกับนางแล้ว หรือถอดถอนการเสนอตัวต่อนาง” (เศาะเหียะฮฺบุคอรียฺ 5970)
 
การมีความคิดในด้านลบเกี่ยวกับพี่น้องมุสลิม คือต้นเหตุของความเป็นศัตรู ความอิจฉาริษยา และความแตกแยก หะดีษบทนี้ได้สั่งห้ามการคิดลบในทุกกรณีไม่ว่ามันจะการสงสัยที่ไม่ได้อยู่บนความเป็นจริง การนินทา การสอดแนม ความผิดบาปเหล่านี้ เราจำต้องหลีกเลี่ยง
 
หะดีษบทที่สี่ จงทำให้เกิดความง่ายดาย
—————————————–
“จงทำให้เกิดความง่ายดายในสิ่งต่างๆ ต่อผู้คนและจงอย่าสร้างความยากลำบากแก่พวกเขา” (เศาะเหียะฮฺบุคอรียฺ 6125)
 
คำแนะนำที่สั้นกระชับนี้มุ่งเน้นไปยังผู้ที่ทำการดะอฺวะฮฺและผู้ที่สอนอิสลามเป็นอันดับแรก หลักปฏิบัติหนึ่งแห่งรากฐานของกฎชารีอะฮฺเบื้องต้น คือหลักปฏิบัติของการสร้างความง่ายดาย ซึ่งมีการรายงานหะดีษมากมายที่เน้นในเรื่องเดียวกันนี้ อิสลามนั้นมีจุดประสงค์ที่จะทำให้การใช้ชีวิตนั้นง่ายดายสำหรับผู้คน ดังนั้นขอให้คุณตรวจสอบว่าวิธีการที่คุณเรียกร้องและชี้แนะผู้คนมาสู่อิสลามนั้นเป็นวิธีการที่เน้นการคิดบวกและการดึงดูดผู้คนไปสู่ความสวยงามแห่งอิสลาม
 
หะดีษบทที่ห้า ให้คิดบวกเมื่อมีความตายเกิดขึ้น
—————————————–
“ผู้ใดก็ตามที่รักการเข้าพบอัลลอฮฺ (พึงรู้เถอะว่า) อัลลอฮฺเองเช่นกันที่ทรงรักการพบกับเขา และผู้ใดก็ตามที่เกลียดการเข้าพบอัลลอฮฺ อัลลอฮฺเองเช่นกันทีทรงเกลียดการพบกับเขา” (เศาะเหียะฮฺบุคอรียฺ 6508)
 
การคิดในแง่บวก ในแง่ดีนั้นสำคัญอย่างมากในอิสลาม แม้แต่ในช่วงเวลาที่มีความตายเกิดขึ้น มุสลิมจำต้องคิดต่อพระผู้ทรงสร้างเขาในด้านที่ดีที่สุด สิ่งนี้สำคัญอย่างยิ่งโดยเฉพาะในช่วงเวลาแห่งความตาย คือบรรดาผู้ศรัทธาควรนึกถึงความเมตตาของอัลลอฮฺและการให้อภัยโทษของพระองค์ ด้วยการคิดเช่นนี้ ย่อมทำให้พวกเขาจากโลกนี้ไปในสภาพของการคิดดี เพราะเราไม่ควรที่จะใช้ชีวิตของเราด้วยการคิดบวกเพียงอย่างเดียวเท่านั้น หากทว่าเราควรตายหรือจากโลกนีไปในสภาพของการคิดบวก คิดดีด้วย
 
ขออัลลอฮฺทรงปกปองเราจากความคิดลบ ความคิดที่ชั่วร้ายทั้งหลาย อามีน
 

Read Full Post »

หลายวันก่อน ก็ฟังบรรยายอีกเรื่อง ของมุฟตี เมงกฺ (ที่ดาวน์โหลดมา) จำหัวข้อไม่ได้ ท่านว่าประมาณว่า

“บางครั้ง เราอาจจะเคยไปบ้านเพื่อน และได้ทานอาหารรสชาติดี ทำให้นึกถึงสามีเรา อยากให้เขาได้ทาน ด้วยเหตุนี้ เราจึงขอสูตรจากเจ้าของบ้าน เพื่อที่ว่า เราจะเอาสูตรนั้นมาทำให้สามีของเราทานบ้าง และเมื่อได้สูตรมาแล้ว เราลองทำครั้งแรก รสชาติมันยังไม่ได้ ไม่่ดีเหมือนที่เราได้ทาน ทั้งที่เราคิดว่าเราทำตามสูตรที่เขาบอกเรามาแล้ว แต่มันก็เป็นไปได้ว่า เราอาจจะหลงลืมขั้นตอนบางอย่างระหว่างทำก็ได้ แต่เมื่อเราลองทำบ่อยขึ้นตามสูตรที่ได้มา อินชาอัลลอฮฺ แน่นอนว่า วันหนึ่ง เราต้องประสบกับความสำเร็จ และรสชาติก็ต้องออกมาดี

เช่นเดียวกัน เมื่อเราปฏิบัติตามคำสั่งใช้ของอัลลอฮฺ มันอาจจะมีบ้างที่เราเองอาจจะติดขัด ไม่ได้ผลบ้าง แต่นั่นเป็นเพราะเราอาจจะทำอะไรผิดพลาดไประหว่างทาง แต่หากว่าเราพยายามทำสิ่งที่อัลลอฮฺทรงสั่งใช้ไปเรื่อยๆ อินชาอัลลอฮฺ วันหนึ่งเราย่อมประสบความสำเร็จ”

แปล บินติ อัลอิสลาม
Nov 18, 2013

Read Full Post »

ต้นฉบับของเรื่องนี้เป็นภาษาอาหรับและถูกแปลเป็นภาษาอังกฤษอีกทีหนึ่ง
George, who Celebrates Adha Eid.. Must Read..

จอร์จ ชายชาวอเมริกา วัย 50 อาศัยอยู่กับภรรยา ลูกชาย และลูกสาว ในเมืองวอชิงตัน ประเทศอเมริกา

เมื่อเดือนซุลฮิจญะฮฺใกล้เข้ามาถึง จอร์จก็เริ่มหาข้อมูลว่าเดือนซุลฮิจญะฮฺจะเริ่มขึ้นเมื่อไหร่ เขาจึงติดตามดูข่าวสารจากโทรทัศน์ ส่วนภรรยาของเขาก็ติดตามดูผลผ่านทางสถานีวิทยุ และลูกชายของเขาก็ค้นหาข้อมูลผ่านอินเตอร์เน็ตโดยตรวจสอบจากเวปไซท์อิสลามต่างๆ

เมื่อพวกเขาทราบแน่ชัดแล้วว่าเดือนซุลฮิจญะฮฺจะเริ่มเมื่อไร พวกเขาต่างก็เตรียมตัวต้อนรับกับวันอีดิ้ลอัฎฮาซึ่งเป็นวันที่สิบของเดือนซุลฮิจญะฮฺ

วันรุ่งขึ้น พวกเขาจึงออกไปตลาดหาซื้อแกะ (ตามบทบัญญัติของอิสลาม) เพื่อทำการเชือดในวันอีด
จากนั้นพวกเขาก็นำแกะขึ้นรถ และระหว่างทางกลับบ้าน ลูกสาวคนเล็กก็แสดงความดีใจที่จะได้เฉลิมฉลองในวันอีด เธอรู้สึกมีความสุขและตื่นเต้นที่จะได้สวมชุดใหม่และออกไปเล่นกับเพื่อนๆ ในวันนั้น เธอปรารถนาให้ทุกๆ วันเป็นวันอีด

เมื่อพวกเขาถึงบ้าน ภรรยาของจอร์จก็บอกกับเขาว่า “ฉันเคยอ่านบทความเกี่ยวกับการทำกุรบานมาว่า เราควรที่จะเชือดสัตว์แบ่งออกเป็นสามส่วน (เพราะเป็นสุนนะฮฺของศาสนทูตมูฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะศัลลัม) เราต้องบริจาคส่วนหนึ่งให้กับคนยากจน และส่วนที่สองให้กับเพื่อนบ้าน (อลิซาเบท เดวิท และมาร์ค) และส่วนที่สามก็เก็บไว้ทานเอง”

เมื่อวันอีดมาถึง พวกเขาก็เกิดความสับสนเกี่ยวกับทิศของกิบลัต พวกเขาจึงคาดเดากันเองว่ามันคงจะเป็นทิศที่ตรงไปยังกะบะฮ์ จากนั้นจอร์จก็นำมีดออกมา และจับตัวแกะหันไปทางกิบลัตและทำการเชือดมัน จากนั้นภรรยาของเขาก็รีบหั่นแกะออกเป็นสามส่วนตามที่ได้ตกลงกันไว้

ทันใดนั้นเอง จอร์จก็นึกบางอย่างขึ้นได้ และตะโกนออกมาว่า “โอ้ยยย นี่เราสายกันแล้ว วันนี้เป็นวันอาทิตย์ เราจะพลาดการทำพิธีศีลมหาสนิทที่โบสถ์กันในวันอาทิตย์หรือนี่”

จอร์จเป็นคริสเตียนที่มีความเคร่งครัดและเขามักจะพาภรรยาและลูกๆ ไปที่โบสถ์กับเขาเสมอ
—————————————————————————-
เมื่ออะหมัดเล่าเรื่องของจอร์จจบ
ผู้ชายคนหนึ่งจากกลุ่มผู้ฟังก็ร้องตะโกนขึ้นมาว่า “อะหมัด คุณทำให้เราสับสน สรุปแล้วจอร์จเป็นมุสลิม หรือคริสเตียนกันแน่”
อะหมัดจึงตอบว่า “จอร์จเป็นคริสเตียน เขามีความเชื่อว่าพระเจ้านั้นมีสามภาค และเขาไม่ได้มีความเชื่อต่อศาสนทูตมูฮัมมัด ศ็อลลัลลอฮุ อะลัยฮิ วะศัลลัม ว่าท่านเป็นศาสนทูตคนสุดท้าย”

จากนั้นก็มีเสียงโต้ตอบจากกลุ่มผู้ฟังกล่าวว่า “อะหมัด คุณอย่ามาโกหกเราหน่อยเลย ใครจะเชื่อว่าจอร์จและครอบครัวเขาจะทำแบบนั้น คริสเตียนจะมาทำพิธีกรรมของมุสลิมได้ยังไง อีกอย่างคริสเตียนก็คงจะไม่มาตั้งตารอเดือนซุลฮิจจะฮฺ หรือซื้อแกะเพื่อนำไปเชือดหรอกนะ…”

อะหมัดยิ้มที่มุมปากอย่างประชดประชัน และกล่าวว่า “พี่น้องที่รักทั้งหลาย ทำไมพวกคุณจึงไม่เชื่อในเรื่องที่ผมเล่าไปหละ ทำไมคุณไม่เชื่อว่าจะมีครอบครัวคริสเตียนที่ทำอะไรแบบนั้น ในชุมชมมุสลิมของเราเอง เช่นอับดุลลอฮฺ มุหัมมัด คอลิด คอดิญะฮฺ หรือฟาติมา พวกเขาต่างก็ทำการเฉลิมฉลองในวันเทศกาลของคริสเตียนและของยิว แล้วพวกเราไม่ได้เฉลิมฉลองวันปีใหม่ วันคริสมาสต์ วันวาเลนท์ไทน์ วันฮาโลวีน วันอีสเตอร์ อย่างนั้นเหรอ?”

“จอร์จเขาก็เป็นคริสเตียนคนหนึ่งที่เฉลิมฉลองวันอีดของเรา ทำไมพวกคุณถึงไม่เชื่อหละ ทำไมพวกคุณถึงไม่ยอมรับและปฏิเสธการกระทำของจอร์จ แล้วทำไมเราถึงไม่ปฏิเสธการกระทำของเราบ้าง??”

จากนั้น อะหมัดจึงกล่าวว่า “ผมใช้ชีวิตอยู่ที่อเมริกามานานกว่าสิบปีแล้ว และผมขอสาบานด้วยพระนามของอัลลอฮฺว่า ผมไม่เคยเห็นคริสเตียนหรือยิวคนไหนที่ทำการเฉลิมฉลองใดๆ ในวันอีดของเรา ผมไม่เคยได้ยินใครสักคนถามเราเกี่ยวกับวันเหล่านั้น หรือแม้แต่เวลาที่ผมชวนพวกเขาให้มาเฉลิมฉลองวันอีดิ้ลฟิฎรี่ที่อพาร์ทเม้นท์ ผม ก็ไม่เห็นมีใครสักคนมาเข้าร่วม เพราะเขารู้ว่ามันเป็นวันเฉลิมฉลองของมุสลิม”

“ผมได้เห็นสิ่งเหล่านี้ในประเทศตะวันตก และเมื่อผมกลับไปที่ประเทศมุสลิมอันเป็นบ้านเกิดของผม ผมกลับพบว่าพี่น้องมุสลิมของผมต่างทำการเฉลิมฉลองวันเทศกาลของชาวคริสและชาวยิว”

“แล้วผมควรทำอย่างไร นอกไปจากการกล่าวว่า ไม่มีอำนาจอื่นใดและไม่มีสิ่งใดที่ยิ่งใหญ่มากไปกว่าอัลลอฮฺ”
لا حولَ ولا قوَّة إلاَّ بالله

ขอให้พวกเราแบ่งปันเรื่องราวนี้ให้กับพี่น้องของเรา หากท่านยังรักใคร่และหวังดีต่อพี่น้องทั้งหลาย

อย่างไรก็ตาม “ชื่อของคน” ไม่สามารถบอกเราได้ถึงศาสนาของเขา หากแต่มันขึ้นอยู่กับความเชื่อและการกระทำของเขา

แหล่งที่มา http://www.facebook.com/note.php?note_id=230624353409&id=154407627805
ถอดความ بنت الاٍسلام

20131231-133408.jpg

Read Full Post »

20130319-111005 AM.jpg

ท่านอุมัรฺ บิน อับดุลอะซีซ เราะหิมะฮุลลอฮฺ กล่าวว่า

ผู้ใดก็ตามที่กระทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งโดยปราศจาก “ความรู้” ย่อมก่อความเสียหายมากกว่าสร้างความดีงาม

และผู้ใดก็ตามที่ไม่ใคร่ครวญต่อ “คำพูดของเขา” ให้เป็นส่วนหนึ่งของ “การกระทำของเขา” ย่อมกระทำความชั่วซ้ำแล้วซ้ำเล่า

“ความพึงพอใจ” เป็นสิ่งที่ได้มาอย่างยากลำบาก และผู้ศรัทธาที่แท้จริงจำต้องอาศัย “ความอดทน”

อัลลอฮฺจะมิทรงประทาน “การอำนวยพร” ต่อบ่าวคนใดของพระองค์ และนำเอา “การอำนวยพรนั้น” ออกไปจากเขา

และพระองค์จะทรงประทาน “ความอดทน” แก่เขาเป็น “สิ่งทดแทน” ต่อ “สิ่งที่ถูกนำคืนกลับไป”

เว้นเสียแต่ว่า “สิ่งที่นำมาทดแทน” นั้นมีความดีงามกว่า “สิ่งที่พระองค์ทรงนำออกไปจากเขา”

และท่านได้อ่านอัลกุรอานอายะฮฺหนึ่ง ในซูเราะฮฺอัซซุมัร ว่า “แท้จริงบรรดาผู้อดทนนั้นจะได้รับรางวัลตอบแทนของเขาอย่างสมบูรณ์โดยไม่ต้องคิดคำนวณ”

แปล بنت الاسلام

Read Full Post »

20130319-110225 AM.jpg

ท่านอับดุลลอฮฺ บิน อับบาซ กล่าวว่า

“บรรดาผู้กระทำความชั่ว พวกท่านจงอย่ามั่นใจว่า…
ท่านจะปลอดภัยจากผลที่จะตามมาภายหลัง (จากการทำชั่ว)
เพราะสิ่งที่มาพร้อมกับ “บาป” นั้นมีความร้ายแรง
ยิ่งกว่า “บาปที่ท่านได้กระทำ” เสียอีก

“การไร้ซึ่งความละอายของท่าน” ที่มีต่อหน้า
บรรดามลาอิกะฮผู้ซึ่งจะเป็นพยานต่อ
การกระทำชั่วของท่านนั้น มีความร้ายแรง
ยิ่งกว่า “บาปที่ท่านได้กระทำ” เสียอีก

“การหัวเราะของท่าน” เมื่อท่านกระทำความชั่ว
เช่นการที่ท่านลึมการลงโทษของอัลลอฮฺนั้น
มีความร้ายแรงยิ่งกว่า “บาปที่ท่านได้กระทำ” เสียอีก

“ความสุขของท่าน” ที่เกิดขึ้น เมื่อท่านมีโอกาส
ที่จะกระทำความชั่วนั้น มีความร้ายแรงยิ่งกว่า
“บาปที่ท่านได้กระทำ” เสียอีก

หรือแม้แต่ “ความผิดหวังของท่าน” ที่เกิดขึ้น
เมื่อท่านพลาดโอกาสที่จะกระทำความชั่วนั้น
มีความร้ายแรงยิ่งกว่า “บาปที่ท่านได้กระทำ” เสียอีก”

แปล بنت الاٍسلام

Read Full Post »

20130319-105038 AM.jpg

ชัยคฺ อัล ฆอซาลี รายงานว่า ท่านศาสนทูตมูซาขอให้ท่านอัลเคาะฎีรฺ กล่าวคำตักเตือนต่อท่าน ท่านอัลเคาะฎีรฺจึงกล่าวว่า

“จงเป็นบุคคลที่มีรอยยิ้มบนใบหน้าอยู่เสมอ
และจงอย่าเป็นบุคคลที่มีความโกรธอยู่เป็นนิตย์
จงเป็นบุคคลที่สร้างประโยชน์ต่อผู้คน
และจงอย่าเป็นบุคคลที่สร้างความเสียหายต่อผู้คน
จงละเว้นจากการโต้แย้ง ถกเถียง
จงอย่าเดินไปมาอย่างไร้จุดหมาย
จงอย่าหัวเราะโดยไร้เหตุผล จงอย่าประนามผู้กระทำชั่ว โดยกล่าวถึงความผิดทั้งหลายต่อพวกเขา
และจงร้องไห้ต่อความชั่วของเจ้า โอ้ บุตรของอิมรอนเอ๋ย”

แปล بنت الاٍسلام

Read Full Post »

Older Posts »

%d bloggers like this: